สุกิจ อัถโถปกรณ์ พูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 3 ที่เกี่ยวข้องกับวุฒิสภา และสิทธิในการเลือกตั้ง โดยเขาเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขนี้ยังเปิดช่องให้มีส.ว.ที่มาจากวิธีอื่น และยังเห็นว่าการเลือกตั้งไม่ใช่วิถีทางเดียวที่จะนำมาซึ่งประชาธิปไตย และเรียกร้องให้ประธานกรรมาธิการเปลี่ยนมุมมองในการยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมอยากให้ท่านประธานนั่งทั้งวันเลยครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๓ ของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ได้เป็นการแก้ไขในมาตรา ๑๑๑ และ มาตรา ๑๑๒ ได้กําหนดในบรรทัดที่สําคัญนะครับ บอกว่า วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกซึ่งราษฎรเลือกตั้งจํานวน ๒๐๐ คนนะครับ ซึ่งมาตรานี้ ผมได้เสนอขอตัดทั้งมาตรา นั่นก็หมายถึงว่าผมไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญแก้ไขอันนี้ แล้วก็ยังเห็นว่าที่มาของ ส.ว. ก็ควรจะมีความหลากหลาย คือควรจะมี ส.ว. สรรหาเหมือนดัง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งถ้าผมตัดตรงนี้หมายความว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในมาตรานี้ ก็จะโผล่ขึ้นมาอีกนะครับ หมายถึงว่ายังคงมี ส.ว. สรรหา ผมไม่ใช่คนที่ไม่เห็นด้วย กับการเลือกตั้งครับ เพราะผมเองก็มาจากการเลือกตั้ง ผมศรัทธาการเลือกตั้ง แต่ว่าวิถีทางของประชาธิปไตยมันก็ไม่ได้หมายความว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องมาจากการเลือกตั้ง นะครับ ในกรณีของการเลือกตั้ง ส.ว. นี่ก็เช่นเดียวกัน ซึ่งผมก็จะให้เหตุผลต่อไปนะครับ โดยเฉพาะในเรื่องของการกําหนดให้ ที่ผมอ่านเมื่อครู่นะครับ ตรงที่เป็นบรรทัดสําคัญที่บอก ว่า วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิก ซึ่งราษฎรเลือกตั้ง จํานวน ๒๐๐ คน อันนี้ผมได้เข้าไปชี้แจง กับกรรมาธิการ คือถ้าพูดถึงเจตนารมณ์ท่านประธานกรรมาธิการท่านจะพูดถึงบ่อยนะครับ ว่าเจตนารมณ์เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้นะครับ แต่เจตนารมณ์นี่จริง ๆ แล้วมันก็อยู่ บนอากาศแต่บนกระดาษนี่มันคือของจริง เพราะฉะนั้นอีก ๑๐ ปีข้างหน้า เจตนารมณ์นี้ อาจจะไม่มีใครพูดถึงหรอกครับ แต่บนกระดาษนี่จะยังคงอยู่ ซึ่งก็สามารถที่จะตีความไปได้ หลากหลายเมื่อถึงวันนั้น ซึ่งคนเขาอาจจะลืมกันแล้วว่าวันนี้เราคิดกันอย่างไร คนอีก ๑๐ ปี ข้างหน้าเขาอาจจะไม่คิดเหมือนเราใช่ไหมครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นถ้าตีความอย่างนี้ ผมยังเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขอันนี้ยังเปิดช่อง ยังเปิดช่องให้มี ส.ว. ที่มาจากวิธีอื่น ซึ่งอาจจะสรรหา หรืออะไรก็ตาม แต่ในเมื่อผมตัดทั้งมาตราอย่างนี้ก็คงหมายถึง ส.ว. สรรหา นั่นเองนะครับ เพราะท่านไม่ได้กํากับเอาไว้ ซึ่งเรื่องนี้ผมก็ได้เข้าไปเรียกว่าโต้ตอบ กับท่านประธานกรรมาธิการในวันที่ผมเข้าไปชี้แจงว่าถ้าท่านกํากับไว้ว่า วุฒิสภา ประกอบด้วยสมาชิกซึ่งราษฎรเลือกตั้งจํานวน ๒๐๐ คน ถ้าท่านกํากับว่าวุฒิสภาทั้งหมด ประกอบด้วยสมาชิกซึ่งราษฎรเลือกตั้งจํานวน ๒๐๐ คน อย่างนี้ผมจะยอมนะครับ แต่เมื่อ ท่านไม่มีคําว่า ทั้งหมด กํากับ ตัวหนังสือมันก็ดิ้นได้ ถ้าผมจะเถียงท่านว่าถ้าไม่มีคําว่า ทั้งหมด กํากับ จะมีแบบอื่นได้ไหมวุฒิสภา ถ้าสมมุติว่าคนอื่นเขาเสนอแบบอื่นเข้ามาจะได้ไหม อันนี้ในที่สุดท่านก็บอกว่าการตีความมันก็แล้วแต่ความเห็นเรา เราตีความต่างกัน ก็ดังที่ปรากฏละครับว่าในที่สุดแล้วพอมาถึงเวลาจริง ๆ ท่านก็มาตัดสิทธิผมนะครับ
อีกประเด็นหนึ่งนะครับ คือผมก็มีความรู้สึกว่าท่านประธานกรรมาธิการ ท่านจะยึดมั่นอยู่กับ ส.ว. สรรหา ว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่ได้เป็นประชาธิปไตย แล้วก็ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ถ้าใครมาพูดถึง ส.ว. สรรหา ท่านก็จะเรียกไปหมดเลย บอกว่าพวกนี้ แปรฯ ขัดหลักการซึ่งรวมทั้งผมด้วยนะครับ ความจริงเรื่องนี้ผมได้พร่ําชี้แจงมา รู้สึกว่าไม่ต่ํา กว่า ๒ ครั้งแล้วครับ แล้วในช่วงหลัง ๆ นี้ก็มีท่าน ส.ส. และ ส.ว. อีกหลายท่านที่ท่าน ได้ออกมาชี้แจงมายืนยันเรื่องนี้ โดยเฉพาะ ส.ว. สรรหาหลายท่าน ท่านได้เล่าถึงตัวเองว่า กว่าที่ท่านจะได้มาเป็น ส.ว. ในวันนี้ ถึงแม้ว่าจะเป็นสิ่งที่เขาเรียกว่า ส.ว. สรรหา จริง ๆ แล้ว ได้ผ่านการกลั่นกรองมาจากสมาชิกในกลุ่มของท่าน ในกลุ่มอาชีพในวิชาชีพของท่าน เป็นจํานวนเป็นร้อยเป็นพันคน ผมก็อยากจะถามว่าแบบนี้มันเป็นการเลือกตั้งไหม ก็น่าจะ เป็นวิธีการเลือกตั้งแบบหนึ่ง เพียงแต่มันไม่ใช่ทางตรงเท่านั้น แล้วแถมยังไม่ใช่ว่าเลือกมาแล้ว ก็จะได้เป็นในกลุ่มนั้นนะครับ ก็ต้องมาผ่านคณะกรรมการสรรหาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งพอท่าน เรียกว่า ส.ว. สรรหาท่านก็จะไปตัดความเป็นประชาธิปไตย ตัดขาดของการยึดโยง จากประชาชนทันที ซึ่งผมถือว่าอันนี้ก็คงจะไม่ยุติธรรม โดยเฉพาะเหตุผลอีกประการหนึ่งที่ท่านนํามากล่าวอ้างก็คือ อันนี้ไม่ใช่ท่านประธานนะครับ แต่เป็นเหตุผลประกอบร่างที่บอกว่า โดยที่เป็นการสมควรกําหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจาก การเลือกตั้ง เพื่อให้วิธีการได้มาซึ่งสมาชิวุฒิสภามีลักษณะเช่นเดียวกับวิธีการได้มาซึ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมก็ไม่ทราบว่าคนเขียนเหตุผลท่านลืมนึกไปหรือเปล่าว่าตอนนี้ การได้มาซึ่ง ส.ส. หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเรามันมี ๒ ทาง นะครับ ไม่ได้เป็น การเลือกตั้งระบบเขตเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทั้งหมด จริง ๆ แล้วก็คือมี ส.ส. ที่มาจากระบบบัญชีรายชื่อด้วย ท่านจะบอกผมเต็มปาก ท่านกล้าพูดเต็มปากไหมครับว่า การเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อเป็นการเลือกแบบทางตรงจากพี่น้องประชาชน เพราะว่า จริง ๆ แล้วเขาเลือกพรรคครับ ประชาชนเขาเลือกพรรค แล้วพรรคก็เลือก ส.ส. อีกทีหนึ่ง ผมสมมุติง่าย ๆ ว่าท่านประธานขออภัยนะครับ ท่านประธานอยู่อันดับที่ ๒๐ ในบัญชีรายชื่อ อย่างนี้ แล้วผมนี่อยากเลือกท่านประธานจริง ๆ เลย ผมทําได้ไหมครับ ที่ผมจะเจาะจงว่า ในบัญชีรายชื่อผมต้องการจะเลือกท่านประธานซึ่งอยู่อันดับ ๒๐ ผมก็ทําไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นจะเรียกว่าเป็นวิธีการเลือกตั้งโดยตรงของ ส.ส. ไม่ได้ แล้วทีนี้ท่านกําหนดให้ ส.ว. ท่านบอกว่ามาจากการเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมด แต่ยกตัวอย่างการเลือกตั้ง ส.ส. ประกอบว่าเป็นวิธีเดียวกัน แค่การยกเหตุผลมันก็ผิดแล้วละครับ เพราะฉะนั้นขอให้ ท่านประธานกรรมาธิการท่านเปลี่ยนโปรแกรมในสมองท่านสักนิดหนึ่งนะครับว่า ส.ว. สรรหา มันไม่ได้เป็นที่น่ารังเกียจอะไรในระบอบประชาธิปไตย ในเมื่อถ้ามองให้ลึกซึ้งแล้ว ส.ว. สรรหา ก็คือผู้ที่มาจากการเลือกตั้งวิธีหนึ่ง ท่านประธานครับ ในระบอบประชาธิปไตย ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกตําแหน่งที่มีอยู่ในประเทศเราต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดนะครับ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอําเภอ เหล่านี้ก็เป็นผู้ปกครองที่มีส่วนได้เสียในการใช้งบประมาณเหล่านี้ ก็ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ขนาดคนที่เขาบอกว่าจะมาออกแบบประเทศไทยซึ่งประชุมกัน เมื่อ ๒-๓ วันที่ผ่านมานี้นะครับ คือสภาปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปการเมืองนี่ท่านบอกว่า จะมาออกแบบประเทศไทย จะมากําหนดทิศทางของประเทศไทย คนพวกนี้ยังไม่ได้มาจาก การเลือกตั้งเลยครับ แล้วก็มาจากการสรรหาจากคนแค่ ๒ คนเท่านั้น คือท่านรัฐมนตรีพรเทพ กับรัฐมนตรีวราเทพเท่านั้นนะครับ หลายอันก็เป็นเหมือนกับยาหมดอายุ ท่านประธาน ก็รู้ครับ ยาหมดอายุไม่ใช่ว่ากินไปแล้วเฉย ๆ นะครับ บางทีก็เป็นพิษด้วย เพราะฉะนั้น ผมก็กราบเรียนว่าถ้าเรายึดมั่นกับการเลือกตั้งว่าประเทศของเราเป็นประชาธิปไตย ต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ตอนนี้เราก็ทําผิดอยู่หลายเรื่องเหมือนกัน ท่านประธาน ที่เคารพครับ ด้วยเหตุนี้เองผมถึงเห็นว่าในระบอบประชาธิปไตยเราก็ต้องมีข้อยกเว้นบ้าง เหมือนกัน ไม่สามารถที่จะเลือกตั้งได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าเราฉลาดเราก็คงจะต้องมองถึงอํานาจ หน้าที่ของเขาเป็นหลักครับ เพื่อจะได้คนที่ดี ๆ คนที่เหมาะสม เข้ามาทําหน้าที่เหล่านั้นนะครับ ระบอบประชาธิปไตยในโลกในระบบรัฐสภาซึ่งเรายึดมั่นอยู่นี่หลายประเทศก็มีสภาเดียว หลายประเทศก็เป็นแบบเรา ก็คือมี ๒ สภา ถ้าเป็นแบบ ๒ สภา ไม่มีประเทศไหนครับ ที่จะกําหนดให้ ๒ สภานั้นมีที่มาเหมือนกัน เพราะถ้าอย่างนั้นจะมี ๒ สภาไปทําไมครับ มีสภาเดียวก็พอ แต่เพราะต้องการให้มาทําหน้าที่ที่มันแตกต่างกัน จึงต้องกําหนดให้มี ๒ สภา แล้ว ๒ สภานั้น ลักษณะของคนที่มาทํางานก็คงจะต้องไม่เหมือนกันครับ ไม่อย่างนั้นก็อย่างที่ผมกราบเรียน หรือสมาชิกหลายท่านกราบเรียนไปแล้ว สู้เรามีสภาเดียวจะไม่ประหยัดเงิน ประหยัดคน มากกว่าหรือครับ ส่วนมากที่มาของ ส.ว. หรือสมาชิกวุฒิสภา หรือจะเรียกว่าสภาสูง หรือจะ เรียกว่า เฮาส์ ออฟ ลอร์ด (House of Lord) หรืออะไรก็ตามนะครับ แต่เป็นสภาที่อยู่ แยกไปจาก ส.ส. อีกสภาหนึ่งนั้น หลาย ๆ ประเทศเขาจึงกําหนดให้มาจากการแต่งตั้ง หรือการเลือกตั้งทางอ้อม ทั้งนี้ก็เพื่อให้สอดคล้องกับหน้าที่ของ ส.ว.
ทีนี้เรามาดู ส.ว. ของเราสิครับว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ กําหนดให้ทํา หน้าที่อะไร ให้สมกับที่ท่านประธานชอบพูดถึงเจตนารมณ์บ่อย ๆ ถ้าดูในรัฐธรรมนูญ ก็ปรากฏว่าหน้าที่ของ ส.ว. หลัก ๆ นะครับท่านประธาน อันแรกก็คือกลั่นกรองกฎหมาย ที่ผ่านจาก ส.ส. อันที่ ๒ คือควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินโดยการสามารถที่จะตั้งกระทู้ถาม ต่อคณะรัฐมนตรี หรือการตั้งกรรมาธิการเพื่อจะมาศึกษาเรื่องราวใด ๆ ต่าง ๆ ที่เป็นปัญหา ของประเทศแล้วก็เสนอแนะต่อรัฐบาล อันที่ ๓ ก็คือการเลือกแต่งตั้ง ให้คําแนะนํา หรือให้ ความเห็นชอบบุคคลดํารงตําแหน่งในองค์กรต่าง ๆ อย่างเช่นในคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ และอื่น ๆ และอันที่ ๔ คือการถอดถอนบุคคลออกจากตําแหน่ง ผมใช้เวลา ไม่นานหรอกครับท่านประธาน ให้สมกับที่เราได้ตกลงกันเมื่อวานนี้ แต่ต้องพูดประเด็นนี้ ให้ชัดเจน ไม่อย่างนั้นมันก็ไม่เป็นเหตุเป็นผลที่จะมาสนับสนุนความคิดของผมนะครับ ก็จะเห็นว่าจากอํานาจหน้าที่ในเรื่องของการกลั่นกรองกฎหมาย ท่านประธานกับผม ส.ส. ทุกคน ส.ว. ทุกคน ที่อยู่ในสภานี้มานานก็รู้ว่ากฎหมายมันมีความหลากหลายเพียงใดครับ หลายเรื่องเราไม่เคยรู้จัก เราไม่ได้เชี่ยวชาญในทางนั้น ถ้าเป็นเรื่องทางการแพทย์ เรื่องอะไร อย่างนี้ ผมพอจะคุ้นเคย แต่ถ้าเป็นเรื่องของการเกษตรอะไรอย่างนี้ก็ต้องให้มีอีกคนหนึ่ง ในเรื่องเศรษฐกิจก็ต้องมีอีกคนหนึ่ง เพราะฉะนั้นในความเชื่อของผม ผมก็เชื่อว่า ส.ว. ต้องมีความหลากหลายมาจากสาขาอาชีพ ซึ่งสามารถที่จะมาดูแลกลั่นกรองกฎหมายเหล่านี้ได้ นะครับ ในขณะที่ ส.ส. อาจจะผ่านไปแบบที่ไม่ค่อยสมบูรณ์ เราจะไปหวังพึ่งข้าราชการอย่างเดียว เราจะมาเลือก ส.ว. ทําไมล่ะครับถ้าอย่างนั้น อันนี้ชัดเจนก็คือเรื่องของการกลั่นกรองกฎหมาย ต้องอาศัย ส.ว. ที่มีความหลากหลายในสาขาอาชีพและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง จํานวนมาก ซึ่งอันนี้เรารับประกันได้ไหมครับ ว่าถ้าให้มาจากการเลือกตั้งจากจังหวัดต่าง ๆ เราจะได้ ส.ว. เหล่านี้มาครบ แต่ถ้ามาจากการสรรหาโดยวิธีการของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ เราก็อาจจะได้มาเกือบครบนะครับ การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ก็เช่นเดียวกัน เราก็ต้องอาศัยคนที่มีความรู้ความสามารถ แล้วก็มีความรอบรู้ในกลุ่มของ ส.ว ก็ควรจะมีคนที่มีความรอบรู้ไปหลายทาง ไม่อย่างนั้นก็จะมาถามกระทู้ถามในเรื่องที่ตน ไม่รู้เรื่องได้อย่างไรนะครับ จากข้อ ๓ ข้อ ๔ การแต่งตั้งและการถอดถอน อันนี้ผมก็คงจะไม่ ลงรายละเอียดมากนัก เพราะว่าก็รู้ ๆ อยู่แล้วนะครับว่าคนที่จะไปทําหน้าที่เหล่านี้ ไปแต่งตั้ง หรือถอดถอนคนอื่น ต้องเป็นคนที่มีวุฒิภาวะพอสมควร แล้วก็ต้องมีประสบการณ์สูง เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่า ส.ว. ที่ได้รับคัดเลือกจากองค์กรวิชาชีพต่าง ๆ ก็มีความพร้อมในเรื่องนี้ ในประเด็นนี้อาจจะไม่เด่นกว่า ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งสักเท่าไรนะครับ แต่ถ้ามีเข้าไปมันก็ยิ่งเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับ ส.ว. มากยิ่งขึ้น แต่เมื่อท่านมาแก้ ให้มาตราหลัง ๆ นี้ ปรากฏว่าไม่ห้าม ท่านคณะกรรมาธิการชุดนี้ได้ไปทําลายความเป็นกลาง บางส่วน ได้ไปทําลายการยึดโยงกับพรรคการเมือง กับการเมืองบางส่วน ทําให้พ่อแม่ ลูก เมีย ก็สามารถที่จะเข้ามาเป็น ส.ว. ได้ ผมหมายถึงว่าพ่อแม่ ลูก เมีย ของ ส.ส. นะครับ อันนี้ก็จะเป็นเรื่องยากยิ่งขึ้นในการที่จะทําให้การถอดถอนอะไรอย่างนี้จะมีความสมบูรณ์ ยิ่งขึ้นนะครับ ก็จะมีการกล่าวหากันอีก ผมก็เคยเป็น ส.ว. ครับ เมื่อปี ๒๕๔๙ ผมเคยได้รับ เลือกตั้งเป็น ส.ว. เข้ามาแล้วก็เห็นนามสกุลของเพื่อนร่วมคณะ ร่วมกลุ่ม ส.ว. รู้สึกนามสกุลนี้ คุ้น ๆ เหลือเกิน ปรากฏว่าหลายส่วนก็มาจากวิธีอย่างนี้นะครับ เขาถึงเรียกกันว่า สภาผัวเมีย ในตอนนั้นนะครับ ผมก็เชื่อว่าถ้าเรายิ่งแก้โดยวิธีของกรรมาธิการในการเสนอแก้ครั้งนี้ ยิ่งนําประเทศถอยหลัง เรื่องของการทําหน้าที่ของ ส.ว. ก็จะถดถอยลง แล้วที่สําคัญก็คือ ในเมื่อ ส.ว. ไม่ต่างจาก ส.ส. ที่มาไม่ต่างกัน ลักษณะของการทํางานต่างกันนี่ มันร่วมกัน ไม่ได้อยู่แล้วครับ ถ้าจะให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ส.ว. มาถอดถอน ส.ส. ผมก็มีความรู้สึกกระไรอยู่ ในเมื่อท่านก็มาวิธีการเลือกตั้งแบบเดียวกับเรา แล้วท่าน มาเหนือกว่าพวกเราตรงไหนละครับ ถึงมามีอํานาจมาถอดถอนพวกเราได้ สิ่งเหล่านี้ทําให้ผม มีความรู้สึกว่าผมไม่สามารถที่จะรับกับการแก้ไขอันนี้ได้นะครับ ผมจึงขอตัดมาตรา ๓ ออก ทั้งหมดครับ ขอบคุณครับ