รังสิมา รอดรัศมี เสนอให้แก้ไขระบบการเลือกวุฒิสภาโดยเปลี่ยนจากการสรรหา ๔๐

รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๖

รังสิมา รอดรัศมี เสนอให้แก้ไขระบบการเลือกวุฒิสภาโดยเปลี่ยนจากการสรรหา ๔๐ คนเป็นการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน รวม ๗๗-๑๕๐ คน เพื่อแก้ปัญหาการประชุมไม่ครบและเพิ่มประสิทธิภาพ โดยชี้ว่าระบบปัจจุบันทำให้ ส.ว. มีบารมีมากเกินไปจนกลั่นกรองกฎหมายไม่ได้ และวิจารณ์ว่าการสรรหาถูกแทรกแซงโดยกลุ่มการเมืองซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันได้สงวนคําแปรญัตติ ในมาตรา ๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน มาตรา ๑๑๑ วุฒิสภาประกอบด้วย สมาชิกจํานวนหนึ่งร้อยห้าสิบคน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด จังหวัดละหนึ่งคน และมาจากการสรรหาเท่ากับจํานวนรวมข้างต้นหักด้วยจํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก การเลือกตั้ง

เหตุผลที่ดิฉันได้สงวนคําแปรญัตติไว้คือเจตนารมณ์เดิมของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขาให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน ก็คล้ายกับดิฉัน แล้วก็มีการสรรหา ทีนี้สรรหาชุดแรกมาเขาให้เป็น ๓ ปีแล้วจับฉลากออกครึ่งหนึ่งถูกไหมคะ แล้วพอเสร็จ จับฉลากออกครึ่งหนึ่ง คนที่ถูกจับฉลากออกก็มีสิทธิที่จะได้กลับเข้ามาใหม่ ถ้าคนที่ได้ กลับเข้ามาใหม่ก็จะได้เป็น ๙ ปี ทีนี้ดิฉันก็คิดว่าการที่เจตนารมณ์ของปี ๒๕๕๐ เขาต้องการ ให้วุฒิสภามามีอํานาจตามรัฐธรรมนูญ คือกลั่นกรองกฎหมาย ควบคุมการบริหารราชการ แผ่นดิน ให้ความเห็นชอบในเรื่องสําคัญต่าง ๆ พิจารณาให้บุคคลดํารงตําแหน่ง ถอดถอน บุคคลออกจากตําแหน่ง อํานาจหน้าที่อื่น ๆ ทีนี้ดิฉันก็มามอบว่าเมื่อเขาให้วุฒิสมาชิกมาจาก การเลือกตั้ง แล้วเป็นได้ครั้งเดียวสมัยเดียวคือ ๖ ปี แต่คนที่จับสลากมาได้ ๙ ปีนะคะ ถ้าได้ต่อเนื่อง ๒ ครั้ง แต่คนที่มีอํานาจนาน ๆ มันก็จะเป็นคนที่มีบารมีด้วย อย่างดิฉันเป็นมา ๔ สมัย ก็เริ่มอํานาจนิดหน่อย มีบารมีนิดหน่อย ไม่เหมือนท่านประธานเป็นมาหลายสมัย แต่ทีนี้เขาต้องการให้บุคคลพวกนี้ที่เป็นวุฒิซึ่งจะต้องถอดถอน ส.ส. ส.ว. องค์กรอิสระ แล้วก็ ต้องให้เว้นวรรคตรงนี้ ดิฉันเห็นด้วยอย่างมากเลย เพราะว่าถ้ามันมีบารมีมาก แล้วก็มีอํานาจ มันก็จะมีผลต่อการทําหน้าที่ของวุฒิสภา ทีนี้ในปัจจุบัน ส.ส. มี ๕๐๐ คน วุฒิสมาชิก ๑๕๐ คน ดิฉันก็คิดว่ามันมากพอสมควรแล้ว ดิฉันไม่อยากให้มีมากขนาดนี้ด้วย เพราะว่ามันไม่ค่อยมาประชุมเห็นไหมคะ ท่านก็เห็น ถูกไหมคะ ถ้ามีมาก ยิ่งมากเท่าไรคนก็บอกไหน ๆ มันก็มาแล้ว เดี๋ยวเราไม่มาคนเดียว ก็ไม่เป็นไร แต่คนคิดอย่างนี้เยอะ แล้วท่านก็จะเห็นดิฉันต่อสู้มา ๔ สมัยแล้ว กดบัตรแทนกัน คนไม่มา กดบัตรเป็น ๑๐ ๒๐ แล้วก็ไม่เคยมีความผิดอะไรที่ดิฉันพูดให้ท่านประธานฟัง เสียเงินเดือนปี ๆ หนึ่งตั้งกี่ล้านบาท มีมากไม่มีประโยชน์ แต่ถ้ามีน้อยแล้วมาประชุมทุกคน ดิฉันคิดว่าดีกว่า เพิ่มไป ๒๐๐ คน ถ้ามี ๑๐๐ คน หรือมี ๑๕๐ คน แล้วมาครบ ดิฉันเห็นด้วย คือมันคุ้มค่ากับภาษีของประชาชน คือดิฉันก็เป็นคนตรงไปตรงมานะ คือพูดนี้อาจจะ แทงใจดําคนอื่น ดิฉันก็คิดว่าถ้าแทงใจดําก็ลุกขึ้นประท้วง ถ้าเดือดร้อนนะคะ คือปัจจุบันนี้ ที่จอดรถเองก็ยังไม่มีเลย ไม่พอเลย ห้องทํางานก็ไม่มีนะคะ จะมามีให้มันมาก แล้วก็ กินเงินเดือนอย่างเดียวไม่ถูก ดิฉันไม่เห็นด้วย เพราะฉะนั้นดิฉันก็คิดว่าดิฉันไม่ได้รังเกียจ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ว่าดิฉันคิดว่าถ้าให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งจะมีนักการเมือง ที่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง คือถ้าไม่มีนักการเมืองหนุนหลังมันจะยากนะคะ ที่จะเข้ามาได้ อย่างที่ผ่านมานี้ดิฉันก็เห็นว่าให้แนะนําตัว แต่แนะนําตัวมันจะทั่วถึงได้อย่างไรทั้งจังหวัด จังหวัดสมุทรสงครามเป็นจังหวัดที่เล็กที่สุด ดิฉันก็คิดว่าพอทําเนา แต่อย่างจังหวัดนครราชสีมา จังหวัดนครศรีธรรมราชมันจะเดินอย่างไรไหวแค่ระยะเวลาแค่ไม่กี่วัน ถูกไหมคะ ถ้าไม่มี ฐานพรรคการเมืองหนุนหลัง มันจะยาก เพราะฉะนั้นดิฉันก็อยากจะสนับสนุนให้มี การเลือกตั้งจังหวัดละคน ๗๗ จังหวัด ก็ ๗๗ คน ที่เหลืออีก ๗๓ คน ให้มาจากการสรรหา แต่เหตุที่เราต้องมานั่งอดตาหลับขับตานอนทุกวันนี้ ท่านประธานก็น่าจะทราบดีนะ ต้องมานั่งนี่กี่วันแล้ว แล้วจะต่ออีกกี่วันก็ยังไม่รู้ เพราะว่าเหตุจาก ส.ว. สรรหานี้แหละ ดิฉัน พูดตรง ๆ เลย คือว่า ส.ว. สรรหานี่ ถ้า ส.ว. สรรหา โดยเฉพาะกลุ่ม ๔๐ ส.ว. ถ้าท่านยกมือ ตามเขาสั่ง คือเขาสั่งหันซ้ายท่านก็หัน สั่งยกมือซ้ายท่านก็ยก สั่งยกมือขวาท่านก็ยก วันนี้ ไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญเพราะมันตามใบสั่งได้ แต่นี่ ส.ว. สรรหาบางท่าน โดยเฉพาะ กลุ่ม ๔๐ ส.ว. หัวแข็ง ไม่ยอมทําตาม มันเลยทําให้พวกเราต้องมานั่งอยู่อย่างนี้นะคะ ดิฉัน ก็คิดว่าถ้าเกิดมันเป็นอย่างนี้ มันเหมือนกันหมดเลยมันไม่มีอะไรแตกต่างกับ ส.ส. เลย ยกเว้น ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมือง สมมุติดิฉันจะลง ส.ว. พรุ่งนี้ ดิฉันลาออกวันนี้ แต่ดิฉัน เป็นสมาชิกมานี้ร่วมตั้ง ๒๐ ปี แล้วท่านคิดดูมันอยู่ในใจแล้ว ถึงแม้จะลาออกถูกต้อง ตามกฎหมาย แต่ว่าทางพฤตินัยมันรู้ ๆ อยู่แล้ว ถูไหมคะ ท่านพยักหน้า ท่านเห็นดีกับดิฉัน ใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นดิฉันก็คิดว่าเมื่อมันไม่แตกต่างเลยก็มีมันสภาเดียวไปเลยสิ ไม่ต้องไปมี ๒ สภา เพราะมี ๒ สภามันก็เหมือนกับ ส.ส. นี่แหละ ไปกลั่นกรองมันก็ไม่ได้กลั่นกรองอะไร มากมาย เพราะความคิดคล้าย ๆ กันนะคะ แล้วก็อีกอย่างหนึ่งคือดิฉันก็คิดว่าการที่ ส.ว. ในปัจจุบันนี้มี ๑๕๐ คน คือจริง ๆ แล้ว พูดกันจริง ๆ พอวันลงคะแนนเสียงข้างมาก คือมันมี สรรหา ๔๐ แล้วก็มี ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งบางส่วน แต่พอลงคะแนนอะไรส่วนใหญ่ มันก็จะสู้ไม่ได้อยู่แล้ว เพราะว่าขณะนี้มันก็มีการแทรกแซง ทั้งสภาบน สภาล่าง สภาล่างเมียคุม สภาบนผัวคุม ไม่รู้จะถูกไหมนะคะ ทางท่าน ส.ว. คงจะทราบดีนะคะ ดิฉันก็คิดว่าถ้ามันมี การแทรกแซงแบบนี้มันก็น่าจะเหลือสภาเดียวเสียยังจะดีกว่านะคะ

ประการต่อมาคือ ที่คิดฉันได้สงวนคําแปรญัตติไว้ว่า ๑๕๐ คน เลือกตั้ง ๗๗ คน เพราะตอนนี้มันเพิ่มมาอีก ๑ จังหวัด เป็น ๗๗ จังหวัด มันก็จะเหลือสรรหา ๗๓ คน ดิฉันก็จะให้เหตุผลว่าทําไมดิฉันจึงอยากให้มีการสรรหาด้วย ทีนี้ทีแรกดิฉันคิดว่าทาง ท่านประธานตัดสิทธิดิฉันไม่ให้พูด แต่การที่ดิฉันเสนอเหตุผลท่านอาจจะเห็นดีกับดิฉัน ถ้าเห็นดีกับดิฉัน กรรมาธิการก็เปลี่ยนแปลงได้นะคะ คือว่าการสรรหานี่ดิฉันอยากจะให้ สรรหาจากกลุ่มอาชีพ แล้วก็ผู้ทรงคุณวุฒิ คือที่หลากหลาย หลาย ๆ อาชีพ อย่างเช่น อาจารย์ที่ปลดเกษียณ ข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถมีมากมายเลย ทีนี้เมื่อสรรหา ๗๓ คน ดิฉันอยากให้คณะกรรมการที่มี ๗ คนปัจจุบันนี้ สรรหาคนอาชีพต่าง ๆ หลากหลาย ให้มากกว่า ๗๓ คน คือกลั่นกรองมาแล้วหนึ่ง เลือกมาแล้ว ๑ รอบ แล้วก็ให้มาลงสมัคร เหมือนกับปาร์ตี้ลิสต์ (Party list) ของพรรคการเมืองต่าง ๆ มันก็จะได้มาจากทุกสาขาอาชีพ แล้วแต่ประชาชนแต่ละจังหวัดเขาจะเลือกว่าจะให้อาชีพอะไรเข้ามา ให้เหลือ ๗๓ คน ทีนี้อาชีพต่าง ๆ ดิฉันก็จะยกตัวอย่าง เมื่อสักครู่ท่านมณเฑียร บุญตัน ต้องขออนุญาตนะคะ ดิฉันก็จะบอกว่าท่านอย่าเพิ่งประท้วงเลย ดิฉันก็จะเอ่ยพาดพิงถึงท่าน แต่พาดพิงในทางที่ดี คือดิฉันคอยเฝ้ามองท่านอยู่ตลอดเลยว่าท่านเป็น ส.ว. ที่ดีมาก ชื่นชมค่ะ ขนาดท่าน เป็นอย่างนี้แล้วท่านมาประชุม ผิดกับคนที่มือดี เท้าดี มีครบ ๓๒ แต่ฝากบัตรให้เพื่อนมากดนี่ อันนี้น่าประณาม แล้วท่านลองคิดดูว่าอย่างเช่นคุณกฤษณะ ละไล ดิฉันก็ชื่นชม ถึงแม้เขา จะพิการ แต่ใจเขานี่เกินร้อย แล้วก็ทํางานให้กับสังคมมากมาย แล้วก็ครู นักข่าว แพทย์ พยาบาล เกษตรกร สมาคมลูกจ้างต่าง ๆ ธนาคาร ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มอาชีพ พร้อมทั้ง บุคคลที่เป็นเพศที่สาม ตอนนี้เพศที่สามเยอะแยะเลย เกย์ (Gay) กะเทย ทอม (Tomboy) อะไรนี่เยอะแยะ ท่านลองคิดดูถ้าให้คนพวกนี้ไปลงแต่ละจังหวัดมันไม่สามารถที่จะชนะ เป็นตัวแทนของกลุ่มอาชีพได้ แต่ถ้าเขาลงแบบระบบบัญชีรายชื่อ คล้าย ๆ แบบบัญชีรายชื่อ ที่สรรหาแต่ละอาชีพมาแล้ว หรือว่าคนพิการ อย่างจะให้ท่านมณเฑียรไปลงเขตไม่ต้องมากเลย ไปลงจังหวัดดิฉัน ดิฉันเป็นจังหวัดที่เล็กที่สุดนะคะ ไม่ต้องไปเดินมากอย่างโคราช มันเดิน ไม่ได้หรอกค่ะ เพราะมันที่ท้องร่องมีคลองตั้งร่วม ๔๐๐ คลอง ถ้าเดินสะพานไม้กระบอกไม่ได้ ไม่มีสิทธิที่จะชนะเลย ขนาดดิฉันอายุยังไม่มาก คือไม่ใช่ไม่มาก ครึ่งคน ๆ นะคะ ดิฉันเดินหาเสียง เมื่อปี ๒๕๓๙ เดินจนไข่ดันบวมเลย แต่ถ้าให้คนที่สายตาไม่ดีแล้วก็เดินไม่ได้อย่างคุณกฤษณะอย่างนี้ หรือว่าตามาองไม่เห็น จะไปเดินไม้กระบอกได้ไหม มันไม่ได้หรอกค่ะ แล้วมันก็จะเป็นปัญหา ว่าบุคคลพวกนี้ที่มีความรู้ความสามารถก็จะไม่ได้เข้ามาทําหน้าที่ในสภาเลยนะคะ ดิฉัน จึงอยากจะเรียนกับท่านประธานคณะกรรมาธิการนะคะว่า ท่านฟังเหตุผลดิฉันแล้ว ดิฉันอยากให้ท่านเปลี่ยนใจนะคะว่า ให้บุคคลอาชีพต่าง ๆ ที่หลากหลายได้เข้ามาเป็นตัวแทน ไม่อย่างนั้นแล้วมันก็จะได้คนกลุ่มเดิม ๆ เดี๋ยวดิฉันจะพูดต่อไป คือการที่แก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ ดิฉันก็มาดูแล้ว ประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย คนที่ได้ประโยชน์คือใคร นักการเมือง ทั้งนั้นเลย ท่านมาดูได้ เมียเป็น ส.ส. คราวหน้าผัวลง ส.ว. ได้นะคะ คราวหน้าลูกลงได้ เพราะว่าเขตมันมีเยอะ จังหวัดหนึ่งบางทีมันก็สามารถที่จะ ถ้าคิดตามที่กรรมาธิการ ๒๐๐ คน จังหวัดหนึ่งมันมี ๔-๕ คน ลงมันหมดตระกูลเลย ซื้อยกเข่งมันไป บ้านหนึ่งเอาไปเลย บ้านละ ๒๐,๐๐๐ บาท เลือกพ่อ เลือกแม่ เลือกลูก เลือกมันให้หมดเลยทั้งตระกูล แล้วมันก็ เข้ามาครองในสภาอยู่อย่างนี้ เขาต้องการให้หลากหลาย ไม่ให้นักการเมืองมามีบารมีมาก มามีอํานาจต่อรองตําแหน่งต่าง ๆ ในสภา เพราะฉะนั้นดิฉันจึงอยากจะกราบเรียนท่านประธานค่ะว่า การแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ ประชาชนไม่ได้อะไร แทนที่จะเอางบประมาณตรงนี้เอาไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชน อย่างเช่น ตอนนี้คนที่เขาเดือดร้อนเรื่องยางพาราราคาตกต่ําเอาเงินที่จะมาเลือกตั้งตรงนี้ เอาไปช่วยเกษตรกรพยุงราคายางพารา มันจะได้ไม่มีเหตุการณ์ที่จะรุนแรงเหมือนปัจจุบันนี้ นะคะ แล้วก็สินค้า วันที่ ๑ พี่น้องคนยากคนจนจะเดือดร้อนขนาดไหนท่านลองคิดดูสิ อย่างท่านไม่เดือดร้อนหรอกเพราะท่านมีสมบัติเยอะ แต่คนที่หาเช้ากินค่ํามันจะทําอย่างไร แก๊สก็ขึ้น น้ํามันก็ขึ้น ทางด่วนก็ขึ้น พอพวกนี้ขึ้นแล้วอย่างอื่นก็ขึ้นหมด รายได้ก็ไม่ได้ขึ้น แต่รายจ่ายมันมากขึ้น แล้วมันแพงหมดทุกอย่างเลยถึงได้บอกว่า มันแพงทั้งแผ่นดิน ที่ดิฉันบอกนะคะ แล้วก็เกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนตั้งแต่ปีที่แล้วดิฉันพูดกับประธานมา เป็นสิบหนแล้ว อย่างหอยที่จังหวัดสมุทรสงครามเน่า ป่านนี้ยังไม่ได้เลยสักบาทหนึ่ง คิดดูสิ นี่ปีหนึ่งแล้ว จะชนเดือนตุลาคมนี้ปีหนึ่งแล้ว เขาก็มาร้องเรียนดิฉันตลอดเวลา พอไปปิดถนน ประท้วงก็โดนจับ แล้วจับแต่พวกที่ไม่ใช่ซีกคนเสื้อแดง ซีกคนเสื้อแดงไม่โดนเลย นี่ท่านลอง ไปดูสิ ดิฉันจึงบอกอย่างไรมันไม่ได้รับความเป็นธรรมตรงนี้ประชาชนเดือดร้อน เงินนี่ คุณเอามาใช้ในการเลือกตั้งตรงนี้ ดิฉันคิดว่าถ้าเอาไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชน จะได้ประโยชน์มากเลย ดีกว่าเรามาออกกฎหมายเพื่อพวกเรากันเอง ผัว เมีย ลูก บางคน มีเมียน้อย พูดจะสะเทือนท่านประธานหรือเปล่าดิฉันไม่ได้เจาะจงนะคะ คือดิฉันพูดภาพรวม มีเมียน้อย ไม่ต้องส่งเสียเมียน้อยรายเดือน ก็ให้เมียน้อยมาลงสมัครเสีย แล้วก็ได้เป็นตําแหน่ง ก็กินเงินเดือน ไม่ต้องเลี้ยงดู ประหยัดไปอีกเดือนละแสนกว่าบาท อย่างนี้ดิฉันคิดว่ามันเป็น สภาผัวเมีย สภาโคตรเหง้าศักราชของนักการเมืองทั้งนั้นเลย มันจะทําให้การเมืองถอยหลังนะคะ ดิฉันก็คิดว่า ส.ว. ๑๕๐ คน ดีแล้ว แล้วก็มาจากการสรรหาส่วนหนึ่ง มาจากการเลือกตั้งส่วนหนึ่ง ก่อนที่ดิฉันจะจบ มีคนฝากดิฉันมานะคะ ดิฉันก็จะอ่านให้ท่านประธานฟัง

สภาผัวเมียจะนัวเนียถึงลูกผูกถึงหลาน

เป็นสภาเครือวงศ์พงศ์พาน

จะเป็นลานสร้างเครือข่ายขยายวง

สภาผัวเมียหวังไว้เลียเพื่อนายหมายประสงค์

เป็นสภาฝักถั่วมั่วพานพงศ์

จะเป็นดงเครือข่ายทองของใครเอย

ท่านประธานฟังแล้วก็คงเข้าใจนะว่ามันหมายความว่าอย่างไร เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการค่ะ ขอบคุณค่ะ