บัญญัติ บรรทัดฐาน เสนอข้อกังวลเกี่ยวกับการใช้เครือข่ายอุปถัมภ์ในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาเพื่อครอบงำอำนาจรัฐ และแปรญัตติให้กระจายเขตเลือกตั้งเป็นกลุ่มจังหวัดแทนการใช้พื้นที่จังหวัดเดียว เพื่อลดการทับซ้อนทางการเมืองและรักษาหลักแบ่งแยกอำนาจ
ท่านประธานครับ กระผมไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งในหลักเกณฑ์และวิธีการอันเป็นที่มา ของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งตามรูปแบบที่คณะกรรมาธิการฝ่ายข้างมาก กําหนดขึ้นครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะว่าผมมีความมั่นใจเป็นอย่างยิ่งครับว่า ถ้ารัฐสภานี้ ได้ให้ความเห็นชอบกับร่างของคณะกรรมาธิการฝ่ายข้างมาก จนวันหนึ่งร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติมนี้จะได้รับการประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมาย สิ่งที่กระผมคาดไว้ อย่างแน่นอนก็คือว่า สิ่งที่จะตามมาก็คือจะเป็นการบั่นทอนผลสัมฤทธิ์ของภารกิจ เชิงโครงสร้างของการมีวุฒิสภาตามเจตนารมณ์ที่ได้มีกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างไม่ต้อง สงสัยเลยครับ และกระผมเข้าใจว่าคงจะเป็นเหตุนี้ละครับ เพื่อนสมาชิกรัฐสภาในสภานี้ ทั้งที่มาจากพรรคการเมือง และทั้งที่มาจากสมาชิกวุฒิสภาครับ จึงได้มีจํานวนของการยื่น ขอแปรญัตติในบทมาตรานี้อย่างมากมายเป็นพิเศษ ชนิดที่ไม่เคยปรากฏกันมาก่อน อะไร คือภารกิจเชิงโครงสร้างของการมีวุฒิสภาตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญครับ สาระนี้ ว่าตามจริงก็ได้มีเพื่อนสมาชิกรัฐสภานี้ได้พูดจากันเอาไว้แล้วมากมาย กระผมจึงใคร่ขอสรุป เป็นประเด็นสั้น ๆ เพียง ๓ ประการเท่านั้นครับ
ประการที่ ๑ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการที่รัฐธรรมนูญได้กําหนดให้มีวุฒิสภานั้น ก็ด้วยความประสงค์จะให้ทําหน้าที่เป็นสภากลั่นกรอง เป็นสภายับยั้ง เป็นสภาตรวจสอบ และเป็นสภาถ่วงดุลอํานาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติด้วยกันเอง คือต่อสภาผู้แทนราษฎร และต่อฝ่ายบริหาร
ประการที่ ๒ ที่สําคัญมากไปกว่านั้น ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ที่ได้เริ่มมีการบังคับ จากรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา จนวันหนึ่งเมื่อมีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือปี ๒๕๕๐ ก็ได้นําสาระสําคัญนั้นมาบัญญัติไว้ชัดเจนเป็นพิเศษ ภารกิจที่ว่านี้ก็คือภารกิจ ในการให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งบุคคลผู้ดํารงตําแหน่งสําคัญ ๆ ในองค์กรต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือองค์กรอิสระซึ่งดูจะมีบทบาทค่อนข้างสูง ทั้งเป็นองค์กรของการจัดการ บริหารในเรื่องสําคัญ ๆ และที่สําคัญยิ่งก็คือการตรวจสอบ
ประการที่ ๓ ที่สําคัญมากไปกว่านั้น ก็คืออํานาจหน้าที่หรือภารกิจในการ ถอดถอนบุคคลผู้ดํารงตําแหน่งระดับสูงครับ ถ้าท่านประธานจะได้กรุณาเปิดดูส่วนที่ ๓ ของรัฐธรรมนูญในเรื่องการถอดถอนออกจากตําแหน่งแล้ว ก็จะพบความจริงว่าบทบาท ของสมาชิกวุฒิสภาหรือบทบาทของวุฒิสภาในเรื่องนี้ค่อนข้างสูงมากเป็นพิเศษ นอกจากจะได้ ทําหน้าที่ถอดถอนบุคคลผู้ดํารงตําแหน่งระดับสูงแล้ว ที่สําคัญเป็นอย่างยิ่ง และความจริง ก็เป็นเรื่องที่สังคมนี้ปรารถนาอย่างมากเช่นเดียวกัน ก็คือการถอดถอนฝ่ายการเมือง ด้วยกันเองครับ ในกรณีที่มีพฤติการณ์ร่ํารวยผิดปกติ ส่อว่ามีการทุจริตในการใช้อํานาจหน้าที่ หรือส่อว่ากระทําผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ หรือใช้อํานาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ข้อนี้สําคัญมาก และผมเข้าใจว่าด้วยภารกิจเช่นนี้จึงมักจะมี การช่วงชิงการครอบงําวุฒิสภาอยู่บ่อย ๆ ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาแล้ว
เพราะฉะนั้นกระผมคิดว่าถ้าเรามีความประสงค์ที่จะให้การมีวุฒิสภาของเรานั้น สมดังเจตนารมณ์ที่กฎหมายกําหนดไว้ทั้ง ๓ ประการ ความจําเป็นที่เราจะต้องมีวุฒิสภา ที่มีความเป็นกลาง มีความเป็นอิสระ และสําคัญที่สุดก็คือว่าปลอดจากการครอบงํา จากฝ่ายการเมืองโดยสิ้นเชิง ผมคิดว่าข้อนี้เป็นข้อที่มีความสําคัญมาก และกระผมเข้าใจว่า ที่คณะผู้จัดทํารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ทั้งในชั้นของคณะกรรมการยกร่างและในชั้นของ สมาชิกสภาร่าง ที่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมต้นฉบับของปี ๒๕๔๐ แล้วก่อให้เกิดมีสมาชิกวุฒิสภา แบ่งเป็น ๒ ประเภท คือประเภทที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงกับประเภทที่มาจากการสรรหา ซึ่งตลอดช่วงระยะเวลา ๒-๓ วันที่ผ่านมา กระผมเข้าใจว่าประเด็นเหล่านี้ดูจะเป็นประเด็น ที่ได้รับการหยิบยกขึ้นมาพูดจากันในสภานี้มากมายเป็นพิเศษ กระผมเป็นคนหนึ่งที่ให้ ความสําคัญในเรื่องนี้และติดตามการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ มาโดยตลอด กระผม ค่อนข้างจะเห็นด้วยครับ เพราะทั้งนี้ทั้งนั้นก็ด้วยเหตุผลทํานองเดียวกับที่มีเพื่อนสมาชิก ในรัฐสภานี้ได้หยิบยกเป็นข้อพิจารณาอยู่เสมอว่าสภา ๒ สภา น่าจะต้องมีความแตกต่างจากกัน ตามสมควร บางทีการแบ่งแยกสมาชิกวุฒิสภาออกเป็น ๒ ประเภท นอกเหนืออยากจะได้ สมาชิกวุฒิสภาที่มีความหลากหลายในมากมายหลายสาขาแล้ว การถ่วงดุลอํานาจในระหว่าง สมาชิกวุฒิสภาด้วยกันเอง ผมคิดว่าก็ดูจะเป็นประโยชน์อยู่ไม่น้อยต่อการทําหน้าที่ให้สมตามเจตนารมณ์ ของการมีวุฒิสภา แน่นอนครับ ท่านประธานครับ ไม่มีกฎเกณฑ์ไหนที่จะได้ผล ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ เพราะมีคํากล่าวอยู่เสมอว่าเมื่อมนุษย์เป็นคนกําหนดกฎเกณฑ์ มนุษย์ก็ย่อมสามารถที่จะหลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์นั้น เพียงแต่ว่าในเวลาที่จะได้มีโอกาสจัดทํา กฎเกณฑ์ที่มีความสูงสุดอย่างรัฐธรรมนูญ กระผมเข้าใจว่าภารกิจอย่างหนึ่งที่เป็นภารกิจ ที่สําคัญมาก ซึ่งผู้เกี่ยวข้องไม่สามารถปฏิเสธได้ ก็คือว่าแม้พวกเขาจะไม่ได้มีโอกาสและไม่มีโอกาสที่จะจัดทํากฎเกณฑ์ให้มีผลสัมฤทธิ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อย่างที่ผมยกตัวอย่างมาแล้ว แต่ภารกิจสําคัญที่พวกเขาควรจะได้ตระหนัก ก็คือว่าต้องพยายามหาทางปิดช่องป้องกันไม่ให้มีการเบี่ยงเบนในการใช้กฎหมายนั้นให้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้ ซึ่งกรณีเช่นนี้ผมคิดว่าถ้าเราเหลียวกลับมาดูร่างมาตรา ๓ ในมาตรา ๑๒ ครับ หรือมาตรา ๑๑ อันเป็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภาตามร่างของคณะกรรมาธิการฝ่ายข้างมาก กําหนดมาแล้ว จะเห็นได้อย่างชัดเจนเลยครับว่าเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง นั่นก็หมายถึงว่า ถ้าหลักเกณฑ์และวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาตามร่างของคณะกรรมาธิการฝ่ายข้างมากแล้ว ผลที่จะเกิดขึ้นตามมาอย่างน้อยที่สุดกระผมคาดว่าจะมีอยู่ ๓ ประการด้วยกันครับ
ประการที่หนึ่ง การได้มาซึ่งตําแหน่งของสมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่ ปฏิเสธไม่ได้เลยครับท่านประธานครับ ว่าเมื่อมาจากพื้นที่เดียวกันมาจากฐานคิดวิธีการ เดียวกันกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ความคาบเกี่ยวระหว่างฐานอํานาจที่ว่านี้ก็จะเป็น ความคาบเกี่ยวและมีความผูกพันกันอย่างใกล้ชิดระหว่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับสมาชิก วุฒิสภาอย่างไม่ต้องสงสัยเลยแม้ว่าจะไม่ทั้งหมดก็ตาม ยิ่งท่านคณะกรรมาธิการฝ่ายข้างมาก เกิดไปแก้คุณสมบัติ ซึ่งความจริงก็เป็นคุณสมบัติที่ผู้จัดทํารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ได้แก้ไข ไปครั้งหนึ่งแล้ว คือเพื่อตัดความสัมพันธ์ความเกี่ยวโยงระหว่าง ๒ สภา โดยการห้ามมิให้ บุพการี คู่สมรส หรือบุตรของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ที่ดํารงตําแหน่งอยู่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้ เพราะฉะนั้น เมื่อคณะกรรมาธิการฝ่ายข้างมากคณะนี้ได้กลับไปหยิบยกเอาคุณสมบัติที่ว่านี้มาใช้กับ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาที่จะเกิดมีขึ้นในวันข้างหน้าอีกครั้งหนึ่ง พร้อม ๆ กับยังเปิดโอกาส ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาหรือแม้แต่ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง หรือสมาชิกพรรคการเมือง ถ้าเมื่อไรปลอดจากความเป็นสมาชิกแล้วก็สามารถจะลงสมัคร รับเลือกตั้งได้ทันที ท่านประธานครับ ฐานคิดเช่นนี้ ฐานทางการเมืองในพื้นที่เช่นนี้ ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่าจะมีผลต่อการได้มาซึ่งตําแหน่งของสมาชิกวุฒิสภาจํานวนมาก อย่างไม่ต้องสงสัยเลย
ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้แล้วในประการที่สองครับ กระผมมีความมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า ที่เราหวังจะเห็นสมาชิกวุฒิสภามีความเป็นอิสระปราศจากความผูกมัดโดยอาณัติมอบหมาย หรือการครอบงําของบุคคลใด ซึ่งกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนี้มาตรา ๑๒๒ ว่าเป็นคุณสมบัติ ที่สําคัญยิ่งเป็นภารกิจที่สําคัญยิ่งก็ย่อมจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย
แต่ในประการที่สามที่น่ากลัวมากไปกว่านั้นก็คือว่าอาจจะมีฝ่ายการเมือง ส่งนอมินี (Nominee) ลงสมัครรับเลือกตั้งแบบลับ ๆ แล้วใช้การบริหารจัดการโดยอาศัย เครือข่ายอุปถัมภ์ โดยอาศัยเครือข่ายของพวกพ้องในพื้นที่ โดยอาศัยเครือข่ายทางการเมือง จัดการให้ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาเป็นจํานวนมากเพื่อครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาตามหลัก ที่ว่ารัฐบาลใดครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้ รัฐบาลนั้นย่อมได้มาซึ่งอํานาจเบ็ดเสร็จ กระผมคิดว่าถ้าปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นแล้วก็ย่อมน่าจะเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่งว่า สัญญาณอันตรายนั้นได้เกิดขึ้นกับระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยแล้วอย่างแน่นอน ทีเดียว ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ค่อนข้างจะมีความสําคัญมาก อย่างไรก็ตามครับเมื่อเสียงข้างมาก ในรัฐสภานี้ได้รับหลักการไปแล้วว่าสมาชิกวุฒิสภาจะต้องมาจากการเลือกตั้งจะต้องยึดโยง จากการเลือกตั้ง ความจริงประเด็นยึดโยงนี่ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่ควรจะได้พิจารณากัน ด้วยความรอบคอบเช่นเดียวกันครับ ถ้าไปถือหลักที่ว่าในระบอบประชาธิปไตยทุกส่วน ต้องยึดโยงกับประชาชน ยึดโยงกับฝ่ายการเมืองแล้ว ผมคิดว่าค่อนข้างอันตรายเหมือนกันครับ เพราะวันหนึ่งการได้มาซึ่งตําแหน่งประธานศาลฎีกาซึ่งเป็นประมุขของฝ่ายตุลาการจะต้อง ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภานี้ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นกระผมไม่มั่นใจเหมือนกันว่าอํานาจตุลาการ ซึ่งเป็นอํานาจหนึ่งของอํานาจอธิปไตยจะไม่ถูกแทรกแซงไปจากฝ่ายการเมืองด้วย เรากล่าวถึงความยึดโยงระหว่างอํานาจหลายอํานาจกับประชาชนได้ครับ แต่ว่าสิ่งที่เราควร จะต้องคํานึงเป็นอย่างมากก็คือว่า ความยึดโยงที่ว่านั้นเป็นเพียงความยึดโยงเป็นข้ออ้าง เพื่อให้ได้มาซึ่งอํานาจตามที่เราต้องการ หรือเป็นความยึดโยงเพื่อประโยชน์ของประชาชน โดยแท้ ผมคิดว่าประเด็นนี้ก็เป็นประเด็นที่สําคัญมาก แน่นอนครับ กระผมมาจาก การเลือกตั้ง กระผมได้ตําแหน่งมาจากการยึดโยงกับประชาชน แต่เมื่อมาเห็นการยึดโยง หลายการยึดโยงที่พยายามกล่าวอ้างอยู่ในขณะนี้แล้ว กระผมค่อนข้างเป็นห่วงครับว่าวันหนึ่ง ระบอบประชาธิปไตยของเราที่ยึดหลักการแบ่งแยกอํานาจ ยึดหลักการกระจายอํานาจ เป็นสาระสําคัญนั้นจะกลายเป็นประชาธิปไตยที่มีการรวบอํานาจหรือมีการรวมศูนย์อํานาจ เอาไว้ในกํามือของคนไม่กี่คน ซึ่งอย่างนั้นก็นับว่าอันตรายยิ่ง กระผมจึงได้ถือโอกาสขอแปรญัตติ ให้แตกต่างไปจากที่มาของคณะกรรมาธิการ คือแทนที่จะใช้พื้นที่เขตเลือกตั้งจากจังหวัดหนึ่ง จังหวัดใดเป็นเขตเลือกตั้งเท่านั้น ซึ่งแน่นอนครับกรณีเช่นนี้เราย่อมอธิบายได้ ๑ ๒ ๓ ข้อ อย่างที่กระผมอธิบายมาแล้ว กระผมมีความคิดว่าถ้าเผื่อคณะกรรมาธิการใจกว้าง ยอมกระจายพื้นที่เขตเลือกตั้งให้กว้างขวางออกไปมากกว่าเขตเลือกตั้งในจังหวัดหนึ่งจังหวัดใด ซึ่งจะเป็นพื้นที่ทับซ้อนกับการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แม้ว่าจะกว้างขวาง กว่าเขตเลือกตั้งคนเดียวก็ตามที ยอมกระจายพื้นที่เขตเลือกตั้งให้กว้างออกไปตามที่ผม ขอแปรญัตติ นั่นก็คือว่าแทนที่จะใช้เขตพื้นที่จังหวัดหนึ่งจังหวัดใดเป็นเขตเลือกตั้งเท่านั้น กระผมขอแปรญัตติให้ใช้พื้นที่กลุ่มจังหวัด โดยรวมเอาหลาย ๆ จังหวัดที่มีพื้นที่ติดต่อกัน โดยแบ่งออกเป็น ๑๐ เขตเลือกตั้ง มีสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งละ ๑๐ คน และอย่างน้อยที่สุดใน ๑ จังหวัดจะต้องมีสมาชิกวุฒิสภาอย่างน้อย ๑ คน ท่านประธานครับ กระผมเข้าใจว่าถ้าทําได้เช่นนี้ซึ่งแน่นอนครับก็คงไม่ใช่กฎเกณฑ์ที่ดีที่สุด แต่มันน่าจะเป็น กฎเกณฑ์ที่น่าจะดีไปกว่ากฎเกณฑ์ที่คณะกรรมาธิการฝ่ายข้างมากกําหนดเอาไว้ เพราะอย่างน้อยที่สุด พื้นที่จะไม่ทับซ้อนจนทําให้วิตกกังวลว่าจะมีฐานที่มาของการได้ตําแหน่งจากฐานการเมือง ฐานเดียวกัน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้แล้วกระผมเข้าใจว่าข้อวิตกกังวลในหลาย ๆ ประการ นับตั้งแต่ จะมีฐานที่มาฐานเดียวกันแล้วทําให้เกิดความใกล้ชิดติดกัน เป็นหนี้บุญคุณต่อกัน ขาดความเป็นอิสระ และสามารถที่จะนําไปสู่การรวบอํานาจหรือรวมศูนย์อํานาจทางการเมืองได้ ประการสําคัญที่สุด ก็คือว่าถ้าสมาชิกวุฒิสภาของเราจะได้รับเลือกตั้งมาจากพื้นที่ที่กว้างขวางในหลาย ๆ จังหวัด คือนอกเหนืออยากจะเป็นการปฏิเสธความเกี่ยวโยง ความครอบงําของอํานาจการเมือง ในพื้นที่แล้ว กระผมมั่นใจว่าถ้าสมาชิกวุฒิสภาจะได้รับเลือกตั้งมาจากพื้นที่ที่กว้างขวางเช่นนี้ อย่างน้อยที่สุด ความภาคภูมิใจของตัวสมาชิกวุฒิสภาเองในการปฏิบัติหน้าที่ผมคิดว่า เป็นเรื่องที่ย่อมจะเกิดขึ้นได้มากทีเดียวครับ ท่านประธานครับ ตลอดช่วงนี้เวลา ๓-๔ วัน ที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้ว่าร่างของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้นดูจะได้รับข้อวิพากษ์ วิจารณ์กันมากมาย แล้วสําคัญที่สุดก็คือว่าถ้าคณะกรรมาธิการฝ่ายข้างมากจะใจกว้าง พอสมควร จะพบความจริงทีเดียวว่าในตลอดช่วงเวลา ๓-๔ วันที่อภิปรายกันมานั้น เพื่อนสมาชิกของเรามีข้อเสนอดี ๆ ในเชิงโครงสร้างของสมาชิกวุฒิสภาให้ได้รับการพิจารณากัน กระผมจึงใคร่ขอเรียกร้องไปยังคณะกรรมาธิการฝ่ายข้างมากว่าเปิดใจกว้างสักหน่อยเถอะครับ ทบทวนสักหน่อยเถอะครับ เพราะบัดนี้จากความเห็นของคนเป็นจํานวนมาก ดูจะสรุปได้ อย่างไม่มีข้อสงสัยเลยว่าถ้าท่านใช้ฐานเสียงให้ได้มาซึ่งตําแหน่งของสมาชิกวุฒิสภาแล้ว ความเป็นอิสระ ความเป็นกลางย่อมจะเกิดขึ้นได้ยาก การครอบงํา การแทรกแซง จากฝ่ายการเมืองเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ นั่นก็หมายถึงว่าในอนาคตประชาธิปไตยของเราก็ย่อมจะเกิดปัญหาอย่างไม่ต้องสงสัยเลย มีหลายท่านพูดจาชัดเจน ซึ่งเป็นข้อน่าพิจารณาเหมือนกันว่าถ้าดูเนื้อหาสาระของการแก้ไข รัฐธรรมนูญในมาตรา ๓ ทั้งในมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ ของรัฐธรรมนูญนั้น วันนี้ ยังกล่าวอ้างได้ยากครับ แม้ว่าจะยึดหลักการยึดโยงกับประชาชนก็ตาม แต่ว่าผลที่เกิดขึ้นมา จากความพยายามในการแก้ไขดังกล่าวนี้จะเรียกว่าเป็นผลประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ เสียทีเดียวคงไม่ได้ แต่ว่าคนที่ได้รับนั้นก็คือบรรดานักการเมืองทั้งหลายเอง รวมไปถึง ครอบครัวด้วย กระผมคิดว่าถ้าเราทําให้ประชาชนเกิดความรู้สึกเช่นนี้แล้วก็ย่อมจะไม่มี ความเป็นมงคลนักสําหรับรัฐสภาแห่งนี้ จึงขอเรียกร้องไปยังคณะกรรมาธิการฝ่ายข้างมาก เปิดใจกว้างทบทวนเสียใหม่เถอะครับ ถ้าท่านมีความสุจริตใจอย่างจริงจัง ให้การแก้ รัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นการแก้รัฐธรรมนูญที่จะก่อให้เกิดคุณูปการต่อระบอบประชาธิปไตย ของเราโดยแท้ ทั้งหมดนี้เป็นข้อเรียกร้องของกระผมและเพื่อนสมาชิกหลายต่อหลายคนที่ได้ ลุกขึ้นอภิปรายตลอดช่วงระยะเวลาหลายวันที่ผ่านมา รวมทั้งวันนี้ ช่วยกรุณาพิจารณาครับ ท่านประธานกรรมาธิการและท่านประธานรัฐสภา กระผมขอกราบขอบพระคุณมากครับ