ประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีที่มาและที่ไปในการแก้ไข และเสนอแนวคิดที่จะเพิ่มจำนวนสมาชิกวุฒิสภาจาก 150 คนเป็น 200 คน เพื่อถ่วงดุลและเพิ่มความหลากหลายในการปฏิบัติหน้าที่ของวุฒิสภา อย่างไรก็ตาม เขาไม่เห็นด้วยกับมาตรา 3 ของคณะกรรมาธิการที่เสนอต่อสภา เนื่องจากอาจนำไปสู่การทุจริตในอนาคต และส่งผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนและปิดปากผู้ตรวจการแผ่นดิน
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับตามรายงาน ของคณะกรรมาธิการในมาตรา ๓ นี้ ท่านได้ยกเลิกความในมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๑๑ ท่านใช้คําว่า วุฒิสภาประกอบด้วย สมาชิกซึ่งราษฎรเลือกตั้งจํานวน ๒๐๐ คน ท่านประธานครับ ผมจะประหยัดเวลาให้กับท่านประธาน ด้วยการอภิปรายเพียงมาตราเดียวคือ มาตรา ๑๑๑ และจะอยู่ในกรอบเท่านั้นนะครับ ท่านประธานครับ คําของ มาตรา ๑๑๑ ที่มีการแก้ไข ถึงแม้จะเป็นบรรทัดสั้น ๆ แต่มี ความหมายในบรรทัดนี้ ๒ อย่าง อย่างที่ ๑ ก็คือมีการแก้ไขจํานวน ส.ว. จาก ๑๕๐ คน มาเป็น ๒๐๐ คน ประการที่ ๒ มีการแก้จากการสรรหามาเป็นการเลือกตั้งทั้งหมด สาระหลัก มีอยู่แค่นี้นะครับ แต่สาระหลักมีอยู่แค่นี้ความสําคัญมันมีมากกว่าคําจํากัดความนี้เยอะ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าปกติการแก้ไขรัฐธรรมนูญมันย่อมมีที่มาและที่ไป เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่สูงสุด มิใช่ว่านึกจะแก้ก็แก้ได้ ไม่ใช่ มิใช่ว่า อยากจะแก้ก็แก้ได้ ไม่ใช่ มันจําเป็นต้องมีที่มาและที่ไป ที่มาและที่ไปเป็นอย่างไร ขออนุญาต นําเรียนท่านประธานถอยหลังไปดูรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๔ นิดเดียว กับปี ๒๕๓๘ แล้วก็ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๔ กับปี ๒๕๓๘ ส.ว. มาจากการแต่งตั้งทั้งสิ้นครับ มาจาก การแต่งตั้งของใครครับ ของท่านนายกรัฐมนตรี ทําไมเขาถึงให้นายกรัฐมนตรีเป็นคนแต่งตั้ง ส.ว. ในรัฐธรรมนูญ ๒ ฉบับนั้น เหตุผลเพราะต้องการให้ ส.ว. เป็นเหมือนกับพี่เลี้ยงให้กับ ส.ส. ต้องการให้ ส.ว. มีหน้าที่หลักสําคัญก็คือกลั่นกรองกฎหมายที่ไปจากสภาผู้แทนราษฎร ให้มีความสมบูรณ์และใช้งานได้ประโยชน์สูงสุดให้กับประชาชนและประเทศชาติมากที่สุด หลักมีอยู่แค่นั้นละครับ พอต่อมาครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เขาก็มาแก้ครับ มาแก้รัฐธรรมนูญใหม่จากปี ๒๕๓๔ มาเป็นปี ๒๕๓๘ ปี ๒๕๓๘ มาเป็นปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๔๐ เขาก็มีสาระว่าต้องเพิ่มอํานาจหน้าที่ให้กับ ส.ว. ด้วย ๒ ประการครับ ประการที่ ๑ ก็คือให้มีอํานาจหน้าที่ในการแต่งตั้งและให้ความเห็นชอบ ประการที่ ๒ ให้มีอํานาจหน้าที่ ในการถอดถอนครับ ทีนี้เขาก็เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่มีความหลากหลาย เพื่อไม่ให้มีการล็อบบี้ (Lobby) กันได้ ก็เลยมีความจําเป็นครับต้องมี ส.ว. จํานวน ๒๐๐ คน เพื่อให้เกิดความ เป็นธรรมและยุติธรรมในการแต่งตั้งและถอดถอนได้มากที่สุด แต่ปรากฏครับว่าใช้ไปได้ระยะหนึ่ง ก็มีความจําเป็นครับ ต้องมาขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ละครับ ที่เราเรียกกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ที่เขามาแก้ไขมาจาก ๒ เรื่องครับ เรื่องที่ ๑ จากเลือกตั้งทั้งหมด ๒๐๐ คน ต้องแก้เป็นสรรหาครึ่งหนึ่งและเลือกตั้งครึ่งหนึ่ง ทําไมถึงต้อง ทําอย่างนั้นครับ เพราะในช่วงที่มีการใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ช่วงระหว่างปี ๒๕๔๔ ถึงปี ๒๕๔๘ มีข่าวอื้อฉาวครับ มีข่าวอื้อฉาวในการยึดครอง ครอบงํา และแทรกแซง ส.ว. ได้ มีข่าวการซื้อตัว ส.ว. จํานวน ๗๐-๘๐ ท่าน มีการจ่ายเงินเดือนให้กับ ส.ว. จํานวนหนึ่ง ทําให้ การทําหน้าที่ของ ส.ว. ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นี้เกิดการบิดเบี้ยวครับ เขาถึงเรียกว่า เป็นสภา ส.ว. พิการครับในยุคนั้น นี่คือที่ไปที่มาที่ต้องแก้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ทีนี้ก็มาแก้จาก ๒๐๐ คน เป็น ๑๕๐ คน แบบที่เมื่อสักครู่กราบเรียน เพื่อต้องถ่วงดุลให้มาจากการเลือกตั้งครึ่งหนึ่ง มาจากการสรรหา ครึ่งหนึ่ง เขาบรรยายไว้ครับในเอกสาร ในเอกสารของคณะกรรมาธิการวิสามัญ บันทึกเจตนารมณ์ จดหมายเหตุ และตรวจรายงานการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญในยุคนั้น เขาบอกไว้อย่างนี้ครับว่า วิธีการเลือกตั้งเพื่อให้ได้สมาชิกวุฒิสภาที่มีความเชื่อมโยงโดยตรง กับประชาชนและรู้ถึงปัญหาของพื้นที่เป็นอย่างดีเพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ตรงจุด นี่จําเป็นต้องมาจากการเลือกโดยตรงครึ่งหนึ่ง แต่อีกวิธีหนึ่งก็คือวิธีการสรรหาเพื่อให้ได้ สมาชิกวุฒิสภาที่มีความหลากหลายทางวิชาชีพและเป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งหากใช้ระบบเลือกตั้งเพียงเดียว กลุ่มบุคคลเหล่านี้อาจจะไม่มีโอกาสเข้ามาเป็นสมาชิก วุฒิสภา จึงมีความจําเป็นที่ต้องมา ๒ ทางครับ วันนี้ท่านมาแก้มาตรา ๓ จาก ๑๕๐ คน ท่านก็ไปเพิ่มเป็น ๒๐๐ คน แล้วก็แก้กลับไปครับจากการสรรหาครึ่งหนึ่ง เลือกตั้งครึ่งหนึ่ง ไปเป็นเลือกตั้งทางตรงทั้งหมด มีเอกสารอีกฉบับหนึ่งครับในการแก้รัฐธรรมนูญเขาก็เขียน เอาไว้ครับให้พวกเราได้ศึกษา เขาบอกไว้ว่า วิธีการเลือกตั้งโดยตรงนั้นสมาชิกวุฒิสภาจะต้อง อิงกับฐานเสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขาว่าอย่างนั้นครับ และโดยข้อเท็จจริงทําให้ได้ ทั้งสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นบุคคลกลุ่มเดียวกันมาทําหน้าที่ ซึ่งทําให้ การปฏิบัติการให้เป็นไปตามอํานาจหน้าที่ของวุฒิสภาเกิดความไม่โปร่งใสหรืออยู่ภายใต้ การครอบงําของพรรคการเมือง นี่เอกสารครับ เขาทําไว้ อยู่ในสภานี่แหละครับ ถ้าท่านประธานกรรมาธิการได้ไปสืบค้น ๒ ฉบับที่ผมพูด ท่านก็จะพบความจริงว่า การเลือกตั้งทางตรงอย่างเดียวมันถูกครอบงําโดยพรรคการเมืองแน่นอนครับ ไม่มีทาง เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ครับ ดังนั้นมันก็ไม่ต่างอะไรกับการมี ส.ส. ๒ สภา ต่อไปก็จะมี ส.ส. สภาล่างก็คือสภาที่พวกเราเป็นกันอยู่นี่แหละครับ กับมี ส.ส. สภาบน เพียงแต่ ส.ส. สภาบน มีหน้าที่แต่งตั้งให้ความเห็นชอบและถอดถอน แล้วความยุติธรรมจะอยู่ที่ไหนครับ เพราะตามรัฐธรรมนูญ การถอดถอนมีเพียง ๒ มาตราครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๐ กับมาตรา ๒๗๑ มีอํานาจถอดถอน ทีนี้แต่งตั้งมีเยอะแยะครับ แต่งตั้ง กกต. มาตรา ๒๒๙ แต่งตั้ง ป.ป.ช. มาตรา ๒๔๖ แต่งตั้ง สตง. มาตรา ๒๕๒ แต่งตั้งอัยการสูงสุด มาตรา ๒๕๕ แต่งตั้งศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๐๔ แต่งตั้งศาลปกครองสูงสุด มาตรา ๒๒๕ แต่งตั้ง กรรมการตุลาการศาลยุติธรรม มาตรา ๒๒๑ ท่านแต่งตั้งได้หมดครับ แล้วท่านก็ไปครอบงํา เขาบอกแล้วว่าถูกพรรคการเมืองครอบงํา แล้วก็ไปแต่งตั้งพวกนี้ได้ ถ้าพวกนี้ทําอะไรไม่ถูกใจ ก็ไม่แต่งตั้ง ถ้าแต่งตั้งไปแล้วทําอะไรไม่ถูกใจก็ถอดถอน และที่สําคัญมีผลประโยชน์มหาศาลครับ เพราะ กสทช. ก็ต้องแต่งตั้งโดยวุฒิสภา ตามมาตรา ๑๗ และมาตรา ๗๐ ทุกคนทราบครับ กสทช. มีผลประโยชน์มหาศาลขนาดไหนในประเทศไทย ทุกคนทราบ แต่ต้องไปขึ้นกับ วุฒิสภา ผมถึงไม่เห็นด้วยกับคําแถลงของท่านประธานกรรมาธิการเมื่อ ๒ วันที่ผ่านมา บอกว่าทุกอย่างได้ผ่านกระบวนการกลั่นกรองมาเป็นอย่างดีแล้ว วุฒิสภาเป็นเพียงผู้เห็นชอบเท่านั้น ท่านไม่ต้องห่วงว่าจะไปครอบงําอะไรได้ ผมไม่เห็นด้วยกับคําแถลงของท่านประธาน กรรมาธิการในคําพูดนี้ แต่ผมคิดว่าถ้าแก้อย่างนี้ไปแล้ว
ประการที่ ๑ แก้เพื่อให้เกิดการทุจริตครั้งยิ่งใหญ่ในอนาคต
ประการที่ ๒ แก้แล้วเพื่อให้ตัวเองทําผิดแล้วก็พ้นผิดได้ในอนาคตครับ
ประการที่ ๓ แก้แล้วต่อไปนี้ซื้อสิทธิขายเสียงก็ไม่ต้องโดนใบแดงครับ เพราะ พวกผมหมด
ประการที่ ๔ แก้แล้วจะไปครอบงําสิทธิมนุษยชน แก้แล้วก็จะไปปิดปาก ผู้ตรวจการแผ่นดินได้
ผมจึงไม่เห็นด้วยกับมาตรา ๓ ของคณะกรรมาธิการที่ทําเสนอต่อสภาในวันนี้ครับ ขอบคุณครับ