บัญญัติ เจตนจันทร์ ระบุว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 ซึ่งมีการแก้ไขในมาตรา 111 และ 112 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั้น เขาไม่เห็นด้วยกับการที่ทางกรรมาธิการชุดนี้ได้พิจารณาให้มีวุฒิสมาชิกจำนวน 200 ท่าน เนื่องจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญแต่ละครั้งต้องถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ และการแก้ไขแต่ละครั้งต้องมีที่มาและที่ไป นอกจากนี้เขายังระบุว่าการที่กรรมาธิการชุดนี้ได้ถือตัวเลข 200 คนมาจากที่ไหนไม่มีหลักฐานสนับสนุน และจากการพิจารณาของเขาคิดว่าการที่กรรมาธิการชุดนี้ได้ถือตัวเลข 200 คนนี้มาตามร่างเดิมของสมาชิกรัฐสภา ที่เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมานี้
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกรัฐสภา กระผม ต้องขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสสมาชิกได้อภิปรายในส่วนของที่ผมได้สงวนคําแปรญัตติไว้ ซึ่งกระผมได้ไปชี้แจงในชั้นกรรมาธิการ แล้วก็ท่านประธานกรรมาธิการกรุณาให้ผมมาชี้แจง ในสภาใหญ่ แต่ว่าผมก็ได้ชี้แจงช้าเกินไป ความจริงในวันแรกกระผมก็จะต้องชี้แจงว่าเหตุใด ผมจึงแปรญัตติ แต่ว่าสภาก็รวบรัดที่จะบอกว่าผมขัดหลักการ ผมขอยืนยันเพื่อบันทึกไว้ ในที่ประชุมสั้น ๆ ว่าผมไม่ขัดหลักการ เพราะสิ่งที่ผมเสนอไปนั้นเกี่ยวข้องกับหลักการ ของการได้มาซึ่งวุฒิสมาชิก แม้นว่าวุฒิสมาชิกที่ผมเสนอแปรญัตตินั้นเป็นรูปแบบของ การได้มาซึ่งวุฒิสมาชิกตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ซึ่งเป็น การสรรหา ซึ่งผมก็คิดว่ามันก็เป็นการเลือกตั้งทางหนึ่งนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ ซึ่งมีการแก้ไข ในมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั้น กระผมไม่เห็นด้วยกับการที่ทาง กรรมาธิการชุดนี้ได้พิจารณาให้มีวุฒิสมาชิกจํานวน ๒๐๐ ท่าน เพราะว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ละครั้งต้องถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ แล้วการแก้ไขแต่ละครั้งต้องมีที่มาและที่ไปนะครับ ผมเป็นคนรุ่นใหม่แล้วก็มีหลักการของเหตุผลนะครับ หลักวิทยาศาสตร์นั้นต้องมีที่มาและมีที่ไป ที่มาของการมีตัวเลข ๒๐๐ คนนั้นมาจากที่ไหน ผมค้นคว้าแล้วก็พิจารณาดูแล้วก็ไม่มี หลักฐานสนับสนุนนะครับ เมื่อไม่มีหลักฐานสนับสนุนว่าเหตุใดจึงจะต้องมี ๒๐๐ คน ผมก็เลยคิดว่าการที่กรรมาธิการชุดนี้ได้ถือตัวเลข ๒๐๐ คนนี้มาตามร่างเดิมของสมาชิกรัฐสภา ที่เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมานี้ ทางกรรมาธิการทํางานไม่สมบูรณ์นะครับ ซึ่งจากที่ท่านกรรมาธิการเคยตอบ ผมก็ยังไม่เข้าใจนะครับ ตอบว่า ๑๐๐ คนก็น้อยไป ๑๕๐ คน ก็น้อยไป ๓๐๐ คน ก็มากไป เอาสัก ๒๐๐ คนนะครับ ผมว่าที่มาที่ไปในการแก้ไข รัฐธรรมนูญมันก็จะต้องมีความเป็นเชิงวิชาการด้วย ผมไม่เห็นด้วย เหตุที่ไม่เห็นด้วย ก็เพราะว่าสิ้นเปลืองงบประมาณนะครับ วุฒิสมาชิกเพิ่มขึ้นมาถึง ๕๐ คน จากของเดิม รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น ๑๕๐ คน ก็ทํางานได้ดีอยู่แล้ว แล้วผมก็ไม่เห็นว่ามีวุฒิสมาชิก ท่านใดจะบ่นว่าเพื่อนสมาชิกมีน้อยเกินไป ไม่เพียงพอสําหรับการตรวจสอบถ่วงดุล ไม่เพียงพอสําหรับการประชุมนะครับ ก็ขอเพียงให้วุฒิสมาชิกมาครบองค์ประชุมก็สามารถ เปิดประชุมได้อยู่แล้ว ในส่วนนี้กระผมก็ขอเหตุผลประกอบที่เป็นทางหลักวิทยาศาสตร์ เพื่อเป็นการบันทึกไว้นะครับเพื่อให้เกิดการศึกษาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ต่อไปในอนาคต
ผมไม่เห็นด้วยในประการที่ ๒ ที่ท่านได้ตัดในส่วนของการสรรหาวุฒิสมาชิก ซึ่งนอกจากจะไม่ใช่เป็นจุดด้อยแล้ว ยังเป็นจุดเด่นของการร่างรัฐธรรมนูญในปี ๒๕๕๐ เพราะเหตุว่าฐานของการได้มาซึ่งวุฒิสมาชิกนั้น หากว่าเป็นฐานเดียวกับสภาผู้แทนราษฎร ๑๕๐ คน หรือ ๒๐๐ คนที่ออกแบบมาสําหรับการเป็นวุฒิสมาชิก ก็คงไม่แตกต่างจาก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๕๐๐ คน ที่มีการเลือกตั้ง เมื่อฐานการได้มาของวุฒิสมาชิก เป็นกระบวนการที่ได้มาเช่นเดียวกันจากการเลือกตั้งโดยตรง ซึ่งการเลือกตั้งโดยตรงนั้น ขอเรียนท่านประธานว่าเขาไม่ได้ใช้ความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญเฉพาะ เขาใช้ป๊อปปูลาร์ โหวต (Popular Vote) ก็คือว่าใครได้รับความนิยมสูง ผู้นั้นจะได้เป็น ตัวแทน แต่ว่าท่านกรรมาธิการก็คงจะลืมไปแล้วครับว่าวุฒิสมาชิกนั้นมีบทบาทหน้าที่ ที่แตกต่างจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสมาชิกนั้นมีหน้าที่ที่แตกต่างอย่างน้อย ๓ ประการด้วยกัน
ประการที่ ๑ ก็คือมีหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมาย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีหน้าที่ตรากฎหมาย เมื่อตรากฎหมายแล้วก็ส่งไปให้สมาชิกวุฒิสภาทําการกลั่นกรอง การกลั่นกรองกฎหมายนั้นเราต้องการเหลือเกินที่จะได้เห็นมุมมองที่แตกต่าง บางครั้ง การพิจารณากฎหมายอยู่ในสิ่งแวดล้อมเดิม ๆ ก็มองเห็นปัญหาเดิม ๆ ก็ร่างกฎหมายเดิม ๆ อาจจะตกหล่นในประเด็นซึ่งมองไม่เห็น เพราะฉะนั้นวุฒิสมาชิกที่มาจากการสรรหา ซึ่งมาจากการสรรหาจากผู้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะนับสิบสาขา จึงเป็นผู้ที่สามารถที่จะมอง ทะลุปรุโปร่งถึงปัญหาในมิติต่าง ๆ นะครับ ขณะเดียวกันในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ไม่ได้ ละเลยการได้มาซึ่งวุฒิสมาชิกจากการเลือกตั้งตรงของประชาชน เพราะฉะนั้นในส่วนของ การกลั่นกรองกฎหมายตรงนี้ ถ้าหากเป็นฐานเดียวกัน เราประชุมสภาผู้แทนราษฎร ๒ ครั้ง ไม่ดีหรือครับ ประชุมพิจารณากฎหมายเสร็จแล้วเราก็ประชุมพิจารณากฎหมายอีกรอบหนึ่งนะครับ อันนี้ผมขอทักท้วงไว้ และในส่วนนี้ท่านกรรมาธิการจะต้องตอบให้ได้ว่า การกลั่นกรอง กฎหมายที่ต้องการความเห็นที่ ๒ หรือที่เรียกว่าเซคคั่น โอพิเนียน (Second Opinion) จะไม่เกิดขึ้นจากการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด แม้นว่าท่านจะยกย่องการเลือกตั้ง ว่าเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของระบอบประชาธิปไตย แต่ผมกลับมองว่าการเลือกตั้งนั้นเป็น ๑ ในหลาย ๆ อย่างของกลไกในการได้มาหรือกลไกในกระบวนการประชาธิปไตยเท่านั้น กระผมไม่ได้อภิปรายว่าผมไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้ง แต่เห็นด้วยกับสัดส่วนของการเลือกตั้ง และการสรรหา
หน้าที่ของวุฒิสมาชิกที่แตกต่างจากสภาผู้แทนราษฎร ประการที่ ๒ ก็คือเรื่อง ของการพิจารณาบุคคลให้ดํารงตําแหน่งอย่างน้อยก็ใน ๘ กลุ่มด้วยกัน ก็คือ ๑ ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ จํานวน ๙ คน ๒. ประธานศาลปกครองสูงสุด จํานวน ๑ คน ๓. คณะกรรมการการเลือกตั้ง จํานวน ๕ คน ๔. ผู้ตรวจการแผ่นดิน จํานวน ๓ คน ๕. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จํานวน ๙ คน ๖. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน จํานวน ๗ คน ๗. ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน จํานวน ๑ คน และ ๘. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จํานวน ๗ คน ในส่วนนี้วุฒิสมาชิก จึงมีความหมายเป็นอย่างมากที่จะพิจารณาบุคคลให้ดํารงตําแหน่งที่มีความสําคัญ ต่อกระบวนการซึ่งเป็นกลไกสําคัญของประเทศชาติ เพราะฉะนั้นหากให้วุฒิสมาชิกมาจาก การเลือกตั้ง เป็นผลผลิตเดียวกัน สายพานการผลิตเดียวกันกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ย่อมจะได้บุคคลซึ่งใกล้ชิดกับนักการเมือง แล้วก็เห็นอกเห็นใจนักการเมืองที่เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เราต้องการการถ่วงดุล การตรวจสอบ เพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด ไม่ใช่หรือครับ ในโรงงานอุตสาหกรรมพนักงานที่เป็นฝ่ายผลิตกับพนักงานที่เป็นแผนกคิวซี (QC) ยังต้องเป็นบุคคลคนละคนกันเลยครับ ถ้าเราให้บุคคลผู้เป็นฝ่ายผลิต แล้วก็ไป ตรวจสอบสินค้าด้วย ย่อมทําให้เกิดความลําเอียง เขาเรียกว่าลําเอียงเพราะเป็นผู้มีฉันทาคติ
วุฒิสมาชิกยังมีความแตกต่างประการสุดท้ายก็คือ เรื่องการถอดถอนบุคคล ออกจากตําแหน่ง ซึ่งการถอดถอนบุคคลออกจากตําแหน่งนั้นมีความสําคัญมาก แล้วก็บุคคล เหล่านั้นก็เป็นบุคคลซึ่งสําคัญในกลไกของรัฐบาลก็คือ ๑. นายกรัฐมนตรี ๒. รัฐมนตรี ๓. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๔. วุฒิสภา ๕. ประธานศาลฎีกา ๖. ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ๗. ประธานศาลปกครองสูงสุด ๘. อัยการสูงสุด ๙. กรรมการในองค์กรอิสระต่าง ๆ เช่น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน และกรรมการตรวจเงิน แผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้พิพากษา ตุลาการ พนักงานอัยการ และผู้ดํารงตําแหน่งระดับสูงตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตหรือตามกฎหมายอื่น เช่น กรรมการ สิทธิมนุษยชนเป็นต้น กระผมเองรู้สึกกังวลใจที่กรรมาธิการไม่ได้เล็งเห็นถึงการตรวจสอบถ่วงดุล ซึ่งเป็นหน้าที่หลักที่แตกต่างจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านไปใช่กลไกเดียวกับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งกระผมคิดว่าในส่วนนี้ท่านกรรมาธิการจะต้องนําไปทบทวนใหม่
ในประเด็นต่อไปรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ การได้มาซึ่งวุฒิสมาชิกก็มาจาก การเลือกตั้งทั้งหมด แต่จากการเรียนรู้ ๑๐ ปีที่ผ่านมาเกิดเหตุอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นข้อด้อยอย่างยิ่งของการที่ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภามาจาก การเลือกตั้งทั้งหมด ทําไมท่านกรรมาธิการไม่ขอเอกสารหรือขอคําชี้แจงจากการเรียนรู้ ข้อด้อยของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แต่กลับนํามาใช้ในรัฐธรรมนูญที่ท่านจะแก้ไขเพิ่มเติมนี้ ทั้งหมด เพราะฉะนั้นผมคิดว่าท่านอาจจะคิดไม่รอบคอบและจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องถอนร่างนี้ ไปพิจารณาใหม่
สิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยอีกประการหนึ่งก็คือว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ให้มีการเลือกตั้ง ส.ว. แล้วก็ให้แต่ละจังหวัดมี ส.ว. ที่ไม่เท่ากัน นี่ละครับสะท้อนถึงหลักคิด ของท่านกรรมาธิการที่แตกต่างจากประเทศที่เจริญแล้ว ในประเทศสหรัฐอเมริกา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรัฐที่ใหญ่ก็จะมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาก เพราะคิดจากฐาน ประชากร ในรัฐที่เล็กก็จะมีสมาชิกสมาผู้แทนราษฎรน้อย แต่สําหรับวุฒิสมาชิกแล้วทุก ๆ รัฐ จะมีเท่ากัน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็คือให้แต้มต่อแก่รัฐหรือจังหวัดที่เล็กกว่าได้มีตัวแทนของเขา ในสัดส่วนที่เท่าเทียมกัน นี่ก็คือหลักของการใช้กลไกการคานอํานาจของสภาสูงที่จะทําให้ พี่น้องประชาชนที่เป็นรัฐเล็ก ๆ นั้นได้มีโอกาส ได้แสดงความคิดเห็นแล้วก็ได้มีโอกาสที่จะได้ มีมติต่าง ๆ ที่โน้มเอียงในทางที่จะให้รัฐเล็กนั้นมีโอกาสที่จะได้เข้าถึงกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อเขา เพราะฉะนั้นหลักคิดที่ท่านนําสมาชิกวุฒิสภาไปซ้อนทับกับหลักสภาผู้แทนราษฎร จึงไม่สมเหตุสมผลของการตรวจสอบถ่วงดุลและความเสมอภาค ความเท่าเทียมกัน ของชนกลุ่มน้อยหรือจังหวัดที่มีประชากรน้อย อันนี้มันเป็นในเชิงของหลักการและเหตุผล ซึ่งกระผมจะนําเสนอไว้ซึ่งสมาชิกท่านอื่นก็ยังไม่ได้นําเสนอในประเด็นนี้
ผลกระทบจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นผมอยากจะเรียนท่านกรรมาธิการว่า ท่ามกลางที่กฎหมายแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องของ ส.ว. เข้าสภาก็เกิดโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้นก็คือ ระยะสั้น ปัญหาความเดือดร้อนในประเทศนี้ไม่สามารถที่จะเข้ามาอยู่ในระเบียบวาระ การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเลย ทําให้พี่น้องประชาชนในภูมิภาคต่าง ๆ ก็ดี เกิดปัญหา ความเดือดร้อนอย่างที่เห็น แล้วก็ไม่เคยเป็นมาก่อนตลอด ๒ ปีที่ผ่านมาที่รัฐบาลนี้ได้บริหาร ประเทศ แล้วก็ราบรื่นมาพอสมควร แต่พอรัฐธรรมนูญเข้ามาแก้ไขแล้วความที่การแก้ไข รัฐธรรมนูญต้องใช้เวลามาก แล้วก็ยังไม่ตกผลึกในความคิดพอสมควรทําให้มีสมาชิกนั้น ต้องแปรญัตติจํานวนมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ก็ทําให้ปัญหาความเดือดร้อนไม่ได้รับ การแก้ไข ในส่วนนี้ผมก็อยากจะให้ท่านกรรมาธิการลองดูสิว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญของท่านนี้ มันตอบโจทย์เรื่องของปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนหรือไม่
ปัญหาแทรกซ้อนประการที่ ๒ ก็คือเรื่องของความแตกแยกในเชิงความคิด ซึ่งมันเป็นปัญหาในระยะสั้น ผลของการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ทําให้พี่น้องประชาชน ซึ่งชอบที่จะ มีความคิดแตกต่างกัน มีความหวาดระแวงกันว่าสังคมนี้จะมีความแตกแยกในเชิงความคิด แล้วก็ทําให้เขามีความกังวลใจ
ปัญหาแทรกซ้อนในระยาวก็คือว่ากลไกการถ่วงดุลในภาครัฐสูญเสียไป แล้วก็ อาจจะทําให้ประเทศนี้จะต้องตกอยู่ในภาวะยุ่งยากลําบากเกิดขึ้นในอนาคต ก็ผลของการ แต่งตั้งบุคคลเข้าสู่ตําแหน่งและผลของการถอดถอนบุคคลออกจากตําแหน่งที่ไม่ได้เป็นไป ตามความสมดุลที่ควรจะเป็นในระบบออโตเมติก (Automatic) หรือระบบอัตโนมัตินะครับ ตัวนี้ละครับการแก้ไขการได้มาของวุฒิสภานั้นผมถือว่าเป็นเรื่องสําคัญมากเลยที่เป็นการ ถอดสลักเกียร์อัตโนมัติออกให้เหลือเป็นเกียร์แมนนวล (Manual) แล้วรถยนต์ หรือเครื่องยนต์กลไกหรือเครื่องบินเดี๋ยวนี้เขานิยมที่จะพัฒนาไปสู่ระบบอัตโนมัติซึ่งมี การถ่วงดุลมีฟีดแบค เมคคานิซึม (Feedback mechanism) อย่างดี แต่ท่านกลับถอดระบบ อัตโนมัติออกมาเป็นระบบที่ไม่สามารถที่จะมีระบบถ่วงดุลที่ดีพอ
กระผมก็อยากจะขอทิ้งท้ายไว้ให้ท่านคิดว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด วุฒิสมาชิกนี้นอกจากเป็นการแก้ไขที่ตัวเลข หนังสือ ที่เป็นเรื่องของรัฐธรรมนูญที่แก้ไข ในกระดาษ หากรัฐธรรมนูญนี้แก้ไขแล้วไม่ได้มีการบังคับใช้เหมือนที่ท่านสมาชิกหลายท่าน ได้มีการแปรญัตติตัดในมาตรา ๒ ออก ก็หมายความว่าแก้ไขแล้วก็อยู่ในกระดาษ ก็คง ไม่ออกฤทธิ์ออกเดชอะไร แต่ถ้ารัฐธรรมนูญนี้แก้ไขแล้วผลสุดท้ายในระยะยาวทําให้ ประเทศชาติบ้านเมืองทั้งระยะสั้นและระยะยาวเกิดความเสียหายดังที่เพื่อนสมาชิก ทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ดี วุฒิสมาชิกก็ดี ได้อภิปรายไว้จํานวนมาก แต่ทางกรรมาธิการ ไม่นําไปปรับปรุงแก้ไข ผมก็ขอตั้งข้อสังเกตไว้เลยว่า หากมีผลเสียเกิดขึ้นในระยะสั้น ระยะยาวเกิดขึ้นท่านคงจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ผมเองก็ขอวิงวอนให้ท่านกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติรัฐธรรมนูญนี้ ได้ถอนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกไปพิจารณาใหม่ แล้วก็นําเข้ามาให้สภาพิจารณาใหม่ กราบขอบพระคุณครับ
-๙๐/๑