นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ เสนอการเปลี่ยนแปลงมาตราการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา โดยเสนอให้สมาชิก 200 คนแรกมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน และ 50 คนมาจากการเลือกตั้งสาขาวิชาชีพ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการแทรกแซงทางการเมืองที่ผิดกฎหมาย เช่น การแทรกแซงผ่านญาติ ข้าราชการ หรือการให้เงินหรือทองในการลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ท่านประธานที่เคารพ ผม นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ได้สงวนคําแปรญัตติ ในมาตรานี้ไว้นะครับว่า ผมได้แปรญัตติจากการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ๒๐๐ ท่าน ของกรรมาธิการเสียงข้างมาก เป็นสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ๒๕๐ คน คือมาจาก การเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนตามเขต ตามจํานวนประชากร เหมือนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ๒๐๐ ท่าน แต่เลือกตั้งมาจากสาขาวิชาชีพอีก ๕๐ ท่าน ที่ผมได้แปรญัตติเช่นนี้ ผมมีเหตุผลประกอบที่จะอธิบายได้จากสภาพความเป็นจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้นของวุฒิสภา ในช่วงปี ๒๕๓๙ ถึงปี ๒๕๔๙ ท่านประธานครับ เหตุที่ผมได้แปรญัตติให้มีสมาชิกมาจาก การเลือกตั้งจากสาขาวิชาชีพนั้น เนื่องจากว่าผมนั้นมีประสบการณ์โดยตรงจากการที่เป็น สมาชิกวุฒิสภา จากการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งในปี ๒๕๓๙ ถึงปี ๒๕๔๓ ซึ่งในการแต่งตั้ง สมาชิกวุฒิสภาในครั้งนั้นมีจํานวนทั้งสิ้น ๒๖๐ คน มาจากทุกสาขาวิชาชีพ แล้วผมกล้าพูดได้ว่า ในการแต่งตั้งวุฒิสมาชิก ปี ๒๕๓๙ นั้นน่าจะเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่ดีที่สุดชุดหนึ่งของประเทศไทย ที่มาจากสาขาวิชาชีพทุกสาขาวิชาชีพ แต่ละท่านที่มาจากสาขาวิชาชีพต่าง ๆ นั้นเป็นสุดยอด ของคนในสาขาอาชีพนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นนักกฎหมาย นักการเงิน การธนาคาร แพทย์ นักการศึกษา นักสังคม แรงงาน ทนาย ผมเชื่อเหลือเกินว่าในจํานวน ๒๖๐ คน ที่มี การแต่งตั้งนั้น อย่างน้อยที่สุด ๒๐๐ คน ถือว่าเป็นบุคคลที่มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ มีความสามารถของประเทศไทยในสาขาวิชาชีพต่าง ๆ ทีนี้เรามาดูสิครับว่าสมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้งนั้น ผมต้องออกตัวก่อนนะครับ ในชีวิตทางการเมืองของผมนั้น ผมมาจากการเลือกตั้งของประชาชนมาเป็นส่วนใหญ่ มีครั้งเดียวเท่านั้น คือได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งในปี ๒๕๓๙ เป็นสมาชิกวุฒิสภา ครั้งเดียวจริง ๆ ที่มีการแต่งตั้ง ไม่ได้มาจากประชาชน แต่ในครั้งนั้นผมอยากจะเรียนว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งของนายกรัฐมนตรี จากรัฐบาล เขาทําหน้าที่อย่างไรบ้าง ท่านประธานครับ สมาชิกวุฒิสภาชุดนั้นถึงแม้จะมา จากการแต่งตั้ง แต่ดํารงตนในฐานะสมาชิกวุฒิสภาอย่างเป็นกลาง อะไรที่ไม่ถูกต้อง ไม่เคยเข้าข้างรัฐบาล การพิจารณากลั่นกรองกฎหมายก็ตาม เป็นที่ยอมรับครับ เมื่อวุฒิสภา แก้ไขมานั้น สภาผู้แทนราษฎรในยุคนั้นจะยอมรับการแก้ไขของวุฒิสภาเป็นส่วนใหญ่ และในการแต่งตั้งบุคคลดํารงตําแหน่งในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ของรัฐบาล ซึ่งผมยกตัวอย่างได้ชัดเจนครับว่าเป็นรัฐบาลของ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ได้เสนอคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น เข้ามาในสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร พอมาในชั้นการพิจารณาของวุฒิสภาเสียงส่วนใหญ่ในการอภิปรายสนับสนุนที่ท่าน พลเอก ชวลิตเสนอประธานกรรมการและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงละครับ แต่ว่าการพิจารณาของสมาชิกวุฒิสภาในชุดนั้น ได้พิจารณา ถึงหน้าที่ภารกิจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าควรจะได้ บุคคลเช่นไรที่จะมาทําหน้าที่ตรงนี้ ไม่มีใครอภิปรายถึงความไม่สุจริตของแต่ละท่านเลย แต่มี การอภิปรายถึงว่าบุคคลบางท่าน โดยเฉพาะตําแหน่งประธานเป็นบุคคลที่มีพวกพ้องมาก เอาพวกเอาพ้อง ใจกว้าง ซึ่งการดํารงตําแหน่งตรงนี้ไม่เหมาะสมกับการทําหน้าที่ในการที่ ปราบปรามการทุจริต เพราะมีพวก เอาพวกเอาพ้อง เชื่อไหมครับพิจารณากันโดยใช้เหตุ ใช้ผลมากมาย ในที่สุดมีการลงคะแนนลับ วุฒิสภาไม่ให้ความเห็นชอบในการคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ที่รัฐบาล พลเอก ชวลิตเสนอมา แล้วรัฐบาล ก็จะยืนยันเสนอเข้ามาอีก แต่คิดแล้วคิดอีกว่าวุฒิสภาคงไม่กลับมติอย่างแน่นอนก็ได้เลย ไม่ได้มีการเสนอ นี่ผมอยากจะให้เห็นว่าถึงแม้จะมาจากการแต่งตั้ง แต่ภาระหน้าที่ ของสมาชิกวุฒิสภานั้น มีอย่างไรบ้าง ทุกคนมีจิตสํานึกในการทําหน้าที่อย่างดี ไม่มีใคร มาแทรกแซงการทําหน้าที่ของวุฒิสมาชิกที่มาจากการแต่งตั้งชุดนั้นได้เลย อันนี้ผมยืนยันได้ เพราะผมเป็นหนึ่งในจํานวน ๒๖๐ คน ในจํานวนวุฒิสมาชิกที่มาจาการแต่งตั้ง ทีนี้บังเอิญ ผมอาจจะโชคดี พอในชุดนั้นก็มีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ได้ให้มีวุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้ง ชุดแรกของประเทศไทย ผมนี่เดิมคิดจะหวนกลับมาสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะก่อนที่ผมจะเป็นวุฒิสมาชิกแต่งตั้ง ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทองมา ๔ สมัย ก็คิดจะกลับไป แต่ผมเห็นว่าเมื่อรัฐธรรมนูญกําหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจาก การเลือกตั้ง ๒๐๐ คน ผมก็คิดว่าเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ผมน่าจะลงสมัครตรงนี้ แล้วก็ผมภูมิใจว่า เป็นครั้งแรกในประเทศไทยนะครับ ที่วุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้ง ผมได้ตัดสินใจลง แล้วก็เป็นหนึ่งในจํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งในปี ๒๕๔๓-๒๕๔๙ ท่านประธานครับ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาครั้งแรกของประเทศไทยนั้นกว่าจะครบจํานวน สมาชิกวุฒิสภา ๒๐๐ คน ถึงจะเปิดประชุมได้ ท่านประธานเชื่อไหมครับว่าการเลือกตั้งนั้น หลายจังหวัดมีการเลือกตั้งกัน ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง ๔ ครั้ง ถึง ๕ ครั้ง กว่าจะได้ครบ ๒๐๐ คน ถึงเปิดประชุมวุฒิสภาได้ เพราะเหตุจากการซื้อเสียง การทุจริตในการเลือกตั้ง ถึงมีการเลือกตั้งกันหลายครั้งเหลือเกิน อันนี้ก็เป็นประการหนึ่งครับ ที่ยืนยันว่าการเลือกตั้งนั้น ไม่ได้ว่ามาจากการบริสุทธิ์ยุติธรรมโดยตรง เพราะมีการซื้อเสียง มีการทุจริตในการเลือกตั้ง อันนี้เป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏชัดเจนในการเป็น ส.ว. หรือสมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้ง ชุดแรกของประเทศไทย ทีนี้ในช่วงที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาช่วงแรก ๆ ตอนนั้นเป็นรัฐบาล ยุคท่านชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านมายุบสภาปี ๒๕๔๔ หลังจากนั้นมา พรรคไทยรักไทย โดยท่าน พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ก็มาเป็นรัฐบาล เป็นนายกรัฐมนตรี ทีนี้ผมต้องเรียนว่า ผมเป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนการเลือกตั้ง ถ้าการเป็นตัวแทนของ พี่น้องประชาชน สนับสนุนจริง ๆ ผมเคยบันทึกไว้ในหลายที่ว่า ผมภูมิใจในการเป็นตัวแทน ประชาชนมาจากการเลือกตั้งมากกว่าการแต่งตั้ง แต่จากประสบการณ์และเหตุการณ์ ที่พบมาในช่วงระยะเวลาที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้งนั้น วุฒิสมาชิกต้องเป็นกลาง ทางการเมือง เพราะว่าหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภานั้นเป็นการกลั่นกรองกฎหมายเบื้องต้น เป็นที่รู้กันครับว่าใครเป็นรัฐบาลก็ตาม ในการเสนอกฎหมายเข้าสภาผู้แทนราษฎรนั้น เสียงข้างมากเป็นฝ่ายรัฐบาล เพราะฉะนั้นการพิจารณากฎหมาย รัฐบาลจะเอาอย่างไรเป็นไปตามนั้นหมด วุฒิสภาเท่านั้นละครับ ที่จะเป็นผู้กลั่นกรองและทําให้กฎหมายออกมาสมบูรณ์ และเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน และในช่วงนั้นวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ช่วงแรก ๆ ก็ทําหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมาย ได้สมบูรณ์จริง ๆ สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบ โดยเฉพาะท่านประธานก็อยู่ในสภาผู้แทนราษฎร กับการแก้ไขของวุฒิสภาเป็นจํานวนหลายฉบับไม่น้อยเลยครับ ทีนี้สําคัญที่สุดคือนอกจาก การกลั่นกรองกฎหมาย ในการแต่งตั้งบุคคลดํารงตําแหน่งองค์กรอิสระ อ้ายนี่ละครับ เป็นปัญหาเกิดขึ้นแล้ว เริ่มมีการแทรกแซงวุฒิสภาแล้วครับ เพราะมองเห็นว่าวุฒิสภานั้น มีความสําคัญในการให้ความเห็นชอบผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเป็น ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ อีกหลาย ๆ องค์กรอิสระ อ้ายนี่ละครับเป็นที่มาของการแทรกแซงวุฒิสภา การแทรกแซงวุฒิสภานั้น ทําได้อย่างไรบ้างครับ ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่า
ประการแรก โดยอาศัยผ่านเข้ามาทางญาติของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นญาติ ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาล แทรกแซงมาทางญาติพี่น้องนะครับ
ประการที่ ๒ แทรกแซงโดยผ่านสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีญาติเป็นข้าราชการ ซึ่งหวังลาภยศตําแหน่งในทางราชการ
ประการที่ ๓ ก็ช่วงนั้นรัฐบาลจะมีการเลือกตั้งใหม่ บางท่านก็อยากจะไป ลงสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะว่าวุฒิสภาในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ให้เว้นวรรค ๑ สมัย ๖ ปีครับ ลงติดต่อกันไม่ได้ เว้นวรรค ๖ ปี มีบางคนครับ ก็สามารถเอ่ยชื่อได้ แต่ผมก็ไม่อยากเอ่ย ก็ไปลงสมัครในนามพรรคการเมืองเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
แล้วอีกประการหนึ่งสําคัญก็คือ มีการแทรกแซงโดยการให้เงินให้ทอง