รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ครั้งที่ ๑๐ (สมัยสามัญทั่วไป)
วันพุธที่ ๑๑ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๖
ณ ตึกรัฐสภา
ครบองค์ประชุมแล้วครับ ผมขอดําเนินการประชุมต่อนะครับ เมื่อวานนี้ได้ให้ท่านเลขาธิการอ่านมาตรา ๑๐ ไปแล้ว เชิญประธานคณะกรรมาธิการได้บอกถึงสาระสําคัญของมาตรา ๑๐ เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการครับ มาตรา ๑๐ ก็มีสาระสําคัญซึ่งเป็นเรื่องที่ได้บัญญัติขึ้นมาใหม่ก็เพื่อที่จะรับรองสถานภาพของสมาชิก วุฒิสภาที่เป็นอยู่ขณะนี้หลังจากที่เราได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติม นี่นะครับท่านประธาน สาระจะมีแค่นั้นนะครับ และขณะเดียวกันก็จะพูดไว้ว่า ถ้ากรณี สมาชิกวุฒิสภาไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือสรรหาที่ดํารงอยู่ขณะนี้พ้นสมาชิกภาพลง ก็ไม่ต้องดําเนินการเลือกตั้งหรือสรรหาขึ้นใหม่ครับ
คุณหมอสุกิจ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและในฐานะวิปฝ่ายค้าน คือผมจะกราบเรียนกับท่านประธานว่า เนื่องจากว่าเป็นมาตราหลัง ๆ แล้วนะครับ แต่ว่ามีผู้แสดงความจํานงที่จะอภิปราย แสดงความคิดเห็นมาก โดยเฉพาะผู้แปรญัตติมีจํานวนมากครับ สําหรับมาตรานี้ของฝ่ายค้าน ที่แสดงความจํานงจะพูด ที่มีชื่ออยู่แล้วนะครับ ๒๘ ท่าน เพราะฉะนั้นผมอยากจะขอ กราบเรียนกับท่านประธานว่าเราอยากจะให้ทุกคนที่แสดงความจํานงไว้ได้พูดทั้งหมด เพราะฉะนั้นขอความกรุณาจากท่านประธานแล้วก็ทางฝ่ายรัฐบาลด้วยนะครับว่า ขอให้สมาชิกได้พูดจาแสดงความคิดเห็นกันเต็มที่นะครับท่านประธานครับ
ก็ไม่ขัดข้องนะครับ ก็จะขึ้นจอ เหมือนเดิมนะครับพยายามอย่าพูดซ้ํานะครับ เอาอย่างนี้ครับผมขอหารือได้ไหมครับ ผมให้ ส.ว. พูด ๒ คน แล้วพวกเรา ๑ คน แล้วถ้าเกิดไล่กันแล้วก็ ๑ ต่อ ๑ ได้ไหมครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายเรวัต อารีรอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดภูเก็ต พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ท่านประธาน ได้เห็นภาพเมื่อวานนี้ไหมครับที่พวกเรานั่งประชุมกัน บรรยากาศดีมากครับท่านประธาน ผมอยากให้ท่านประธานทําหน้าที่อย่างเป็นกลางแล้วก็ยึดหลักความถูกต้องเป็นหลัก ไม่เอาหลักความถูกใจ ท่านเคยทานผลไม้ที่เป็นผลไม้ที่บ่มด้วยแก๊สไหมครับ บางครั้ง มันจะเปรี้ยว ไม่หวาน ถ้าเป็นผลไม้ตามธรรมชาติไม่ได้บ่มแก๊สมาจะหวานแล้วก็จะไม่ร้อน ด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับท่านประธานครับ
ขอบคุณมากครับสําหรับ เมื่อวานนี้ ขอบคุณจริง ๆ ครับ เดี๋ยวเอาอย่างนี้นะครับ ให้กรรมาธิการได้พูดก่อน ผมเปลี่ยน นะครับเมื่อสักครู่นี้ว่าจะให้ ส.ว. พูดก่อนนะครับ ผมให้กรรมาธิการพูดก่อนนะครับ แต่ว่าผม ขออนุญาตนะครับผมจะให้ ส.ว. พูดทั้ง ๒ คน เพราะว่ามีหลายคน เพราะฉะนั้นท่านชินวรณ์ คนแรก แล้วก็ท่านนิยม เวชกามา คนที่ ๓ ก็คือ พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ แล้วก็ท่านรสนา โตสิตระกูล นะครับ เชิญท่านชินวรณ์ครับ เจ้าหน้าที่ขึ้นจอสิ่งที่ท่านได้ขอแปรญัตติไว้อย่างไร นะครับ ได้สงวนความเห็นไว้ ท่านเป็นกรรมาธิการถูกไหมครับ เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ได้ขอสงวนความเห็นไว้ใน มาตรา ๑๐ โดยการตัดวรรคสองออกทั้งวรรค วรรคสองมีความบัญญัติว่า ในกรณีที่การดํารง ตําแหน่งของสมาชิกวุฒิสภาตามวรรคหนึ่งว่างลงตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ต้องดําเนินการเลือกตั้งหรือ สรรหาสมาชิกวุฒิสภาขึ้นใหม่แทนตําแหน่งที่ว่างลง แต่กระผมยังไม่ได้ทันอภิปราย ท่านประธานก็กรุณาว่าให้เจ้าหน้าที่ได้ขึ้นจอซึ่งก็เป็นหน้าประวัติศาสตร์ของท่านประธานสภา คนนี้ที่จะได้บันทึกไว้ในสภาแห่งนี้ว่าท่านได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับคนที่เป็นสมาชิก รัฐสภา เวลาพูดจาจะต้องมีการขึ้นจอเพื่อควบคุมกํากับว่าเป็นไปตามที่ได้สงวนความเห็น หรือได้แปรญัตติหรือไม่ ก็คงเป็นความภาคภูมิใจของท่านประธานนะครับ แต่ไม่เป็น ความภาคภูมิใจของผม นอกจากนั้นผมคิดว่าผมต้องพูดประเด็นนี้เสียก่อนเล็กน้อยเพราะไม่อยาก ให้ท่านประธานต้องกลั้นน้ําตาบนบัลลังก์อีกครั้งหนึ่ง เหตุผลก็เพราะว่าการที่ผมทําหน้าที่ ตามสิทธิของกฎหมายรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ คือการสงวนความเห็น ผมคิดว่า ท่านประธานท่านบอกว่าท่านเชี่ยวชาญเหมือนสวดปาฏิโมกข์ ก็สวดได้หลายคนครับปาฏิโมกข์ แต่ว่าปฏิบัติยากครับท่านประธาน แต่ว่าสิ่งที่ผมจะกราบเรียนกับท่านประธานในวันนี้และไปถึงท่านประธานคณะกรรมาธิการด้วย ก็คือมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ และมาตรา ๑๓ ผมเป็นคนหนึ่งที่เป็น กรรมาธิการเสียงข้างน้อย และเป็นตัวหลักที่ได้แสดงความคิดเห็นนี้ และโดยเฉพาะ ในมาตรา ๑๓ ท่านประธานคณะกรรมาธิการเองได้พูดกับผมว่ามาตราสุดท้ายแล้ว ไม่เป็นอะไร กรรมาธิการเสียงข้างมากไม่เห็นด้วย ท่านชินวรณ์ค่อยไปพูดในรัฐสภา ผมจึงจําเป็นที่จะต้องหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาก็เพราะว่าในช่วงระยะเวลาของการทําหน้าที่ ตัวแทนปวงชนชาวไทยของผมทั้งในฐานะ ส.ส. ธรรมดา ทั้งในฐานะประธานวิปรัฐบาล ทั้งในฐานะ รองประธานวิปฝ่ายค้าน และทั้งในฐานะที่เป็นผู้เสนอร่างกฎหมาย และผู้สงวนความเห็น และผู้แปรญัตติ ก็ไม่เคยมีหน้าประวัติศาสตร์ที่ทําเหมือนกับท่านประธานนิคมนะครับ ที่ให้ผู้สงวนความเห็นถูกปิดปากโดยการเสนอญัตติปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยเฉพาะ ผู้สงวนความเห็นนั้นผมคิดว่ามีความสําคัญสูงสุดครับ ผู้แปรญัตติท่านจะอ้างได้ว่าอาจจะ แปรญัตติเป็นกลุ่ม อาจจะซ้ํากันจนท่านต้องให้ขึ้นจออย่างไรครับ แต่ผู้สงวนความเห็นนั้น หมายความว่าเป็นคณะกรรมาธิการที่ได้รับเลือกจากรัฐสภาแห่งนี้ให้ไปนั่งทําหน้าที่ ในการพิจารณากฎหมายตามวาระ ซึ่งถือว่าเป็นกระบวนการในการประนีประนอม ในการออกกฎหมาย เพื่อหาความเห็นพ้องต้องกันท่านประธาน แต่เมื่อไม่เห็นพ้องต้องกัน คณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยย่อมมีสิทธิตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่จะต้องมาเสนอญัตติ ในรัฐสภาแห่งนี้ เพื่อให้รัฐสภาแห่งนี้ได้ตัดสินใจ ได้ตัดสินใจว่าจะเห็นด้วยกับญัตติของผม หรือไม่ ซึ่งแน่นอนก็ไม่ตรงกับเสียงข้างมาก เพียงแต่ว่าท่านประธานก็แปลกใจว่า เวลาพวกผมจะขึ้นมาพูดก็จะหยิบยกท้วงติงขึ้นมาก่อนทุกครั้ง ทั้งประธานรัฐสภาและ ทั้งรองประธานรัฐสภา จริง ๆ แล้วท่านก็ทราบดีว่าพวกผมไปทําหน้าที่ในฐานะกรรมาธิการนั้น เมื่อเป็นเสียงข้างน้อยก็ย่อมมีสิทธิที่จะสงวนความเห็นและเป็นสิทธิตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ผมย้ําประเด็นตรงนี้ไว้เพื่อไม่อยากให้ท่านประธานได้เตือนผมอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าผมทํา หน้าที่ในการที่จะรักษาหลักการ หลักคิด และความคิดเห็นของผม และในสภาแห่งนี้ ท่านประธานก็คงเห็นนะครับ มีหลายครั้งนะครับที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อยมาพูดจากัน ในสภาแห่งนี้แล้วกรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นด้วย ผมคิดว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการ คงไม่ปฏิเสธนะครับ ยกเว้นว่าท่านมีธง หรือยกเว้นว่าท่านไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นเสียงข้างน้อย ซึ่งก็แปลกใจครับว่าเราเรียกร้องให้มีสภาปฏิรูป เราเรียกร้องให้มีระบอบประชาธิปไตยที่เป็น สากล แต่ว่าเราก็พยายามที่จะเอาเสียงข้างมากลากไป เราก็พยายามที่บอกว่าใช้เสียงข้างมาก โดยไม่เคารพเสียงข้างน้อยซึ่งเป็นหลักการที่สําคัญ แล้วก็ตั้งแต่วันโทนี แบลร์ จนมาถึงวันนี้ ผมก็ยังไม่เห็นใครพูดถึงเรื่องนี้ในสภานี้เลยจากเสียงข้างมาก แต่ผมต้องตอกย้ํากับ ท่านประธานเพราะท่านประธานได้สร้างประวัติศาสตร์ไว้ที่สําคัญจนถูกได้รับเกียรติจาก พวกผมไปฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ
ท่านประธานครับ เข้าเนื้อหาสาระเลยครับ ผมได้ขอสงวนความเห็น มาตรา ๑๐ ครับ มาตรา ๑๐ มีบทบัญญัติว่า “ให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีสมาชิกภาพอยู่ในวันที่ รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ยังคงมีสมาชิกภาพและปฏิบัติหน้าที่วุฒิสภาต่อไป” วรรคนี้ ผมไม่ขัดข้องครับ แล้วก็เป็นวรรคที่ซ้ําซ้อนกันในหลายมาตรา พูดง่าย ๆ ว่าที่ประธาน คณะกรรมาธิการได้ชี้แจงเบื้องต้นว่ามาตรา ๑๐ นั้นเป็นเพียงการรับรองสถานภาพของ สมาชิกวุฒิสภา ก็เข้าใจตรงกันละครับ แต่ทําไมท่านต้องเขียนให้บทบัญญัติในมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๓ ซ้ําซ้อน ขัดแย้งกัน ซึ่งผมจะกราบเรียนกับท่านประธาน ถึงเหตุผลว่าทําไมผมจึงเห็นว่าควรจะตัดวรรคสองนี้ออกไป ทั้งนี้ก็เพราะว่าเราได้ยอมรับ หลักการในเบื้องต้นครับว่า สมาชิกวุฒิสภาที่เราจะเลือกตั้งขึ้นใหม่ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้ เราก็ไม่ควรไปรอนสิทธิเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาที่เขายังมีสิทธิอยู่ตามวาระ ก็ควรที่จะดํารง ตําแหน่งต่อไป อันนี้ก็แน่นอน ท่านไปเขียนรองรับไว้ในมาตรา ๑๓ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมเรียน กับท่านประธาน ว่าการที่ท่านไปเขียนรองรับไว้ในมาตรา ๑๓ วรรคสองว่า ในกรณีที่สมาชิกภาพ ของสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากการสรรหาตามวรรคหนึ่งสิ้นสุดลงตามบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้ก็คือ นัยเดียวกันกับมาตรา ๑๐ ไม่ต้องดําเนินการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาขึ้นใหม่แทนตําแหน่งที่ว่าง ที่ผมไม่เห็นด้วยก็เพราะว่าถ้าท่านไปดูมาตรา ๘ ที่ท่านแก้ไขเองนะครับ ในมาตรา ๑๒๐ ในมาตรา ๘ ไปใช้ข้อความต่อไปนี้แทนในมาตรา ๑๒๐ บัญญัติไว้ว่า เมื่อตําแหน่งสมาชิก วุฒิสภาว่างลงเพราะเหตุอื่นใดนอกจากถึงคราวออกตามวาระของวุฒิสภา ให้มีการเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภาขึ้นแทนภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่ตําแหน่งนั้นว่างลง เว้นแต่วาระ ของวุฒิสภาจะเหลือไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน จะไม่ดําเนินการเลือกตั้งก็ได้ สมาชิกวุฒิสภา ผู้เข้ามาแทนที่ให้อยู่ในตําแหน่งได้เพียงเท่าอายุของวุฒิสภาที่เหลืออยู่ ตรงนี้ละครับ มันเป็นประเด็นว่าเมื่อเราต้องดําเนินการให้มีการเลือกตั้งภายใน ๑๘๐ วันนี้ ท่านประธานครับ สมาชิกวุฒิสภาชุดนี้ก็จะครบวาระในเดือนมีนาคมนะครับ ท่านนับไปลองดูเกิน ๑๘๐ วันไหม เพราะฉะนั้นเขาควรที่จะมีสิทธิไหม หรือท่านคิดเอาเอง เพราะท่านรู้แก่ใจ ที่เคยประกาศเหมือนท่านประธานนิคมว่าท่านจะไปลงสมัครรับเลือกตั้ง ถ้าอย่างนี้ ท่านลาออกก่อนแน่นอน ไม่มีปัญหา แต่ว่าถ้าคนไม่ลาออกก่อน ท่านประธานครับ ผมเรียนไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการนะครับ ท่านไปดูมาตรา ๑๓ ว่ามันขัดแย้งกัน อย่างไรอีกครับ ท่านไปดูอีกครับ ในมาตรา ๑๓ บัญญัติไว้ว่า ในวาระเริ่มแรก ให้วุฒิสภา ประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้งตามพระราชกฤษฎีกากําหนดให้มี การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไปตามมาตรา ๑๒ และสมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๐ ซึ่งมาจากการสรรหาเท่าที่เหลืออยู่ และท่านประธานครับ ถ้าให้ ส.ว. ที่มาจากการสรรหา เท่าที่มีอยู่ แล้วท่านจะไปจํากัดสิทธิไม่ให้มีการสรรหาใหม่ตามมาตรา ๑๐ ได้อย่างไรล่ะครับ เพราะเขามีวาระอีก ๓ ปีครับ เขาไม่เหมือนท่าน เพราะท่านประกาศว่าท่านจะลาออกไป สมัครรับเลือกตั้ง แต่กรรมการสรรหาหลายท่านเขาอาจจะไม่ลาออกไปสมัครรับเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องมีสิทธิในสถานภาพตามที่บทบัญญัติของกฎหมายรัฐธรรมนูญได้ กําหนดไว้ว่าเขาต้องปฏิบัติหน้าที่ตามมาตราที่ผมได้กราบเรียนไปแล้วนี่นะครับ ให้ปฏิบัติ หน้าที่ต่อไปจนครบวาระ เมื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนครบวาระ เพราะฉะนั้นในมาตรา ๑๐ ในวรรคสอง ที่ท่านบอกว่า ไม่ต้องดําเนินการเลือกตั้งหรือสรรหาสมาชิกวุฒิสภาขึ้นมาใหม่ แทนตําแหน่งที่ว่าง ผมคิดว่าอย่างนี้ครับ ถ้าเขายังมีตําแหน่งอยู่ เมื่อท่านให้โอกาสว่า เป็นกรรมการสรรหา ทําไมกระบวนการเหล่านี้ยังไม่มีอยู่ และแน่นอนที่สุดครับในมาตรา ๑๐ นั่นเอง ท่านก็ไปดูครับว่าเป็นช่องว่างที่สําคัญอีกประการหนึ่งครับ เป็นช่องว่างที่ผมต้องขอ ตัดออกไป เพราะว่าในมาตรา ๑๑๑ ระหว่างที่วุฒิสภายังไม่ครบร้อยละ ๙๕ ของสมาชิก วุฒิสภาทั้งหมด ห้ามไม่ให้มีการดําเนินการประชุม ถ้าสมมุติว่ามีปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้งล่ะครับ แล้วก็มีปัญหาที่ ส.ว. ที่มาจากการสรรหาจะต้องทําหน้าที่ต่อ นี่ละครับจึงเป็นที่มาอีก ท่านประธานที่ผมจะฟ้องกับเพื่อนสมาชิกรัฐสภา ว่าท่านเลยเข้ามาแก้ไขปรับปรุงมาตรา ที่เกี่ยวข้องกับการให้อํานาจในการถอดถอนและแต่งตั้งบุคคลของคณะกรรมการสรรหาไป ผมก็แปลกใจครับ ทําไมท่านให้อยู่ต่อ แต่ว่าท่านก็ไม่ให้มีอํานาจ เพราะถ้าให้อยู่ต่อก็ต้องให้มี อํานาจในการถอดถอนและแต่งตั้ง หรือท่านกลัวว่าท่านไปรับเลือกตั้งแล้วอาจจะมีปัญหา มีปัญหาเรื่องอะไรอีกครับ เดี๋ยวผมจะพูดเหตุผลข้อต่อไปอีก เอาข้อนี้ก่อน มีปัญหาว่า ถ้ารับรองไม่ถึงร้อยละ ๙๕ ก็ดําเนินการไม่ได้ บุคคลที่จะอยู่ในกระบวนการถอดถอน ในขณะนั้น สมาชิกวุฒิสภาไม่มีอํานาจที่จะไปดําเนินการได้เลย ทั้งที่เขาได้รับการรองรับว่า ให้เขาดํารงอยู่ นี่ละครับ คือความลักลั่น มือหนึ่งอยากให้เข้ามาเพื่อจะเอาใจ หวังว่าอาจจะมี บางท่านที่จะเกาหลังครับ แต่ผมเชื่อว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาท่านเป็นตัวของ ตัวเอง ท่านเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย ตามบทบัญญัติของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ท่านอยู่ ไม่ได้หวังเพียงจะเป็นเครื่องมือเกาหลังให้ใครแน่นอน แต่ผมคิดว่าท่านอยู่เพื่อที่จะดํารง สถานสภาพของการเป็นวุฒิสภาอย่างสมบูรณ์แบบ อย่างสมศักดิ์ศรี ไม่ใช่ว่าเขาจะรื้อออกไป ตามรัฐธรรมนูญใหม่นี้แล้ว ท่านไปสมยอมหรือไปยอมรับในเงื่อนไขเหล่านี้ ผมคิดว่า เป็นไปไม่ได้ และผมก็ไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ เพราะฉะนั้นมันเป็นกระบวนการเหมือนสมคบคิด จริงครับ จึงเป็นเรื่องที่ผมต้องท้วงติงไว้ ว่ากระบวนการที่ดําเนินการในการเลือกตั้ง ทั่วไปแล้ว ถ้าวุฒิสภายังไม่ครบร้อยละ ๙๕ ท่านประชุมวุฒิสภาไม่ได้ แล้วก็เคยมีตัวอย่างแล้ว ของปี ๒๕๔๐ ทําไมผมจึงเสนอเหตุผลประการที่ ๓ ว่าประชุมวุฒิสภาไม่ได้ เพราะไม่ถึง ร้อยละ ๙๕ ก็ผมเอาคําพูดที่เพื่อน ในรัฐสภานี้อภิปรายแล้วครับ ท่านบอกว่าเดี๋ยวนี้ ขณะกําลังร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ มีเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาบางคนลงไปเดิน ในพื้นที่แล้ว ท่านลงไปเดินในพื้นที่แล้วท่านรู้ได้อย่างไรครับ ว่าท่านจะได้รับรองเป็นวุฒิสภา อย่างเต็มขั้น ถ้าท่านทําหน้าที่ที่เป็นผลประโยชน์ขัดกัน ท่านทําหน้าที่โดยการมีผลประโยชน์ ทับซ้อน ท่านทําหน้าที่เหมือนสนองตอบตัณหาทางอํานาจของคนบางคน คนอื่นผมไม่กล้า ยกตัวอย่างหรอกครับ เพราะไม่ได้ให้สัมภาษณ์ แต่ท่านนิคมท่านให้สัมภาษณ์เองว่า ท่านจะลงไปสมัครสมาชิกวุฒิสภา ผมก็ได้สงวนความเห็นที่ผมจะไปพูดมาตรา ๑๓ นะครับ แต่ว่าต้องเกริ่นเพื่อเชื่อมโยงในมาตรานี้ไว้ว่าท่านรู้ได้อย่างไรว่าท่านไปลงสมัครแล้วท่านจะ ได้รับการรับรอง ท่านจะไม่ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินท่านในหลายคดี ต่างกรรม ต่างวาระ ดีนะครับ ไม่มีโทษจําคุกครั้งนี้ ท่านนิคมครับ ขอประทานโทษ เป็นสิทธิในทางการเมือง ก็ท่านเสนอร่างกฎหมายเอง พิจารณากฎหมายเอง ใช้อํานาจประธานสภา ประธาน ในที่ประชุมสภาปิดปากผู้อภิปรายที่เขาทําตามสิทธิตามกฎหมายรัฐธรรมนูญด้วยตัวเอง และท่านลงมติในวาระที่สามเอง อย่างนี้ไม่ได้เรียกว่าผลประโยชน์ขัดกัน แล้วจะเรียกว่าอะไร นี่คือเหตุผลที่ผมจะกราบเรียนเพื่อมาสนับสนุนมาตรา ๑๐ เท่านั้นละครับ เพียงสั้น ๆ ละครับ ผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่าในกรณีที่การดํารงตําแหน่งของสมาชิกวุฒิสภา ตามวรรคหนึ่งนั้นหมายรวมถึงว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งด้วยและมาจาก การสรรหาด้วย ตรงนี้ละครับที่ผมจะต้องย้ําว่าถ้ามาจากการสรรหา
ท่านชินวรณ์ครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
เชิญครับ กําลังจะสรุปพอดี แต่ถ้าประท้วงก็จะได้มีประเด็น
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องประท้วงท่านผู้อภิปรายตามข้อ ๙๙ และข้อ ๔๓ ท่านประธานครับ ข้อ ๙๙ นั้นท่านผู้อภิปรายได้กระโดดข้ามไปข้ามมาในการอภิปราย จะมาตรา ๘ จะมาตรา ๑๓ มาตรา ๑๑ ยังไม่เข้ามาตรา ๑๐ สักเท่าไรนะครับ ก็ขอให้ ท่านประธานได้โปรดควบคุมและวินิจฉัย ในข้อ ๔๓ นั้นเพื่อนสมาชิกได้กล่าวเสียดสีไปถึง ท่านประธานสภาเองนะครับ ท่านประธานอาจจะไม่รู้สึก แต่ผมในฐานะที่เป็นสมาชิก ซึ่งมีข้อบังคับให้ท่านประธานเป็นประมุขของการประชุมในห้องประชุมห้องนี้ ผมเองรู้สึกครับ ที่มีการพาดพิงบอกว่าท่านใช้อํานาจประธานปิดปาก จริง ๆ ไม่ใช่ครับ เราก็ทราบกันดีว่า สิ่งที่ท่านประธานดําเนินการนั้นเป็นไปตามข้อบังคับการประชุม เมื่อมีเพื่อนเสนอให้ ปิดอภิปรายเนื่องจากมีการอภิปรายพอแล้ว ท่านก็ต้องดําเนินการตามนะครับ มันเป็นไปตาม ข้อบังคับที่เราร่างกันเองขึ้นมาทั้งหมดครับ ท่านประธานโปรดวินิจฉัยครับ
ผมวินิจฉัยนะครับ ท่านจุลพันธ์ครับ ไม่เป็นไรครับ คือท่านชินวรณ์กําลังเชื่อมโยงระหว่างมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ ถึงมาตรา ๑๓ ที่มีผลเกี่ยวเนื่องกัน ท่านพาดพิงผมไม่เป็นไรครับ เพราะความที่ คุ้นเคยและสนิทสนมกัน ไม่เป็นไรครับ ผมขอต้อนรับท่านอาจารย์ นักศึกษา มหาวิทยาลัย ราชภัฏราชนครินทร์ อําเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งวันนี้มาเยี่ยมชมการประชุมของ รัฐสภาครับ เชิญท่านชินวรณ์ต่อครับ พยายามเอาเข้าประเด็นของท่านนะครับ เชิญครับ
ขอบคุณครับท่านประธานครับ ก็เคารพรักกันเป็นการส่วนตัวครับกับท่านประธานนิคม แต่ว่าเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของท่าน ผมไม่ได้เสียดสี พูดอย่างตรงไปตรงมาในฐานะที่ท่านทําหน้าที่เป็นประธานที่ประชุม และผมก็ได้ท้วงติงเองตอนท่านสั่งพักการประชุม ผมบอกว่าสั่งพักการประชุมไปทําอะไรกัน พวกผมไม่รู้เลย ในท้ายที่สุดท่านก็ส่งเมสเซส (Message) มาให้ผม ท่านประธาน คณะกรรมาธิการนะครับส่งเมสเซสมาให้ผมว่าให้ไปร่วมประชุมเพื่อจะมีการแก้ไขเรื่อง สภาผัวเมีย พอผมเข้าไปผมบอกว่าต้องเชิญตามข้อบังคับ ในท้ายที่สุดท่านก็กลับลําบอกว่า ถ้าอย่างนี้กลัวจะมีปัญหา ท่านบอกว่าไปเป็นเพียงหารือ แล้วก็ท่านไม่ยอมแก้ไขอะไรเลย ทั้งสภาผัวเมียก็ยังมีอยู่ ให้นักการเมืองเป็นได้ก็ยังมีอยู่ ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นได้ ก็มีอยู่ ผมก็ต้องเชื่อมโยง และขอขอบคุณท่านจุลพันธ์ที่ท่านได้ลุกขึ้นมาพูดครับ ผมอภิปราย ในสภานี้มา ๒๐ กว่าปีครับท่านประธาน สภานี้เป็นที่ที่ต้องแสดงเหตุผล ต้องชี้แจงเชื่อมโยง ให้เห็นหลักคิด กรอบองค์รวมทั้งหมดว่าการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญในคราวนี้มันไม่ใช่ เรื่องที่จะให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น แต่มันเป็นเรื่องที่คุณไปแก้ไขคุณสมบัติเพื่อให้ ส.ว. มาจากฐานการเมือง เป็นการควบรวมอํานาจ ทําลายดุลยภาพ ทําลายการตรวจสอบ อํานาจ ผมจึงจําเป็นต้องเชื่อมโยงครับ แล้วก็เชื่อมโยงไม่นาน ใช้เวลา
ความจริงท่านชินวรณ์จะจบ อยู่แล้วครับท่านจุลพันธ์ เดี๋ยวก่อนที่จะประท้วง ผมขอต้อนรับอีกฝั่งครับ เมื่อสักครู่ แปดริ้วมาครับ วันนี้ทางจังหวัดนนทบุรีก็มานะครับ ท่านคณะครูโรงเรียนธรรมมิสลาม ท่าอิฐ อําเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ๑๔ ท่าน มาเยี่ยมชมด้วยนะครับ ท่านจุลพันธ์ ท่านจะประท้วงอะไรครับ เชิญครับ บอกข้อประท้วง
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาตประท้วงท่านผู้อภิปรายนะครับ ผมเอง กับท่านก็รักกันดีนะครับ แต่ท่านอภิปรายผิดข้อบังคับการประชุม ท่านหันหน้ามาทางผม แล้วก็มาคุยกับผมนะครับ ผมไม่ติดใจที่ท่านพาดพิงชื่อนะครับ ท่านกรุณาอภิปรายกับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ผมวินิจฉัย นะครับ ท่านชินวรณ์ครับ เวลาอภิปรายมองประธานนะครับ เชิญท่านว่าต่อเลยครับ ด้วยความเคารพนะครับ เชิญครับ
ก็ไม่ติดใจครับ ท่านก็แปลก เหมือนกันบอกว่ารักแต่ว่าไม่ให้มองหน้า ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมเรียนตรงนี้ ก็เพราะว่าท่านประธานก็คงเห็นว่าเวลาผมอภิปรายผมได้เรียนกับท่านประธาน คณะกรรมาธิการว่าไม่ได้แปรญัตติเพื่อมาพูดในสภานะครับ เป็นชุดความคิดที่มันยึดโยงร่วมกันว่าการขอแก้ไขร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ฝ่ายหนึ่ง ก็อ้างแต่เพียงว่าให้มาจากการเลือกตั้ง เพื่อความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งตรงนั้นพวกผม ไม่ขัดข้องที่มาจากการเลือกตั้งเพื่อความเป็นประชาธิปไตย แต่ว่าการเลือกตั้งนั้นต้องบริสุทธิ์ ยุติธรรม และที่สําคัญก็คือว่า ส.ว. นั้น มีอํานาจหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมาย มีอํานาจ หน้าที่กึ่งศาลในการตรวจสอบ ในการถอดถอน แต่งตั้ง ผู้ดํารงตําแหน่ง ส.ว. เขาจึงกําหนด คุณสมบัติพิเศษให้สูงกว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เช่น อายุก็ต้อง ๔๐ ปี ต้องมีความเป็นกลาง ทางการเมือง ต้องมีอิสระ ต้องไม่มีฐานทางการเมืองนี้เข้ามาเกี่ยวข้อง ตอนที่ผมอภิปราย มาตรา ๕ ผมก็ย้ําเรื่องนี้ไปแล้วครับท่านประธาน กําลังสรุปพอดีก็มาเป็นประเด็นนี้นะครับ ผมย้ําไปแล้วว่ามาตรา ๕ มันเป็นเรื่องที่ชี้ให้เห็นว่าเป็นการครอบงําวุฒิสภา ซึ่งต่างกับ รัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ มีสภาผัวเมียแล้วครอบงํา แต่ว่าใช้ทุนสามานย์ครอบงํา แต่ต่อไปนี้ ถ้ากฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน แล้วไปแก้ไขให้มันเกิดความขัดแย้งกันเองในมาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ และมาตรา ๑๓ ด้วย โดยเฉพาะมาตรา ๑๓ ผมจะพูดอีกครั้งหนึ่ง มันสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเป็นเรื่องที่กําลังดําเนินการที่จะใช้อํานาจทางการเมือง ฐานทางการเมืองและใช้วิธีการเกาหลังกันเพื่อที่จะนําไปสู่การผ่านกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และในท้ายที่สุดก็คือว่าสามารถครอบงําวุฒิสภา และวุฒิสภาก็ไปแต่งตั้งองค์กรอิสระ ก็ไปครอบงําองค์กรอิสระ ก็เท่ากับทําลายดุลยภาพทางการเมืองของไทยไป ทําลาย การตรวจสอบถ่วงดุล และเมื่อท่านมาแก้มาตรา ๑๐ ถ้าคนไม่เข้าใจก็มองดูเหมือนเพียง เล็กน้อย แต่ผมนั่งเป็นกรรมาธิการ ผมเห็นจุดยึดโยงที่ท่านไปทําอย่างซ้ําซ้อนที่ผมบอก และมีความขัดแย้งกันในมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ และมาตรา ๑๓
ท่านชินวรณ์ครับ เดี๋ยวมี ผู้ประท้วงท่านนะครับ เชิญท่านปรีชาพลครับ
กําลังจะสรุปพอดี
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ด้วยความเคารพท่านผู้อาวุโสนะครับ จริง ๆ นะครับ ขอประท้วงท่านประธานครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ขอให้ท่านประธานได้กําชับแล้วก็ควบคุมการประชุมให้อยู่ในวาระ นะครับ การกล่าวหานั้นมีมาโดยตลอดนะครับ ขอให้อยู่ในวงจํากัดครับท่านประธานครับ เพราะว่าค่อนข้างจะซ้ําในเรื่องของการกล่าวหาหลายครั้งหลายคราว ขอให้ท่านประธาน ได้ควบคุมด้วยครับตามข้อ ๕ กราบขอบพระคุณครับ
ผมวินิจฉัยนะครับ ท่านชินวรณ์ครับ ด้วยความเคารพรักนะครับ ท่านเอาเข้ามาตรา ๑๐ ของท่านนะครับ ผมเชื่อว่าอีกสักพักก็จะจบอยู่แล้วนะครับ ไม่ต้องประท้วงนะครับ เดี๋ยวท่านชินวรณ์ จะจบแล้ว ผมรู้นิสัยกันอยู่นะครับ ด้วยความเคารพรักครับ เชิญครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ความจริงผมก็เรียนท่านประธานตั้งแต่เบื้องต้นแล้วว่าท่านประธานก็ไม่ท้วงติง แล้วไม่ต้อง ประท้วง เพราะเมื่ออภิปรายยึดโยงแล้วก็จะจบ แต่บังเอิญพอผู้ประท้วงขึ้นมาพูดในทํานอง ที่ว่าผมพูดไม่เข้าสาระสําคัญของกฎหมาย ผมก็อยากจะเรียนนะครับว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น เป็นกฎหมายสูงสุด ไม่ใช่ขึ้นมาถึงพูดว่าผมไม่เห็นด้วยกับมาตรา ๑๐ วรรคสอง ขอให้ตัด ออกไป อย่างนี้ผมจะโน้มน้าวให้กับคนที่ฟังเขาฟังได้อย่างไร และที่สําคัญที่สุดผมอยาก กราบเรียนท่านประธานนะครับ ในการที่เราจะแสดงความคิดเห็นก็มีส่วนที่จะไปยึดโยง แต่ผมแปลกใจว่าทําไมท่านจึงทนไม่ได้ ทั้งที่ผมไม่ได้อ้างถึงชื่อใครเลยครับ ผมอ้าง แต่กระบวนการว่าเมื่อกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นกับ รัฐธรรมนูญที่เรากําลังจะร่างใหม่นั้น เป็นกระบวนการเดียวกันที่จะนําไปสู่การแทรกแซง การครอบงําวุฒิสภา ถ้าเป็นอย่างนี้พี่น้องประชาชนก็บอกผมว่าเป็นสภาเดียวเสียเลย แล้วก็ ในท้ายที่สุดก็จะมีปัญหา ก็คือว่าเกิดระบบเผด็จการรัฐสภา และถ้าท่านมั่นใจว่าสิ่งที่ ท่านประท้วงผมเป็นความจริงใจที่ท่านพูดว่าผมกล่าวหานั้น มาตรา ๑๓ ท่านเห็นด้วย กับผมสิครับ เพื่อขจัดส่วนได้เสีย เดี๋ยวผมจะอภิปรายเหตุผลนี้ ท่านไม่ต้องลงสมาชิกวุฒิสภา และไม่ต้องลงสมาชิก ส.ส. ในการเลือกตั้งคราวหน้านี้ ท่านประธานที่เคารพครับ สําหรับ มาตรานี้ผมคงทิ้งไว้แค่ประเด็นนี้โดย ๔ เหตุผลที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานไปแล้ว ผมสงวนสิทธิที่จะขอพูดในมาตราอื่นต่อไปด้วยครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมาก ท่านนิยม เวชกามา แล้วก็ต่อด้วย พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ และท่านรสนา โตสิตระกูล และผม กลับมาที่ดอกเตอร์ประกอบ เชิญท่านนิยมครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอแปรญัตติในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย แก้ไขในมาตรา ๑๐ ที่ว่า ให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีสมาชิกภาพอยู่ในวันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ จากเดิมที่บอก ยังคงมีสมาชิกภาพและปฏิบัติหน้าที่วุฒิสภาต่อไป ผมตัดออกครับ ผมใส่คําว่า สิ้นสุดสมาชิกภาพลงหลังจากที่ได้รับสมาชิกวุฒิสภาครบจํานวนสองร้อยคน ท่านประธานครับ การที่ผมแปรญัตติขึ้นมาใหม่ตัดออกจากที่มีสมาชิกสภาพวุฒิสภาต่อไป ออก ผมมีเหตุมีผล ดังนี้ครับท่านประธานครับ เนื่องจากกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เราแก้ไขฉบับนี้เป็นการแก้ไข เพื่อให้ได้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง คือให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง จากประชาชนโดยตรง ไม่มีวุฒิสภามาจากการสรรหา ซึ่งชัดเจนมาตรา ๓ เราผ่านมาแล้ว ท่านประธาน ที่บอกว่า สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งครบ ๒๐๐ คน ดังนั้นในมาตรา ๑๐ เพื่อให้เป็นการสอดคล้องกับมาตรา ๓ ในเมื่อสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งครบ ๒๐๐ คนเมื่อใด เพราะฉะนั้นเพื่อไม่ให้มีการเหลื่อมล้ํากัน วุฒิสภาสรรหาก็ไม่น่าจะอยู่ต่อไป ซึ่งมีวาระอีก ๓ ปี มันผิดหลักสากลท่านประธานครับ ในเมื่อมีการเลือกตั้งครบ สิทธิ หรือสมาชิกสภาพของผู้ที่ลงคะแนน ณ วันนั้นก็ต้องหมดไป ก็ให้มันมี ๒๐๐ คนตามจํานวน ที่เลือกตั้งเข้ามาใหม่ ท่านประธานครับ ผมเองก็ทราบว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ฉบับนี้หลายท่านซึ่งเป็นสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้สอบถาม ๑๑ กว่าวันที่ผ่านมานี่พูดซ้ํา ๆ กัน ตลอด คือบอกว่าเมื่อแก้แล้วประชาชนได้อะไร ถามกันมาหลายครั้งผมนั่งอยู่นี่ ๑๑ วันแล้ว ก็ผมบอกว่าวันนี้การเลือกตั้ง ส.ว. เป็นการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน สิ่งที่ได้คือ ประชาชนได้อํานาจเขากลับคืนไป เพราะฉะนั้นผมถึงบอกชัดเจนวันนี้ประชาชนได้อํานาจ ซึ่งแต่เดิม ๒๐๐ คนเราเคยมีใช้มาแล้วรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ฉบับปี ๒๕๔๐ ก็ใช้ ๒๐๐ คน วันนั้นวันนี้เราจะแก้ไขมาอีก ๒๐๐ คืนอํานาจให้ประชาชนไป แล้วเพราะเหตุใดผมจึงบอกว่า เมื่อมีการเลือกตั้งครบ รับรองเป็นสมาชิกวุฒิสภาแล้ว อีก ๗๐ คนก็ต้องหมดไป เพื่อไม่ให้ มีการเหลื่อมล้ํากัน ชัดเจนครับท่านประธาน ไม่ต้องถามหรอกว่าประชาชนได้อะไร เราแก้ที่แล้วมาประชาชนได้อะไร ถามแค่นิดเดียว ได้เขตเลือกตั้ง วันนี้ต้องกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพ ผมมีเหตุมีผลที่ว่านี่มันสืบเนื่องไปถึงมาตราเดิมของ มาตรา ๑๑๗ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้เหมือนกันว่าการสรรหา การเลือกตั้งก็สมาชิกภาพเกิดขึ้น เมื่อการรับรอง เพราะฉะนั้นต้องไม่เหลื่อมล้ํากัน ๒๐๐ คนครบเมื่อไร สมาชิกภาพของ ส.ว. ที่มีอยู่วันนั้นก็ต้องใช้ ๒๐๐ คนที่เกิดใหม่รับรองใหม่ อันนี้ชัดเจนท่านประธานครับ เหตุและผลผมสั้น ๆ ครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน
พลเรือเอก สุรศักดิ์ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กระผมได้ขอแปรญัตติในร่างมาตรา ๑๐ นี้ไว้ โดยให้ตัด มาตรา ๑๐ ทิ้งไปทั้งหมด เหตุผลครับ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ไม่ได้มีประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนอย่างที่มี ผู้ให้เหตุผล เพราะว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น พี่น้องประชาชนก็มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิก วุฒิสภาอยู่แล้ว สถิติการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาก็ชัดเจนนะครับ แต่เดิมนั้นเมื่อเลือกตั้ง ครั้งแรก ๆ ในปี ๒๕๔๓ มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเพียง ๗๑ เปอร์เซ็นต์ ของผู้มีสิทธิออกเสียง ปี ๒๕๔๙ ลดเหลือ ๖๒.๖๙ เปอร์เซ็นต์ของผู้มีสิทธิออกเสียง ปี ๒๕๕๑ ลดเหลือ ๕๕.๖๒ เปอร์เซ็นต์ สิ่งนี้กรรมาธิการก็คงไม่ได้ไปวิเคราะห์ว่า เกิดจากอะไร เพราะว่าในการเลือกตั้งทุกครั้งพี่น้องประชาชนที่เขาได้ไปสํารวจมาแล้ว เขาไปนี่ไม่ได้ไปศรัทธาว่าเขาจะได้หวังอะไรมาก เนื่องจากว่าไปต้องการเพื่อจะรักษาสิทธิ ของตัวเอง ประเด็นนี้เป็นประเด็นสําคัญนะครับ เพราะว่าเรามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชน อยู่แล้ว เราได้กระจายอํานาจหน้าที่ตรงนี้ไปแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งนี้การที่จะมาเถียงกัน ในประเด็นนี้ผมคิดว่ามันจะไม่มีประโยชน์อะไรนอกจากจะทําให้เสียเวลาไป รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ผ่าน ประชามติมาเรียบร้อยแล้ว ฉบับอื่น ๆ ที่ยกเลิกไปไม่ได้มีการผ่านประชามติ การประชามติ คืออะไรครับท่านประธาน การประชามติก็คือการให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศที่มี สิทธิออกเสียงเขาไปให้ความเห็นชอบว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เขาเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ๑๔ ล้านเสียงมาลงคะแนนเรียบร้อยแล้วนะครับ การแก้ไขสิ่งใดโดยไม่กลับไปถาม ผมคิดว่า มันขัดกับหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข หลายท่านก็เคยพูด ซ้ําแล้วซ้ําอีก รัฐบาลที่แล้วไปแก้ ๒ มาตราไม่เห็นมีปัญหาอะไร เที่ยวนี้มาแก้เพียงเล็กน้อย ทําไมถึงมีปัญหามากมายนัก ผมก็ขอเรียนท่านประธานว่ารัฐบาลชุดที่แล้วที่ไปแก้ ๒ มาตรานั้น ผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนในวงกว้างไม่มี แต่การแก้ไขครั้งนี้มากระทบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่สมาชิกวุฒิสภาซึ่งจะต้องทําหน้าที่เป็นกลางในการทําการเมือง เป็นกลางในการที่ จะต้องแต่งตั้งแล้วก็ถอดถอนบุคคลออกจากตําแหน่ง สิ่งนี้เป็นอํานาจหน้าที่ซึ่งถ้าเผื่อ พี่น้องประชาชนไม่ได้ให้ความสนใจก็จะไม่เห็นความสําคัญในการที่จะถอดถอนบุคคล ออกจากตําแหน่งแต่ละครั้ง ถ้าเผื่อสมาชิกวุฒิสภาไม่มีความเป็นกลาง หรือไม่มีกลไกที่จะ ทําให้ผู้ที่ได้รับการคัดเลือก สรรหาหรือเลือกตั้งเข้ามาทําหน้าที่ตรงนี้จะปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความลําบาก สมาชิกวุฒิสภาหลายท่านก็พยายามพูด จะอ้างว่าซ้ําประเด็นไม่ได้นะครับ เพราะว่าพี่น้องประชาชนหลายคนก็ยังฟังอยู่ คนที่กระเหี้ยนกระหือรืออยากจะมาลงเลือกตั้ง เป็นสมาชิกวุฒิสภาผมทราบว่าพอมี ก็ถามว่าผู้ที่พอมีนั้นมีจํานวนกี่คน ทั้งหมดก็คงไม่เกิน ๓,๐๐๐ คนจากผู้ที่จะมาสมัคร เพราะฉะนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้ง ๔๐ กว่าล้านคนนั้น ผมคิดว่า ๓,๐๐๐ กว่าคนนั้นเทียบไม่ได้ ไม่มีความเหมาะสม ท่านประธานครับ ผมได้พูดซ้ําแล้วซ้ําอีกว่าอํานาจตรงนี้ทําไมสําคัญนักสําคัญหนา รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๐ เขียนไว้ชัดเจนว่า ผู้ดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุดหรืออัยการสูงสุด ผู้ใดมีพฤติกรรมร่ํารวยผิดปกติ ส่อไปในทาง ทุจริตต่อหน้าที่ ส่อนะครับท่านประธาน ส่อว่ากระทําผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการส่อว่า กระทําผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ส่อว่าจงใจใช้อํานาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม อย่างร้ายแรง วุฒิสภามีอํานาจถอดถอนผู้นั้นออกจากตําแหน่งได้ แล้วถ้าสมมุติว่าเราได้สมาชิกวุฒิสภาชุดใหม่มา ๒๐๐ ท่าน แล้ว ๒๐๐ ท่านอาศัยอํานาจ ทางพรรคการเมืองเข้ามาร่วมอยู่ ไม่ต้องถึง ๒๐๐ ท่านครับ เข้ามาเพียงเกินกึ่งหนึ่งมันก็จะ ทําให้อํานาจหน้าที่ในการถอดถอนตรงนี้ถูกเบี่ยงเบนไป กับสิ่งนี้ผมไม่ได้กล่าวหาลอย ๆ นะครับ ผมว่ามันปรากฏขึ้นมาแล้ว เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่ามาตรา ๑๐ นั้นจําเป็นที่จะต้อง ตัดไป ผมยังยืนยันท่านประธานอยู่ว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีเจตนารมณ์ที่ชัดเจนนะครับ คือเจตนารมณ์ในการกําหนดกลไกทางฝ่ายนิติบัญญัติให้มีดุลยภาพ เพราะฉะนั้นจึงมีว่า ทําไมถึงให้มีสมาชิกวุฒิสภามาทั้งจากการเลือกตั้งและจากการสรรหา คือจํานวนนี้ ก็เท่า ๆ กัน โดยที่สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งนั้นจะมีจํานวนเยอะกว่า แล้วผลก็รู้ ชัดเจนครับท่านประธาน เราปฏิบัติหน้าที่มา ๕ ปีกว่าแล้วครับ ผมถามท่านกรรมาธิการซ้ํา ไม่กี่ครั้งนะครับ บอกชี้ประเด็นมาสิว่า ๕ ปีที่ผ่านมานี้กลไกที่เขากําหนดให้ทําหน้าที่ด้วย ความเป็นกลางและมีดุลยภาพมันบกพร่องตรงไหนนะครับ คําตอบก็ยังไม่มีนะครับ เมื่อยังไม่มี แล้วเรามีความจําเป็นอะไรที่จะต้องไปแก้ไขเรื่องนี้ ทั้ง ๆ ที่สิ่งที่มีอยู่นั้น ก็ทําประโยชน์ให้แก่พี่น้องประชาชนได้เป็นที่ประจักษ์มาแล้ว ท่านประธานครับ ในมาตรา ๑๐ วรรคสอง ผมตัดทั้งหมดนะครับ แต่วรรคสองถ้าเผื่อท่านประธานดูรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๑ นะครับ ก็จะให้ว่ามีความที่ขัดกันอยู่ คือรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๑ นั้น ในกรณีซึ่งสมาชิก วุฒิสภาในตําแหน่งว่างลง และมีจํานวนน้อยกว่า ๙๕ เปอร์เซ็นต์ของจํานวนสมาชิกวุฒิสภา ที่มีอยู่กรรมการการเลือกตั้งจะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งภายใน ๑๘๐ วัน เพื่อให้ได้ครบ จํานวน แต่ในวรรคสองนั้นไปเขียนว่าไม่ต้องแต่งตั้งมาเพิ่มเติม โดยการคาดหวังว่าเราจะ ดําเนินการอนุมัติเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้เสร็จภายในเดือนมีนาคม ๒๕๕๗ ถ้าสมมุติว่าเกิดไม่เสร็จตามเงื่อนไขนี้อะไรจะเกิดขึ้น เราคาดไม่ได้นะครับ เราอย่ามั่นใจว่า ทั้งหมดนี้เราจะสามารถประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมนี้ภายในอาทิตย์นี้ ท่านอย่าลืมว่าสิ่งที่ขัดกันเล็ก ๆ น้อย ๆ มันมีผู้เสียประโยชน์อยู่ กรรมาธิการอาจจะชี้แจงว่า คิดไปเองมันไม่เกิดขึ้นหรอก เพราะเราก็เตรียมการไว้แล้ว เดี๋ยวสามารถที่จะเร่งรัด ให้จัดการเลือกตั้งได้ ๔๕ วันหลังจากวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๗ แต่ถ้าสมมุติว่าเกิดเรื่อง เกิดอุบัติเหตุหรือเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ เงื่อนไขนี้ไม่ได้เป็นไปตามนั้น ผมยกตัวอย่าง สมมุติว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้รับการอนุมัติเห็นชอบจากสภาภายในเดือนหน้า ถามว่าต้องมี การเลือกตั้งไหมครับ ผู้ที่เขาอยากเลือกตั้งเขาก็มีสิทธิถูกไหมครับ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ เป็นประเด็นที่จะต้องชัดเจน ผมจึงเห็นว่าไม่มีความจําเป็นที่จะต้องไปแก้ไขตามที่ ทางกรรมาธิการได้เขียนไว้ในมาตรา ๑๐ เพื่อประหยัดเวลานะครับผมขอเน้นอีกครั้งหนึ่งว่า บ้านเมืองเราในการที่เราจะปกครองแบบระบอบประชาธิปไตยนั้น เราจําเป็นที่จะต้องสร้าง บรรทัดฐานนะครับ ขณะนี้สมาชิกรัฐสภาทุกท่าน ท่านมีส่วนสําคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะทําให้ บ้านเมืองที่ท่านรัก บ้านเมืองที่ท่านได้ประโยชน์อยู่นี้จะไปในทางไหน ท่านอย่านึกว่าสิ่งที่ ทําไปครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่ไม่น่าจะเกิดอะไร เพราะเป็นการคืนสิทธิให้แก่พี่น้องประชาชน ในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ท่านต้องมองให้ไกลครับ เพราะว่าผู้อภิปรายชัดเจนแล้วว่า สิ่งที่เราผ่านการลงมติมาหลายครั้ง ที่ผ่านมาใน ๑๑ วันแล้วนี่นะครับ มันส่งผลกระทบ อย่างรุนแรงต่อการที่เราจะสถาปนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขนั้น ให้ยังประโยชน์แก่พี่น้องประชาชนโดยส่วนใหญ่ หากท่านมีเสียงข้างมาก ท่านลงมติ ผมก็ไม่สามารถที่จะไปทักท้วงอะไรได้นะครับ เพราะกติกามันมีอยู่ เราจําเป็น ที่จะต้องอาศัยเสียงข้างมากในการตัดสินปัญหา แต่ทั้งหมดนั้นเสียงข้างมากจะตัดสินปัญหา ใดก็ตามนะครับ ท่านก็ต้องเคารพรัฐธรรมนูญ กลไกใดสิ่งใดที่รัฐธรรมนูญได้เขียนไว้ชัดเจน แล้วก็จะต้องทําตามนั้น เมื่อศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาเช่นใด ผมหวังว่าคงจะไม่มีผู้ใดไป กดดันศาลอย่างที่ปฏิบัติมา และเจ้าหน้าที่ตํารวจไม่จัดการเหมือนที่ควรจะเป็นนะครับ เพราะฉะนั้นโดยสรุปผมขอให้กรรมาธิการได้กรุณารับฟังคําอภิปรายของผมนะครับ แล้วถอนร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ออกไปทั้งหมดครับเพื่อประโยชน์ของ พี่น้องประชาชน ขอบคุณครับ
รัฐสภาขอต้อนรับครูและ นักเรียนโรงเรียนอิสลามศรีอยุธยามูลนิธิ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วันนี้มา ๑๖๙ คน ยินดีต้อนรับนะครับ ต่อไปท่านรสนา โตสิตระกูล ท่านขอแปรญัตติไว้ในหน้า ๑๕๓ เจ้าหน้าที่ครับ เวลาท่านสมาชิกอภิปรายกรุณาขึ้นชื่อด้วยนะครับ ขึ้นไว้ตลอดเวลานะครับ เสร็จแล้วผมจะกลับมาที่ดอกเตอร์ประกอบ แล้วก็กลับไปที่ ส.ว. ๒ ท่าน แล้วต่อไปนี้จะเป็น ๑:๑ ก็คือพอถึงท่านวิทยาก็จะเป็น ๑:๑ ครับ เชิญท่านรสนาครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันเองก็ถูกตัดสิทธิไปตั้งแต่มาตรา ๕ มาตรา ๖ ในการที่จะพูด ในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งอันที่จริงต้องบอกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้น ต้องบอกว่าประเด็นสําคัญ ๆ หลายส่วนที่เรียงร้อยกันมาตั้งแต่มาตรา ๕ มาตรา ๖ ซึ่งที่จริง ไม่ควรจะมีการตัดสิทธิสมาชิกในการที่จะพูดในเรื่องนี้ แล้วก็ดิฉันเองก็ยังมีความเห็นว่า กรรมาธิการได้มีการแก้ไขที่เกินหลักการ เพราะว่าในเหตุผลที่ขอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีระบุไว้เพียงแค่ว่าให้มี ส.ว. จากการเลือกตั้ง แต่ว่า ส.ว. นั้นมีคุณสมบัติที่มีความแตกต่าง จากฝั่งของ ส.ส. เพื่อที่จะให้สามารถมีการถ่วงดุลต่าง ๆ เอาไว้ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อมี การแก้ไขในส่วนของ ส.ว. ให้มาจากการเลือกตั้งนั้นแต่ว่ามีการสอดไส้ไปแก้ในเรื่องของ คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของคนที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นส่วนที่ทําให้ กระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลนั้นเสียหายไป เพราะฉะนั้นเมื่อมีการแก้ไขในมาตราหลัก ๆ ที่สําคัญนั้นแล้ว จะทําให้สมาชิกวุฒิสภานั้นไม่สามารถจะเป็นสภาของการตรวจสอบถ่วงดุลได้ แต่จะกลายเป็นสภาตรายาง เพราะว่าเป็นสภาที่จะต้องให้ความเห็นชอบต่อผู้ดํารงตําแหน่ง ต่าง ๆ ในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ สถาบันศาล แล้วก็รวมทั้งอํานาจในเรื่องการถอดถอน ส่วนนี้จะกลายเป็นประดับยนต์นะคะ แล้วก็อาจจะเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการถอด ถอนคู่ปรปักษ์ทางการเมืองในอนาคต สิ่งที่ดิฉันได้ยินตลอดในช่วงการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ คือวาทกรรมว่าต้องคืนอํานาจให้ประชาชน ดิฉันคิดว่าการคืนอํานาจให้ประชาชนนั้น ก็ไม่เสียหายอะไร แต่ว่าอย่างไรก็ดีเราต้องกําหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเพื่อที่จะคง ลักษณะที่สําคัญว่าวุฒิสภานั้นยังคงเป็นสภาของการตรวจสอบถ่วงดุลเอาไว้อยู่ แต่การอ้างว่า คืนอํานาจประชาชนโดยที่สอดไส้เรื่องการแก้ไขคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามนั้นดิฉันคิดว่า ถ้าอุปมาง่าย ๆ เราบอกว่าเราอ้างว่าให้ประชาชนมีสิทธิต่าง ๆ ในการที่จะดําเนินการตามที่ ตัวเองมีเหตุมีผล ดิฉันคิดว่าลองให้ประชาชนขับรถโดยไม่ต้องอาศัยกฎจราจรสิคะ จะเกิดปัญหาขนาดไหน ทําไมเราต้องวางกฎจราจรว่าต้องไปเดินเส้นทางทางเดียว มีไฟเขียว ไฟแดง ทําไมเราไม่ให้อํานาจประชาชนในการตัดสินใจเองล่ะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่า วาทกรรมที่ว่าคืนอํานาจให้ประชาชนนั้นเป็นสิ่งที่ต้องการจะเป็นวาทกรรมเพื่อบดบัง สิ่งที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผู้ที่แก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ต้องการ คือการแก้ไขคุณสมบัติที่สําคัญ ที่ทําให้ทําลายกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลอันนั้นไปนะคะ เมื่อมาถึงมาตรา ๑๐ ดิฉันคิดว่า มันก็เป็นช่วงปลาย ๆ แล้วนะคะ ซึ่งดูเสมือนว่าจะไม่ได้มีความสําคัญแต่ประการใด แต่ดิฉันเองก็ยังต้องการจะชี้ให้เห็นว่ากรรมาธิการนั้น แก้ไขเกินหลักการและแก้ไขในเรื่องที่อาจจะขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ ท่านลองดู ในมาตรา ๑๐ มีการเขียนยกร่างอันนี้ไว้ก็คือว่า ให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีสมาชิกภาพอยู่ในวันที่ รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ยังคงมีสมาชิกภาพและปฏิบัติหน้าที่วุฒิสภาต่อไป ในกรณีที่การดํารง ตําแหน่งของสมาชิกวุฒิสภาตามวรรคหนึ่งว่างลงตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยก่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ต้องดําเนินการเลือกตั้งหรือสรรหา สมาชิกวุฒิสภาขึ้นใหม่แทนตําแหน่งที่ว่าง ดิฉันแปลกใจว่ามีการยกร่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เอาไว้ทําในสิ่งที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น คือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในมาตรา ๑๒๐ จริง ๆ แล้วทางคณะกรรมาธิการได้ยกเลิกไปในมาตรา ๘ แล้วก็แก้ไขว่า เมื่อตําแหน่ง สมาชิกวุฒิสภาว่างลงเพราะเหตุอื่นใด ที่จริงในมาตราเดิมเขาบอกว่าตามมาตรา ๑๑๙ ซึ่งมาตรา ๑๑๙ จะระบุไว้ว่า สมาชิกวุฒิสภาจะว่างลงด้วยเหตุอันใดบ้าง แต่ก็ไปตัดทิ้ง แล้วก็บอกว่า เหตุอื่นใด ซึ่งเหตุอื่นใดไม่รู้ว่าคืออะไรนะคะ แล้วก็นอกเหนือจากคราวที่ออก ตามวาระของวุฒิสภาก็ให้มีการเลือกตั้งวุฒิสภาขึ้นแทนใน ๔๕ วัน ซึ่งอันนี้เขาต้องการตัด ในส่วนของ ส.ว. สรรหาออกไป ก็เหลือแต่เลือกตั้งอย่างเดียว อันที่จริงต้องบอกว่า ในส่วนของวุฒิสภาซึ่งยังเป็นวุฒิสภาสรรหานั้นถ้าหากว่างลงก็ต้องสามารถที่จะเลือกเข้ามาใหม่ แต่เนื่องจากว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นมีลักษณะที่พยายามที่จะกําจัดในส่วนของ ส.ว. สรรหาที่มีอยู่ เพราะฉะนั้นในมาตรา ๑๐ ที่ยกขึ้นมานั้นจึงมีลักษณะที่แย้งกับมาตรา ๘ ที่ตัวเองได้แก้ไว้ คือมาตรา ๘ จริง ๆ ก็คือตัดในส่วนของ ส.ว. สรรหาออกไป แต่ก็ต้อง เลือกตั้งขึ้นมาใหม่ภายใน ๔๕ วัน แต่ปรากฏว่าสภาพที่เกิดขึ้นอันนี้ ดิฉันคิดว่าเราจะเป็นไป ได้อย่างไรที่เราจะมาออกหลักเกณฑ์แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะคะว่า ถ้าหาก มีตําแหน่งสมาชิกที่ว่างลงตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยก่อนการแก้ไข เพิ่มเติม หมายความว่า ก่อนที่รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขจะประกาศใช้ สมมุติว่าวันนี้มี ส.ว. เลือกตั้ง หรือ ส.ว. สรรหาเกิดว่างลง ท่านจะมีอํานาจหรือคะที่จะไปเขียนรัฐธรรมนูญ เอาไว้ล่วงหน้าว่าไม่ให้มีการสรรหา ดิฉันคิดว่าสิ่งนี้มันเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ขัด ต่อหลักการของกฎหมาย แล้วก็เป็นการทําที่นอกเหนือจากสิ่งที่ได้ให้เหตุผลไว้กับสภา ในวาระที่หนึ่ง ว่าต้องการให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งเท่านั้นนะคะ ดิฉันคิดว่าสิ่งที่ ทางกรรมาธิการที่ได้มีการแก้ไขนั้น ดิฉันคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่ชอบด้วยหลักการแห่งกฎหมาย และรัฐธรรมนูญ แล้วก็เป็นมาตราหนึ่งที่ทําให้เกิดความสับสน เป็นการใช้อํานาจก่อนที่ตัวเอง จะมีอํานาจ ซึ่งดิฉันเองไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะคะ โดยเฉพาะในส่วน ของแก้ไขในเรื่องของ ส.ว. คุณสมบัติของคนที่จะลงมาเลือกตั้ง แล้วก็ดิฉันคิดว่าการที่เรา ต้องเร่งรีบตัดสิทธิสมาชิกที่มีการแปรญัตติเหล่านั้นมันได้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจน เพราะเรากลัวว่าจะไม่ทันเวลาที่สมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้งจะหมดวาระลง ในวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๗ ซึ่งดิฉันเองเป็นคนหนึ่งที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้ง กรุงเทพมหานคร ดิฉันเองยังไม่เห็นด้วยเลยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบนี้เพื่อให้ดิฉัน มีสิทธิที่จะลงสมัครใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยที่ไม่ได้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบในการที่จะทําให้วุฒิสภานั้นยังคงหลักการ ของการที่จะเป็นสภาตรวจสอบ ซึ่งต้องมีความเป็นอิสระปราศจากการทับซ้อนในเรื่องของ ผลประโยชน์ ปราศจากคุณสมบัติซึ่งทําให้กลไกการตรวจสอบถ่วงดุลนั้นเสียหายไป ดิฉันเองต้องขอยืนยันในที่นี้ว่าดิฉันไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขที่ผ่านมา แล้วก็โดยเฉพาะ การตัดสิทธิดิฉันในการที่มีโอกาสพูดในมาตรา ๕ มาตรา ๖ ซึ่งเป็นมาตราที่เชื่อมโยงกัน ทั้งหมดนะคะ ดิฉันเองยังเห็นว่ากรรมาธิการได้มีการแก้ไข แปรญัตติขัดหลักการ ในขณะที่กรรมาธิการนั้นกล่าวหาว่าเพื่อนสมาชิกที่แปรญัตตินั้นมีการแปรญัตติขัดหลักการ แต่ดิฉันคิดว่ากรรมาธิการนั้นแปรญัตติขัดหลักการและขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ และดิฉันไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขนี้ ขอบคุณค่ะ
ครับ ต่อไปดอกเตอร์ ประกอบ จิรกิติ นะครับ แล้วก็มา ส.ว. ๒ ท่าน ก็คือท่านนฤมลกับท่านสมชาย เสร็จแล้วไปท่านวิทยา แล้วต่อไปนี้ ๑:๑ นะครับ เชิญท่านดอกเตอร์ประกอบครับ เชิญครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายประกอบ จิรกิติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอขอบคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสผมในการอภิปรายประกอบคําแปรญัตติของผม ในมาตรา ๑๐ นี้ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๑๐ นี้ได้มีบัญญัติไว้ว่า มาตรา ๑๐ ให้สมาชิก วุฒิสภาซึ่งมีสมาชิกภาพอยู่ในวันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ยังคงมีสมาชิกภาพและปฏิบัติ หน้าที่วุฒิสภาต่อไป กระผมได้แปรญัตติเพิ่มเติมถ้อยคําท้ายวรรคแรกเป็นดังนี้ครับ มาตรา ๑๐ ให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีสมาชิกอยู่ในวันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ยังคงมีสมาชิก ภาพและปฏิบัติหน้าที่วุฒิสภาต่อไปจนกว่าจะครบวาระ โดยทั้งนี้ผมได้ขอเพิ่มเติมถ้อยคําว่า จนกว่าจะครบวาระ เพื่อเป็นหลักประกันว่าเมื่อสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้งจํานวน ๗๐ กว่าท่านนั้น ได้ครบวาระในต้นปีหน้าในเดือนมีนาคม ๒๕๕๗ นั้น อาจจะมีการแปรญัตติ หรือมีการบัญญัติเพิ่มเติมให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากการสรรหา ซึ่งยังคงดํารงตําแหน่งอยู่อีก ๓ ปีเศษนั้นพ้นวาระไปด้วย กระผมจึงได้ขอแปรญัตติเพิ่มเติมถ้อยคําดังกล่าวว่าให้ปฏิบัติ หน้าที่จนกว่าจะครบวาระนั้น เพื่อเป็นการยืนยันสถานภาพของสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจาก การสรรหา กระผมจึงหวังว่าท่านคณะกรรมาธิการคงจะได้พิจารณาเห็นสมควรในการที่จะ เพิ่มเติมถ้อยคําดังกล่าวเพื่อเป็นการยืนยันสถานภาพของท่านสมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก การสรรหาซึ่งยังไม่ครบวาระในเดือนมีนาคมปีหน้าต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ
ครับ ขอบคุณมากครับ ท่านดอกเตอร์ประกอบครับ ท่านนฤมล ศิริวัฒน์ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดอุตรดิตถ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ต้องขอประทานโทษนะคะ เช้า ๆ เครื่องยังไม่ร้อนนะคะ แต่อย่างไรก็ตามก็ขอบพระคุณค่ะ ที่วันนี้ดําเนินการอภิปรายมาอย่างเรียบร้อยพอสมควรนะคะ ได้มีโอกาสอภิปราย ในสิ่งที่ได้มีการแปรญัตติเอาไว้นะคะ สืบเนื่องจากมาตรา ๓ ที่ดิฉันได้มีการแปรญัตติ และสงวนไว้นี่นะคะ เพื่อที่จะให้มีการเลือกตั้ง ส.ว. ๒ ประเภทที่มาจากการเลือกตั้ง ๑. นั้นก็คือเลือกตั้งที่มาโดยเขตจังหวัด ๒. ส.ว. ที่มาโดยการเลือกตั้งจากแบบสาขาอาชีพ ในมาตรา ๓ ที่แก้ไขมาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ ในครั้งนั้นที่ประชุมแห่งนี้ก็ได้มีมติ ให้ความเห็นชอบกับกรรมาธิการไปแล้ว ส่วนของดิฉันแล้วก็เพื่อนสมาชิกที่มีรายชื่อดังต่อไปนี้ มีท่านวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ ท่านรองศาสตราจารย์กอบกุล พันธ์เจริญวรกุล พลตํารวจโท ยุทธนา ไทยภักดี เหล่านี้เป็น ส.ว. ที่มาจากการสรรหา และท่านสมาชิกจิตร์ธนา ยิ่งทวีลาภา ท่านสุอําภา คชไกร ท่านสมพร จูมั่น ท่านศรีสกุล มั่นสิน และท่านโสภณ ศรีมาเหล็ก ก็มีความเห็นว่าไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องมีการอภิปรายเพิ่มเติมมากมายนัก นอกจากจะเรียนว่า ในครั้งนั้นได้มีการสงวนคําแปรญัตติเอาไว้เพราะหวังใจว่าสิ่งที่เราได้แปรญัตติและสงวน คําแปรญัตติไว้ในมาตรา ๓ นั้นอาจจะสามารถชี้แจงให้ที่ประชุมแห่งนี้ได้เปลี่ยนแปลง แล้วก็แก้ไขตามที่เราได้มีการสงวนคําแปรญัตติเอาไว้ ด้วยเหตุผลที่ว่ามาตรานี้มันเป็นการต่อเนื่องและเมื่อตรงนั้นไม่ผ่าน ดิฉันก็อยากจะเรียนอยู่ว่า เดิมนั้นเมื่อมีการเลือกตั้งแล้วพวกเราเลือกตั้งครบวาระไปแล้ว เราก็จะให้มีการเลือกตั้ง แบบเขตเลือกตั้งโดยใช้จังหวัดเป็นเขตพื้นที่ และคงให้สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหานั้น ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนครบวาระ และเมื่อครบวาระแล้วก็ให้มีการเลือกตั้งโดยให้เลือกตั้ง แบบสาขาอาชีพโดยให้มีการเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพที่ท่านกรรมาธิการจะได้ไปกําหนด อันนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้วที่จะอภิปรายต่อไป ก็ต้องเรียนเอาไว้โดยย่อประมาณเท่านี้ ท่านประธานคะ ดิฉันก็ไม่ติดใจเพื่อนสมาชิกในกลุ่มที่ได้มีการสงวนคําแปรญัตติไว้ก็ไม่ติดใจ แต่เรียนในครั้งนั้นยังเห็นว่าการมีสมาชิกที่มาจากสาขาอาชีพนั้นเป็นสิ่งที่สําคัญและการให้ คงไว้ซึ่งสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาในเวลาที่เหลืออยู่นั้นเป็นเรื่องที่มีความสําคัญ เนื่องมาจากว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้โดยที่เราไม่คาดคิดนั้นมันเกิดขึ้นได้เสมอ สําหรับบ้านเมืองเรา กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ก็ใช่ว่าจะปราศจากสิ่งที่เป็น อุปสรรคข้อกังขา อาจจะมีการนําเรื่องราวต่าง ๆ ในครั้งนั้นดิฉันคิดว่าอาจจะมีการนํา เรื่องราวในการแก้ไขเข้าไปสู่กระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งบัดนี้ก็ปรากฏความชัดเจน แล้วว่าเป็นเช่นนั้น เพราะฉะนั้นมันก็จะเกิดในช่วงเวลาช่วงหนึ่ง ซึ่งอาจจะมีปัญหาว่าไม่มีหลัก ในสภาของเราเลย จึงให้เหตุผลว่าควรที่ต้องมีการคงสมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหาที่มีวาระ เวลาในตําแหน่งเหลืออยู่ ๓ ปีนั้นไว้ก่อน จนกว่าจะมีการครบอายุแล้วให้มีการเลือกตั้ง ตามแบบที่เป็นสาขาอาชีพ ดิฉันก็ให้เหตุผลของการแปรญัตติไว้โดยประมาณเท่านี้ ขอบพระคุณค่ะ
ท่านสมชาย แสวงการ แล้วต่อด้วยท่านวิทยา แก้วภราดัย นะครับ
ท่านประธานรัฐสภา ผม นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมแปรญัตติและ สงวนคําแปรญัตติไว้ในมาตรา ๑๐ ในหัวข้อที่ให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีการสมาชิกภาพอยู่ ในวันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับยังคงมีสมาชิกภาพปฏิบัติหน้าที่วุฒิสภาต่อไป ในวรรคสอง ในกรณีที่การดํารงตําแหน่งของสมาชิกวุฒิสภาตามวรรคหนึ่งว่างลงตามบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ต้องดําเนินการ เลือกตั้งหรือสรรหาสมาชิกวุฒิสภาขึ้นใหม่แทนตําแหน่งที่ว่าง ซึ่งกระผมเห็นต่างกับ คณะกรรมาธิการและผมเห็นว่าการเสนอกฎหมายเช่นนี้ในมาตรา ๑๐ เป็นการเสนอ กฎหมายที่ขัดต่อหลักการ ท่านประธานครับ ที่ผมต้องกล่าวเช่นนี้เพราะท่านประธานยังใช้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในฉบับปัจจุบันอยู่ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังไม่ได้ถูกยกเลิก รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ให้อํานาจไว้ในมาตรา ๓ ว่าอํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อํานาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญนี้การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กร ตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม ผมกราบเรียน ท่านประธานครับว่า บัดนี้ท่านได้ทําผิดหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ขัดต่อหลักการ ไม่รวมถึงการขัดในกระบวนวิธีพิจารณามากมาย ซึ่งผมถือว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญขณะนี้เป็นโมฆะเสียแล้ว ซึ่งอันนั้นก็คงต้องว่าในชั้นต่อไปไม่ว่าจะเป็น ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง หรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในภายหน้า แต่ที่ผมต้องพูดในสภาวันนี้ เพราะว่าท่านประธานครับ ในร่างที่แก้ไข เขียนหลักการไว้เพียงแค่นี้ แต่มาตรา ๑๐ นี้ขัดหลักการอย่างยิ่งและขัดต่อรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน ซึ่งเดี๋ยวผมจะชี้แจงให้ท่านประธานและที่ประชุมรัฐสภา รวมถึงพี่น้องประชาชน ได้รับทราบ ในบันทึกหลักการ เหตุผลประกอบร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไข เพิ่มเติมฉบับนี้ ระบุว่าท่านขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ให้กําหนด สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๖ วรรคสอง มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๒๐ มาตรา ๒๔๑ วรรคหนึ่ง และยกเลิกมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔) เหตุผลโดยที่เป็นการสมควรกําหนดให้มีสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง เพื่อให้วิธีการ ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภามีลักษณะเช่นเดียวกับวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน อันเป็นการส่งเสริมหลักประชาธิปไตยและ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ จึงจําเป็นต้องตรารัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยนี้ กฎหมายเขียนเพื่อต้องการให้เห็นชัดครับว่าท่านต้องการให้มี สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง เหตุไฉนจึงเขียนกฎหมายเกินหลักการล่ะครับ ท่านประธาน ท่านเขียนกฎหมายให้มาตรา ๑๐ ระบุว่า ให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีสมาชิกภาพอยู่ ในวันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ยังคงมีสมาชิกภาพและปฏิบัติหน้าที่วุฒิสภาต่อไป ท่านประธานครับ ขัดหลักการแน่นอนครับ เพราะสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ประกอบด้วย ๑. ผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับการเลือกจากจังหวัดทั้งสิ้น ปัจจุบันมี ๗๖ ท่านครับ รอจังหวัดบึงกาฬเป็นจังหวัดที่ ๗๗ ๒. สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิจากสาขาอาชีพ ๕ กลุ่มอาชีพ ที่เหลือ ปัจจุบันมี ๗๓ คน ท่านต้องการให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง ก็ว่าไปเพราะท่านมีเสียงข้างมาก หลักการนั้นท่านก็ชนะแล้วในวาระที่หนึ่ง แล้วก็ชนะแล้ว ในหลายมาตรา รวมถึงในมาตราเรื่องคุณสมบัติซึ่งเราไม่มีโอกาสได้พูด แต่ผมกราบเรียนครับ ว่าเมื่อจะทําต้องทําให้สุดซอย ท่านประธานครับ คํานี้เป็นคําที่อดีตนายกรัฐมนตรีท่านใช้ สุดซอย ผมเห็นด้วยครับ ถ้าเราเลือกช่องทางที่จะทําอะไรแล้วอย่าทําครึ่ง ๆ กลาง ๆ ปัญหา มันตามมาเยอะครับ ผมไม่ได้ท้าทายครับ แต่ผมเห็นด้วยครับว่าถ้าท่านจะให้พวกผมหมดไป ผมก็ไม่ได้ยี่หระต่อการดํารงตําแหน่งในการที่จะต้องทําหน้าที่ เพราะท่านไม่อยากให้ผมอยู่ เรียกว่าเป็น ส.ว. ลากตั้งบ้างอะไรบ้างก็แล้วแต่ แต่ผมทําหน้าที่เต็มความสามารถมาแล้ว และพิสูจน์ให้เห็นตลอดระยะทางที่ผ่านมา แต่ผมกราบเรียนว่า ท่านประธานลองนึกภาพสิครับ สมาชิกวุฒิสภาส่วนหนึ่งจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ทํา พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ แล้วเสร็จ ๑๒๐ วัน หลัง ๒ มีนาคม ท่านประธานก็จะไปลงสมัครรับเลือกตั้งใหม่ ๒๐๐ คน มันจะมีพวกผมอยู่เป็นติ่งทําไมครับ ๗๓ คน ผมกราบเรียนครับ ผู้สงวนคําแปรญัตติหลาย ท่าน มี ๓ ท่านเสนอแตกต่างกัน ให้พ้นไปเลย บางท่านก็ทําทีเมตตาหน่อยให้อยู่ต่ออีก ๑ ปี บางท่านก็บอกว่าทันทีที่มีประกาศได้รับเลือกตั้ง ส.ว. เสร็จแล้ว ๒๐๐ คน ให้พ้นไป ผมว่า ทําอะไรต้องทําให้สุดซอยครับ เพราะอะไรครับท่านประธานครับ เพราะเจตนารัฐธรรมนูญ ของปี ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่ามันชัดเจน ยิ่งกว่าชัด เรามีการเลือกตั้ง เรามีการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภามาตั้งแต่พฤตสภา ตั้งแต่ ปี ๒๔๘๙ มา เรามีการแต่งตั้งมาตลอด แล้วการแต่งตั้งนั้นมันก็เกิดปัญหาว่ามันไม่ชอบธรรม เพราะความจริงแล้วมีเจตนาที่จะให้วุฒิสภาเป็นสภาพี่เลี้ยงของสภาผู้แทนราษฎร ต้องขออภัยท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย เพราะในขณะนั้นเรายังไม่เชื่อมั่นในหนทาง แห่งประชาธิปไตย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เราจึงเชื่อว่าจําเป็นต้องมีสภาพี่เลี้ยง แต่ว่าการแต่งตั้ง ของอดีตก็หลายยุคหลายสมัย มีทั้งแต่งตั้งโดยองคมนตรีบ้าง มีทั้งแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรีบ้าง มันก็ทําให้ไม่เกิดความเป็นประชาธิปไตย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์อย่างที่ท่านได้กล่าวยกกันในสภา ทั้งในวาระที่หนึ่งแล้วก็ในที่ประชุมแห่งนี้ จึงต้องมีการทําให้มีการเลือกตั้งในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งผมก็กราบเรียนแล้วครับว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่ง ที่ผมไปร่วมรณรงค์ธงเขียวด้วย ผมเห็นด้วยครับในการร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้วก็เป็น ผู้หนึ่งที่ร่วมต่อสู้ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี ๒๕๓๕ เหมือนกัน แล้วเราก็ได้ข้อยุติตกผลึกกัน แล้วก็ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ มีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่ดีมาก แต่มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นปัญหา ๘ ช่องว่าง ๙ ช่องโหว่ ที่อดีตนายกรัฐมนตรี ท่านได้ให้คณะสภาคณาจารย์หลายมหาวิทยาลัยไปศึกษา พบเช่นนั้นจริง ๆ ครับ แล้วส่วนหนึ่ง ก็คือปัญหาของการมีโครงสร้างอํานาจสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คน กระผมเห็นว่าสิ่งเหล่านี้มันเป็นปัญหา แล้วรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ คณะกรรมาธิการยกร่างและ ส.ส.ร. เขาก็ปรับปรุง ถึงแม้จะเกิดอุบัติเหตุ ทางการเมือง ๑๙ กันยายน ด้วยการปฏิวัติรัฐประหาร แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ร่างใหม่ โดยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็เลือกกันอยู่ระหว่างการให้เป็น ส.ว. เลือกตั้งกับสรรหา จริงอยู่ครับ บางส่วนเห็นว่าถ้าให้เป็นสรรหาทั้งหมดก็จะไม่เป็นประชาธิปไตย ก็ให้มีการยึดโยงกับ ภาคประชาชนด้วยการให้มี ส.ว. เลือกตั้งหรือผู้ทรงคุณวุฒิประจําจังหวัด จังหวัดละ ๑ ท่าน ดังที่ทราบแล้ว และอีกส่วนหนึ่งก็มาจากสรรหาซึ่งน้อยกว่านะครับ แต่ขณะนี้ท่านกําลังเดินหน้า ซึ่งผม ได้เรียนให้ท่านประธานและสมาชิกรัฐสภาเห็นว่าท่านมั่นใจแล้วว่าไม่มีความจําเป็นต้องมี วุฒิสภาเป็นสภาพี่เลี้ยงในลักษณะแบบเดียวอีก เดิม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแต่งตั้ง หรือการสรรหา ผมก็เลยกราบเรียนว่าผมเห็นสนับสนุนครับ ถ้าท่านจะทําให้มีการเลือกตั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ต้องทําให้มีการเลือกตั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อย่าไปให้ ส.ว. สรรหา อยู่เป็นติ่งอีกเลยครับ วันที่ ๒ มีนาคม ท่านจะเลือกตั้งก็เลือกตั้งให้หมด ถ้าพี่น้องประชาชน เขาเห็นด้วย ถ้าศาลรัฐธรรมนูญเห็นด้วยว่าท่านทําชอบแล้ว ผมก็ไม่ว่ากระไรครับ พวกเรา ก็จะได้ไปทําภารกิจอื่นนะครับ ทีนี้ที่ผมเรียนว่าพอทําแล้วมันทําไม่สุดซอย ทําแล้วมันทํา ทั้งขัดหลักการและขัดต่อกระบวนพิจารณามันมีหลายเรื่องครับ
ประการที่ ๑ อยากย้อนให้ไปดูว่าสิ่งที่ท่านเขียนไว้ขาดความจําเป็น ขาดความจําเป็นอย่างไรครับ เพราะทําไม่สุดซอยแล้วท่านไปเขียนไว้ในมาตรา ๑๐ ว่าให้เรา อยู่ต่อ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีความจําเป็นนะครับ เพราะรัฐธรรมนูญได้ให้สิทธิให้การรับรองไว้อยู่แล้ว ว่าเราอยู่ด้วยสมาชิกภาพตามมาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๑๙ ที่บัญญัติว่า สมาชิกวุฒิสภามีอายุคราวละ ๖ ปีนับแต่วันเลือกตั้งหรือนับแต่วันสรรหา ผมไม่ได้ท้าทายครับ ผมอยากให้ท่านตัด แต่ส่วนที่ความเห็นทางกฎหมายตัดไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้นนั่นเป็น อีกเรื่องหนึ่งนะครับ ที่ผมต้องเรียนอย่างนี้เพราะมันมีความจําเป็นที่ต้องพูดกันให้สุด เพราะสมาชิกวุฒิสภาต้องไปทําหน้าที่ในหลาย ๆ เรื่อง ผมจะขออนุญาตกล่าวซ้ํา เพียงเล็กน้อยเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการรับฟัง การรับชมของพี่น้องประชาชน วุฒิสภา มีหน้าที่ย่อ ๆ นะครับ ก็คงเป็นเรื่องของการเลือกผู้ทรงคุณวุฒิไปเป็นกรรมการตุลาการ ศาลยุติธรรม เลือกผู้ทรงคุณวุฒิไปเป็นกรรมการตุลาการศาลปกครอง ให้ความเห็นชอบ แต่งตั้งและให้อัยการสูงสุดพ้นจากตําแหน่ง หลังจากที่อัยการมีมติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๕ วรรคสาม ให้ความเห็นชอบบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการการเลือกตั้ง อันนี้ สําคัญมากนะครับ เพราะว่าทันทีที่ท่านเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเสร็จ ๒๐๐ คน แล้วยังมีติ่ง ๗๓ คนของ ส.ว. สรรหาอยู่ ท่านจะมั่นใจอย่างไรครับว่ากรรมการการเลือกตั้งที่ท่านจะเลือก เข้ามาจะได้ดั่งใจ ให้ใบแดงฝ่ายตรงข้ามและให้ใบเหลืองหรือไม่ให้ใบเหลืองกับท่านได้ ทําให้มันสุดซอยครับ ทําให้มั่นใจว่ากรรมการการเลือกตั้งเป็นคนของเราครับท่านประธาน จะได้ชัวร์ครับ เราส่งสมาชิกพรรค ไม่ต้องสมัคร ลาออกวันนี้ พรุ่งนี้สมัครวันหน้า ไปเป็น ส.ว. ผมทราบมาจากห้องกาแฟ ท่านสมาชิกสภาหลายคนบอกว่าจะไปลงสมัคร ส.ว. เพราะไม่โดน ยุบสภา เป็นได้ ๖ ปี นั่งเครื่องบินฟรีเหมือนกัน มีผู้เชี่ยวชาญ ๒ คน ๓ คน ๕ คน เหมือนกันนะครับ ผมก็กราบเรียนว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งสําคัญ เพราะที่ประชุมวุฒิสภาจะเลือกจาก การเสนอรายชื่อ ๓ คน ที่เหลือจะเอามาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาอีก ๒ คน อันนี้เป็นไป ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๑ ทีนี้ถ้าเอามันมาติ่งไว้ระหว่าง ส.ว. เลือกตั้งกับ ส.ว. สรรหา มันไม่คอนเฟิร์ม (Confirm) อํานาจครับท่านประธาน
ข้อ ๕ ให้ความเห็นชอบผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับการเลือกตั้งจากกรรมการสรรหา ให้ดํารงตําแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ จํานวน ๒ คน และสาขารัฐศาสตร์
ท่านสมชายครับ เดี๋ยวมี ผู้ประท้วงท่านครับ เชิญจ่าประสิทธิ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้อง ประท้วงท่านประธานตามข้อ ๕ แล้วก็ประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๘ ตามข้อ ๕ ท่านประธานต้องควบคุมการอภิปรายให้เป็นไปตามข้อบังคับ ส่วนผู้อภิปรายตามข้อ ๔๓ เนื่องจากอภิปรายนอกประเด็นไปเยอะมาก ไปพูดถึงหน้าที่ของวุฒิสภาซึ่งมันไม่เกี่ยวกับ ประเด็นที่ได้สงวนไว้ ในส่วนของผู้อภิปรายนี้สงวนไว้นิดเดียวเองนะครับ ดังนั้นให้ประธาน วินิจฉัยด้วยครับ
ผมวินิจฉัยแล้วครับ พอดี ท่านสมชายท่านบอกท่านจะจบอยู่แล้วนะครับ เชิญท่านสมชายต่อครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผมด้วยความเคารพท่านประธาน ก็ถือโอกาสที่ต้องจําเป็นครับ ท่านประธาน เพราะมาตรา ๑๐ ก็เป็นหัวใจสําคัญครับท่านประธาน มันเกี่ยวโยงกับ การมีอยู่ของ ส.ว. เลือกตั้ง ๒๐๐ คน ที่ผมกราบเรียนท่านประธานแล้วว่าหลักการเป็นเช่นนั้น ทีนี้เอาพวก ส.ว. สรรหาอยู่เป็นติ่งมันจะเกิดปัญหาขึ้น ก็ถือโอกาสอธิบายว่ามันไม่ได้ซ้ําซาก วนเวียนครับ อันนี้ก็เป็นบุญกุศลแก่จ่าประสิทธิ์แกไปด้วยจะได้ฟังความรู้บ้างนะครับ ก็ขออนุญาตท่านประธานว่า
อย่างนี้ท่านสมชายครับ ถ้าท่านพูดอย่างนี้เดี๋ยวก็มีประท้วงอีก
การทํางานในสภา ต้องมีความรู้ครับท่านประธาน
ท่านจ่าประสิทธิ์ประท้วง ท่านอีกนะครับ คือเวลาท่านพูดท่านอธิบายเฉย ๆ ท่านอย่าไปกล่าว เชิญจ่าประสิทธิ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ผมเคารพในการตัดสินใจของ ประชาชน ประชาชนสุรินทร์บ้านผมเป็นคนฉลาด เพราะไม่เช่นนั้นคงไม่ได้เลือกผมมาเป็น ตัวแทน แต่ผมมาทําหน้าที่ในวันนี้ ผมมาทําหน้าที่แทนพี่น้องประชาชนคนสุรินทร์ และทําหน้าที่ตามข้อบังคับของสภา ผมประท้วง ๆ ทั้งข้อบังคับแล้วก็ไม่ได้ไปว่าอะไร ผู้อภิปราย เพียงแต่ว่าประท้วงเนื่องจากว่าให้อยู่ในวาระที่ตัวเองสงวนไว้เท่านั้นเอง อย่างนี้มาดูถูกผม มาเสียดสีผมไม่ได้ เท่ากับดูถูกคนสุรินทร์ของผมครับ ถ้าคนสุรินทร์โง่ เขาไม่เลือกผมหรอกครับ คนสุรินทร์ฉลาดครับ ขอบคุณครับ
ท่านสมชายครับ ท่านอยู่ ในประเด็นของท่านนะครับ ท่านอย่าได้ไปพาดพิงนะครับ เชิญครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน ผมก็มีญาติพี่น้องอยู่จังหวัดสุรินทร์เยอะ แล้วผมก็ว่าคนสุรินทร์ฉลาด แต่เพียง ที่ผมต้องพูด เพราะว่าท่านประท้วงผมหลายหนแล้ว ผมก็คิดว่าเรื่องที่เราพูดกัน ท่านประธานครับ ผมพูดกับท่านประธานมันเป็นเรื่องประชาธิปไตยในประเทศนี้จริง ๆ ครับ แล้วมันเป็นทางวิชาการทั้งสิ้น ผมไม่ได้มีเจตนาจะไปดูถูกหรืออย่างไรก็ตาม แต่ผมกราบเรียน ว่าการได้เรียนรู้ประชาธิปไตยร่วมกันด้วยการประชุมสภานี้มันจึงทําให้ไม่เกิดเรื่องเกิดราว ข้างนอกข้างถนนนะครับท่านประธาน ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า ทําไมถึงจําเป็น ที่ว่ามาตรานี้สําคัญครับท่านประธาน มาตรานี้สําคัญเพราะว่าท่านจะให้มี ส.ว. เลือกตั้ง ๒๐๐ คน ซึ่งกระผมก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร เพราะว่ามันผ่านหลายมาตราไปแล้ว แต่ผม กราบเรียนท่านประธานเพื่อให้กรรมาธิการได้ชัดเจนครับว่ามันขัดหลักการจริง ๆ ๑. มันขัด หลักการเพราะมันมีอยู่แล้ว รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ยังให้การรับรองอยู่ ท่านเขียนเกินครับ ท่านเขียนให้ผมอยู่ต่อ เหมือนผมจะวิงวอนให้อยู่ ผมไม่ได้อยากอยู่ครับท่านประธาน ไม่ได้ซีเรียสเลย อย่างมากก็กลับไปทําหน้าที่เป็นสื่อมวลชนเหมือนเดิม วิพากษ์วิจารณ์สภา ได้เหมือนเดิม อาจจะวิพากษ์วิจารณ์ได้มากขึ้นก็ได้นะครับท่านประธาน แต่ผมเรียนว่า เพราะอํานาจของวุฒิสภาที่มันอีหลักอีเหลื่อ ไหน ๆ จะเดินให้สุดซอยไปสู่การเลือกตั้งแล้วมัน ยังมีอํานาจท่านไม่ได้แก้ วันก่อนผมเรียนท่านกรรมาธิการไปแล้ว เรียนที่ประชุมแห่งนี้แล้วว่า ถ้าท่านแก้บทบาทอํานาจหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาเสียก่อน ให้มันอํานาจลดลงหรือให้มี อํานาจมากขึ้นกระผมจะไม่ติดใจ เพราะอํานาจหน้าที่มันสัมพันธ์กับคุณสมบัติ มันสัมพันธ์กับ การที่ได้มาซึ่งเลือกตั้งหรือสรรหา ผมกราบเรียนครับ คุณสมบัติแต่ละอย่างก็ต่างกัน ท่านประธานครับ ท่านประธานอาจจะมีคุณสมบัติกว่าผม ได้เป็นประธานวุฒิสภา แต่ท่านประธานก็ทราบใช่ไหมครับว่าคุณสมบัติของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการ การเลือกตั้ง กรรมการ ป.ป.ช. ก็แตกต่างกับคุณสมบัติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คุณสมบัติของคนจะเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารบก ก็แตกต่างกว่า เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย มันก็แตกต่างกว่าคนที่ไปเป็นตํารวจ มันก็แตกต่างกว่าคนที่ เป็นหมอ พยาบาล เพราะฉะนั้นคุณสมบัติมันกําหนดครับ วิธีการได้มาซึ่งจํานวนก็แตกต่างกัน
เข้าประเด็นเลยครับ เชิญเข้าประเด็นครับ
ก็ขอถือโอกาส อธิบายย่อ ๆ นะครับท่านประธานเรื่องนี้ เพราะมันมีหน้าที่อื่นตามกฎหมายที่กําหนดให้เรา ทําหน้าที่ ทั้งเรื่องเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ของรัฐ ทั้งหน้าที่ในเรื่องของการแต่งตั้ง ถอดถอนองค์กรอิสระ ที่ผมกราบเรียนท่านประธานไปวันก่อนว่ามันจะเกิดมาเฟียตัวใหม่ หรือผู้มีอิทธิพลที่เป็นด้วยหลายวาระ อย่างที่ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ผมเป็นคนได้สิทธิ ค่อนข้างแน่นอนเลยคนเดียว หรืออย่างมากก็อาจจะมีไม่กี่คนที่มาจากการสรรหาแล้วได้สิทธิ ในประการที่ ๑. ผมต้องหมดวาระแล้วครับ เหลืออีก ๓ ปี ๔ เดือนครับท่านประธาน แต่จู่ ๆ ผมได้สิทธิ ต้องเว้นวรรค ๑ วาระถ้าจะลง ส.ว. อีก หรือจะไปเป็น ส.ส. จะต้องเว้น ๒ ปี แต่ผมได้สิทธินั้นทันทีนะครับท่านประธาน ทันทีที่ท่านประธานแก้กฎหมายนี้เสร็จ ผมได้สิทธิลงสมัคร ส.ว. เลยครับ แล้วก็เป็นไม่มีวาระด้วย กราบเรียนท่านประธานว่า ท่านนายกรัฐมนตรีของผมยังถูกจํากัดแค่ ๒ วาระ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ผมตรวจดู รัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกาแล้ว ซึ่งมีการแก้ไขกันนานหลายปีกว่าจะแก้ได้ทีละมาตรา เขาไม่ได้ แก้รวบรัดแบบเรานะครับ เขายังให้ประธานาธิบดีเป็นได้แค่ ๒ สมัยเหมือนกัน เพราะฉะนั้น มันสัมพันธ์กันครับ นี่รวมถึงสิ่งที่เราผ่านไปแล้วและเป็นปัญหาครับท่านประธาน ยกตัวอย่างเพียงเล็กน้อยเพื่อประดับความเข้าใจกันนะครับ คุณสมบัติของ ส.ว. กับ ส.ส. ที่ท่านแก้ไขคราวนี้ มันใกล้เคียงกันมากท่านประธานครับ ต่างกันนิดเดียวครับ ส.ส. อายุ ๒๕ ปี ส.ว. อายุ ๔๐ ปี ส.ว. ไม่ต้องมีคุณสมบัติกํากับเรื่องวุฒิปริญญาตรี แต่ ส.ว. ต้องมี ส.ส. ไม่ต้องมี ทีนี้ ส.ว. เขตเลือกตั้งทั้งจังหวัด ส.ส. เขตเลือกตั้งเล็กกว่า แค่นั้นละครับ ท่านประธาน ที่ปัญหาในเรื่องคุณสมบัติ เสร็จแล้วข้อจํากัดตอนนี้เราไปแก้ทะลุหมดเลยครับ ตอนนี้คือสามารถเป็นสามี ภรรยา และบุตรได้ ยกตัวอย่างตัวเลขเพียงเล็กน้อย ไม่อ่านนะครับ ความจริงข้อมูลที่ผมมีรายชื่อท่าน ส.ส. ส.ว. สมัยปี ๒๕๔๓ และปี ๒๕๔๙ หมด
ท่านสมชาย ขอโทษนะครับ ท่านเอาเข้าประเด็นของท่านดีกว่านะครับ
ครับ ยกตัวอย่าง เพื่อให้เข้าใจนิดเดียวครับท่านประธานว่ามันสําคัญอย่างไรครับ ปี ๒๕๔๙ รับรอง ส.ว. ไปแล้ว ๑๘๐ คน ก่อนถูกปฏิวัติ เป็นบุคคลครอบครัวเดียวกัน สามี ภรรยา และบุตร ๓๙ คู่ เป็นเครือญาติอีก ๒๐ คู่ เป็นอดีต ส.ว. ส.ส. ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ๔๖ คน เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นเดิม ๑๕ คน ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ที่ยกตัวอย่างนี้ผมมี รายชื่อ มีสถิติหมด ท่านประธานจะให้ผมส่งให้ก็ได้นะครับ ความจริงมีหลายคู่ที่อยู่ในสภานี้ ก็มีนะครับ แต่ไม่เอ่ย เพราะว่าเดี๋ยวตอนนี้เป็น ส.ส. แล้ว มีรัฐมนตรีแล้ว เดี๋ยวจะมีแม่ หรือพ่อมาเป็น ส.ว. อีกก็จะครบพอดี เข้ากระบวนการครอบครัวการเมือง ปี ๒๕๔๓ ความจริงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ผมเรียนท่านประธานว่าดี
มีผู้ประท้วงท่าน จ่าประสิทธิ์
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้อง ประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๔๓ เนื่องจากว่าอภิปรายนอกประเด็น และท่านประธานก็ได้ กําชับแล้ว ก็ยังปฏิบัติเหมือนเดิม ดังนั้นถ้าเป็นอย่างนี้ ยังมีสมาชิกพวกเราอีกที่อยาก อภิปรายเยอะมาก อยากให้ท่านประธานช่วยเตือนผู้อภิปราย หรือไม่ก็ใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๔ ได้เลยครับ ขอให้ท่านประธานวินิจฉัยครับ
ผมวินิจฉัย ท่านสมชาย ท่านได้เข้าประเด็น และท่านได้ใช้เวลามาพอสมควรแล้วครับ จะ ๒๐ นาทีแล้ว ท่านจบ ได้แล้วครับ ขอให้ท่านสรุป เชิญครับ
ผมยังอยู่ในประเด็นครับ ท่านประธานผม ยังอยู่ในประเด็น แล้วก็สิทธิของผมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ท่านสมชาย ขอโทษที
ผมในฐานะผู้สงวน คําแปรญัตติ ยังใช้สิทธิตามข้อ ๙๙ ยังไม่จบครับท่านประธาน
ท่านใช้สิทธิแต่ว่าต้องให้ ตรงประเด็นที่ท่านได้ข้อสงวนไว้นะครับ
ผมหวังว่า ท่านประธานคงจะไม่ปิดอภิปราย ยกมือโหวต เอามาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ มาตรา ๑๓ เลยไหมครับท่านประธาน
ท่านว่าไปครับ
ยังใช่ไหมครับ ผมกลัวท่านประธานร้องไห้อีกนะครับ เป็นห่วง
ท่านถอนคําพูดเดี๋ยวนี้ ท่านถอนคําพูดนะครับท่านสมชาย
เมื่อวานนี้ ท่านประธานไม่ได้ร้องไห้ใช่ไหมครับ
ท่านอย่าได้พูดอย่างนี้ นะครับ
พอดีผมเห็นในคลิป วิดีโอ ผมก็เลยไม่แน่ใจ ผมห่วงท่านประธาน
ท่านถอนคําพูดนะครับ
ผมห่วงท่านประธาน ไม่ได้หรือครับ
ถอนคําพูดนะครับ
คําพูดว่าอย่างไรครับ ท่านประธาน
คําว่า เดี๋ยวประธานร้องไห้ อีก ท่านถอนคําพูดเสีย
ผมเห็นท่านประธาน สะอึกสะอื้น อย่างนั้นผมขอถอนครับ ผมเป็นห่วงประธานครับ
อย่างนี้ดีมาก การถอน เป็นมารยาทที่ดีครับ
ผมเป็นห่วง ท่านประธาน เพราะทราบว่าท่านประธานความดัน ๑๗๕ ก็เป็นห่วง เดี๋ยวท่านประธาน ความดันสูงนะครับ เวลาผมพูดกันดี ๆ กับท่านประธาน ท่านประธานก็รับฟังหน่อยสิครับ ต้องกราบเรียนอย่างนี้ท่านประธาน ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ในรายงานซึ่งผมต้อง ยืนยันว่าเป็นรายงานที่ดีที่สุดฉบับหนึ่ง ถึงแม้จะไม่ดีที่สุดทั้งหมด ชื่อว่าระบบรัฐสภา และกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาที่เหมาะสมสําหรับประเทศไทย จัดทําโดย หลักสูตร ประกาศนียบัตรชั้นสูง การบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน รุ่นที่ ๗ สถาบัน พระปกเกล้า
ท่านยังไม่ได้ขออนุญาตผม ผมไม่อนุญาตให้อ่านนะครับ ท่านไม่ได้ขออนุญาตผม
ขออนุญาต ท่านประธาน ท่านประธานอนุญาตนะครับ เป็นรายงานทางวิชาการของสถาบันพระปกเกล้า
ท่านยังไม่ได้บอกขออนุญาต ผมครับ
ผมขออนุญาตครับ
ท่านอ่านเฉพาะเท่าที่จําเป็น นะครับ
เป็นรายงานของ สถาบันพระปกเกล้า และเป็นลิขสิทธิ์ของสถาบันพระปกเกล้า เมื่อปี ๒๕๕๑ ของนักศึกษา กลุ่มหนึ่งซึ่งประกอบด้วย สมาชิกวุฒิสภา จํานวน ๒ ท่าน รองเลขาธิการคณะกรรมการ การเลือกตั้ง ผู้บริหารระดับสูงของวุฒิสภา ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ของเลขาธิการ สํานักงานศาลรัฐธรรมนูญ และอีกหลายหน่วยงาน ผมไม่เอ่ยถึงนะครับ แต่ผมกราบเรียน ท่านประธานว่ารายงานฉบับนี้ได้ศึกษาเรื่องระบบรัฐสภาและกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิก วุฒิสภาที่เหมาะสมสําหรับประเทศไทย ซึ่งได้รับการให้พรีเซนต์ในที่ประชุม เคพีไอ คองเกรส (KPI Congress) ซึ่งท่านประธานก็เป็นกรรมการอยู่ด้วยนะครับ มันมีปัญหาที่ผมต้อง กราบเรียนว่าระหว่างเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และ รัฐธรรมนูญเก่า ๆ ก่อนหน้านั้นที่มีที่มาของสมาชิกวุฒิสภา เราพบครับว่าตอนที่เป็น รัฐธรรมนูญเก่า ๆ นั้นเราแต่งตั้งและเราเกิดปัญหา และเราก็เปรียบเทียบกับ นานาอารยประเทศ ไม่ว่าจะเป็นของประเทศอังกฤษ ของประเทศฝรั่งเศส ของ ประเทศเบลเยี่ยม ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งท่านประธานเชื่อไหมครับ ท่านประธานก็ไป ประเทศอังกฤษ พวกผมไปประเทศอังกฤษมาพบกับคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายของ อังกฤษ แล้วก็ที่ประชุมวุฒิสภา ท่านประธานวุฒิสภากําลังจะกลับมาแก้ไขการแต่งตั้ง เฮาส์ออฟลอร์ด (House of Lord) ที่มาจากการแต่งตั้งล้วน ๆ ประเทศอังกฤษเป็นต้นแบบ ประชาธิปไตยที่ประเทศไทยไปลอกมา ให้เป็นแบบระบบผสมครับ คือให้มีการเลือกตั้ง ส่วนหนึ่งเข้ามาจากผู้ทรงคุณวุฒิ แบบเดียวกับที่ไทยเป็นต้นแบบ แล้วก็มาจากการแต่งตั้ง ส่วนหนึ่ง แต่ยังคงอีก ๓ วิธีการแบบเดิมไว้ผสมกัน ในวุฒิสภาของเขานะครับ ท่านประธานครับ เขามีหน้าที่เสนอกฎหมายได้ด้วย หลายท่านเคยไปดูงานครับ ในประเทศโปแลนด์ ในประเทศสหรัฐอเมริกา เสนอกฎหมายได้ ผมกราบเรียนท่านประธานและกรรมาธิการ ไปแล้วครับว่าเราไม่ได้แก้ไขเรื่องบทบาทอํานาจหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา แต่เราไปแก้ไข ที่มาและยังให้สมาชิกวุฒิสภาแบบสรรหายังคงอยู่ มันขัดกันครับท่านประธาน มันขัดกัน อย่างสิ้นเชิงและมันทําให้มันไม่สุดซอย ผมกราบเรียนว่าถ้าเรามั่นใจว่าประเทศเรา จะเดินหน้าเป็นประชาธิปไตยและอ้างหรือยืนยันว่ามาจากเสียงเลือกตั้งของประชาชน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว เราต้องเดินหน้าเต็มที่ครับท่านประธานครับ ผมสนับสนุนครับว่า ถ้าจะให้มี ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คน ท่านทําไปเลย ผู้สงวนคําแปรญัตติ ไม่ได้ ท้าครับ มีอยู่ ๓-๔ ท่าน ผมอ่านชื่อแล้ว ท่านจะให้โหวตชนะไปผมก็ไม่ได้ว่ากระไร แต่ผมเพียงแต่บอกว่าเมื่อท่านทําแล้วมันขัด อันนั้นผมก็ต้องไปร้องศาลตามปกติ ผมยังสนับสนุนอีกครับว่าถ้าเราเห็นว่าการเลือกตั้งดีที่สุดและเป็นคําตอบสุดท้ายของ ประชาธิปไตย ท่านต้องทําหลายเรื่องครับ ข้อเสนอดี ๆ แบบนี้เสนอผ่านท่านกรรมาธิการ และท่านประธานไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี เช่น การเสนอให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ทั่วประเทศ การกระจายอํานาจอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของจังหวัดจัดการตนเอง การเลือกตั้งอีกหลายส่วนครับ เพราะฉะนั้นท่านต้องปรับปรุงกฎหมายนะครับ ใช้ข้อเสนอ ของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายก็ได้ ใช้ข้อเสนอของนักวิชาการงานหลายส่วนก็ได้ที่เคย ศึกษาไว้ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นะครับ ผมกราบเรียนว่า มันมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ท่านยังทําไม่สุดซอย กระผมจึงมีความจําเป็นที่ต้องออกมาเสนอว่า ท่านกรรมาธิการครับ อยากให้ท่านกรรมาธิการพิจารณาด้วยความรอบคอบจริง ๆ ไหน ๆ เราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว ซึ่งผมเคยยืนยันกับท่านประธานในที่นี้แล้วและที่ประชุมแล้ว ครับว่า วันหนึ่งประเทศไทยจําเป็นต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ร่วมกัน เมื่อสังคมตกผลึก ด้วยกัน ผมไม่อยากเห็นการฆ่าฟัน ผมไม่อยากเห็นคนเป็นสีเหลือง สีแดง สีหลากสี สีอะไร ก็ตาม แล้วเกลียดชังกัน เรามีตัวอย่างหลายประเทศที่เราเลือก แต่เราเลือกใช้ไม่หมดครับ เราเลือกแค่บางส่วนที่เป็นประโยชน์กับส่วนตน มันจึงเกิดปัญหาเช่นนี้ ท่านประธาน เรามีเสียงข้างมากในสภา และเราเลือกแก้ไขรัฐธรรมนูญแค่บางเสี้ยว บางส่วน บางตอน มันไม่จบความจริง ๆ ครับท่านประธาน ท่านแก้วันนี้ได้ ท่านมีเสียงข้างมาก ซึ่งผม กราบเรียนแล้วว่าเสียงข้างมากกําหนดความแพ้ ชนะ ในวุฒิสภาได้ ในรัฐสภาได้ กําหนด เสียงแห่งชัยชนะได้ แต่เสียงข้างมากไม่สามารถกําหนดความถูกต้องได้ วันหนึ่งก็จะ เกิดปัญหาครับท่านประธาน ท่านประธานคิดดูสิครับว่าวันหนึ่งถ้าเสียงข้างมากเปลี่ยนข้าง และแก้ไขรัฐธรรมนูญกลับอีกข้างหนึ่ง พวกผมจะทําอย่างไรครับ ผมยังค้างอยู่ในสภาอยู่ ๗๓ คน แล้วท่านบอกว่าถ้าอย่างนั้นแก้ไขให้ ส.ว. เลือกตั้งหมดไปและกลับมาเป็นสรรหาหมด ๒๗๓ คน ไม่ยุ่งเหยิงตายหรือครับ ปัญหาแค่นี้ก็ยุ่งอยู่แล้วครับ ตอนนี้เรามีสมาชิก อยู่ ๖๕๐ คน ท่านประธานทราบไหมครับว่ามีเก้าอี้อยู่กี่ตัว เก้าอี้พร้อมเครื่องกดบัตรมี ๗๐๐ ตัวเองครับ ท่านประธานเอา ๕๐๐ บวกกับ ๒๐๐ บวกกับ ๗๓ ที่เหลือ ๗๗๓ คน ท่านประธานครับ ต้องทําเก้าอี้เสริมข้าง ๆ นี้นะครับท่านประธาน ที่กดบัตรทําอย่างไรครับ กดบัตรแทนกันก็ไม่ได้นะครับเพราะมันไม่พอแล้ว ต้องโหวตขานรายชื่อ ยังไม่พอครับ ท่านประธาน
มีคนประท้วงครับ มีคนประท้วงอีกแล้วครับ คือความจริงท่านควรจะจบตั้งนานแล้วนะครับ วนไปไม่รู้ กี่รอบแล้ว เชิญผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ด้วยความเกรงใจ ท่านประธาน ด้วยความเกรงใจท่านสมาชิกที่อยู่ในห้องประชุมทุกท่านนะครับ ผมต้อง ประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๔๓ เหมือนเดิม ดังนั้นให้ท่านประธานวินิจฉัยได้แล้วครับ เพราะว่านอกประเด็นไปเยอะมากครับ ขอบคุณครับ
ท่านสมชาย ท่านกรุณาให้ สรุปภายในนาที ๒ นาที นะครับ เพราะว่าเดี๋ยวผมจะได้ให้ทางท่านวิทยาท่านนั่งรอนานมาก นะครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผมอยู่ในประเด็นครับ แล้วผมเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ผมอภิปรายนั้น
ประเด็นอะไรท่านครับ ท่านอย่าเถียงสิครับ ท่านพูดวนจนผมจดจํา นี่ผมจดไว้แล้ววนกี่รอบแล้วนะครับ
วนกี่รอบครับ ท่านประธาน
ท่านครับ ท่านวนมา ๕ รอบ แล้วนะครับ
วน ๕ รอบนะครับ ดีครับ ผมตอนนี้ผมชอบเวียนเทียนครับ
ท่านกรุณาจบ ไม่จบ ผมไม่ให้ท่านพูดนะครับ
ก็ขออนุญาตกรุณา อย่างนี้ท่านประธานครับ ผมอยู่ในประเด็น แล้วผมคิดว่าสิ่งที่ผมจะพูดก็ไม่ยาว ไม่ยาวหรอกครับ มันก็จะจบอยู่แล้ว ถ้าไม่ประท้วงเยอะ ๆ นี้ ก็ไปได้นะครับท่านประธาน จําเป็นต้องอธิบาย เพราะมันจะเกิดปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่แค่ที่นั่งเล็ก ๆ นี้นะครับ ที่นั่งของสมาชิกรัฐสภา เวลาประชุมร่วมกันของรัฐสภานี้นะครับ มัน ๗๐๐ กว่าที่ มันไม่พอจริง ๆ ครับ มันมีเก้าอี้แค่ ๗๐๐ ที่ ท่านประธานก็ยังสร้างสภาใหม่ไม่เสร็จ ท่านประธานทราบใช่ไหมครับว่าสมาชิก วุฒิสภาแต่ละท่านใช้เงินงบประมาณแผ่นดินนี้เฉลี่ย รวมถึงมีเจ้าหน้าที่คอยบริการ มีค่าใช้จ่ายทั้งหมดนี้ ท่านประธานเป็นประธานของวุฒิสภาทราบดีครับ เฉลี่ยหัวละ ๑๐ ล้านบาทครับ ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานแก้ไข ตอนนี้เรามีอยู่ ๑๕๐ คน ก็ประมาณ ๑,๕๐๐ ล้านบาท ท่านแก้ใหม่เป็น ๒๐๐ คน ผมก็ว่าโอเคครับ เป็น ๒,๐๐๐ ล้านบาท แต่แก้แล้วยังให้มีอีก ๗๓ คนนี้ ท่านต้องเปลืองเงินงบประมาณอีกปีละ ๗๓๐ ล้านบาท ๓ ปี เงิน ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธาน ไม่มีความจําเป็นครับ ไหน ๆ เราจะแก้แล้ว พ้นไปเลยครับ ท่านประธาน ให้สุดซอย ให้มีแต่ ส.ว. เลือกตั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นี้ก็ทําไป ผมไม่ได้ติดใจอะไร เพียงแต่ผมขอกราบเรียนว่ามันขัดหลักการ มันขัดหลักการ ตั้งแต่ต้น เพราะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอํานาจ มันเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอํานาจไม่พอ ท่านยังไปเขียนซ้ําไว้อีกมาตรา ๑๐ เขียนเกินหลักการเข้ามาอีก เขียนให้พวกผมอยู่ต่อ ทั้ง ๆ ที่ท่านมีเหตุผลและหลักการชัดเจนว่าให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง อันนี้มันเขียนขัดกันเองครับท่านประธาน เรารีบร้อน เราร้อนรนหรืออย่างไรไม่ทราบนะครับ ก็ฝากท่านกรรมาธิการ ผมอยากเห็นท่านแก้ไขกฎหมายให้เป็นที่ประจักษ์กับสังคมว่า แก้ด้วยความรอบคอบสุขุมเป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง มิได้เป็นประโยชน์ กับส่วนตน ว่านเครือและพวกพ้องนะครับ ผมกราบเรียนสุดท้ายครับ ท่านประธานครับ อยากยกข้อความเห็นและข้อเสนอแนะเรื่องร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งส่งถึงท่านประธานแล้ว เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ มาตรานี้ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเห็นว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มีเจตนารมณ์ที่จะสร้างความโปร่งใส และสร้างดุลยภาพในฝ่าย นิติบัญญัติ โดยกําหนดให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีหน้าที่สําคัญในการตรวจสอบและ การกลั่นกรองกระบวนการนิติบัญญัติ รวมถึงการพิจารณาเลือกแต่งตั้ง ให้คําแนะนํา หรือให้ ความเห็นชอบให้บุคคลดํารงตําแหน่งในองค์กรต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ และการถอดถอน บุคคลออกจากตําแหน่ง วุฒิสภาจึงควรมีความเป็นกลางปราศจากการแทรกแซง ทางการเมือง ดังนั้นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญดังกล่าว จึงควรคํานึงถึงเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญประกอบด้วย การยกเลิกข้อห้ามทั้ง ๓ กรณีดังกล่าว มีลักษณะที่เอื้อประโยชน์ ให้กับผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองต่าง ๆ สามารถมาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา ได้ทันที เช่นนี้ย่อมเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญดังกล่าวแล้วข้างต้น ซึ่งจะส่งผล กระทบต่อดุลยภาพของรัฐธรรมนูญโดยภาพรวม อีกทั้งยังเป็นการเอื้อให้ผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองต่าง ๆ อาจเข้าแทรกแซงและครอบงําวุฒิสภาได้ เป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้สมาชิกวุฒิสภามีความเป็นกลาง โปร่งใส และปลอดจาก การแทรกแซงใด ๆ ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ด้วยความเป็นห่วงนะครับว่าเรากําลัง มีปัญหาในมาตรา ๑๐ ที่เราแก้ไขเกินหลักการ และยังคงให้สมาชิกวุฒิสภาสรรหาอยู่นะครับ ถึงแม้ว่าท่านกรรมการปฏิรูปกฎหมายท่านจะมีความเห็นว่าเห็นด้วยที่ให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมา จากการสรรหาเท่าที่เหลืออยู่ ยังคงมีสมาชิกภาพอยู่ต่อไปจนกว่าครบวาระตามบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้ แต่ไม่เห็นด้วยที่จะให้ได้กําหนดข้อห้ามในการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการพิจารณาให้บุคคล ดํารงตําแหน่งหรือถอดถอนบุคคลใดออกจากตําแหน่งตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ เนื่องจากหลักการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น การดําเนินการแก้ไขจะต้องไม่ส่งผลให้สถาบัน การเมืองไม่สามารถทําหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ได้ เว้นแต่เป็นกรณีความจําเป็นของ ระยะเวลานั้น อันนี้ความจริงอยู่ในมาตรา ๑๓ แต่ผมพูดเพียงเล็กน้อยแล้วจะจบแล้วครับ ดังนั้นการห้ามสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากการสรรหา ซึ่งย่อมมีสถานะเหมือนสมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้งไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการพิจารณาให้บุคคลดํารงตําแหน่ง หรือถอดถอนบุคคลใดออกจากตําแหน่งตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญนี้น่าจะขัดกับหลักการ ดังกล่าวข้างต้น ผมกราบเรียนท่านประธานว่า อันนี้เดี๋ยวผมจะไปพูดในมาตรา ๑๒ ซึ่งเป็น ประเด็น แต่ว่าในส่วนของมาตรา ๑๐ ท่านบัญญัติให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีสมาชิกภาพอยู่ ในวันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ยังมีสมาชิกภาพอยู่ต่อไป และปฏิบัติหน้าที่สมาชิกวุฒิสภา ต่อไป ผมกราบเรียนท่านประธานและท่านประธานคณะกรรมาธิการครับว่าเป็นการแก้ไข ที่เกินหลักการ เพราะท่านต้องการให้มี ส.ว. มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น แล้วพอแก้ไขเกิน หลักการและรวมถึง
เอาละไม่ต้องประท้วง เขาจะจบแล้ว
ในส่วนที่เกี่ยวข้อง กับรัฐธรรมนูญปัจจุบันบัญญัติอยู่ ผมคิดว่ามันเป็นประเด็นปัญหา ก็อยากให้ท่านกรรมาธิการ พิจารณาว่าจะให้เป็นไปตามผู้สงวนคําแปรญัตติตัดไปเลยก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร ท่านก็ว่าไป ส่วนให้คงไว้มันขัดทั้งรัฐธรรมนูญเดิมและมันขัดทั้งมาตรา ๑๐ ที่ใส่เกินหลักการ ก็เรียน ท่านประธานเพื่อขอให้กรรมาธิการได้ดําเนินการให้ถูกต้อง ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับที่จบได้นะครับ ไม่ต้องประท้วงนะครับ เดี๋ยวให้ประธานคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงนะครับ ท่านวรชัย มีอะไรครับ ผมกําลังจะให้ประธานคณะกรรมาธิการ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในมาตรา ๑๐ ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรา ๑๐ ผมเห็นท่านหลายท่านอภิปรายเรื่องเดียวนิดเดียวครับ คือสมาชิกวุฒิสภาจะสิ้นสุดเมื่อไร แล้วก็อยู่ถึงวันไหนแค่นั้นเอง และหลายท่านอภิปราย ผมว่าพี่น้องประชาชนและพวกเราเข้าใจแล้วครับ ท่านประธานครับ ผมว่าพอแล้วครับ แล้วก็ ซ้ําซาก เพราะฉะนั้นผมว่าในเมื่อพวกเราเข้าใจแล้ว ผมขอเสนอปิดอภิปรายครับ ท่านประธานครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ
เดี๋ยวท่านวรชัย ผมยัง ไม่อนุญาต ไม่ได้ครับ อย่าเพิ่งเสนอครับ ขอความกรุณานะครับ อย่าเพิ่งเสนอเลยครับ ยังไม่มีผู้รับรองครับ ไม่ต้อง ผมขอความกรุณาครับ ผมเปลี่ยนแนวใหม่ ผมเอาอย่างนี้ ผมจะ ให้พรรคประชาธิปัตย์อภิปรายทีละ ๒ คน ส.ว. คนเดียว เพราะขณะนี้ ส.ว. เหลือ ๓ คน แล้วพรรคประชาธิปัตย์ที่ให้ผมมา ๗ คน ท่านวรชัยครับ ขอผมดําเนินการต่อไปได้ไหมครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม วรชัย เหมะ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เป็นเอกสิทธิ์ของผมครับ แล้วที่ผมเสนอนี่ผม เห็นว่าพอแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมเห็นตั้งแต่เช้าแล้วครับท่านประธาน ผมจึงเสนอ ขอปิดอภิปรายครับ ท่านประธานครับ แต่ว่าถ้ามีการอภิปรายอยู่ในเนื้อหา อยู่ในประเด็น ซ้ําซากผมไม่ว่ากันครับ ถ้าท่านประธานปล่อยให้ลากยาวอย่างนี้ ผมยืนยันตามสิทธิครับ
ไม่เป็นไร ผมขอร้องไม่ต้อง นะครับ เดี๋ยวผมจะให้ท่านวิทยา
ถ้าอย่างนั้นถ้าท่านประธานรับรองผมยอมครับ ยอมถอนครับ
ผมพยายามจะควบคุม นะครับ พยายามจะควบคุม เอาท่านประเสริฐก่อนดีกว่า ท่านประเสริฐเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เมื่อตอนเช้าก่อนที่ท่านประธานจะดําเนินการในมาตรา ๑๐ ต้องขออนุญาตเอ่ยนาม คือคุณหมอสุกิจก็ได้กราบเรียนท่านประธานแล้วว่าพวกเรา ในมาตรานี้มีผู้ที่จะอภิปรายร่วม ๆ ๓๐ ท่าน ตอนนี้ก็แจ้งชื่อเพิ่มอีกครับ พวกผมนี่รวมแล้ว มากกว่า ๓๐ ท่านนะครับ ทีนี้ยังไม่ได้อภิปรายกันเลย แล้วจะไปบอกว่าวนเวียน ซ้ําซาก พวกผมเพียงลุกขึ้นมาอยู่เพียง ๒ ท่านเองครับ มีอีกประมาณ ๓๐ ท่าน ยังไม่ได้เอ่ยปาก แม้แต่คําเดียวเลยจะรู้อย่างไรครับว่าซ้ําซาก จะรู้ตรงไหนครับ แล้วก็ใช้วิธีอย่างนี้นะครับ ปิดปาก ปิดปาก ปิดปาก เสนอปิดอภิปรายถูกข้อบังคับ แล้วทําอย่างไรครับอย่างนี้ จะเอาจบ เช้านี้เลยหรือครับ จบเที่ยงนี้หมดเลยใช่ไหมครับถึงมาตรา ๑๓
ขอชี้แจงหน่อยครับ ท่านครับ ความจริงแล้วถ้าอภิปรายอยู่ในประเด็น อย่างท่านสมชายผมเตือนท่านหลายหนแล้ว มีผู้ประท้วงหลายหน ขอความกรุณา ถ้าสมมุติอภิปรายไปอยู่ในประเด็นกี่คนก็ได้ เพราะท่านสุกิจบอกผมแล้ว ๒๘ คน ผมจดไว้ ผมกําลังเปลี่ยนแล้ว ส.ว. เดิมทั้งหมด ๘ คน แต่พรรคประชาธิปัตย์ส่งมา ๓ คน ถ้าอย่างนั้นเอา ๑ : ๒ แต่เวลานี้มาแล้ว ๑๐ คน ผมเปลี่ยนเป็นทางนี้ ๒ ทางโน้น ๑
ไม่เป็นไรครับ ๑ : ๑ ก็ได้ ไม่มีปัญหา
ผมว่าเอา ๒ : ๑ ดีกว่า
แต่ผมว่า ประเด็นนี้ท่านประธานไม่จําเป็นต้องเถียงกับผม เพราะว่า ๑ : ๑ หรือ ๑ : ๒ ไม่มีปัญหา อะไร ๑ : ๑ ก็ว่าไป ข้างไหนจบก่อนก็จบ บางเรื่องเราไม่ต้องเถียงกัน บางเรื่องก็ควรเถียงกัน แล้วประเด็นของท่าน ส.ว. สมชาย เท่าที่ผมฟังก็ไม่ได้วนตรงไหน ผมฟังแล้วได้เนื้อหา ได้สาระด้วยซ้ําไป ได้เป็นประโยชน์กับประชาชน
นั่งได้ ผมถามคนแปรญัตติ นะครับ ยกเว้นคนที่เสนอนะครับ เชิญท่านวรชัยครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม วรชัย เหมะ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา พูดจริง ๆ ครับท่านประธาน ผมไม่เคยลุกขึ้นประท้วงเท่าไร ถ้าไม่เห็น ว่าเหตุการณ์ไม่รุนแรงเกินไป แต่ว่าวันนี้ผมนั่งฟังเรื่องนิดเดียวจริง ๆ ครับ เรื่องสิ้นสมาชิกภาพ ของวุฒิสภาว่าวันไหน แต่บางท่านอภิปรายครึ่งชั่วโมงครับท่านประธาน แล้วอภิปรายโยกโย้ และประเด็นมีนิดเดียว เพราะฉะนั้นที่ผมบอกว่ามันสมควรแล้ว ประเด็นมีแค่นี้เอง เพราะฉะนั้น ที่ผมเสนอไป แล้วก็ท่านประธานได้บอกว่าให้เคารพข้อบังคับ อภิปรายตามข้อบังคับ ผมจึงถอนด้วยความเคารพท่านประธาน แต่ว่าถ้ามีการอภิปรายอย่างนี้ นอกประเด็นอย่างนี้ แล้วก็ใช้เวลายาวนานอย่างนี้ผมก็ขอยืนยันต่อไปอีกครับท่านประธาน ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป ผมก็ยืนยันลุกขึ้นเสนอปิดอภิปรายแน่นอนครับท่านประธาน ตอนนี้ผมถอนแล้วครับ ท่านประธานครับ
ผมขอนะครับ ขออย่าเพิ่ง ปิดนะครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผมถอนแล้วครับ
ขอบคุณมาก พอดีมีผู้มีเกียรติ ได้มาเยี่ยมชม เวลาผมพูดไปนอกจากคนชมทางบ้าน คนฟังวิทยุ และมีผู้มีเกียรติที่เป็น ผู้นําท้องถิ่นและคณะบุคคลจากตําบลทุ่งนาเลา อําเภอคอนสาร และผู้นําท้องถิ่นและบุคคล จากตําบลผักปัง อําเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ได้มาเยี่ยมชม รัฐสภายินดีต้อนรับนะครับ ให้คนใช้สิทธิพาดพิงก่อนนะครับ เชิญท่านสมชายครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ที่ต้องลุกขึ้นมาใช้สิทธิ พาดพิงกับท่านประธานดังนี้ครับ ผู้ประท้วงเมื่อสักครู่กล่าวหาว่าการอภิปรายซึ่งมีประเด็น เล็กนิดเดียว วกวน ซ้ําซาก ผมคิดว่าผมอภิปรายอยู่ในประเด็นครับท่านประธาน ชัดเจนครับ เป็นการทําหน้าที่ตามสิทธิในการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งมาตรา ๓ ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ และข้อ ๙๙ ที่ระบุอย่างนี้ครับท่านประธาน อ่านสั้น ๆ ครับ ในการพิจารณา ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ให้รัฐสภาพิจารณาเริ่มต้นด้วยชื่อร่าง คําปรารภ แล้วพิจารณาเรียงลําดับมาตรา ให้สมาชิก รัฐสภาอภิปรายได้เฉพาะถ้อยคําหรือข้อความที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมหรือที่มีการสงวน คําแปรญัตติ หรือที่มีการสงวนความเห็นไว้ ท่านประธานครับ ผมอภิปรายอยู่ในประเด็น ที่ผมสงวนคําแปรญัตติและที่มีการสงวนความเห็นไว้ครับท่านประธาน เรื่องนิดเดียว ทําไมเรา ต้องเอามาเข้าที่ประชุมรัฐสภาล่ะครับท่านประธาน ท่านกําลังพูดเรื่องใหญ่ของประเทศ ท่านเปลี่ยนโครงสร้างประเทศ ท่านเปลี่ยนโครงสร้างสมาชิกวุฒิสภา ไม่พูดกันได้อย่างไรครับ ท่านประธาน
เอาอย่างนี้ ท่านสมชาย ท่านประท้วง ผมรู้แล้วนะครับ
ก็ผมใช้สิทธิชี้แจง เพราะพาดพิงนะครับท่านประธาน ไม่ได้ประท้วงท่านประธาน ผมต้องชี้แจงเพราะว่าผู้ฟัง ทางบ้าน ผู้ชมทางบ้านก็ดูอยู่เหมือนกันครับ เดี๋ยวจะเข้าใจประชาธิปไตยแบบผิด ๆ ครับ ท่านประธาน
ขอบคุณมาก
การใช้สิทธินั้น เป็นการใช้สิทธิตามระบอบประชาธิปไตย อธิบายความครับท่านประธาน ส่วนกรรมาธิการ เห็นต่าง ท่านประธานคณะกรรมาธิการก็อธิบาย ที่ประชุมไม่เห็นด้วยกับผม ท่านอยากให้คง อยู่ ส.ว. เลือกตั้งกับสรรหาอยู่ด้วยกัน เกินเป็น ๒๗๓ คน ท่านก็ลงมติไป หรือท่านเห็นด้วย กับผู้สงวนคําแปรญัตติให้ตัดออกก็ตัดไปเลย ผมก็พ้นหน้าที่ก็ไม่มีปัญหาอะไรท่านประธาน แต่ว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ที่ผมกราบเรียนว่าจําเป็นต้องอธิบายครับท่านประธาน
เพราะผมก็เคยบอกท่านแล้ว ว่าท่านพูดซ้ําวนนี่นะครับอย่างน้อย ๕ ครั้งนะครับ เรื่องนี้ผมก็พูดไปแล้ว ท่านถอดเทปดู จากชวเลขก็ได้ ทางนี้เอาสักคนเดียวครับ เอาใครดี เอาท่านจุฤทธิ์ดีกว่านะครับ คนเดียวครับ
(นายจุฤทธิ์ ลักษณะวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
เชิญท่านจุฤทธิ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ก่อนอื่นก่อนที่ท่านประธานจะให้ผมพูดคนเดียว ผมต้องขอประท้วง ท่านประธานก่อนครับ สมาชิกที่ใช้เอกสิทธิ์ในการลุกขึ้นยืนและยกมือขึ้นเหนือศีรษะนี้ครับ ทุกท่านมีสิทธิประท้วงหมดละครับ เพราะผมเองก็ไม่ทราบว่าสมาชิกท่านอื่นจะประท้วง ประเด็นอะไร เพราะฉะนั้นท่านต้องให้สิทธิท่านอื่นด้วย นั่นคือประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ครับ เมื่อสักครู่นี้มีสมาชิกท่านหนึ่ง ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านวรชัย ท่านบอกว่าถ้ายังมีการอภิปรายลักษณะนี้ ท่านบอกว่าจะปิดอภิปราย แล้วท่านประธาน บอกว่าท่านขอร้อง ท่านขอร้องนี่ใช้ข้อบังคับข้อไหนครับ ท่านขอร้องสมาชิกหรือครับ สมาชิกจะขอปิดอภิปรายเมื่อสักครู่เห็นมีการยกมือรับรองญัตติเรียบร้อยแล้วด้วย ท่านต้องให้ถอนนะครับ ท่านต้องให้ถอน และที่สําคัญครับ ผมเรียนถามว่าท่านประธาน ใช้ข้อบังคับ
เดี๋ยวท่านจุฤทธิ์ครับ คือท่านวรชัยใช้ข้อบังคับ ข้อ ๓๒ ครับ ท่านไม่ต้องย้อนผมเลยนะครับ เขาถอนแล้ว เมื่อสักครู่นี้เขาบอกเขาถอน แต่เขาบอกว่าถ้าเกิดมีอภิปรายที่ซ้ําชากอย่างนี้อีกเขาจะขอ ปิดอภิปราย ฟังด้วยกันก็น่าจะรู้อยู่แล้วนะครับ
ท่านประธานครับ ถ้าอย่างนั้นผมต่ออีกเรื่องสุดท้ายครับ ประเด็นก็คือผมได้แปญัตติมาตรานี้ ไว้ด้วยครับ มาตรา ๑๐ ท่านวรชัยทราบได้อย่างไรผมจะอภิปรายอย่างไร ซ้ําซาก หรือไม่ซ้ําซาก ท่านมาพูดอย่างนี้คล้าย ๆ ว่าจะขู่ผมครับ ขู่ว่าต่อไปถ้าฝ่ายค้านอภิปราย พูดคําว่า ส.ว. สรรหาอีก จะปิดอภิปราย พูดคําว่า ส.ว. เลือกตั้งอีก จะปิดอภิปราย ก็เรา กําลังแก้เรื่องถึงที่มาของ ส.ว. เราก็ต้องพูดถึง ส.ว. สิครับ ต้องพูดถึงวุฒิสมาชิก จะให้ผมไป พูด ส.ส. หรือครับ
ท่านจุฤทธิ์ครับ ของท่านนี้ อยู่ในบัญชีผมอยู่แล้วนะครับ ท่านคนที่ ๓ ท่านไม่ต้องหรอกครับ ทําไมผมจะไม่กล้าชี้ คุณบุญยอด ผมชี้หน้าได้เลย เชิญครับ
ท่านประธานครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ แบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ซึ่งผู้ที่ทําหน้าที่ประธานรัฐสภาชี้หน้าผมได้ ชี้เลยครับ
ท่านครับ เพราะไม่อย่างนั้น ผมชี้ไม่ถูกคน ผมต้องชี้ท่านถูกไหมครับ
ขอบคุณครับ ชี้หน้าได้ครับไม่เป็นไร ไม่มีปัญหาครับ ไม่ต้องกลัวผมครับ ผมลุกขึ้นประท้วง เพราะข้อเท็จจริงของสภาแห่งนี้ไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริงครับ เมื่อสักครู่ผมหันไปดูครับ ในขณะที่ท่านวรชัย เหมะ ลุกขึ้นขอเสนอญัตติปิดอภิปรายมีคนสนับสนุน ๒ คน คนหนึ่ง เป็นคนหัวขาวครับ อีกคนหนึ่งเป็นใครผมจําไม่ได้ ผมขอย้ํานะครับว่านี่คือข้อเท็จจริงครับ ผมถามว่าการเสนอญัตติต้องมีสมาชิกรับรองกี่คนครับ การเสนอเมื่อสักครู่ ผมเห็นว่าไม่ใช่ การเสนอญัตติที่ถูกต้อง ดังนั้นจึงขอให้บันทึกให้ถูกต้องครับ ผมอยู่กรรมาธิการกิจการ สภาผู้แทนราษฎร ผมต้องตรวจบันทึกการประชุม เดี๋ยวก็ต้องไปนั่งแก้กันอีกครับ เพราะฉะนั้นขอย้ํานะครับ ๑. การขอเสนอญัตติเมื่อสักครู่ไม่เป็นญัตติ เพราะฉะนั้น ก็ไม่ต้องถอนนะครับ ท่านเองตอนแรกท่านก็ตัดสินอย่างนั้นไปแล้วด้วยซ้ํา มีคําอยู่ ๒-๓ คํา ที่ท่านพูดว่าผู้ที่รับรองยังไม่ครบ ท่านก็พูดอย่างนั้น สุดท้ายท่านก็มากลับอีก
ประเด็นที่ ๒ นะครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่แปรญัตติและสงวนคําแปรญัตติไว้ ผม ต้องได้สิทธิและผมไม่เคยขอร้องต่อสิทธินี้ ไม่ต้องอ้อนวอนขอ ไม่ต้องคุกเขาขอใคร เพราะมันเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งท่านก็ไม่ได้แก้ คําที่ผมตัดออกนี้ก็คือสิ่งที่กรรมาธิการ ทําผิดหลักการที่ขอเข้ามา และเขียนกฎหมายไม่รู้เรื่อง เขียนแล้วทําไม่ได้ ทําไม่ได้จริง ผมก็ต้องมีสิทธิพูดครับ ผมไม่อ้อนวอนขอใคร ผมไม่คุกเข่าขอใคร เพราะผมมีสิทธิ เพราะผม เป็นตัวแทนของประชาชนครับ
เป็นสิทธิของท่านอยู่แล้วนะครับ เดี๋ยวฝ่ายทางพรรคเพื่อไทยนะครับ เดี๋ยวให้ทางฝ่ายนี้บ้างครับ
ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ ที่ท่านประธานได้ให้ผมได้พูดในฐานะที่สลับกันนะครับ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่มี ท่านผู้อภิปรายแล้วก็พาดพิงมาถึงคนหัวขาว ซึ่งในสภาก็มีไม่มาก แต่ผมคิดว่าคงไม่ใช่ผม เพียงแต่อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าต้องกราบขอบพระคุณท่านประธาน ที่พยายามจะประสานในสภานี้ให้เข้าใจกัน แล้วก็ขอให้คุณวรชัยนี่ถอนไป แล้วก็ถอนแล้ว ก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่า ผมในฐานะวิปฝ่ายรัฐบาลอยากเห็นเพื่อนที่มี ความคิดเห็นต่างนี้พูดได้เต็มที่จริง ๆ ครับ แล้วถ้าท่านจะเดินต่อก็เดินเลยครับ ไม่ต้อง ประท้วง ให้ท่านอภิปรายต่อเลยครับ แล้วขอความกรุณาเถอะครับว่าถ้าเรารักษากติกา ตามข้อบังคับนี้ ผมว่าภาพลักษณ์ของสภาจะดีครับ กราบขอบพระคุณครับ
เดี๋ยวผมอนุญาตผู้ประท้วง อีก ๒ ท่านนะครับ จะได้หมดแล้วครับ ท่านธนาและท่านธนิตพลนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมไม่สบายใจอย่างยิ่งครับที่ท่านประธานได้ปล่อยให้ เพื่อนสมาชิกลุกขึ้นมาข่มขู่การทําหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา ท่านประธานไปดูมาตรา ๑๒๒ ของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญสิครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็น ผู้แทนปวงชนชาวไทย ไม่อยู่ในความผูกพันแห่งอาณัติมอบหมายหรือความครอบงําใด ๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย
ท่านธนาครับ ท่านประท้วงผม หรือท่านจะมากล่าวรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ ครับ ท่านประท้วงผมหรือเปล่าครับ
ก็ประท้วงครับ ปล่อยให้คนทําผิดรัฐธรรมนูญ ได้อย่างไร โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ถามว่ารัฐธรรมนูญนี้สําคัญไหมครับ เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ต่างประเทศนี่เขาจะแก้รัฐธรรมนูญเขาใช้เวลากันหลายปี ในสภา นี่ใช้ ๑๐ วัน แล้วลุกขึ้นมาข่มขู่เพื่อนสมาชิก ครอบงําให้เขาอภิปรายในสิ่งที่ตัวเอง ต้องการจะฟัง ก็หลักการความเห็นมันไม่เหมือนกันอย่างไรครับท่านประธาน คนเป็น ประธานต้องระงับครับ เพราะรู้ว่าสิ่งที่เขาทํานี่ผิดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาข่มขู่พวกผม ได้อย่างไรครับ มาครอบงําให้ผมอภิปรายตามใจเขาได้อย่างไรครับ ถ้าไม่อภิปรายอย่างนี้จะ ปิดประชุม จะลงมติไม่ให้อภิปรายต่อ
เอาอย่างนี้ การอภิปรายนั้น ท่านก็บอกว่าตาม ข้อ ๙๙ ก็คือจะอภิปรายตามที่ท่านขอแปรญัตติ
ท่านประธานฟังผมให้จบก่อนได้ไหมครับ
ท่านว่าไปครับ ท่านเคยเป็น ประธานสภานะครับ ผมให้เกียรติท่านนะครับ
ผมก็ให้เกียรติท่านประธานนะครับ ถ้าท่านไม่ขัดผมเลยผมใช้เวลานิดเดียว แต่ผมบอกท่านประธานว่าท่านปล่อยให้คนแบบนี้ มาข่มขู่สมาชิกในการทําหน้าที่ได้อย่างไร ท่านฟังได้อย่างไรครับว่า อภิปรายอย่างนี้ เดี๋ยวผมตัดอีก เดี๋ยวผมไม่ให้อภิปราย
มีผู้ประท้วงท่านครับ เชิญ จ่าประสิทธิ์
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องประท้วง ผู้ลุกขึ้นมาประท้วงตามข้อ ๔๓ กรณีที่ท่านวรชัยลุกขึ้นมาแล้วขอปิดการอภิปรายนั้นมันเป็น เอกสิทธิ์ของเขา ถ้าท่านเห็นว่าคุณวรชัยทําผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ท่านก็ไปร้องดําเนินคดี ได้นี่ครับ เขาไม่ได้ทําผิดข้อบังคับอะไรเลย ดังนั้นให้ท่านประธานดําเนินการอภิปรายต่อไปครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ผมจะให้ ท่านธนาได้ประท้วงครับ เอาให้จบก่อน แล้วเดี๋ยวท่านธนิตพลนะครับ เสร็จแล้วผมก็จะให้ ท่านวิทยาได้อภิปรายนะครับ เชิญครับ ก่อนอภิปราย ผมขอต้อนรับคณะกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ประชาชน อําเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ยินดีต้อนรับนะครับ
ท่านประธานครับ ลุกขึ้นมา ก็อภิปรายไปใช้เวลาเยิ่นเย้อ ยืดยาด ยาวนาน มาตรา ๑๐ เพิ่งอภิปรายกันได้แค่ ๒ ชั่วโมง เยิ่นเย้อตรงไหนครับ พรรคประชาธิปัตย์อภิปรายได้ ๒ คน ผิดประเด็นกันตรงไหนครับ ซ้ํากันตรงไหนครับ ท่านจะให้ผมพูดแล้วท่านจะกดไมโครโฟนผมอีกครับ ท่านฟังผมก่อนสิครับ แล้วสภามันจะได้เดินด้วยกันได้ ท่านกับผมวันนี้ความคิดมันไม่ตรงกันเลย ผมก็พยายามเข้าใจ ท่านประธาน แต่ว่าผมปล่อยให้เห็นเหตุการณ์อย่างนี้ตลอดในที่ประชุมรัฐสภาไม่ได้ ลุกขึ้นมา ข่มขู่พวกผมตลอดเวลา ตั้งแต่มาตรา ๑ ยันมาตรา ๑๐ ไม่พอใจก็ปิดประชุม แล้วมาขู่อีกว่า เดี๋ยวพูดไม่เข้าเรื่อง ไม่น่าสนใจ พูดเรื่องซ้ํา เรื่องเดิม ปิดประชุม ท่านปล่อยให้เขามาข่มขู่ พวกผมได้อย่างไร พวกผมเป็นสมาชิกรัฐสภาเหมือนท่านนะครับ ช่วยเงียบ ๆ หน่อยได้ไหมครับ
ทุกท่านช่วยเงียบหน่อยครับ ให้ท่านธนาพูดนะครับ กรุณาช่วยเงียบหน่อยครับ
ท่านประธานเมื่อเห็นคนกําลังขัดขวาง การทําหน้าที่ ท่านประธานก็รู้ว่ามันขัดต่อบทบัญญัติ เวลาพวกผมทําหน้าที่เป็นสิทธิ อันชอบธรรมที่จะทําหน้าที่เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ท่าน ส.ว. สมชายอภิปรายมันขัดตรงไหนครับท่านประธาน มันเป็นสิ่งที่เป็นสาระทั้งสิ้น แล้วสิ่งที่พูดก็คือว่าท่านกําลังเปลี่ยนแปลงองค์กรหลักของรัฐธรรมนูญ แล้วจะไม่ให้เวลานี้ ในการอภิปราย แล้วจะเอาเวลาไหนครับ ผมเรียนท่านประธานนะครับ ปิดอภิปรายนี่ผมพูดแล้ว ว่าไม่มีสิทธิ ฝ่ายค้านทําไปแล้วว่าไม่มีสิทธิ เพราะนี่เป็นเรื่องรัฐธรรมนูญ ข้อบังคับก็ ไม่ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญไม่เปิดโอกาสให้สภานี้ไปร่างข้อบังคับมาพิจารณา รัฐธรรมนูญด้วยซ้ําไป ท่านประธานอย่าให้สมาชิกรัฐสภาลุกขึ้นมาข่มขู่สมาชิกพรรคฝ่ายค้าน ที่มีความเห็นไม่ตรงกันอีกนะครับ พวกผมใช้สิทธิ ผมพูดเหมือนคุณบุญยอด สุขถิ่นไทย
เอาละครับ คุณธนาพอแล้วครับ ผมจับคําพูดท่านได้แล้ว
ต้องฟังให้จบสิครับ จะจบอยู่แล้ว ก็มัน คาราคาซังกันแบบนี้ล่ะ
ท่านธนาครับ ผมฟังท่าน
ก็ฟังให้จบสิครับท่านประธาน มันอึดอัด ตรงไหนล่ะ มันอึดอัดอย่างไรท่านประธาน ที่นี่เป็นที่พูด ผมเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย ท่านยังไม่ฟังผมเลย ผมยังไม่ได้อภิปรายเลยวันนี้ แล้วคิวผมต้องอภิปรายก็จะมา ปิดการอภิปรายกันอีกแล้ว
ผมขอร้องเขายังไม่ปิดนะครับ
ท่านอย่ามาพูดคําว่าขอร้อง ในอดีตท่าน ไม่เคยขอร้องครับ
ผมไม่ขอร้องท่าน ผมจะ ไม่ขอร้องท่าน ผมสั่งให้ท่านนั่งลง ท่านธนิตพลครับ ผมไม่เคยใช้อํานาจกับท่านเลยนะครับ เชิญท่านพูดต่อนะครับ
ก็ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่าพวกผม มีสิทธิที่จะใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ต้องให้ผมไปกราบกรานอ้อนวอนคุกเข่าหรือครับเพื่อจะใช้ สิทธิในการอภิปรายตามรัฐธรรมนูญ ในเมื่อประธานไม่ยอมปกป้องสิทธิของพวกผม แล้วพวกผม ไม่มีวันทําอย่างนั้นท่านประธาน อย่ามาข่มขู่กัน สภาแห่งนี้เป็นสภาที่จะได้พูดจากัน ถ้าพวกผม อภิปรายไม่ตรงใจท่าน ท่านก็ต้องรับฟัง แต่อย่ามาใช้สิทธิข่มขู่ ไม่ต้องถอนครับ ถ้าคิดว่า ตัวเองมีสิทธิทําไป อย่าให้ฝ่ายค้านไปกราบกราน ไม่มีวันครับท่านประธาน
ไม่ต้องประท้วงครับ เชิญท่านธนิตพลก่อนครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ธนิตพล ไชยนันทน์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดตาก ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ท่านประธานคงเห็นนะครับ เวลาที่เกิดเหตุการณ์ข่มขู่เพื่อนสมาชิก โดยเฉพาะคนคนเดียวที่ต้องการใช้เอกสิทธิ์ในการข่มขู่พรรคประชาธิปัตย์ และ ส.ว. ที่ต้องการอภิปรายนั้นเป็นอย่างไร ผมเรียนท่านประธาน ประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ที่ท่านประธานไม่ควบคุมการประชุมสภา ไม่รักษาศักดิ์ศรีของผู้แปรญัตติ รวมไปถึง เปิดโอกาสให้เพื่อนสมาชิก โดยเฉพาะท่านวรชัย เหมะ รวมถึงในอดีตที่เกิดขึ้น ได้ใช้สิทธิ ในการที่จะมาข่มขู่พวกเราที่ต้องการอภิปราย ผมประท้วงท่านวรชัยด้วยครับ ผมอยากจะฝากเรียนท่านประธานไปถึงท่านวรชัยครับว่า พวกผมเป็นฝ่ายค้านครับ มีหน้าที่ตรวจสอบ ผมจะมานั่งอวยทางกรรมาธิการคงเป็นไปไม่ได้ ละครับ จะมานั่งอวยทางรัฐมนตรีคณะรัฐมนตรีเหมือนที่ท่านอยากฟัง ก็เป็นไปไม่ได้ เช่นเดียวกัน แต่ปัญหาที่ผมอยากจะฝากท่านประธานก็คือว่าสภาแห่งนี้ท่านเป็นประมุข ฝ่ายนิติบัญญัติที่นั่งควบคุมการประชุมอยู่ครับ ถ้าเกิดสมมุติว่ามีเพื่อนสมาชิกเขาลุกขึ้นมา แสดงท่าทีข่มขู่เพื่อไม่ให้พวกผมได้ทําหน้าที่ ผมเรียนท่านประธานว่าคนที่จะต้องเริ่มปกป้อง พวกเราที่สุดคือตัวท่านนะครับ แต่ท่านก็ไม่ได้ทํา อย่างที่คุณบุญยอดก็บอกว่าผู้รับรอง ก็ไม่ครบ แล้วการเสนอญัตติปิดอภิปรายก็ยังเป็นข้อสงสัยกันอยู่ว่ามีสิทธิปิดหรือไม่ เพราะว่า พวกผมเขียนไว้ในรายงานนะครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการช่วยยืนยันนิดหนึ่งได้ไหม ครับ พวกผมเขียนไว้ทั้งกรรมาธิการ อย่างท่านธนาเขียนไว้ว่ากรรมาธิการสงวนความเห็น คําว่า สงวนความเห็น ไปเปิดดูตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน จะเห็นชัดเจนว่า คําสงวน แปลว่า รักษาไว้ หวงแหนไว้ นั่นหมายถึงผมหวงแหนไว้ที่จะพูด เพราะฉะนั้น พวกผมที่ตั้งใจจะอภิปรายครับ ผมฝากเรียนท่านประธานไปถึงวิปฝ่ายรัฐบาลด้วยครับ ที่จะใช้วิธีลุกขึ้นมาแล้วมาข่มขู่บอกว่าเดี๋ยวจะไม่ให้พูด ไม่ให้พูด พอดีพวกผมไม่กลัวนะครับ เพราะว่าท่านทํามา ๒-๓ ครั้ง พวกผมก็คิดว่าผมหาช่องที่จะทํางานของพวกผมได้อยู่ ในระดับหนึ่ง แต่ผมเตือนทางวิปฝ่ายรัฐบาลในฐานะที่ท่านประธานเป็นประธานวิป ๓ ฝ่าย พฤติกรรมอย่างนี้ครับมันเป็นพฤติกรรมที่ทําให้วิปยิ่งคุยกันไม่ได้ เมื่อสักครู่นี้ผมก็ได้รับ การประสานจากวิปฝ่ายรัฐบาลบางท่านมาบอกว่าอยากจะขอให้ช่วยเจรจาในเรื่องเกี่ยวกับ การอภิปรายในวันนี้ ผมก็คิดว่าเมื่อท่านวรชัยพูดอย่างนี้ผมก็ไม่กล้าที่จะไปนําเรียน ประธานวิปผมหรอกครับ เพราะว่าพฤติกรรมที่ท่านสมาชิกต้องการข่มขู่แสดงว่าท่านอยากจะ ใช้เสียงข้างมากในการที่จะทําอะไรก็ได้ ก็เชิญครับ อยากจะทําอะไรเชิญเลยครับ แล้วก็ไม่ ต้องมาคิดจะขู่ ผมเรียนท่านประธานด้วยเคารพครับ
เอาครับ ขอบคุณครับ ผมพยายามที่จะดําเนินการด้วยความรอบคอบ ด้วยความเป็นธรรมนะครับ คือการประชุมนั้น ถ้ามันเป็นไปตามข้อบังคับประชุมมันก็ไม่มีปัญหาอะไรนะครับ ท่านวรชัยครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วรชัย เหมะ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อสักครู่ผมไม่เคยข่มขู่ใครครับ ที่ผมลุกขึ้นมาลุกขึ้นตามสิทธิ ทุกท่านก็มีสิทธิเหมือนกับผมทุกคนครับ แล้วก็เราจะเห็นว่าการประชุมแก้รัฐธรรมนูญเที่ยวนี้ พวกผมไม่เคยใช้กิริยาทั้งคําพูดข่มขู่ใครแม้แต่นิดเดียว ผมมีเอกสิทธิ์ที่จะเสนอทําตาม ข้อบังคับซึ่งเป็นเอกสิทธิ์ของผมครับ ท่านประธานครับ ท่านก็มีเอกสิทธิ์ของท่าน บางครั้ง ยังไม่ได้มีการประชุมเลย ท่านก็เสนอนับองค์ประชุมแล้วครับท่านประธาน นั่นคือเอกสิทธิ์ ของท่านครับ เพราะฉะนั้นในเมื่อท่านอภิปรายผิดข้อบังคับพวกผมบางครั้งบางคราว พวกผม ก็อะลุ่มอล่วยครับ ไม่ประท้วงท่านเลย แต่วันนี้ที่ผมเสนอนั้นผมเห็นว่าสิทธิตามข้อบังคับ ข้อ ๓๒ ผมสามารถใช้เอกสิทธิ์ของผมได้ท่านประธาน แล้วผมก็พูดเรื่องนี้ผมไม่ได้พูด เพื่อข่มขู่ครับ แต่ว่าการประชุมนั้นต้องทําตามข้อบังคับครับ ท่านไปพูดถึงเรื่องรัฐธรรมนูญ มันคนละเรื่องคนละประเด็นครับ วันนี้เราประชุมมีท่านประธานเป็นประธานครับ ประธานรัฐสภา ท่านเป็นประธานในที่ประชุมท่านเห็นหรือยังครับว่าผมเคยใช้กิริยาไม่สุภาพไหม ผมทําอะไร ที่ผิดข้อบังคับบ้างไหม ผมเคยว่าท่านประธานไหม ผมเคยโวยวายและทํากิริยาไม่สุภาพไหมครับ ท่านประธาน ผมทําตามข้อบังคับไม่เคยข่มขู่ทั้งวาจาและกิริยาครับ ท่านประธานครับ พวกเราทุกคนเหมือนกันหมดครับไม่ว่า ส.ส. ฝ่ายไหนก็ตาม ขอให้ท่านรักษาข้อบังคับ รักษากิริยามารยาทเพื่อรักษาภาพพจน์ของรัฐสภาอันทรงเกียรตินี้ท่านประธานครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ผมดําเนินการ ประชุมต่อนะครับ ไม่ต้องนะครับ ท่านวิทยาครับท่านได้อภิปรายนะครับ แล้วเมื่อสักครู่จะให้ ๒ ท่าน ท่านไม่เอา ท่านวิทยาเสร็จแล้วก็ไปท่านไพบูลย์ครับ เชิญท่านวิทยาอภิปรายเถอะครับ เพราะว่าไม่อย่างนั้นมันจะเสียเวลามากนะครับ ขอร้องเถอะคุณหมอครับ
สักนิดก่อนก็ได้
เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมเข้าใจว่าการถกเถียงกันของพวกเราในที่ประชุมแห่งนี้บางคนอ้าง ข้อบังคับ แล้วบางคนอ้างรัฐธรรมนูญ ผมต้องย้ํานะครับว่าพวกผมมีเอกสิทธิ์ในการพูดครับ ท่านประธาน ผมต้องย้ําประเด็นนี้ จริงอยู่เพื่อนเรามีเอกสิทธิ์ในการนําเสนอตามข้อบังคับ แต่พวกผมมีรัฐธรรมนูญรองรับไว้ตามมาตรา ๑๓๐ ผมพยายามปรึกษากับนักกฎหมาย หลายท่านดูเจตนารมณ์ชัดเจน เขายืนยันว่า ส.ส. หรือ ส.ว. ที่เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย มีเอกสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญในการอภิปรายเพื่อแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่และเป็นอิสระครับ ท่านประธาน ดังนั้นต้องกราบเรียนกับท่านประธานว่ารัฐธรรมนูญนี้เป็นกฎหมายสูงสุด ผมเชื่อว่าสังคมคงไม่ยอมให้เอากฎหมายสูงสุดมาพิจารณาแบบปู้ยี่ปู้ยํา ต้องให้พวกผมที่เป็น ตัวแทนประชาชนแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ ดังนั้นผมจะกราบเรียนกับท่านประธาน ว่าถ้าท่านกระทําอะไรก็แล้วแต่ที่ขัดรัฐธรรมนูญ ถ้าพวกผมใช้สิทธินี้ในการร้องเรียน ศาลรัฐธรรมนูญ แล้วผลเกิดมาท่านต้องยอมรับนะครับ ขอบคุณครับ
อย่างนี้ครับ คือเนื่องจากว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๐ การประชุมให้ใช้ข้อบังคับประชุม ถ้าไม่มีข้อบังคับการประชุม รัฐสภา ก็ใช้ข้อบังคับการประชุมของ ส.ส. แต่ทั้งนั้นต้องยกเว้น คือต้องเอาหมวด ๖ ส่วนที่ ๗ เอกสิทธิ์ในเรื่องของการอภิปรายมาใช้ เพราะฉะนั้นผมขอทําความเข้าใจอีกครั้งหนึ่ง ท่านวิทยานะครับ เสร็จแล้วก็ท่านไพบูลย์ นิติตะวัน ครับ เชิญท่านวิทยาครับ
ท่านประธานรัฐสภา ผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้สงวนคําแปรญัตติ ในมาตรา ๑๐ โดยผมเสนอให้ตัดมาตรา ๑๐ ออกทั้งหมดครับ แล้วก็สงวนคําแปรญัตติไว้ ผมมีอยู่ ๒ ประเด็นท่านประธานครับ การคงมาตรา ๑๐ ไว้ลักษณะเช่นนี้จะเกิดปัญหา ใน ๒ ประการ ประการที่ ๑ ที่ผมจะอภิปรายก็คือปัญหาในทางกายภาพ ประการที่ ๒ ถ้าคงมาตรานี้ไว้ก็จะเป็นปัญหาในทางปฏิบัติ แต่เนื่องจากมาตรา ๑๐ ที่บัญญัติไว้ก่อให้เกิด มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ และมาตรา ๑๓ ตามมาเพื่อรองรับมาตรา ๑๐ เพราะฉะนั้น ขออนุญาตเรียนท่านประธานเป็นการเบื้องต้นว่าขออนุญาตที่จําเป็นจะต้องโยงไปยังมาตรา ที่เกี่ยวข้องข้างหน้าคือมาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ และมาตรา ๑๓ ท่านประธานครับ ประเด็นแรก มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่งกําหนดไว้อย่างนี้ครับ ให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีสมาชิกภาพอยู่ในวันที่ รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ยังคงมีสมาชิกภาพและปฏิบัติหน้าที่วุฒิสภาต่อไป แล้วมาตรานี้ก็โยง ไปยังมาตรา ๑๒ แล้วก็โยงไปยังมาตรา ๑๓ สรุปก็คือหลังจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้บังคับให้ วุฒิสมาชิกที่อยู่ในสภา ซึ่งถ้าถึงขณะนี้ก็หมายถึงวุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งและ วุฒิสมาชิกที่มาจากการสรรหาให้คงฐานะอยู่ต่อไป ยังไม่หมดหลังจากรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ส่วนมาตรา ๑๓ กําหนดเลยเผื่อไปอีกครับว่าถ้าเกิดวุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งครบวาระ แล้วเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญที่แก้ไขฉบับนี้ ก็ให้วุฒิสมาชิกซึ่งมาจาก การสรรหาซึ่งมีอยู่ขณะนี้ทั้งหมด ๗๓ ท่านคงฐานะดังกล่าวไว้ สมมุติอย่างนี้ครับท่าน ผมต้อง ใช้คําว่า สมมุติ เพราะร่างทั้งหมดที่ทําอยู่วันนี้ยังไม่ได้ใช้บังคับและจะได้ใช้บังคับหรือไม่ ก็ยังเป็นเรื่องอนาคตไม่แน่นอน สมมุติว่ารัฐธรรมนูญที่แก้ไขฉบับนี้ทั้ง ๑๓ มาตราได้ใช้บังคับ แล้วก็มีการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกชุดใหม่ตามเวลาที่ฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายวุฒิสมาชิกบางส่วน ต้องการ ก็คือท่านครบวาระในวันที่ ๒ มีนาคม หลังจากนั้นมีการเลือกตั้ง เลือกตั้งเสร็จเราจะได้ ส.ว. ชุดใหม่มา ๒๐๐ ท่านครับ มาจาก การเลือกตั้ง แล้วก็จะมี ส.ว. ซึ่งมาจากการสรรหาอีก ๗๓ ท่าน ยังคงอยู่ตามมาตรา ๑๐ ปัญหาในทางกายภาพก็เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายแล้ว แต่ผมคิดว่าเป็นแนวทางที่ท่านประธาน ต้องเตรียมหาทางแก้ไข สภาแห่งนี้ครับเราทําที่นั่งเตรียมเผื่อไว้ทั้งหมด ๗๐๐ ที่นั่งครับ เต็มแค่นั้นครับ แต่เที่ยวนี้หลังจาการเลือกตั้งเสร็จ ถ้าสมมุติว่ากฎหมายฉบับนี้ได้ใช้บังคับ จะมีเพื่อนรัฐสภา สมาชิกรัฐสภาทั้งหมด ๗๗๓ ท่านครับ มีบางส่วนอาจจะต้องนั่งบนทางเดินครับ หรือมีบางส่วนอาจต้องนั่งตักประชุมกัน อันนี้คือปัญหาทางกายภาพ ซึ่งก็คงแก้กันได้ถ้าจะ เบียดกันมากกว่านี้หน่อย ถ้าจะทนกว่านี้หน่อย แต่สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นปัญหาที่เราเผื่อเหลือ เผื่อขาดไว้ไม่พอ แล้วก็ต้องเรียนเลยครับว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจะเกิดขึ้นในวรรคสองครับ ผมขออนุญาตอ่านครับท่านประธาน ในกรณีที่การดํารงตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ตามวรรคหนึ่งว่างลงตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยก่อนการแก้ไข เพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ต้องดําเนินการเลือกตั้งหรือสรรหาวุฒิสมาชิกขึ้นใหม่ แทนตําแหน่งที่ว่าง ถ้ากฎหมายฉบับนี้ออกไปเสร็จครับท่าน มาตรา ๑๐ ใช้บังคับ ท่านช่วยตอบ กระผมหน่อยครับว่า เนื่องจากเราแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เรามีระยะเวลา ในการดําเนินการทั้งหมด รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถ้าแก้ไข สมมุติว่าจะลงมติกัน พิจารณาวันศุกร์ แล้วเสร็จ จบทั้ง ๑๓ มาตรา เราก็พักไว้ ๑๕ วัน สําหรับการที่จะกลับมาลงมติ พักไว้ ๑๕ วัน นับจากวันนี้ไปครับ ถึงเวลาที่เพื่อนวุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งจะครบวาระ ท่านจะครบ วาระในวันที่ ๒ มีนาคม ระยะเวลาจากวันนี้ไปถึงวันที่ ๒ มีนาคม เบ็ดเสร็จครับ ๖ เดือน เราลงมติรัฐธรรมนูญวาระที่สาม กันสิ้นเดือนนี้ เหลือเวลาเน็ต ๆ ๖ เดือนครับ สําหรับ ทํากระบวนการต่าง ๆ เพื่อรองรับวุฒิสมาชิกที่จะครบวาระวันที่ ๒ มีนาคม ไปลงสมัคร รับเลือกตั้งได้ ท่านประธานครับเราก็เลยล็อกเวลาไว้เป็นระยะ ๆ เพื่อรองรับอารมณ์คนที่จะ ไปลงเลือกตั้งรอบ ๒ ล็อกไว้ในมาตรา ๑๑ บอกว่าเมื่อร่างพระราชบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผ่านสภาเสร็จเป็นวาระที่สาม ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญแล้ว ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ไปร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาต่อรัฐสภาภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ มาตรา ๑๑ เราไปล็อกต่อครับว่าเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ไปออกกฎหมายเลือกตั้ง เพื่อรองรับการเลือกตั้ง ส.ว. ๒๐๐ คนในอนาคต ล็อกเวลาไว้เสร็จครับว่า ๑ เดือนครับ จากระยะเวลา ๖ เดือน เหลือ ๕ เดือนครับ ๑ เดือนเราก็จะให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ไปยกร่างมาให้เสร็จ เมื่อยกร่างเสร็จก็ให้นําเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร ก็รู้อีกครับว่า ถ้าสภาผู้แทนราษฎรใช้เวลาถ่วงกฎหมาย ออกกฎหมายไม่ทัน เวลาเหลือ ๕ เดือนแล้วไม่เสร็จ ก็จะเป็นปัญหา วรรคสองของมาตรา ๑๑ ก็เลยบวกกับวรรคสาม ก็เลยล็อกเวลาต่อไปครับว่า เมื่อเสนอกฎหมายที่คณะกรรมการการเลือกตั้งต่อสภาผู้แทนราษฎรแล้วเสร็จ อย่างไรก็ตามเสีย ภายใน ๑๒๐ วัน ๔ เดือนครับ ถ้าสภาไม่สามารถออกกฎหมายเลือกตั้งแล้วเสร็จ ให้ถือตาม ร่างที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอ ก็คือล็อกไว้อีก ๑ วันครับ เผื่อไว้อีก ๑ เดือน เพราะฉะนั้นนับจากนี้ไปครับ ๑. ระยะเวลาร่างกฎหมายของ กกต. ๑ เดือน ๒. กฎหมาย ในสภา ๔ เดือน ๕ เดือน ท่านเหลือเวลาเดือนสุดท้าย ทีนี้มันก็ตอบโจทย์ได้ทั้งหมดครับว่า ที่เราต้องทําอย่างนี้ ที่เราต้องเร่งอย่างนี้ ผมเข้าใจครับเพราะมันล็อกเวลาไว้หมด คณะกรรมาธิการก็ต้องเร่ง ท่านประธานในฐานะที่เป็นคนกลางก็ต้องเร่งเพราะกฎหมาย มันล็อก ล็อกไว้เพื่อรองรับวุฒิสมาชิกที่จะครบวาระในวันที่ ๒ มีนาคม แต่ท่านประธานครับ ท่านคณะกรรมาธิการที่เคารพครับ ช่วยตอบผมหน่อยครับ ท่านกําหนด แล้วทุกอย่างจะเป็นไปตามนั้นหรือเปล่าครับ ภาษิตเขาบอกไว้นะครับว่า คนกําหนดไม่สู้ฟ้าลิขิต ท่านมีเวลา ๕ เดือน เหลือสํารองไว้ ๑ เดือน ข้อเท็จจริงก็จะเรียนกับ ท่านกรรมการร่างที่กําหนดมาตรา ๑๐ ไว้ว่าปัญหาจะเกิดครับ เพราะพวกผมรับไม่ได้ครับ การแก้รัฐธรรมนูญฉบับเกาหลังกันอย่างนี้ แล้วพวกผมถือว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนเพราะคน ที่กําลังจะลงมติรอครบ ๒ มีนาคมแล้วกระโดดเข้าสู่สนามการเลือกตั้ง ร่วมในการเร่ง รัฐธรรมนูญฉบับนี้จนผิดปกติไปทั้งหมด วันที่ ๑๐ วันที่ ๑๑ เราพิจารณากฎหมาย รัฐธรรมนูญ แล้วก็มีการเร่งจนคนข้างนอกก็รู้ครับ พวกผมก็รู้ครับว่ามีการเร่ง ทุกท่านก็รู้ว่า มีการเร่ง เพราะฉะนั้นพวกผมรับไม่ได้ กระบวนการที่พวกผมต้องทําก็คือการยื่น ต่อศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าท่านผ่านวันศุกร์นี้ วันจันทร์ผมก็ต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้ท่าน ชะลอการออกกฎหมายฉบับเกาหลังไว้ก่อน สมมุติศาลรัฐธรรมนูญไม่รับ อีก ๑๕ วัน ท่านกลับมาลงมติร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้ง ๑๓ มาตรา พวกผมก็ต้องยื่นกับศาลรัฐธรรมนูญ ทันที แข่งกันครับว่าระยะเวลาที่ท่านกราบบังคมทูล กับผมไปศาลรัฐธรรมนูญว่าใครจะวิ่งเร็ว กว่ากัน พวกผมโดนมาแล้วครับ การเสนอแก้กฎหมายในครั้งหนึ่ง ซึ่งสมาชิกมีสิทธิที่จะยื่น ต่อศาลรัฐธรรมนูญก่อนที่จะมีการกราบบังคับทูล ท่านประธานครับ ท่านยังไม่มาครับ ท่านเชื่อไหมว่ากฎหมายผ่านสภาเวลา ๑๓.๐๐ นาฬิกา ๑๓.๐๕ นาฬิกา ประธานรัฐสภาเซ็น และกราบบังคมทูลเสนอกฎหมายทันที พวกผมไปศาลรัฐธรรมนูญไม่ทันครับ แต่เที่ยวนี้ พวกผมรู้เวลาแล้วครับ แล้วเมื่อพวกผมยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเดือนตุลาคม ท่านคณะกรรมการร่างช่วยให้หลักประกันผมไหมครับว่าศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาพิจารณา เท่าไร ๕ เดือนเสร็จไหมครับ ๓ เดือนเสร็จไหมครับ พวกผมยื่นแล้วท่านต้องแก้คําให้การ แล้วถ้าผมยื่นรายเรียงบุคคลว่าใครที่ร่วมกันเกาหลังทั้งหมดที่เป็นวุฒิสภา ๗๐ คน ๘๐ คน ร่วมกันเกาหลังผมยื่นหมดทุกคน คุณก็ต้องเรียงหน้าเข้าไปสอบ เหตุการณ์ก็จะเป็นไปได้ครับ ว่าสิ้นเดือนมีนาคมแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังไม่ได้ใช้บังคับ ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังไม่ได้ใช้ บังคับ ครบวาระสิ้นเดือนมีนาคม คณะกรรมการการเลือกตั้งก็ต้องประกาศเลือกตั้ง ส.ว. จากทั่วประเทศ ๗๗ คน เท่ากับจํานวนจังหวัดครับ แล้วก็เลือกตั้งกันมาเสร็จครับ ก็มาสมทบ กับเพื่อน ส.ว. ๗๓ คนที่อยู่ในเหลือ ๑๕๐ คนเท่ากัน พอเหลือ ๑๕๐ คนเลือกตั้งเสร็จแล้ว วัตถุประสงค์ท่านเจ๊งหมดแล้วแต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้เกิดศาลให้ผ่านออกมา พอศาล ผ่านออกมาครับ ท่านคงมาตรา ๑๐ ไว้ ท่านอยู่ในสภากัน ๑๕๐ คน เกิดเป็นตายขึ้นมาสักคน เลือกซ่อมก็ไม่ได้ครับ ท่านเอาอันนี้ไปล็อกเขาไว้แล้ว ท่านตั้งใจล็อกอันนี้เพราะท่านคิดว่า ท่านจะทําทันเดือนมีนาคม แต่ผมเรียนกับท่านครับ พวกท่านกําหนด คนกําหนด สู้ฟ้าลิขิต ไม่ได้ แล้วก็มีหลักประกันแน่ ๆ ครับว่าท่านอาจจะต้องเจอมาตรการอย่างนั้น ไม่ได้พูดกับ ท่านประธานนะครับ พูดกับคณะกรรมาธิการเพราะท่านประธานไม่เกี่ยวในการไปทําอย่างนี้ ขออนุญาตพูดผ่านไปยังคณะกรรมาธิการ ท่านเตรียมรับมือไว้หรือเปล่า สมมุติว่ารัฐธรรมนูญ ที่ท่านแก้ไขไปประกาศใช้เดือนพฤษภาคมปีหน้าวุฒิสมาชิกชุดใหม่เขามากันพร้อมแล้วครับ ๑๕๐ คน แล้วท่านไปล็อกมาตรา ๑๐ เป็นอย่างไรครับ เกิดวุฒิสมาชิกจังหวัดไหนเป็นตาย ร้ายดีขึ้นมาท่านจะให้เขาให้เลือกตั้งซ่อมอย่างไร ท่านไปล็อกเขาไว้หมดแล้ว
มีท่านเกียรติ์อุดมประท้วง เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประท้วง ท่านผู้กําลังอภิปรายในข้อ ๔๓ นอกประเด็น ท่านแปรญัตติในมาตรา ๑๐ ท่านไปพูดเรื่อง ท่านไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับการแปรญัตติของท่านเลย ท่านประธาน ที่เคารพ ท่านต้องควบคุมข้อ ๕ และข้อ ๙๖ ทุกข้อครับท่านประธาน เพราะว่าทาง พวกกระผมเคารพกติกา ท่านประธานวินิจฉัยอย่างไรพวกผมก็ทําตาม เพราะฉะนั้นจะถูกใจ ไม่ถูกใจพวกผมก็รับฟัง แต่ว่าท่านอย่าออกนอกประเด็นนะครับขอให้ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ ได้เข้ามาในประเด็นที่ท่านแปรญัตติเถอะครับ ขอร้องเถอะครับ ขอบพระคุณครับ ช่วยวินิจฉัย
ผมวินิจฉัยครับ ความจริง ท่านวิทยาท่านอยู่ในประเด็นอยู่นะครับ เพียงแต่ว่าท่านบอกว่าถ้าไปร้องต่อศาลจะทําให้ เกิดผลของการที่กฎหมายฉบับนี้แก้ไปครับ เชิญท่านวิทยาต่อครับ
ท่านประธานครับ ผมก็ไม่อยากจะว่ากลับนะครับ แต่ผมก็เรียนท่านแล้วว่าผมพยายามพูด ในประเด็นอาจจะต้องอาศัยสิทธิโยงไปมาตรา ๑๒ มาตรา ๑๓ แต่ก็ลําบากใจครับ เวลา คนขึ้นประท้วงฝากประธานวิปรัฐบาลช่วยคุมหน่อยครับ คือฟังด้วยครับ ถ้าผมเหลวไหล นอกประเด็นผมก็จะเชื่อท่านประธานครับ สั่งให้ผมหยุด แต่ผมเข้าใจว่าสิ่งที่ผมคาดคั้นถาม ผมถามไปยังคณะกรรมาธิการทั้งหมด ตอบคําถามผมได้หรือเปล่า ผมถาม ๒ ข้อเท่านั้นเอง แล้วถ้าคนฟัง ฟังให้ตลอดผมก็คิดว่าท่านก็ตอบไม่ถูกครับ คือตอบไม่ถูกก็คือ ๑. ถ้าท่านคิดว่า จะเอาใครลงสมัคร เอาลูกหลานสมัคร เที่ยวหน้าท่านก็ไม่ทันครับ เพราะติดล๊อกด้วย รัฐธรรมนูญฉบับนี้เพราะว่ายังแก้ไม่เสร็จ ถึงเวลาเลือกตั้ง ส.ว. เสียแล้ว แล้วอะไรที่อยากจะ ได้กันครับ ถึงเวลาไม่ได้เมื่อไม่ได้แล้วไปสร้างปัญหาเขาขึ้นมาอีกก็คือไปล็อกมาตรา ๑๐ นี้ไว้ ล็อกไว้ทําไม ล็อกเพราะคิดว่าทุกอย่างสําเร็จตามเวลาที่ตัวเองกําหนด ผมบอกว่า แล้วกําหนดให้ตายถึงเวลามันไม่ได้เป็นไปตามที่เราคาดคิด ท่านคิดว่าสิ้นเดือนนี้ได้ลงมติ วาระที่สาม ท่านคิดว่าสิ้นเดือนตุลาคมขึ้นเดือนพฤศจิกายน กกต. จะเสนอร่างการเลือกตั้งเข้า ท่านคิดว่าสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ท่านจะได้พระราชบัญญัติในการเลือกตั้ง ส.ว. ท่านคิดว่า เดือนมีนาคมพวกท่านและทีมงานท่านจะได้ลงสมัคร ส.ว. ชุดใหม่ ถ้ามันไม่เป็นอย่างนั้นอะไร จะเกิดขึ้น ผมคิดว่ามันเกิดขึ้นจริง ๆ ครับท่านประธาน แล้วมาตรา ๑๐ คงไว้ไม่ได้ครับ ๑. กรรมาธิการบอกผมสิครับท่านจะหา ๗๗๓ ที่นั่งมาให้เขานั่งกันตรงไหน ประเด็นที่ ๒ ถ้าเกิดว่าเขามากันแล้วชุดใหม่ กฎหมายรัฐธรรมนูญที่ท่านแก้ไขยังไม่เสร็จ ท่านจะทําอย่างไร ถ้าเกิด ส.ว. จังหวัดท่านหรือจังหวัดใคร คนใดคนหนึ่งถึงแก่กรรม ท่านจะซ่อมให้เขาไหม หรือคิดว่ารัฐธรรมนูญแก้ไขมาตรา ๑๐ ฉบับนี้ซ่อมไม่ได้แล้วก็เลิกทิ้งคาไว้อย่างนั้น มันก็เป็น ปัญหาอนาคต ฉะนั้นผมคิดว่าสิ่งใดก็ตามครับที่ทําด้วยความเห็นแก่ได้ เห็นแก่ประโยชน์ตน มันก็ไม่รอบคอบครับ ทําด้วยความระมัดระวังแล้วก็อาศัยสภาฟังคนอื่นเขาบ้าง อย่าคิด เอาแต่อารมณ์ คิดว่าตัวเองสร้างทุกอย่างแล้วก็จะได้ ผมเรียนยืนยันกับท่านประธานครับ แนวทางรัฐสภาเป็นอย่างนี้ครับ คนชนะเลือกตั้งไม่ได้ทุกอย่างครับ ชนะแล้วอย่าคิดว่า จะเขียนกฎหมายอะไรก็ได้ ชนะแล้วอย่าคิดว่าบริหารประเทศชาติบ้านเมืองก็ได้ ชนะแล้ว ติดคุกก็ได้ครับ ตัวอย่างมีให้เห็น แล้วอย่าคิดเลยเถิดไปครับว่าแก้รัฐธรรมนูญแล้วจะไปแก้ เอาอํานาจตุลาการมาไว้ในมืออีก บ้านเมืองเขาไม่ทนรออย่างนั้นครับ เพราะฉะนั้นแก้แล้ว ให้รอบคอบ แล้วก็ให้เป็นประโยชน์สาธารณะ ผมเตือนมาตลอดครับว่าวันนี้เราใช้สภานี้ทุ่มเท ระยะเวลา ๑๐ วันเต็ม ๆ ครับ และยังไม่รู้อนาคตว่าจะจบเมื่อไร ให้กับเรื่องการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ขณะที่ประชาชนเขาเดือดร้อนไปทั่วครับ เราคิดแก้ไหมครับ ผมอายครับเมื่อวานนี้ ผมไปตลาด กลับมาจากจังหวัดนครศรีธรรมราช ไปตลาดได้ข่าวว่าประชาชนเขาปลูก ลองกอง เขาตัดจากสวนกิโลกรัมละ ๕ บาท ไปถึงตลาดราคาถูกมาก ตั้งใจไปซื้อฝากเพื่อน ส.ส. ในสภาครับ ผมไปตลาดขายส่งครับ ลองกองราคากิโลกรัมละ ๑๕ บาท แม่ค้าบ่นว่าตั้งแต่เช้ายังขายของไม่ได้เลย แถมอย่างนี้อีกครับ ผมซื้อมา ๒ ลัง เขาไม่เอา สตางค์ผมด้วยครับ ฝากไปให้ผู้แทนทั้งหมด แต่ผมจะเอาเวลาไหนไปพูดเรื่องของเขาครับ ถ้าท่านคิดจะแก้เพื่อพวกท่านเอง ผมเรียนยืนยันครับ จําเป็นต้องตัดมาตรา ๑๐ คงไว้เมื่อไร เป็นปัญหาสําหรับอนาคต และพวกท่านที่ทําวันนี้อาจจะไม่ได้กลับมาแก้ไขด้วยซ้ําไปครับ
เดี๋ยวผมจะให้กรรมาธิการ ตอบนะครับ แต่ก่อนที่จะไปถึงท่านไพบูลย์นะครับ ผมขอต้อนรับกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน นายกองค์การบริหารส่วนตําบล ตําบลท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งวันนี้นําโดย ท่าน ส.ส. รส มะลิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้มาเยี่ยมชมการประชุม ของรัฐสภานะครับ ขณะนี้เป็นการประชุมแก้รัฐธรรมนูญในวาระที่สอง เชิญท่านไพบูลย์ นิติตะวัน ครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภาแบบสรรหา ทําหน้าที่ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้ผมต้องทําการชี้แจงให้กับประชาชนที่ได้รับชม ทางบ้านว่า ผมได้มาอภิปรายนั้น ผมเห็นว่าผมมาตามข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ส่วนเมื่อสักครู่ที่มี ท่านจะไปเสนอปิดอภิปรายนั้น ท่านใช้ข้อบังคับ ข้อ ๓๒ (๕) ซึ่งอยู่ในส่วนที่ ๔ ของการเสนอ ญัตติทั่วไป ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการอภิปรายตามหมวด ๗ แต่ส่วนที่ผมอภิปรายนี้เป็น หมวด ๗ ว่าด้วยการเสนอและการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม ข้อ ๙๙ ผมมีสิทธิ โดยสมบูรณ์ครับ ดังนั้นผมขออนุญาตกลับเข้าไปสู่ประเด็นที่ผมแปรญัตติไว้
ตามมาตรา ๑๐ ที่ท่านผู้เสนอญัตติ แล้วผ่านท่านคณะกรรมาธิการมานั้น ให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีสมาชิกภาพอยู่ในวันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ประเด็นสําคัญก็คือเขียนว่า ยังคงมีสมาชิกภาพและปฏิบัติหน้าที่วุฒิสภาต่อไป ท่านประธานครับ ญัตตินี้ผมเห็นว่าเป็น ญัตติสร้างภาพ จริง ๆ แล้วมันไม่ได้จําเป็นอะไรเลยนะครับ แต่ว่าที่ต้องเขียนตรามาตรานี้ไว้ ก็เพื่อด้วยเหตุผลซึ่งผมจะอภิปรายต่อไป
แล้วในส่วนวรรคสองเช่นเดียวกันครับ ที่เขียนว่า ในกรณีการดํารงตําแหน่ง ของสมาชิกวุฒิสภาตามวรรคหนึ่งว่างลงตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ต้องดําเนินการเลือกตั้งหรือสรรหาสมาชิกวุฒิสภา ขึ้นใหม่แทนตําแหน่งที่ว่าง ที่จริงก็เหลือไม่ถึง ๑๘๐ วันอยู่แล้ว สําหรับสมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้ง ท่านก็ต้องพ้นอยู่แล้ว แล้วก็เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๐ ซึ่งยังมีผลอยู่แล้วว่า ถ้าไม่ถึง ๑๘๐ วัน ก็ไม่ต้องเลือกตั้ง ดังนั้นการที่เพิ่มเติมตรงนี้ก็ไม่ต้อง ไปเขียนหรอกครับว่าต้องดําเนินการเลือกตั้งอะไร ถ้าจะบอกว่าเพื่อเป็นเรื่องของการสรรหา โดยเฉพาะ ก็อย่างเดียวก็ได้ แต่ไปเขียนให้มันเป็นการสร้างภาพ ดังนั้นท่านประธาน ที่ผมเสนอการแปรญัตติตัดมาตรานี้ออกไปทั้งมาตรา ก็เพราะว่าเห็นมาตรา ๑๐ เจตจํานง จริง ๆ แล้วก็อยู่ตรงวรรคหนึ่งว่า ยังคงมีสมาชิกภาพและปฏิบัติหน้าที่วุฒิสภาต่อไป เพื่อที่จะ ยึดโยง กับไปให้สอดรับกับมาตรา ๑๒ อยู่ในบรรทัดที่ ๓ เพราะว่าสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีสมาชิก ภาพอยู่ในวันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ นี่ โดยหลักมาตรา ๑๑๙ ไม่ได้ถูกแก้ไข มาตรา ๑๑๙ นั้น เป็นเรื่องที่สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาจะสิ้นสุดลงเมื่อ นะครับ มีอยู่ทั้งสิ้น ๘ ข้อ ตั้งแต่ข้อที่ ๑ ครับ ถึงคราวออกตามวาระ ถ้าไม่ถึงวาระก็ไม่ต้องออก ๒. ตาย ๓. ลาออก ๔. ขาดคุณสมบัติ หรือลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๑๕ ซึ่งแม้นท่านไปแก้ไขในมาตรา ๑๑๕ แล้ว กลับยิ่งทําให้คุณสมบัติลักษณะต้องห้าม ส.ว. สรรหา ที่จะต้องอยู่ต่อไปตามแนวนี้ ในมาตรา ๑๐ นั้น ไม่ได้มีผลอะไรเลย ส.ว. สรรหายังอยู่ต่อ ที่ผมพูดนี้ไม่ใช่ว่าผมว่าจะต้องให้ อยู่อะไรต่าง ๆ ผมกําลังพูดถึงรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ส่วนตัวของผม ผมสนับสนุนแนวคิดของท่านสมชายครับ คือถ้าจะเอาเลือกตั้ง มีที่มา ส.ว. แบบ ส.ส. จริง ๆ ท่านก็เดินหน้าไปเลยครับ ไม่ต้องไปเอา ส.ว. สรรหามาติ่งไว้หรอกครับ แต่ถ้ากระบวนการไม่เป็นอย่างนั้นก็จะได้เป็นไปตามเดิมนะครับ ให้มันชัดเจนไปเลย แต่ผมกําลังพูดแต่เรื่องรัฐธรรมนูญที่ไปโยงมาตรา ๑๐ นะครับ ดังนั้นในเรื่องคุณสมบัติ หรือลักษณะต้องห้ามที่จะต้องให้พ้นจากตําแหน่ง เป็นที่มาที่ท่านไม่จําเป็นที่จะต้องมี วรรคหนึ่งเพื่อที่จะมารับรองสถานภาพ ก็ไม่พ้นอยู่แล้ว ไม่ว่ามาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ เรื่องขาดประชุม มาตรา ๘ ไม่มีเหตุใดที่ ส.ว. สรรหา ที่ท่านเป็นห่วงเหลือเกินนั้นจําเป็น จะต้องไปบัญญัติมาตรา ๑๐ ไว้หรือ แล้วก็ในส่วนที่ผมอยากจะเรียนว่าการที่ต้องไปเขียน มาตรา ๑๐ นั้นเพื่อไปสอดรับในเรื่องซึ่งผมจําเป็นต้องอภิปราย เพราะว่ามาตรา ๑๒ ซึ่งในบรรทัดที่ ๓ มันยึดโยงมามาตรา ๑๐ ครับ ผมอภิปรายอยู่ในประเด็น คือในมาตรา ๑๒ ซึ่งบรรทัดที่ ๓ นั้นเขียนไว้ว่า ให้สมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๐ ที่เราพิจารณาอยู่นี้ ซึ่งผมเห็นว่าต้องตัดออกไปนั้นนะครับ เขียนว่า ให้สมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๐ ซึ่งตาม มาตรา ๑๐ นั้นหมายถึงทั้งเลือกตั้งและสรรหา ในมาตรา ๑๒ เขียนว่า ให้สมาชิกวุฒิสภา ตามมาตรา ๑๐ ซึ่งมาจากการเลือกตั้งสิ้นสุดสมาชิกภาพในวันที่สมาชิกวุฒิสภาที่ได้รับ การเลือกตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่ นี่เป็นประเด็นครับ การเขียนมาตรา ๑๐ สร้างภาพแล้ว ยังเพื่อที่จะให้รองรับมาตรา ๑๒ ก็เพื่ออะไรครับ ในมาตรา ๑๐ ประกอบกับมาตรา ๑๒ นั้น เป็นการขยายวาระครับ เป็นการขยายวาระให้สมาชิกวุฒิสภาเลือกตั้ง ซึ่งตามบทบัญญัติเดิมแล้ว จะต้องครบวาระในวันที่ ๒ มีนาคม แต่ท่านเขียนรัฐธรรมนูญนี้ไว้ ซึ่งผมเข้าใจว่าผู้เขียน ก็คือ ส.ว. เลือกตั้งนะครับ กลับไปเขียนไว้เพื่อขยายระยะเวลาดํารงตําแหน่งตามวาระ ให้ ส.ว. เลือกตั้งนั้นแทนที่จะสิ้นสุดในวันที่ ๒ มีนาคม กลับให้ขยายว่าวาระในการดํารง ตําแหน่งนั้นไปอีกหลายเดือน ไปอีกหลายเดือนเพราะว่าไปรอให้เลือก ส.ว. วุฒิสภาที่มาจาก การเลือกตั้งชุดใหม่เข้ารับหน้าที่ แต่ไม่ต้องไปอ้างหรอกครับว่าเพื่อรับรองให้ ส.ว. สรรหา อยู่ไปได้ เพราะอยู่ได้อยู่แล้ว แต่ประเด็นที่ใส่มาตรา ๑๐ นี้ไว้เพื่อที่จะไปรองรับมาตรา ๑๒ ให้ ส.ว. เลือกตั้งขยายวาระในการดํารงตําแหน่งออกไปอีกหลายเดือนต่างหากครับ สิ่งนี้ เป็นสิ่งซึ่งเป็นเจตจํานงจริง ๆ ท่านประธานครับ เป็นการขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ อีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งมันขัดหลายประเด็นแล้วละครับ เพราะว่ามาตรา ๑๒๒ ว่า จะกระทํา การให้เกิดการขัดกันแห่งผลประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ ก่อนหน้าหลายกรณี แต่ตอนนี้เป็นอีกกรณีหนึ่ง คือขยายวาระที่สิ้นสุดการดํารงตําแหน่งของตนเองนั้นให้เพิ่มขึ้น อีกหลายเดือนนะครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๑๐ นี้เป็นการบัญญัติไว้เพื่อประโยชน์ ให้ ส.ว. เลือกตั้งเท่านั้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ไม่เคยมีครั้งใดครับ ที่ผู้ที่มีอํานาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะแก้ไขให้เป็นประโยชน์กับตนเอง ไม่เคยปรากฏ มาก่อน ครั้งนี้เป็นความวิปริต เป็นความอัปยศอย่างยิ่ง ซึ่งมีการแก้ไขให้ประโยชน์แก่ตนเอง อย่างโจ่งแจ้งโดยไม่คํานึงถึงความถูกต้อง ความเหมาะสม จรรยาบรรณที่ถูกต้อง แล้วยัง ขัดต่อหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ วรรคท้ายด้วยครับ เท่ากับเป็นการแก้ไข รัฐธรรมนูญให้ประโยชน์แก่ ส.ว. เลือกตั้ง ดําเนินการโดย ส.ว. เลือกตั้ง เพื่อ ส.ว. เลือกตั้ง โดยเฉพาะท่านประธาน เมื่อสักครู่ท่านประธานที่ทําหน้าที่ท่านประธานก่อนที่ท่านจะมานั้น ก็คือท่านประธานวุฒิสภา ท่านได้ประโยชน์จากตรงนี้เพิ่มเติมขึ้นโดยตรงครับ ก่อนหน้านั้น ประธานวุฒิสภาจะต้องรักษาการในหน้าที่เมื่อครบวาระนะครับ ในระหว่างที่มีการเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภาใหม่ สมาชิกวุฒิสภาใหม่ จนกว่าได้สมาชิกวุฒิสภาใหม่มาจึงทําการเลือกตั้ง
เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องประท้วง ผู้อภิปรายตามข้อ ๔๓ ให้ร้าย เสียดสี โดยกล่าวว่าการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ เป็นการแก้ ที่อัปยศที่สุด รัฐธรรมนูญครั้งนี้แก้ที่มาของวุฒิสภา เพื่อให้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน การที่นักการเมืองมาจากการเลือกตั้งเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนมันอัปยศหรือครับ หรือว่าสรรหาดีกว่าครับท่าน หรือจะต้องวิ่งเต้นให้ผู้หลักผู้ใหญ่พวกตัวเอง ๔-๕ คน
ขอบคุณมาก อย่าพิพาท กลับเลยครับ ผมเข้าใจแล้ว เดี๋ยวผมวินิจฉัย ท่าน ส.ว. ไพบูลย์ ก็พยายามพูดตามที่ความเห็น ของท่านนะครับ แต่ทีนี้ไม่เป็นไร เดี๋ยวท่านประธานคณะกรรมาธิการคงต้องชี้แจง เป็นการความเห็นที่มองต่างมุม ก็ขอให้กระชับนิดหนึ่งนะครับ เชิญต่อเลยครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ที่จริงท่านผู้ประท้วงนี้ ประท้วงแบบเลอะเทอะครับ ไม่รู้เรื่อง
ท่านถอนคําพูดว่า เลอะเทอะครับ ท่านถอนครับ
ถอนเลอะเทอะ แต่ว่าผม
ไม่แต่ครับ ท่านต่อของท่าน เลยดีกว่า เชิญครับ
โอเคนะครับ ผมเป็นคนนิสัยที่ไม่เหมือนเขาอยู่แล้ว โอเคครับ ท่านประธานครับ ผมได้กล่าวถึง ท่านประธานวุฒิสภาที่ทําหน้าที่ประธานก่อนที่ท่านมา ไม่ได้หมายถึงท่านนะครับ ท่านประธานท่านนั้น เดิมตามรัฐธรรมนูญแล้วเมื่อครบวาระ ก็จะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ รักษาการ แล้วท่านลงไปเป็น ส.ว. ไปสมัคร ส.ว. ไม่ได้อยู่แล้ว แต่ยังปฏิบัติหน้าที่รักษาการได้ แต่ว่าเมื่อแก้มาตรา ๑๐ โยงไปมาตรา ๑๒ แล้ว สถานะของท่านตอนนั้นเปลี่ยนไปครับ ท่านมีสถานะยังเป็นประธานวุฒิสภาที่ไม่ใช่รักษาการ เป็นประธานวุฒิสภาโดยตรงไปอีก หลายเดือนแล้วก็ถ้าไปตีความต่อไปนะครับ หลังจากมีเลือก ส.ว. เลือกตั้งชุดใหม่เข้ามาแล้ว ท่านไม่ต้องไปเลือกใหม่หรอกครับ เพราะว่าท่านก็ดํารงตําแหน่งเป็นประธานวุฒิสภาต่อไป เรื่อย ๆ อีก ๖ ปี แน่นอนนะครับ ดังนั้นผมเลยเรียนว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ผู้ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดนะครับ ก็คือตัวท่านประธานผู้ที่ทําหน้าที่ประธานในที่ประชุมนี้ ในบางครั้งนะครับ มากที่สุดอันดับที่ ๑
อันดับที่ ๒ ก็คือ ส.ว. เลือกตั้ง จํานวนมาก ๆ นะครับ แต่ที่ผมพูด ส.ว เลือกตั้ง ที่ได้ประโยชน์ แล้วก็เห็นสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประโยชน์เข้ากับตนนั้น ท่านประธานครับ ผมไม่ได้หมายรวมถึง ส.ว. รสนา โตสิตระกูล ส.ว. เลือกตั้ง กรุงเทพมหานคร ผมไม่ได้หมายถึง ส.ว. สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ส.ว. เลือกตั้ง จังหวัดเพชรบุรี ผมไม่ได้หมายถึง รวมถึง ส.ว. สุรจิต ชิรเวทย์ ส.ว. เลือกตั้ง จังหวัดสมุทรสงคราม แล้วก็ ส.ว. สาย กังกเวคิน ส.ว. เลือกตั้ง จังหวัดระยอง โดยเฉพาะท่าน ส.ว. ประเสริฐ ชิตพงศ์ ส.ว. เลือกตั้ง จังหวัดสงขลา เป็นต้นครับ ไม่รวมครับ ดังนั้นท่านประธาน ในส่วนที่ผมอยากจะเรียน ท่านประธานว่าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีการขัดกันแห่งผลประโยชน์อย่างนี้ จึงจําเป็น ที่จะต้องพิจารณาครับ โดยปกติแล้วเขาไม่ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับสมาชิกวุฒิสภา มาแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มันมีอะไรที่เป็นประโยชน์ทับซ้อนอยู่ด้วย ในทั่วโลกครับ เพราะว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องคํานึงถึงกฎ กติกาบ้านเมือง การแก้ไขเรื่องที่มาของ ส.ว. นี้ เป็นการแก้ไขที่ขัดต่อกฎเกณฑ์หลักการเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งถ้าจะทํานะครับ ท่านประธาน ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ประเทศอื่นเขามีบทเรียนกันหมดแล้วนะครับ เขาไม่เคยมีประเทศไหนหรอกครับใช้เสียงข้างมากปกติในสภา แล้วให้ความเห็นชอบ เสียงเกินกึ่งหนึ่งแล้วผ่านไปได้เลย ไม่เคยปรากฏครับ ดังนั้นเท่าที่เป็นตัวอย่าง ผมยกตัวอย่าง ในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเขาจะแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเสียงเขาจะต้องได้ ๒ ใน ๓ ของวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรประชุมร่วมกัน ๒ ใน ๓ ครับ ไม่ใช่เกินกึ่งหนึ่งอย่างสภา ของไทย แล้วก็ยังไปให้มลรัฐต่าง ๆ รับรองด้วยเสียงไม่น้อยกว่า ๓ ใน ๔ ด้วย เพื่อป้องกัน การขัดกันแห่งผลประโยชน์ เพื่อให้ได้มติของมหาชนร่วมกัน แล้วก็ที่ประเทศเยอรมนีครับ ใช้องค์ประชุม ๒ ใน ๓ องค์ประชุมนะครับ ๒ ใน ๓ ถ้าวันเสาร์ที่แล้วนั้นท่านประชุมไม่ได้ วันนี้ก็ประชุมไม่ได้ถ้า ๒ ใน ๓ นะครับ แล้วก็ต้องใช้มติรับรองด้วย ๒ ใน ๓ ของผู้เข้ามา ร่วมประชุม ส่วนประเทศฝรั่งเศส ต้องใช้ประชามติครับ ท่านประธานผมต้องขอรบกวนเวลา อีกนิดหนึ่งใกล้จบแล้ว ประเทศฝรั่งเศสด้วยประชามติสภาทั้งสองต้องลงคะแนนเสียงด้วย ๓ ใน ๕ ไม่ใช่เสียงเกินกึ่งหนึ่ง ประเทศญี่ปุ่น เป็นเอเชียเหมือนเรานี้ครับ ใช้ ๒ ใน ๓ ของสมาชิกทั้ง ๒ สภา แล้วก็นําไปลงประชามติครับ ประเทศออสเตรเลีย ถ้าเป็นเรื่องที่แก้ไข เกี่ยวกับสถาบันการเมือง ก็คือเรื่องที่เราพิจารณาอยู่นี้ ต้องผ่านการออกเสียงประชามติ เสียก่อน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จบเลยครับ ลงประชามติอย่างเดียว ท่านประธานครับ การใช้เสียงกึ่งหนึ่งในสภานั้น ผมจะจบแล้วนะครับ มันมีปัญหาโดยเฉพาะเรื่องที่มีการขัดกัน แห่งผลประโยชน์ แต่ถ้าเรื่องใดเป็นการแก้ไขจุดบกพร่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างที่เคยทํามา ในอดีต ไม่ว่าในคราวก่อนหน้านี้ หรือในรัฐธรรมนูญฉบับอื่นนั้น สามารถแก้ได้โดยมติ เสียงกึ่งหนึ่ง แต่ถ้ามันมีความขัดแย้งขนาดนี้ เราอภิปรายมากี่วันแล้ว ถ้าให้เกิดกับ การปรองดองในสังคม เห็นพ้องต้องกันในสังคมแล้ว ผมคิดว่าต้องใช้เสียงเป็นมติพิเศษ ซึ่งมี อยู่แล้วครับ จะจบแล้วนะครับ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ (๗) ที่ท่านเสนอมานี่ละครับ แต่อยู่ใน (๗) ครับ เพราะว่าอาจจะมีการดําเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๑ เพื่อใช้ เสียง ๒ ใน ๓ อีกครั้งหนึ่ง ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ รัฐสภายินดี ต้อนรับคณะนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยรามคําแหง ผู้เข้าร่วมโครงการศึกษาประชาธิปไตย ด้วยความยินดีนะครับ
(พันตํารวจเอก สนธยา แสงเภา สมาชิกวุฒิสภาภาคเอกชน ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
ท่านมีอะไรครับ ประท้วง หรือครับ มีอะไรครับ เชิญครับ
ประท้วงครับ กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันตํารวจเอก สนธยา แสงเภา สมาชิกวุฒิสภาสรรหา องค์กรภาคเอกชน ในฐานะประธานรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมจําไม่ได้ว่าข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๔๓ ว่าอย่างไร แต่มีสาระสําคัญว่าอาจจะเป็น การเสียดสี วกวนหรือไม่ ท่านประธานครับ ในฐานะที่กระผมเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก การสรรหา เมื่อเพื่อนสมาชิกรัฐสภาพูดถึงสมาชิกรัฐสภาสรรหา กระผมก็สะดุ้ง ในขณะเดียวกันครับ เมื่อพูดถึงสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง กระผมก็สะดุ้งครับ จึงขอประทานกราบเรียนท่านประธานไปสู่ข้อบังคับ ข้อ ๕ ถ้าท่านผู้ใดจะพาดพิงในส่วนของ สรรหาหรือเลือกตั้ง ก็ขอให้พูดกลาง ๆ ครับ ขอให้พูดกลาง ๆ เราอยู่กันมา ๕ ปีเศษก็ทํางาน ไปด้วยความราบรื่น ส่วนความคิดต่าง ๆ อาจจะมีความแตกต่างกันบ้าง ขณะนี้ประชาชน รับฟังอยู่ กระผมไม่สบายใจครับท่านประธาน ก็ขอประทานกราบเรียนท่านประธานได้กรุณา ควบคุมนะครับ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย อย่าพาดพิงเสียดสีกันมากเลยครับ กระผม ไม่สบายใจครับ ท่านประธานครับ ขอกราบขอบพระคุณอย่างสูงยิ่งครับ ท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ประท้วง ก็มีเหตุผลนะครับ ถ้าสมาชิกทุกท่านให้ความร่วมมือได้ตามนี้ก็จะทําให้การประชุมดําเนิน ไปด้วยความเรียบร้อยมากยิ่งขึ้นครับ
(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
จ่าประสิทธิ์มีอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขอประทานอภัยจริง ๆ เป็นเรื่องเล็กน้อย เดี๋ยวประชาชนจะเข้าใจผิด ผู้ประท้วง เมื่อสักครู่นี้ ด้วยความเคารพ ท่านลุกขึ้นมารายงานแล้วท่านบอกว่าท่านในฐานะ ประธานรัฐสภา ผมได้ยินชัดเจน เพราะผมนั่งอยู่ตรงนี้ ต้องชี้แจงเดี๋ยวประชาชนไม่เข้าใจครับ
ก็ไม่เป็นอะไรครับ มันผิดพลาดได้ ต่อไปคุณหมอบัญญัติ ท่านสงวนไว้ในหน้า ๑๕๓ นะครับ ตัดมาตรา ๑๐ ออกทั้งมาตรา เชิญท่านเลยครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมได้แปรญัตติ ในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐ แล้วก็ได้สงวนคําแปรญัตติในชั้นกรรมาธิการไว้ คือกระผมนั้น ได้เสนอให้ตัดในร่างมาตรา ๑๐ ออกทั้งมาตรา เหตุเนื่องจากกระผมเห็นว่าหากบัญญัติไว้ จะมีอันตรายต่อระบบประชาธิปไตยแล้วก็ทําให้ระบบรัฐสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งวุฒิสมาชิก และวุฒิสภานั้นผิดรูปออกไป การผิดรูปของโครงสร้างของวุฒิสภาก็ส่งผลให้มีความผิดปกติ ของโครงสร้างของรัฐสภาด้วย เพราะรัฐสภานั้นประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ความผิดรูปของมันก็คือว่าเท่าที่สมาชิกรัฐสภาได้พิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เห็นร่องรอยของความเร่งรัด เร่งรีบ แล้วก็ผมมาฟังคําอภิปรายแล้วก็ มองเห็นว่ามันมีเงื่อนเวลาที่จะต้องเร่งรัด เร่งรีบไว้ ถ้าหากว่าดูตามร่องรอยของการพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญตามที่กรรมาธิการได้ให้ผลผลิตออกมานี้นะครับ ก็คือว่าสมมุติว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาแล้วมีการประกาศใช้ แล้วก็ประกาศใช้ หลังวันที่ ๒ ธันวาคม ระยะเวลาจนถึงวันที่ ๒ มีนาคมซึ่งเป็นวันสิ้นสุดวันที่ ส.ว. มีอายุใน ส.ว. รุ่นนี้ การที่จะตราร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญให้เสร็จสิ้นภายใน ๑๒๐ วันก็จะมี ความยุ่งยาก ลําบาก และมีปัญหา และหากว่าเมื่อพิจารณาไปจนถึงมาตรา ๑๑๗ ในการแก้ไข ของกรรมาธิการนั้น ก็พบว่ามีการตัดถ้อยคําที่เป็นประโยชน์ต่อการเชื่อมต่อหรือ ความต่อเนื่องของวุฒิสมาชิกออกไป ก็คือว่าในกรณีที่สมาชิกวุฒิสภาสิ้นสุดลงต้องให้ สมาชิกวุฒิสภายังมี อํานาจหน้าที่ในการเป็นวุฒิสภาต่อไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภาใหม่ขึ้นมา เพราะฉะนั้นความเร่งรัด เร่งรีบในการพิจารณาของกรรมาธิการ และในสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่สองนั้นก็ทําให้เกิดสุญญากาศแน่นอนครับ เกิดสุญญากาศ ของ ส.ว. เกิดขึ้น ถ้าหากว่าเราใช้ในร่างมาตรา ๑๐ ที่กําหนดว่าไม่ต้องมีการเลือกตั้ง ส.ว. หรือการสรรหา ส.ว. ขึ้นมาทดแทน เมื่อร่างรัฐธรรมนูญนี้ประกาศใช้ แล้วก็เมื่อไปดู ในร่างมาตรา ๑๑๑ ซึ่งก็สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๑ ก็กล่าวว่า สมาชิกวุฒิสภา ถ้าไม่น้อยกว่า ๙๕ เปอร์เซ็นต์ก็ให้ถือว่าเป็นองค์ประชุมของวุฒิสภา ทีนี้ถ้าน้อยกว่านั้น ก็จะต้องมีการเลือกตั้งหรือสรรหา อันนี้ถ้อยคําตามรัฐธรรมนูญเดิมขึ้นมาให้แล้วเสร็จ ภายในเวลาที่กําหนด และเมื่อดูในร่างมาตราต่าง ๆ ของท่านกรรมาธิการแล้วก็พบว่าถ้าหากว่า ในมาตรา ๑๐ นี้ยังคงไว้จะทําให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติทันที ยกตัวอย่าง ๕ เปอร์เซ็นต์ ของสมาชิกวุฒิ ๑๕๐ คนก็ประมาณ ๗-๘ คน เพราะถ้าหากมี ส.ว. เกิดแอคซิเดนท์ (Accident) ผมไม่ยกตัวอย่างว่าแอคซิเดนท์อะไร มีอันเป็นไปนะครับ ก็ทําให้องค์ประกอบนั้นไม่ครบ ๙๕ เปอร์เซ็นต์ทันที แต่ในร่างรัฐธรรมนูญนี้ ก็บอกว่าไม่ต้องเลือกตั้ง ไม่ต้องสรรหาขึ้นมาทดแทนใหม่ เพราะฉะนั้นมันจะมีความแน่นอน อย่างไรในหลักคณิตศาสตร์ทางการเมืองว่าเงื่อนเวลาต่าง ๆ ที่ท่านกรรมาธิการหรือ ผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญแต่แรกได้มองไว้จะมีความครบถ้วน มีความสมบูรณ์ที่จะปิดช่องว่าง ต่าง ๆ เหล่านี้ออกไปได้นะครับ ผมเห็นว่าไม่ควรจะมีการบัญญัติว่าไม่มีการสรรหาหรือ มีการเลือกตั้งขึ้นมาทดแทนนะครับ เพราะเหตุการณ์ในกาลข้างหน้ามันมีความเปลี่ยนแปลง ได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นการที่จะไม่บัญญัติไว้กลับจะเป็นประโยชน์มากกว่า แล้วในกรณี ของวุฒิสมาชิกที่มีจํานวนมากที่ได้ลาออกไปโดยสมัครใจก็เป็นไปได้ หรือมีเหตุการณ์ แอคซิเดนท์อุบัติเหตุที่จําเป็นจะต้องออกไปก็เป็นไปได้ แล้วเราจะนํารัฐธรรมนูญฉบับไหน หรือมาตราไหนมาบังคับใช้ แล้วไหนบอกว่า ส.ว. มีความสําคัญ มีความสําคัญมาก ถึงขนาด จะต้องคืนสิทธิให้พี่น้องประชาชนด้วยวาทกรรมว่าการเลือกตั้งเท่านั้นเป็นดุลยพินิจของ พี่น้องประชาชนที่ทําให้เป็นการคืนอํานาจให้ประชาชน อันนี้ไม่เพียงแต่มาตรา ๑๐ ที่ผมเอง ก็ผิดหวังไม่สามารถที่จะร่วมออกแบบรัฐธรรมนูญได้ มันก็ล่วงเลยมาหลายมาตราแล้วนะครับ ไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๓ มาตรา ๕ และมาตรา ๖ ซึ่งเป็นมาตราที่สําคัญที่ผมได้มีโอกาส อภิปรายไปนะครับ แล้วจะมาบิดเบี้ยวในมาตรา ๑๐ นี้อีก แล้วทําให้วุฒิสมาชิกในสภาของ เราไม่สามารถทําหน้าที่ได้นะครับ อันนี้ไม่รวมถึงขณะที่มีการยุบสภา เมื่อมีการยุบสภา วุฒิสมาชิกก็ต้องทําหน้าที่นะครับ เพราะฉะนั้นบทบาทหน้าที่สําคัญของวุฒิสภาที่มี การบัญญัติไว้จํานวนมากนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ก็ดี การกลั่นกรองกฎหมายก็ดี การพิทักษ์รัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๕๔ ก็ดี การแต่งตั้ง และถอดถอนองค์กรอิสระและองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญก็ดี เมื่อวุฒิสภาไม่มีจํานวน วุฒิสมาชิกเพียงพอที่จะประชุมได้แล้ว สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันก็สุญญากาศในการเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นเหตุผลที่ผมเสนอตัดในร่างมาตรา ๑๐ นี้ ออกไปก็ด้วยเหตุที่ว่าในมาตรา ๑๐ นี้ถ้าคงไว้จะเป็นภัยอันตรายต่อระบบประชาธิปไตยของ ประเทศไทย แล้วก็จะทําให้การเมืองการปกครองนั้นบิดเบี้ยวไป ทําให้ความยุติธรรมที่จะ เกิดขึ้นในประเทศนี้บิดเบี้ยวไป แล้วก็การแก้ปัญหาต่าง ๆ ในประเทศนี้บิดเบี้ยวไป ผมเลย อยากจะเสนอให้ท่านประธานได้เรียนท่านกรรมาธิการได้กรุณาถอนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ออกไปพิจารณาแล้วก็ทบทวนใหม่นะครับ เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์เพื่อไม่ให้เป็นปัญหาต่อ ประเทศไทยในระยะยาวต่อไปครับ กราบขอบพระคุณครับ
ท่าน ส.ว. พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ เชิญครับ ไม่อยู่นะครับ ถ้าอย่างนั้น ท่าน พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกวุฒิสภาสรรหาภาครัฐ จะขออนุญาตท่านหมอพรพันธุ์เพิ่งออกไปสักครู่จะสลับผมขึ้นก่อน แล้วท่านหมอพรพันธุ์ มาต่อจากผมได้ไหมครับท่านประธาน
ได้ครับ เชิญครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านประธานรัฐสภาครับ ขออนุญาตครับ ขออภัยที่เสียเวลาเล็กน้อยครับ เดี๋ยวผมก่อน ก็แล้วกันนะครับ ตามที่ผมได้ขอเสนอแปรญัตติตัดมาตรา ๑๐ ออก ทั้งมาตรานั้น ซึ่งคณะกรรมาธิการไม่เห็นด้วย ผมถึงได้ขอสงวนที่จะมาอภิปรายเหตุผลถึงการตัด มาตรา ๑๐ ทั้งมาตราออกไปนะครับ ก่อนอื่นก็อยากที่จะขอเรียนซ้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับว่า ชอบมีการอ้างกันทุกครั้งว่าที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้เพื่อคืนอํานาจให้กับประชาชน ก็เป็นคําถามที่ว่ามันจริงหรือเปล่า เพราะผมได้เรียนอยู่เสมอว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น ถึงแม้จะเป็นฉบับเผด็จการ ฉบับ คมช. ปฏิวัติ หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ฟังเสียงประชาชน มีการลงประชามติ เพราะฉะนั้นในการแก้ต่าง ๆ อะไรนั้นผมคิดว่าไม่มีพื้นฐานที่มาจาก ประชาชนเป็นฐานอํานาจ ผู้อนุมัติแล้ว การแก้ไขด้วยหลักการสําคัญนั้นควรจะไปสอบถาม ประชาชนนะครับว่า เห็นชอบต่อการแก้ไขนั้นหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแก้ไข องค์ประกอบของรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ๒ ประเภท ทั้งประเภทเลือกตั้งและสรรหา แต่อย่างไรก็ตามผมก็จะกลับมาเรียน ในเรื่อง ในส่วนที่ผมแปรญัตติไว้นะครับว่า สาเหตุที่ผมแปรญัตติไว้เพื่อที่จะตัดออกทั้งมาตรานั้น ผมมีเหตุผลที่จะขอเรียนว่าในมาตรา ๑๐ นั้น ยังคงให้สถานภาพของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก การเลือกตั้งและสรรหายังคงสภาพต่อไป เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมนี้ลงใน ราชกิจจานุเบกษา ถึงแม้ว่าผมจะเสียสิทธิที่จะไม่ได้อยู่ต่ออีก ๓ ปี แต่ผมก็ยินยอมที่จะ สละสิทธิตรงนั้น เนื่องจากเห็นว่าการที่ให้สมาชิกวุฒิสภานั้นยังดํารงหน้าที่ต่อไปนั้น มันจะเกิด ความเสียหายหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกราบเรียนท่านประธานว่า อยากให้ท่าน กลับไปดูในมาตรา ๕ ที่ได้มีการแก้ไขไว้ ในมาตรา ๕ (๙) นั้น ได้แก้ไขเพื่อให้สมาชิกวุฒิสภา นั้นสามารถที่จะลงสมัครได้อีกครั้งหนึ่ง เมื่อมาพิจารณาประกอบกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐ ที่กรรมาธิการยังคงไว้ตรงนี้มันจะเกิดผลประการใดบ้าง อยากจะเรียนให้ทราบนะครับว่า ผลมันก็คือสมาชิกวุฒิสภาชุดนี้ทั้งชุดยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีสมาชิกวุฒิสภา จากการเลือกตั้ง ๒๐๐ ท่านเข้ามา ในระหว่างนั้นสมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้งที่หมดอายุ ในวันที่ ๒ มีนาคม จะสามารถไปลงรับสมัครเลือกตั้งได้อีกวาระหนึ่ง สิ่งที่มันเกิดขึ้นก็คือว่า พื้นฐานถึงความไม่เท่าเทียมกัน ไม่เป็นธรรม สมาชิกวุฒิสภาที่ยังดํารงสภาพอยู่นั้นยังสามารถ กินเงินเดือน สามารถเดินทาง ใช้งบประมาณของประเทศ มีค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แล้วก็ลงไป หาเสียงเลือกตั้ง ขณะเดียวกันผู้หาเสียงเลือกตั้งคนอื่นที่มิใช่สมาชิกวุฒิสภาไม่มีโอกาส รับสิทธิตรงนี้ ซึ่งสิ่งตรงนี้ผมคิดว่าไม่เป็นธรรมเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอยากชี้เน้นย้ําไปที่ ประธานวุฒิสภา ซึ่งเป็นตําแหน่งที่สําคัญยิ่งนะครับ ท่านเป็นประธานวุฒิสภา ท่านเป็นผู้ที่ถือ งบประมาณของวุฒิสภาไว้ แต่ขณะเดียวกันท่านลงไปสู่การเลือกตั้งด้วย ท่านไปลงเลือกตั้ง โดยพื้นฐานที่จะเอาเปรียบต่อผู้ที่สมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาในจังหวัดฉะเชิงเทรา แต่ถ้าท่านประกาศ ท่านไม่ลงเลือกตั้ง ผมก็ยินดีนะครับที่จะถอนในสิ่งที่จะพูดไปทั้งหมดว่า สิ่งที่ท่านทํานั้นมันก่อให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบในการเลือกตั้งนะครับ กราบเรียน ท่านประธานนะครับ ขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพียงแต่มีความคิดในการที่จะมีการเลือกตั้ง ต่อไปอีกวาระหนึ่ง มันก็มีการเตรียมการที่จะหาเสียงเลือกตั้งไว้ล่วงหน้า เพื่ออยากจะเรียนให้ ท่านประธานรัฐสภาได้รับทราบนะครับว่า ในวุฒิสภา มันมีการไปขอเงิน ขอรับการสนับสนุน งบประมาณจาก กสช. กสทช. หรือสํานักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการ โทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กรที่อยู่ภายใต้การกํากับดูแลของ วุฒิสภา ไปของบประมาณเขามา ๓๐ ล้านบาท เพื่อที่จะมาจัดการอบรมเครือข่ายต่าง ๆ ของจังหวัดต่าง ๆ ขณะนี้ กสทช. อนุมัติงบประมาณมา ๑๐ ล้านบาท แล้วก็มาดําเนินการอบรม ๑๐ รุ่น ซึ่งผม จะกราบเรียนให้ท่านประธานรัฐสภาได้ทราบนะครับว่า มีการอบรมที่ ๑๘ จังหวัด ภาคอีสาน แต่ละรุ่น ๆ ละ ๓ จังหวัด ๆ ละ ๕๐ คน ๑ รุ่น ๑๕๐ คน ในจํานวน ๘ รุ่นนั้น ๑๘ จังหวัดภาคอีสาน ๓ จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง แล้วก็ ๓ จังหวัดภาคกลางบางส่วน ทําการอบรม จํานวน ๘ รุ่นนี้นะครับ เอามาอบรมที่พัทยา เวลาอบรม ๓ วัน ๒ คืน ขณะเดียวกันอีก ๒ รุ่น ๆ หนึ่งเป็นรุ่นจาก ๓ จังหวัดภาคตะวันออก เอาไปอบรมที่ จังหวัดเชียงใหม่ แล้วมีรุ่นพิเศษอีกรุ่นหนึ่งจากจังหวัดฉะเชิงเทรา ๑๕๐ คน เอาไปอบรมที่ จังหวัดเชียงใหม่ สิ่งตรงนี้ถามว่าถ้าท่านไม่ต้องลงต่อไป
ท่านครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม กํานันโสภณ ศรีมาเหล็ก สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดน่าน ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ผมขอประท้วงผู้อภิปรายในขณะนี้นะครับ เพราะว่าท่านแปรญัตติในมาตรา ๑๐ เกี่ยวกับการยังคงอยู่ของสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาในเมื่อมีกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ยังคงอยู่นะครับ ดังนั้นท่านไปพูดนอกประเด็นเกี่ยวกับการอบรมสัมมนาของโครงการ วุฒิสภา ซึ่งได้จัดโครงการมาเป็นหลายปีต่อเนื่องกันมาโดยตลอดนะครับ ดังนั้นอยากจะฝาก ท่านประธานช่วยกํากับดูแลควบคุมการประชุมในครั้งนี้ด้วยนะครับ
ท่านสมเจตน์ครับ เอาที่ ท่านแปรญัตติเอาไว้ในมาตรา ๑๐ นะครับ เอาในประเด็นครับ
นี่ครับ อยู่ในประเด็น
ท่านครับ เอาอยู่ในประเด็น ดีกว่าครับ ที่นี้ที่ท่านพูดมานี่มันไม่ได้อยู่ในประเด็นแล้วไปพาดพิงทําให้คนอื่นเสียหายด้วย เพราะฉะนั้นขอให้เข้าประเด็นเถอะครับ
ท่านประธานครับ ผมเรียนว่าขอบคุณท่านสมาชิกวุฒิสภาท่านโสภณ ท่านบอกว่าโครงการนี้ทํามา ๑๐ ปีแล้ว ผมเรียนว่าไม่ใช่ครับ โครงการนี้เพิ่งเริ่มต้น แล้วก็มีโครงการตั้งแต่เดือนพฤษภาคม เพราะฉะนั้นไม่ใช่เป็นโครงการ ๑๐ ปี
เข้าประเด็นดีกว่ากระมังครับ
นี่ละครับ ท่านประธาน สิ่งที่ผมชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งกันถึงเรื่องของผลประโยชน์ เมื่อยังสามารถ ดํารงตําแหน่งหน้าที่อยู่ในนี้อยู่ก็สามารถที่จะใช้อํานาจหน้าที่ที่จะไปเอางบประมาณและ ขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อมาสนับสนุน ดูเหมือนกับว่า ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน แต่โดยพื้นฐานทั่วไปในการหาเสียงก็ทํากันอย่างนี้ละครับท่านประธาน ด้วยเหตุนี้ละครับ สิ่งที่ผมได้เห็นทั้งหมดว่าการให้คงมาตรา ๑๐ นี้ไว้ต่อไปมันจะทําให้สมาชิก วุฒิสภาที่ยังมีอยู่ที่มีความคิดจะลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งหน้านั้นมีโอกาสได้เปรียบกับ ผู้ที่จะสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภาในโอกาสต่อไป เพราะฉะนั้นจึงมีความเห็นว่าควรตัดมาตรานี้ ออกทั้งมาตรา โดยแม้กระทั่งผมเองนั้นก็ยอมที่จะสละสิทธิ์นี้เพื่อรักษาไว้ซึ่งระบอบ ประชาธิปไตยที่แท้จริง ดั่งคําที่หลาย ๆ ท่านได้ไปประกาศไว้ แต่สิ่งที่ผมทํานี่ละครับ คือประชาธิปไตยที่แท้จริง ขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านจุฤทธิ์ครับ ก็ตัดออกทั้งมาตราเหมือนกันครับ เชิญเลยครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในมาตรา ๑๐ เป็นมาตราพิเศษ กล่าวคือที่เราได้พิจารณามาทั้งหมดนี้ครับ ร่างแก้ไขดังกล่าวนี้มี ๑๓ มาตรา เราพิจารณาจบ ไปแล้ว ๙ มาตรา ใน ๙ มาตราที่พิจารณาจบไปแล้ว ลงมติไปแล้ว เป็นการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ เล่มนี้ แต่ตั้งแต่มาตรา ๑๐ เป็นต้นไปเป็นมาตราที่ร่างเพิ่ม ขึ้นมาใหม่เพื่อบังคับใช้ประกอบกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เล่มนี้ ดังนั้นตั้งแต่มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ มาตรา ๑๓ จะเป็นลักษณะคล้าย ๆ ว่าเป็นบทเฉพาะกาล แต่ท่านไม่ใส่ว่าเป็นบทเฉพาะกาล ท่านใส่เป็นมาตราเรียงไว้ทั้งหมด ๔ มาตรา ผมจะอภิปรายในส่วนของมาตรา ๑๐ ครับ มาตรา ๑๐ มี ๒ วรรค มีทั้งส่วนที่ ผมเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่เมื่อดูเนื้อความทั้งหมดผมต้องตัดทิ้งทั้งมาตรา ในส่วนที่ เห็นด้วยก็คือในวรรคแรกครับ ในวรรคแรกท่านเขียนไว้อย่างนี้ครับ ให้สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมีสมาชิกภาพอยู่ในวันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ คือถ้าเราผ่านกฎหมายนี้ออกไปได้ และใช้บังคับให้ยังคงมีสมาชิกภาพและปฏิบัติหน้าที่วุฒิสภาต่อไป กล่าวคือสมมุติว่าเราผ่าน ร่างนี้ในวาระที่สามไปแล้ว เสนอทูลเกล้าฯ แล้ว ประกาศบังคับใช้แล้ว ให้วุฒิสภา ชุดปัจจุบันนี้ครับที่มาพิจารณากฎหมายอันนี้อยู่ยังเป็นวุฒิสภาต่อไป ตรงนี้ผมเห็นด้วยครับ ทั้งส่วนสรรหาและส่วนเลือกตั้ง ส่วนท่านจะไปลงไม่ลงอะไรต่อไปนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งนะครับ ในวรรคหนึ่งที่ผมเห็นด้วย ที่เห็นด้วยนี่ครับ ไม่ใช่เพราะกรรมาธิการร่างมาถูกนะครับ หรือกรรมาธิการคิดว่าไม่ควรตัดทิ้งออกไป แต่กรรมาธิการทําตามรัฐธรรมนูญครับ เมื่อกรรมาธิการทําตามรัฐธรรมนูญผมถึงสนับสนุน กรรมาธิการทําตามรัฐธรรมนูญ ตรงไหนครับ ในมาตรา ๒๙ ครับ ในมาตรา ๒๙ เขียนไว้ว่า การจํากัดสิทธิและเสรีภาพ ของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้จะกระทํามิได้ คําว่า สิทธิและเสรีภาพของบุคคล ในที่นี้หมายถึงว่าสิทธิและเสรีภาพของวุฒิสมาชิกทั้งหมดที่ดํารงอยู่ในปัจจุบันนี้ ท่านไปตัดทิ้ง ไม่ได้ อันนั้นผมจึงสนับสนุนในวรรคหนึ่ง ส่วนในวรรคสองครับ ท่านประธานครับ ส่วนในวรรคสองเขียนว่าอย่างนี้ครับ ในกรณีที่การดํารงตําแหน่งของวุฒิสภาตามวรรคหนึ่ง ว่างลง คือสมมุติว่าวุฒิสภาปัจจุบันมีอันเป็นไปด้วยเหตุใดก็ตาม เช่น ตาย ลาออก หรือจุด ๆ อื่น ๆ ตามที่รัฐธรรมนูญนี้บังคับไว้ ไม่ต้องให้มีการสรรหาวุฒิสมาชิกใหม่ขึ้นมาเพิ่มเติม หรือไม่ต้องเลือกตั้ง ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งใหม่ขึ้นมาเพิ่มเติม ปัญหามันอยู่นิดเดียวครับ ท่านประธานครับ ท่านเขียนไว้ว่าในกรณีการดํารงตําแหน่งของวุฒิสภาสมาชิกวุฒิสภา ตามวรรคหนึ่งว่างลงตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยก่อนการแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนี้ มันมีปัญหาอยู่นิดเดียวคือคําว่า ก่อน นี่ครับ ก่อนที่รัฐธรรมนูญ ฉบับแก้ไขนี้จะบังคับใช้ ปัญหามันอยู่ตรงไหนครับ เมื่อสักครู่ท่านวิทยา แก้วภราดัย ได้ยกตัวอย่างว่า สมมุติเรารับวาระที่สามฉบับนี้ไปแล้ว แล้วพวกผมไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ ปรากฏว่ามีขั้นตอนพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญเลยไปถึงก่อนเดือนมีนาคมปีหน้า แล้วร่างแก้ไขนี้ไม่สามารถบังคับใช้ได้ ปรากฏว่าเมื่อมีวุฒิสมาชิกชุดใหม่ขึ้นมาเราไม่สามารถ เลือกตั้งซ่อมได้เลยครับ ในส่วนวุฒิสมาชิกที่มาจากทั้ง ๗๗ จังหวัด นั่นคือปัญหาที่ ๑ ในส่วนของผมผมสมมุติว่าเราไม่ไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ สมมุติว่าเราพิจารณาวาระที่สองจบ วันนี้สมมุตินะครับ และเรามีการทูลเกล้าฯ พิจารณามีการบังคับใช้ก่อนวันที่ ๓๐ เดือนนี้ แสดงว่าอะไรครับ วุฒิสมาชิกชุดนี้ครับจะหมดอายุวันที่ ๒ มีนาคม นับจากวันที่ ๓๐ เดือนนี้ ไปถึงวันที่ ๒ มีนาคม มันมีกําหนดวันช่วงเวลาอยู่ ๑๘๒ วันครับ ๑๘๒ วันเกิดอะไรขึ้นครับ เกิดอะไรขึ้นตรงที่มาตรา ๘ เรารับรองไปแล้วครับ เราลงมติ ไปแล้วครับ ถ้าไม่ถึง ๑๘๐ วันไม่ต้องเลือกตั้งซ่อม คราวนี้ถ้ามันมีผลบังคับใช้วันที่ ๓๐ เดือนนี้ ปัญหาคือมัน ๑๘๒ วัน ๒ วันส่วนเกินเกิดอะไรขึ้นครับ ผมเลยบอกว่าวรรคสองนี่ ท่านเขียนผิด ท่านเขียนด้วยความมั่นใจว่าเสียงมากลากไปได้ รัฐธรรมนูญนี้ขัดขวางอย่างไร ก็ไม่ได้ ท่านจะแก้ไขอย่างไรก็ได้ ปิดอภิปรายอย่างไรก็ได้ คําวินิจฉัยของประธานเป็นที่สุด ท่านเลยมั่นใจว่าอย่างไรก็ผ่าน อาจจะเสนอทูลเกล้าฯ ให้ช้านิดหนึ่ง จะได้จบก่อนวันที่ ๒ ตุลาคมเดือนหน้า เมื่อผมอภิปรายอย่างนี้แล้ว เพื่อให้ไปเข้าข่าย ๑๘๐ วัน ท่านกรรมาธิการ พยักหน้า แสดงว่าผมพูดจริงครับ และพูดถูกครับ ไม่ว่าในประเด็นไหนก็ตาม ในเรื่อง เสียงข้างมากลากไป หรือการวินิจฉัยของประธานเป็นที่สุด เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ในวรรคสองนี้ผมจึงไม่เห็นด้วย และคิดว่ามันขัดกันเองครับ ท่านมาจํากัดสิทธิว่า ๒ วันนี้ ถ้ามีใครมีอันเป็นไปหลังวันที่ ๓๐ นี้ครับ ท่านบอกว่าไม่ต้องเลือกตั้งซ่อม ผมเลยคิดว่า อันนี้เป็นการจํากัดสิทธิเขาและขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙ ที่ผมได้กล่าวไปข้างต้นนะครับ ทั้งส่วนที่ต้องสรรหาเพิ่มเติมและเลือกตั้งเพิ่มเติมหรือเปล่า จะเป็นการกระทํามิได้ เพราะฉะนั้นผมขอให้บันทึกไว้ตรงนี้ครับ ว่าสมมุติถ้ารัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมอันนี้ มีอันเป็นไปไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจากการร้องผ่านศาลรัฐธรรมนูญ หรือไม่ร้องผ่าน ศาลรัฐธรรมนูญก็ตาม ถ้ามีอันเป็นไปไม่สามารถบังคับใช้ได้ แล้วไปมีผลบังคับใช้หลังวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๗ คือปีหน้า ผมคิดว่ากรรมาธิการทุกท่านที่นั่งอยู่ตรงนี้จะต้องรับผิดชอบ และผู้ที่ลงมติทุกมาตราทั้งฉบับจะต้องรับผิดชอบต่อไป ขอบคุณมากครับ
ต้องขอชื่นชมท่านจุฤทธิ์ อีกครั้งหนึ่งนะครับที่อภิปรายในกรอบวาระที่สองถูกต้องตามข้อบังคับครบถ้วนครับ ต้องขอขอบคุณครับ
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตนิดเดียวครับ ผม จุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ นะครับ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ก็ขอขอบคุณท่านประธานนะครับที่ให้ความชื่นชมผม แต่ว่าเรียนนิดเดียวครับ ท่านจะนําผมไปเปรียบเทียบกับสมาชิกท่านอื่นไม่ได้ เพราะลักษณะการอภิปรายจะเป็น รูปแบบของท่านใครท่านมันนะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อท่านนําผมไปเปรียบเทียบท่านอื่น ผมเกรงว่าจะทําให้ท่านอื่นรู้สึกว่าท่านประธานกับผมมีอะไรกันหรือเปล่า ขอบคุณครับ
ผมไม่ได้เอาไปเปรียบเทียบ กับใครหรอกครับ ผมมองในข้อบังคับ เห็นว่าท่านอภิปรายต้องโดยข้อบังคับครบถ้วน ผมก็ชื่นชมเท่านั้นเอง ไม่ได้เปรียบเทียบใครเลยครับ เชิญท่าน ส.ว. พรพันธุ์ครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ดิฉัน แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ดิฉันแปรญัตติในมาตรา ๑๐ ให้ตัดออกทั้งหมดนะคะ ด้วยเหตุผลที่เมื่อดิฉัน คิดในภาพรวม โดยเฉพาะระหว่างมาตรา ๑๐ แล้วก็มาตรา ๑๒ ถ้าหากว่ามันเป็นไปตามที่ได้ กําหนดไว้ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็หมายความว่าในอีก ๓ ปีข้างหน้านี้ ในวุฒิสภาก็จะมี สมาชิกวุฒิสภา ๒๗๓ คน ซึ่งรวมเลือกตั้ง ๒๐๐ คนเข้ามา ดิฉันคิดว่าในจํานวนนี้ มันเป็นจํานวนซึ่งเกินกว่าที่มีอยู่นี้ประมาณเกือบเท่าตัวนะคะ ซึ่งถ้าเผื่อดูในกายภาพ เป็นการสิ้นเปลืองทั้งสถานที่ ทั้งงบประมาณที่จะใช้จ่ายนะคะ เป็นค่าใช้จ่ายของ ส.ว. แต่ละคน เปลืองที่จอดรถ เปลืองเวลาที่จะต้องมาทํางาน โดยที่ในมาตรา ๑๒ นั้นก็ได้ แก้ไขเพิ่มเติมว่า เมื่อได้มีพระราชกฤษฎีกากําหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา เป็นการทั่วไปแล้ว สมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๐ จะปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการพิจารณาในบุคคลดํารงตําแหน่ง หรือถอดถอนบุคคลใดออกจากตําแหน่งตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญมิได้ จนกว่าสมาชิก วุฒิสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้งทั่วไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยรัฐธรรมนูญนี้เข้าปฏิบัติหน้าที่ เพราะฉะนั้นในลักษณะแบบนี้ก็ทําให้สมาชิกวุฒิสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เป็นพวกสรรหานะคะ ก็คือไม่สามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ตามที่ กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญได้ หน้าที่ที่สําคัญอันหนึ่งก็คือการแต่งตั้งหรือถอดถอนบุคคล อันนี้ ก็เท่ากับเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ และนอกจากนั้นดิฉันคิดว่าการให้มาตรานี้คงอยู่ก็เป็นการ ขัดต่อหลักการของการแก้ไขในร่างนี้ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะว่าในร่างนี้มีการแก้ไขที่ระบุว่า โดยหลักการและเหตุผล ก็คือแค่ให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยกําหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งเท่านั้น เสร็จแล้วในมาตรา ๑๐ กลับให้คงไว้ โดยมีสรรหาอยู่และในขณะเดียวกันก็มีการแก้ไม่ให้ทําหน้าที่ของการเป็นสมาชิกวุฒิสภา อย่างเต็มที่ ฉะนั้นดิฉันคิดว่ามันขัดทั้งหลักการและเหตุผล ขัดทั้งรัฐธรรมนูญ มันขัดกันพันพัว ไปหมด ความเห็นของดิฉันก็คือขอให้ตัดออกแล้วก็ความจริงแล้วก็ไม่จําเป็นที่จะต้องให้ สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากสรรหาอยู่จนกระทั่งครบตามวาระที่ควรจะเป็น เพราะว่ามันเป็น การเกินจํานวนไปแล้วก็รุงรังเปล่า ๆ แล้วก็สิ้นเปลืองงบประมาณ นอกจากนั้นก็ทําหน้าที่ได้ ไม่เต็มที่นะคะ แล้วก็ทําให้กลายเป็นผู้ที่ทําหน้าที่ผิดรัฐธรรมนูญไปด้วย เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ ก็คิดว่ามันไม่จําเป็น ก็เลยเสนอให้ตัดมาตรา ๑๐ ออกไปทั้งมาตรา ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณท่าน ส.ว. พรพันธุ์ เหมือนกันนะครับที่อภิปรายอยู่ในกรอบข้อบังคับครบถ้วนครับ เชิญคุณหมอสุกิจครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้แปรญัตติในมาตรา ๑๐ ของร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้นะครับ แล้วก็เป็นมาตราที่ไม่ขัดกับหลักการ เพราะว่าก่อนหน้านี้ผมแปรญัตติมา กี่มาตรา ๆ กรรมาธิการโดยเฉพาะท่านประธานคณะกรรมาธิการท่านก็บอกว่าขัดหลักการ หมดเลยนะครับ แต่ยังโชคดีที่ท่านประธานได้กรุณาให้ได้อภิปรายกันบ้าง ได้แสดง ความคิดเห็นกันบ้าง ก็นับเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกนะครับ ผมแม้จะอยู่ในสภาไม่นาน แต่ก็เพิ่งเห็นคราวละนี้ครับที่กรรมาธิการสามารถมาชี้ได้ว่าเราขัดหลักการแล้วก็มาใช้ พวกมากในสภาลากไปนะครับ ที่ทําให้พวกผมเกือบจะเสียสิทธิไป ก็ขอบคุณท่านประธาน ที่ให้สิทธิคืนมา แต่มาตรา ๑๐ สบายเลยครับ เพราะว่าผมไม่ขัดหลักการครับ แล้วก็ เหมือนกับมาตราอื่น ๆ ที่ผมแปรญัตติก็คือผมแปรญัตติตัดทั้งมาตราครับ เพราะอย่างที่ ท่านจุฤทธิ์ก็ได้พูดไปแล้วว่ามาตรา ๑๐ ก็เหมือนกับเป็นบทเฉพาะกาลนะครับ เพราะฉะนั้น ถ้าผมไม่รับตั้งแต่แรกแล้ว ตั้งแต่วาระที่หนึ่งผมไม่รับการแก้ไขแล้ว ผมลงมติคัดค้านการแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว ก็ไม่รู้จะมีบทเฉพาะกาลไปทําไมนะครับ เหตุผลแรกก็คือวาระที่หนึ่ง ผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ซึ่งประเด็นสําคัญก็คือที่ท่านตัด ส.ว. สรรหา ออกไปนะครับ เพราะผมได้อธิบายตั้งแต่การอภิปรายในวาระแรกไปแล้วว่า ส.ว. ต้องมีความหลากหลาย พอสมควรในการที่จะทําหน้าที่ให้ได้ตามที่พี่น้องประชาชนคาดหวังไว้ ที่มาบอกว่าไม่ยึดโยงกับ ประชาชน คืนอํานาจให้กับประชาชนบ้าง หลาย ๆ ท่านก็ได้อภิปรายมา ได้พูดมาข่มพวกผม ในทํานองอย่างนี้ ถามจริง ๆ เถอะท่านได้เคยไปพูดไปถามกับพี่น้องประชาชนหรือยัง ว่าเขาต้องการ ส.ว. แบบไหน ผมเชื่อว่าถ้าพี่น้องประชาชนได้ฟังการอภิปรายมาตลอด ที่ผ่านมาเขาก็คงจะแยกแยะออกแล้ว ว่า ส.ว. ต้องไม่เหมือนกับ ส.ส. เราเลือก ส.ส. มา เราทําหน้าที่นิติบัญญัติออกกฎหมาย ในขณะเดียวกัน ส.ว. ถ้าถามพี่น้องประชาชนนะครับ พี่น้องประชาชนเขาจะตอบคําแรกเลยว่า ส.ว. มาทําหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงของ ส.ส. เพราะในอดีต ผมก็เคยลงสมัคร ส.ว. นะครับ แล้วก็เป็น ส.ว. ที่ได้รับการเลือกตั้งมาด้วยเมื่อปี ๒๕๔๙ ไม่ต้องไปบอกเขาเลยครับว่า ส.ว. ไปทําหน้าที่อะไร เพราะเขามีความรู้ เขาศึกษากันมานานแล้ว เขาบอกว่า ส.ว. มาทําหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย ชาวบ้านรู้ก่อนเราเสียอีกครับ เพราะฉะนั้น ในการที่มาตัด ส.ว. ที่มีความรู้ที่สามารถที่จะมากลั่นกรองกฎหมายได้ในทุก ๆ ทาง ทุก ๆ สาขาอาชีพ ทุก ๆ เหล่าวิชาความรู้ หรือทุก ๆ ชุดความคิดอย่างที่ท่านชํานิพูด ก็ต้องอาศัยความหลากหลายอันนี้ครับ อันนี้คือความเสียดายของผมนะครับที่ผมต้องระบาย บอกกับท่านประธานว่า ถ้าเกิดกฎหมายฉบับนี้ การแก้ไขครั้งนี้สําเร็จสิ่งนี้จะหายไปก็คือ ส่วนของความหลากหลายของสมาชิกวุฒิสภาในอนาคตนะครับ ท่านประธานครับ เดี๋ยวท่าน หาว่าผมนอกประเด็น มาตรา ๑๐ ที่ผมตัดออกทั้งมาตราก็จะมีอยู่ ๒ วรรคนะครับ วรรคแรกบอกว่า ให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีสมาชิกภาพอยู่ในวันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับยังคงมี สมาชิกภาพและปฏิบัติหน้าที่วุฒิสภาต่อไป อันนี้ท่านก็อาจจะสงสัยว่าแล้วผมมาตัดทําไม เพราะถ้าตัดอย่างนี้แล้วมันก็มีผลเสีย หมายความว่าพอกฎหมายสามารถแก้ไขได้ สมาชิก วุฒิสภาก็จะหมดไปจากสภาทันที สภานี้ก็จะเป็นสภาเดียว ไม่มีเหตุผลที่จะตัด อันนี้ ผมอธิบายได้ครับว่าที่ผมตัดก็เพราะผมยังมีความมั่นใจอยู่ลึก ๆ คือใครจะคิดอย่างไรก็ตาม ใครจะวิจารณ์ ใครจะอ้างเหตุผลอะไรก็ตาม ผมก็มีความคิดของผม ผมยังเชื่ออยู่ลึก ๆ ว่า การแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่มีทางที่จะสําเร็จลุล่วงไปด้วยดี ด้วยเหตุผลหลาย ๆ อย่าง ทั้งที่ ท่านสมาชิกหลายท่านนะครับได้พูดกันถึงเงื่อนไขของห้วงเวลาต่าง ๆ ว่าต้องใช้เวลา กี่เดือน ๆ อันนี้ผมก็คงจะไม่พูดซ้ํา เดี๋ยวก็หาว่าวนเวียนซ้ําซากกันอีก แต่สิ่งที่ผมกําลังจะพูด ก็คือมันยังมีเวลาหลังจากที่เราเสร็จวาระที่สองไปแล้วนะครับ ก็อาจจะอีกถึงวันศุกร์นี้ ก็อาจจะจบหรือไม่จบผมก็ไม่ทราบนะครับ เพราะว่าทางพวกผมก็ยังมีผู้ที่จะแสดง ความคิดเห็นอีกมากมายทีเดียว เนื่องจากว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ การแก้รัฐธรรมนูญก็คือ การแก้กฎหมายที่ใหญ่สุดของประเทศ เพราะฉะนั้นเพื่อน ๆ สมาชิกทุกคนก็อยากจะมี ส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนหรือในด้านตรงกันข้าม เพราะฉะนั้นฝ่ายผมในฐานะที่ผม เป็นวิปอยู่ก็ทราบดีว่ายังมีเพื่อนสมาชิกอีกจํานวนมากมายที่จะแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะ บทเฉพาะกาลนี่ก็เป็นเรื่องที่สําคัญทีเดียว เพราะฉะนั้นก็ยังบอกไม่ได้ครับ แต่ที่บอกได้ก็คือหลังจากจบวาระที่สองไปแล้วยังมีเวลาเหลือ อีก ๑๕ วัน เป็น ๑๕ วันที่มีค่าที่สุดสําหรับพี่น้องที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาแล้วก็พี่น้อง ที่เป็น ส.ส. เพื่อน ๆ ส.ส. เพื่อน ๆ วุฒิทั้งหลายนะครับ ที่ท่านจะได้ใช้เวลา ๑๕ วัน อันนี้ ไปไตร่ตรองอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งผมใคร่จะขอร้องท่านทั้งหลายที่เป็นสมาชิกรัฐสภาที่ทรงเกียรติ แห่งนี้อยู่ตรง ณ ที่นี้ ขอให้ท่านได้เห็นกับประโยชน์ของประเทศชาติว่าการแก้ไขครั้งนี้ มันได้เกิดอะไรขึ้นกับประเทศชาติในอนาคต ขอให้ใช้เวลานี้กลับไปทบทวน ท่านจะได้เห็น หลายสิ่งหลายอย่างที่กรรมาธิการได้ทํากับร่างที่ท่านรับหลักการไว้ในขั้นต้น ในวาระแรก อย่างเช่นผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่าที่กรรมาธิการได้ปู้ยี่ปู้ยําไปนะครับ ทําให้ร่างที่ผ่านมา ในวาระแรกรับหลักการมาอย่างหนึ่ง ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้วครับ มันไม่ได้ตรงกับ ที่รับหลักการทั้งหมดเลย อย่างเช่นที่เขายึดหัวใจสําคัญที่สุด อย่างที่ผมได้กราบเรียนไปแล้ว ว่าผมก็เคยสมัคร ส.ว. ผมก็อ่านกฎหมายที่เกี่ยวกับ ส.ว. ถึงแม้ว่าจะเป็นฉบับที่ผมลงเลือกตั้ง เป็นปี ๒๕๔๐ แต่สิ่งที่เขาคงเอาไว้ ซึ่งเป็นหัวใจสําคัญที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ยังคงเก็บไว้ นั่นก็คือความเป็นกลางครับ ความเป็นกลางทางการเมือง ถือว่าเป็นหัวใจที่สําคัญที่สุด ของความเป็นสมาชิกวุฒิสภาของประเทศไทย นอกจากว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงแนวคิดว่า ต่อไปให้สมาชิกวุฒิสภามาสังกัดพรรคการเมืองอะไรได้ อย่างนั้นก็ค่อยว่ากันไปครับ แต่ที่ผ่านมาเราถือให้สมาชิกวุฒิสภา ที่สําคัญที่สุดก็คือคงความเป็นกลางทางการเมือง แต่สิ่งที่กรรมาธิการได้ทํา ผมเรียกว่าปู้ยี่ปู้ยําครับ ทําให้สิ่งนี้ไขว้เขวไปเลย เอาพรรคการเมือง เข้ามาเกี่ยวข้อง ท่านจะมาแก้ตัวอย่างไรก็ตามครับ แต่ผมบอกแล้วว่าผมไม่ใช่นักกฎหมาย แต่ผมเป็นนักใช้สามัญสํานึก มันบอกได้ทันทีครับ คนที่มีสามัญสํานึกที่ปกติบอกได้ทันที ถ้าวันนี้เป็น ส.ส. พรุ่งนี้มาสมัคร ส.ว. ได้ ความเป็นกลางทางการเมืองโดยใช้สามัญสํานึก มันเกิดขึ้นไม่ได้หรอกครับ กลิ่นอายของความเป็นพรรคก็จะติดมา
คุณหมอครับ มีผู้ประท้วงครับ ผมว่าคุณหมอทราบดีอยู่แล้วครับ ผมว่าเอาพอสมควร เข้าประเด็นดีกว่ากระมังครับ ไม่อย่างนั้นก็มีผู้ประท้วงหลายท่าน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ
คงประเด็นเดียวกันนะครับ ไม่ต้องประท้วงก็ได้ครับ ผมเตือนไปแล้ว เดี๋ยวก็คงอีกไม่นาน
ใช่ครับให้เข้าประเด็น ๑๐ นาทีแล้วครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ
คุณหมอครับจะได้อภิปราย ไม่ต้องมีคนประท้วงครับ ผมว่าเข้าประเด็นแล้วกระชับครับ
ได้ครับ ผมจะ อภิปรายต่อครับก็รู้ดีอยู่แล้วครับว่าสมองคนบางคนก็คิดได้เท่านั้นละครับ
ท่านถอนครับ คุณหมอ ถอนครับ จ่าประสิทธิ์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องประท้วง ผู้อภิปรายตามข้อ ๔๓ และขอใช้สิทธิพาดพิง กรณีที่กล่าวหาว่าผมสมองแค่นี้ครับ ความจริง แล้วนี่ที่ผมมีโอกาสมาทําหน้าที่ตรงนี้เพราะพี่น้องชาวสุรินทร์ได้ให้โอกาสผม พูดอย่างนี้ ดูถูกพี่น้องของผมครับ
วนเวียน ซ้ําซากครับ เมื่อเช้าพูดแล้วอย่างนี้
คนสุรินทร์เขาฉลาดครับ ผมไม่ได้ฉลาดไปกว่าพี่น้องประชาชนคนสุรินทร์ แต่วันนี้ พี่น้องประชาชนเขาฉลาดเลือกผมแค่นั้นเอง ท่านเป็น ส.ส. มานานก่อนผมท่านต้อง
พอแล้วครับ ขอให้ถอน เถอะครับ
ท่านประธานให้ผม ถอนคําว่า
ที่ไปว่าสมองอะไรนั่น
มีสมองแค่นี้ คือทุกคนก็มีสมอง
ถอนดีกว่าครับคุณหมอ จะได้อภิปรายต่อครับ
ครับ ถอนครับ
ขอบคุณครับ
ก็สมองเรามันไม่โต ไปกว่า
เชิญต่อของท่านดีกว่า ขอให้อยู่ในประเด็น แล้วก็กระชับนะครับ ใช้เวลาพอสมควรแล้วครับ
ผมกําลังอภิปราย ว่าผมมีความมั่นใจว่ากฎหมายฉบับนี้มันจะไม่ผ่าน เพราะเหตุผลก็คืออีก ๑๕ วันนี้คนที่เป็น สมาชิกวุฒิสภา คนที่เป็น ส.ส. ต้องกลับไปคิดทบทวนว่ากรรมาธิการได้เปลี่ยนแปลง คือวาระแรกนี้ท่านรับมาแล้วนะครับ อันนั้นผมก็ไม่ว่าอะไรครับ แต่เรารับมาอีกอย่างหนึ่ง ท่านประธานเข้าใจไหมครับ วันนี้กรรมาธิการเข้าวาระที่สองมันมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ ผมบอกว่าปู้ยี่ปู้ยํา ก็คือทําให้ความเป็นกลางทางการเมืองที่ถือว่าเป็นหัวใจสูงสุดของ ส.ว. ของประเทศไทย ตั้งแต่ยุคแรกที่มีมาจนถึงปัจจุบันนี้ครับ ยุคความเป็นกลางนี้ละที่เป็นหลัก สําคัญ แต่กรรมาธิการชุดนี้ได้ทําให้สิ่งนี้มันเสียไป และผมก็แค่ยกตัวอย่างนิด ๆ หน่อย ๆ เท่านั้น ท่านประธาน ตอนนี้ท่านให้ผมพูดต่อนะครับ ว่าผมไม่ได้ออกนอกประเด็นเลยครับ ดึงเอาความเป็นสภาครอบครัว ดึงความเป็นส่วนตัว
คุณหมอครับ ยังไม่เข้า ประเด็นเลยครับ คุณหมอเข้าประเด็นเถอะครับ แล้วก็ขอให้กระชับครับ ท่านจิรายุเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๑๘ คลองสามวา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ประท้วงท่านประธานตาม ข้อบังคับ ข้อ ๕ และประท้วงผู้กําลังอภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ด้วยเหตุผลดังนี้ครับ ผมพยายามอดทนฟังมาตั้งแต่นาทีที่สอง ท่านพูดคําว่า พวกมากลากไป นาทีที่เจ็ดท่านพูด คําว่า ปู้ยี้ปู้ยํา นาทีที่แปดครึ่ง ท่านประธานครับ พูดคําว่า สามัญสํานึกมีหรือเปล่า แล้วก็ นาทีต่อมาก็คือตําหนิติเตียน เพื่อนสมาชิกบอกสมองคิดได้แค่นี้ ท่านประธานครับ ผมมี คําหน้าว่า นาย อาจจะสู้นายแพทย์สุกิจไม่ได้ คํานําหน้ามากกว่าผม แต่ผมคิดว่าคนที่มีวัยวุฒิ คุณวุฒินี้น่าจะเข้าเรื่อง
อย่าไปพาดพิงกันเลยครับ คุณหมอครับ ขอความกรุณาเถอะครับ เข้าประเด็นเถอะครับ
ผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ พูดไปพูดมาผมก็ไม่รู้ว่าจะเข้า ประเด็นอย่างไรครับ เพราะผมมีความเชื่อของผมว่าผมอยู่ในประเด็น แต่ถ้าท่านบอกให้เข้า ประเด็นผมก็ยินดีครับท่านประธานครับ ท่านไม่ต้องกดไมโครโฟนครับ ก็สรุปว่าในอีก ๑๕ วันนี้ถ้ามีการทบทวนขึ้น ผมก็ไม่ทราบว่าวาระที่สามจะเป็นอย่างไร ความคิดของหลาย คนอาจจะเปลี่ยนไป รัฐธรรมนูญนี้อาจจะไม่ได้รับการลงมติเห็นชอบก็ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผม แปรญัตติเอาไว้ก็จะถูกต้อง ก็คือมันก็ต้องยกเลิกไปใช่ไหมครับ แล้วเหตุผลอย่างนี้มันไม่เข้า ประเด็นหรือครับท่านประธาน
อีกประเด็นหนึ่งก็คือที่ผมมีความเชื่อว่ามันจะไม่ได้ใช้ ก็คือเรื่องของ การแปรญัตติ การทํางานของกรรมาธิการอีกนั่นละครับ ที่ได้มีการชี้ออกมาแล้วว่า มีหลายเรื่องที่แปรญัตติเกินหลักการ แปรญัตติผิดหลักการ คือท่านบอกว่าพวกผม ผิดหลักการ แต่เวลาตัวท่านทํา ท่านก็ทําเกินหลักการ ผิดหลักการ ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูป กฎหมายก็ได้ชี้เรื่องนี้ออกมาแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นมันก็เป็นไปได้อีกครับ ที่ว่ามันจะ ไม่ผ่าน เมื่อมันไม่ผ่าน มาตรานี้มันก็ถูกตัด มันก็ใช้ไม่ได้ มันก็ตรงกันไหมครับกับที่ผม แปรญัตติเอาไว้ นอกจากนั้นในระหว่างการพิจารณาก็มีหลายมาตราที่มีการถกเถียงกัน มีการประท้วงกันวุ่นวายครับว่ากระทําผิดข้อบังคับ อย่างเช่น การเสนอผิดอภิปราย ซึ่งท่านประธานก็ได้
คุณหมอครับ
ท่านประธานครับ ผมจะชี้ไม่ได้หรือครับว่าอันนี้จะถูกยกเลิกไปอย่างไร
ผมว่าเข้าประเด็นดีกว่าครับ แล้วประเด็นนี้มันก็วกวน ซ้ําซาก พูดกันทุกวัน แล้ววันหนึ่งก็พูดกันหลายรอบ ผมว่าเข้า ประเด็นดีกว่าครับคุณหมอ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานท่านลืมไปแล้วหรือครับว่าผมตัดออกทั้งมาตราครับ เพราะฉะนั้นผมก็พยายาม ที่จะแสดงเหตุผลว่าทําไมถึงตัดออกทั้งมาตรา เหตุผลของผมก็คือมันจะต้องถูกยกเลิก เมื่อจะต้องถูกยกเลิกก็ต้องบอกเหตุผลสิครับ เหตุผลต่าง ๆ ก็คืออย่างเช่นกรณีที่ ดําเนินการพิจารณาในวาระที่สองผิดข้อบังคับ ผิดข้อบังคับก็หมายถึงว่าผิดรัฐธรรมนูญ เพราะการทํางานของเรา เราต้องอาศัยข้อบังคับ
มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานให้ความกรุณาหลายครั้งแล้วนะครับ ผู้อภิปรายยังไม่ได้ นอนคืนนี้เลย ตั้งใจจะฝันร้ายแล้ว จริง ๆ ท่านก็ตีความ ตอบเอง โน่นนี่นั่นเองหมด นอนก่อนครับแล้วค่อยฝันร้าย ท่านประธานช่วยวินิจฉัยตามข้อบังคับข้อ ๕ ด้วยครับ
ขอบคุณครับ คุณหมอครับ
ครับ
ผมเป็นประธานนะครับ เพราะฉะนั้นเขาให้อํานาจประธานในการวินิจฉัย และวินิจฉัยแล้วถือว่าเป็นที่สุด ไม่ได้ให้ อํานาจสมาชิกที่อภิปรายวินิจฉัยตัวเองนะครับ ฉะนั้นผมวินิจฉัยหลายครั้งแล้วว่าไม่ได้อยู่ ในประเด็น ก็ขอความกรุณาให้เข้าประเด็น ก็ใช้เวลา ๑๐ กว่านาทีแล้วครับ ท่านก็ยังไม่ยอม เข้าประเด็นสักที ประเด็นที่สงวนคําแปรญัตติเอาไว้ ตัดในมาตรา ๑๐ นะครับ ก็คือตัด ในส่วนที่หลังจากรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ก็ยังให้สมาชิกยังคงสภาพอยู่อะไรก็ว่ากันไปตามที่ ท่านตัด ไม่เห็นด้วยเพราะอะไร แต่จะไปอ้างเหตุ ที่พูดนั้นมันไม่มีเหตุผลครับ เพราะฉะนั้น ผมว่าเข้าประเด็นนะครับ ท่านใช้เวลามาพอสมควรแล้วครับ
หมายถึงว่า ท่านประธานมั่นใจว่ากฎหมายฉบับนี้ต้องผ่านวาระที่สามแน่นอนอย่างนั้นใช่ไหมครับ ถ้าท่านพูดอย่างนั้น
มันไม่ใช่ประเด็นที่จะมาอ้าง ที่จะพูดอะไรก็ได้ ไม่ใช่ครับ
นี่เป็นการแสดง เหตุผลอย่างหนึ่งนะครับในการตัด เอาละครับผมไม่เถียงท่านประธานแล้วครับ
ดีแล้วครับไม่เถียง เพราะข้อบังคับก็ไม่ให้อํานาจที่จะมาเถียงประธานอยู่แล้ว คําวินิจฉัยถือว่าที่สุด ทีนี้เพื่อให้ การประชุมเรียบร้อยครับ คุณหมอครับ เราก็อยู่ด้วยกันมาพอสมควรครับ ผมว่าให้เกียรติ ซึ่งกันและกันดีกว่านะครับ บรรยากาศจะได้ไม่เสียหาย ขอให้เข้าประเด็นและกระชับครับ คุณหมอครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมไม่เคยดื้อกับท่านประธานครับ ประเด็นที่ท่านประธานชี้ให้ผม ก็คือว่าเมื่อตัดแล้ว ส.ว. จะอยู่หรือจะไม่อยู่นะครับ เมื่อตัดแล้ว ส.ว. ไม่อยู่แน่นอนครับ เมื่อ ส.ว. ไม่อยู่ ผมเรียนตรง ๆ เลยว่าผมไม่ได้มีความรังเกียจอะไร ส.ว. ชุดนี้ และผมชื่นชม หลาย ๆ ท่านด้วยครับ ก็อยากให้ท่านอยู่ครับ แต่ทีนี้ผมก็ไม่รู้จะอ้างเหตุผลอย่างไรในการตัด เพราะว่าผมก็รักชอบ ส.ว. ผมก็เลยต้องอ้างเหตุผลอย่างนี้ครับ ก็คือว่าผมคิดว่ามันไม่ผ่าน หรอกครับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ต่อไปถึงวรรคสอง ท่านไม่ต้องกดครับ ผมถึงวรรคสองนี้ก็คงจะ เข้าเรื่องแล้ว แล้วก็เป็นประเด็นสําคัญที่ผมว่าท่านกรรมาธิการต้องฟังให้ดีนะครับ ในวรรคสองท่านเขียนไว้ว่าอย่างไรครับ ในกรณีที่การดํารงตําแหน่งของสมาชิกวุฒิสภา ตามวรรคหนึ่งว่างลงตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยก่อนการแก้ไข เพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ต้องดําเนินการเลือกตั้งหรือสรรหาสมาชิกวุฒิสภาขึ้นใหม่ แทนตําแหน่งที่ว่าง เขียนได้อย่างไรครับกฎหมายอย่างนี้ ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ตอนที่พวกผมอภิปรายในมาตรา ๒ ที่ตัดทั้งมาตรา ท่านบอกว่ากฎหมายทุกฉบับต้องมี วันใช้บังคับ วันนั้นผมตัดทั้งมาตราก็คือตัดวันบังคับใช้ ท่านประธานคณะกรรมาธิการท่านโต้ ท่านบอกว่ากฎหมายทุกฉบับต้องมีวันบังคับใช้ ทีนี้ผมขอเรียนถามกลับไปบ้างครับว่า กฎหมายสามารถใช้ได้ก่อนวันบังคับใช้หรือครับ เดี๋ยวท่านต้องตอบผมนะครับประเด็นนี้ เพราะว่าถ้าเขียนอย่างนี้ท่านประกาศก่อนใช้เลยนะครับ วันนี้ท่านต้องไม่ลืมว่าเราใช้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ อยู่ ท่านบอกว่าวันนี้ ถ้าเกิด ส.ว. ส.ส. คนไหนนะครับ ส.ว. คนไหนเกิดเสียชีวิต ตายลง หรือว่างลง ด้วยอย่างไรก็ตามนี้ ท่านบอกว่า ต้องไม่มีการเลือกซ่อมแทนตําแหน่งที่ว่าง ท่านอาศัย อํานาจอะไร กฎหมายที่ท่านร่างมานี้ มันยังไม่ได้ประกาศใช้เลยนะครับ มันจะมีผลมาบังคับ มาห้ามเขาได้อย่างไร ผมว่าเป็นการเขียนกฎหมายที่แปลกมาก อย่างไรก็ยังต้องใช้ รัฐธรรมนูญ มาตราที่บอกว่า เมื่อมีตําแหน่ง ส.ว. ว่างลง ต้องมีการเลือกตั้ง มาตรา ๑๒๐ นะครับ ที่กําหนดไว้อย่างนั้นว่า เมื่อว่างลงต้องมีการเลือกตั้ง ต้องมีการสรรหาด้วยนะครับ แต่ท่าน มาเขียนอย่างนี้ ผมไม่เข้าใจว่าเขียนได้อย่างไร มันเป็นกฎหมายประเภทไหนที่สามารถที่จะ มาบังคับใช้ล่วงหน้าได้ เพราะกฎหมายฉบับนี้อย่างที่ผมอภิปรายมาตั้งแต่ต้นเลยครับ ก็ยังไม่รู้เลยว่ามันจะผ่านหรือไม่ผ่าน อันนั้นประเด็นหนึ่ง อีกประเด็นหนึ่งก็คือวันประกาศ บังคับใช้ยังไม่มี เมื่อวันประกาศบังคับใช้ยังไม่มี ท่านจะมาบังคับใช้ได้อย่างไร ท่านต้องตอบครับ ถ้าท่านตอบไม่ได้ กฎหมายฉบับนี้ก็เป็นโมฆะครับ ท่านต้องส่งกลับไป ต้องดึงกลับไป แล้วก็ ต้องตกไป เพราะฉะนั้นข้อนี้ครับ ท่านต้องตอบให้กระจ่าง แล้วก็อาจจะต้องไปไกลกว่านั้น ด้วยนะครับ เรื่องนี้อาจจะถึงศาลรัฐธรรมนูญอีกเหมือนกัน ที่จะต้องมาตีความว่าการเขียน ของท่านนอกจากแปรญัตติเกินหลักการไปแล้ว ท่านยังใช้อํานาจเกินวัน เกินขอบเขตไปด้วย เพราะฉะนั้นผมจึงถือว่าการที่ผมตัดออกทั้งมาตรา เป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุดแล้วครับ ผมก็ได้ใช้ เหตุผลมาพอสมควรแล้วนะครับ แต่ท่านประธานคณะกรรมาธิการท่านอย่าลืม ท่านตอบ คําถามผม เพราะท่านพูดไว้ตั้งแต่ตอนแรกแล้วว่า กฎหมายต้องมีวันประกาศใช้ เมื่อมีวัน ประกาศใช้ ทําไมสามารถมีผลบังคับใช้ก่อนวันประกาศใช้ได้ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ รัฐสภายินดี ต้อนรับคณะนักศึกษาและอาจารย์จากวิทยาลัยการอาชีพชุมแพ จังหวัดขอนแก่นนะครับ ด้วยความยินดีครับ และขอต้อนรับคณะผู้บริหาร สมาชิกสภา พนักงานส่วนตําบล พนักงานจ้าง และผู้นําชุมชน องค์การบริหารส่วนตําบลทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ด้วยความยินดีนะครับ เชิญผู้อภิปรายท่านต่อไป คุณหมอเธียรชัยครับ
(นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านฉัตรพันธ์มีอะไรครับ กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ครับ เพื่อความสะดวก และความเรียบร้อยครับ ท่านประธานครับ ผมจะใคร่ขอรบกวนท่านประธานได้กรุณา แจ้งรายชื่อลําดับผู้อภิปรายล่วงหน้าสัก ๔ ท่านครับ
ครับ ได้ครับ
ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ มีคุณหมอเธียรชัย และคุณหมอวรงค์ แล้วท่านธนา และท่านอานิกครับ เชิญครับคุณหมอ
เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในมาตรานี้นะครับ ผมคือผู้ที่ แปรญัตติเสนอให้มีการตัดมาตรา ๑๐ ออกไปนะครับ มาตรา ๑๐ มีใจความว่า ให้สมาชิก วุฒิสภาซึ่งมีสมาชิกภาพอยู่ในวันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ยังคงมีสมาชิกภาพและปฏิบัติ หน้าที่วุฒิสภาต่อไป วรรคสองนะครับ ในกรณีที่การดํารงตําแหน่งของสมาชิกวุฒิสภา ตามวรรคหนึ่งว่างลงตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยก่อนการแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ต้องดําเนินการเลือกตั้งหรือสรรหาสมาชิกวุฒิสภาขึ้นใหม่ แทนตําแหน่งที่ว่าง เหตุที่ผมได้แปรญัตติตัดในมาตรา ๑๐ นี้ออกนะครับ ก็ด้วยเหตุว่าเมื่อผม อ่านมาตราทั้งสิ้น ๑๓ มาตราแล้ว มันอดที่จะเอาไปโยงกับมาตราหลัง ๆ หรือหลังจาก มาตรา ๑๐ นี้ไม่ได้นะครับ โดยเฉพาะในมาตราที่เรียกว่า มาตรา ๑๒ ซึ่งรายละเอียดนี่ผมจะเอาไว้อภิปรายในโอกาส ต่อไปนะครับ ในมาตรา ๑๐ อย่างที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายไปแล้วว่าดูเหมือนกับเขียน เอาไว้ดี เหมือนกับให้เห็นภาพว่าให้มีอยู่ในวันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับอยู่ แต่เมื่อมีการว่างลง กับบอกว่า ไม่ต้องดําเนินการเลือกตั้งหรือสรรหาสมาชิกวุฒิสภาขึ้นใหม่แทนตําแหน่งที่ว่าง การเขียนอย่างนี้มันมีผลกระทบนะครับ มีผลกระทบอย่างไรครับ ก็หมายความว่าผู้เขียนหรือ คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ต้องการที่จะไม่ให้มีจํานวนวุฒิสมาชิก ไม่ว่าจะมาจาก การเลือกตั้งหรือจากการสรรหาก็แล้วกัน มีการเพิ่มจํานวนขึ้นทดแทนสิ่งที่ขาดหายไป ทําไม ถึงเป็นเช่นนั้นครับ เรารังเกียจอะไรเขามากมายถึงขนาดนั้นครับ เพราะว่าบุคคลที่ได้รับ การเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชนมา ๗๖ จังหวัด จังหวัดละ ๑ คน รวมทั้งสมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการสรรหาก็ล้วนแต่ทําคุณประโยชน์มายาวนานอยู่ตลอด แม้ว่าจะใกล้หมดวาระ เพียงแค่ ๖ เดือนโดยประมาณนับจากนี้ไป เพราะฉะนั้นผมจึงไม่เห็นจะมีความจําเป็นว่า จะต้องมีไว้ทําไมในมาตรา ๑๐ นี้นะครับ ผมจึงตัดออก และเมื่อได้ไปอ่านในมาตรา ๑๒ ก็คือ เมื่อให้มีแล้วดูเหมือนว่าดี มีแล้วแต่ปรากฏผลว่าไม่ให้ทําหน้าที่ ไม่ให้ทําหน้าที่อะไรครับ หน้าที่ที่สําคัญอย่างยิ่งของวุฒิสภาเราปฏิเสธไม่ได้ก็คือหน้าที่ในการแต่งตั้ง ถอดถอน หรือให้ ความเห็นชอบกับใครครับ กับหน่วยองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญและองค์กรประกอบ รัฐธรรมนูญซึ่งมีความสําคัญมาก ในความเห็นของผมเห็นว่ามาตรานี้เมื่อเกี่ยวพันกับ มาตรา ๑๑๒ แล้วก็จะทําให้มีผลกระทบต่อการทําหน้าที่ของวุฒิสภาเป็นอย่างยิ่ง เมื่อไม่ให้ ทําหน้าที่ใด ๆ ก็เหมือนกับยิ่งกว่าหุ่นยนต์ คือไปนั่งลอย ๆ ร่วมกับสมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก การเลือกตั้ง ๒๐๐ คน เมื่อมีการถอดถอนหรือมีการให้ความเห็นชอบในตําแหน่งต่าง ๆ บทบาทก็ไม่มีครับ เพราะฉะนั้นการสรรหาองค์กรอิสระหรือบุคคลในองค์กรอิสระดังกล่าวที่มี ความสําคัญมาก โดยเฉพาะก็คือ ป.ป.ช. ครับ ประเทศไทยเรามีปัญหาในเรื่องคอร์รัปชัน สูงมาก พวกเราคงทราบดีนะครับว่าเมื่อวานนี้ก็ได้มีการตัดสินคดีซึ่งเป็นคดีที่ยาวนาน แต่ก็มี ผลทําให้พี่น้องประชาชนเห็นว่าผู้ที่มีอํานาจในการดําเนินการต่าง ๆ ในเรื่องเกี่ยวกับ การจัดหาสิ่งของต่าง ๆ หรือการบริหารราชการแผ่นดินมีการทุจริตคอร์รัปชันกัน อย่างมากมายมโหฬาร เพราะฉะนั้น ป.ป.ช. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักหน่วยงานหนึ่งก็จะถูก ลดบทบาทลง หรือมาจากการเลือกตั้งจากการลงมติของสมาชิกวุฒิสภาเพียง ๒๐๐ คนที่มา จากการเลือกตั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ก็จะมีโอกาสที่จะถูกแทรกแซงได้ในหลายมิติ เมื่อเรามาดู ตําแหน่งของ ป.ป.ช. ท่านประธานครับ ป.ป.ช. เราบอกว่าเรามีวาระการดํารงตําแหน่ง ๙ ปี นับตั้งแต่ที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งและดํารงตําแหน่งเพียงวาระเดียว นอกจากนี้อาจพ้น ตําแหน่งเนื่องจากตาย อายุครบ ๗๐ ปีบริบูรณ์ ลาออก ขาดคุณสมบัติ กระทําการอันเป็น การฝ่าฝืนมาตรา ๑๑ วุฒิสภามีมติให้พ้นต้องคําพิพากษาให้จําคุก ขณะนี้ ป.ป.ช. เป็นอย่างไร สถานการณ์สิ้นสุดวาระดํารงตําแหน่งเบอร์ ๑ ครับ คือท่านประธาน ป.ป.ช. คนปัจจุบันขออนุญาตเอ่ยนาม นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ หมดอายุสิ้นสุดวาระตําแหน่ง ๑๐ สิงหาคม ปี ๒๕๕๘ ปีนี้ ๒๕๕๖ ปลายปีแล้วครับ เพราะฉะนั้นปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๘ วุฒิสมาชิก ๒๐๐ คนก็มีโอกาสที่จะเลือกตั้งได้ตามอิสระ แน่นอนครับ ปีนี้ก็คือหมายถึงว่าพวกที่อยู่ก็คงอยู่ไม่ถึง แต่คนที่ได้พ้นวาระตําแหน่งเหลืออีก ประมาณ ๖ วันก็คือคุณกล้าณรงค์ จันทิก ครบกําหนดวันที่ ๑๗ กันยายน ปี ๒๕๕๖ หมายเหตุที่ครบก็เพราะว่าครบอายุ ๗๐ ปี คนต่อไปก็คือวัน ๑๓ มีนาคม ปี ๒๕๕๗ คือปีหน้าหลังจากที่วุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งหมดวาระวันที่ ๒ มีนาคม วันที่ ๑๓ มีนาคม ปี ๒๕๕๗ มี ป.ป.ช. ท่านหนึ่งคือคุณใจเด็ด พรไชยา ก็จะหมดอายุ ซึ่งแน่นอนครับ ท่านก็คงไม่มีโอกาสที่จะมาสรรหาได้เพราะคงไม่ทันอยู่ดี ต่อมาก็เป็นของวันที่ ๒๒ กันยายน ปี ๒๕๕๘ อีก ๒ ท่าน ซึ่งผมจะไม่ขอเอ่ยนามเพื่อเป็นการประหยัดเวลา มีวันที่ ๒๒ กันยายน อีก ๔ ท่านครับ ในส่วนที่มีการเลือกตั้ง ป.ป.ช. ไปแล้ว โดยได้รับตําแหน่ง ก็คือ ผ่านการพิจารณาของวุฒิสมาชิกชุดนี้ครับ ชุดลูกผสมระหว่างเลือกตั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ กับสรรหา หรือแต่งตั้ง ก็มีเพียง ๒ ท่าน คือคุณปรีชา เลิศกมลมาศ และ พลตํารวจเอก สถาพร หลาวทอง ผมขออนุญาตนะครับ ไม่มีอะไรเสียหาย เพราะฉะนั้นการเขียนมาตรานี้ ไว้อย่างนี้ รวมกับมาตรา ๑๒ ที่ผมกล่าวแล้วนี้มันมีผลเกี่ยวโยงต่อเนื่องกัน แล้วอาจจะมี หน่วยงานอื่น ๆ อีกครับที่จําเป็นจะต้องใช้วุฒิสภาชุดที่มาจากการเลือกตั้ง เผอิญ กกต. ชุดนี้ ก็จะหมดอายุประมาณวันที่ ๑๙ กันยายน ทุกท่าน ก็คงจะไม่มีปัญหาอะไรที่มีผลกระทบ ตอนนี้ สิ่งที่อาจจะมีผลกระทบต่อไปก็คือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติวาระหมดอายุ ก็คือวันที่ ๒๕ มิถุนายน วันแต่งตั้งนะครับ ขออภัย วันแต่งตั้งคือวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๒ และวันครบกําหนดก็คือวันที่ ๒๔ มิถุนายน ปี ๒๕๕๘ อย่างนี้เป็นต้นนะครับ รวมทั้ง การให้ความเห็นชอบกับอัยการนะครับ กับอัยการสูงสุด ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้ผ่านไปแล้วที่ได้มี การให้ความเห็นชอบกับอัยการสูงสุดไปแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นในมาตราดังกล่าวนี้จึงมี ผลกระทบต่อการมีส่วนแต่งตั้งหรือให้ความเห็นชอบวุฒิสมาชิกที่จะมีบทบาทลงคะแนนเสียง ให้กับการแต่งตั้งชุดดังกล่าว ท่านประธานครับ ผมขอย้อนกลับไปที่ปี ๒๕๔๐ เนื่องจากว่า ปี ๒๕๔๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่พรรครัฐบาลขณะนี้เห็นว่าดีที่สุดเพราะว่าเราได้เคยมีการต่อสู้ กันมาแล้วจากการที่ตั้ง ส.ส.ร. นะครับ จะให้มีการตั้ง ส.ส.ร. ขึ้นมาใหม่ แล้วก็ให้มี การเลือกตั้ง ส.ส.ร. เพื่อมีร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แต่เนื่องจากว่าติดขัด มีปัญหาขัดข้อง ทางกฎหมายก็ไม่สามารถลงมติได้ เพราะฉะนั้นการเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นรายมาตราดังกล่าวจึงมีผลที่จะทําให้เกิดความสําเร็จให้จงได้ คือไม่ได้ทั้งฉบับก็เอาอย่างนี้ เอาตรงร่าง คราวนี้ผมถึงได้เรียนให้ท่านประธานได้ทราบว่าเมื่อเราบูชาว่าปี ๒๕๔๐ ดีกว่าปี ๒๕๕๐ พรรครัฐบาลขณะที่พิจารณาคราวที่แล้วนะครับ ซึ่งผมก็ได้ชี้ให้เห็นว่าปี ๒๕๕๐ มันเหนือกว่า ปี ๒๕๔๐ มาตราต่อมาตรานี้เหนือกว่ากัน ทําให้ผมเกิดความคิดว่ารัฐธรรมนูญนะครับ ท่านประธาน ไม่ว่าเราจะร่างดีเพียงใดก็ตาม แต่ถ้าผู้ที่ใช้รัฐธรรมนูญ คือเราจะสร้างระบบดี อย่างไรก็ตาม แต่ถ้าตัวบุคคลมันไม่ดี ผลก็ออกมาไม่ดีครับ ถ้าคนดี ระบบดี ประเทศไทย เจริญครับ ขณะนี้ปัญหาอยู่ตรงนี้ครับ บางครั้งเราได้คนดี แต่ระบบไม่ดี เพราะฉะนั้นเราจึง ต้องมีการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ในเรื่องของคุณสมบัติ
คุณหมอครับ เอาให้กระชับ เข้าประเด็นหน่อยเถอะครับ เข้าประเด็นเลยนะครับ
เผอิญผมไม่ได้ มีโอกาสได้อภิปราย มาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ ซึ่งเป็นหัวใจอันหนึ่งนะครับ ผมก็เพียงแต่ ทบทวนให้ท่านประธานได้รับทราบ เพราะท่านประธานก็มีความเห็นว่ายังไม่สมควร ปิดอภิปราย ควรจะให้พูดไว้ก่อนนะครับ จนกระทั่งหมดประเด็นและไม่มีผู้อภิปรายนะครับ
คุณหมอครับ ผ่านมา แล้วครับ ขอให้กระชับหน่อนนะครับ
แน่นอน ผมเพียงยกตัวอย่างสั้น ๆ เท่านั้นครับ อย่างเรื่องคุณสมบัติ ของปี ๒๕๔๐ พูดตรง ๆ ก็คือว่า ยังมีการเว้นครับ เว้นวรรค ก็คือผู้ที่ดํารงตําแหน่งหรือเคย คําว่า เคยเป็น ในอดีตเขาไม่ให้มี นะครับ ให้เคยเป็นนี้ ยกห้าม ถือว่าเป็นข้อห้ามไม่ให้สมัคร หรือมีคุณสมบัติที่จะมา ลงเลือกตั้งเป็นวุฒิสภาได้ อย่างน้อย ๑ ปีครับในสมัยนั้น ปี ๒๕๔๐ ๑ ปี แต่ปี ๒๕๕๐ ที่เรา ว่าเลวที่สุด เขากลับเห็นว่ามันไมเพียงพอ เขาก็เลยใส่ไป ๕ ปี แต่ขณะนี้รัฐธรรมนูญที่ขณะนี้ กําลังจะแก้ไข ปี ๒๕๕๖
คุณหมอครับ ผมว่า เข้าประเด็นดีกว่านะครับ ใช้เวลามาเกินกว่า ๑๐ นาที เอาเข้าประเด็นนะครับ
เข้าประเด็น ครับท่าน ก็คือผมกําลังจะบอกว่าปี ๒๕๕๖ นี้กลับเลวยิ่งกว่าปี ๒๕๔๐ ครับ แล้วอย่างนี้ ประเทศชาติเราจะพัฒนาได้อย่างไร ผมพูดถึงเชิงระบบนะครับ เพราะว่ากฎหมาย รัฐธรรมนูญนี้ก็คือการสร้างระบบปกครองประเทศให้มีความมั่นคงแข็งแรง เพราะฉะนั้น ถ้าตัวแม่มันไปเสียแล้วนี้ครับ ทุกอย่างมันเสียหายไปหมดนะครับ ผมจึงบอกว่าการแก้ไข ร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวที่กําลังพิจารณาอยู่ปัจจุบันนี้นะครับ ความคิดเห็นของ คณะกรรมาธิการวิสามัญนะครับ ท่านได้ทบทวนดีหรือเปล่าว่าท่านได้ใช้สติปัญญา ให้ความเห็นชอบอย่างไรนะครับ เพราะว่าดังกล่าวแล้ว มันเป็นลักษณะที่มันด้อยกว่าอดีต ที่ผ่านมา ถ้าความเห็นชอบของท่านมันเสียตั้งแต่ต้น ต่อให้ท่านคิดชอบอย่างไร หรือเพียรพยายามอย่างไรมันก็ไปไม่ได้ครับ เพราะว่ามันไม่สามารถที่จะบรรลุสิ่งที่ท่าน ต้องการได้ ก็คือหมายความว่าบรรลุในสิ่งที่ทําให้ระบบสามารถนําไปแก้ไขให้กับ ประเทศชาติได้ หัวใจของการที่เรามาพูดกันในวันนี้มีเรื่องเดียวครับ คือเรื่องการออกแบบ วุฒิสภาอย่างไรให้มีความเป็นกลางมากที่สุดครับ ไม่ใช่เป็นเรื่องของสิทธิครับ ประเด็นวันนี้ มันอยู่ตรงที่ว่าสิทธิมีความสําคัญ แต่ก็ด้อยกว่าการที่จะค้นหา แสวงหาความเป็นกลางครับ เพราะฉะนั้นเมื่อผมได้อ่านพิจารณาทั้ง ๑๓ มาตราแล้ว และได้ดูมาตรา ๑๐ แล้ว ผมจึง เห็นว่าเป็นภาพมายา ผมไม่สามารถที่จะให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านไปได้ ผมจึงขอตัด ทั้งมาตราครับ ขอขอบคุณครับ
รัฐสภายินดีต้อนรับ คณะผู้บริหารสมาชิกสภาเทศบาลนะครับ เจ้าหน้าที่และ อสม. เทศบาลเมืองตากใบ จังหวัดนราธิวาส ด้วยความยินดีนะครับ เชิญคุณหมอวรงค์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะสมาชิกรัฐสภา สิ่งที่อยากจะกราบเรียนกับท่านประธานและ ท่านกรรมาธิการคือผมได้เสนอคําแปรญัตติทุกมาตราครับ แต่เสียดายในช่วงที่ผ่านมา ผมถูกตัดสิทธิไป อาจจะเป็นการอ้างข้อบังคับ แต่ผมก็ยืนยันว่าผมมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญครับ แล้วท่านประธานก็คงจะน่าเข้าใจและทราบดีว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดที่ใช้ ในการปกครองประเทศ ดังนั้นการสร้างกติกาที่เป็นสิ่งสูงสุดมันควรจะเป็นการเห็นพ้องครับ เป็นการเห็นพ้องร่วมกันที่อะไรเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของประเทศครับ แต่วันนี้ผมมีความรู้สึก มันกลับตาลปัตร ตรงที่เป็นการสนองตามความต้องการของเสียงส่วนใหญ่ หรือเสียงข้างมาก และผมต้องย้ําว่าบางครั้งเสียงข้างมากมันไม่ถูกเสมอไปท่านประธาน มันอาจจะเป็นการ ได้เปรียบของเสียงข้างมากจึงทําให้การพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้มันเป็นปัญหา แล้วผมมีมุมที่อยากจะเรียนกับท่านกรรมาธิการ คือผมมีความเชื่อว่าการเลือกตั้งมันไม่ใช่ สูตรสําเร็จครับ คือพวกเราพยายามบอกว่าประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง โทนี แบลร์ (Tony Blair) เขาก็พูดว่าระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่การเลือกตั้งครับ และผมเชื่อว่า ประชาธิปไตยเป้าหมายคือการอยู่ดีกินดีของประชาชนตามที่โทนี แบลร์ มาพูด เรื่องประชาธิปไตยในบ้านเรา แล้วผมได้มีโอกาสได้พูดคุยกับเพื่อนที่มีโอกาสไปเยี่ยมรัฐสภา ของเยอรมัน ปรากฏว่าสภาสูงของเยอรมันก็ไม่ได้มีการเลือกตั้งท่านประธาน เขาก็มี การสรรหาเหมือนกัน ก็เท่ากับว่าหลาย ๆ ประเทศก็มีการออกแบบรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิด กลไกในการควบคุมตรวจสอบและเกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศครับ ไม่ใช่ว่าอะไร ก็คือการเลือกตั้ง แล้วทุกอย่างจะต้องจบ เพราะวันนี้ประเทศเราวุ่นวายก็เพราะว่ามันคือ การเลือกตั้งครับท่านประธาน วันนี้ผมอยากจะถาม ก่อนที่จะถามเพื่อนกรรมาธิการครับ ผมขอทวนคําแปรญัตติผมครับ ซึ่งในมาตรา ๑๐ ได้มีการพูดถึงให้สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมี สมาชิกภาพอยู่ในวันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ยังคงมีสมาชิกภาพและปฏิบัติหน้าที่วุฒิสภา ต่อไป และในวรรคถัดไปได้เขียนไว้ว่า ในกรณีที่การดํารงตําแหน่งของสมาชิกวุฒิสภาตาม วรรคหนึ่งว่างลงตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยก่อนการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญนี้ไม่ต้องดําเนินการเลือกตั้งหรือสรรหาวุฒิสมาชิกขึ้นใหม่แทนตําแหน่งที่ว่างลง ครับ ผมย้ําครับ ผมต้องการให้ท่านสุดซอยไปเลยครับท่านประธาน ก็คือให้เพื่อนสมาชิก กรรมาธิการเสียงข้างมากให้มั่นใจด้วยความสุดซอยไปเลยว่า ถ้าว่างลงเมื่อไรไม่ต้องมีการ เลือกตั้งใหม่ หรือไม่ต้องมีการสรรหาขึ้นมาใหม่ คือให้ท่านจะได้ดําเนินการไปเลยครับ ทุก อย่างสุดซอยตามที่ท่านต้องการ แต่ก่อนที่ท่านจะตัดสินใจสุดท้ายนะครับ เพราะเดี๋ยวเข้าสู่ มาตราอื่น ผมอยากจะฝากข้อสังเกต ในการแก้ไขครั้งนี้ท่านได้ดูวัตถุประสงค์ร่วมกันของ ประชาชนคนไทยทั้งชาติไหมครับ ในรัฐธรรมนูญ หน้า ๑๐ ที่ได้มีการพูดถึงไว้ว่า วัตถุประสงค์ร่วมกันของประชาชนคนไทยในการดําเนินการรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คือ เจตนารมณ์ เขาได้พูดถึงการกําหนดกลไกของสถาบันทางการเมืองทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ศาล และองค์กรอิสระให้มีดุลยภาพ เท่ากับว่ารัฐธรรมนูญนี้เล่มที่เราถือกันไว้นี้ ถูกออกแบบไว้เรียบร้อยแล้วท่านประธาน ก็คือทุกอย่างมีอยู่ ๔ ขา ก็คือ ขาฝ่ายบริหาร ขาฝ่ายนิติบัญญัติ ขาฝ่ายตุลาการหรือศาล และขาขององค์กรอิสระ แสดงว่าการออกแบบ รัฐธรรมนูญครั้งนี้เซต (Set) ให้ทั้ง ๔ ขานี้มีดุลยภาพ คําว่าดุลยภาพก็คือการตรวจสอบ ถ่วงดุลซึ่งกันและกัน วันนี้ท่านแก้อยู่ ๑ ขา ก็คือขาของนิติบัญญัติ แล้วในนิติบัญญัติก็มี ๒ ขาย่อย ก็คือขาของสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็ของวุฒิสภา อยากจะกราบเรียนกับ เพื่อนกรรมาธิการว่าวุฒิสภาการได้มาซึ่งวุฒิสภามันคือสถาบันหลัก แล้วท่านได้ตระหนักไหม ว่าการแก้ไขของท่านลําพังให้มีการเลือกตั้งเฉย ๆ ตามที่ท่านต้องการนี้ ผมก็ไม่ได้ติดใจมาก ครับ แต่จุดที่ติดใจแล้วรู้สึกจะเป็นปัญหาอย่างยิ่ง นั่นคือการเปิดโอกาสให้ลงแล้วลงอีก ซึ่งตรงนี้มันจะทําให้เสียดุลยภาพ เพราะเมื่อเสียดุลยภาพเมื่อไรรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหา ทันที ผมขออนุญาตนะครับท่านประธาน เพราะว่าแปรญัตติมาทุกมาตราไม่ได้พูดเลย ขอเท้าความ อย่างน้อยก็เป็นการบันทึกนิดเดียวครับท่านประธาน
เอาพอสมควรนะครับ
พอสมควรครับ ท่านประธาน
ขอบคุณครับ
คือในเมื่อ รัฐธรรมนูญได้ออกแบบไว้ ๔ ขา เพื่อให้เกิดดุลยภาพ ท่านเปิด หน้า ๑๐ บรรทัดที่ ๓ บรรทัดที่ ๔ จากล่างเขียนไว้ชัดเจน ของรัฐธรรมนูญครับ เขาย้ําเรื่องดุลยภาพก็คือความสมดุล แล้วหัวใจ ของดุลยภาพหรือความสมดุล นั่นคือการตรวจสอบและถ่วงดุล ส.ส. ฝ่ายข้างมากจัดตั้ง รัฐบาล พวกเรา ส.ส. ฝ่ายข้างน้อยเป็นฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบ ส.ว. ต้องเป็นกลาง เพราะ ส.ว. ต้องมีหน้าที่ในการถอดถอนและแต่งตั้ง เวลาพวกผมโหวตในสภา อย่างพวกผม อภิปรายไม่ไว้วางใจ ผมโหวตแพ้เสียงข้างมากครับ แต่รัฐธรรมนูญก็ให้สิทธิของเสียงข้างน้อย ในการยื่นร้องต่อองค์กรอิสระ หลังจากองค์กรอิสระจะเป็น ป.ป.ช. หรือเป็น กกต. อะไร ก็แล้วแต่พิจารณาเสร็จแล้ว ส่วนหนึ่งก็ยื่นมาที่ ส.ว. ถ้ามีการถอดถอน รัฐธรรมนูญ จึงออกแบบให้ ส.ว. ต้องเป็นองค์กรที่ปราศจากการแทรกแซงจากพรรคการเมือง อันนี้ เป็นหัวใจสําคัญครับ คือวันนี้ท่านจะออกแบบอย่างไรก็ได้ครับ ส.ว. ที่เราพูดถึงตรงนี้ แต่ท่าน ต้องมีหัวใจเลยว่าต้องปราศจากการแทรกแซงจากพรรคการเมืองและต้องเป็นกลางเท่านั้น ถ้าไม่มีการแทรกแซงจากพรรคการเมืองผมว่าโอเคหมดครับ ถ้าจะดีไซน์ (Design) การให้ได้มาซึ่งเรื่องคุณสมบัติหรือวิธีการของ ส.ว. จะเป็นการเลือกตั้งอย่างไรก็แล้วแต่ ให้ท่านให้หลักประกันพวกเราครับว่า ปราศจากการแทรกแซงจากพรรคการเมือง แต่ท่าน บอกว่าเราต้องไว้ใจประชาชน เพราะประชาชนเป็นคนเลือกตั้งทั้งหมด ซึ่งท่านกลับ กลายเป็นโยนว่าการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนเป็นคําตอบทั้งหมด ซึ่งมันไม่ใช่ หลายคน ก็ถามผมท่านประธาน แล้วอย่างนี้ทําไมไม่ให้ ผบ.ทบ. เลือกตั้งจากประชาชน ก็ในเมื่อ เป็นตําแหน่งสําคัญ ทําไมไม่ให้ประธานศาลหรืออัยการเลือกตั้งจากประชาชน ทําไมไม่ให้ ผู้อํานวยการโรงพยาบาลศิริราชซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเลือกตั้ง จากประชาชน แล้วทําไมกํานัน ผู้ใหญ่บ้านเลือกตั้ง ก็เพราะว่ามีการออกแบบครับท่านประธาน ในเมื่อ ส.ว. มีการถูกออกแบบมาว่าต้องเป็นกลางและมีอํานาจสูงมาก นั่นคือถอดถอนและ แต่งตั้ง ผมต้องย้ํานะครับ ต้องเป็นกลาง เพราะถอดถอนและแต่งตั้งได้ ในกระบวนการ ทั้งหมดท่านประธานลองดูนะครับ ใน ๔ เสาหลักก็คือ โดยเฉพาะเสาองค์กรอิสระ ซึ่งเป็นเสา ว่าด้วยการให้ความเป็นธรรม อย่าง ป.ป.ช. ก็ให้ความเป็นธรรม กกต. ก็ให้ความเป็นธรรม กับพวกเรา ศาลรัฐธรรมนูญเป็นคนชี้ขาด ขณะเดียวกัน ส.ว. สุดท้ายจริง ๆ ก็คือให้ความเป็นธรรม ว่าคนนี้มีปัญหาถอดถอนแน่นอน รัฐมนตรีคนนี้ทุจริต ฝ่ายค้านอภิปรายแล้วทุจริต ฝ่ายค้าน ยื่นผ่าน ส.ว. ส.ว. ผ่านองค์กรอิสระ สุดท้ายมาจบที่ ส.ว. เพราะ ส.ว. เขาจะมีมติว่าจะให้ มีการถอดถอนหรือไม่ รวมทั้งมีการแต่งตั้ง ส.ว. ก็เป็นคนมีหน้าที่ในการพิจารณาว่าจะให้ แต่งตั้งคนไหนไปเป็นอัยการ จะแต่งตั้งคนไหนเป็นองค์กรอิสระ ส.ว. จึงมีความจําเป็น อย่างยิ่งต้องปราศจากการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง ผมต้องย้ํากับท่านประธานไปยัง เพื่อนกรรมาธิการครับว่า เพราะการที่ท่านให้ ส.ว. ลงสมัครรับเลือกตั้งได้ซ้ําแล้วซ้ําอีกนี่ อันตรายอย่างยิ่งครับ มันจะเป็นอันตรายต่อดุลยภาพอย่างยิ่ง เราเป็นผู้แทนประชาชนเรา รู้สึกดีครับเวลาไปพบปะพี่น้องประชาชน แล้วเราต้องทํางานเพื่อให้ได้คะแนนเสียง ได้ความ ไว้วางใจเพื่อให้ประชาชนเลือกตั้งเข้ามาใหม่ วันนี้เกิดถ้าท่านแก้อันนี้เสร็จปุ๊บพฤติกรรม ส.ว. เปลี่ยนไปครับ บทบาทของ ส.ว. ก็ต้องทําหน้าที่คล้าย ๆ ส.ส. เพราะก็ต้องลงไปพบปะพี่น้อง ประชาชน เวลาประชาชนเดือดร้อน บอกว่าถนนเส้นนี้มีปัญหา อาคารหลังนี้มีปัญหา สะพานอันนี้มีปัญหาพวกเรามาในสภา มานําเสนอเพื่อให้ฝ่ายบริหารเอางบประมาณ ไปจัดสรร ไปแก้ไขให้ ดังนั้นอีกหน่อย ส.ว. ก็ต้องทําหน้าที่เหมือน ส.ส. สิ่งที่เกิดขึ้นคือโอกาส ที่จะถูกการแทรกแซงจากฝ่ายบริหารจะสูงมากท่านประธาน
คุณหมอครับ เอาพอสมควร นะครับ
ผมกําลัง จะจบครับท่านประธาน กําลังจะชี้ประเด็นนี้ เพราะว่าที่ผ่านมาเกือบ ๑๐ มาตราไม่ได้พูดเลย
เอาพอสมควร เชิญครับ
เพราะว่า ประเด็นตรงนี้เป็นประเด็นของ ส.ว. ที่ท่านแก้ไข ท่านเปิดโอกาสให้ ส.ว. ลงแล้วลงอีกได้ และมิหนําซ้ําความผูกพันในเครือญาติท่านก็ให้ลงได้ คนที่ดํารงตําแหน่งทางการเมืองแทนที่ จะให้เว้นวรรค ๕ ปีก็ให้ลงได้ คนที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองแทนที่จะให้เว้นวรรค ๕ ปี ก็ให้ลงได้ เพราะเหตุผลเหล่านี้มันจึงเป็นช่องทางที่ให้ ส.ว. ถูกแทรกแซงจากพรรคการเมือง เมื่อ ส.ว. ถูกแทรกแซงจากพรรคการเมืองอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าผมเป็นรัฐบาลผมก็ไม่ต้องกลัว ท่านประธานครับ ผมอภิปรายไม่ไว้วางใจ ฝ่ายค้านโหวตแพ้ ฝ่ายค้านใช้สิทธิของเสียงข้างน้อย ร้อง ป.ป.ช. ป.ป.ช. บอกว่ามีมูลทุจริต ยื่นให้ ส.ว. ถอดถอน แต่ในเมื่อรัฐบาลมีอิทธิพล ต่อ ส.ว. เรียบร้อยแล้วจะไปกลัวอะไรกับการถอดถอนจาก ส.ว. มันจึงไม่แปลกที่เขาต้องย้ํา ว่าองค์กรทางการเมืองที่มีวาระต้องอยู่แค่สมัยเดียว ก็คือวาระเดียว กกต. ก็วาระเดียว ท่านประธาน ป.ป.ช. ก็วาระเดียว ศาลรัฐธรรมนูญก็วาระเดียว ส.ว. ก็วาระเดียว เพราะสิ่ง เหล่านี้มีการออกแบบมาเรียบร้อยแล้วเพื่อให้เกิดดุลยภาพ ดังนั้นคําถามที่จะต้องถามกับทาง เพื่อนกรรมาธิการว่าท่านได้คิดถึงดุลยภาพเหล่านี้หรือไม่ ถ้าองค์กรเหล่านี้ไม่มีดุลยภาพ ปัญหาเกิดขึ้นครับท่านประธาน ถ้า ส.ว. ถูกแทรกแซงก็เท่ากับทุกอย่างจบนะท่านประธานครับ วันนี้ไม่ต้องพูดถึงเรื่องสภาล่างครับ การใช้สิทธิของเสียงข้างน้อยในการต่อสู้กับเสียงข้างมาก จะถูกทําลายทันที องค์กรอิสระ ส.ว. เป็นคนแต่งตั้งก็จบ ก็เป็นพวกเสียงข้างมาก ตัว ส.ว. เองเวลาเลือกตั้ง คนที่มีอํานาจให้การสนับสนุนก็อยู่ภายใต้อิทธิพลจากรัฐบาล ทุกอย่างก็จบ สิทธิของเสียงข้างน้อยอย่างพวกผมก็จบครับ ระบอบประชาธิปไตยของ ประเทศก็จบ ความเป็นประชาธิปไตยที่พวกเราฝันหวานว่าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย ก็จบครับ ดังนั้นผมอยากจะย้ําเตือนไปยังเพื่อนกรรมาธิการครับ คําถาม ถามว่าท่านได้ คํานึงถึงดุลยภาพที่ถูกออกแบบให้มีการถ่วงดุลใน ๔ เสาหลักไว้หรือไม่ ไม่ใช่คิดว่าอะไร เลือกตั้งแล้วทุกอย่างจะจบแล้วเป็นประชาธิปไตย ไม่อย่างนั้นก็ประกาศเลือกตั้งให้หมด เจ้าหน้าที่เสื้อแดง น้อง ๆ ก็เอามาให้เลือกตั้งเพราะจะได้เป็นตัวแทนประชาชน เพราะคิดว่า ประชาชนสามารถจัดการได้หมด ท่านเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรก็จัดให้มีการเลือกตั้ง ท่านผู้อํานวยการโรงเรียน โรงพยาบาลทุกอย่างจัดให้มีการเลือกตั้งหมด ก็เพราะเราเชื่อมั่น ในประชาชน ซึ่งมันไม่ใช่คําตอบนี้ ผมถึงย้ําอย่างไรครับ เพราะเมื่อเช้าคุยกับกรรมาธิการ การต่างประเทศของเยอรมัน เขาบอกประเทศเขาสภาสูงก็มาจากการสรรหา ไม่ได้มาจาก การเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน เนื่องจากว่าแต่ละประเทศก็มีการออกแบบให้เหมาะสมของประเทศใครประเทศมัน ดังนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ในเมื่อถ้าท่านอยากจะเดินหน้า ผมก็ไม่ว่าครับ เพราะเสียง ข้างมากเป็นของพวกท่าน แต่ความเสียหายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ผมย้ํานะครับว่า ความเสียหาย ที่เกิดขึ้นที่ผมท้วงติงท่าน ในรัฐธรรมนูญ หน้า ๑๐ คือวัตถุประสงค์ร่วมกันของประชาชนชาว ไทย รัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจนว่า ต้องการให้เกิดดุลยภาพของสถาบันหลักทางการเมือง ทั้ง ๔ สถาบัน และผมก็เชื่อว่าถ้าดุลยภาพนี้ไม่เกิดมันคือการทําลายระบอบประชาธิปไตย แล้วถ้าดูตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ ท่านประธานครับ ถ้าท่านใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่มาทําลายระบอบประชาธิปไตยนี้ ผมว่าผิดมาตรา ๖๘ พวกผมก็ต้องร้องศาลครับ ในมาตรา ๖๘ วรรคแรกก็เขียนไว้ชัดเจน ขณะนี้ท่านกําลังใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ท่าน กําลังทําลายกระบวนการของประชาธิปไตย เพราะท่านทําลายกระบวนการดุลยภาพและ ทําลายกระบวนการตรวจสอบ
พอสมควรกระมังครับ คุณหมอครับ พอสมควรกระมังครับ
เกือบกําลัง จะจบแล้วครับ ท่านประธานครับ ตอนนี้กําลังลงท่านประธานเพราะว่านี่คือจุดจบแล้ว ท่านประธานครับ เพราะเวลาท่านประธานเบรกอย่างนี้มันลงไม่สวยท่านประธาน ทางการเมืองท่านก็รู้อยู่
คือก็เห็นจะลงนานแล้วครับ ก็ไม่ลงสักทีครับ เมื่อสักครู่ก็มีผู้ประท้วงอยู่ ท่านเอาพอสมควร
ท่านประธานครับ ผมจะสรุปแล้วครับท่านประธาน เพราะมันไม่มีสาระอะไรมากกว่านี้แล้ว อย่างน้อยผมต้องย้ําไปยังเพื่อนคณะกรรมาธิการนะครับ ที่ผมแก้คําแปรญัตติมาตรานี้ ผมให้ท่านสุด ๆ ครับ มันเป็นอันเดียวที่ผมแก้ ไม่ได้คัดค้านกับท่าน แต่ไหน ๆ จะเดินแล้ว เอาให้สุดซอยให้เห็นชัด ๆ ให้จะ ๆ ว่าท่านต้องการจะรวบอะไร ท่านต้องการจะคุมอะไร แล้วท่านต้องการอะไร เพราะผมต้องย้ําอีกครั้งหนึ่งว่า คือการแก้กฎหมายสูงสุด ถ้ามันมีการเห็นพ้องทุกอย่างก็จบ แต่วันนี้การเห็นพ้องมันไม่เกิด เพราะเราจับความได้ว่า ท่านมีการหมกเม็ดในเรื่องการให้ ส.ว. ลงแล้วลงอีก แล้วสุดท้ายดุลยภาพไม่เกิด ท่านเจอแน่ ขอบคุณครับท่านประธาน
ครับ รัฐสภา ยินดีต้อนรับประชาชนจากจังหวัดพะเยานะครับ นําโดยท่านรองประธานสภาผู้แทนราษฎรครับ ท่านวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ด้วยความยินดีนะครับ เชิญท่านธนา ชีรวินิจ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะได้ ลุกขึ้นมาอภิปรายในมาตรา ๑๐ เนื่องจากคณะกรรมาธิการวิสามัญได้ยังคงไว้ตามร่างเดิม ซึ่งมาตรา ๑๐ ได้บัญญัติไว้อย่างนี้ครับท่านประธาน ให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีสมาชิกภาพ อยู่ในวันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับยังคงมีสมาชิกภาพและปฏิบัติหน้าที่วุฒิสภาต่อไป
วรรคสอง ในกรณีที่การดํารงตําแหน่งของสมาชิกวุฒิสภาตามวรรคหนึ่งว่างลง ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติม โดยรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ต้องดําเนินการเลือกตั้งหรือสรรหาสมาชิกวุฒิสภาขึ้นใหม่ แทนตําแหน่งที่ว่าง ผมได้เสนอต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญว่าผมไม่เห็นด้วยและขอให้ ตัดออกทั้งมาตรา ซึ่งผมมีเหตุผลในการที่เสนอตัดออกทั้งมาตราในประเด็นหลัก ๆ อยู่ ๓-๔ ประเด็นด้วยกัน ก็คือ
ประเด็นที่หนึ่ง การบัญญัติรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๐ นั้น เป็นการบัญญัติ รัฐธรรมนูญที่มีลักษณะขัดกันเองอย่างเห็นได้ชัด และไม่สามารถนําไปปฏิบัติได้
ประเด็นที่สอง การบัญญัติ ในมาตรา ๑๐ นั้น เป็นการบัญญัติที่ขัดต่อ บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้เคยมีคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไว้แล้ว
ประเด็นที่สาม ก็คือ ได้มีการดําเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอํานาจหลักของ วุฒิสภา ได้มีการเพิ่มเติมอํานาจและวาระของวุฒิสภา โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาไทย ปี ๒๕๕๐ ไม่ได้ให้อํานาจไว้ การที่ท่านไปแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านความเห็นชอบของ ประชาชน แต่ท่านไปแก้ไขอํานาจหลักและขบวนการหลักในการปกครองระบอบ ประชาธิปไตย จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งผมจะได้ใช้สิทธิในการอภิปรายดังต่อไปนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ในวรรคแรก ท่านเขียนว่าให้สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมีสมาชิกภาพ อยู่ในวันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ยังคงมีสมาชิกภาพและปฏิบัติหน้าที่วุฒิสภาต่อไป ถ้าท่านประธานอ่านไปกับผมว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐ นี้ก็เขียนไว้ว่าในวันที่รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ใช้บังคับก็คือมีทั้งสมาชิกวุฒิสภาสรรหาและสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ยังให้มีสมาชิกภาพและให้ปฏิบัติหน้าที่วุฒิสภาต่อไป สิ่งนี้ผมต้องกราบเรียนท่านประธาน ก็คือว่า การบัญญัติในมาตรา ๑๐ นั้น ซึ่งสอดคล้องกับอํานาจในการดําเนินการของวุฒิสภา ที่กฎหมายรัฐธรรมนูญบัญญัติ แต่ว่าลักษณะของการเขียนกฎหมายของท่านนั้นมีลักษณะ ขัดกันเอง ขัดกันไปขัดกันมาหลายมาตราเกี่ยวพันกันในมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง ท่านบอก ให้มีสมาชิกภาพและปฏิบัติหน้าที่วุฒิสภา แต่ในมาตรา ๑๒ ท่านบอกว่า เมื่อได้มี พระราชกฤษฎีกากําหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไปตามวรรคหนึ่งแล้ว สมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๐ จะปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการพิจารณาให้บุคคลดํารงตําแหน่ง หรือถอดถอนบุคคลใดออกจากตําแหน่งตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญมิได้จนกว่าสมาชิก วุฒิสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้งทั่วไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยรัฐธรรมนูญนี้เข้าปฏิบัติหน้าที่ ท่านประธานเห็นไหมครับ มาตราในบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ ๒ มาตราขัดกันโดยสิ้นเชิง มาตรา ๑๐ บอกให้มีสถานะดํารงอยู่และปฏิบัติ หน้าที่วุฒิสภาต่อไป แต่ในมาตรา ๑๒ วรรคสอง ท่านก็บอกว่าห้ามปฏิบัติหน้าที่ในการ แต่งตั้ง ถอดถอนบุคคลที่จะดํารงตําแหน่ง ผมขออนุญาตท่านประธานตามผมมาที่ มาตรา ๑๓๒ ครับ มาตรา ๑๓๒ ในระหว่างที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือ สภาผู้แทนราษฎรถูกยุบจะมีการประชุมวุฒิสภามิได้ เว้นแต่เป็นกรณีดังต่อไปนี้ ๑. การประชุมที่ให้วุฒิสภาทําหน้าที่รัฐสภาตามมาตรา ๑๙ มาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓ และมาตรา ๑๘๙ โดยถือคะแนนเสียงจากจํานวนสมาชิกของวุฒิสภา (๒) การประชุมที่ให้วุฒิสภาทําหน้าที่พิจารณาบุคคลดํารงตําแหน่งใดตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญนี้ ท่านอ่านและฟังให้ดีนะครับ และ (๓) การประชุมที่ให้วุฒิสภาทําหน้าที่ พิจารณาและมีมติให้ถอดถอนบุคคลออกจากตําแหน่ง ซึ่งถ้าท่านประธานจะได้พิจารณา กฎหมายรัฐธรรมนูญมาด้วยกันกับผม ท่านประธานจะเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ให้ อํานาจวุฒิสภาไว้หลัก ๆ อยู่ ๓ ประการ ๑. คือการกลั่นกรองกฎหมาย ๒. ให้ความชอบ ในเรื่องสําคัญที่รัฐบาลจะไปดําเนินการตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และ ๓. การแต่งตั้ง และถอดถอนบุคคลสําคัญทางการเมืองและองค์กรอิสระ ซึ่งรวมทั้งศาลและอัยการ นอกจาก บทบัญญัติที่กําหนดอํานาจหน้าที่ของวุฒิสภาไว้อย่างชัดเจนในมาตราที่ผมได้ระบุไว้แล้ว ในหมวดของวุฒิสภา แต่ท่านประธานเห็นไหมครับว่าในมาตรา ๑๓๒ เขายังบรรจุย้ําไว้ อีกว่าในกรณีที่สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือถูกยุบสภา วุฒิสภาดําเนินการ ในส่วนใดบ้างไม่ได้ แต่อํานาจหน้าที่อย่างหนึ่งที่สําคัญที่สุดของวุฒิสภาจะไม่สิ้นสุดไปด้วย ต้องทําหน้าที่ต่อไป เพราะเป็นเรื่องสําคัญอย่างยิ่งที่รัฐธรรมนูญให้อํานาจไว้ นั่นคือการให้ วุฒิสภาทําหน้าที่พิจารณาให้บุคคลดํารงตําแหน่งใดตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญใน (๒) และ (๓) การประชุมที่ให้วุฒิสภาทําหน้าที่พิจารณาและมีมติให้ถอดถอนบุคคลออกจาก ตําแหน่ง ท่านประธานเห็นหรือยังครับ ที่พวกผมอภิปรายเรียนท่านประธานว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญที่มา ส.ว. ครั้งนี้มีการดําเนินแก้ไขที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ นั่นประเด็นที่ ๑ ท่านไปแก้หลักการจากเดิมที่รัฐธรรมนูญที่ประชาชนให้ความเห็นชอบว่า สมาชิกวุฒิสภาต้องมาจากสรรหาและเลือกตั้ง วันนี้ท่านไปแตะสมาชิกวุฒิสภาสรรหา เรียบร้อยแล้ว ขัดต่อการที่ท่านจะไปดําเนินการเปลี่ยนแปลงองค์กรหลักของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมอภิปรายอย่างไรท่านก็ไม่ฟัง เพราะฉะนั้นก็คงต้องให้หน่วยงานที่เขามีหน้าที่เกี่ยวข้อง ในการพิจารณาพิพากษาต่อไป แต่ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน ท่านก้าวล่วงอํานาจของ พี่น้องประชาชน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบของประชาชนในการที่จะกําหนด หน้าที่องค์กรต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญให้มีดุลยภาพซึ่งกันและกัน และนั่นเป็นเจตนาหลัก สําคัญที่สุดในการปกครองระบอบประชาธิปไตย และกฎหมายที่จะขับเคลื่อนดุลยภาพนั้นได้ คือรัฐธรรมนูญ วันนี้ท่านเปลี่ยนแปลงดุลยภาพทั้งหมดที่ทําให้ระบบตรวจสอบอ่อนแอ เกิดการครอบงําได้ง่ายของการเมือง ของพรรคการเมือง ของผู้มีอํานาจทางการเมือง และเปิดช่องให้รัฐบาลเข้าแทรกแซงวุฒิสภาได้ ซึ่งผมจะไม่อภิปรายส่วนนี้ครับท่านประธาน เพราะเพื่อนสมาชิกและผมได้อภิปรายมาพอสมควรแล้ว แต่ท่านไม่มีความละเอียดรอบคอบ ท่านถือว่าท่านมีเสียงข้างมากท่านจะทําอะไรก็ได้ ผมพูดย้ํากับท่านประธานตั้งแต่ การพิจารณารัฐธรรมนูญฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาในวาระที่หนึ่งว่าเสียงข้างมากไม่มีสิทธิ ทําผิดกฎหมาย ไม่มีสิทธิทําผิดจริยธรรม คุณธรรม และหลักนิติรัฐนิติธรรมของประเทศ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ปกป้องสิทธิของพี่น้องประชาชนในการที่จะได้รับรองจาก บทบัญญัติรัฐธรรมนูญไว้อย่างครบถ้วนด้วยดุลยภาพจากองค์กรหลัก ๓ องค์กร องค์กร สําคัญอีก ๑ องค์กรคือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ วันนี้ท่านก้าวล่วงลุแก่อํานาจ ท่านคิดว่า เสียงข้างมากท่านจะทําอะไรก็ได้ ท่านไปมีบทบัญญัติให้องค์กรหลักในรัฐธรรมนูญไม่สามารถ ปฏิบัติตามหน้าที่และอํานาจตามรัฐธรรมนูญที่กําหนดไว้ ซึ่งผมเรียนท่านประธานเลยครับว่า ทําไม่ได้ ทําไม่ได้เพราะได้เคยมีวินิจฉัยไว้แล้วในศาลรัฐธรรมนูญซึ่งผมขออนุญาต ท่านประธานครับ อํานาจในการก่อตั้งองค์กรสูงสุดทางการเมืองหรืออํานาจสถาปนา รัฐธรรมนูญเป็นอํานาจของประชาชนอันเป็นที่มาโดยตรงในการให้กําเนิดรัฐธรรมนูญ โดยถือว่ามีอํานาจเหนือรัฐธรรมนูญที่ก่อตั้ง ระบบกฎหมายและองค์กรทั้งหลายในการใช้ อํานาจทางการเมือง ท่านประธานอ่านนะครับ โดยถือว่ามีอํานาจเหนือรัฐธรรมนูญที่ก่อตั้ง ระบบกฎหมายและองค์กรทั้งหลายในการใช้อํานาจทางการเมือง การปกครอง เมื่อองค์กร ที่ถูกจัดตั้งคือสภาผู้แทนราษฎร หรือรัฐสภา มีเพียงอํานาจที่รัฐธรรมนูญให้ไว้และอยู่ภายใต้ รัฐธรรมนูญจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้องค์กรอย่างรัฐสภาใช้อํานาจที่ได้รับมอบหมายจากรัฐสภา นั้นเองกลับไปแก้รัฐธรรมนูญนั้นเหมือนการใช้อํานาจแก้ไขกฎหมายธรรมดา สําหรับ ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข เป็นประเทศที่ใช้ระบบประมวลกฎหมายที่ยึดหลักความเป็นกฎหมายสูงสุด ของรัฐธรรมนูญ ที่รัฐธรรมนูญจะต้องกําหนดวิธีการหรือขบวนการแก้ไขเปลี่ยนแปลง รัฐธรรมนูญไว้เป็นพิเศษแตกต่างจากกฎหมายอื่นโดยทั่วไป พวกผมอภิปรายมาตลอด ๑๐ วัน ๑๑ วันครับท่านประธาน ชี้ให้เห็นว่าการดําเนินการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของ ส.ว. ครั้งนี้ มันเป็นการขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น เพราะเป็นการแก้องค์กรหลัก แต่ถามว่าจะแก้ แก้ได้ไหมครับท่านประธาน แก้ได้ครับ แก้ได้ด้วยวิธีที่ท่านต้องไปถามพี่น้อง ประชาชนว่าเขาเห็นชอบให้ท่านมาแก้ ให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งอย่างเดียวหรือไม่ เพราะในอดีตเขาเคยให้ความเห็นชอบองค์กรหลักอย่างนิติบัญญัติในระบอบรัฐสภาว่าให้มี วุฒิสมาชิกมาจากการสรรหาและมาจากการเลือกตั้ง เมื่อท่านไปเปลี่ยนวิธีการได้มาซึ่ง ส.ว. ใหม่ ไม่เป็นไปตามที่ประชาชนเขาเคยได้ให้ความเห็นชอบ ท่านแก้รัฐธรรมนูญได้ครับ แต่ต้องไป ขอความเห็นชอบเขาก่อนว่าเขายินยอมให้ท่านทําหรือไม่ ก่อนที่ท่านจะมามีอํานาจในการ บริหารประเทศ ท่านเคยพูดอย่างไรครับว่าท่านจะขอความเห็นชอบจากพี่น้องประชาชน ก่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สิ่งนี้ละครับคือสิ่งที่จะแสดงเจตนาให้เห็นว่าท่านไม่ชอบในการ เข้ามาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ข้อตกลงที่ท่านเคยให้ไว้กับพี่น้องประชาชนว่าเมื่อได้อํานาจรัฐ ท่านจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญท่านจะถามความเห็นชอบจากประชาชน แต่วันนี้ท่านไม่ถาม ท่านไม่ถามเพราะท่านไม่มั่นใจว่าประชาชนจะเห็นด้วยกับท่านหรือไม่ และเมื่อนั้นท่านมาแก้วุฒิสภาให้มาจากการเลือกตั้งอย่างเดียวผมจึงมองเจตนาอย่างอื่นไม่ได้ ว่าท่านหลีกเลี่ยงที่จะไม่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ นอกจากนั้นที่ผมได้ กราบเรียนก็คือท่านไม่ใส่ใจว่าองค์กรที่มีความสําคัญอย่างวุฒิสภานั้นเขาจะต้องทําหน้าที่ อย่างไรเพื่อให้เกิดดุลยภาพในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ท่านเอาความระแวง ของท่านเป็นที่ตั้ง ท่านเห็นว่า ส.ว. สรรหาชุดนี้มีความเห็นแตกต่างกับท่านหลายเรื่อง และนี่คือที่มาครับที่ท่านไม่เอา ส.ว. สรรหา แต่ถ้าท่านมองว่า ส.ว. สรรหามีความเห็นไม่ตรง กับท่านหลายเรื่อง แต่หลายเรื่องนั้นเป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติที่ท่านควรรับฟัง ท่านก็จะไม่มีความคิดในการแก้ไข ส.ว. สรรหาในวันนี้ แต่เพราะว่าท่านใช้วิธีที่จะเข้าควบคุม ทําให้ระบบรัฐสภานั้นไม่สามารถทําหน้าที่ได้ เมื่อท่านเห็นว่าที่มาของ ส.ว. จะเป็นปัญหา ในการทํางานของท่าน ท่านถึงตัดระบบสรรหาอย่างไรครับ พวกผมไม่ได้ปฏิเสธระบบสรรหา แต่ระบบสรรหาที่ดีที่จะมีตัวแทนจากพี่น้องประชาชนสามารถปกป้องผลประโยชน์ และสามารถดํารงไว้ซึ่งดุลยภาพในการปกครองระบอบประชาธิปไตยยังมีครับ ทําไม ท่านไม่เสาะหาวิธีนั้น แต่ที่ท่านไม่ทําเพราะว่านี่คือวิธีที่ง่ายที่สุด ในฐานะที่ท่านเป็น พรรคการเมืองที่เข้ามาสู่ระบบการควบคุมวุฒิสภาได้ดีที่สุดก็คือการเปิดช่องให้นักการเมือง พรรคการเมือง คนที่สนใจการเมือง กลุ่มบริวาร กลุ่มใกล้ชิดกับท่าน เข้าสู่ระบบการเลือกตั้ง เป็นวุฒิสมาชิก ท่านประธานรู้ไหมครับว่าคนเขาพูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้กันว่า อย่างไร ผมจะไม่พูดว่ารัฐธรรมนูญฉบับผลัดหลังกันเกา เพราะผมเชื่อว่าประชาชนเข้าใจแล้ว
ท่านธนาครับ เราให้เกียรติ ซึ่งกันและกัน ขอให้ท่านถ้ากระชับได้ก็จะดีนะครับ ต่างฝ่ายต่างให้เกียรติกันนะครับ ขอความกรุณานะครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ความจริง ท่านประธานก็เห็นนะครับว่าสิ่งที่ผมพยายามที่จะอภิปรายเป็นเรื่องของทางกฎหมาย เป็นเรื่องของความเห็น เป็นเรื่องที่เป็นการยากที่จะอธิบายให้สมาชิกรัฐสภาและพี่น้อง ประชาชนที่อยู่ทางบ้าน ซึ่งไม่มีความรู้ทางกฎหมายเลยตามผมทัน แต่ผมต้องพยายามที่จะ อภิปรายให้เห็นว่าการดําเนินการแก้ไขใน มาตรา ๑๐ นั้นเกิดอะไรขึ้นและเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะพยายามอภิปรายให้เกิดประโยชน์สูงสุดและอยู่ ในประเด็น เพราะผมได้กราบเรียนท่านประธานแล้วว่าที่ผมลุกขึ้นมาอภิปรายมีเหตุผลหลัก อยู่ ๓-๔ ประการที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานในเบื้องต้น ในเบื้องแรกที่ผมอภิปราย ก็คือการแก้ไขบทบัญญัติรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีการขัดกันอย่างเห็นได้ชัด ถ้าท่านประธาน ตามผมมา ๓ มาตราที่ปรากฏอยู่นี้ละครับท่านประธาน ไม่ต้องมีใจเป็นธรรมหรอกครับ ท่านประธานก็รู้ว่ามันขัดกันโดยสิ้นเชิง มาตรา ๑๐ ให้ปฏิบัติหน้าที่ มาตรา ๑๒ ไม่ให้ปฏิบัติ หน้าที่ในการแต่งตั้งถอดถอน แต่มาตรา ๑๓๒ ที่คงอยู่และเป็นมาตราที่แสดงให้เห็น ความสําคัญของวุฒิสภา แม้แต่เวลาที่ไม่ให้ทําหน้าที่อะไรเลย เวลาที่มีการยุบสภา หรือสภาสิ้นสุดลง ในอดีตในกฎหมายฉบับนี้เขาไม่ให้วุฒิสภาทําหน้าที่อะไรทั้งสิ้น ให้รอสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รอสภาผู้แทนราษฎรเข้ามาใหม่แล้วถึงได้ทําหน้าที่ต่อไป แต่เขายกเว้นนะครับ เพราะมันเป็นเรื่องสําคัญที่วุฒิสภาจะต้องทําหน้าที่คือการแต่งตั้ง ถอดถอนบุคคลตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๒ จึงมีความสําคัญอย่างยิ่ง แต่ท่านไปเขียนมาตรา ๑๒ วรรคสอง ไปห้ามหน้าที่สําคัญที่สุดของวุฒิสภา ไม่ให้ทําหน้าที่ แต่งตั้ง ถอดถอน ผมมองท่านได้อย่างเดียวครับท่านประธานว่าท่านระแวงเกินไป ท่านไม่เชื่อมั่น ในระบบวุฒิสภา ท่านไม่เชื่อมั่นในระบบตรวจสอบ ถ้าเราไม่เชื่อมั่นในระบบตรวจสอบ เราจะ อยู่ในระบอบประชาธิปไตยได้อย่างไรครับท่านประธาน เพราะนี่คือระบบเดียวที่ทําให้ ระบอบประชาธิปไตยเข้มแข็ง คือการมีระบบตรวจสอบที่ดี ที่จะทําหน้าที่ควบคู่ไปกับอํานาจ ของดุลอํานาจทั้ง ๓ แห่ง ถ้าการเลือกตั้งดี ก็ต้องเลือกตั้งทั้ง ๓ ระบบสิครับ ทั้ง ๓ องค์กร สิครับ เลือกสภาผู้แทนราษฎร เลือกศาลด้วยสิครับ เลือกฝ่ายบริหารนี่เขามาจากการเลือกตั้ง อยู่แล้ว
มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องประท้วง ผู้อภิปราย ตามข้อ ๔๓ ท่านผู้อภิปรายไม่ได้อภิปรายอยู่ในคําที่ผู้อภิปรายได้สงวนคําแปร ญัตติไว้เลย นอกประเด็นตลอด ประกอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด ๑๕ เรื่องเกี่ยวกับ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๒๙๑ การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ให้ทําได้ตาม หลักเกณฑ์และวิธีการดังต่อไปนี้ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ประเด็นตรงนี้ กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขียนไว้ชัดเจน และการกระทําในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญของสภานี้ ยังไม่มีข้อไหนขัดเลยนะครับ แต่เนื่องจากผู้อภิปรายนี่เป็นนักกฎหมาย แต่อภิปรายไม่ได้อยู่ ในประเด็นเลยครับ ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ
ครับ เอาละครับ เข้าใจ เข้าใจที่ประท้วงครับ ท่านธนาครับ ก็ใช้เวลาพอสมควร เพื่อบรรยากาศที่ดําเนินมา ด้วยความเรียบร้อยมาโดยตลอดครับ ขอความกรุณาเถอะครับ คงน่าจะใช้เวลาอีก สัก ๒-๓ นาทีก็พอแล้วกระมังครับ
ท่านประธานครับ ผมยังไม่ได้เข้าประเด็นที่ ๑ เลยครับ ผมกําลังชี้แจงให้ท่านประธานเห็นว่า ๓ มาตรานี้ขัดกัน แล้วท่านประธานปฏิเสธผม ไม่ได้เลยว่ามันขัดกันจริง ๆ
ผมนึกว่าประเด็นนี้ จะจบแล้ว สรุปแล้วพูดมายังไม่ได้เข้าประเด็น
เข้าแล้วครับ กําลังชี้อธิบายให้ ท่านประธานเห็นนะครับ
ผมว่าท่านกระชับ และเข้าประเด็นได้แล้วครับ นะครับ แล้วก็ใช้เวลามาพอสมควร ก็เอาอีกสัก ๔-๕ นาที ก็พอสมควรแล้วกระมังครับ
ไม่ได้หรอกครับท่านประธาน ผมบอกนี่ คือประเด็นแรกที่ผมกําลังเสนอ ถ้าเมื่อไรก็ตามที่ผมอภิปรายไม่อยู่ในประเด็น ท่านประธาน ครับ ผมลุกขึ้นยืนอภิปรายตรงนี้ไม่ได้หรอกครับ ผมก็อายตัวเองครับ ไม่ต้องอายทางบ้าน หรอกครับ ผมต้องอายตัวเองครับ แต่สิ่งที่ผมอภิปรายเป็นประโยชน์ แล้วเป็นข้อเท็จจริงที่ผม เชื่อว่าท่านประธานก็ปฏิเสธผมไม่ได้ แล้วทําไมเรื่องอย่างนี้เราไม่ฟังกันล่ะครับท่านประธาน
ท่านธนาครับ ผมว่า เราให้เกียรติกันดีกว่า ต่างฝ่ายต่างให้เกียรติกันนะครับ เพื่อรักษาบรรยากาศ ผมว่าใช้เวลา พอสมควรก็น่าจะโอเคแล้วครับ ขอความกรุณาเถอะนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านไปแก้ไข ท่านไปตัดสิทธิการทําหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นเรื่องสําคัญ ในรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด ๑๕ หมวด บวกบทเฉพาะ กาลและภาคผนวก แต่ท่านประธานรู้ไหมครับว่า ใน ๑๕ หมวด มีอยู่หมวดหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า หมวดการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ๑. การตรวจสอบทรัพย์สิน ๒. การกระทําที่เป็น การขัดกันแห่งผลประโยชน์ ๓. การถอดถอนจากตําแหน่ง ๔. การดําเนินคดีอาญา ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ท่านกําลังเขียนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญให้วุฒิสมาชิกและวุฒิสภาไม่สามารถดําเนินการ และปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งเป็นหลักการสูงสุดในการที่จะทําหน้าที่ ถ้าท่าน ต้องการที่จะเขียนให้วุฒิสมาชิกไม่สามารถดําเนินการถอดถอนได้จริง ท่านต้องเข้าไปแก้ มาตราในเรื่องของการถอดถอน ในเรื่องของการดําเนินการ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๒ แต่ทําไมท่านไม่เข้าไปทํา ท่านประธานทราบไหมครับ เพราะท่านรู้ว่ามันจะ สุ่มเสี่ยงต่อการไปแก้ไขที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยมี คําวินิจฉัยไว้ ท่านถึงพยายามแตะอย่างเดียว ท่านพูดอย่างเดียวว่าไม่ได้แก้เรื่องอื่น แก้อย่างเดียวคือที่มาของ ส.ว. ให้มาจากการเลือกตั้ง มันจะเสียหายอะไรกันนักกันหนา ถ้าพูดอย่างนี้ครับท่านประธาน คนต้องเห็นด้วยกับท่าน แต่ถ้าพูดต่อมาว่าท่านแก้ให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งอย่างเดียวใช่หรือไม่ ไม่ใช่ครับ ท่านไปเปลี่ยนดุลอํานาจในการทํางานของ วุฒิสภา แล้วด้วยความหวาดระแวงว่าวุฒิสภาที่มาจากการสรรหานั้นไม่ได้ตอบรับ หรือตอบสนองในการทําหน้าที่ของท่าน ของรัฐบาล ท่านจึงไม่เอาไว้ เพียงแต่ช่วงเวลาในการ ประกาศราชกิจจาเพื่อไปสู่การเลือกตั้ง พระราชกฤษฎีกาไปสู่การเลือกตั้ง เพียงแค่ ๒-๓ เดือน ท่านยังไม่ยอมเลยครับ ท่านจึงต้องมาเขียนในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญครั้งนี้ แต่ท่านหารู้ไหมครับว่าการเขียนมาตราในรัฐธรรมนูญครั้งนี้กําลังนําไปสู่การเขียนกฎหมาย ที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนที่สุด ผมกราบเรียนท่านประธานครับ เป็นไปได้ อย่างไรครับท่านประธาน ท่านเขียนรัฐธรรมนูญว่า ในกรณีที่การดํารงตําแหน่งของสมาชิก วุฒิสภาตามวรรคหนึ่งว่างลง ตามบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ท่านฟังให้ดี นะครับ ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ต้องดําเนินการเลือกตั้งหรือสรรหา สมาชิกวุฒิสภาขึ้นใหม่แทนตําแหน่งที่ว่าง มาตรา ๒ ท่านเขียนว่าอย่างไรครับ มาตรา ๒ รัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป มาตรา ๒ ท่านเขียนอย่างนี้ครับ ซึ่งเป็นหลักการปกติของการเขียนกฎหมาย ก็คือให้ใช้บังคับนับแต่ วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เอาอีกครับ มีอํานาจแล้วต้องใช้ครับ กฎหมายนี้เขาให้ใช้ ในวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทําไมรู้ไหมครับท่านประธาน เพราะเป็นวันที่ประกาศ ต่อสาธารณชนว่ามันมีกฎหมายแบบนี้ใช้บังคับอยู่ในประเทศ มันมีผลผูกพันกับคนทุกคน ไม่ว่าจะรู้หรือไม่รู้ ไม่ว่าจะเห็นหรือไม่เห็น ไม่ว่าจะเข้าหรือไม่เข้าใจกฎหมายที่ออกมา แต่ทุก คนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเท่าเทียมกัน แล้วท่านไปเขียนมาตรา ๑๐ ให้รัฐธรรมนูญนี้มีผล ใช้บังคับก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้สําเร็จ ท่านเอาอํานาจตรงไหนไปเขียนครับ ระหว่างที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สําเร็จ ท่านไปใช้บังคับอะไรกับใครไม่ได้ ผมถึงเรียนว่าเวลา เขียนกฎหมายของท่าน ท่านตั้งธงไว้ว่าท่านต้องการอะไร แล้วท่านก็เดินไปจุดหมายของท่าน ท่านไม่ได้ดูเลยว่าจุดหมายของท่านเดินไปแล้วนั้นมันจะก่อให้เกิดปัญหาวิธีปฏิบัติ ในการดําเนินการแก้ไขกฎหมายหรือไม่อย่างไร พอมันเดินไปแล้วมีปัญหา ท่านอ้างคาถา คําเดียวครับ เสียงข้างมาก พวกผมเจอมาตลอดครับ เสียงข้างมาก มีอะไรท่านก็บอก ให้ที่ประชุมวินิจฉัย ก็เสียงข้างมาก ผมเรียนท่านเลยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่กฎหมาย ปกติ เพราะฉะนั้นเขาถึงไม่ให้อํานาจท่านไปร่างข้อบังคับในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไรครับ เขาให้ท่านได้อย่างเดียวคือไปร่างข้อบังคับในการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติ เพราะอะไรครับท่านประธาน เพราะถ้าเมื่อไรก็ตาม ให้รัฐธรรมนูญอยู่ภายใต้กฎกติกาปกติในการออกกฎหมาย มันก็หนีไม่พ้นการถูกครอบงํา โดยเสียงข้างมาก และผมเชื่อว่าตอนที่เขาร่างข้อบังคับหรือกฎหมายต่าง ๆ เขาไม่เห็นภาพการประชุมรัฐสภา ที่ผ่านมา ๑๐ วันนี้หรอกครับ ว่าเสียงข้างมากใช้อํานาจก้าวล่วงเสียงข้างน้อยขนาดไหน ท่านประธานเชื่อผมเถอะครับว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นเหตุการณ์ที่ทําให้มีการเขียน รัฐธรรมนูญให้ชัดเจนยิ่งขึ้นถ้าจะมีฉบับต่อไป ว่าเสียงข้างมากไม่ใช่เสียงที่จะมากําหนด ครอบงํา ตัดสิทธิเสียงข้างน้อย แล้วก็ความเห็นที่จะได้รับฟัง นี่คือสิ่งที่ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าพวกผมสู้มาตลอด และสิ่งที่ผมสู้ มีข้อเท็จจริง มีหลักกฎหมาย มีสิ่งที่จะ อ้างอิงให้ท่านประธาน ท่านประธานดูครับ แตะไปตรงไหนโดนหมดครับ มาตรา ๓ ให้ยกเลิก ความในมาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ และให้ใช้ข้อความนี้แทน วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิก ซึ่งราษฎรเลือกตั้งจํานวน ๒๐๐ คน เห็นไหมครับ เขียนไว้เลยครับว่ามาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คน แล้วในกรณีเหตุการณ์ใด ๆ ก็ตามทําให้สมาชิกวุฒิสภาไม่ครบจํานวนตาม วรรคหนึ่ง แต่มีจํานวนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๙๕ ของจํานวนสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด ให้ถือว่า วุฒิสภาประกอบด้วยจํานวนสมาชิกดังกล่าว
ท่าน มีผู้ประท้วงครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายพหล วรปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลพบุรี เขต ๔ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตประท้วง ท่านประธานในข้อ ๕ ในช่วง ๒-๓ วันที่ผ่านนี้ครับ ประเด็นก็จะมีของท่านขออนุญาต เอ่ยนาม ท่านก็จะพูดในประเด็นเดิม ๆ อยู่อย่างนี้ครับ ทุกครั้ง ท่านอภิปรายทีไรก็ ๓๐ นาที ผมรับฟังครับ แล้วพวกผมก็รับฟังมาตลอด แต่ว่าถ้าประเด็นวกไปวนมาอยู่อย่างนี้ ผมขออนุญาตให้ท่านประธานควบคุมดูแลตามข้อบังคับด้วยครับ ขอขอบพระคุณครับ
ท่านธนาครับ ผมก็ฟังมา หลายรอบแล้วนะครับ แล้วก็ฟังจากท่านเองนั่นละครับ ก็วนอยู่เรื่องเดิมตรงนี้ครับ แล้วเวลา อภิปรายก็ฟุ่มเฟือย ทีนี้ผมก็พยายามย้ํานะครับ ผมให้เกียรติท่าน ท่านให้เกียรติผม เอาพอสมควร ผมก็พยายามตอกย้ําเอาพอสมควรก็เพราะอะไรครับ เพราะผม ให้เกียรติท่าน แล้วก็ต้องการรักษาบรรยากาศการประชุมที่ดําเนินมาด้วยดีโดยตลอด ก็ขอความร่วมมือจากท่านให้กระชับ แต่ก็อย่างนี้ครับ มันก็มีผู้ประท้วง ผมก็ไม่อยาก จะใช้อํานาจอะไรต่าง ๆ ที่มันทําให้เกิดปัญหา แล้วก็ไม่อยากให้สิ่งที่ผ่านมาที่มันเป็น ภาพออกไปไม่ดีมันเกิดขึ้นมาอีก เพราะผมก็คงไม่สบายใจอะไร ก็พยายามครับ ให้เกียรติ นะครับ ผมว่าพอสมควรกระมังท่านครับ ให้เกียรติซึ่งกันและกันดีแล้วครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมชี้ให้ ท่านประธานเห็นอีก ว่ามีการบัญญัติที่ขัดกันในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ สิ่งที่ผมอภิปรายนี่เป็น หลักกฎหมายครับ เรากําลังจะออกกฎหมายไปใช้บังคับและเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ
ท่านครับ ทราบครับ แต่ฟัง ท่านพูดมาหลายรอบแล้วครับ ผมว่าให้เกียรติซึ่งกันและกันนี่ดีแล้วครับ ใช้เวลามาสมควร น่าจะสรุปได้แล้วกระมังครับ
(นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี ได้ยืนและยกมือขึ้น)
อย่าประท้วงเลยครับ ท่านธนา ขอความกรุณาเถอะครับ นะครับ ขอความกรุณาเถอะครับ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน เอาพอสมควรครับ สักนาทีสองนาทีก็พอแล้วครับ สรุปได้แล้วครับ ประท้วงผมเรื่องอะไรครับ ผมอะลุ่มอล่วยที่สุดแล้วนะครับ
ท่านประธานรัฐสภาครับ กระผม นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องขอประท้วง ท่านประธานครับ ตามข้อ ๕ ท่านธนาท่านได้อภิปรายพยายามยกข้อกฎหมาย ยกเหตุผล เพื่อให้ที่ประชุมสภาแห่งนี้ ให้กรรมาธิการ และให้พี่น้องประชาชนทางบ้านได้รับรู้เหตุผล ของท่าน ผมเองก็ตั้งใจฟังท่านครับ แล้วก็อยากจะฟังว่า เหตุใดท่านธนาถึงสงวนคําแปรญัตติ ไว้เช่นนี้ ผมว่าท่านประธานรัฐสภาครับ ท่านอดทนฟังอีกสักนิดนะครับ
ครับ
เพื่อให้บรรยากาศการประชุมการอภิปรายเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เพราะว่าฝ่ายค้าน ผู้สงวนคําแปรญัตติมีอยู่ประมาณ ๘๕ ท่าน แล้วก็ที่ลงชื่อประสงค์จะอภิปรายแสดงความคิดเห็น ประมาณ ๓๐ กว่าท่าน ขณะนี้เราก็อภิปรายอยู่ที่ประมาณยังไม่ถึง ๑๐ คนเลยครับ ขอเวลา ฝ่ายค้านด้วยครับ ขอเวลาเสียงข้างน้อยได้แสดงข้อคิดเห็น ความเห็นต่างในสภาแห่งนี้ ด้วยครับ
ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณครับ
รัฐสภายินดีต้อนรับคณะครู นักเรียน จากโรงเรียนปักธงชัยประชานิรมิต จังหวัดนครราชสีมา ด้วยความยินดีนะครับ ท่านครับ เรากําลังอภิปรายอยู่ในวาระที่สองนะครับ แล้ววาระที่สองนี้ก็ต้องอภิปราย ในประเด็นที่ตัวเองได้สงวนเอาไว้นะครับ ซึ่งท่านธนาได้ขอตัดในมาตรา ๑๐ ทั้งมาตรา เพราะฉะนั้นท่านก็มีสิทธิที่จะอภิปรายเฉพาะในประเด็นที่ท่านได้ตัดในมาตรา ๑๐ เท่านั้น แล้วท่านสามารถที่จะยกเหตุที่มันขัดรัฐธรรมนูญขัดอะไรต่าง ๆ มาประกอบการอภิปรายได้ ตรงนี้เป็นสิทธิของท่าน แต่ต้องไม่ฟุ่มเฟือย แล้วไม่วกเวียนซ้ําซากนะครับ ในประเด็นที่ท่าน ได้ยกมานี้ นอกจากฟุ่มเฟือยแล้ว ก็ยังซ้ําอยู่อย่างนี้นะครับ ฟังมาหลายรอบแล้วครับนะครับ แต่ผมก็ให้เกียรติเพื่อรักษาบรรยากาศ ผมถึงใช้คําพูดครับว่าต่างฝ่ายต่างให้เกียรติกัน เอาพอสมควรแต่ท่านก็อย่างนี้นะครับ เพราะฉะนั้นคนที่ต้องประท้วงผมน่าจะเป็นฝั่งนี้ มากกว่าตามข้อ ๕ นะครับ เพราะฉะนั้นขอความกรุณาเถอะครับ เพื่อรักษาบรรยากาศครับ ผมก็ไม่อยากให้มันมีปัญหาอะไร เพราะฉะนั้นท่านใช้เวลามาเกือบครึ่งชั่วโมงนะครับ แล้วก็ เห็นว่าพอสมควรก็น่าจะใช้เวลาสักอีกเล็กน้อยน่าจะสรุปได้แล้วครับ นะครับ อย่ามาโต้เถียง คําวินิจฉัยของประธานครับ ท่านเป็นคนเขียนกฎกติกาให้ผมเองคําวินิจฉัยของประธาน ถือว่าเป็นที่สุดนะครับ ไม่อย่างนั้นมันหาข้อยุติไม่ได้ครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมไม่ได้ โต้แย้งคําวินิจฉัยของท่านประธานครับ แต่เมื่อสักครู่ท่านประธานได้กล่าวว่า หน้าที่ การประท้วงน่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลประท้วงเสียมากกว่า ผมไม่อยากให้ท่านประธาน ชี้แนะชี้นําเชิงชี้โพรงให้กระรอกครับ บรรยากาศดีอยู่แล้วครับท่านครับ ขอบพระคุณมากครับ ท่านประธาน
ผมพูดในเหตุการณ์อย่างนี้ นะครับ สถานการณ์ตอนนี้ ขอความกรุณาครับ ท่านธนาน่าจะสรุปได้แล้วครับ
ท่านประธานครับ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกรัฐสภา สิ่งที่ผมอภิปรายได้พยายามชี้ให้ท่านประธานเห็นว่ามันมีการขัดกันของ การแก้ไขกฎหมาย ผมก็โยงให้ท่านประธานเห็นว่ามาตรา ๒ ก็ไปขัดมาตรา ๑๐ ที่กําลัง อภิปราย มาตรา ๑๐ ก็ไปขัดมาตรา ๑๒ วรรคสอง ไปขัดมาตรา ๑๓๗ ไปขัดมาตรา ๒๗๐ แล้วมันขัดไปหมดนะครับท่านประธาน แล้วเราเป็นคนออกกฎหมายเราไม่ละเอียดรอบคอบ หรือท่านประธาน พอมาถึงมาตรา ๓ ท่านบอกให้มี ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คน แล้วก็มาดู มาตรา ๑๐ ท่านบอกให้สมาชิกวุฒิสภาที่อยู่ในขณะนี้ ซึ่งมีอยู่ ๑๕๐ คน ยังคงมีสมาชิกภาพและปฏิบัติหน้าที่วุฒิสภาต่อไป และให้อยู่ต่อไปตามมาตรา ๑๑ ก็คือ ให้อยู่ต่อไป ประกอบกับมาตรา ๑๒ จนกว่าจะสิ้นสุดสมาชิกภาพวันที่สมาชิกวุฒิสภาได้รับ เลือกตั้งเข้ามาใหม่ ผมมี ๒ ประเด็นในเรื่องนี้ครับท่านประธาน ในระหว่างที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ใช้บังคับ จนไปถึงกระบวนการหมดวาระของสมาชิกวุฒิสภา ส่วนนั้นท่านก็ไปออกกฎหมาย ในหลายเรื่องที่เป็นลักษณะการจํากัดสิทธิ แต่ว่าถ้ามาดูว่าเริ่มตั้งแต่มีพระราชกฤษฎีกา ให้กําหนดวันเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา จนถึงวันที่มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาชุดใหม่ วุฒิสมาชิกสภาชุดใหม่มีกี่คนครับท่านประธาน ถ้าวันนี้เรามี ส.ว. สรรหาอยู่ ๗๐ คน ๗๐ คนนี้เขาไม่ได้ลาออกไปเลือกตั้งก็คือ ๗๐ คนนี้ก็จะรอวุฒิสมาชิกเลือกตั้งอีก ๒๐๐ คน ก็จะกลายเป็น ๒๗๐ คน แล้ว ๒๗๐ คนมันตรงกับมาตรา ๓ ไหมครับท่านประธาน มันก็ไม่ตรง แต่ผมเรียนท่านประธานว่า ท่านก็จะไปตัดสิทธิสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาให้หมด สมาชิกภาพไปโดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านก็ทําไม่ได้ เพราะเขามาตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ที่ประชาชนให้การรับรอง ท่านจะใช้อํานาจแค่เสียงข้างมากในที่ประชุมรัฐสภา ไปปรับเปลี่ยนไปยุติการทําหน้าที่หรือการสิ้นสุดสมาชิกภาพของ ส.ว. ที่ได้รับการรับรองจาก รัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน ท่านก็ทําไม่ได้ ทีนี้พอทําไม่ได้ท่านก็จะเดินธงไปด้านหนึ่ง ท่านก็จะติดปัญหา เพราะว่าท่านไม่ได้แก้ทั้งระบบอย่างที่ท่านชํานิ ศักดิเศรษฐ์ ได้เคยพูดว่า วิธีการแก้วุฒิสมาชิกและ ส.ส. นั้นมันมีชุดความคิด ส.ว. กับ ส.ส. ปี ๒๕๕๐ มันมีลักษณะ ของการเหลื่อมกันเพื่อการทําหน้าที่ ในเวลาที่ ส.ส. หมดอายุ ส.ว. ก็จะทําอะไรได้บ้าง ในเวลาที่ ส.ว. หมดอายุก็จะมีการเหลื่อมกันระหว่าง ส.ว. สรรหากับ ส.ว. เลือกตั้ง มันจะมี องค์กรนี้กันไปตลอด แต่ท่านคิดประเด็นเดียวว่าจะเอา ส.ว. เลือกตั้ง ท่านถึงแก้โจทย์ทั้งหมด ของระบบรัฐสภาไม่ได้อย่างไรครับ ท่านถึงต้องแก้กฎหมายแล้วก็ไปพันตัวเอง ไปพันตัวเอง ไปเรื่อย ไปขัดกับตัวเองไปเรื่อย ผมถึงเรียนท่านว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผมยืนยันกับ ท่านประธาน ๑. ที่มาในการแก้ไขผมก็มองว่าไม่ชอบ แก้ไขกระบวนการแก้ไขก็ไม่ชอบ แก้ไขไปแล้วกฎหมายที่จะใช้บังคับก็ไม่ชอบ ใช้บังคับไม่ได้ นอกจากที่จะไปเปลี่ยนแปลง โครงสร้างหลักแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านอํานาจบาตรใหญ่ ใหญ่โตมากเลย วุฒิสมาชิกตามมาตรา ๑๑๙ เขาบอก สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาสิ้นสุดลงเมื่อ (๑.) ถึงคราวออกตามวาระ (๒.) ตาย (๓.) ลาออก (๔.) ขาดคุณสมบัติหรือลักษณะ ต้องห้าม (๕.) กระทําการต้องห้าม (๖.) วุฒิสภามีมติถอดถอนเรื่องอะไรก็แล้วแต่ (๗.) ขาดประชุม (๘.) ต้องคําพิพากษาให้ถึงที่สุด ประเด็นอื่นผมจะไม่พูดครับ ผมจะพูดถึง (๑) เท่านั้น ถึงคราวออกตามวาระ มาตรา ๑๑๙ และสมาชิกภาพของ ส.ว. เขามีวาระของ เขาอยู่ เลือกตั้งคราวที่แล้วเขาก็กําหนดว่าวาระกี่ปี ก็เลือกตั้งกันมา ไม่เอาครับ จะตอบแทน กันหรือเปล่าผมไม่ทราบ แต่เขาบอกว่าท้ายที่สุดกฎหมายฉบับนี้แก้แล้วคนที่ได้ประโยชน์ สูงสุดคือ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง ทําไมเป็นอย่างนั้นล่ะครับท่านประธาน มันไปจับมือ มันไปมีผลประโยชน์ร่วมกันขนาดไหนครับ มันถึงเอื้อประโยชน์กันมากขนาดนี้ ตั้งแต่เดิม ที่เขาเลือกตั้ง ๖ ปี และเขาไม่ให้มีการต่อวาระ ก็เพราะว่าเขามาดํารงตําแหน่งเพียงครั้งเดียว ระยะเวลา ๖ ปีจึงเหมาะสม ท่านเสนอเข้ามา ๖ ปี กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาด้วยเหตุ ด้วยผลแล้วเห็นว่าเมื่อมาจากระบบเลือกตั้ง เวลาในการดํารงตําแหน่งก็ต้องเป็นลักษณะเดียวกัน ท้ายที่สุดที่ประชุมเห็นชอบว่ามาเป็น ๔ ปี เหมือนกับระบบเลือกตั้งอื่น ๆ แต่ท้ายที่สุดก็มีการไปเจรจาต่อรองกัน ผมก็ไม่ทราบว่า เจรจากันอย่างไร ท้ายที่สุดกรรมาธิการวิสามัญ แทนที่จะมาพูดจากันในที่ประชุมก็กลับมติ ไปอยู่มติเดิมเป็น ๖ ปี ซึ่งไม่มีระบบเลือกตั้งที่ไหนเขาให้คนมาจากการเลือกตั้งในประเทศ เดียวกันแต่แตกต่างกันแบบการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกครั้งนี้ ผมก็ตั้งข้อสงสัยว่ามันมี การตอบแทนกันหรือเปล่าท่านประธาน ๒. ไปแก้ไขระเบียบคุณสมบัติต่าง ๆ เพื่อให้คน เลือกตั้งเข้ามา แต่ท้ายที่สุดครับท่านประธาน ไปกําหนดอีกครับ ไม่รู้ว่ามันจะเอาใจกันไปถึงไหน ในมาตรา ๑๒
ท่านธนาครับ ท่านครับ คนที่มีอํานาจในการวินิจฉัยว่าผู้อภิปรายวกวน ซ้ําซาก ฟุ่มเฟือยหรือไม่นี่ มีคนเดียว เท่านั้นครับ ตามข้อบังคับที่ท่านเขียนมาครับ เขียนมาไว้นะครับ ก็คือประธานมีคนเดียวครับ ทีนี้ผมก็พยายามทักท้วงหลายครั้งแล้วนะครับ แล้วก็ขอความร่วมมือจากท่าน ท่านก็ยังไม่ให้ ความร่วมมือ ผมให้เกียรติท่าน ท่านก็ไม่ให้เกียรติผม ซึ่งจริง ๆ ผมก็มีอํานาจตามข้อบังคับ ข้อ ๔๔ จะให้ท่านหยุดการอภิปรายก็ได้ แต่เพื่อรักษาบรรยากาศครับ ก็พยายามให้เกียรติท่าน ฉะนั้นท่านให้เกียรติผมหน่อยได้ไหมครับ ใช้เวลาพอสมควร วกวน ซ้ําซาก ฟุ่มเฟือย แล้วก็ จะมีคนประท้วงคําวินิจฉัยของประธานอยู่อย่างนี้ ก็ทําผิดข้อบังคับซ้ําอีก เพราะคําวินิจฉัย ของประธานถือว่าเป็นที่สุด ในเมื่อที่สุดมันก็ทักท้วงไม่ได้ นี่ก็มาทักท้วงแล้วอ้างข้อ ๕ อยู่อย่างนี้ไม่จบไม่สิ้น ให้เกียรติผมหน่อยเถอะครับ น่าจะใช้เวลาสักนาที ๒ นาทีสรุป ได้แล้ว เชิญครับ อย่าผิดซ้ําอีกเลย คําวินิจฉัยของประธานถือว่าเป็นที่สุด อย่ามาประท้วง คําวินิจฉัยเลยครับ ผมให้เกียรติท่านอยู่แล้ว เชิญต่อเถอะครับท่านธนา ควรสรุปได้แล้วครับ
(นายเจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส ได้ยืน และยกมือขึ้น)
เชิญครับ ๆ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ที่ผมลุกขึ้นประท้วง ประท้วง คือ การปฏิบัติหน้าที่ของท่านประธานต่อท่านสมาชิกที่อภิปรายในขณะนี้ ท่านประธานครับ ผมกําลังฟังท่านธนาได้อภิปรายซึ่งมีสาระ มีหลักการและเหตุผล และเป็นประเด็นที่ท่านธนา ได้อภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อผมจะได้นําไปประกอบในการพิจารณาในการลงมติ ของผม ท่านธนาได้พูดในหลักการและเหตุผล สิ่งที่ผมต้องการฟังที่คุณธนาได้พูด ในสภาผู้แทนราษฎรท่านพูดได้ชัดเจนครับว่า มีการร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญในขณะนี้ขัดกัน ท่านประธานครับ ท่านต้องให้ท่านธนา ท่านประธานต้องไม่ขัดในการปฏิบัติหน้าที่ ของท่านธนาในการอภิปราย เพราะสมาชิกกําลังฟังท่านธนา และจะนําข้อคิดเห็น ของท่านธนานี้นะครับ ไปประกอบหลักการและเหตุผลในการลงมติครับท่านประธาน ท่านประธานต้องให้ความเป็นธรรมต่อสมาชิก ไม่ใช่เวลาท่านธนาอภิปรายขึ้นมา ท่านก็พยายามขัด เพราะมันไม่เป็นที่พึงพอใจของท่านอย่างไรครับ ขอบคุณครับ
ครับ ที่จริงต้องถอนนะครับ ใส่ร้ายผม มันไม่เกี่ยวกับความพึงพอใจของผม มันเป็นเรื่องข้อบังคับ แล้วท่านก็ทําผิด ข้อบังคับอีกด้วยการมาทักท้วงคําวินิจฉัยของประธาน ก็ผิดซ้ําอีก แล้วผมก็ย้ําแล้ว คนมีอํานาจวินิจฉัยคือประธานคนเดียวเท่านั้น ตามที่ท่านทั้งหลายตั้งกติกาเอาไว้ในข้อบังคับ เชิญท่านพายัพครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ด้วยความเคารพท่านประธานและผู้อภิปรายในขณะนี้ ผมตั้งใจฟังท่านมาโดยตลอด โดยที่ไม่ทักท้วงท่านเลย แต่ว่าประเด็นที่เพื่อนสมาชิกทักท้วง ต่อท่านประธาน และทักท้วงต่อท่านสมาชิกที่กําลังอภิปรายนั้น เป็นข้อมูลที่น่าสนใจ และเป็นประเด็นที่ตรงกับความรู้สึกของสมาชิกด้วยเช่นเดียวกัน เนื้อหาหลาย ๆ ประเด็นนั้น มีประโยชน์ครับ ผมไม่ขัดข้อง แล้วก็ไม่ได้ทักท้วงท่าน แต่ว่าถ้าเป็นไปได้ท่านประธานครับ ถ้าเราจะยึดข้อบังคับในการประชุมสภา แล้วก็โดยอนุโลมกันมากพอสมควรแล้ว เป็นไปได้ หรือไม่ถ้าท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่มีความรู้ อภิปรายให้ความรู้พวกเรา รวมทั้งท่านประธาน ที่ตั้งใจฟังในขณะนี้ จะยึดข้อบังคับแล้วก็ไม่ให้ปล่อยปละละเลยมากจนเกินไปนักก็จะ เกิดประโยชน์ต่อการประชุมสภา ผมจึงขอความกรุณาอีกสักครั้งหนึ่งเถอะครับ ขอว่า ท่านสมาชิกได้อภิปรายอยู่ในประเด็นที่สําคัญ ๆ ในเนื้อหาที่ประเด็นถึงแม้ว่าบางเนื้อหา บางกรณีจะพาดพิงบ้าง ผมก็นั่งจดอยู่ครับ แต่เห็นว่าฟังได้ พอผ่านหูซ้ายทะลุหูขวาได้ ผมก็ทนฟัง ไม่ขัดข้อง แต่ขอท่านประธานได้ยึดข้อบังคับต่อไปนี้ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านธนาครับ น่าจะสรุป ได้แล้วครับ ผมว่าพอสมควรนะครับ เชิญท่านต่อเถอะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา พอพิจารณากฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปเรื่อย ๆ ท่านประธาน ผมก็เริ่มมีความรู้สึก ไม่สบายใจว่ามันมีการร่วมมือกันเพื่อผลประโยชน์หรือไม่ ซึ่งถ้ามีการดําเนินการในลักษณะ อย่างนั้นมันก็จะเป็นการขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ
มีผู้ประท้วงครับ ท่านเกียรติ์อุดม เชิญครับ
ให้ท่านพายัพก่อนครับ
ท่านพายัพ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกรัฐสภา ไม่ได้ลุกขึ้นทักท้วงเพื่อว่าจะออกทีวีอะไร หรอกครับ แต่ว่าทักท้วงด้วยความเคารพ ทักท้วงด้วยความจริงใจอะไรที่เป็นประโยชน์ ก็รับฟังด้วยความตั้งใจไม่ได้เคยคิดจะก้าวล่วงท่านเลย แต่เห็นว่าเมื่อเวลามันล่วงเลย พอสมควรและท่านก็พูดในเนื้อหาประเด็นที่มากพอสมควร ผมก็พยายามจะฟังครับว่ามี ประเด็นอื่นอีกหรือไม่ที่ท่านจะนําเสนอ ผมฟังด้วยเหตุด้วยผม ถึงแม้ว่าเราจะอยู่ กันคนละค่ายทางการเมือง แต่ว่าความเป็นสมาชิกรัฐสภานั้น ต่างคนก็มีวุฒิภาวะด้วยกัน ทั้งสิ้น ถ้าจะใช้เวลาในการอภิปรายเพื่อกล่าวหาบุคคลอื่นว่าสมรู้ร่วมคิดกันนะครับ หรือซ่องสุมกันเพื่อหาผลประโยชน์ หรือจะกล่าวหาใครต่อใครก็ได้ในสภาแห่งนี้ โดยใช้เวที แห่งนี้ เห็นว่าเพื่อนไม่ทักท้วง หรือว่าทักท้วงแล้วประธานไม่ดําเนินการตามก็จะอย่างไรอยู่ ผมจําเป็นต้องให้ท่านประธานครับ ผมทักท้วงท่านประธาน และทักท้วงท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติที่มีความรู้มากมายในขณะนี้ด้วยความเคารพ ไม่เคยคิดเป็นประเด็นอื่นครับ แล้วก็ทักท้วงตรงนี้จริง ๆ แล้วจะทําหน้าที่ตรงนี้ รับฟังท่านด้วยเหตุด้วยผลครับ แต่ขอ ความกรุณาอีกครั้งนะครับ นี่เป็นความรู้สึกของผมเองคนเดียวนะครับ ขอฟังท่านสุดท้าย อีกครั้งหนึ่ง ขอบพระคุณครับ
ก็ไม่ควรไปกล่าวหาหรือ ใส่ร้ายคนอื่นนะครับ ก็อภิปรายในส่วนที่เป็นหลักการของเรา ทีนี้ไปพูดให้คนอื่นเสียหาย มันก็มีปัญหาผิดข้อบังคับ ท่าน ส.ว. สิงห์ชัยครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ส.ว. จากจังหวัดอุทัยธานี นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง ผมนั่งฟังตลอดนะครับ ผมขอพูดถึง ท่านประธานแล้วกันนะครับ ผมเชื่อว่าด้วยอํานาจหน้าที่และวิจารณญาณของท่านประธาน นั้น ขอท่านประธานโปรดใช้อํานาจ ใช้วิจารณญาณ คือผมก็พยายามฟังนะครับ ฟังในการที่ ผู้อภิปรายหลายท่านได้อภิปราย ถึงแม้ผมจะโดนกระแนะกระแหน ผมเชื่อว่าผมนั้นเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากเลือกตั้ง หนีไม่พ้นสิ่งที่ผู้อภิปรายได้พูดถึงต่าง ๆ ในหลายประเด็น แต่ผมจะพยายามไม่ประท้วง ขอประท้วงท่านประธาน ท่านประธานครับ ขอให้ท่านประธานมีความกล้าครับ ไม่มีกี่คนที่จะไปนั่งตรงนั้นได้ จริง ๆ แล้วผมจะเรียน ตั้งแต่ท่านนิคมซึ่งเป็นประมุขของสมาชิกวุฒิสภาแล้ว แต่ผมก็เชื่อว่าพยายามนั่งนิ่งไว้ก่อน คิดว่าเดี๋ยวจะจบ เดี๋ยวจะจบ แต่แล้วแต่เล่าก็ไม่จบเสียที ขอท่านได้โปรดเถอะครับ เพราะว่า บางทีการอภิปรายมันนาน แล้วมันก็แบบคือพูดง่าย ๆ ว่ามันไม่ค่อยมีเนื้อนะครับ ผิดตําแหน่งรัฐธรรมนูญไม่ต้องมาวนครับ พวกเรามาจากเลือกตั้งเราไม่ห่วงเลย ถ้าวันนี้ ทุกคนต่างมีเหตุและผลในการพูด ยกเหตุและผลมา แต่สิ่งสําคัญที่สุดตัดสินอยู่ที่ ศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้ท่านประธานใช้วิจารณญาณครับ ขอได้โปรดนะครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ผมก็พยายาม ให้เกียรตินะครับ ผมขอวินิจฉัยก่อนครับ ผมพยายามให้เกียรติท่านธนานะครับ ก็ด้วย ไม่อยากให้มีอะไรที่มันไม่เหมาะสมออกไป อะไรที่อะลุ่มอล่วยกันได้ก็พยายามครับ ก็ใช้คําพูดในเกียรติซึ่งกันและกัน ก็รอว่าท่านจะจบ จะจบ จะจบ ก็ไม่จบสักทีนะครับ ซึ่งมันก็วกวนอยู่ตรงนี้ครับ แล้วก็ซ้ํา แล้วก็ฟุ่มเฟือย ซึ่งประเด็นนี้ผมก็ฟังท่านพูดมาหลาย รอบแล้วนะครับ ก็พยายามให้เกียรติ ทีนี้ถ้าไม่อย่างนั้นมันก็เกิดปัญหาความวุ่นวายกันขึ้น ไม่อยากให้ภาพพจน์ที่ไม่ดีออกไปสู่สายตาประชาชนอีก เพราะฉะนั้นก็ขอความร่วมมือ พวกเรานี่ละครับช่วยกันรักษา ก็ด้วยการขอความร่วมมือครับ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ขอความร่วมมือครับ ท่านธนาครับ ลูกผู้ชายครับ ตรงไปตรงมาครับ ผมว่าน่าจะสรุปได้แล้ว ช่วยกันรักษาบรรยากาศดีกว่าครับ มันดําเนินมาด้วยดีโดยตลอดนี่ครับ ก็จะพูดอีกสัก ๑๐ นาที หรืออีก ๑-๒ นาที มันก็ไม่ต่างกันเท่าไรหรอกนะครับ ผมว่าให้เกียรติซึ่งกันและกัน ดีแล้วนะครับ ผมเรียนตรง ๆ ไม่อยากให้ภาพที่ประชาชนไม่สบายใจออกมาให้ประชาชนได้ เห็นอีก ผมก็พยายามอย่างที่สุดแล้วนะครับ แล้วก็ทําให้ถูกฝั่ง อีกฝั่งหนึ่งตําหนิอยู่ตลอดว่า ไม่เด็ดขาด ไม่อะไรก็ว่ากันไปนะครับ ก็หวังว่าท่านธนาจะเข้าใจ ขอท่านด้วยลูกผู้ชายนะครับ สัก ๑-๒ นาทีสรุปก็น่าจะพอแล้วครับ เชิญท่านต่อเลยครับ
(นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส ได้ยืน และยกมือขึ้น)
อย่าประท้วงเลยครับ ท่านสุรเชษฐ์ครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมข้องใจท่านประธานครับ ท่านประธานพูดถึง แล้วก็อ้างถึงตลอดว่า กลัวว่าการประชุมจะไม่เรียบร้อย ผมขอประท้วงตามข้อ ๕ คือผู้อภิปรายนี่ถึงแม้ว่าจะใช้เวลาสักนิดหนึ่ง ก็ไม่ใช่ว่าทุกท่าน แต่ถ้าหากว่าพูดยาว โดยไร้สาระ อย่างนี้ท่านประธานจะเบรกหรือจะตําหนิได้ แต่เมื่อผู้อภิปรายให้เหตุผล หลักการที่ฟังได้ ขณะนี้ผู้อภิปรายนั้นกําลังอภิปรายให้เหตุผลกับคณะกรรมาธิการ ไม่ใช่กับ ท่านประธานคนเดียว เพื่อให้คณะกรรมาธิการได้พิจารณาตามความคิดที่ท่านได้พิจารณา มาแล้วนั้นถูกต้องหรือไม่ สมบูรณ์หรือไม่ ท่านประธานไม่น่าจะใช้อารมณ์หรือกลัวว่า พี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชนเขาติดตามเราทราบอยู่ ท่านประธานทราบไหมว่า พี่น้องประชาชนนี่เขามีความรู้สึกอย่างไร ในสภาแห่งนี้เวลามีปัญหาระหว่างสมาชิก กับท่านประธาน ตรงนี้ครับ ผมคิดว่าท่านประธานก็ควรที่จะต้องไตร่ตรองในการให้เหตุผลของท่านประธานด้วย ผมขอประท้วงท่านประธานในการปฏิบัติหน้าที่ตามข้อ ๕ เวลาซีกฝ่ายค้านประท้วงต้องการที่ จะให้เหตุผล ท่านก็มองไม่เห็น แต่ว่าในซีกของผู้สนับสนุนรัฐธรรมนูญประท้วง แม้กระทั่งว่า
ท่านครับ อย่าใส่ร้าย อย่างนั้นเลยครับ ผมก็สลับทั้ง ๒ ฝั่ง แล้วก็ทําอย่างนี้มาโดยตลอด ท่านพูดมันไม่ตรง กับความจริง โกหกในสภา ซึ่งก็เห็น ๆ กันอยู่ครับ
ท่านประธาน ต้องถอนคําพูด หาว่าผมโกหกได้อย่างไร ท่านวินิจฉัยหรือว่าผมโกหก ท่านก็บอกสิครับว่า ผมโกหกนั้นเรื่องอะไร
โกหก เวลาฝ่ายค้านยกมือ ประท้วงแล้วแกล้งมองไม่เห็น ซึ่งข้อเท็จจริงผมก็สลับทั้ง ๒ ฝั่ง ประชาชนก็เห็นทั้งประเทศ ก็ทําอย่างนี้มาโดยตลอด เป็นการกล่าวหาใส่ร้ายในเรื่องที่ไม่เป็นความจริง เขาเรียกว่า โกหกกลางสภา ท่านครับ การประชุมต้องมีกติกา กติกาของเราคือข้อบังคับ ข้อบังคับ ที่พวกเราช่วยกันร่างขึ้นมาให้ประธานดําเนินการตามนั้น แล้วคําวินิจฉัยของประธานถือว่า เป็นที่สุด ท่านก็ลุกขึ้นมาโต้แย้งคําวินิจฉัยของประธาน ก็เท่ากับทําผิดข้อบังคับ ท่านเป็นคน เขียนเอง ผมไม่ได้เขียนนะครับ ให้อํานาจในการวินิจฉัยของประธานถือว่าเป็นที่สุด ก็เพื่อให้ การประชุมดําเนินการต่อไปได้ แล้วที่สําคัญประธานมีคนเดียวครับ ท่านให้อํานาจประธาน เป็นคนวินิจฉัย ไม่ใช่ตัวท่านวินิจฉัย ประเด็นก็มีแค่นี้ แล้วก็ประธานวินิจฉัยแล้วถือว่า เป็นที่สุด ท่านก็ลุกขึ้นมาโต้คําวินิจฉัย อยู่อย่างนี้ทั้งวัน แล้วจะให้ทําอย่างไรครับ
(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
เชิญท่านประสิทธิ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้อง ประท้วงท่านพิเชษฐ์ ผู้ที่ลุกขึ้นมาประท้วงนะครับ ท่านพิเชษฐ์นี่โกหกกลางสภา ท่านสุรเชษฐ์ โทษทีพอดีหัวล้านเหมือนกันเลยจําไม่ค่อยได้นะครับ ต่อไปผมจะจําให้แม่นครับ ท่านสุรเชษฐ์ โกหกกลางสภา ผมเป็นพยานได้ ผมเห็นใจท่านประธาน ท่านประธานอุตส่าห์ให้เกียรติ อุตส่าห์อะลุ่มอล่วย ทําทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้สภานี้เดินไปได้ แต่ปรากฏว่าสมาชิกที่ท่าน ให้เกียรติไม่เคยให้เกียรติท่านเลย อย่างนี้ถ้าผมจะใช้เอกสิทธิ์ของผมในการขอปิดอภิปราย ได้ไหมครับ ผมขอปิดการอภิปราย ขอผู้รับรองหน่อยครับ
ท่านครับ การขอปิดอภิปราย เมื่อสักครู่ ท่านลุกขึ้นมาท่านมาอภิปรายประท้วง น่าจะเป็นคนละโอกาส ถ้าท่านจะเสนอ ท่านนั่งแล้วลุกขึ้นเสนอใหม่
ท่านประธานที่เคารพ
ท่านประท้วงอะไรครับ ท่านณัฏฐ์ เชิญครับ
ผม ณัฏฐ์ บรรทัดฐาน สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานจะกล่าวหาเพื่อนสมาชิกอย่างนี้ไม่ถูกนะครับ เพราะว่าข้อมูลที่ท่านประธานพูดกับข้อมูลที่เพื่อนสมาชิกพูดเป็นสิ่งที่ต่างคนต่างเห็นว่าข้อมูล เหตุผลเป็นอย่างนั้น ท่านจะมาอ้างอยู่ตลอดเวลาว่าข้อบังคับนี้พวกผมเป็นคนเขียน เขียนมา ให้ท่านทํา มันไม่ใช่นะครับ เพราะว่าข้อบังคับนี้มันมีมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว ท่านก็ทราบ ท่านจะบอกว่าท่านไม่เคยรับรู้เรื่องนี้เลย แล้วพวกผมเขียนมาให้ท่านใช้นี่มันไม่ใช่นะครับ แล้วการที่จะมานั่งบอกพวกผมว่า ประท้วงฝั่งนี้แกล้งมองไม่เห็น ก็หาว่าเพื่อนสมาชิก ผมโกหก จริง ๆ ทุกคนเขาก็เห็นกันอยู่ครับ จะมาบอกประชาชนทางบ้านเห็น ไม่ใช่ครับ ท่านผู้ชม เราไม่ได้นั่งประชุมให้ประชาชนทางบ้านดู ถ่ายทอดสดอีกเรื่องหนึ่ง แต่ข้อเท็จจริง ที่อยู่ในห้องประชุมมันก็คืออีกเรื่องหนึ่ง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการที่ท่านประธานบอกว่า เพื่อนสมาชิกโกหกกลางสภานี่ เป็นการกล่าวเท็จและไม่ให้เกียรติเพื่อนสมาชิก ท่านประธาน ต้องถอนครับ
ผมพูดตามข้อเท็จจริง แล้วผมก็ปฏิบัติตามนี้ ผมสลับทั้ง ๒ ฝั่งโดยตลอด ผมยืนยันครับ ผมไม่ถอนนะครับ ผมยืนยันแล้วผมไม่ถอน แล้วก็คําวินิจฉัยของผมถือว่าเป็นที่สุด เพราะฉะนั้นท่านธนาครับ ขอความร่วมมือเถอะครับ ขอแบบลูกผู้ชายแล้วครับ ท่านควรสรุปได้แล้วครับ เชิญท่าน ต่อสิครับ ผมว่าพอสมควรแล้วไหมครับ เชิญท่านสุรเชษฐ์ครับ
ท่านประธานครับ ผม สุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมโดน ๒ เด้ง ที่ท่านประธานจะต้องพิจารณาว่า สมควรหรือไม่ หรือเป็นการพาดพิงให้เกิดความเสียหายแก่ผมหรือไม่
เรื่องแรก ที่ท่านประธานกล่าวถึงว่าโกหกกลางสภา ผมไม่ได้ทักท้วงว่า ต้องการให้ท่านประธานถอนหรอกครับ แต่ยืนยันว่าสิ่งที่ท่านประธานพูดว่าโกหกกลางสภานั้น ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ผมนี่ทุกครั้งที่ยืนประท้วงจะต้องใช้เสียงเพื่อให้ท่านประธานได้มองเห็น ว่าผมกําลังยืนประท้วง ผิดกับฝ่ายอีกข้างหนึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งจ่าสิบตํารวจประสิทธิ์ นี่ขอให้เกาหัวขี้กลาก
อย่าไปพาดพิงกันเลยครับ พอแล้วมังครับ
นี่จะได้สิทธิ ตลอดตั้งแต่ ๒ ปีมานี่
ผมว่าพอแล้วครับ
คนที่ประท้วงมากที่สุด ก็คือ จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ แค่ยกหัวขี้มาเกาหัวนี่ก็ให้ประท้วง
เอาละครับ พอแล้วครับ สมควรแล้วครับ จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ครับ ไม่เป็นไรหรอกขอกันกินมากกว่านี้ ขอกันกิน มากกว่านี้ครับพอแล้ว เอาเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อสักครู่ ผมกล่าวพาดพิงท่านสุรเชษฐ์ แวอาแซ จริงว่าหัวล้านเหมือนกัน ผมก็ได้ว่าท่านฝ่ายเดียว ที่ไหนผมก็บอกผมหัวล้านเหมือนกัน ถ้าจะให้เสมอกัน เอาหัวล้านชนกันตอนนี้ไหมครับ มันจะได้จบกันไปครับ ผมไม่ให้ท่านถอนหรอกครับ
จบนะครับ เอาเชิญ
ท่านประธานครับ ผมยืนยันว่าผมไม่ชนหรอกครับ กลัวเดี๋ยวจะติดขี้กลากมาด้วย
ท่านสมาชิกครับ ข้อมูลการประชุมของเรา ๑๐ วันแรก ใช้เวลาในการประชุมทั้งหมด ๙๔ ชั่วโมง ปรากฏว่า เป็นเวลาของการประท้วงหรือหารือทั้งหมด ๔๗ ชั่วโมง เพราะฉะนั้นเหลือเวลาอีกครึ่งหนึ่ง คือ ๔๗ ชั่วโมงนี้ที่ฝ่ายค้านได้อภิปราย รัฐบาลได้อภิปราย แล้วก็ ส.ว. ได้อภิปรายรวมกัน ทั้งหมด ๔๗ ชั่วโมง เท่ากับที่หารือกับประท้วงพอดีเลยครับ ผมไม่พูดอะไรมากไปกว่านี้ เดี๋ยวมีคนประท้วงนะครับ ก็ขอแจ้งสมาชิกครับ ขอความร่วมมือจากพวกเราทุกคนครับ แล้วเมื่อสักครู่ขอแบบลูกผู้ชายจากท่านธนาแล้วนะครับ ท่านจะให้หรือไม่ให้ก็เป็นเรื่อง ของท่าน ผมขอให้ท่านช่วยแบบลูกผู้ชายให้เกียรติซึ่งกันและกัน เชิญท่านเถอะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธาน ขอแบบลูกผู้ชาย ผมก็ให้ท่านประธานแบบลูกผู้ชาย ถ้าที่ประชุมสภาแห่งนี้จะไม่รับฟังเหตุ ฟังผลที่ผมจะอภิปราย แล้วโดยเฉพาะท่านประธานคิดว่าสิ่งที่ผมอภิปรายไม่เกิดประโยชน์ วันนี้ท่านประธานใช้คําว่าลูกผู้ชาย ผมก็จะให้ท่านประธานคําว่าลูกผู้ชายเหมือนกัน แต่ผมขออนุญาตสรุปครับ เพราะถ้าผมไม่ได้สรุปการอภิปรายของผม ก็จะไม่มีประเด็น ในการที่จะบันทึกในที่ประชุมแห่งนี้ ผมได้เรียนท่านประธานแล้วว่าการบัญญัติกฎหมาย มีการขัดกันอย่างไร มีเจตนาในการนําเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างไร ท้ายที่สุด ผมเรียนท่านประธานว่าผมจะไม่กล่าวหาใคร แต่ผมตั้งข้อสังเกตวุฒิสมาชิกชุดนี้ที่มาจาก การเลือกตั้งรู้อยู่แล้วหรือสรรหาว่าดํารงตําแหน่งได้ในสมัยเดียวมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้กลับมาดํารงตําแหน่งได้อีกสําหรับสมาชิกวุฒิสภา ขยายเรื่องสิทธิ ท่านประธานที่เคารพครับ ให้กลับมาลงเลือกตั้งได้อีก ให้สิทธิประโยชน์อย่างอื่นมากมาย มากกว่านักเลือกตั้ง ในประเทศนี้คนอื่น ๔ ปี ส.ว. ชุดใหม่ที่จะเป็นชุดประวัติศาสตร์ของประเทศไทยเอาไปเลย ๖ ปี นอกจากนั้นไม่พอครับ หมดวาระไปแล้วสําหรับคนที่ไม่ลาออกไปลงเลือกตั้ง เอาโบนัส ไปอีกครับให้อยู่ไปจนกระทั่ง ส.ว. ชุดใหม่เข้ามามันจะอะไรกันขนาดนี้ครับท่านประธาน ทําไมผลประโยชน์ตอบแทน ส.ว. เลือกตั้งมันถึงมีมากมายเหลือเกิน ทําให้ผมไม่สบายใจ เพราะฉะนั้นผมถึงต้องกราบเรียนท่านประธานในท้ายที่สุดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการเสนอ แก้ไข รัฐบาลโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยไม่เสียหายครับ ท่านไปรับปากประชาชนมาเรื่อง การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านทําตามหน้าที่ของท่านผมไม่ว่า แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะผ่าน ความเห็นชอบของรัฐสภาหรือไม่ อยู่ที่เสียงของสมาชิกวุฒิสภา ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าเสียงของ วุฒิสภานั้นจะเป็นเสียงชี้ขาดในการผ่านหรือไม่ผ่านรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ข้อสังเกตที่ผม ตั้งให้ประธานทั้งหมดคือผลประโยชน์ที่ได้รับเกินกว่าคนปกติหรือสมาชิกปกติจะได้รับ นั่นคือ เหตุผลจูงใจหรือไม่ในการที่จะทําให้รัฐธรรมนูญนี้ผ่านการพิจารณาของรัฐสภา ส่วนว่า เมื่อท่านโหวตแล้วจะขัดจริยธรรมคุณธรรม ผมไม่พูดแล้วครับ เพราะคํา ๆ นี้ใช้ในประเทศนี้ ไม่ได้ แต่จะขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือไม่ ท่านไปพิจารณาเอง แล้วถ้าวันนั้นมีคําพิพากษา หรือมีคําตัดสิน อย่าโอดครวญครับ เพราะเลือกที่จะทําในสิ่งที่ไม่ได้เป็นบรรทัดฐานของสังคม เมื่อท่านเลือกที่จะทําท่านต้องพร้อมที่จะรับในผลแห่งการกระทําทั้งหมดของท่าน กราบขอบพระคุณครับ
เชิญท่านอานิกครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพคะ ดิฉัน นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ตอนนี้เราอยู่ที่มาตรา ๑๐ การสงวนความเห็นของดิฉันอยู่ที่วรรคสอง แต่ดิฉันขอเท้าความนิดหนึ่งว่ามาตรา ๑๐ คล้าย ๆ บทเฉพาะกาลของการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจุดยืนของดิฉันก็ได้อภิปรายไปแล้ว ว่าเป็นการออกแบบแก้ไขที่จะเป็นการทําลายดุลยภาพในระบบกลไกรัฐสภาทําให้เกิดระบบ ที่จะคล้าย ๆ กันมีอํานาจเบ็ดเสร็จของฝ่ายบริหารพรรคเสียงข้างมาก แต่ว่าตรงนี้การโหวต ได้ผ่านมาแล้ว ดิฉันเองเห็นว่ามีประเด็นปัญหาทางกฎหมายหลายประการ ก็ได้เรียนไปแล้ว แต่ตอนนี้เราอยู่ที่มาตรา ๑๐ บทเฉพาะกาล ก็จะขออภิปรายในตรงนี้นะคะ แต่ให้ทราบว่า ดิฉันเห็นว่ามีความไม่ชอบในหลาย ๆ ด้านในส่วนที่เหลือ แต่ถ้าเผื่อเป็นกฎหมาย ในบทเฉพาะกาลในวรรคหนึ่งบอกว่าให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีสมาชิกภาพอยู่ในวันที่รัฐธรรมนูญ นี้บังคับใช้ ยังคงมีสมาชิกภาพและปฏิบัติหน้าที่วุฒิสภาต่อไป อันนี้ก็โอเคเลย แล้วเดี๋ยว คงต้องไปว่ากันที่มาตรา ๑๒ ว่าจะไม่มีอะไรที่ขัดกันกับตรงนี้ แต่ในวรรคสองค่ะท่านประธาน ที่บอกว่าในกรณีที่การดํารงตําแหน่งของสมาชิกวุฒิสภา ตามมาตรา ๑ ว่างลงตามบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญนะคะ ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนี้ไม่ต้องดําเนินการเลือกตั้งหรือ สรรหาวุฒิสมาชิกขึ้นใหม่แทนตําแหน่งที่ว่างลง ตรงนี้ดิฉันคิดว่าความหมายของคําว่า ก่อน นี่มันแปลกพิลึกมากนะคะ ก็จึงสงวนความเห็นว่าควรจะต้องเป็นหลังการแก้ไข แล้วดิฉัน เห็นว่าการที่จะไม่มีการเลือกตั้งหรือสรรหาจากระบบเดิมซึ่งก็ทํางานได้โอเคเลย ไม่มีเลย นี่จะเป็นอันตรายมาก เพราะว่าถ้าเกิดมีวุฒิสมาชิกลาออกไปเลือกตั้งเป็นจํานวนมาก หรือต้องหมดสภาพไปด้วยเหตุผลกลใดก็ตามเป็นจํานวนมากจะทําให้วุฒิสภาทําหน้าที่ได้ อย่างไม่มีประสิทธิภาพ เพราะว่าอาจจะเหลือคนจํานวนน้อยมาก แม้ในมาตรา ๑๑๑ จะมีการพูดถึง ๙๐ เปอร์เซ็นต์นะคะ แต่ตอนที่อยู่ในกรรมาธิการก็มีการอภิปรายกัน แล้วเสียงส่วนใหญ่ในกรรมาธิการก็บอกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ในมาตรา ๑๑๑ นั้น หมายถึง เฉพาะวันที่เปิดสภานะคะ ดิฉันจึงคิดว่าถ้าอย่างนั้นสําหรับในกรณีนี้ดิฉันขอเพิ่มเติมข้อความ สงวนความเห็นไว้ว่า ไม่ต้องดําเนินการเลือกตั้งหรือสรรหาสมาชิกวุฒิสภาขึ้นใหม่ แทนตําแหน่งที่ว่าง แล้วก็เติมว่า ยกเว้นในกรณีที่จํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่เหลืออยู่นั้นน้อย กว่าร้อยละ ๘๕ ของจํานวนสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด นะคะ ก็คือลดจาก ๙๐ เปอร์เซ็นต์ เหลือ ๘๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ดิฉันเห็นว่าจําเป็นค่ะที่จะต้องมีจํานวนวุฒิสมาชิกให้มากเพียงพอ เพื่อให้เกิดความหลากหลายในความคิดเห็น ความหลากหลายในมุมมอง ความรอบคอบ ในการตัดสินใจ โดยเฉพาะในกรณีอย่างที่ ขอเอ่ยนามเมื่อสักครู่นี้ที่ท่านธนายกตัวอย่างนะคะ ว่า อาจจะมีกรณีบางกรณีที่เหลือแต่วุฒิสภาทําหน้าที่ตามมาตรา ๑๓๒ มีเรื่องสําคัญ ๆ เช่น เรื่องแต่งตั้ง ถอดถอนนะคะ เพราะฉะนั้นจึงควรที่จะมีจํานวนวุฒิสมาชิกให้เพียงพอ เพื่อจะ ทําให้เกิดดุลยภาพในการตัดสินใจในหมู่วุฒิสภาเองก็เป็นคําสงวนความเห็นของดิฉัน ฝากท่านประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาอีกรอบหนึ่งนะคะ เรื่องใหญ่ ๆ เราเห็นไม่ตรงกัน แต่เรื่องนี้สมมุติว่าถ้าเกิดเรื่องนี้เป็นกฎหมายจริง ดิฉันว่าจุดอ่อนตรงนี้ก็ควรจะต้องระวัง อย่าให้เกิดขึ้น ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับ เชิญ ท่านบุญยอดครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ผมจะขออนุญาต ใช้เวลาของสภาอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดนะครับ ก็ขอให้ท่านประธาน ท่านประธาน คณะกรรมาธิการ และสมาชิกรัฐสภาทุกท่านกรุณาตั้งใจฟัง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนี้จะเป็น ครั้งแรกของประเทศไทยที่จะเกิดขึ้น หากรัฐธรรมนูญแก้ไขฉบับนี้ได้ออกไปบังคับใช้ครับ ๒ ประโยคที่เกิดขึ้นในมาตรา ๑๐ ประโยคที่ ๑ ที่ท่านเขียนมา ให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมี สมาชิกภาพอยู่ในวันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับยังมีสมาชิกภาพและปฏิบัติหน้าที่วุฒิสภาต่อไป ผมเปลี่ยนแปลงแก้ไขประโยคแรกนี้นะครับ แต่ขอให้ท่านได้เห็นภาพอย่างนี้ก่อนครับว่า ถ้าท่านยังคงคํา ๆ นี้อยู่นะครับ สิ่งที่มันจะเกิดขึ้นก็คือสมาชิกวุฒิสภายังคงดํารงตําแหน่งอยู่ ในขณะที่ตรงนี้บังคับใช้นะครับ ผมสมมุติวันที่ ๒ มีนาคม ถ้าประกาศหลังวันที่ ๒ มีนาคม สมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้งจะหมดวาระไป แต่สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ๗๓ คน โดยประมาณจะยังอยู่ ยังอยู่แล้วมีการประกาศการเลือกตั้ง ๔๕ วัน ผมเรียนเชิญสมาชิก วุฒิสภาทั้ง ๗๓ ท่าน ขอให้ท่านมีความสุขเลยครับ ท่านลงเลือกตั้งได้เลยครับ ลงเลือกตั้งได้ ยังดํารงตําแหน่งอยู่ด้วยใน ๔๕ วัน นี่จะเป็นครั้งแรกของประเทศไทยครับ ไม่เคยมี การเลือกตั้งครั้งใดที่ให้คนที่อยู่ในตําแหน่งนั้นแล้วไปลงสมัครในตําแหน่งนั้นได้ แล้วสนุกใหญ่ เลยครับ ท่านลงแล้วสําเร็จท่านได้เป็นอีก ๖ ปีครับ ลงแล้วไม่สําเร็จท่านก็ยังได้เป็นอีก ๓ ปี สนุกไหมครับ นี่กลุ่มแรกนะครับ แต่ถ้ากฎหมายนี้ประกาศได้เร็วขึ้นยิ่งสนุกใหญ่ครับ ท่านประธาน ประกาศได้เร็วขึ้นผมสมมุติง่าย ๆ สิ้นปีนี้ได้ใช้บังคับ จะมี ๑๔๙ ท่านที่เป็น สมาชิกวุฒิสภาในขณะนี้สามารถลงเลือกตั้งได้เลย เพราะกฎข้อนี้จะยังอยู่ ท่านลงกันเลยครับ ภายใน ๔๕ วัน สมาชิก ส.ว. เลือกตั้งถ้าท่านลงแล้วไม่ได้ ท่านก็ยังอยู่ต่อได้จนถึงวันที่ ๒ มีนาคม ท่านลงแล้วได้ท่านอยู่ได้ต่ออีก ๖ ปี ครับ คําถามง่าย ๆ คือเอาเปรียบเพื่อนไหมครับ อย่างนี้เป็นประชาธิปไตยจริงหรือครับ ใช่ครับ ท่านเคยรณรงค์ว่าเลือกตั้งเถอะ ไปถาม ใครต่อใครบอกว่าเลือกตั้งแล้วได้ แต่กติกาที่ท่านเขียนในขณะนี้ไม่เป็นประชาธิปไตยเลยครับ ไม่แฟร์เลยครับ ไม่ว่าจะเล่นเกมอะไรนะครับ ไม่ว่าจะเป็นกีฬาประเภทใดที่จะให้คนที่จะไป ลงเลือกตั้งแล้วมีสิทธิมากกว่าคนอื่น เพราะคนเหล่านี้ยังอยู่ในตําแหน่ง ยังเป็นกรรมาธิการอยู่ ยังจัดสัมมนาได้ ยังไปเดินพบปะประชาชนได้ในฐานะ ส.ว. ปัจจุบัน แล้วก็ลงเลือกตั้งไปแข่ง กับคนอื่นที่เขาไม่มีตําแหน่งใด ๆ เลย อย่างนี้ยุติธรรมหรือครับ นอกจากนั้นครับ ผมเท้าความนิดเดียว ในมาตรา ๕ ท่านแก้ไขมาตรา ๑๑๕ (๙) ไม่เป็นรัฐมนตรี สําหรับ คุณสมบัติแล้วก็ข้อต้องห้ามนะครับ ผมอธิบายสั้น ๆ นิดเดียวครับท่านประธาน คือคนที่จะ มาลงสมัครต้องไม่เป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ใช่ครับ กลุ่มนี้ห้ามที่จะลง ถ้าเป็น ส.ส. ต้องลาออกก่อน ถ้าเป็นรัฐมนตรีลาออกก่อน แต่ท่านไม่ห้ามกลุ่มที่เป็นสมาชิก วุฒิสภาที่ผมกล่าวเมื่อกี้ และนอกจากนั้นสมาชิกสภาท้องถิ่นกับผู้บริหารท้องถิ่นลงสมัคร ได้ด้วยครับ ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านสนุกจริง ๆ ครับท่านประธาน การเลือกตั้ง ส.ว. จะมีสมาชิกสภาท้องถิ่นไม่ต้องลาออก ยังอยู่ในตําแหน่ง สมมุติวันนี้เพิ่งได้รับตําแหน่งมา ลงสมัคร ส.ว. เล่น ๆ ลงได้ครับ ถ้าได้มาเป็น ส.ว. อีก ๖ ปี ถ้าไม่ได้กลับไปอยู่ตําแหน่งเดิม ไม่ต้อง ลาออกด้วยครับ อะไรมันจะดีขนาดนี้ครับ อะไรมันจะสนุกขนาดนี้ครับชีวิต ผู้บริหารท้องถิ่น เป็นนายก อบจ. อยู่ อยู่จังหวัดไหนก็ได้ อยากจะลงสมัคร ส.ว. ลงได้เลยครับ จากข้อบังคับ ข้อ ๑๐ ที่ท่านว่านี้ เห็นไหมครับ ลงได้เลยแล้วให้ประชาชนตัดสิน อยากให้ผมไปเป็น ส.ว. ไหม เลือกให้ผมไปเป็น ส.ว. สิผมจะได้ไปเป็นอีก ๖ ปี เงินเดือน ๑๑๐,๐๐๐ กว่าบาท ผู้ช่วยอีก ๕ คน ผู้เชี่ยวชาญ ๑ คน ผู้ชํานาญการ ๑ คน เดินทางโดยเครื่องบินสภาจ่ายให้ สนุกไหมครับ ถ้าท่านผ่านตัวมาตรานี้ ผมแก้อย่างไรครับ ผมแก้ว่ามาตรา ๑๐ สมาชิกวุฒิสภา ที่ดํารงตําแหน่งอยู่ในขณะเลือกตั้งและสรรหาสมาชิก เรื่องสรรหาไม่ต้องถกนะครับ ผมตัดให้ เลยนะครับ ถ้าท่านดํารงตําแหน่งอยู่ในขณะเลือกตั้งชุดใหม่จะลงสมัครเป็นสมาชิกไม่ได้ ผมจะตัดให้แบบนี้ครับ ทําไมไม่สนใจวิธีคิดอย่างนี้ล่ะครับ ประกาศให้มันชัดไปเลยครับว่า สมาชิกวันนี้ ส.ส. เป็นไม่ได้อยู่แล้วนะครับ อยู่ที่ ส.ว. แล้วครับ สมาชิก ส.ว. วันนี้จะประกาศ ให้ชัดอย่างผมไหมครับว่าคราวหน้าจะไม่ลง ก็กรุณาสนับสนุนผมประกาศเรื่องนี้ให้ชัด นอกจากนั้นวรรคที่สองของท่านขออนุญาตตัดทิ้งทั้งหมด เพราะท่านเขียนแล้วมี ๓ ประเด็น สั้น ๆ เลยครับท่านประธาน
ประเด็นที่ ๑ ท่านเขียนมาตรานี้ขัดกับ มาตรา ๒ เรื่องวันประกาศใช้ ท่านธนาได้กรุณาอธิบายแล้ว ผมไม่ต้องอธิบายซ้ําอีกนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ถึงจะเขียนแล้วไม่ตัดทิ้งก็ใช้ไม่ได้อยู่แล้ว ถูกไหมครับ เพราะจะใช้บังคับก่อนหน้าการใช้บังคับได้จริงนะครับ
ประเด็นที่ ๓ ถ้าผมตีความอย่างนี้ว่า ท่านบอกว่า กรณีการดํารงตําแหน่ง ของสมาชิกวุฒิสภาว่างลงก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมนี้ไม่ต้องสรรหาใหม่ ไม่ต้องสรรหาใหม่ มันไม่ได้จริง ๆ ครับ หลังการบังคับใช้มาตรานี้แล้ว สมมุติเดือนมีนาคมอย่างที่ว่ามีคนลาออก ก็ต้องไปสรรหาตามมาตรา ๒๔๐ กันอยู่ เรื่องนี้ขัดกันเองอย่างชัดเจน ผมไม่ทราบว่า ท่านจะเดินหน้าอย่างนี้ต่อไปได้อย่างไรครับ ผมจึงขออนุญาตท่านประธานครับว่าผมอยากฟัง คําอธิบายจากท่านประธานคณะกรรมาธิการชุดนี้จริง ๆ จากกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ จริง ๆ ผมเชื่อว่ากรรมาธิการเสียงส่วนน้อยน่าจะเห็นด้วยกับผมว่ามาตรานี้ปล่อยไปไม่ได้ จริง ๆ ครับ ด้วยความเป็นห่วงครับ ผมอยากฟัง และผมอยากเห็นความรับผิดชอบของ ท่านประธานคณะกรรมาธิการชุดนี้ครับ ผมท้าท่านหลายครั้งครับ มาตรา ๒๙๑ คราวที่แล้วเรื่อง ส.ส.ร. ท่านไปแพ้ในศาลรัฐธรรมนูญมาแล้ว ผมไม่เห็นความรับผิดชอบของท่าน วันนี้ผม ขอถามท่านอีกครั้งครับ ถ้ามาตรานี้หรือมาตราใด ๆ ที่ขัดกันไปแพ้ในศาลรัฐธรรมนูญ ท่านจะรับผิดชอบทางการเมืองอย่างไร ขอบพระคุณครับ
เชิญประธาน คณะกรรมาธิการครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ก็ขณะนี้เรา พิจารณากันอยู่ที่มาตรา ๑๐ นะครับ ผมก็ขอดึงท่านทั้งหลายกลับมาที่มาตรา ๑๐ ก่อน นะครับ คือมาตรา ๑๐ เป็นมาตราที่เราบัญญัติขึ้นใหม่ มีลักษณะเป็นเหมือนบทเฉพาะกาล ผมขอความกรุณาท่านทั้งหลายได้ฟังถ้อยคําจะได้ชัดเจน มาตรา ๑๐ นี่จะมีอยู่ ๒ วรรค วรรคแรกบัญญัติไว้ว่า ให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีสมาชิกภาพอยู่ในวันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ยังคงมีสมาชิกภาพและปฏิบัติหน้าที่วุฒิสภาต่อไป ก็แปลว่าเมื่อรัฐธรรมนูญที่เรากําลังแก้กัน อยู่มีผลใช้บังคับ ก็ให้ ส.ว. ทั้งเลือกตั้งและสรรหาที่เป็น ส.ว. ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ยังคงดํารงสมาชิกภาพอยู่ต่อไปนะครับ วรรคสองบอกว่าในกรณีการดํารงตําแหน่งของ สมาชิกวุฒิสภาตามวรรคหนึ่งว่างลง ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ต้องดําเนินการเลือกตั้งหรือสรรหาสมาชิกวุฒิสภา ขึ้นใหม่แทนตําแหน่งที่ว่าง ก็หมายความ ส.ว. สรรหา ส.ว. เลือกตั้งที่รับรองสถานภาพไว้ตาม รัฐธรรมนูญใหม่ที่จะประกาศใช้ ถ้าเผื่อท่านต้องพ้นจากตําแหน่งตามที่รัฐธรรมนูญเก่า ได้บัญญัติไว้นะครับ บัญญัติไว้อย่างไรก็ตามนี้ครับ หลายท่านไปพูดว่ากรรมาธิการทําไม ไปเขียนล่วงหน้า เขียนย้อนหลังอะไรนี่ ไม่ใช่นะครับ มันเป็นนิติวิธี เขาไม่ไปใส่บอกว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ท่านไปเปิดดูนะครับ ในรัฐธรรมนูญ จะไม่มีบอกนะครับว่า พ.ศ. ไหน เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ถูกแก้มา ๒ รอบแล้ว ฉะนั้น ถ้าจะใส่ทั้งหมดมันก็จะยึดยาว ตามนิติวิธีเขาก็บอกว่า ถ้าต้องพ้นสมาชิกภาพตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยก่อนที่จะแก้ไขฉบับนี้ ก็ไม่ต้องไปเลือกซ่อมทดแทน ไม่ว่า จะสรรหาหรือเลือกตั้ง ทีนี้ถามว่าทําไมต้องเขียนมาตรานี้รองรับไว้ เพราะขณะนี้เรากําลัง แก้ที่มาของ ส.ว. เรากําลังแก้องค์ประกอบของ ส.ว. ส.ว. ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาจาก ๒ ทาง มาทั้งเลือกจังหวัดละคน มาทั้งสรรหา แต่วันนี้เราบอกให้ ส.ว. ที่เรากําลังแก้แล้วมีผล จะใช้บังคับถ้าประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดจํานวน ๒๐๐ คน และใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งบางจังหวัดก็มีคนเดียวบางจังหวัดก็มีหลายคนแล้วแต่ จํานวนประชากร ฉะนั้นถ้าเราไม่เขียนรองรับสถานภาพของ ส.ว. ชุดปัจจุบันซึ่งมีที่มาต่างกัน ส.ว. ชุดปัจจุบันก็จะอยู่ไม่ได้ ฉะนั้นที่เขียนตรงนี้ไม่มีอะไรมากครับ รองรับสถานภาพเพื่อให้ ส.ว. ชุดที่มาจากรัฐธรรมนูญเก่าในระยะเปลี่ยนผ่านให้ท่านอยู่ต่อไปก็เท่านั้นเองครับ ส่วนที่ บอกว่าจะไปขัดไปแย้งอะไรกันไม่มีครับ ก็เป็นความคิดในแง่กฎหมาของแต่ท่านที่จะโยงไป โยงมานะครับ และเดี๋ยวมาตรา ๑๒ เราค่อยมาว่ากันอีกทีหนึ่งแต่ตอนนี้ผมก็ปฏิบัติตาม ข้อบังคับข้อ ๙๙ คือเรากําลังพูดถึงมาตรา ๑๐ แล้วเรื่องนี้นะครับก็กราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังเพื่อนสมาชิก เพื่อได้เข้าใจว่ากรรมาธิการก็ทํางานมาด้วยความรอบคอบนะครับ แล้วก็อยากกราบเรียนว่า หลายท่านอาจจะออกไปนอกประเด็นหน่อย ซึ่งเป็นประเด็นที่กรรมาธิการฟังแล้วก็อาจจะ ทําให้เกิดความเสียหาย เช่น บอกเราไปทําลายระบบนิติบัญญัติ เราไปเปลี่ยนโครงสร้างอะไร ต่อมิอะไรนี่นะครับ จริง ๆ แล้วตอนที่เราแก้รัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้มา ๒ ฉบับ ท่านคงจําได้ มีฉบับหนึ่งก็ไปเปลี่ยนเหมือนกัน ส.ส. แต่เดิมมีมาจากเขต ๔๐๐ ท่านมาจากบัญชีรายชื่อ ๘๐ ท่าน ใน ๘๐ ท่านแบ่งออกเป็น ๘ โซน (Zone) ให้มาจากโซนละ ๑๐ คน ท่านก็มาแก้ บอกว่าต่อไปนี้ ส.ส. ให้มาจากเขต เขตละคน ๓๗๕ ท่านแล้วท่านก็ไปเพิ่มบัญชีรายชื่อจาก ๘๐ เป็น ๑๒๕ ท่านแล้วใช้เวทีเขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง แทนที่จะทําเป็นโซน ก็ถ้าจะไป ตีความว่ามันเป็นการไปเปลี่ยนโครงสร้างของสภาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมันก็ตีได้ นะครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมดูแล้วมาตรา ๒๙๑ นี้นะครับ การแก้รัฐธรรมนูญถ้าไม่ทําผิด ๒ เรื่อง คือ ๑. ไม่ไปเปลี่ยนระบอบการปกครอง อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ๒. ไม่ได้เปลี่ยนรูปของรัฐก็ทําได้ ส่วนที่ท่านบุญยอดกรุณายกมาว่า มาตรา ๒๙๑ ที่มีปัญหา ถึงศาลรัฐธรรมนูญ ก็ไม่เห็นผมรับผิดชอบอะไร ก็จะให้ผมรับผิดชอบคนเดียวได้อย่างไรครับ มันผ่านรัฐสภานี้ไป รับผิดชอบก็รับด้วยกัน แต่ตอนนี้เรื่องนี้ก็ยังอยู่ในวาระที่เรากําลังรอจะ ลงมติวาระสาม ถ้าพวกเรากล้าหาญชาญชัย ต่อไปมันก็อาจจะหยิบขึ้นมาโหวตวาระที่สาม ก็ได้ ใครจะไปรู้นะครับ เหตุการณ์ทั้งหลายทั้งปวงเป็นเรื่องของกฎหมาย ซึ่งนานาจิตตัง ต่างสํานักต่างความคิด ต่างแง่มุม ซึ่งตรงนี้ผมก็เคารพความคิดเห็นของทุกท่าน แล้วก็ฟัง อย่างเปิดใจกว้าง ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ท่านประท้วงอะไรครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา นะครับ ผมขออนุญาตใช้เวลานิดเดียวครับ เนื่องจากว่าผมได้ลุกขึ้นอภิปรายมาตรา ๑๐ นี้ เป็นคนแรก แล้วก็ได้พูดถึงประเด็นของประธานคณะกรรมาธิการ แล้วก็เมื่อกี้ท่านก็ได้กรุณา ชี้แจงในเรื่องของการที่แก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญคราวนี้ นําไปสู่การทําลายดุลยภาพ ทางการเมือง และทําให้สู่ระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลนั้นเสียหายไป แต่ประเด็น ที่ท่านชี้แจงท่านกลับยกตัวอย่างในกรณีที่ได้มีการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ในเรื่องของ การเลือกตั้ง
ท่านชินวรณ์ครับ ท่านไม่ได้ ใช้สิทธิประท้วงใช่ไหมครับ ท่านขอเวลาสักนาทีนะครับ
ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ คือประเด็นที่ผมพูดหมายถึงว่า การเลือกตั้ง ส.ว. ที่ท่านแก้ไขเป็นที่มาครั้งนี้นะครับ เราก็ไม่ได้ติดขัดในเรื่องประเด็นของการเลือกตั้ง แต่ประเด็นที่ท่านได้ตอบนั้นไม่ตรงกับ ประเด็นที่ผมได้ซักถาม ก็คือมีการยึดโยงเพื่อนําไปสู่กระบวนการในการที่จะให้ ส.ว. นั้น มีฐานที่มาเดียวกับพรรคการเมือง ส.ว. นั้นทําหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมาย และทําหน้าที่ ในการแต่งตั้ง ถอดถอนบุคคลอื่น หรือพูดง่าย ๆ ว่ากึ่งทําหน้าที่คล้าย ๆ ศาล เพราะฉะนั้น จึงต้องมีอิสระอย่างเด็ดขาด แต่ว่าท่านไปเปรียบเทียบในประเด็นที่ผมคิดว่าไม่ถูกต้อง แล้วก็ ทําให้ผมอภิปรายตอนเบื้องแรกนี้อาจจะเข้าใจผิด ก็คือว่าท่านไปเปรียบเทียบว่าการแก้ไข กฎหมายรัฐธรรมนูญคราวที่ผ่านมานั้นมีการแก้ไขมาเป็นการเลือกตั้งเขตละคน และมี การเปลี่ยนแปลงเรื่องการเลือกตั้งแบบสัดส่วน ซึ่งมันคนละเรื่องกันเลยนะครับ การเลือกตั้ง แบบเขตละคนของ ส.ส. นั้น ก็เป็นเรื่องของวิธีการเลือกตั้ง ซึ่งไม่เกี่ยวกับดุลยภาพ ทางการเมืองเลย เป็นวิธีการเลือกตั้งซึ่งมีหลายวิธี แต่วิธีหนึ่งในขณะนั้นก็มีการแก้ไขให้มา เป็นเขตละคนที่เราใช้อยู่ปัจจุบันนี้ครับ แต่ผมยืนยันและเรียนผ่านท่านประธานไปยัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการอีกครั้งหนึ่งว่า วันนี้จากการที่ท่านได้แก้ไขมาตรา ๕ มาตรา ๖ และมาสู่มาตรา ๑๑ และไปสู่ถึงมาตรา ๑๓ ที่ผมเรียนกับท่านไว้นะครับ ถ้าท่านมี ความจริงใจเหมือนที่ท่านพูด มาตรา ๑๓ ท่านเห็นด้วยกับผมสิครับ ให้ ส.ว. และ ส.ส. ที่เป็น ผู้เสนอร่าง ผู้พิจารณาในสภานี้ ผู้ลงมติในสภานี้ ไม่ต้องลงสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้ง คราวที่จะถึงนี้ครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ
เดี๋ยวให้ท่านสาธิต สักนาทีหนึ่ง แล้วค่อยมาท่านพหลนะครับ แล้วก็ท่านประธานคณะกรรมาธิการจะได้ชี้แจง
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ สืบเนื่องจาก ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงในประเด็นเกี่ยวข้องกับมาตรา ๑๐ และมาตรา ๒๔๐ แห่งกฎหมายรัฐธรรมนูญนะครับ ความจริงผมอภิปรายตั้งแต่มาตรา ๘ แล้วก็เกี่ยวโยงกับ มาตรา ๑๐ ซึ่งมีความชัดเจนว่าผมให้ความเห็นว่ามันอาจจะขัดกัน ซึ่งหลายท่านได้อภิปราย ไปเยอะแล้วครับ ผมตั้งคําถามอย่างนี้ครับว่าเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนนะครับ ผมถาม ท่านประธานสามารถอย่างนี้ว่ากรณีกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๔๐ เป็นกรณีที่มี การคัดค้านการสรรหา ส.ว. ถ้ายกตัวอย่างเช่นกรณีท่านสัก กอแสงเรือง สมมุติว่า หลังเลือกตั้งและมีกรณีแบบนี้เกิดขึ้น และศาลฎีกามีคําสั่งให้ ส.ว. ท่านนั้นพ้นจากตําแหน่ง ผมถามท่านสามารถนิดหนึ่งว่าท่านจะใช้มาตรา ๑๐ โดยไม่สรรหาต่อไป หรือจะใช้ มาตรา ๒๔๐ ในการที่จะต้องสรรหาแทนตําแหน่งที่ว่าง ท่านจะทําอย่างไรครับในเมื่อมีทั้ง ๒ กรณีนี้ ถามท่านสามารถครับ
เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้เกี่ยวกับมาตรา ๑๐ นะครับ แต่มีเพื่อนสมาชิกยกกันมา หลายท่าน อยากกราบเรียนอย่างนี้นะครับ มาตรา ๒๓๘ ด้วยนะครับ ไม่ใช่เฉพาะ มาตรา ๒๔๐ เพราะมันเป็นกระบวนการที่ต้องใช้คู่กัน คือมาตรา ๒ มาตรานี้นะครับ ประกอบกับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. ก็เป็นกระบวนการที่ให้ กกต. ได้ตรวจสอบว่า ส.ว. สรรหาท่านใดสรรหามาโดยมิชอบ แล้วก็ ให้ยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาวินิจฉัย ที่เราไม่ตัดทิ้ง เราไม่แก้ ผมยกตัวอย่าง ก็แล้วกันครับ ขณะที่เรากําลังทํารัฐธรรมนูญฉบับนี้ อาจจะผ่านวาระที่สอง ๑๑๕ วัน หรือ กําลังอยู่ในกระบวนการจะประกาศใช้เกิดมี ส.ว. ท่านใดท่านหนึ่งนะครับ ส.ว. สรรหา ท่านสิ้นสมาชิกภาพไปก็จะมีการสรรหาตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันนี้อยู่ เพราะของใหม่ ยังไม่ได้ใช้ ขณะที่สรรหาไปปั๊บนะครับ กฎหมายประกอบบอกว่าภายใน ๑ ปีเขาถูกสอยได้ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้ตูมนะครับ กกต. และศาลเขายังมีเครื่องมือก็คือ มาตรา ๒๓๘ กับมาตรา ๒๔๐ ที่จะใช้ดําเนินการตามกระบวนการของเขาไปนะครับ อันนั้น คือความจําเป็น ถ้าเราไปตัด ๒ มาตรานี้ทิ้งด้วยรัฐธรรมนูญแก้ไขฉบับนี้นะครับ เรื่องที่เขา จะไปตามพิจารณาวินิจฉัย ส.ว. คนนั้นที่มีปัญหาถูกร้องมันก็ทําไม่ได้ ฉะนั้นด้วยเหตุจําเป็นนี้ นะครับว่าเป็นเครื่องมือที่จะต้องดําเนินกระบวนการต่อเราก็ไม่ตัดทิ้ง ทีนี้หลังจากที่เรา มีรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้ ไม่มี ส.ว. สรรหาแล้ว ๒ มาตรานี้ก็คาอยู่ แต่ไม่มีผลบังคับใช้แล้ว การแก้ไขรัฐธรรมนูญคราวหน้าถ้ามีการแก้ไขก็ตัดทิ้งไปครับ ก็กราบเรียนเท่านี้ครับ ท่านประธาน ขอบคุณครับ
ยังติดใจหรือครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สาธิต ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ คือคําตอบที่ท่านตอบนั้นมันยังไม่ตรงคําถามที่ผมถามนะครับ ผมถามว่าท่านจะใช้บังคับกฎหมายฉบับไหน ท่านจะเลือกใช้ฉบับไหน แต่ท่านตอบว่า มันมีเงื่อนเวลาก่อนที่กฎหมายร่างแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้บังคับใช้ ซึ่งผมเข้าใจว่า ไม่เป็นปีนะครับ เพราะอย่างน้อยที่สุดก็ไม่น่าเกินเดือนมีนาคมนี้ตามกระบวนการเนื้อหา ที่ท่านกําหนดไว้เองในมาตรา ๑๑ ที่จะถึงนี้นะครับ ว่าเป็นกระบวนการว่าจะต้องนําเสนอ ต่อสภาแห่งนี้ให้สภาแห่งนี้พิจารณาให้เสร็จภายใน ๑๒๐ วัน และมีผลบังคับใช้
ประเด็นที่ผมถามท่านสั้น ๆ ก็คือว่าถ้ากรณีถึงแม้ว่ามีการบังคับใช้แล้ว ก็ตาม แต่ว่ามี ส.ว. สรรหาที่ยังคงค้างอยู่ ๗๐ กว่าท่าน มีกรณีแบบที่ผมว่าเกิดขึ้น ท่านจะใช้ วิธีไหน ท่านจะสรรหาต่อไปตามมาตรา ๒๔๐ หรือท่านจะไม่สรรหาตามมาตรา ๑๐ ของร่างแก้ไขฉบับนี้ ถามง่าย ๆ แค่นี้ครับ
เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภาครับ ก็ตอบง่าย ๆ ว่า ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้แล้ว มาตรา ๑๐ นี้บอกว่า สิ้นสมาชิกภาพ ไม่ว่าเลือกตั้งหรือสรรหา ไม่มีการสรรหาหรือเลือกตั้งซ่อมแล้วครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านพหลครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม นายพหล วรปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๔ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอปิดอภิปรายครับ เฉพาะ มาตรา ๑๐ เนื่องจากวันนี้เรามีระยะเวลาการอภิปรายมาตั้งแต่ช่วงสิบโมงเช้าจนถึงขณะนี้ นะครับ ทั้ง ๒ ฝ่ายนี้ ทั้ง ๓ ฝ่าย รวมถึงท่านสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็ได้อภิปรายกันไปครบถ้วนประเด็นแล้วนะครับ ผมจึงขออาศัยข้อบังคับ ข้อ ๓๒ (๕) แห่งข้อบังคับการประชุมการรัฐสภาขอเสนอปิดอภิปรายครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ
เชิญคุณหมอสุกิจครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อเช้าผมได้แจ้งกับประธานนิคมแล้วนะครับ ว่าเรามีผู้ลงชื่อ อภิปรายไว้ ๒๘ คน ตอนนี้เราเพิ่งใช้สิทธิอภิปรายไปได้แค่ ๑๑ คนครับ แต่ผมรู้ครับ ว่าพูดไป ก็ไม่มีประโยชน์ พวกท่านอยากทําอะไรก็เชิญครับ เพราะว่าผมเบื่อแล้วครับ เหนื่อยแล้ว อยากทําผิดซ้ําซากก็เชิญครับ
เชิญท่านบุญยอดครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ผม บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเรียนปรึกษากับท่านนะครับ อย่างลูกผู้ชาย ท่านเคยให้คําวินิจฉัยไว้แล้วชัดเจนว่าสมาชิก จะลุกขึ้นทําแบบนี้ไม่ได้ เพราะมันเป็นการตัดสิทธิของสมาชิกท่านอื่น ไม่จําเป็นต้องใช้เวลา กันนานนะครับ ท่านครับ ถ้าท่านจะกลับคําวินิจฉัย เชิญท่านทําได้เลยครับ แต่ถ้าท่านยังยืน คําวินิจฉัยเดิมอย่างนั้น ท่านก็บอกสมาชิกท่านที่ลุกขึ้นมาปิดอภิปรายครั้งแล้วครั้งเล่าว่า เขาทําไม่ได้ พวกผมไม่ได้ร้องขอนะครับ เพราะผมจะเปิดอภิปรายต่อ ผมก็โหวตไม่ได้ เท่าท่านหรอกครับ พวกผมมันเสียงข้างน้อย แต่สิทธิที่พวกผมจะอภิปรายได้อยู่ในเล่มนี้นะครับ ผมยังอยากฟังเลยครับ พายัพ ปั้นเกตุ พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย สงวนความเห็นไว้ ทําไม ไม่ลุกขึ้นพูดครับ ทําไมไม่ลุกขึ้นทําหน้าที่บ้างครับ คุณสงวนความเห็นต่างจากกรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่ คุณทําไมอยู่อยู่ในสภาทําอะไร ลุกขึ้นมาสิครับ เป็นสิทธิของสมาชิกทุกคนที่จะ อภิปรายได้ตามรัฐธรรมนูญ ไม่ร้องขอสิทธินี้กับใคร ไม่อ้อนวอนขอกับใครครับ
ขอครูมานิตย์นะครับ ครูมานิตย์ แล้วมาท่านกุลเดช
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ผมเห็นใจท่านประธานจริง ๆ ครับ แล้วก็ตั้งใจด้วยว่าชาตินี้จะไม่เป็นประธานรัฐสภา หรือประธานสภาเด็ดขาด มันเหนื่อยสาหัสจริง ๆ ตอนนี้ท่านประธานไม่มีสิทธิจะให้ใคร หารืออะไรแล้ว ยกเว้นมีคนเห็นเป็นอื่นตามที่ท่านพหลเสนอขอปิด ข้อบังคับมันมีกันทุกคน มันมีกันทุกโต๊ะ อยากฝากท่านเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรหน่อยว่าพรุ่งนี้เอามาอีกโต๊ะละ ๕ เล่ม มันจะได้อ่านกันชัด ๆ นี่ผมนั่งตั้งแต่เช้า ท่านชินวรณ์ ผมเคารพ อภิปรายผมก็นั่งฟัง ท่านธนาก็อภิปรายยอดเยี่ยม ผมนั่งฟังหมดครับ มันเป็นภาพผนวกที่รวมกันแล้ว ผมเข้าใจว่า ทั้งท่านพายัพ ทั้งดอกเตอร์อภิวันท์อะไรนี้เขาก็เข้าใจคิดเหมือน ๆ กันนะครับ วิธีคิดพูดไปก็ เหมือนกันมันก็ซ้ําซาก แต่ท้ายสุดผมเห็นใจท่านประธานจริง ๆ ท่านประธานมีหน้าที่ถาม อย่างเดียวว่าใครเห็นเป็นอย่างอื่น คําว่า อย่างอื่น ก็คือขอเปิด ก็จะได้มาว่าโหวตสรุปกัน อย่างอื่นไม่มีสิทธิแล้วครับ ผมก็เลยกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านผู้ทรงเกียรติที่เคารพ เถอะครับ ด้วยความเคารพที่มีข้อบังคับวางอยู่บนโต๊ะจริง ๆ ครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ
ก่อนที่ผมจะได้วินิจฉัย ขออนุญาตเป็นท่านสุดท้าย ท่านกุลเดช แล้วผมจะได้วินิจฉัยครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุทัยธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ก่อนอื่นที่ผมจะขออภิปราย ขออนุญาตไว้ทุกข์ให้กับการทําหน้าที่ของประธานรัฐสภาเมื่อวันที่ ๔ เป็นเวลา ๗ วันครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ
ท่านประธานครับ ผมคงไม่ไปโต้แย้งเพื่อนสมาชิกที่ขอปิดอภิปรายหรอกนะครับ แต่ก็ ขอระบายความในใจสักหน่อย ผมเองเตรียมการอภิปรายในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในทุกมาตรา เพราะผมสงวนคําแปรญัตติไว้เกือบทุกมาตรา ผมเตรียมมาตั้งแต่วันที่ ๔ แล้วครับ มาตรา ๔ มาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ ไม่เคยได้อภิปรายสักมาตราเลยครับ ใกล้จะถึงคิวแล้ว อีก ๒ คนได้อภิปราย ๓ คนได้อภิปราย แล้วก็ปิด วันนี้ก็เช่นเดียวกันครับ เมื่อสักครู่นี้วิปเพิ่งมาแจ้งผมว่าให้อยู่ในห้องนะครับ อีก ๒ คนถึงแล้วครับ แล้วก็ปิดอีกแล้วครับ ซึ่งผมก็ทําอะไรไม่ได้หรอกครับ ถ้าท่านประธานยังยืนกรานว่าจะปิด ก็ปิดไปเถอะครับ แต่ขอให้ผมได้มีโอกาสได้พูดในสภานี้บ้าง พี่น้องประชาชนรอฟังผมอยู่ครับ อยู่ที่บ้าน อยากฟังว่าผมอภิปรายอย่างไร ไม่ต้องโห่ครับพี่ พี่น้องพี่อาจจะไม่ฟัง ไม่โห่ ไม่รู้ ไม่เคยบอกพี่ แต่ว่าพี่น้องผมฟังตลอดครับ โทรมาหาผมตลอด คนอุทัยธานีติดตามการเมืองครับ ไม่ใช่ หลับหูหลับตายกมือกันอย่างเดียวครับ ผมได้พูดก็รู้สึกสบายใจ ท่านประธานจะปิดประชุม ก็ไม่เป็นไรครับ ขอบพระคุณครับ
ครับ สบายใจนะครับ อย่างนั้นขออีกสักท่านหนึ่ง ให้เกียรติท่านครับ ทาง ส.ว. จิตต์ ครับ ขอท่านสุดท้ายก็แล้วกันครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดมุกดาหาร ผมเป็นสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง ผมเห็นใจสมาชิก รัฐภาฝ่ายค้านนะครับ ที่อุตส่าห์ได้ขอแปรญัตติแล้วผมก็นั่งฟังมาตลอดครับ อภิปราย ดีมากครับ เพราะฉะนั้นผมก็ขอเสนอญัตติให้เปิดอภิปรายต่อไปอีกนะครับ เนื่องจากว่า เมื่อวันที่ ๙ กันยายน ที่ผ่านมา เวลา ๒๓.๐๓ นาฬิกา ผมก็ขอญัตติเปิดอภิปรายเช่นกัน แต่ฝ่ายค้านไม่ลงมติเห็นด้วยกับผมเลย วันนี้ผมขอเปิดอีกครั้งหนึ่งครับ ขอผู้รับรองครับ
ผมขอวินิจฉัยเลยได้ไหมครับ
(นายเจือ ราชสีห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พอแล้วกระมังครับ สมควรแล้วครับ พอแล้วครับ อย่างนั้นก็ขออีกฝ่ายละท่าน เห็นไหมครับ เสียงตอบรับดี นะครับ อย่างนั้นขอฝ่ายละท่านครับ เชิญครับ เชิญเลยครับ ไม่เป็นไรครับ เสียเวลากัน มาแล้วครับ
กราบเรียนท่านรัฐสภา กระผม นายเจือ ราชสีห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอเรียนกับท่านประธานอยู่ ๒ ประเด็นครับ
ประเด็นแรกก็คือว่า ผู้ขออภิปราย ผู้แปรญัตติของพรรคประชาธิปัตย์ ยังมีจํานวนมากที่จะอภิปรายต่อ ผมต้องขอสิทธิตรงนี้ก่อน
ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน เมื่อสักครู่ ผู้ขอเสนอเปิดอภิปรายชื่อ พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ ขออนุญาตเอ่ยนาม เป็นเรื่องจริงนะครับ ขอเสนอเปิดอภิปราย เราย้อนกลับไปดูมาตรา ๗ ท่าน พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ เป็นผู้ขอเสนอเปิดอภิปรายเหมือนกันครับ แล้วก็ตอนลงมติ ลงมตินี่ นะครับ ตอนที่เสนอเปิดอภิปราย มีผู้รับรองถูกต้อง ท่านประธานก็ให้เป็นญัตติได้ ผมไปดู การลงคะแนนต้องกี่คนนะครับท่านประธาน ตามข้อบังคับ ผู้รับรอง ๒๐ คน อย่างน้อย ๒๐ คนนะครับ ผู้รับรองถูกต้อง ผมตามไปดูผลการลงคะแนนในคืนวันนั้นนะครับ ผู้เห็นด้วยกับ พันตํารวจโท จิตต์ ทั้งหมด ๑๑ คะแนนนะครับ อันนี้ต้องบันทึกไว้ในที่ประชุมว่าผู้รับรองก็ไม่ครบตามที่เห็นด้วย ขอเสนอเปิดนะครับ อันนี้เป็นข้อเท็จจริงไปดูคะแนนได้ แล้วก็ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ ๖ เดือน กันยายน ๒๕๕๖ มีการขอเสนอปิดการอภิปรายแบบนี้ แล้วก็มีผู้ขอเปิดการอภิปรายด้วย ชื่อท่านสุพจน์ เลียดประถม เป็น ส.ว. ผลการลงคะแนนผมไปดูมาด้วยนะครับท่านประธาน ผลการลงคะแนนในคืนวันนั้นผู้เห็นด้วยกับขอเปิด เห็นด้วยกับท่านสุพจน์ซึ่งมีผู้รับรอง ถูกต้องเหมือนกันอย่างน้อย ๒๐ ท่าน เห็นด้วยกับผู้ลงมติ ๗ คะแนน อันนี้เป็นเรื่องที่ อยากจะเรียนกับท่านประธานว่า ในความเห็นของผมนี้ผมไม่แน่ใจว่าผู้เสนอเปิดนี่ ผมไปดูรายชื่อก็ไม่ใช่เป็นผู้แปรญัตติที่น่าจะเป็นผู้อภิปรายได้ ยกเว้นว่าท่านจะฟังคนอื่น อภิปราย อันนั้นผมสงสัยว่าท่านเปิดเพื่อประสงค์อะไร ท่านรู้เห็นกับผู้ปิดหรือไม่ อันนี้อยากให้ประธานวินิจฉัยด้วยว่าสภาของเรามันเป็นสภาที่คนทั่วประเทศ ให้ความนับถือเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์มาก แล้วพวกเราออกกฎหมายเพื่อบังคับใช้กับพี่น้อง ประชาชนเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญที่สําคัญ ถ้าเราสมรู้ร่วมคิดกันอย่างนี้ หรือทําโดยมิชอบ อย่างนี้ผมอยากเรียนกับท่านประธานว่ามันเป็นญัตติที่สมควรหรือไม่ แล้วเป็นการสมควร หรือไม่ที่พวกเราในสภาแห่งนี้จะทํากันแบบนี้ อยากจะเรียนกับท่านประธานให้ท่านประธาน วินิจฉัยด้วยครับ
ผู้ที่เสียหายก่อน ที่พาดพิงก่อน เชิญท่านจิตต์
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดมุกดาหารในฐานะสมาชิกรัฐสภา ด้วยความเคารพท่านประธาน ด้วยความเคารพสมาชิกรัฐสภาทั้ง ๓ ฝ่าย คือ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และสมาชิกวุฒิสภา ตามที่ทั้งหลายท่านกล่าวหาว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งเป็นทาส เป็นขี้ข้า อันนี้ ผมขอชี้แจงอย่างนี้ครับท่านประธาน ผมไม่ได้เป็นขี้ข้าใครหรือเป็นทาสใคร แต่ที่ผมเสนอ ญัตติขึ้นมานี้คือผมอยากจะให้ผู้แปรญัตติได้อภิปรายจนจบกระบวนการทุกคน ไม่ได้มีใคร บอกผมนะครับ ผมก็อยากจะให้มีการอภิปราย เห็นใจทุกฝ่าย แต่ทีนี้ในเมื่อผมเสนอญัตติ ให้เปิดอภิปรายก็ปรากฏว่าผู้ที่อยากอภิปรายไม่ได้ลงคะแนนสนับสนุนผมเลยนะครับ ที่ลงสนับสนุนผมมีอยู่ ๗ ท่านเท่านั้นเอง ส.ว. ทั้งหมดเลย ๑๑ ท่าน ส.ว. ทั้งหมด ขออนุญาตอ่านนะครับ
คงไม่ต้องอ่านครับ เข้าใจแล้ว พอแล้วครับ เชิญท่านพายัพดีกว่า เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมไม่มีความประสงค์ที่จะต่อความยาวสาวความยืด กับเพื่อนสมาชิกที่ลุกขึ้นมากล่าวหาผู้ที่สงวนคําแปรญัตติไว้ด้วยความเกรี้ยวกราด ทั้งผม และท่านอภิวันท์ ด้วยความเคารพในความรู้สึกที่ท่านมีต่อพวกเรา ด้วยความรู้สึกที่ ท่านเห็นต่างกับพวกเรา กระผมมีความเคารพในความเห็นต่างของเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ในสภาแห่งนี้ ความรู้สึกที่เหมือนอาจจะเป็นความปีติยินดี ความรู้สึกที่ต่างอาจจะเป็น ความรู้สึกที่ทนไม่ได้ รับไม่ได้ แต่กราบเรียนท่านประธานครับ ผมนั่งในสภาแห่งนี้ นั่งจด ทุกประเด็นที่เพื่อนสมาชิกได้ลุกขึ้นอภิปรายด้วยเหตุด้วยผล หลายเรื่องเป็นประเด็น ที่น่าสนใจ หลายเรื่องเป็นประเด็นที่น่าหยิบยกขึ้นมาพิจารณาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น เพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านที่พูดในสภาหลาย ๆ ท่าน ขออนุญาตไม่เอ่ยนามท่าน แต่ว่าหลายเรื่อง เป็นประเด็นน่าสนใจ แต่ท่านประธานครับ สมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ต่างคนก็ต่างมีวุฒิภาวะ ด้วยกันทั้งสิ้น กระผมก็มีวุฒิภาวะในการพิจารณา ทําไมล่ะครับ ข้อกล่าวหาเพื่อนสมาชิก ที่บอกว่าเราเอื้อประโยชน์กันให้ ส.ว. ไปต่างตอบแทนให้ไปเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ส.ว. ไปลงเลือกตั้ง มันได้ง่ายนักหรืออย่างไรท่านประธานครับ คนที่ลงไป เลือกตั้งทางการเมือง ไปให้ประชาชนเลือก ท่านคิดหรือว่าได้ง่าย ท่านคิดหรือครับว่า ส.ว. ที่จะลงเลือกตั้งได้ ๗๔ คน ไปลงเลือกตั้งแล้วจะกลับมาครบ ผมยืนยันว่าไม่ครบ แต่ว่า ต้องกราบเรียนว่ามันเป็นเอกสิทธิ์ครับท่านประธาน เมื่อผมมีความเห็นต่าง ผมก็เห็นว่า ฟังเพื่อนสมาชิกพูดแล้ว ท่านฝ่ายค้านพูดแล้ว สมาชิกรัฐบาลพูดแล้ว ส.ว. พูดแล้ว ท่านกรรมาธิการชี้แจงแล้วผมเข้าใจ เมื่อผมเข้าใจเพียงพอแล้ว กระผมมีสิทธิที่จะ นั่งฟังท่าน แล้วก็ลงมติตามความเห็นของกระผมผิดตรงไหนหรือหล่อน ต้องกราบเรียนท่าน ตรงนี้นะครับ ด้วยความเคารพครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ เมื่อสักครู่ ผมขอเป็น ๒ ท่านสุดท้ายยังโดนโห่เลยนะครับ ผมว่าสมควรแล้ว ผมขอวินิจฉัยเลยครับ ผมขอวินิจฉัยเลยนะครับ ไม่อย่างนั้นก็พาดกันไปพาดกันมาก็ไม่จบอีก ผมขอวินิจฉัยเลย ดีกว่าครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอใช้สิทธิที่ผมโดนพาดพิงก่อน ผมขอใช้สิทธิของผมก่อน นี่ผมโดนพาดพิงมาหลายวันแล้วนะครับ สิ่งที่ผมถูกพาดพิงคือ ท่านสมาชิกกล่าวหาผมว่า วินิจฉัยไม่ตรงกับท่านประธานวุฒิสภา หมายถึงท่านรองประธานรัฐสภา ท่านนิคมนะครับ แล้วก็มีการพูดคุยกันเรื่องนี้หลายครั้ง ซึ่งถ้าผมไม่ชี้แจงก็อาจจะทําให้เกิดความเสียหาย นะครับ เพราะฉะนั้นขออนุญาตได้ชี้แจงประเด็นนี้ก่อนนะครับ ผมขออนุญาตเอารายงาน การประชุมมาอ่านซ้ําอีกรอบหนึ่งนะครับ ผมขออนุญาตใช้ดุลพินิจเพื่อไม่ให้เสียเวลาครับ จากในเหตุการณ์ที่ท่าน ส.ว. สุรชัยได้เสนอญัตติขึ้นมาวันนั้นนะครับ แล้วผมได้ใช้ดุลพินิจ วินิจฉัยว่าอย่างนี้นะครับ จากที่ท่าน ส.ว. สุรชัย ชัยตระกูลทอง ได้เสนอญัตติให้รัฐสภา ลงมติมาตรา ๔ เลยนะครับ ผมวินิจฉัยว่าสิ่งที่ท่าน ส.ว. สุรชัย ได้เสนอญัตติมานั้น เพื่อให้มีการลงมติในมาตรา ๔ เลยนั้นเป็นเรื่องที่ดําเนินการไม่ได้นะครับ เพราะเป็นญัตติ ที่ขัดกับการไปลิดรอนสิทธิของสมาชิกตามข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ครับ เพราะฉะนั้นผมถือว่า ญัตตินี้ผมไม่อนุญาตนะครับ ชัดเจนนะครับ นี่เป็นคําวินิจฉัยของผมวันนั้นชัดเจน ทีนี้หลังจากนั้นก็มีการวินิจฉัยของท่านประธานนิคมในกรณีอย่างตอนนี้ครับ เสนอให้มี การปิดอภิปราย แล้วท่านก็มาพูดพาดพิงประเด็นนี้หลายวัน หลายครั้งว่าผมกับท่านประธานนิคม วินิจฉัยไม่ตรงกัน เพราะฉะนั้นผมจําเป็นต้องทําความเข้าในนะครับ กรณีของผมในมาตรา ๔ ตอนที่ ส.ว. สุรชัยเสนอ ท่าน ส.ว. สุรชัยไม่ได้เสนอให้ปิดการอภิปรายนะครับ ท่านเสนอไว้ ชัดมากครับ เสนอว่าในเมื่อมาตรา ๓ ได้ลงมติไปแล้ว มาตรา ๔ มันก็ต่อเนื่องมาจากมาตรา ๓ ถ้าจะให้อภิปรายมันก็จะซ้ําประเด็น เพราะฉะนั้นท่าน ส.ว. สุรชัยก็เลยขอเสนอให้ที่ประชุม พิจารณาว่าจะไม่ต้องมีการอภิปรายให้ลงมติในมาตรา ๔ เลยได้ไหม ตรงนี้ท่าน ส.ว. สุรชัยก็ได้ขึ้นมาพูดตอกย้ําหลังจากนั้นอีก ๒ ครั้ง ว่าท่านไม่ได้เสนอให้ปิด อภิปราย เสนอให้ไม่ต้องมีการอภิปราย เพราะมันจะซ้ําซ้อน ผมก็เลยวินิจฉัยว่า “อ่านซ้ําอีก ทีนะครับ ท่าน ส.ว. สุรชัยได้เสนอญัตติให้รัฐสภาลงมติ มาตรา ๔ เลยนะครับ” เห็นไหมครับ “ผมวินิจฉัยว่าสิ่งที่ท่าน ส.ว. สุรชัยได้เสนอญัตติมานั้นเพื่อให้มีการลงมติในมาตรา ๔ เลยนั้น” เห็นไหมครับ เสนอให้ลงมติเลย ไม่ได้เสนอให้ปิดอภิปรายนะครับ สรุปแล้วสิ่งที่ ผมวินิจฉัยนี้ ผมวินิจฉัยในสิ่งที่ท่าน ส.ว. เขาเสนอว่า มาตรา ๓ นี้ลงมติไปแล้ว มาตรา ๔ มันก็ประเด็นเดียวกัน ถ้าอภิปรายมันก็จะซ้ําซ้อน เลยเสนอให้มีการลงมติเลย โดยที่ไม่ต้องมี การอภิปราย สรุปแล้วสิ่งที่ผมใช้ดุลยพินิจไปนี่ ผมใช้ดุลยพินิจวินิจฉัยในสิ่งที่ยังไม่มี การอภิปรายในมาตรา ๔ เลย แต่ก็มีคนเสนอญัตติให้ไม่ต้องอภิปราย ลงมติเลย มันคนละประเด็น กับที่ท่านประธานวุฒิสภาวินิจฉัยที่มีคนเสนอให้ปิดการอภิปราย ของท่านประธานวุฒิสภา นี่มีการอภิปรายในเรื่องนั้นแล้ว แล้วก็มีคนเสนอให้ปิดการอภิปราย สรุปครับ สิ่งที่ ผมได้วินิจฉัยไปมันเป็นคนละเรื่องกับท่านประธานนิคมนะครับ ไม่ใช่ไม่ตรงกันนะครับ แต่เป็นคนละเรื่อง แต่ตอนนี้เรื่องเดียวกันแล้วครับ นี่เรื่องเดียวกันแล้ว ที่มีคนเสนอให้มี การปิดอภิปรายนะครับ เป็นเรื่องเดียวกันกับที่ท่านประธานนิคมได้ใช้ดุลยพินิจไปแล้ว นะครับ แล้วเรื่องนี้ท่านประธานนิคมใช้ดุลยพินิจไปแล้วหลายครั้ง แล้วสมาชิกก็ถกกันเรื่องนี้ หลายครั้งแล้วเหมือนกัน ใช้เวลาไปมากพอสมควรครับ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้นะครับ ผมก็ไม่อยากจะให้มีการถกประเด็นนี้อีก เพราะใช้เวลากันมามากแล้ว เพราะฉะนั้น ผมขออนุญาตใช้ดุลยพินิจนะครับ เมื่อมีคนเสนอให้มีการปิดอภิปรายตามข้อ ๓๒ ครับ แล้วมี คนเสนอให้เปิดด้วยนะครับ ผมต้องขอมติตามข้อ ๓๒ นะครับ ผมขอมติเลยนะครับ
(นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ท่านครับ ที่จริงเรื่องนี้ เราหารือกันมามากแล้วนะครับ ก็เป็นเรื่องเดิม ๆ ครับ ขอสักท่านได้ไหมครับ ท่านจุรินทร์นะครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกรัฐสภา กระผมก็มีเอกสารบันทึก การประชุม วันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๖ ที่ท่านประธานอ่านให้ที่ประชุมทราบเมื่อสักครู่นี้ครับ แต่กระผมเข้าใจว่า ขออภัยท่านประธานนะครับ ถ้าไม่ตรงหรือว่าท่านประธานไม่สบายใจ กระผมยินดีถอนคําพูดไว้ล่วงหน้า แต่ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานด้วยความเข้าใจ ของผมจริง ๆ ว่า ท่านประธานพยายามที่จะอธิบายเพื่อกลับคําวินิจฉัยของท่านประธานเอง เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคมที่ผ่านมา ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะเหตุว่าวันที่ ๓๐ สิงหาคมนั้น ท่านประธานวินิจฉัยกรณีท่านสุรชัย ชัยตระกูลทอง ได้เสนอญัตติให้ลงมติ มาตรา ๔ เลย จริง แล้วท่านประธานก็วินิจฉัยว่าทําไม่ได้ ที่ทําไม่ได้เพราะเหตุว่ายังไม่ได้มีการปิดอภิปราย ท่านจึงวินิจฉัยว่าลงมติ มาตรา ๔ ไม่ได้ แต่การที่มีผู้เสนอปิดอภิปรายมันค้างอยู่ ก่อนที่ ท่านสุรชัยจะเสนอ คือท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ผมไม่ได้ตําหนิอะไร ท่านเลยนะครับ ไม่ประสงค์พาดพิง ท่านเป็นผู้เสนอให้มีการปิดอภิปรายก่อนหน้านั้น เมื่อท่านพิเชษฐ์เสนอปิดอภิปราย แล้วท่านสุรชัยเสนอว่าถ้าอย่างนั้นให้ลงมติ มาตรา ๔ เลย ท่านก็เลยวินิจฉัยว่าลงมติ มาตรา ๔ เลยไม่ได้ เพราะมันยังไม่ได้ปิดอภิปราย แล้วในที่สุด หลังจากนั้นก็มีการอภิปรายต่อไป เพราะญัตติปิดอภิปรายมันเป็นปัญหาว่าทําไม่ได้เนื่องจากขัดรัฐธรรมนูญ ผู้สงวนความเห็น และผู้สงวนคําแปรญัตติยังใช้สิทธิไม่หมด และไม่ได้มีเท่านี้ที่ท่านประธานได้วินิจฉัยไว้ ซึ่งนั่นแปลว่าผู้ที่สงวนความเห็นและสงวนคําแปรญัตติย่อมมีสิทธิอภิปรายถ้าเขาประสงค์ ตามรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นถัดจากนั้นญัตติปิดอภิปรายจึงต้องล้มเลิกไปและญัตติที่จะ ขอให้ลงมติเลยในมาตรา ๔ จึงล้มเลิกไป หลังจากนั้นจึงมีการอภิปรายต่อไป นี่คือประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ก็คือหลังจากนั้นท่านประธานก็ยังได้วินิจฉัยต่อมาอีกครับ เมื่อวันที่ ๖ ในวันศุกร์เดือนกันยายน หลังจากนั้นถัดมาอีกประมาณ ๑ สัปดาห์ในการประชุม ท่านประธานได้แจ้งให้พวกเราทราบว่าท่านได้หารือกับท่านประธานนิคมแล้ว กรณีที่พวกเรา ท้วงติงว่า ๒ ประธาน ๒ มาตรฐานวินิจฉัยไม่ตรงกัน ท่านก็เลยแจ้งให้พวกเราทราบว่าท่านได้ ไปหารือกับท่านประธานนิคมแล้ว จะเปิดให้สมาชิกที่สงวนความเห็นและคําแปรญัตติได้พูด ครอบคลุมทุกประเด็น แต่กรณีสงวนเป็นกลุ่มประเด็นเดียวกันถ้าพูดทุกคนจะซ้ําให้ช่วย บริหารด้วย ถ้าตราบใดที่ยังมีผู้ประสงค์อภิปรายและเขาไม่ซ้ํา เขายังใช้สิทธิในแต่ละกลุ่ม แสดงว่าเขายังได้รับสิทธิในการอภิปราย ขณะนี้พวกผมก็ยังใช้สิทธิอภิปรายไม่หมด เพราะฉะนั้นถ้ามีผู้เสนอปิดอภิปรายก็ถือว่าเป็นญัตติที่ไม่ชอบโดยรัฐธรรมนูญ เช่นที่ได้ ดําเนินการอยู่นี้ และยิ่งถ้ามีผู้เสนอเปิดอภิปราย เปิดเพียงเพื่อให้มันครบตามข้อบังคับ ข้อ ๔๗ เพื่อทําให้เกิดความเข้าใจว่าสภานี้ได้ปฏิบัติถูกต้องแล้ว เพราะข้อ ๔๗ บอกว่า การอภิปรายเป็นอันยุติเมื่อ ๑. ไม่มีผู้ใดอภิปราย ๒. ที่ประชุมรัฐสภาลงมติให้ปิดอภิปราย ท่านทําข้อ ๑ ไม่ได้กรณีไม่มีผู้ใดอภิปราย เพราะมันยังมีคนอภิปรายอยู่จริง ๆ ท่านจะไปใช้ ข้อ ๑ ปิดไม่ได้ ก็เลยพยายามใช้ข้อ ๒ คือที่ประชุมรัฐสภาลงมติให้ปิดอภิปราย จะทําให้ลง มติได้ก็ต่อเมื่อมีคนคนหนึ่งเสนอปิดอภิปรายและต้องมีอีกคนหนึ่งพยายามที่จะช่วยเสนอเปิด อภิปรายให้มันครบจะได้ลงมติเข้าข้อ ๔๗ แต่ผมกราบเรียนว่าถึงทําข้อ ๔๗ ก็ผิดรัฐธรรมนูญ เพราะมันเป็นการปิดอภิปรายที่ไม่ชอบ ไม่ใช่การปิดอภิปรายปกติ นี่มันเป็นการอภิปราย ที่ขัดสิทธิของผู้สงวนความเห็นและคําแปรญัตติไว้ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งถ้าเขาประสงค์จะใช้ สิทธิเขาย่อมต้องได้รับสิทธิ แต่อย่างไรก็ตามถ้าท่านประธานจะลงมติก็สุดแล้วแต่ครับ พวกกระผมยืนยันความเห็นเดิมว่ามันไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และพวกกระผมจะไม่ลงมติด้วย ขอบคุณครับท่านประธาน
ท่านสมาชิกครับ ผมขออนุญาตชี้แจง เพราะพาดพิงตัวผมโดยตรงนะครับ เพื่อความเข้าใจ ไม่อย่างนั้นจะเกิด ความเสียหาย แล้วท่านถามผมด้วย ๒ ประเด็น ประเด็นแรก กรณีของท่านพิเชษฐ์ท่านเสนอ ให้มีการปิดอภิปราย จริงครับ แล้วเสนอให้ปิดการอภิปรายในมาตรา ๓ หลังจาก มีการอภิปรายไปได้ระยะหนึ่งแล้วนะครับ แล้วผมทําหน้าที่อยู่ตรงนี้ ผมก็ได้ใช้วิจารณญาณ ขอร้องท่านพิเชษฐ์ให้ช่วยถอน เพราะผมอยากเปิดให้พวกเราได้อภิปรายกันได้มากขึ้น เพื่อรักษาบรรยากาศนะครับ ซึ่งท่านพิเชษฐ์ก็ให้ความอนุเคราะห์ ให้ความร่วมมือ ทีแรก ท่านก็ไม่ยอมจะถอนนะครับ แต่สุดท้ายท่านก็ยอมถอน แล้วขอถอน เหตุการณ์ทั้งหมด อยู่ในมาตรา ๓ ทั้งนั้น เป็นคนละช่วงคนละตอนกับมาตรา ๔ สรุปแล้วคนละเรื่องครับ เพราะฉะนั้นผมยังไม่ได้ใช้ดุลยพินิจเรื่องขอปิดอภิปรายเลยแม้แต่ครั้งเดียวครับ พึ่งมี นี่เป็นครั้งแรกนะครับ ประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมไปหารือกับท่านประธานวุฒิสภาก็เป็นอย่างที่ท่านจุรินทร์ ได้พูด ตรงตามนั้นทุกประการนะครับ แต่ประเด็นคืออย่างนี้ครับ สิ่งที่ผมจะวินิจฉัยต่อไปนี้ นะครับว่าสมาชิกสามารถขอให้ปิดการอภิปรายโดยอ้างข้อ ๓๒ เป็นสิทธิของสมาชิกที่เสนอได้ แล้วผมมีความเห็นอย่างนี้นะครับ ซึ่งก็ไม่อยากให้เสียเวลาในการโต้แย้ง เพราะโต้แย้งเรื่องนี้ มานานแล้ว เพียงแต่ผมอยากให้ฟังความเห็นผมนิดเดียวเท่านั้นเอง ความเห็นของผมคือ เรื่องที่เสนอเข้ามาคือมาตรา ๑๐ ก็เหมือนเป็นญัตตินําเข้าสู่ที่ประชุมเพื่อหาความเห็น ร่วมกันของรัฐสภา โดยที่มีสมาชิก กรรมาธิการหลายท่านสงวนความเห็นเอาไว้ การสงวนคําแปรญัตติ แปรญัตติ ความหมายคําว่าแปรญัตติคือเห็นต่าง เห็นต่างกับ มาตรา ๑๐ ก็เลยสงวนความเห็นต่าง ก็คือสงวนคําแปรญัตติเอามาถกกันในที่ประชุมว่า ที่ประชุมจะเห็นต่างตามที่พวกเราเห็นต่างหรือไม่ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ผมถือว่าถ้าสมาชิก ได้อภิปรายครอบคลุมทุกประเด็นแล้วนะครับ ก็ชอบที่สมาชิกจะใช้สิทธิขอปิดอภิปราย ตามข้อ ๓๒ ซึ่งแน่นอนครับ ผมเชื่อว่าหลายคนเห็นแย้งนะครับ แต่ก็เราได้ถกกัน ใช้เวลามากเลยนะครับประเด็นนี้ ก็ไม่อยากจะเสียเวลาอีกครับ ก็เหมือนดูหนังเรื่องเก่า ก็เหมือนดูหนังเรื่องเก่านะครับ เพราะฉะนั้นก็ขออนุญาตให้เกียรติท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรสักท่านนะครับ แล้วจะขอมติเลยนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกรัฐสภา กระผมขอใช้สิทธิ พาดพิงใน ๒ ประเด็นครับ ประเด็นแรกที่ท่าน ส.ว. พาดพิงมาว่าทําไมพรรคฝ่ายค้าน หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ท่าน ขออภัยครับ ขออภัยครับ ท่านครับ ถ้าอย่างนั้นผมขออย่างนี้ครับ ผมขอท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร แล้วท่านขจิตร ฝ่ายละท่านนะครับ แล้วก็ขอจบแค่นี้นะครับ จะขอมติเลยนะครับ ถ้า ส.ว ก็ต้อง ส.ว เลือกตั้ง ๑ ท่าน สรรหาอีก ๑ ท่าน ก็ยาวไปครับ ผมเอา ๒ ท่าน จบแล้วครับ พอแล้วครับ เชิญผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เชิญครับ
ท่านประธานครับ ที่จริงที่ผมใช้สิทธิก็ไม่ได้ไปเกี่ยวกับฝ่ายใดเลยนะครับ ผมใช้สิทธิพาดพิง ประเด็นที่ผมถูกพาดพิง
ประเด็นแรก ก็คือว่าทําไมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านหรือสมาชิก ที่อยากจะใช้สิทธิในการอภิปรายไม่สนับสนุนญัตติการเปิดอภิปรายในมาตราที่ผ่าน ๆ มา ถ้าใครฟังตรงนี้ก็จะนึกว่ามันเป็นความแปลกประหลาดของคนที่อยากจะอภิปรายว่า ไม่สนับสนุนญัตติที่เปิดอภิปรายจะเกิดความเสียหายได้ กระผมก็ขอกราบเรียนสั้น ๆ ครับว่า เหตุผลที่พวกกระผมไม่สนับสนุนญัตติการเปิดอภิปรายนั้น เพราะพวกกระผมยืนยันว่า โดยรัฐธรรมนูญและโดยข้อบังคับญัตติปิดอภิปรายไม่สามารถกระทําได้ เมื่อญัตติปิดอภิปราย ไม่สามารถกระทําได้ ญัตติที่ขอเสนอให้เปิดอภิปรายต่อไปเพื่อให้มีการลงมติในญัตติ การปิดอภิปรายก็จึงเป็นญัตติที่ไม่ชอบด้วย ด้วยเหตุผลนั้นพวกกระผมจึงไม่ได้ลงคะแนน สนับสนุนครับ ไม่ใช่ว่าไม่ลงคะแนนสนับสนุนแต่ไปเรียกร้องสิทธิในการอภิปราย แล้วไม่ยกมือให้การเปิดอภิปราย ท่าน ส.ว. จะได้เข้าใจนะครับ แล้วก็เลิกพูดในประเด็นนี้ เพราะท่านพูดมาหลายครั้งแล้ว
ประเด็นที่ ๒ ครับ ที่ท่านประธานก็พาดพิงมาว่าผมก็เป็นคนหนึ่งซึ่งได้พูดถึง การวินิจฉัยของท่านประธาน แล้วก็เป็นประเด็นสืบเนื่องว่าท่านประธานนําเอาข้อวินิจฉัยของ ท่านประธานไปหารือกับท่านประธานนิคม ผมขอกราบเรียนยืนยันนะครับว่าที่ท่านประธาน จะได้วินิจฉัยไปเมื่อสักครู่นี้ ผมก็ทราบดีครับว่าพวกกระผมโต้แย้งไม่ได้ เพราะท่านประธาน ก็จะบอกว่าคําวินิจฉัยของท่านประธานเป็นเด็ดขาด แต่ต้องบันทึกเอาไว้อย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ถึงแม้ท่านประธานจะพยายามอ้างว่าข้อเท็จจริงใน ๒ กรณีต่างกัน แต่หลักของเรื่องมันเหมือนกัน หลักคําวินิจฉัยของประธานก็ควรจะเหมือนกัน ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าตอนที่ท่านวินิจฉัยในมาตรา ๔ ท่านบอกว่าไม่เหมือนกับกรณีนี้ เพราะยังไม่มีใครได้อภิปราย เนื่องจากมาตรา ๔ เกี่ยวเนื่องกับมาตรา ๓ กระผม กราบเรียนว่าทําไมท่านประธานจึงบอกว่าเมื่อยังไม่มีใครอภิปรายจึงวินิจฉัยว่าปิดอภิปราย ไม่ได้ ท่านก็ใช้หลักว่าต้องไปดูสิทธิตามมาตรา ๙๙ หรือข้อ ๙๙ ซึ่งพูดง่าย ๆ ท่านประธาน ก็บอกว่า การไปปิดอภิปรายเป็นการลิดรอนสิทธิของสมาชิกตามข้อ ๙๙ ทีนี้พอมาถึง มาตรา ๑๐ ท่านประธานบอกไม่เหมือนกัน เพราะ ๑. มีผู้อภิปรายแล้ว ๒. มาตรานี้ไม่ได้ เกี่ยวเนื่องกับมาตราซึ่งได้มีการลงมติไปแล้ว ผมอยากให้ท่านประธานคิดตามนะครับ ท่านคงไม่กลับคําวินิจฉัยของท่านนะครับ แต่ผมคิดง่าย ๆ ว่า
ประการแรกครับ ถ้าในมาตรา ๔ ท่านบอกว่า มีคนบอกว่าไม่ต้อง อภิปรายหรอก เพราะมันตัดสินไปตามมาตรา ๓ แล้ว แล้วขอปิดอภิปราย ท่านยังบอกว่า ไม่ได้ มันไปลิดรอนสิทธิคนแปรญัตติ แต่มาตรา ๑๐ มันไม่ได้ไปเกี่ยวกับมาตราอื่นเลย แล้วทําไมจึงจะมาใช้สิทธิในการปิดกั้นคําอภิปรายของสมาชิกที่สงวนความเห็นหรือสงวน คําแปรญัตติ น้ําหนักในการปิดอภิปรายยิ่งน้อยลงครับ เพราะเป็นมาตราซึ่งยังไม่ได้มี การพิจารณามาก่อน
ประการที่ ๒ ครับ ถ้าท่านประธานจะอ้างว่า ไม่เป็นไรหรอก คําวินิจฉัย ท่านประธานวันนี้หมายความว่า ต่อไปนี้พิจารณากฎหมายใดหรือรัฐธรรมนูญ ถ้ามี การพิจารณาในวาระที่กรรมาธิการรายงานมา มีคนแปรญัตติ ๑๐๐ คน สมมุตินะครับ ๑๐๐ คําแปรญัตติ มีพียง ๑ คนอภิปรายไปนี่ ท่านก็วินิจฉัยว่ามีการอภิปรายไปแล้ว ผมกราบเรียนท่านประธานว่าไม่ใช่เลยครับ เพราะผู้แปรญัตติแต่ละคนสงวนคําแปรญัตติไว้ ไม่เหมือนกัน สมมุติท่าน ส.ส. วิทยา สงวนคําแปรญัตติไว้อย่างหนึ่ง ผมสงวนไว้อีกอย่างหนึ่ง การที่ ส.ส. วิทยา ได้อภิปรายเสนอคําแปรญัตติของท่านแล้ว จะมาบอกว่า ฉะนั้นผมจึง ไม่มีสิทธิเสนอคําแปรญัตติของผมได้อย่างไรครับ เพราะผมก็ไม่ได้เห็นด้วยกับท่าน ส.ส. วิทยา ประเด็นจึงอยู่ที่ว่าหลักที่ท่านใช้ในการวินิจฉัยครั้งที่แล้ว ชอบแล้ว คือไม่สามารถ ไปลิดรอนสิทธิของผู้สงวนคําแปรญัตติหรือผู้สงวนความเห็น ซึ่งยังไม่มีโอกาสในการเสนอ คําแปรญัตติหรือความเห็นของตัวเองเลยครับ ดังนั้นผมกราบเรียนยืนยันครับว่า ที่ท่านประธานบอกว่าพวกกระผมมาอ้าง แล้วมันไม่ตรงกับกรณีนี้ ไม่ใช่ครับ หลักของ ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกับหลักคําวินิจฉัยมันต้องตรงกันครับ แต่ว่าเมื่อท่านประธานวินิจฉัยแล้ว ไม่เป็นไรครับ อย่างน้อยที่สุดท่านประธานนิคมก็จะมีเพื่อนแล้วครับ ขอบพระคุณครับ
ขอท่านสุดท้าย ท่านขจิตร เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอใช้สิทธิพาดพิง คําอภิปรายของ ๒ ท่านที่ผ่านมา ยืนยันว่าการกระทําของพวกผมผิดข้อบังคับ ผิดรัฐธรรมนูญ ผมขอยืนยันว่าสิ่งที่เราทํานี้ ถูกต้องตามข้อบังคับและรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะใช้ข้อบังคับ ข้อ ๕ ซึ่งการดําเนินการ การพิจารณาเป็นเรื่องของประธาน ไม่ใช่เรื่องของสมาชิก ข้อ ๔๕ นะครับ ข้อ ๙๙ วรรคสุดท้าย ได้เขียนไว้ในการที่จะให้ที่ประชุมแห่งนี้พิจารณาเป็นอย่างอื่น ตามข้อ ๙๙ แล้วข้อ ๙๙ นั้นบังคับไว้เลย ในประเด็นที่จะต้องอภิปราย ผู้สงวนคําแปรญัตติ ถ้อยคํา แต่การกระทําที่ผ่านมาไม่ได้คํานึงถึงข้อบังคับนี้ ที่ท่านพูดว่า การกระทํานี้ผิดรัฐธรรมนูญ ผมก็ไม่รู้ว่ามีรัฐธรรมนูญมาตราไหนที่บัญญัติว่าพอสงวนอะไรต้องได้พูดหมด ไม่มี มาตรา ๑๓๐ ท่านบอกว่าเป็นเอกสิทธิ์ในการที่จะใช้ ในการอภิปรายหรือเสนอความเห็น แต่เขาเขียนต่อไปครับ เอกสิทธิ์นี้เขาคุ้มครองผู้แทนราษฎรที่พูดในนี้ บอกว่าไม่ให้นําไป ฟ้องร้องกัน แล้วก็ยังเขียนวรรคต่อไปอีก รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๐ ยังเขียนวรรคต่อไปอีก ถ้าการอภิปรายนี้ออกไปข้างนอกโดยการถ่ายทอดทีวี (TV) วิทยุ เขาจะไม่คุ้มครอง ก็มีวรรคต่อไปอธิบาย เป็นการคุ้มครองเอกสิทธิ์ของท่าน ไม่ได้พูดว่าอยากพูดอะไร ต้องได้พูดหมด มีการพูดหลายครั้ง ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ไม่ได้ใช้บังคับของสภา ใช้แต่ข้อ ๒๙๑ ท่านประธานครับ ใช้หมดแล้วครับ เขาใช้ข้อบังคับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๖ (๘) บอกว่า ให้รัฐสภานี้กําหนดข้อบังคับการประชุมขึ้นใช้ในการประชุมของรัฐสภา ผมเป็น คนหนึ่งที่มีร่างข้อบังคับเข้าสภา ได้รับการแต่งตั้งให้ไปเป็นกรรมาธิการ ผมเคยร่างข้อบังคับรัฐสภา ทั้งสภาผู้แทนราษฎรทํามา ตลอด เสร็จแล้วมีวาระรับหลักการ แปรญัตติแล้วเข้ามาวาระที่สอง ที่ประชุมรัฐสภาก็ลงมติ ว่าใช้ข้อบังคับนี้ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๗ ก็บอกว่าการประชุมของรัฐสภาให้ใช้ข้อบังคับ มันมีที่ไหนเล่าบอกว่าไม่ให้ใช้ข้อบังคับ รัฐธรรมนูญก็อยากใช้ข้อบังคับ ข้อบังคับ ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาแล้วถึงประกาศใช้ได้ นี่คือกฎหมายรัฐธรรมนูญ แล้วมีการพูดมาก ผมฟังมาก ไม่ใช่ไม่ได้ฟัง ๑๑ วันมานี้ ฟังจนถ้าไม่จํารัฐธรรมนูญได้นี้ยังจะเข้าใจว่า เสียงข้างมากลงไปลากไปไม่ได้ด้วย นี่พูดจนกระทั่งเข้าใจว่าเสียงข้างน้อยกําลังจะดึงสภาได้ มาตรา ๑๒๖ รัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจน การพิจารณาปัญหาหรือญัตติใด ๆ เขาใช้เสียง ข้างมากเป็นประมาณในการตัดสิน แล้วจะมาพูดอะไรอีกว่าเสียงข้างมากไม่มีสิทธิ การแก้ไข หมวดแก้ไขรัฐธรรมนูญก็บอกไว้ มาตรา ๒๙๑ เขาใช้เสียงข้างมากหรือเสียงเกินกึ่งหนึ่ง มีครบในรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นการกระทําของพวกกระผมในการให้ปิดอภิปราย หรือให้การลงมติมาตราใด ๆ ก็ตาม ๑ วันมาแล้ว มาตรา ๑๐ พูดเรื่องวุฒิสมาชิกเท่านั้น พูดทําไมนาน ความเห็นผมฟัง ๓ ชั่วโมงก็เข้าใจแล้ว นี่มาทําอะไรทั้งวัน เพราะฉะนั้น เหมาะสมแล้วครับ ขอบคุณมากครับ
ขอมติเลยนะครับ เชิญสมาชิกข้างนอกด้วยนะครับ เชิญเข้าห้องประชุมเพื่อลงมติครับ ขอเชิญนะครับ
(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มา ประชุมทราบก่อนตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ขออนุญาตนะครับ ก่อนลง มติขอตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ ถ้าพร้อมก็แสดงตนได้เลยนะครับ
พอสมควรแล้วครับ ให้ประท้วงกันใช้เวลาพอสมควรแล้วครับ ผมจะขอมติแล้วครับ แสดงตนเรียบร้อยนะครับ มีใครยังไม่เรียบร้อยครับ เชิญท่านประสงค์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ผู้แทนปวงชนชาวไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมว่าคงจะมีบุคคลบางคนครับท่านประธานไม่เข้าใจคําว่า ผู้แทนปวงชนชาวไทย มีแสดงกิริยาซึ่งไม่เหมาะสม ท่านประธานคงจะไม่เห็นนะครับ แต่ผมได้ยินนะครับ
ท่านใช้สิทธิของท่าน เลยครับ
ท่านประธานครับ ผมขอ ประท้วงท่านประธาน เมื่อสักครู่นี้ท่านประธานเข้าใจแล้วนะครับว่าผมจะขออภิปราย ไม่สนับสนุนและไม่คัดค้านฝ่ายใดครับท่านประธาน ขออภิปรายของผมมีดังนี้ครับ
ท่านครับ ท่านใช้สิทธิ ประท้วง ยืนขึ้นยกมือ ต้องมีคนผิดข้อบังคับ แต่พอผมอนุญาตแล้วท่านบอกว่า ท่านไม่ประท้วง ท่านจะขออภิปราย นี่ก็ผิดข้อบังคับครับ
ผมจะอธิบายให้ฟังว่า ผมประท้วงท่านประธานด้วยการยืนขึ้นยกมือท่วมศีรษะ ท่านประธานจะต้องให้โอกาสผม เป็นผู้ชี้แจง ท่านไม่เห็นผมครับ หรือท่านไม่สนใจไม่ทราบ ผมปฏิบัติตามข้อบังคับ ยืนขึ้นยกมือสูงศีรษะ ผมปฏิบัติในส่วนของผมแล้วครับท่านประธาน
ท่านครับ ท่านยืนขึ้น ยกมือประท้วง ผมต้องอนุญาตให้ท่านใช้สิทธิประท้วง ผมอนุญาตแล้วนะครับ ทีนี้การประท้วงต้องมีคนผิดข้อบังคับ ท่านประท้วงแล้ว ท่านต้องชี้แจงว่าใครผิดข้อบังคับ ข้อไหน แต่ท่านกลับจะใช้สิทธิอภิปราย เอาอย่างนี้ครับบรรยากาศมันมาดีแล้ว ขอให้สัก ๑ นาที เชิญครับ ไม่เป็นอะไรครับ อย่าใจร้อน อดทนนิดหนึ่ง
ครับ คือไม่ต้องโต้เถียง ท่านประธานครับ เวลามีค่าสําหรับคนทุกคนครับ
เอา ๑ นาที เชิญครับ
๑ นาทีอาจจะไม่พอ เพราะผมต้องมีเอกสารอ้างอิงท่านประธานด้วย
เอาเลยครับ เริ่มเลยครับ
ผมเข้าประเด็นนะครับ ประเด็นของผมคือว่าผมอยากจะให้ข้อมูลกับรัฐสภาแห่งนี้รวมทั้งท่านประธานด้วย ให้มีความเข้าใจในบางสิ่งบางอย่างซึ่งเราควรจะเข้าใจเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่ต้องการและผมไม่ประสงค์จะเอาตัวอย่างของต่างประเทศ มาเป็นตัวอย่างของประเทศไทย เพราะมันอยู่คนละประเพณี คนละแบบแผนการปฏิบัติ แต่ผมอยากจะยกขึ้นมาเพื่อเป็นข้อคิด ข้อเตือนใจ ของสมาชิกทุกท่านที่อยู่ในสภาแห่งนี้ และพี่น้องประชาชนที่อยู่ที่บ้านด้วยท่านประธานครับ ท่านประธานครับ ที่สหรัฐอเมริกา ขอประทานโทษนะครับ การแก้รัฐธรรมนูญ ๑ ฉบับ ใช้เวลา ๒๐๓ ปี ๑ ข้อนะครับ ๑ เรื่อง เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟัง ผมไม่ต้องการให้เป็นอย่างนั้น แต่ผมต้องการที่จะให้ นี่ผมไม่อภิปรายเข้าข้างหนึ่งข้างใดนะครับ เป็นข้อมูลซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์สําหรับสมาชิก รัฐสภา สําหรับการตัดสินใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นี่เป็นตัวอย่างอันหนึ่งเป็นการเตือนสติ ให้เห็นกันครับว่า
ท่านครับ หมดเวลาครับ หมดเวลาแล้วครับ ผมอนุญาตให้ท่านได้อภิปราย ผิดข้อบังคับด้วยนะครับ แต่เพื่อ บรรยากาศ ก็ให้ท่านได้อภิปราย ๑ นาที หมดเวลาแล้วครับ ผมขอมติเลยครับ องค์ประชุม ๓๘๘ ครบองค์ประชุม
ขอมติครับ มติสั้น ๆ ครับ เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากหรือไม่ ขออนุญาตครับ ขอมติปิดอภิปรายก่อนนะครับ ท่านใดเห็นด้วยที่จะให้มีการปิดอภิปรายครับ กดปุ่ม เห็นด้วย นะครับ ไม่เห็นด้วย กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ครับ เชิญครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ใช้สิทธิเรียบร้อยนะครับ ปิดการลงคะแนน ส่งผลได้เลยครับ เจอท่าน ส.ว. ประสงค์ขู่เลยตกใจเลย ลืมเลย มติครับ เห็นด้วย ๓๔๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒๒ ท่าน ถือว่าที่ประชุมมีมติให้ปิดการอภิปรายนะครับ
เพราะฉะนั้นผมขอมติในมาตรา ๑๐ เลยนะครับ มติครับ เห็นด้วยกับ กรรมาธิการเสียงข้างมากหรือไม่ครับ ใช้สิทธิได้เลยครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
เรียบร้อยนะครับ ปิดการลงคะแนนครับ ส่งผลได้เลยครับ มติครับ เห็นด้วย ๓๕๔ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๔ ท่าน ถือว่ารัฐสภามีมติเห็นชอบในมาตรา ๑๐ ครับ
เชิญท่านเลขาธิการดําเนินการต่อครับ
มาตรา ๑๑ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติ ขอสงวนคําแปรญัตติ
เชิญผู้อภิปรายท่านแรกนะครับ ท่าน พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ภาควิชาชีพ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และกรรมาธิการเสียงข้างน้อยนะครับ ที่ผมขอสงวน ความเห็นไว้ ในมาตรา ๑๑ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการจัดทําร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งตามบทบัญญัติในร่างที่กรรมาธิการได้เสนอมานี้นะครับได้พูดถึงประเด็นว่าจะให้ คณะกรรมการเลือกตั้งเสนอร่างพระราชบัญญัติต่อสภาผู้แทนราษฎรภายใน ๓๐ วัน ซึ่งเรื่องนี้ผมมีความเห็นว่ากระบวนการในการที่จะเสนอกฎหมายโดยคณะกรรมการ การเลือกตั้งนั้นอาจจะสั้นเกินไป ทั้งนี้เพราะว่ากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เราจะต้อง พิจารณากัน กกต. น่าจะมีเวลาในการตรวจสอบมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากประเด็นที่สําคัญ คือ
กรุณาเงียบสงบหน่อย นะครับ ให้ท่านวีรวิทได้อภิปรายหน่อยครับ เชิญท่านวีรวิทครับ
ขอบพระคุณ ท่านประธาน ผมก็พยายามตะโกนแข่งกับเพื่อนสมาชิก กรุณานิดหนึ่งครับ อย่างไรก็ฟังกัน นิดหนึ่งว่าสิ่งที่ผมเสนอนั้นเป็นประเด็นที่จะเป็นประโยชน์ในกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ครั้งนี้นะครับ ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับท่านประธาน สั้น ๆ ง่าย ๆ ก็คือว่า กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. ที่จะแก้ไขอันนี้ เป็นเรื่องที่ มีความสําคัญ ในประเด็นที่จะต้องมีการพิจารณามากที่สุดก็คือวิธีการหาเสียงของสมาชิก วุฒิสภานะครับ ประเด็นที่เกิดขึ้นก็คือว่า ในมาตรา ๑๑๒ วรรคสี่ ได้มีการอนุญาตให้ผู้สมัคร รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภานั้นสามารถหาเสียงในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานในหน้าที่ วุฒิสภาได้ ประเด็นอันนี้เป็นการเปลี่ยนหลักการจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ได้เขียนไว้อย่างนี้นะครับ ในส่วนที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่ใช้อยู่เมื่อปี ๒๕๕๐ นั้นยังไม่มีรายละเอียดนะครับ แต่สิ่งที่ผมเป็นกังวลก็คือว่า ในเรื่องของ หน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภานั้นมีหน้าที่หลัก ๆ อยู่ ๔ ประการ ประการแรกก็คือการกลั่นกรอง กฎหมาย ประการที่ ๒ เป็นการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน ประการที่ ๓ เป็นเรื่อง ของแต่งตั้งถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งอื่น ๆ และประเด็นสุดท้ายเป็นการให้ความเห็นชอบ ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๖ จํานวน ๑๖ รายการ ประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานกรรมาธิการ ซึ่งผมได้เรียนในชั้นกรรมาธิการอีกครั้งหนึ่งแล้วว่าประเด็นของความธรรมและความยุติธรรม ในการให้ข้อมูลในการที่จะหาเสียงในการปฏิบัติหน้าที่วุฒิสภานั้นจะมีความแตกต่างและมี ความได้เปรียบสําหรับคนที่เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ทั้งนี้เพราะว่าในตัวร่างของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ร่างประกอบรัฐธรรมนูญได้พูดถึงว่า หมายถึงการแสดงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประวัติ ส่วนตัว ประวัติการศึกษา และประวัติการทํางานหรือประสบการณ์ในการทํางาน ท่านประธานลองพิจารณาสิครับว่าถ้ามีสมาชิกรัฐสภาลงไปสมัครกับคนที่ไม่เป็นสมาชิก รัฐสภา เมื่อเปรียบเทียบประสบการณ์ในแต่ละส่วนแล้วมันก็จะเห็นชัดว่าการปฏิบัติหน้าที่ ของสมาชิกวุฒิสภากับการไม่ปฏิบัติหน้าที่สมาชิกวุฒิสภามันก็จะมีความแตกต่างกัน ถ้าเขียน ประสบการณ์ คนหนึ่งเคยเป็นประธานคณะกรรมาธิการ เคยพิจารณากฎหมายกี่ฉบับ เคยพิจารณาถอดถอน หรือมีการแต่งตั้งมากี่ครั้ง กับอีกคนหนึ่งปรากฏว่าไม่มีประวัติเลย ลักษณะอันนี้จะเป็นธรรมไหมครับ เพราะฉะนั้นกระบวนการในการที่จะกําหนดตามที่ กฎหมายได้กําหนดไว้ในร่างฉบับนี้ กกต. จะต้องเสนอในเรื่องของหลักเกณฑ์วิธีการและ เงื่อนไข ประเด็นที่ผมอยากกราบเรียนก็คือว่าหลักเกณฑ์วิธีการนั้นอาจจะสามารถกําหนดได้ตาม ร่างเดิมโดยที่ลอกมาได้ แต่เงื่อนไขสิครับ เงื่อนไขที่จะทําให้เกิดความเป็นธรรมกับ ทุกฝ่ายนั้นจะทําอย่างไร วิธีการที่ผมคิดว่า กกต. น่าจะมีเวลาในการที่จะทํารับฟังความเห็น ของคนที่มีสิทธิและมีความต้องการจะสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภา ได้มีโอกาสให้ความเห็นว่า ลักษณะใดที่จะให้ความเป็นธรรมระหว่างคนที่เคยเป็นสมาชิกรัฐสภากับคนที่ไม่เคยเป็น สมาชิกรัฐสภา เพราะถ้าเอาประสบการณ์มาเทียบกัน ขออภัยนะครับ ถ้าเผื่อท่านประธานไป สมัครเลือกตั้ง ชื่อท่านเคยเป็นประธานวุฒิสภา ประสบการณ์ท่านก็สูงกว่าคนที่ไม่เคยเป็นเลย อย่างนี้เป็นการได้เปรียบกันหรือไม่ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ผมอยากจะฝากว่า มันจะต้องมีการ ไปพิจารณากันสิว่า เงื่อนไขในการที่จะเปรียบเทียบกันในตามที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๑ ซึ่งเพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น ได้เขียนไว้ว่า สิ่งจะต้องทํานั้น จะต้องมีการพิจารณาถึงประสบการณ์ แล้วก็ประวัติการทํางาน ในเรื่องนี้เนื่องจากเวลา ในการหาเสียงของสมาชิกวุฒิสภานั้นมีเวลาจํากัด กระบวนการในการที่จะเห็นเด่นชัด ทําโปสเตอร์มา ๑ อัน แล้วเขียนประสบการณ์ยาวเหยียดในเรื่องของงานในหน้าที่สมาชิก วุฒิสภา ท่านได้เปรียบครับ แต่ถ้าคนมีประสบการณ์ในด้านอื่นนั้นอาจจะมีปัญหา เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีเวลาในการคิดให้รอบคอบ มีการทําประชาพิจารณ์ มีการรับฟังความเห็นของส่วนต่าง ๆ นอกจากนั้นท่านประธานครับ มีตัวแปรหนึ่งซึ่งเราอาจจะไม่ได้มองกันขณะนี้ก็คือว่า ในเดือนกันยายนนี้เป็นช่วงที่ คณะกรรมการการเลือกตั้งครบวาระ แล้วจะต้องมีการสรรหาหลังจากที่ครบวาระ กระบวนการในการที่เรากําหนดไว้ ๓๐ วัน หลังจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลใช้บังคับนั้น อาจจะเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนคณะกรรมการการเลือกตั้ง ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา ให้ความเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภา กระบวนการตรงนี้จะทําให้การร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นอาจจะชะงักงัน แล้วก็อาจจะมีปัญหาในเรื่องของอิทธิพลหรือ ความกดดันต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดใหม่ ที่จะต้องมีการสรรหาและให้ความเห็นชอบ กับสมาชิกวุฒิสภา ท่านประธานครับ ด้วยเหตุผลที่ผมเรียนอย่างสั้น ๆ คร่าว ๆ ผมถึงมี ความเห็นว่า กระบวนการในการที่จะให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดทําร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาต่อ สภาผู้แทนราษฎร ภายใน ๓๐ วัน นั้น สั้นไป ผมได้ขอแปรญัตติเปลี่ยนเป็นใช้เวลา ๓๐ วัน จาก ๓๐ วัน เป็น ๙๐ วัน ๙๐ วัน นั้นหมายถึงว่ามีเวลาที่จะมีการสับเปลี่ยนคณะกรรมการ การเลือกตั้ง มีการให้ความเห็นชอบ ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการ การเลือกตั้ง ก็ไปจัดเวทีรับฟังความเห็นทั่วประเทศ ในเรื่องของแนวคิด หรือทําอย่างไรที่จะ ให้มีการหาเสียงในการเป็นการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภานั้นมีความยุติธรรมให้กับทุกคน หลายท่านอาจจะพูดด้วยประสบการณ์ว่าการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในครั้งที่ผ่านมา เมื่อ ๕ ปี ที่แล้วนั้นไม่มีปัญหาในเรื่องนี้ แต่หลายท่านก็เล่าให้ผมฟังว่ากระบวนการในการที่ จะทํานั้นค่อนข้างลําบาก ถ้าทําไม่ดีหรือไปทํานอกเหนือจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง กําหนด ท่านก็มีสิทธิถูกร้องเรียน แล้วกระบวนการที่จะเข้ามาสู่ตําแหน่งเพื่อให้ครบ ๒๐๐ คน ก็จะยุ่งยาก เหมือนกับเมื่อปี ๒๕๔๙ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่ ท่านประธาน ผมเลยเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการว่า ถ้าเรา เลื่อนสักจาก ๓๐ วัน เป็น ๙๐ วัน จะดีไหม เพื่อให้มีความรอบคอบในขั้นของคณะกรรมการ การเลือกตั้ง และหลังจากนั้นในวรรคสอง ผมได้แปรญัตติขอขยายระยะเวลาจาก ๑๒๐ วัน ในการที่จะให้รัฐสภาพิจารณากฎหมาย ผมได้ขอขยายเป็นอีก ๙ เดือน รวมแล้วเป็นเวลาในการที่จะทํากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเป็นเวลา ๑ ปี เหตุผลที่ผม อยากกราบเรียนว่าอยากจะมีการยืดระยะเวลาในการพิจารณาในขั้นของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา เพราะว่าขั้นตอนในการพิจารณากฎหมายถ้าเราไม่ใช้ ๓ วาระรวด เราจะมีการ โดยใช้ขั้นกรรมาธิการ ผมได้ศึกษามาแล้วว่ากฎหมายทั่ว ๆ ไปในสภาผู้แทนราษฎรนั้นจะใช้ เวลาประมาณ ๖ เดือนถึง ๘ เดือน ตั้งแต่เริ่มต้นเข้าสภามาและเข้าวาระที่หนึ่ง ไปเข้าใน กรรมาธิการ ถ้าเร่งรัดก็อาจจะได้ในประมาณสัก ๔ เดือนถึง ๕ เดือน แต่ถ้าเผื่อเรามาเร่งรัด ให้เสร็จภายใน ๔ เดือน ทั้ง ส.ส. ส.ว. ผมคิดว่าการพิจารณาอาจจะไม่รอบคอบ รวมทั้ง ร่างที่มาจาก กกต. เองก็จะไม่รอบคอบ หลายท่านอาจจะเป็นกังวลว่าการที่ผมขอแปรญัตติ ตรงนี้จะมีผลต่อการเลือกตั้งหรือสิทธิประโยชน์ของท่านสมาชิกวุฒิสภา เลือกตั้งหรือสรรหา ก็ตามที่จะไปลงเลือกตั้งหรือไม่ ผมอยากกราบเรียนว่าเรื่องนี้ไม่มีผลครับ เพราะว่าร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐ ที่ได้แก้ไขไปเมื่อสักครู่นี้ได้มีการแก้ไขให้เรียบร้อยแล้ว ก็คือ สมาชิกวุฒิสภาไม่ว่าจะเป็นสรรหาหรือเลือกตั้งนั้นท่านสามารถจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ เพราะฉะนั้นการที่จะรอนสิทธิหรือจะทําให้เสียสิทธิประโยชน์เพื่อเร่งรัดนั้นไม่มีความจําเป็น นอกจากนั้นในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒ ที่กําลังทําอยู่ในปัจจุบันที่จะพิจารณาต่อไป นั้น ได้กําหนดไว้อย่างชัดเจนครับว่ากระบวนการตรงนี้ท่านสามารถที่จะอยู่ได้จนกระทั่ง ผมขออนุญาตท่านประธานอ่านเลยไปเพราะว่าเป็นเรื่องที่ต่อเนื่องกันนะครับ สมาชิกวุฒิสภา ตามมาตรา ๑๐ ซึ่งมาจากการเลือกตั้งสิ้นสุดสมาชิกภาพในวันที่สมาชิกวุฒิสภาที่ได้รับ การเลือกตั้งใหม่เข้ามารับหน้าที่ เพราะฉะนั้นเงื่อนไขเรื่องเวลาที่เราเป็นกังวลกัน เมื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลใช้บังคับแล้ว ท่านสามารถที่จะอยู่ในสถานภาพ ของสมาชิกวุฒิสภา ไม่ว่าจะเป็นเลือกตั้งหรือสรรหา สิ่งที่หลายท่านได้ให้ความเห็นว่า กฎหมายฉบับนี้ตั้งแต่มาตรา ๗ ได้มีการดําเนินการในบางอย่างที่ให้สิทธิประโยชน์กับสมาชิก วุฒิสภาค่อนข้างมาก อย่างเช่นตัวกระผมเองต้องขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่ลงมติผ่านไปแล้ว ให้อยู่ได้ และถ้าเผื่อท่านให้ความเห็นชอบในมาตรา ๑๒ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือผมเป็นสมาชิก วุฒิสภาสรรหาไปอีกจนกระทั่งถึงเดือนมีนาคม ๒๕๖๐ แต่ในขณะเดียวกันถ้าผมมีความคิด ที่อยากจะเป็นสมาชิกวุฒิสภาประเภทเลือกตั้ง ผมสามารถที่จะไปสมัครรับเลือกตั้งโดยที่ยัง รักษาสถานภาพของสมาชิกวุฒิสภาสรรหาได้ เพราะว่าในการแก้ไขในมาตรา ๕ ไม่ได้ไป แก้ไขในส่วนที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๒ (๑๐) ซึ่งเป็นข้อห้ามตรงนี้ ในการรับสมัคร ผมยังมีสิทธิ แต่สิ่งที่ตามมาครับ ผมเองนั้นสามารถที่จะดําเนินการได้ เมื่อเป็นอย่างนี้ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการว่าเรื่องของเงื่อนไข เวลาหลังจากที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ประกาศใช้ไม่มีปัญหาและไม่มีผลกระทบต่อสิทธิ ของสมาชิกวุฒิสภา ไม่ว่าจะเป็นเลือกตั้งหรือสรรหา ท่านยังสามารถจะอยู่ได้ตามเวลา เมื่อเป็นเช่นนี้ทําไมเราจะต้องเร่งรัดในการตรากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญละครับ เราน่าจะพิจารณากันอย่างรอบคอบโดยทั้งสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขึ้นมาถึงสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็สมาชิกวุฒิสภา ใช้เวลา ๑ ปี ตามที่ผมได้เสนอ คําแปรญัตติไว้ ขอให้มีเวลาในการดําเนินการ ๑ ปี เพราะฉะนั้น ๑ ปีน่าจะเพียงพอ ในการที่จะตรากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้ดีและไม่มีผลกระทบต่อสิทธิของสมาชิก วุฒิสภาเลือกตั้งที่ท่านครบวาระแล้ว เพราะว่าหลังจากที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขนั้น ท่านมีสถานภาพและมีสมาชิกภาพได้ถูกยืดไปจนกระทั่งมีสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง ในครั้งต่อไปนะครับ เพราะฉะนั้นจะเป็น ๑ ปี หรืออาจจะยาวไปถึงเท่าไรก็ไม่มีความหมาย แต่อย่างไรก็ตามผมคิดว่าเวลาที่เหมาะสมในการที่จะจัดทําร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. ที่รอบคอบ แล้วให้ความเป็นธรรมในการหาเสียง กับสมาชิกวุฒิสภาเลือกตั้งนั้นคนที่ต้องการสมัครนะครับ เขาก็คงจะได้ทําอย่างสมบูรณ์แบบ แล้วก็มีเหตุผลเป็นที่ยอมรับของทุกคน การที่จะร้องเรียนหลังจากที่มีการเลือกตั้งก็จะน้อยลง เพราะทุกคนเข้าใจและยอมรับในกฎกติกาที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย
ในประเด็นสุดท้าย ที่ผมอยากกราบเรียนว่าผมได้แปรญัตติไว้อีกประเด็นหนึ่ง นะครับ คือผมได้เปลี่ยนจากคําว่า วันที่รัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับ เป็น วันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา ในประเด็นนี้ผมแปรญัตติเพราะว่าในมาตรา ๒ ผมได้มีการยืด วันประกาศใช้ไป ๑ ปี แต่บัดนี้ทางเพื่อนสมาชิกได้ให้ความเห็นชอบในการที่จะคงมีผล ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดที่จะประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพราะฉะนั้นข้อสงวนความเห็น ในประเด็นที่ ๓ นั้น ผมขอถอนครับ เพราะฉะนั้นโดยสรุปแล้ว ผมอยากจะเรียนว่า การที่เรา จะทําร่างพระราชบัญญัติรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. ที่เป็นบทบัญญัติใน ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑ นี้ ผมได้สงวนความเห็นว่า ขอขยายเวลาในการทํางาน ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง จาก ๓๐ วัน เป็น ๙๐ วัน แล้วส่งให้สภาผู้แทนราษฎรภายใน ๙๐ วัน หลังจากนั้นบทบาทหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ในการกลั่นกรอง ออกตรากฎหมายในเรื่องของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. ตามมาตรา ๑๑ นี้ จะต้องแล้วเสร็จภายใน ๑ ปี บทบังคับที่อยู่ ในวรรคสามที่หลายท่านเป็นกังวลว่าจะเป็นการทําที่ขาดความรอบคอบ โดยใช้ดุลยพินิจ ของท่านประธานรัฐสภาคนเดียวก็จะหมดไป และสิ่งที่ผมคิดว่าแนวความคิดที่ผมอยากจะ สงวนความเห็นนั้น จะช่วยให้การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาที่พวกเราต้องการนั้น จะมี ความบริสุทธิ์ยุติธรรม และทุกคนเดินเข้ามาด้วยกติกา เราจะได้สมาชิกวุฒิสภาที่มีความรู้ ความสามารถ และเป็นคนดีที่มีชื่อเสียงอยู่ในจังหวัดนั้น ๆ และสามารถจะหาคนที่ หลากหลายเข้ามา กระบวนการในการที่เราแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะบรรลุเป้าหมายตามที่ เราต้องการ ผมจึงหวังว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการและสมาชิก ท่านกรรมาธิการ เสียงข้างมากจะกรุณาพิจารณาความเห็นของผมใน ๒ ประเด็นนี้นะครับ ว่าขยายว่าเวลา และขอให้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเสร็จภายใน ๑ ปี ขอบคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ ผม ส.ว. ๒ ท่าน แล้วก็ท่านฝ่ายค้าน ๑ ท่านนะครับ เพราะฉะนั้นต่อไปคุณหมอพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ แล้วก็กลับไปที่ท่านอภิชาติ ศักดิเศรษฐ์ นะครับ เชิญคุณหมอครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ดิฉัน แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันได้แปรญัตติ ในมาตรา ๑๑ ให้ตัดออกทั้งหมด เพราะว่า ในมาตรานี้มันเกี่ยวกับการดําเนินการภายหลังที่รัฐสภาได้รับหลักการของรัฐธรรมนูญฉบับที่ แก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้แล้ว ดิฉันเห็นว่าขั้นตอนในการดําเนินการต่อไปนั้น ค่อนข้างที่จะรวบรัด แล้วก็เร่งรีบจนเกินไปนะคะ เริ่มต้นตั้งแต่ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งนี้ดําเนินการ เสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ภายใน ๓๐ วัน ซึ่งพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญที่แก้ไขนี้ควรจะได้มีเวลาในการพินิจพิเคราะห์ให้ถ่องแท้ เพราะฉะนั้น ๓๐ วันนี้ อาจจะเป็นเวลาซึ่งค่อนข้างจะน้อยไปนะคะ แล้วนอกจากนั้นรัฐสภาจะต้อง ให้ความเห็นชอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ภายใน ๑๒๐ วันนะคะ ท่านก็ให้เวลา ซึ่งดิฉันคิดว่ามันค่อนข้างจะน้อยเมื่อเทียบกับระยะเวลาที่เราใช้ในการพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขนี้ ท่านก็เห็นว่ามันไม่ได้เป็นไปอย่างที่กําหนดเอาไว้เลย มันอาจจะ เสียเวลาล่าช้าไปมาก แต่ข้อสําคัญที่ดิฉันคิดว่าสําคัญที่สุดนี้ก็คือในวรรคสาม คือเมื่อครบ กําหนดระยะเวลาตามวรรคสอง หรือมีเหตุอื่นใดทําให้รัฐสภาไม่สามารถพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จ ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรนําร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญดังกล่าวที่สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบเสนอต่อนายกรัฐมนตรีนําขึ้น ทูลเกล้าทูลกระหม่อม เพื่อให้พระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธย ดิฉันคิดว่าพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญก็เป็นพระราชบัญญัติที่สําคัญเช่นเดียวกัน แล้วก็ควรจะได้รับ การตรวจสอบจากศาลรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน ไม่ทราบว่าทําไมถึงได้ไม่ให้ทูลเกล้าฯ ให้พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยเลย และข้อสําคัญยิ่งกว่านั้นก็คือการที่เพิ่ม ในมาตรา ๑๕๐ และข้อสําคัญคือมาตรา ๑๕๑ ซึ่งระบุไว้ว่าให้นํามาตรา ๑๕๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งมาตรา ๑๕๑ ระบุไว้ว่า ร่างพระราชบัญญัติใดพระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วย และพระราชทานคืนมายัง รัฐสภาหรือเมื่อพ้นเก้าสิบวันแล้ว มิได้พระราชทานคืนมา รัฐสภาจะต้องปรึกษา ร่างพระราชบัญญัตินั้นใหม่ ถ้ารัฐสภามีมติยืนยันตามเดิมด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า สองในสามของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ในสองสภาแล้ว ให้นายกรัฐมนตรี นําร่างพระราชบัญญัตินั้นขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายอีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระมหากษัตริย์มิได้ทรงลง พระปรมาภิไธยพระราชทานคืนมาภายในสามสิบวันให้นายกรัฐมนตรีนําพระราชบัญญัตินั้น ประกาศในพระราชกิจจานุเบกษาใช้บังคับเป็นกฎหมายได้เสมือนหนึ่งว่าพระมหากษัตริย์ได้ ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ดิฉันเห็นว่ากฎหมายที่สําคัญ อย่างการแก้ไขกฎหมายซึ่งเป็นหลัก ของประเทศ เช่น กฎหมายรัฐธรรมนูญ ท่านยังไม่ทําร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ให้สมบูรณ์ ก็นําขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายแล้ว เมื่อพระมหากษัตริย์ไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย ก็ใช้มาตรา ๑๕๑ เหมือนกับกฎหมายฉบับอื่น ๆ แล้วโดยที่ถ้าเผื่อพูดกันในแง่ของ ความเหมาะสมแล้ว สิ่งที่เราจะทูลเกล้าฯ ถวายนั้นควรจะต้องเป็นสิ่งที่สมบูรณ์ที่สุด ไร้ข้อตําหนิที่สุด นี่ทําเสมือนว่านําสิ่งที่ยังบกพร่องอยู่ทูลเกล้าถวาย เมื่อไม่ทรงลง พระปรมาภิไธยหรือพระราชทานคืนมา เนื่องจากยังเห็นว่ามันยังมีข้อบกพร่องอยู่นี่ ท่านก็นําเอามาตรา ๑๕๑ มาใช้ ซึ่งดิฉันคิดว่ามันเป็นการกระทําซึ่งไม่สมควรอย่างยิ่ง ทําเหมือนกับว่าพระราชดําริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหรือความเห็นของพระองค์ ท่านนั้นไม่ได้อยู่ในสายตาของผู้ที่แก้อันนี้เลย อันนี้เป็นสิ่งที่ดิฉันคิดว่าเป็นข้อความที่ร้ายแรง อย่างยิ่งในการแก้ไขของมาตรา ๑๑ เพราะฉะนั้นดิฉันจึงไม่เห็นด้วย แล้วก็เสนอให้ตัดออก ทั้งหมด ขอบคุณค่ะ
ท่านอภิชาต เชิญครับ ต่อจากท่านอภิชาต ผมก็จะไปที่พลเรือเอก สุรศักดิ์ กับท่านสมชายนะครับ และกลับมาที่ ท่านสาทิตย์ใหม่
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ผู้แทนราษฎรจากจังหวัด นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา มีหลายมาตราที่ผมได้แปรญัตติ ไว้ แต่ไม่มีโอกาสได้อภิปราย เนื่องจากว่ามีการปิดอภิปรายเสียก่อน โดยเฉพาะในมาตรา ๕ และมาตรา ๗ ซึ่งเป็นมาตราที่มีความสําคัญ มาตรา ๑๑ นี้เป็นมาตราสุดท้ายที่กระผมได้ เสนอคําแปรญัตติและสงวนความเห็นเอาไว้ ในมาตรา ๑๑ เป็นบทบัญญัติใหม่ขึ้น ในกฎหมายฉบับนี้ และคณะกรรมาธิการก็ไม่ได้แก้ไขเลย ยกเว้น ใส่คําว่า ร่าง เข้าไปหน้า คําว่า พระราชบัญญัติ เพื่อให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น ในประเด็นนี้ก็ไม่ได้ขัดแย้งอะไรด้วย คําแปรญัตติของกระผมในมาตรา ๑๑ นี้ก็คือ การให้ตัดออกวรรคสองและวรรคสามทั้งหมด ผมได้นําเสนอคําแปรญัตติของผมต่อที่ประชุม คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเรื่องนี้ แล้วก็เมื่อคณะกรรมาธิการได้เปิดโอกาสให้ไปชี้แจง ก็ได้ไปชี้แจงแถลงเหตุผลมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่เนื่องจากว่าคณะกรรมาธิการเองก็มีบทสรุป ที่ค่อนข้างแข็งตัวอยู่แล้ว การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในที่ประชุมคณะกรรมาธิการระหว่าง กรรมาธิการกับผู้แปรญัตติก็เป็นเพียงพิธีกรรมเท่านั้นเองซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย วันนี้ผมมี ความตั้งใจที่จะอภิปรายในประเด็นนี้เพื่อโน้มน้าวให้คณะกรรมาธิการเปลี่ยนใจ และถ้ากรรมาธิการ ไม่เปลี่ยนใจก็จะโน้มน้าวให้เพื่อนสมาชิกรัฐสภาได้หันมาเห็นชอบกับคําแปรญัตติของกระผม ท่านประธานที่เคารพ ในวรรคสองที่คณะกรรมาธิการยังคงไว้ และผมเสนอให้ตัดออก มีความสําคัญมาก เนื้อหามีอย่างนี้ ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ให้รัฐสภาดําเนินการพิจารณาและให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง เสนอตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จ วรรคหนึ่งก็คือว่าให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอ ร่าง พ.ร.บ. นี้ต่อรัฐสภาภายใน ๓๐ วัน เมื่อมีวรรคสองขึ้นมา ความหมายของวรรคสองก็คือ การบังคับให้รัฐสภาต้องพิจารณาและให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. นี้ตามที่ ก.ก.ต. เสนอให้แล้วเสร็จภายใน ๒๐ วัน บังคับไว้เลย บังคับไว้เลยว่าจะต้องทําให้เสร็จภายใน ๑๒๐ วัน การบังคับคืออะไร ก็คือการเร่งรัดขีดกรอบเวลาให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาต้องทําตามนี้ให้แล้วเสร็จ สิ่งที่จะตามคืออะไรครับท่านประธาน สิ่งที่จะตามมาก็คือว่าภายในระยะเวลาที่ท่านกําหนดนี้ ก็จะต้องเร่งรีบ ต้องรวบรัดเพื่อที่จะให้เสร็จตามกําหนดเวลา สุดท้ายแม้ว่าในระหว่าง การพิจารณานี้มีความเห็นต่าง มีข้อมูลความคิดที่แตกแยกออกไปจากการเสนอของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผมเชื่อว่าสิ่งที่จะตามมาก็คือมีความพยายามที่จะรวบรัด แล้วก็ จะปิดกั้นการทําหน้าที่กันอีกเหมือนที่เราเผชิญกันอยู่ในเวลานี้ ถ้าสภาพเป็นอย่างนั้น ผมคิดว่าความปั่นป่วน ความวุ่นวายในการพิจารณาในแต่ละขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นวาระที่หนึ่ง วาระที่สองขั้นแปรญัตติ หรือวาระที่สาม ก็คงหนีไม่พ้นสภาก็จะวุ่นวายแล้วก็เกิดภาพที่เรา ไม่ปรารถนาจะเห็นกันอีก ประเด็นก็คือว่าทําไมจะต้องขีดกรอบเวลาไว้อย่างนี้ครับ คําตอบ ที่ผมพอจะค้นหาพบก็คือว่าก็เพื่อที่จะให้ทันกับการหมดวาระของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก การเลือกตั้งในชุดนี้ ก็คือเร่งให้ทันภายในวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๗ ท่านประธานครับ ๑๒๐ วัน ตามร่างนี้ นับแต่วันที่รัฐธรรมนูญนี้แก้ไขเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถ้าสมมุติว่าเสร็จเรียบร้อยกัน ภายในอีก ๑๕ วันข้างหน้าหรือ ๒๐ วันข้างหน้า แล้วก็เริ่มนับหนึ่งกันตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ ก็ลากไป ๑๒๐ วัน ก็จะไปสิ้นสุดเอาสิ้นเดือนมกราคม ๒๕๕๗ ประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา ก็อีกประมาณสัปดาห์หนึ่งหรือ ๒ สัปดาห์เป็นอย่างช้า ก็จะเหลือ ล่วงเข้าไปเดือนกุมภาพันธ์ ก็เฉียดฉิวกับเดือนมีนาคมเป็นอย่างยิ่ง ถ้าสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาได้พิจารณากฎหมายที่เข้าสู่การพิจารณาตามกระบวนการ ตามขั้นตอน พิจารณาตามสภาพความเป็นจริงอย่างเป็นอิสระ อย่างไม่มีการขีดกรอบเวลา หรือไม่มีใบสั่งใด ๆ นี่นะ ท่านประธานครับ ผมเชื่อเหลือเกินว่า ๑๒๐ วันนี้อาจจะไม่เสร็จ และคนที่จะนั่งร้องทุรนทุรายกับเรื่องนี้กับเรื่องนี้ก็คงหนีไม่พ้นสมาชิกวุฒิสภาที่ปรารถนา จะไปลงสมัครรับเลือกตั้งอีก ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ก็เลยต้องเขียนกฎหมายล็อกไว้ ในชั้นอีกชั้นหนึ่งในวรรคสองนี้ละครับ ว่ากฎหมายลูกชุดนี้จะต้องทําให้เสร็จตามกําหนดเวลา ผมไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดเช่นนี้ และต้องขอให้ตัดออกในวรรคสองนี้ เพื่อดํารงไว้ ซึ่งความเป็นอิสระของรัฐสภาในการดําเนินการพิจารณากฎหมาย ทั้งในชั้นของ สภาผู้แทนราษฎรและในชั้นของวุฒิสภา ผมมีเหตุผลประกอบเพิ่มเติม ๒ ประการครับ
ประการแรก ในวรรคแรกนี่เขียนไว้ชัดเจนอยู่แล้วนะครับ ว่าถึงอย่างไร เมื่อบทรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขนี้มีผลบังคับใช้เราก็จะต้องมาแก้ไขกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. แน่นอน เพราะองค์ประกอบในการมี ส.ว. นั้นมันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ก็ต้องแก้กฎหมายเพื่ออนุวัตรตามรัฐธรรมนูญ แล้วก็ได้เขียน ไว้ชัดเจนอยู่แล้วว่า กกต. นี่ต้องเสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. ภายใน ๓๐ วัน นี่มัดไว้ชัดเจนอยู่แล้ว รัฐสภาทําอย่างอื่นไม่ได้ ก็คือต้องพิจารณา เริ่มจาก ชั้นสภาผู้แทนราษฎรไปจนถึงชั้นวุฒิสภา ในความเห็นของผมก็คือ ก็ปล่อยให้กระบวนการ เสนอกฎหมายดําเนินไปตามกระบวนการของมันสิครับ ก็แต่ละสภาก็พิจารณากันไป วาระที่หนึ่งขั้นรับหลักการ จะอภิปรายถกเถียงกันอย่างไรก็ว่ากันไป วาระที่สอง วาระที่สาม เห็นชอบหรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับอื่น ๆ ที่ผ่านมาก็ไม่ได้ขีดกรอบเวลาไว้ สภาก็พิจารณากันได้ ไม่เพียงแต่กฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญ กฎหมายลูกอื่น ๆ ที่ต้องอนุวัตรตามรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้ขีดกรอบเวลาไว้ เราถึงเห็นว่ามีกฎหมายบางฉบับที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่าจะต้องออก ยังไม่ออกก็มีอีก จํานวนมาก ฉบับนี้ทําไมต้องล็อกเวลาไว้ นี่เป็นประเด็น
ประการที่ ๒ ซึ่งสําคัญมาก ผมเรียนกับท่านประธานว่าวันนี้เรายังไม่รู้เลย นะครับว่า เนื้อหาสาระที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจะเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาในวันข้างหน้านั้น เนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. นั้นมีรายละเอียดอย่างไร เหมาะสมหรือเปล่า มีเนื้อหาสาระ อะไรที่ไปเอื้อประโยชน์ให้กับใครคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่ หรือจะทําให้การเลือกตั้ง บริสุทธิ์ยุติธรรมตามที่พวกเราปรารถนากันหรือไม่ เนื้อหาสาระเหล่านั้นเรายังไม่เห็น กันเลยครับ เรามาขีดกรอบเวลา ๑๒๐ วันเสียแล้ว ให้กระบวนการเสร็จสิ้นทั้งชั้น สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ผมถึงคิดว่านี่เป็นเรื่องที่แต่ละสภาจะต้องมีโอกาส ในการพิจารณา ไม่ใช่พิจารณากันอย่างลวก ๆ นะครับ สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาเป็น สภาแห่งชาติ ทําแบบนั้นไม่ได้หรอกครับ ผมถึงไม่เห็นด้วยกับการคงไว้ซึ่งวรรคสอง ของมาตรา ๑๑
ทีนี้มาวรรคสาม วรรคสามนี่ยิ่งเป็นเรื่องที่น่าเกลียดน่ากลัว วรรคสามบอกว่า เมื่อครบกําหนดระยะเวลาตามวรรคสอง คือ ๑๒๐ วันนะครับ หรือมีเหตุอื่นใดทําให้รัฐสภา ไม่สามารถพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จ ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรนําร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว ที่สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบเสนอต่อนายกรัฐมนตรีนําขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อม เพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยและให้นําความในมาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาใช้บังคับโดยอนุโลม ผมขออภิปรายเหตุผลประกอบ โดยแยกแยะแบบนี้ในวรรคหนึ่ง วรรคสองนี้เขียนล็อกไว้แน่นหนาแล้วนะครับว่าจะต้องออก กฎหมายนี้ให้ทัน ออกทันตามกําหนดเวลา วรรคสามที่กระผมเพิ่งอ่านเมื่อสักครู่นี้ก็เป็นการเขียน ผูกล็อกไว้ชั้นหนึ่งอีก เพื่อทําให้กฎหมายลูกนี้เสร็จภายในที่ตัวเองต้องการ คือทันต่อการ สิ้นอายุของ ส.ว. เลือกตั้งที่จะหมดวาระในวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๗ ท่านประธานครับ สาระสําคัญของ วรรคสามนี้อยู่ตรงนี้ครับ ก็คือว่าถ้ายังทําไม่เสร็จตาม ๑๒๐ วันในวรรคสอง หรือมีเหตุอื่น ทําให้รัฐสภาไม่สามารถพิจารณาร่างกฎหมายลูกฉบับนี้แล้วเสร็จ ก็ให้ประธานสภานําร่าง ที่ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรเสนอให้นายกรัฐมนตรีนําขึ้นทูลเกล้า ทูลกระหม่อมลงพระปรมาภิไธยได้เลย เขียนไว้อย่างนี้ผมมีสมมุติฐาน ๒ ประการ ๑. คน เขียนมั่นใจนะครับว่าสภาผู้แทนราษฎรจะให้ความเห็นชอบกับร่างกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญนี้แน่นอน ก็คือผ่านสภาผู้แทนราษฎรแน่นอน แล้วก็เชื่อด้วยว่าผ่านได้เร็วด้วย ดีไม่ดี เพราะว่าเสียงข้างมากของสภานี้เป็นของรัฐบาล แล้วก็พร้อมที่จะสนองให้กฎหมายลูกนี้ รีบออกมาบังคับใช้อยู่แล้ว ถ้ามองแบบสุดขั้วนะครับท่านประธาน ก็เป็นไปได้ว่าถ้าเห็นว่า ร่างที่ กกต. เสนอเข้ามาในชั้นรับหลักการนี้ ดูแล้วสถานการณ์ไม่มีอะไรมาก ก็อาจจะรวบรัด ๓ วาระไปเลยก็เป็นไปได้ นั่นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ คนที่เขียนร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่มั่นใจว่าเมื่อผ่านสภาผู้แทนราษฎร ไปแล้ว จะไปมีอุปสรรคขวางกั้นอยู่ในชั้นวุฒิสภาหรือไม่ เพราะในวุฒิสภานั้นเสียงคัดค้าน กับเสียงสนับสนุนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันก็ก่ํากึ่งกันอยู่ มีทั้งเห็นด้วย มีทั้ง ไม่เห็นด้วย คนเขียนก็เลยไม่มั่นใจว่าไม่รู้ว่าจะเกิดอุบัติเหตุในขั้นตอนไหนของการพิจารณา ของวุฒิสภา อาจจะไม่รับหลักการ อาจจะมีการไปแปรญัตติกันยืดยาวในชั้นของวาระที่สอง หรืออาจจะไม่ให้ความเห็นชอบในวาระที่สามก็ได้ เพราะฉะนั้นก็เลยตัดตอนเสียเลยครับ ตัดตอนเสียเลยโดยการเขียนวรรคสามดักคอไว้ก่อนว่า ไม่ว่าวุฒิสภาจะเห็นชอบหรือไม่ ไม่ว่าจะพิจารณากันในชั้นวุฒิสภาจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะแก้ไขให้แตกต่างไปจาก สภาผู้แทนราษฎรอย่างไร จนกระทั่งอาจต้องกลับมาตั้งกรรมาธิการร่วมกันระหว่าง ๒ สภา หรือไม่ เขาเขียนล็อกไว้เลยว่าจะไม่มีผลหยุดยั้งในการออกกฎหมายฉบับนี้ได้ พูดง่าย ๆ ก็คือว่าต้องทําคลอดกฎหมายฉบับนี้ให้ทันให้ได้ มันก็น่ากลัวเลยครับ เพราะนี่เป็นการหักดิบ เป็นการตัดตอนกระบวนการของรัฐสภาอย่างน่าหวาดกลัว นําเข้ากฎหมายที่ผ่าน ความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรเพียงชั้นเดียว ก็สามารถที่จะนําขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อม เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยได้ ถามว่านี่กระบวนการของรัฐสภาเสร็จสิ้นแล้วหรือครับ มันไม่ใช่ นี่คือการตัดตอน นี่คือการหักดิบเอาแต่ได้ เขาไม่สนใจด้วยซ้ํานะครับว่าบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยการตราพระราชบัญญัตินี้เขียนไว้อย่างไร ท่านประธานลองไปดูเถอะครับ ตั้งแต่มาตรา ๑๔๒ ถึงมาตรา ๑๕๕ มันมีกระบวนการในการพิจารณาพระราชบัญญัติ ประเภทต่าง ๆ เอาไว้ มีเงื่อนเวลาที่กําหนดไว้ เงื่อนเวลาที่กําหนดไว้สําหรับพระราชบัญญัติ ที่เป็นงบประมาณรายจ่ายประจําปีก็มีเงื่อนเวลาที่กําหนดไว้ อันนั้นเป็นเรื่องเฉพาะ ในแต่ละ ฉบับอื่น ๆ กฎหมายปกติธรรมดาก็มีเงื่อนเวลาไว้ วุฒิสภาจะมีอํานาจหน้าที่ในการกลั่นกรอง กฎหมายก็มีเงื่อนเวลาว่าตัวเองจะเอากฎหมายไว้ในชั้นของตัวเองได้เท่าไร ๒๕ วัน ๓๐ วัน ก็มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนี้กําหนดไว้ชัดเจนอยู่แล้ว วันนี้เรามาตั้งเงื่อนไขกันเป็นพิเศษอีก สําหรับกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งผมคิดว่าการเอาเงื่อนไขของมาตรา ๑๑ วรรคสามนี้มาเป็นการ มาลบล้างกระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาและรัฐสภาทั้งหมด ทําได้ หรือครับ ยิ่งไปกว่านั้นก็คือว่า ในท่อนท้ายของวรรคสามที่บอกว่า ให้นําความในมาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาใช้บังคับโดยอนุโลม อันนี้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมาก ท่านประธานที่เคารพครับ กฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบ ของรัฐสภาตามมาตรา ๑๕๐ นั้นคืออะไร ที่จะต้องผ่านมาตรา ๑๕๐ นั้นก็คือว่ากฎหมายนั้น ต้องผ่านทั้งสภาผู้แทนราษฎรและผ่านทั้งวุฒิสภาตามกระบวนการนี้แล้วเสร็จ กระบวนการ ที่เขาบัญญัติไว้เช่นนี้ก็เนื่องจากว่ารัฐสภาก็คือสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา มันจะไปอ้าง เอาเฉพาะชั้นใดชั้นหนึ่งเป็นรัฐสภาไม่ได้ แต่เขียนไว้แบบนี้เท่ากับว่าตัดวุฒิสภาออกจาก รัฐสภา ซึ่งในความเห็นของผมทําไม่ได้ เพราะองค์ประกอบนั้นมันหายไปครึ่งหนึ่ง วันนี้ ผมคิดว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการซึ่งเป็นผู้ควบคุมเสียงข้างมากในกรรมาธิการวิสามัญ ชุดนี้จะต้องกลับไปทบทวนละครับ ต้องไปดูนะครับ ใช้มันสมองของท่านที่มีอยู่ไปทบทวน ไตร่ตรองดูเถอะครับ ไตร่ตรองดูในประเด็นนี้ครับ ประเด็นมาตรา ๑๕๑ ที่ท่านอนุโลมให้ใช้ มาตรา ๑๕๑ เมื่อสักครู่นี้ท่านสมาชิกวุฒิสภาที่อภิปรายไปก่อน ผมได้อ่านให้ที่ประชุมแห่งนี้ ฟังแล้ว กระผมจะไม่เสียเวลาที่จะอ่านอีกครั้งหนึ่ง แต่สาระสําคัญของมาตรา ๑๕๑ ที่ท่าน ต้องการจะขออนุโลมมาใช้นั้นเป็นเรื่องของกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบกับ ร่างพระราชบัญญัติที่นําขึ้นทูลเกล้าฯ และมีกระบวนการในการพระราชทานคืนมา หลังจากนั้นเมื่อทรงไม่เห็นด้วยและพระราชทานกลับคืนมาแล้ว ขั้นตอนของกระบวนการ ที่จะต้องทําคืออะไร ก็คือการกลับเข้ามาสู่รัฐสภาต้องปรึกษาหารือกันใหม่ ที่ประชุมรัฐสภา คืออะไร ก็คือที่ประชุมร่วมกันของ ส.ส. และ ส.ว. ถ้าเป็นในกรณีที่วุฒิสภาทํากฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. ไม่เสร็จตามกําหนดเวลา และประธานสภาผู้แทนราษฎรนําเอากฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร นําขึ้นทูลเกล้าฯ แต่ฝ่ายเดียวนั้น เมื่อพระราชทานกลับคืนมาก็ต้องนําเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา ถามสักคําเถอะครับว่าวุฒิสภาจะทําหน้าอย่างไร จะนั่งอยู่ในที่ประชุมรัฐสภาพิจารณา กฎหมายที่ไม่ได้ผ่านความเห็นชอบที่ครบถ้วนกระบวนความของรัฐสภากลับมาให้รัฐสภา พิจารณาอย่างนั้นหรือ ท่านประธานที่เคารพครับ ในกระบวนการที่พระราชทานคืนมานั้น ผมคิดว่ายังจะต้อง ใช้เสียงของรัฐสภา ๒ ใน ๓ ในการยืนยัน ถ้าหากว่าท่านจะเร่งรัด ท่านจะรีบร้อนกันจริง ๆ ๒ ใน ๓ นั้น แน่นอนละครับ ต้องเป็นเสียงของสมาชิกวุฒิสภาด้วย ก็ถามคําถามเดียวกันว่า สมาชิกวุฒิสภายอมหรือครับ ยอมรับรองกับร่างกฎหมายที่ผ่านเฉพาะชั้นของ สภาผู้แทนราษฎรเพียงชั้นเดียวแล้วก็ยืนยันกลับไป ไม่เป็นเหตุเป็นผลเลยครับ และเมื่อสักครู่นี้ ท่านสมาชิกวุฒิสภาท่านก็ได้ตั้งข้อสังเกตแล้วว่านี่เป็นการกระทําที่ไม่เหมาะสมและไม่บังควร ด้วยซ้ํา ท่านประธานที่เคารพครับ ผลที่จะเกิดขึ้นก็คือว่าในการพิจารณาของกฎหมาย ที่นําเสนอกันอย่างไม่รอบคอบเช่นนี้มีเป้าหมายเพียงเพื่อที่จะทําให้กฎหมายเสร็จโดยเร็ว เพื่อไปสนองรับกับผลประโยชน์เฉพาะหน้านี้ มันได้ทําลายกระบวนการของรัฐสภา ซึ่งผม คิดว่าคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก โดยเฉพาะท่านประธานคณะกรรมาธิการจะต้อง ทบทวนนะครับ และเพื่อนสมาชิกรัฐสภาที่นั่งอยู่ในที่นี้ก็น่าที่จะร่วมกันทบทวนกับกระผม กฎหมายมาตรานี้ถ้าให้มองเผิน ๆ บอกว่าก็แค่ใส่คําว่า ร่าง เข้าไปตัวเดียวไม่ได้มีการแก้ไขอะไร มากมาย แต่ผลกระทบมันกว้างขวางรุนแรงอย่างที่กระผมได้นําเรียนกับท่านประธาน กระผมจึงไม่อาจปล่อยให้คณะกรรมาธิการได้คงบทบัญญัติในวรรคสองและวรรคสาม ของมาตรา ๑๑ นี้ไว้ แล้วก็ขอให้ที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ลงมติไม่เห็นชอบด้วย กับคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ครับ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ครับ รัฐสภายินดีต้อนรับ คณะนิสิตจากคณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนะครับ ที่ได้มาเยี่ยมชมการประชุม ของรัฐสภาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครับ ต่อไปพลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ นะครับ แล้วก็ ต่อด้วยท่านสมชาย แสวงการ นะครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณา สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้ขอแปรญัตติ ตัดมาตรา ๑๑ ออก กระผมมีเหตุผลดังต่อไปนี้ครับ
เหตุผลประการที่หนึ่ง สมาชิกรัฐสภาไม่มีอํานาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญ และท่านประธานคงเข้าใจนะครับว่าอํานาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญนั้น มันมีอยู่ ๒ อย่าง ด้วยกันนะครับ คือ ๑. คือพวกที่ทําการปฏิวัติรัฐประหารแล้วก็มาฉีก ซึ่งเป็นกระบวนการ ซึ่งไม่ถูกต้อง แต่ก็เป็นที่น่าแปลกท่านประธานครับ ทุกครั้งที่มีการปฏิวัติรัฐประหาร ผมไม่เห็นผู้ใดในสภานี้ออกไปยื่นต่อต้าน เห็นแต่คนเอาดอกไม้มาให้ เพราะฉะนั้นก็เที่ยวหน้า ถ้าเผื่อมีอย่างนี้อีกก็ขอกราบเรียนท่านประธานว่าจะต้องช่วยให้พวกเราออกไปต่อต้าน ท่านประธานครับ อํานาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญอีกอํานาจหนึ่ง ก็คือมาจากพี่น้อง ปวงชนชาวไทย ข้อความอันนี้ปรากฏชัดในคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและปรากฏชัด ในรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ในอารัมภบทนะครับ ท่านประธานครับ จะเขียนไว้นะครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ผ่านการทําประชามติโดยประชาชน ๑๔ ล้านเสียง ผมพูดซ้ําแล้วซ้ําอีก อันนี้นะครับ ด้วยความมุ่งหวังว่าให้กรรมาธิการได้ฉุกคิดว่าสิ่งที่ท่านกรรมาธิการกําลังกระทํา อยู่นี้ ท่านอาจจะมองเห็นเป็นเรื่องเล็ก อาจจะมองเห็นว่ารัฐบาลที่แล้วก็แก้ไป ๒ มาตรา ไม่เห็นมีอะไร เที่ยวนี้แก้แค่นี้จะเป็นจะตายไปเชียวหรือนะครับ ซึ่งผลกระทบมันเยอะนะครับ ในเมื่อเราไม่มีอํานาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญ เราจะแก้ไขได้ในมาตรา ๒๙๑ แต่ตรงนั้น ดุลยพินิจของหลายคนก็เห็นว่าการแก้ครั้งนี้ไม่เหมือนกับการแก้ครั้งที่ผ่านมา เพราะมันไป กระทบดุลยภาพในการถ่วงดุล ในการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ผมเองก็พยายาม โน้มน้าวกรรมาธิการและเพื่อนสมาชิกรัฐสภาหลายท่านนะครับ ในการโหวตมาตราที่ผ่านมา เสียงข้างนอกไม่สามารถจะเอาชนะเสียงข้างมากได้ แต่ยังไม่สาย เกินไปครับ ท่านประธานครับ ถ้าสมมุติว่าท่านประธานฟังคําชี้แจงของผมด้วยความใจเย็น และด้วยความเป็นธรรม และด้วยความรักประเทศชาติ รักระบอบประชาธิปไตยของเรา เรายังมีโอกาสที่จะยกเลิกทั้งหมดนะครับแล้วก็ไปทํามาใหม่นะครับ
เหตุผลประการที่ ๒ กรรมาธิการได้แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขัดกับ หลักการในวาระที่หนึ่งหลายข้อ และท่านกล่าวหาผมว่าการแปรญัตติของผมขัดหลักการ ของท่านนี่ขัดแบบชัด ๆ เห็นที่ชัด ๆ ที่สุดก็คือการที่ไปแก้ไขคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ของสมาชิกวุฒิสภา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เรามีสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ฉบับนั้นหลายคนก็ชอบว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด แต่มันตายเสียก่อนแล้วนะครับ ในมาตรา เกี่ยวกับลักษณะต้องห้าม บุพการี คู่สมรส เขาไม่ให้มาลงครับ ท่านก็ไปแก้ตรงนี้นะครับ ซึ่งไม่อยู่ในหลักการตอนที่ผ่านวาระที่หนึ่ง อันนี้เป็นข้อ ๑ หลักการข้อ ๒ เรื่องการขัดกัน แห่งผลประโยชน์ ถ้าสมมุติว่าทางสภานี้ผ่านร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขฉบับนี้ ผมคิดว่ามันเป็น ประวัติศาสตร์อันน่าละอายของประเทศไทยที่เราแก้รัฐธรรมนูญเพื่อผลประโยชน์ของคนที่นั่ง อยู่ในที่นี่ สิทธิในการที่จะไปสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา แต่เดิมไม่มีนะครับ ขณะนี้ เรากําลังไปเขียนว่าให้มีสิทธิ ในแง่กฎหมายถือว่าท่านกระทําความผิดครบองค์ประกอบแล้ว ถ้าเผื่อจะถูกถอดถอน สมควรที่จะถูกถอดถอนครับเพื่อรักษาไว้ซึ่งบ้านซึ่งเมืองนะครับ ท่านประธานครับ เหตุผลประการที่ ๒ ในวรรคหนึ่งมีข้อความว่า ให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งดําเนินการเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขฉบับนี้ใช้บังคับ ท่านประธานก็ทราบใช่ไหมครับว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง ชุดปัจจุบันนี้ท่านจะหมดวาระลงพร้อมกันในวันที่ ๓๐ กันยายนที่จะถึงนี้ ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๒๓๔ ให้ดําเนินการสรรหาคณะกรรมการการเลือกตั้งใหม่ภายในเก้าสิบวัน ถ้าสมมุติว่าท่านประธานและกรรมาธิการไปกําหนดว่าให้กรรมาธิการ ให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งจัดทําร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน ผมคิดว่ามันจะไม่ไปสอดรับ กับเงื่อนไขเวลาที่คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดใหม่จะต้องเข้ามา เขาจะถูกกดดัน ไม่ทราบว่ากรรมาธิการได้มองตรงนี้ถี่ถ้วนละเอียดหรือเปล่า เพราะว่าผมไม่ได้ยินคําชี้แจง ตรงนี้นะครับ เพราะฉะนั้นยังมีโอกาสอยู่ครับ ก็ได้กรุณานําเงื่อนเวลาแล้วก็การที่ คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดปัจจุบันนี้จะต้องพ้นวาระไปทั้งคณะ ๙๐ วันตามกฎหมาย กําหนดนะครับ ถ้าสมมุติว่าเราไปเร่งรัดให้เขาทําให้เสร็จภายใน ๓๐ วัน ผมคิดว่าจะเป็น การที่จะกดดันและเป็นอํานาจซึ่งไม่มีในรัฐธรรมนูญนะครับ รัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อํานาจไว้ ในการที่จะไปกําจัดความยืดหยุ่นของกาลเวลา ท่านประธานครับ ท่านประธานคงจําได้ว่า สภาแห่งนี้ได้เคยเห็นชอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑) พุทธศักราช ๒๕๕๔ ซึ่งให้ไว้เมื่อวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๔ ท่านประธานดูให้ดีจะเห็นชัดครับ ในมาตรา ๗ ของร่างแก้ไขซึ่งผ่านสภาตัวนี้นะครับ เขาเขียนไว้ว่า ให้รัฐสภาดําเนินการ พิจารณาและให้ความเห็นชอบการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา เพื่อให้เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญนี้ให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ปี อันนี้คือบรรทัดฐานนะครับ ครั้งก่อนนี้เราแก้ไข รัฐธรรมนูญเราให้เวลา ๑ ปี ครั้งนี้ท่านให้เวลา ๓๐ วัน บวกกับอีก ๑๒๐ วันในวรรคสอง ผมคิดว่าตรงนี้ก็เลยทําให้สิ่งที่เพื่อนสมาชิกรัฐสภาหลายท่านเป็นห่วงว่ามีอะไรเป็นแรงดลใจ ให้ต้องมีการรีบรับ รีบเร่ง กดดันทุกอย่าง ปิดอภิปรายทั้ง ๆ ที่ผู้เสนอคําแปรญัตติ ยังไม่ได้อธิบาย ยังไม่ได้ใช้สิทธิที่รัฐธรรมนูญรับรองแล้วในการอภิปราย เป็นครั้งแรก ในประวัติศาสตร์ของสภาไทยก็ได้นะครับ มันทําให้เกิดปัญหาครับ ในเมื่อเรามีบรรทัดฐาน อยู่แล้ว แล้วก็ผ่านสภาแห่งนี้ด้วยนะครับ ไม่ควรที่จะให้บรรทัดฐานนี้เปลี่ยนไป ท่านประธาน อย่าลืมนะครับว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายใหญ่ของประเทศ ผมไม่อ่านซ้ําอีกแล้วนะครับ คราวที่แล้วผมก็ได้อ่านแล้วว่าสถิติการเลือกตั้งหรือว่าความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนที่มี ต่อสมาชิกวุฒิสภานั้นเขามองอะไร เขาหวังอะไรนะครับ ท่านประธานครับ ความในวรรคที่ ผมอ่านไปเมื่อสักครู่นี้นะครับว่าให้คณะกรรมการเลือกตั้งดําเนินการร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้บังคับนะครับ อันนี้ขัดกับ มาตรา ๑๓๘ เพราะในร่างแก้ไขของกรรมาธิการในวาระที่หนึ่งท่านไม่ได้ขอแก้ไข รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๑๓๘ ในมาตรา ๑๓๘ (๑) มีเรื่องเกี่ยวกับพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิก วุฒิสภาถ้าไม่ได้แก้ไขตรงนี้นะครับ เพราะฉะนั้นในมุมมองของผม ผมถือว่าท่านกรรมาธิการ ได้แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขัดกับหลักการซ้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับ ท่านประธานครับ ในวรรคสองที่กรรมาธิการแก้ไขนะครับ กําหนดให้รัฐสภาดําเนินการพิจารณาและให้ ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน ๑๒๐ วัน อันนี้ผมได้ชี้แจงไปตอนต้นแล้ว นะครับว่าแต่เดิมเราเคยใช้เวลาถึง ๑ ปีในการทํา แต่ครั้งนี้ท่านไปรวบรัดให้เหลือเพียงแค่ ๑๒๐ วัน ก็เป็นการส่อเจตนาว่าท่านแก้ครั้งนี้เพื่อประโยชน์ตัวของเพื่อนท่าน พวกพ้องท่าน เหมือนที่เราพูดนะครับว่าเป็นการผลัดกันเกาหลังที่ว่า ท่านประธานครับ วรรคสาม หลายท่านก็ได้ให้ความเป็นห่วงแล้วนะครับ การที่เราจะให้รัฐสภานี้นําร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งยังไม่ได้รับการแก้ไขปรับปรุงให้ถูกต้องและสมบูรณ์ทูลเกล้าฯ ถวายทรงลงพระปรมาภิไธย และเมื่อไม่ลงมาภายในระยะเวลาที่กําหนดก็จะอนุมัติใช้เลย ผมคิดว่าสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน มีความจงรักภักดีและมีความเคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์นะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ ผมอยากจะให้กรรมาธิการอ่านหลาย ๆ ครั้ง ถ้าเห็นว่ามันจะสร้างปัญหาให้กับประเทศชาติ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขนั้น มันยังไม่สายเกินไปที่ท่านจะถอนทั้งหมดออกไป แล้วเสนอเข้ามาใหม่เราใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้มา ๕ ปีกว่าแล้วครับ ปัญหาไม่ได้เกิดจากรัฐธรรมนูญนะครับ ปัญหาเกิดจากบุคคล บางกลุ่มซึ่งผูกใจเจ็บว่าถูกปฏิวัติ ถูกทําให้สูญเสียอํานาจ แล้วไม่ดูตัวเองครับ ประเทศไทย เราก็มีผู้ที่ถูกปฏิวัติรัฐประหารต้องไปนอนต่างประเทศหลายคน แต่ทุกท่านที่เสียอํานาจไป นะครับจิตสํานึกของเขายังมีความรักประเทศ เขาไม่ทําร้ายประเทศครับ ก็เป็นบาปเคราะห์ ของประเทศไทยในวาระนี้ที่บ้านเมืองเราต้องแยกแตกแยกนะครับ แม้แต่ในสภานี้ก็เช่นกัน ท่านประธานครับ เราอยู่กันมา ๕ ปีกว่านะครับ ไม่มีปัญหาในการพิจารณาพระราชบัญญัติ ทุกฉบับนะครับ พอเรานําร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เข้ามา ท่านประธานก็เห็นครับว่า แตกแทบจะเป็นเสี่ยง สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง มาจากการสรรหา ซึ่งเราทํางาน ด้วยกันมาค่อนข้างจะไปด้วยดุลยภาพอย่างที่ผมพูดแล้วพูดอีกก็มีอาการที่ต้องขัดแย้งกัน แต่เดิมผมอยู่มาหลายปีเราไม่เคยประท้วงกันนะครับ ครั้งนี้ก็มีการประท้วงกันเอง ผมจะจบ แล้วครับท่านประธาน ผมขอสรุปอีกครั้งนะครับ ผมขอกราบวิงวอนท่านกรรมาธิการ และเพื่อนสมาชิกรัฐสภาทุกท่านครับ อนาคตของประเทศ อนาคตของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุขขึ้นอยู่ในมือของพวกท่านครับ ท่านได้สาบานตนต่อที่ประชุม อันศักดิ์สิทธิ์นะครับ ว่าท่านจะรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ ท่านจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ท่านจะไม่อยู่ภายใต้อาณัติความผูกมัดมอบหมายของผู้ใด ท่านควรจะมีความหยิ่ง ในศักดิ์ศรี ท่านต้องใช้สติสัมปชัญญะและความรักชาติที่ท่านมีอยู่ในการพิจารณาครับ ผมขอครั้งสุดท้ายครับ ขอให้กรรมาธิการและเพื่อนสมาชิกรัฐสภาทุกท่านไม่รับ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขฉบับนี้ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านสมชาย แสวงการ เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภาสรรหาจากภาควิชาชีพ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมแปรญัตติและสงวนคําแปรญัตติในมาตรา ๑๑ ซึ่งก็เป็นความเห็นที่แตกต่างจากคณะกรรมาธิการ แต่ผมต้องกราบเรียนว่ามาตรานี้ มีความสําคัญและกระทบกระเทือนจิตใจของผมและเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาอย่างยิ่งครับ ท่านประธาน เหตุผลที่ต้องกล่าวกับท่านประธานว่ากระทบกระเทือนใจกับเพื่อนสมาชิก วุฒิสภาอย่างยิ่ง มีเหตุผลที่จะนําเรียนกับท่านประธานและที่ประชุมแห่งนี้ รวมถึง พี่น้องประชาชนที่ติดตามการถ่ายทอดสดอยู่นะครับ ด้วยความเร่งรีบ ร้อนรน เป็นเหตุผล หลักที่ทําให้การร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งมีอยู่ ๓ ฉบับ ประกอบด้วยร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ว่าด้วยที่มาคุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภา และมาตรา ๖๘ ว่าด้วยการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อพบการล้มล้างการปกครอง และรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ว่าด้วยการเสนอเรื่องที่เซ็น สนธิสัญญากับต่างประเทศเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาทั้ง ๓ ร่าง มีความรีบเร่ง ผมจะไม่กล่าวซ้ําไป อีกว่าทําจากแท่นพิมพ์แท่นเดียวกัน ผิด ผิดเหมือนกัน ขีดลายเซ็น ขีดลายเซ็นเหมือนกัน ซึ่งผมเคยได้เรียนต่อที่ประชุมไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อคราวประชุมในวาระที่หนึ่ง แต่นั่นละครับ ไม่เป็นอะไรครับ ความรีบเร่งตรงนั้นมันก็เป็นหลักฐานที่พบร่องรอยเต็มไปหมดเลยครับ ท่านประธาน ฉบับที่เขาเรียกว่าผลัดกันเกาหลังนั้นมันก็มีร่องรอยอยู่จริงครับ อันนั้นก็ไปว่ากันในศาล ไม่ว่าจะเป็นการสลับกันระหว่างท่านสมาชิกวุฒิสภากับ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการผลัดกันเซ็นนํา แต่ว่าในร่างแนบท้ายในร่างที่มันเป็น อันเดียวกันครับ เซ็นร่วมกันมาหมด ๓๐๐ กว่าคนมันคือเรื่องเดียวกัน มันเป็นการเสนอ กฎหมายร่วมกันครับท่านประธาน แต่สิ่งที่ความรีบร้อน เร่งรีบ ที่ผมกราบเรียนแล้ว มันทําให้เกิดความบกพร่องมากมาย และผมคิดว่ามันจะเป็นปัญหาในอนาคต ผมกราบเรียน ท่านประธานและท่านกรรมาธิการหลายครั้งครับว่า ณ วันหนึ่งประเทศไทยซึ่งมีความขัดแย้ง ยาวนานมาตั้งแต่ ปี ๒๕๔๘ จนบัดนี้ ๘-๙ ปีแล้ว เรามีทั้งความเห็นที่แตกต่าง เรามีญาติสนิท เพื่อนฝูง ครอบครัวที่แทบจะพูดกันไม่ได้ เรามีเพื่อนร่วมรุ่นที่เคยเรียนหนังสือ มัธยม มหาวิทยาลัย วันนี้เราถือคนละสีคนละข้าง บางครั้งญาติพี่น้องที่เคยร่วมโต๊ะกินข้าวกัน ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน คุยเรื่องการเมืองกันไม่ได้ ผมเชื่อครับ ท่านประธานครับ วันหนึ่งและผม ยืนยันต่อที่ประชุมแห่งนี้ว่าจําเป็นต้องมีการปฏิรูปประเทศใหม่หมด ทั้งปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปเศรษฐกิจ ปฏิรูปความเหลื่อมล้ํา ปฏิรูปทุก ๆ เรื่อง พร้อม ๆ กัน เรียกว่า ปฏิรูป รอบด้าน และสิ่งสําคัญอันหนึ่งที่ต้องทํา คือการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ร่วมกัน ท่านประธานครับ ความสมบูรณ์ของมันคือการอยู่ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นเสียงข้างมากที่ยอมรับ เสียงข้างน้อย ไม่ว่าจะเป็นการยอมรับคนทุกชั้นวรรณะเท่าเทียมกัน การแบ่งปัน อย่างพอเพียง ไม่ใช่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งยึดเอาไปเป็นของตัวแล้วไม่แบ่งปันให้ส่วนอื่น หรือการที่ มีสิทธิเสรีภาพโดยไม่มีสิทธิ ไม่มีเรื่องของวินัย ไม่มีเรื่องของหน้าที่ ไม่มีความรับผิดชอบ ต่อสังคม เป็นปัญหาหมดครับท่านประธาน ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ผมทราบดี อยู่ครับว่าที่ต้องเรียนซ้ําอย่างนี้เพราะเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาของผมเหลือวาระอีกเพียง ไม่กี่เดือน จะครบวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๗ ซึ่งรวมถึงท่านประธานด้วย ก็ทํางานด้วยกันมา ๕ ปีเศษ ๆ เหมือนกับครั้งหนึ่งที่ผมเอง ใช้บทเฉพาะกาลเข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภาสรรหา ๓ ปี ผมมีความรู้สึกแบบเดียวกับ ท่านประธานครับ ไม่ต่างกัน อีก ๖ เดือนจะพ้นจากการเป็น ส.ว. ๗๐ กว่าคนในขณะนั้น ได้กลับมาแค่ ๓๐ คน ไม่ได้หมายความว่ากฎหมายเขียนไว้อย่างนั้น แต่เป็นการใช้ บทเฉพาะกาลเพื่อให้เกิดการเหลื่อมกันที่ต้องขออธิบาย แล้วผมก็ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ตามปกติในการสมัครใหม่ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะได้หรือไม่ได้ อันนั้นก็เป็นความรู้สึกอย่างหนึ่งของ การที่จะต้องจากไปจากการทําหน้าที่ในฐานะสมาชิกวุฒิสภา ไม่แตกต่างกับเพื่อนสมาชิก ผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากการเลือกตั้งหลาย ๆ ท่าน ความรีบร้อนในการเขียนร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งมาตรา ๑๐ ที่มีปัญหาในเรื่องของเอา ส.ว. สรรหาติ่งไว้อีก ๗๓ คนที่ผมกราบเรียน ท่านประธานแล้วก็แพ้มติในที่ประชุมไปแล้ว ก็ไม่เป็นไรครับ มาตรานี้ก็เหมือนกันครับ มาตรานี้ไปเขียนในเรื่องของการกําหนดเวลาบังคับ อันนี้เป็นปัญหาใหญ่ครับท่านประธาน ผมกราบเรียนท่านประธานในช่วงเช้าวันนี้แล้วครับว่าสหรัฐอเมริกาที่เขาไม่ได้ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง เขามีการแก้รัฐธรรมนูญทั้งสิ้น ๒๗ ครั้ง บางมาตราแก้กันหลายปีมากครับท่านประธาน เราแก้กันหลายมาตราใช้เวลา ๑๐ วัน ๑๐ คืน เราบ่นแล้ว เพราะความรีบเร่งตรงนี้จึงเกิด การร่างรัฐธรรมนูญที่ไปบังคับทางแล้วเกิดปัญหาขึ้น ซึ่งทําให้ผมรู้สึกเป็นอย่างยิ่งครับ สิ่งที่ ท่านไปบังคับนั้นคือการบังคับให้มีการออกกฎหมายพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งก็คือแก้ไขกฎหมายเดิม นะครับ ที่นี้ผมก็อยากให้นึกย้อนว่าถ้าเราไม่มีข้อจํากัดเรื่องท่านประธานและท่านสมาชิก จะต้องลงสมัครใหม่เหตุการณ์แบบนี้มันจะเกิดขึ้นไหมครับท่านประธาน มันก็จะไม่เกิดครับ ท่านประธาน เพราะอะไรครับ เพราะเราแก้รัฐธรรมนูญเสร็จแล้วเราก็ไปทํา พ.ร.บ. ประกอบ รัฐธรรมนูญตามเวลาอันสมควร ท่านประธานเป็นท่านประธานในที่ประชุมวุฒิสภาหลายครั้ง ท่านประธานบอกพวกเราว่ากฎหมายบางตัวมีความจําเป็นนะครับ สภาผู้แทนราษฎรเขาทํา มาแล้ว ถ้าวุฒิสภาไม่ทําให้เสร็จภายตามกําหนด เราจะโดนต่างประเทศออกเขาออกกฎบ้าง อย่างเช่นกฎหมายเกี่ยวกับการฟอกเงิน เกี่ยวกับบัตรเครดิต สมาชิกวุฒิทํากฎหมายเสร็จทัน หมดเลยครับท่านประธาน ทําตามกําหนดตามที่ได้มีการประสานงานกันของวิปแต่ละฝ่าย กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็แบบเดียวกันครับ ถ้าท่านประธานไม่ไปล็อกเรื่องเวลา ๓๐ วันกับ ๑๒๐ วัน เดี๋ยวผมอธิบายให้ฟัง เราแก้รัฐธรรมนูญเสร็จ สมมุติท่านประธานเสร็จ ในวันนี้หรือในวันศุกร์นี้ พวกผมก็ใช้สิทธิร้องศาลก็ว่ากันไป เอาว่าเดือนตุลาคมภายใน เดือนตุลาคมศาลตัดสินเสร็จ ท่านนําขึ้นทูลเกล้าฯ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ภายใน สิ้นเดือนตุลาคม ผมนับเวลาให้ท่านประธานครับ ยังทันอยู่ดีครับ เดือนพฤศจิกายน เดือนธันวาคม เดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ เดือนมีนาคม ยังเหลือเวลา ๕ เดือนครับ ท่านประธาน ๑๕๐ วัน ไม่ต้องไปบังคับไว้ ๑๒๐ วัน ทีนี้กรรมาธิการหรือผู้ยกร่างไปใส่ไว้ ๑๒๐ วัน เหตุผลที่ผมบอกว่ามันคือ ๑๒๐ วัน ไม่ใช่ ๑๕๐ วันครับท่านประธาน เพราะอย่างนี้ครับ ในวรรคหนึ่ง มาตรา ๑๑ ท่านเขียนว่า ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ดําเนินการเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาต่อรัฐสภาภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ผมไม่พูดแล้วครับว่าผมแอบทราบมาว่ามีร่างไว้เสร็จแล้วจากใคร ไม่ทราบจะไปให้ทาง กกต. อย่างไรผมก็ไม่ทราบ แต่นี่คือ ๓๐ วันแรก วรรคสอง ภายใน หนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ให้รัฐสภาดําเนินการพิจารณา และความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอ ตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จ บางคนนับบวกเลขง่าย ๆ ตรรกะ ๑๕๐ วัน แต่จริง ๆ ไม่ใช่ครับ ท่านประธาน มัน ๑๒๐ วันเพราะมันเริ่มจากวันใช้บังคับเท่ากัน ๓๐ วันแรกนับจากวันที่ ๑ พฤศจิกายนไปก็ ๓๐ วัน ๑๒๐ วันที่สองก็นับจาก ๑ พฤศจิกายนเหมือนกันครับ ๑๒๐ วัน เมื่อสักครู่ผมนับให้ท่านประธานฟังแล้วว่านับจากวันที่ ๑ พฤศจิกายนไปถึงท่านประธาน หมดอายุยังมี ๑๕๐ วัน เพราะฉะนั้นการบังคับแบบนี้ไว้ ๑๒๐ วัน ซึ่งบางคนก็บอกว่าเป็น ฉบับลับลวงพรางผมไม่ว่าครับท่านประธาน แต่มันคือ ๑๒๐ วัน ท่านบังคับการออกกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. ใหม่ไว้ ๑๒๐ วัน ซึ่งก็เป็นครั้งแรกนะครับ ถ้าผมจําไม่ผิด นอกเหนือจากการที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ให้ออกกฎหมายเกี่ยวกับมาตรา ๖๑ มาตรา ๖๗ วรรคสอง เกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่ององค์กรอิสระคุ้มครองผู้บริโภคกําหนดไว้ ๑ ปี ยังไม่มีผลบังคับใช้ ไม่มีบทลงโทษ กฎหมาย พ.ร.บ. องค์กรอิสระคุ้มครองผู้บริโภคผ่านมาตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญมา ๕ ปี ยังไม่ออกไปใช้เลยครับ เพิ่งผ่านวุฒิสภาเมื่อวานซืนนี้ เพราะฉะนั้นไม่มีบทลงโทษ แบบเดียวกันครับ อันนี้ถ้าเขียนไว้เฉย ๆ ไม่มีบทลงโทษ ผมก็ไม่ว่าอะไรท่านประธาน ไม่ว่า อะไรกรรมาธิการเลย แต่วรรคถัดมาสิครับท่านประธาน มันเป็นปัญหาสะเทือนใจผมอย่างยิ่ง เพราะท่านกํากับการออกกฎหมายนี้ไว้ด้วยเวลา ๑๒๐ วัน แล้วท่านยังเขียนอีกว่า เมื่อครบ กําหนดตามวรรคสองหรือมีเหตุอื่นใด เหตุอื่นใดอะไรก็ได้ นี่เป็นปัญหาใหญ่ครับ ทําให้รัฐสภา ไม่สามารถพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จ ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรนําร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว ที่สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบเสนอต่อนายกรัฐมนตรีนําขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อ พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และให้นําความในมาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาบังคับใช้โดยอนุโลม อ่านดูเผิน ๆ ไม่เห็นอะไรครับ แต่พออ่านลงลึกในมาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ แล้ว มันเจ็บจี๊ดในหัวใจจริง ๆ ครับ ท่านประธาน มันเจ็บจี๊ดในฐานะคนไทยที่อยู่ใต้พระบรมโพธิสมภารของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ท่านกําลังทํากฎหมายอย่างไรครับ ผมไม่ได้กล่าวหา แต่ผมจําเป็นที่ต้องพูด ความในใจ และผมก็มีความรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ ครับ มาตรา ๑๕๐ ระบุว่า ร่างพระราชบัญญัติ ที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้วให้นายกรัฐมนตรีนําขึ้นทูลเกล้าฯ ภายใน ๒๐ วันนับแต่ วันที่ได้รับร่างพระราชบัญญัตินั้นจากรัฐสภาเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้บังคับใช้กฎหมายได้ มาตรา ๑๕๑ ครับ ร่างพระราชบัญญัติใดพระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วย และพระราชทานคืนมายังรัฐสภา หรือเมื่อพ้นเก้าสิบวันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา รัฐสภาจะต้องปรึกษาร่างพระราชบัญญัติ นั้นใหม่ ถ้ารัฐสภามีมติยืนยันตามเดิมด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจํานวน สมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา ให้นายกรัฐมนตรีนําร่างพระราชบัญญัตินั้นทูลเกล้า ทูลฯ ถวายอีกครั้ง เมื่อพระมหากษัตริย์มิได้ทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชทานคืนมาภายใน สามสิบวันให้นายกรัฐมนตรีนําพระราชบัญญัตินั้นประกาศในราชกิจจานุเบกษาใช้บังคับเป็น กฎหมายได้เสมือนหนึ่งว่าพระมหากษัตริย์ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ความตรงนี้ละครับ ท่านประธาน ความตอนแรกในมาตรา ๑๕๐ผมไม่ติดใจครับท่านประธาน เพราะเป็นอํานาจ หน้าที่ของนายกรัฐมนตรี เมื่อกฎหมายใดเสร็จแล้วก็ให้ใช้มาตรา ๑๕๐ ภายใน ๑๒๐ วันนําขึ้น ทูลเกล้าฯ ถวายนับแต่วันที่ได้รับร่างพระราชบัญญัตินั้นจากรัฐสภา สมมุติท่านประธานครับ สมมุติมีคนประกาศแล้ว ไม่ว่าจะเป็นท่านสมาชิกพรรคฝ่ายค้าน ไม่ว่าจะเป็นท่านสมาชิก วุฒิสภาบางส่วน ซึ่งรวมถึงผมด้วยก็มีความจําเป็นครับ เมื่อท่านผ่านวาระที่สามผมก็ต้องยื่น ส่วนยื่นเร็วยื่นช้ากว่าท่านนําไปทูลเกล้าฯ ก็เรื่องหนึ่งนะครับท่านประธาน แต่สิ่งที่ต้องทํา ก็คือ เพื่อให้กฎหมายนี้มันครบถ้วนสมบูรณ์ แล้วถูกต้อง และสิ่งที่ผมท้วงติงท่านประธาน มันได้รับการตรวจพรูฟ (Prove) พูดง่าย ๆ ว่าถ้ารัฐธรรมนูญได้รับการตรวจจาก ศาลรัฐธรรมนูญ วันหน้าเราใช้มันก็จะไม่มีปัญหา มีคําบอกว่าถ้าศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้วินิจฉัย รัฐธรรมนูญแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยกฎหมายใดเล่า เพราะฉะนั้นเมื่อรัฐธรรมนูญ ที่ท่านแก้ไขแม้ผ่านเสียงข้างมากในสภาแล้ว มีเสียงข้างน้อยไม่เห็นด้วย มีข้อท้วงติง ไม่ว่าจะเป็นการขัดข้อบังคับหรือขัดรัฐธรรมนูญตั้งแต่หลักการ ขัดในกระบวนการวิธี พิจารณาหลายคน ท่านประธานก็อาจจะพ้นข้อกล่าวหาได้ ผมที่ท้วงติงก็อาจจะผิดพลาดได้ เพราะข้อกฎหมายเขาต่างช่องต่างมุมมองที่แตกต่างกัน เมื่อไปศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญอาจจะใช้เวลา สมมุติว่า ๑๕ วัน หรือ ๒๐ วันเสร็จสิ้น นายกรัฐมนตรี ก็นําความขึ้นกราบบังคมทูลได้ เอาเป็นว่าสมมุติว่าเสร็จภายในเดือนตุลาคมอย่างที่ผม กราบเรียน วันที่ ๑ พฤศจิกายน ท่านนายกรัฐมนตรีก็นําความขึ้นกราบบังคับทูลภายใน ๒๐ วันได้ ขณะเดียวกันมันมีปัญหาที่กราบเรียนว่าพอไปบังคับ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ อันนี้ละครับเป็นปัญหาใหญ่ เพราะท่านไปบังคับ ๒ เรื่อง ๑. บังคับ กกต. ให้ทําเสร็จภายใน ๓๐ วัน สมมุติว่า กกต. ชุดนี้ทําไม่เสร็จละครับ ความจริงผมก็เห็นใจท่านกรรมการ กกต. นะครับ ท่านกําลังจะหมดวาระ ประการที่ ๒ ท่านบังคับสภา ๒ สภาครับ ท่านบังคับ สภาผู้แทนราษฎร ท่านบังคับวุฒิสภา ซึ่งผมก็กราบเรียนท่านประธานแล้วว่าเราให้ความร่วมมืออย่างดียิ่งมาตลอดในการพิจารณา กฎหมาย แต่กฎหมายหลายครั้งมันก็มีความเห็นต่าง กฎหมายบางฉบับกฎหมายบังคับให้ ออกภายใน ๑ ปี เช่น กฎหมายองค์กรอิสระว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภคตามมาตรา ๖๑ วรรคสอง เราพิจารณากันเป็นปีสองปีครับท่านประธาน กว่าจะผ่านชั้นสภาผู้แทนราษฎร มาผ่านชั้นวุฒิสภา และเข้ากรรมาธิการร่วม จากกรรมาธิการร่วมกว่าจะตกลงกันได้ใช้เวลา อีก ๓-๔ เดือน กลับมาที่สภาผู้แทนราษฎร แล้วก็กลับมาที่วุฒิสภา ความจริงขั้นตอน ทางกฎหมายอย่างนี้ท่านผู้รู้ทั้งหลายในสภารู้มากกว่าผมครับ และทําได้ตามปกติอยู่แล้ว เราไม่เห็นจําเป็นต้องไปบังคับกันนะครับ แล้วก็คราวที่แล้วในการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วย เขตเลือกตั้ง ว่าด้วยจํานวนเลือกตั้งของ ส.ส. ผมก็จําได้ว่าไม่มีการบังคับในเรื่องวันแบบนี้ ทีนี้พอท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านสมาชิกผู้เสนอร่างท่านไปบังคับทางไว้อย่างนี้ มันก็ทําให้เกิดข้อสงสัยครับ
ข้อสงสัยประการแรกก็คือต้องทําให้ทันเวลากับการเลือกตั้งใหม่ ผมเห็นใจครับ แต่ผมก็กราบเรียนว่างานเลี้ยงต้องมีวันเลิกรา ผมเข้าใจความรู้สึกตรงนั้นดีครับ และข้อสําคัญ มันมีปัญหาที่สมาชิกหลายท่านได้บอกแล้วว่ามันเป็นข้อกังวลเรื่องประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ ผมเป็นห่วงจริง ๆ ครับ สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งหลายท่านที่ผมรักและเคารพ ผมเองก็กราบเรียนท่านด้วยควรรู้สึกจริง ๆ ครับว่าผมก็อยากจะเห็น ถ้ากฎหมายมันแก้ไข สําเร็จและถูกต้อง และได้รับการรองรับจากศาลรัฐธรรมนูญในอนาคต ท่านได้รับการกลับมา เลือกตั้งใหม่ผมก็ไม่ขัดข้องอะไร แต่ผมก็มีความจําเป็นที่ต้องยื่นต่อศาลเพื่อหาความถูกต้อง รวมถึงมีท่านสมาชิกหรือประชาชนทั่วไปเขาเห็นว่าเรื่องนี้ขัดมาตรา ๑๒๒ เป็นผลประโยชน์ ทับซ้อน เขาก็จําเป็นต้องส่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือส่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ซึ่งเมื่อวานหรือที่ผ่านมาก็เห็นแล้วครับว่ากระบวนการยุติธรรม เริ่มเดินหน้า คดีหลายคดีเริ่มตัดสินออกมา ไม่ว่าท่านจะกลับมาเป็น ส.ว. หรือท่าน ไม่ได้กลับมาเป็น ส.ว. อยู่ คดีเหล่านี้มันติดตัว อาจจะ ๕ ปี ๖ ปี หรืออาจจะเร็วกว่านั้น ก็แล้วแต่ แต่มันติดตัวไม่เลิกครับ ผมเองก็บอกว่าถ้าเป็นไปได้ผมก็กราบเรียนท่านประธาน ผ่านที่ประชุมเลยครับว่าในวาระที่สาม ถ้าท่านกังวลเรื่องความทับซ้อนนี่ไม่จําเป็นต้อง ลงวาระครับ ไม่จําเป็นต้องลงมติครับ เพราะมันจะทําให้ท่านพัวพันกับสิ่งที่ในอนาคตแม้ท่าน อาจจะตัดสินใจไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งแล้วก็ตามมันอาจจะพันอยู่ได้ หรือแม้แต่ท่าน ไปลงสมัครแล้วไม่ได้รับเลือกเพราะเขาเตรียมคนไว้เรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นบ้านเลขที่ ต่าง ๆ หรือสามี พ่อ แม่ ภรรยา มันก็มีเยอะแยะไปหมด โอกาสที่ ส.ว. เลือกตั้งเพื่อนผม พี่ผม น้องผมจะได้กลับมามันก็ไม่ง่ายครับท่านประธาน พวกเราพูดกันในหลายครั้งครับว่าจะ ได้กลับมาถึง ๑๐ คนหรือเปล่า แต่ความเสี่ยงที่จะต้องออกกฎหมายไปทั้ง ๆ ที่ขัดนี่มันเป็น ปัญหาครับท่านประธาน ทีนี้ย้อนกลับมาครับท่านประธานครับ สิ่งที่ผมกังวลใจวรรคสาม ก็คือคําว่า เมื่อครบกําหนดระยะเวลาตามวรรคสอง หรือมีเหตุอื่นใดทําให้รัฐสภาไม่สามารถ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จ ผมอยากฟัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการชี้แจงว่ากําหนดระยะเวลาดังกล่าว เมื่อกฎหมายออกไปแล้ว รัฐธรรมนูญออกไปแล้วมันต้องทําตามนั้น ถ้าไม่ทํา ท่านก็ละเว้น ไม่ทําก็ไม่ได้ ประการที่ ๑ คือผมอยากรู้จริง ๆ ครับว่าท่านทําไปทําไม มันอันตรายมากเลยครับ ท่านประธาน
ประการที่ ๒ กําหนดระยะเวลากับเหตุอื่นใดทําให้รัฐสภาไม่สามารถพิจารณา ให้แล้วเสร็จได้ มันคือเหตุอะไรบ้าง เหตุน้ําท่วม หรือเหตุยุบสภา หรือว่าเหตุ ส.ว. แก้ไข มากเกินไป อะไรต่าง ๆ เหล่านี้มันคือเหตุอะไรบ้าง และสิ่งสุดท้ายที่มันคาใจจริง ๆ ครับ ท่านประธานครับ มันอึดอัดในใจมาก ๆ ไม่พูดไม่ได้ ก็คือการที่ถ้ามันเกิดเหตุขึ้นอย่างที่ว่า แล้วไม่สามารถพิจารณาได้ นายกรัฐมนตรีนําความขึ้นกราบบังคมทูลฯ ตามมาตรา ๑๕๐ แล้วกฎหมายไม่สมบูรณ์ในชั้นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ สมมุติว่าผ่าน สภาผู้แทนราษฎรมาแล้วด้วยเสียงข้างมาก ยังอยู่ในชั้นวุฒิสภา แล้วแก้ไขไม่เสร็จด้วยเหตุใด ก็แล้วแต่ หรือแก้ไขจากวุฒิสภาแล้วแตกต่างจากร่างที่สภาผู้แทนราษฎรแก้ไขอย่างมากมาย และต้องนําไปเข้าสู่คณะกรรมาธิการร่วม ผมถามครับว่าท่านจะเอาร่างไหน ท่านก็ต้องเอา ร่างสภาผู้แทนราษฎร เพราะท่านเขียนไว้แล้ว และเราเห็นว่าร่างสภาผู้แทนราษฎรเกิดมี ปัญหาเยอะแยะ ท่านนําความขึ้นกราบบังคมทูลฯ ตรงนี้ในฐานะพสกนิกรชาวไทย ผมมี ปัญหาเรื่องความกังวลตรงนี้ครับ
-๙๘/๑ ผมไม่อยากเห็น ๒-๓ สิ่งครับ แล้วผมเข้าใจว่าคงไม่มี ๑. ก็คือร่างพระราชบัญญัติใด พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยและพระราชทานคืนมายังรัฐสภามีบ้างนะครับ จําได้ในสมัยอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณมีพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏนะครับ อันนั้น ก็มีปัญหาเรื่องประเด็นบางส่วน ในสมัยวุฒิสภาก็มีบ้างนะครับ เป็นเรื่องถ้อยความ ที่องคมนตรีท่านดู แต่เมื่อพ้น ๙๐ วันแล้วมิได้พระราชคืนมา ตรงนี้เป็นประเด็นครับท่าน ประธาน รัฐสภาจะต้องปรึกษาร่างพระราชบัญญัตินั้นใหม่ และมีมติยืนยันไม่น้อยกว่า ๒ ใน ๓ ผมไม่ห่วงครับ เรื่องมติ ๒ ใน ๓ มันอาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้เพราะมันยากนะครับ แต่ถามว่าเราเคยเกิดพฤติกรรมแบบนี้ไหมครับ เราลงมติ ๒ ใน ๓ วีโต (Veto) พระมหากษัตริย์นี่ละครับ คือความที่ผมรู้สึกว่าเราบังคับทั้ง กกต. เราบังคับ ทั้งสภาผู้แทนราษฎร เราบังคับทั้งวุฒิสภา แล้วเรายังบังคับในกระบวนการตามมาตรา ๑๕๑ นี่คือความเจ็บปวดครับ ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานอนุญาตให้ที่ประชุมเดินหน้าต่อไป กรรมาธิการยังเดินหน้าต่อไป ด้วยเสียงข้างมาก แล้วเดินหน้ามาตรานี้ออกไปแบบนี้ วันหนึ่ง ผมไม่แน่ใจในความขัดแย้งทางการเมืองที่มีอยู่ อาจเป็นไปได้ทั้งสิ้นครับท่านประธาน เรามีหน้าที่ป้องกันไม่ให้เกิดไม่ใช่หรือ ผมต้องพูดในฐานะสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งจุดกําเนิด วุฒิสภาในโลกนี้ตั้งแต่ประเทศอังกฤษ มีเพื่อเป็นกันชนระหว่างสภาผู้แทนราษฎรกับ พระมหากษัตริย์ ปี ๒๔๗๕ เราปฏิวัติประเทศไทยทําไมไม่เลือกการปกครองประชาธิปไตย แบบสมบูรณ์แบบล่ะครับท่านประธาน เราเลือกการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะว่าทั้ง ๒ สิ่งนั้นอยู่ด้วยกันได้ วุฒิสภาหรือพฤฒสภา ที่เกิดขึ้นในปี ๒๔๘๙ จึงเกิดขึ้นมาเพื่อทําหน้าที่เป็นสภากลั่นกรอง ผมในฐานะที่มีหน้าที่ สภากลั่นกรองต้องพูดครับท่านประธานในวันนี้ แล้วมีความจําเป็นต้องพูดและบันทึกไว้ อย่างยิ่งว่าได้ทักท้วงแล้ว เผื่อท่านกรรมาธิการจะเปลี่ยนใจในมาตรานี้ มาตราอื่นผมไม่ค่อย ติดใจเท่าไรเลยครับท่านประธาน มาตรานี้ติดใจมาก ๆ จริง ๆ แล้วเจ็บปวดจริง ๆ ครับ มันรู้สึกจริง ๆ ว่าถ้ามันเดินต่อไปแม้ท่านประธานอาจจะชี้แจ้งว่ามันไม่เกิด ผมก็ต้องถามกลับ ว่าถ้ามันเกิดล่ะครับ เกิดสภามีความโกลาหลขึ้นในบ้านในเมือง แล้วเราอาจหาญลงมติ ๒ ใน ๓ สิ่งที่มันจะเกิดขึ้นเพราะว่าใช้ ๒ ใน ๓ ของจํานวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของทั้ง ๒ สภา ให้นายกรัฐมนตรีนําร่างพระราชบัญญัตินั้นขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายอีกครั้งหนึ่ง อันนี้นะครับ นี่สําคัญสุดท้ายเลยครับ หนักมากเลยครับ เมื่อพระมหากษัตริย์มิได้ทรงลง พระปรมาภิไธยพระราชทานคืนมาภายใน ๓๐ วัน ให้นายกรัฐมนตรีนําพระราชบัญญัตินั้น ประกาศในราชกิจจานุเบกษาใช้บังคับเป็นกฎหมายได้เสมือนหนึ่งว่าพระมหากษัตริย์ได้ทรง ลงพระปรมาภิไธยแล้ว ถ้าท่านประธานจะบังคับให้มีการเลือกตั้งหลังครบวาระ วันที่ ๒ มีนาคม ภายในกําหนดเอาว่าเดือนพฤษภาคม ท่านก็ล็อกไว้อย่างนี้ ๓๐ วันแรกซ้อนไว้ ใน ๑๒๐ วัน ทําแล้วมันเกิดอุบัติเหตุไม่เสร็จไม่สิ้น ดึงร่างฉบับหนึ่งจากสภาผู้แทนราษฎร ที่ท่านสามารถควบคุมได้ส่งขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วมีความเห็นต่างพระราชทานคืนมา ท่านใช้ เสียงมติ ๒ ใน ๓ ของสภาบังคับขึ้นไปอีก ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ไม่ได้เลือกตั้ง หรอกครับ มันนองเลือดครับท่านประธาน สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นไม่ได้ครับประธาน ผมยอมไม่ได้ ท่านประธานทราบใช่ไหมครับ เมื่อวานซึ่งเป็นข่าว วันนี้ประเทศจอร์แดนครับ ท่านประธาน ประเทศจอร์แดนยิงกันในสภาครับท่านประธาน เอาปืนไรเฟิล มายิงกัน ผมคิดว่า สิ่งเหล่านี้ไม่น่าจะเกิดและจะไม่เกิดในประเทศไทยถ้าเราเดินด้วยความปรองดอง เดินด้วย ความเชื่อในสิ่งที่เราทํากฎหมายให้มีนิติธรรมร่วมกัน ท่านประธานให้กรรมาธิการเดินอย่างนี้ ไม่ได้ครับ กฎหมายฉบับนี้มาตรานี้มีปัญหาจริง ๆ ครับ ผมกราบเรียนด้วยความเคารพ แล้วเรียนด้วยความรู้สึกจากใจจริง ๆ ว่าเราบังคับขืนใจหลายมาตราผมไม่ว่า ปิดปากผม หลายมาตราผมไม่ว่า แต่มาตรานี้ไม่พูดไม่ได้เพราะมาตรานี้เป็นมาตราที่เจ็บในหัวใจ ของประชาชนคนไทย ผมกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ที่ท่านจะลงมติ ในมาตรานี้ด้วยว่าได้กรุณารับผิดชอบต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นในบ้านในเมืองด้วย ขอบพระคุณครับ
ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย และผมกลับมาที่ท่านไพบูลย์ นิติตะวัน และท่านวันชัย สอนศิริ เชิญท่านสาทิตย์ครับ
ท่านผู้ทํา หน้าที่ประธานในที่ประชุม ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเป็นคนหนึ่งที่ได้แปรญัตติในมาตรา ๑๑ ของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยได้แปรญัตติให้มีการตัดมาตรานี้ออกทั้งมาตรา และได้ สงวนคําแปรญัตติเอาไว้เพื่ออภิปรายในรัฐสภาแห่งนี้ ความจริงแล้วผมเป็นคนที่ได้สงวน คําแปรญัตติเอาไว้ตั้งแต่มาตราต้น ๆ ครับ แต่ก็ถูกประธานคณะกรรมาธิการวินิจฉัยว่า ขัดหลักการ ซึ่งโดยส่วนตัวนั้นก็ไม่ยอมรับต่อการตัดสินใจดังว่า ในหลายมาตราที่ผ่านมา ผมเองนั้นไม่ได้ใช้สิทธิในการอภิปรายทั้งที่มีรายชื่ออยู่ในลําดับหลัง ๆ เนื่องจากมีการใช้ เสียงข้างมากฝ่าฝืนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญทั้งโดยเจตนารมณ์เองและในตัวรัฐธรรมนูญ ปิดปาก ตัดสิทธิ รอนสิทธิสมาชิกของรัฐสภาแห่งนี้ ทั้งที่นี้เป็นการพิจารณาร่างแก้ไข ซึ่งถือ เป็นกฎหมายสูงสุดในการรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชนทุกคนในประเทศนี้ ที่ผม ตัดสินใจในการที่จะแปรญัตติและสงวนคําแปรญัตติเอาไว้ในมาตรานี้ให้ตัดออกทั้งหมดนั้น เนื่องจากผมเห็นว่าเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่บัญญัติเอาไว้พิลึกพิลั่น มีวัตถุประสงค์ซ่อนเร้น มีความลุกลี้ลุกลนจนกระทั่งไม่คํานึงถึงรูปแบบของมติประเพณีที่เคยใช้กันมา แต่ที่ร้ายแรง ไปกว่านั้นก็คือมีวัตถุประสงค์เคลือบแฝงในทางการเมือง มาตรานี้ดูเผิน ๆ เป็นมาตราที่ เขียนเปิดทางเอาไว้สําหรับในกรณีที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญมีปัญหาแล้วทําให้บังคับใช้ ในเวลาที่ไม่ทันตามกําหนด แต่ความเป็นจริงแล้วมาตรานี้เป็นมาตราที่สะท้อนให้เห็น อย่างชัดเจนที่สุดถึงความพิลึกพิลั่นของการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ และสะท้อนให้เห็นชัดเจน ถึงความลุกลี้ลุกลนเอาแต่ได้ ใช้เสียงข้างมากลากไปโดยไม่คํานึงถึงความถูกต้อง ผมเรียน ท่านประธานเบื้องต้นสั้น ๆ เท่านั้นว่าความจริงการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้นั้น เมื่อเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และปี ๒๕๔๐ นั้นมีความแตกต่างกันอย่างเห็น ได้ชัด ที่ต้องยกตรงนี้ขึ้นมาก็เพราะว่าในคําอภิปรายของกระผมซึ่งจะขอให้มีการแปรญัตติ ตัดออกทั้งมาตรานั้นผมจะเปรียบเทียบให้เห็นว่าในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ นั้น เขียนเอาไว้อย่างไรในลักษณะที่คล้ายกัน แต่ที่ต่างกันก็เพราะว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น มาจากแนวความคิดการปฏิรูปการเมืองซึ่งเป็นไปทั้งสังคม มีการรณรงค์จนกระทั่งยอมรับ ในแนวทางของการปฏิรูปการเมืองและนํามาซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ประชาชน ให้ความคาดหวังเอาไว้ในยุคสมัยนั้น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาจากปัญหาทางการเมืองที่เกิด การทุจริตฉ้อฉลแล้วนําไปสู่การปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งไม่ว่าใครก็คงมีความเห็นที่ไม่เห็นด้วยกับ การดําเนินการเช่นที่ว่า แต่เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้วจําเป็นจะต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญนั้น ก็ได้มีการจัดตั้งเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา แล้วดําเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ปี ๒๕๕๐ โดยการนําเอาจุดอ่อนช่องว่างของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งนําไปสู่การทุจริต ฉ้อฉลที่ร้ายแรงที่สุดก็คือการทุจริตเชิงนโยบายและการแทรกแซงเข้าไปยังองค์กรอิสระ ซึ่งต้องตรวจสอบการใช้อํานาจทางการบริหารทั้งหลาย แต่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มาจากวัตถุประสงค์ทางการเมืองล้วน ๆ ที่ประสงค์ที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอํานาจในสังคมนี้ให้เป็นไปตามที่บุคคลบางคนต้องการ ท่านประธานคงจําได้ว่าก่อนหน้านี้มีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีการยกขึ้นมาเป็น สภาร่างรัฐธรรมนูญ แต่ถูกยับยั้งเอาไว้ด้วยความเห็นหรือคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หลังจากนั้นในวันที่ ๑๙ มีนาคม ปี ๒๕๕๖ ก็มีเสียงสไกป์ (Skype) สั่งการมาจากแดนไกล ไปยังพรรคการเมือง สั่งการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา เรื่องนี้เป็นเรื่อง ที่มีการปรากฏเป็นข่าวครึกโครม โดยผู้สั่งการดังกล่าวนั้นได้พูดจาเอาไว้ชัดเจนว่าถ้าแก้ไข ทั้งร่างก็อาจจะนําไปสู่การตีความเป็นอุปสรรคได้จึงมีการแก้ไข
ท่านสาทิตย์ครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านพิษณุครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม พิษณุ หัตถสงเคราะห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัด หนองบัวลําภู พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพ ผู้ที่กําลังอภิปรายอยู่ แต่ผมคิดว่าถ้าท่านอภิปรายแนวนี้มันจะทําให้การดําเนินงานวันนี้ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญลําบากขึ้น อยากจะให้ท่านเอาข้อเท็จจริง แล้วก็ที่ท่านแปรญัตติ เอาไว้นี้ท่านต้องการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร เพราะสิ่งที่ท่านพูดมา ๒-๓ ประโยคที่ท่าน เปิดมานี้มันเป็นการใส่ร้าย มันเป็นการขัดข้อบังคับ แล้วก็ไม่มีหลักฐานที่ว่าใครจะสไกป์ ไม่สไกป์ ไม่มีครับ เอามาจากหนังสือพิมพ์ แล้วก็บอกว่า เขากล่าวว่า อย่างนี้มันเป็นการใส่ร้ายกัน ผมคิดว่าท่านประธานช่วยดูข้อบังคับ ข้อ ๔๓ แล้วก็ข้อ ๕ ของท่านประธานเองด้วย ผมประท้วงทั้งท่านประธานและประท้วงท่านผู้อภิปราย อยากให้งานมันเดินได้ครับ ท่านประธาน ช่วยวินิจฉัยด้วยครับ
คุณครับ ผมขอวินิจฉัย นะครับ ท่านสาทิตย์ครับ พยายามที่จะเข้าสู่ประเด็นของท่านนะครับ
ขอบคุณครับ ความจริงแล้วในมือผมนี้ก็เป็นข่าวที่มาจากเว็บไซต์ (Web site) ของกรุงเทพธุรกิจซึ่งอ้างถึง การประชุมพรรคเพื่อไทย และมี พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ได้สไกป์เข้ามากว่า ๔๐ นาที มีการพูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าต้องแก้เป็นรายมาตรา แต่ผมยกตรงนี้ให้ท่านประธาน เห็นเท่านั้นเองว่าที่มาของการแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงมาโดยลักษณะเช่นนี้ แต่แนวความคิด ในการแก้รัฐธรรมนูญที่มาสู่มาตรานี้ มาตรา ๑๑ เป็นแนวความคิดที่มีการแก้เพื่อที่จะ เปลี่ยนแปลง
มีผู้ประท้วงครับ ท่านจ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้อง ประท้วงผู้อภิปราย ตามข้อ ๔๓ นําข้อความอันเป็นเท็จมาอภิปราย ใส่ร้าย เสียดสี และกล่าวถึงบุคคลภายนอกที่ไม่เป็นความจริง การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่มาของวุฒิสมาชิก รัฐสภานี้แก้โดยสภาไทย ไม่มีใครมาสั่งการได้ครับ แล้วพวกเรา กว่าจะแก้ได้เถียงกันไม่รู้กี่สิบวันสิบคืนแล้วครับ ที่พูดมาทั้งหมดเท็จ และกล่าวให้ร้าย พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร อย่างนี้ไม่ได้ครับท่านประธาน ท่านประธานต้องควบคุมนะครับ ขอบคุณครับ
ผมวินิจฉัยก่อนครับ ท่านจ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ครับ ให้ท่านสาทิตย์ได้อธิบายเพื่อประกอบการอภิปรายนิดหนึ่ง เถอะนะครับ ทนฟังหน่อย
(นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ท่านกุลเดชนั่งครับ ท่านสาทิตย์ ว่าต่อเลยครับ เชิญท่านสาทิตย์ครับ พยายามอยู่ในกรอบหน่อยนะครับ อย่าไปกล่าวถึง บุคคลที่สามเลยครับ
ผมก็ได้ยืนยัน ตามข่าวสารที่ปรากฏในช่วงเดือนมีนาคม ปี ๒๕๕๖ ซึ่งท่านประธานเป็นประธานวุฒิสภาอยู่ คงจะรับทราบว่าเป็นเหตุการณ์ภายหลังที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่อาจจะมีการยกร่างใหม่ ทั้งมาตรา ด้วยการเสนอสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นต้องถูกยับยั้งเอาไว้ ข่าวสารที่มีผู้สั่งการนั้น คงไปบิดเบือนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นไม่ได้ แต่ที่ผมจะโยงให้กับท่านประธานเห็นก็เพราะว่า หลังจากนั้นก็มีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นมาทั้งหมด ๓ ฉบับด้วยกัน ใน ๓ ฉบับนี้ มีฉบับที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่มาของสมาชิกวุฒิสภาคือฉบับนี้อยู่ด้วย แนวคิดในการแก้ไขที่มาของสมาชิกวุฒิสภานั้นเป็นแนวคิดซึ่งมีการอภิปรายกันเอาไว้ ค่อนข้างที่จะมากแล้วถึงชุดความคิดของความคิดในการแก้ไขที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ว่ามีความประสงค์ที่จะยึดกุมความได้เปรียบในทางด้านการเมืองด้วยการอิงอยู่กับ ฐานคะแนนนิยม ซึ่งหลักคิดเช่นนี้เป็นหลักคิดที่สวนทางโดยสิ้นเชิงกับแนวคิดที่เรียกว่า รัฐธรรมนูญนิยม ซึ่งจะต้องจัดลําดับความสัมพันธ์ที่ทําให้เกิดความสมดุลขึ้นและเป็น ประชาธิปไตย โดยแนวคิดของประเทศที่ยึดถือเอารัฐธรรมนูญนั้นเป็นหลัก ความคิด ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นควรจะเป็นความคิดซึ่งมุ่งประสงค์ที่จะต้องให้เกิดประโยชน์สูงสุด กับประชาชนมากกว่าที่เอื้อประโยชน์สูงสุดต่อการกุมอํานาจของฝ่ายบริหารและก้าวล่วง เข้ามาให้อํานาจนิติบัญญัตินั้นเกื้อหนุนต่อฝ่ายบริหารโดยปราศจากอํานาจในการตรวจสอบ วุฒิสภาเป็นองค์กรที่ต้องทําหน้าที่ทั้งกลั่นกรอง ตรวจสอบ ถอดถอน แต่งตั้งองค์กรอิสระ ทั้งหลายตามรัฐธรรมนูญ เป็นโครงสร้างที่มีมาแต่เดิมที่จัดลําดับความสัมพันธ์เอาไว้ถึง ที่มาของสมาชิกวุฒิสภานั้นอย่างสมดุลและเหมาะสมแล้ว แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข ในระยะเวลาที่กระชั้นชิดเพราะแผนที่วางเอาไว้เดิมนั้นต้องพังทลายลงไป ก็เกิดปัญหาว่า สมาชิกวุฒิสภาส่วนหนึ่งที่มาจากการเลือกตั้งนั้นจะหมดวาระลงในเดือนมีนาคม ปี ๒๕๕๗ เมื่อเป็นเช่นนั้น แผนการในการที่จะยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้กําหนดที่มาของสมาชิก วุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดโดยอ้างว่ายึดโยงกับประชาชนหรือมาจากการเลือกตั้ง แต่แท้จริงเป็นการอิงอํานาจฐานการเมืองแล้ว จึงติดขัดด้วยระยะเวลาของปัญหา เพราะจะไปเร่งกระบวนการทั้งหมดก็ยากครับ หนึ่งในกระบวนการที่ต้องทําให้การเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภาสําเร็จเป็นไปตามแผนก็คือจะต้องไปแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา เพราะกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นกฎหมายที่จะต้องเขียนถึงวิธีการในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาด้วย เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอํานาจใหม่หมดตามแผนการที่มีผู้บงการวางเอาไว้ จึงจําเป็นจะต้องมีการแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว แต่ด้วยระยะเวลา ที่กระชั้นชิดใกล้จะถึงเวลาที่จะมีการหมดวาระลงแล้ว หลักคิดต่อมาก็คือทําอย่างไร ให้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งฉบับนี้สําเร็จเสร็จสมตามแผนการ ที่วางเอาไว้ ด้วยวิธีการเช่นนี้จึงบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๑ ครับ ที่เขียนเอาไว้มีอยู่ ๓ วรรคนี้ว่า ให้กรรมการการเลือกตั้งเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. ภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ หมายความว่าถ้าผ่านกฎหมาย ฉบับนี้ประกาศใช้บังคับปุ๊บ ก็ให้กรรมการการเลือกตั้งเสนอกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ทันที วรรคสองบัญญัติว่าภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้บังคับ ให้รัฐสภาดําเนินการพิจารณาและให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งตามที่กรรมการการเลือกตั้งเสนอตามวรรคหนึ่ง แปลว่าบีบไว้เป็นเวลาเลย ว่าต้องทําให้เสร็จภายใน ๑๒๐ วัน ซึ่งความจริง ๑๒๐ วันก็เป็นเวลาที่ถือว่าเป็นการก้าวล่วง อํานาจในการวินิจฉัยของอํานาจนิติบัญญัติอยู่แล้ว โดยหลักของการร่างรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ควรจะมีการเร่งรัดหรือกําหนดเวลาในการวินิจฉัยเอาไว้ถึงขั้นเร่งรัดขนาดนี้ เขียนเอาไว้ ๑๒๐ วัน แปลว่าต้องทําให้เสร็จ แต่ที่ร้ายแรงไปกว่านั้นครับ ไปเขียนต่อว่าเมื่อครบกําหนด ระยะเวลาตามวรรคสอง คือครบ ๑๒๐ วัน หรือมีเหตุอื่นใด คําว่า เหตุอื่นใด ก็ซ่อนเงื่อน นะครับ เพื่อให้เสร็จสมตามกําหนดการแผนการของตัวเอง ผู้บงการที่วางไว้ เหตุอื่นใดอาจจะ เป็นการยื่นตีความต่อศาลรัฐธรรมนูญหรืออื่นใดก็แล้วแต่ เขียนไว้ต่อว่าทําให้รัฐสภา ไม่สามารถพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จ ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรนําร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว ที่สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบเสนอต่อนายกรัฐมนตรีนําขึ้นทูลเกล้าทูลฯ เพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย นัยนี้ก็เป็นนัยส่วนหนึ่งที่เพื่อนสมาชิกวุฒิสภา เมื่อสักครู่นี้ได้กล่าวถึงเอาไว้ว่าเป็นการบังควรหรือไม่ แต่การเขียนแบบนี้แปลว่า เป็นการเขียนรองรับแผนการที่เตรียมเอาไว้เดิมว่าจะอย่างไรก็ตามต้องถูลู่ถูกกังลากกันไป เอากฎหมายประกอบการเลือกตั้งกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้เสร็จตามเวลา ที่กําหนด เพราะแผนวางเอาไว้แล้วว่าจะต้องมีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาทั้ง ๒๐๐ คน อิงอํานาจทางการเมือง เปิดล็อกให้สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งในชุดนี้สามารถ ลงเลือกตั้งด้วยได้ ทั้งที่รัฐธรรมนูญฉบับเดิมนั้นมีเจตนารมณ์ชัดเจนว่าวุฒิสภาซึ่งมีอํานาจ ในการแต่งตั้งถอดถอนองค์กรอิสระและองค์กรอื่นนั้นจะต้องมีความเป็นอิสระและ ดํารงตําแหน่งเพียงวาระเดียว เพื่อป้องกันการสะสมอํานาจ สะสมบารมี เกาะกลุ่ม สามารถชี้ ได้ว่า กกต. ให้ใครเป็น ไม่ให้ใครเป็น ป.ป.ช. ใครเป็น ใครไม่ได้เป็น ถ้าเปิดให้เลือกติดตั้ง ต่อเนื่องกันยาวนาน อํานาจเช่นนี้ซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่มี แต่สมาชิกวุฒิสภามี เขาสามารถสะสมอํานาจบารมีได้ แปลว่าครอบงําได้ทั้งในส่วนองค์กรอิสระและองค์กรอื่น ๆ กลัวว่าระยะเวลาตามที่ต้องการเอาไว้จะเสร็จไม่ทันเพราะเปิดล็อกเอาไว้แล้ว จึงเขียนเวลา เร่งรัดของการออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. เอาไว้ ผลมันคืออะไรครับ ผลมันก็คือการทําลายหลักการของรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยเรื่องของ การตรากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญส่วนที่ ๖ การตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๙ มาตรา ๑๔๐ และมาตราอื่นที่เกี่ยวข้อง เพราะในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เขียนเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๘ ใน (๑) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภานั้นจะเขียนเอาไว้ว่า การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญให้กระทําเป็นสามวาระ ซึ่งอยู่ในมาตรา ๑๔๐ คือเริ่มตั้งแต่การออกเสียง ลงคะแนน วาระที่หนึ่งรับหลักการ วาระที่สองพิจารณาเรียงลําดับมาตรา แล้วก็จึงจะถึง การออกเสียงคะแนนในวาระที่สาม แปลว่าทําเหมือนกฎหมายทั่วไปครับ เสนอกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญเข้ามา สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา เสร็จแล้วเมื่อผ่านก็ไปสมาชิกวุฒิสภา วุฒิสภาให้ความเห็นชอบอย่างไรก็กลับมา แล้วก็เห็นไม่ตรงกันก็ไปตั้งกรรมาธิการร่วม ไม่มีใครรู้ครับว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งนี้จะยกร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ออกมาว่าอย่างไร แต่ท่านก็บังคับเขาว่าเขียน ๓๐ วัน มาถึงขั้นตอนรัฐสภาทั้ง ส.ส. ทั้ง ส.ว. ทั้งอาจจะมีสภาร่วมบังคับว่าให้เสร็จ ๑๒๐ วัน ถ้าเกิดการเขียนมีลักษณะของการเขียนที่เป็น ปัญหามีประเด็นให้ถกเถียง ไม่มีใครคาดเดาเวลาได้หรอกครับ แต่ท่านบังคับเอาไว้แล้ว บอกต้อง ๑๒๐ วัน แถมในวรรคสามบอก ๑๒๐ วันเสร็จไม่ทัน ก็มั่นใจว่าเสียงสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรของท่านซึ่งเป็นเสียงข้างมากผ่านได้ ก็เอาฉบับนั้นขึ้นทูลเกล้าฯ ไปเลย ในกรณีกฎหมายไม่มีความสมบูรณ์แล้วครับ มีปัญหาต้องตีความต้องอะไรต่าง ๆ มากมาย การเขียนบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๑ เช่นนี้จึงเป็นการทําลายหลักการในการร่างกฎหมาย โดยเฉพาะการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่บัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ฉบับที่เราใช้บังคับกันอยู่ ทําไมถึงขั้นเหิมเกริมอุกอาจกล้าทํากันขนาดนี้ เพราะมี แผนการใหญ่อย่างไรครับ คิดเอาไว้แล้ว ตั้งใจเอาไว้แล้ว เตรียมการเอาไว้แล้ว ว่าถ้าทําได้ดังใจเช่นนี้หนทางในการกินรวบประเทศไทยก็หวานคอนกรีต ผมถึงเรียน ท่านประธานว่าเหตุผลข้อแรกที่ผมต้องตัดออกเพราะเป็นการทําลายหลักการของ การตราพระราชบัญญัติรัฐธรรมนูญลงโดยสิ้นเชิง ผมถึงเรียนท่านประธานว่าเหตุผลข้อแรกที่ผมต้องตัดออกเพราะเป็นการทําลายหลักการของ การตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญลงโดยสิ้นเชิง ไม่คํานึงถึงความสมบูรณ์ ไม่คํานึงถึงหลักการที่เคยทํา ไม่คํานึงถึงอํานาจนิติบัญญัติ ซึ่งโดยหลักแล้วสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภานั้นเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยในการใช้อํานาจ นิติบัญญัติพิจารณาร่างกฎหมายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในรัฐสภา แต่เที่ยวนี้ไม่เอา เอาแผนการ เป็นใหญ่ เอาความประสงค์ของผู้บงการเป็นใหญ่ เขียนไปเลย กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ บอกว่าต้องทําให้เสร็จให้จงได้ในเวลาที่กําหนด เพราะถ้าทําไม่เสร็จตามกําหนดแล้ว เกิดสมาชิกวุฒิสภาหลายส่วนที่ผูกพันกันเอาไว้แล้ว เตรียมการเอาไว้แล้ว จะลงเลือกตั้ง ก็จะลงเลือกตั้งไม่ทัน นี่เป็นเหตุผลข้อที่ ๑ ครับ
เหตุผลข้อที่ ๒ ท่านประธานครับ ถามว่าการเขียนรัฐธรรมนูญลักษณะอย่างนี้ เคยเขียนไหม ผมเชื่อว่าประธานคณะกรรมาธิการชุดนี้จะลุกขึ้นมาตอบว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่เขียน ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็เขียนลักษณะเช่นนี้ไว้เช่นเดียวกัน ซึ่งผมจะยกให้ ท่านประธานเห็นว่าจริงครับ แต่บริบททางการเมืองต่างกัน และเรื่องนี้ถ้าเสียงข้างมากยืนยันว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เคยเขียน ก็จะเป็นคําถามย้อนกลับมาว่าหลายคนที่เคยบอกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นผลไม้พิษ อยากแก้ทั้งฉบับ วันนี้ยอมกลืนทั้งพิษเพื่อให้ตัวเองสมประโยชน์ครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มาตราที่มีการบัญญัติเอาไว้คือมาตรา ๒๙๕ มาตรา ๒๙๕ บัญญัติ อย่างไรครับ ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทําไมเป็นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพราะมันมาจาก การปฏิวัติอย่างไรครับ เมื่อปี ๒๕๔๙ แล้วก็มีการตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติขึ้นมาทําหน้าที่ แทนรัฐสภาในขณะนั้น ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. กับร่างพระราชบัญญัติอื่น ที่ได้รับจากกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กําหนดตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ หมายความว่าตอน สภานิติบัญญัติตอนนั้นมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับหนึ่ง เรียกว่า รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ ถ้ารังเกียจเดียดฉันท์กันนัก อย่างที่ต่อต้านปฏิวัติเป็นพิษอย่างนั้นอย่างนี้ อันนี้ครับที่เขามีขึ้นมาเพื่อรองรับในการจะต้อง มีการบริหารราชการแผ่นดิน ในภาษารัฐศาสตร์เรียกว่ามีองค์อธิปัตย์ นั่นเอง ในการกําหนดการบริหารโดยเฉพาะในเรื่องของนิติบัญญัติ บัญญัติบอกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตอนนั้นพิจารณากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง แล้วเขียนในวรรคสอง บอกว่า กรณีที่พ้นกําหนดเวลาตามวรรคหนึ่งแล้ว แต่สภานิติบัญญัติแห่งชาติยังพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวไม่แล้วเสร็จ ให้ประธานสภานิติบัญญัติ แห่งชาตินําร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่กรรมาธิการยกร่างจัดทําขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายภายใน ๗ วันเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย โดยถือเสมือนว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้ให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวแล้ว ถ้ากรรมาธิการชุดนี้ ให้เหตุผลตามนี้จะเป็นเรื่องที่ชี้ให้เห็นชัดเลยว่ากลืนน้ําลายตัวเอง ท่านปฏิเสธเรื่องอํานาจ คณะปฏิวัติ ด่าว่าคณะรัฐประหาร บอกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี้เป็นผลไม้พิษ แล้ววันนี้ ไปเขียนตามเขาทําไมล่ะครับ ถ้าบอกว่าเป็นพิษ หลักการนี้มันผิด ก็อย่าทําสิครับ ก็ให้อํานาจ ประชาชนเขาพิจารณา อย่าได้ลุกขึ้นมาตอบเชียวว่าผมก็ลอกเขามา ก็จะแปลว่าที่ด่า ผลไม้พิษนะมันละครการเมือง ด่าเอาใจพรรคพวก สร้างกระแส สร้างวาทกรรม แต่โดย ข้อเท็จจริงอะไรเป็นประโยชน์กับตัว เอา อะไรไม่เป็นประโยชน์กับตัวก็สร้างวาทกรรม แล้วก็นําไปสู่การดําเนินการให้เป็นไปตามแผนการของตัวเอง ผมถึงบอกมาตรานี้มันต้องตัดครับ แล้วความจริงมันรับไม่ได้ทั้งร่างอยู่แล้ว ผมไปค้นเจอเรื่องนี้แล้วผมก็อยากจะถามจริง ๆ ว่า หลักการเดียวกันใช่ไหมที่ยกร่างเข้ามา แต่ผมจะบอกว่าที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ต้องเขียนไว้ อย่างนี้มันมีบริบททางการเมืองสภาพการณ์ทางการเมืองที่ต่างกันกับสภาในยุคนี้ อย่างสิ้นเชิงครับ สภานิติบัญญัติแห่งชาติตามรัฐธรรมนูญที่บัญญัติเอาไว้ในมาตรานี้ งอกรากมาจากคณะปฏิวัติรัฐประหารครับ เขามีระยะเวลาที่แน่นอน แต่การยอมรับ ของต่างประเทศก็ดี การยอมรับในหลักการระบอบประชาธิปไตยก็ดี มันไม่มีครับ เพราะสภานิติบัญญัติแห่งชาตินั้นไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้นเวลาที่เขาทําจึงเร่งรัด เพราะประชาชนเรียกร้องต้องการประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ที่มาจากการเลือกตั้ง ของพี่น้องประชาชนเขาจึงบัญญัติรองรับเอาไว้เพื่อบังคับให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ไม่ถ่วงระยะเวลายาวนานออกไป เพราะที่มาของคุณไม่ได้เป็นที่มาจากการเลือกตั้ง ของพี่น้องประชาชน แต่สภานี้ไม่ใช่ครับ เราต่างมาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งสิ้น ทําไมจึงมาจํากัดอํานาจประชาชนผ่าน ส.ส. ผ่าน ส.ว. ต้องกําหนดระยะเวลาให้เสร็จ ถ้าไม่เสร็จผมก็ลอกตามรัฐธรรมนูญที่ท่านโจมตีเขาว่าเป็นผลไม้พิษเพื่อให้ตัวเอง สมประโยชน์ครับ บริบททางการเมือง สภาพการณ์ทางการเมืองแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ความยอมรับต่างกัน ที่มาต่างกัน หลักการต่างกัน แต่ทําไมเวลาตัวเองอยากได้ประโยชน์ ไปลอกเขามา นี่คือ ๒ มาตรฐานอย่างชัดเจนเพื่อหวังที่จะประโยชน์ของตนเอง ก็เลยทําทุกอย่างได้ เพราะตัวเองสมประโยชน์ตามแผนการที่วางไว้ ผมถึงบอก มันพิลึกพิลั่นอย่างไรครับ เพราะเตรียมการกันเอาไว้แล้ว รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๕ ที่ท่านลอกหลักการเดียวกันเอามาใช้กับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงเป็นหลักการ ที่ใช้ไม่ได้โดยสิ้นเชิง เพราะสภาพการณ์ทางการเมืองนั้นแตกต่างกัน อํานาจที่มา ก็แตกต่างกัน ผมยังเห็นด้วยซ้ําไปว่าหลักการนี้ที่เขียนไว้นี่จะขัดหลักของรัฐธรรมนูญ เพราะหลักรัฐธรรมนูญอํานาจนิติบัญญัตินั้นมาจากตัวแทนของประชาชนที่เป็นตัวแทน ปวงชนชาวไทยตามหลักการของรัฐธรรมนูญ แต่ท่านจํากัดด้วยเวลาและรัฐธรรมนูญ ที่เขียนแบบนี้ไม่ควรจะเป็นรัฐธรรมนูญที่บังคับใช้ได้ เพราะจํากัดอํานาจวินิจฉัยและจํากัด อํานาจประชาชน ย้อนกลับไปอีกท่านประธานครับ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๔๐ นี่ก็ต่างกันอีกครับ มาตรา ๓๒๓ ของรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๔๐ บัญญัติเอาไว้ใกล้เคียงกันครับ ตอนนั้นเรายังไม่มีคณะกรรมการการเลือกตั้งนะครับ เพิ่งจะมีในยุคที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีการเริ่มต้นกันเอาไว้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. แล้ว ส.ว. ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาตรา ๓๒๓ นั้นก็บัญญัติเอาไว้เช่นเดียวกันครับว่า ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่ง ซึ่งรวมถึงพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาด้วย ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ในกรณีที่ พ้นกําหนดเวลาดังกล่าว แต่การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ตามวรรคหนึ่งยังไม่แล้วเสร็จทุกฉบับให้สมาชิกภาพของสมาชิสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง พร้อมกันทั้งหมด และห้ามมิให้มีการดําเนินการเลือกตั้งทั่วไปตามรัฐธรรมนูญนี้จนกว่าจะมี การให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่งแล้วเสร็จ ทุกฉบับ เพียงแต่เขียนเอาไว้ว่าอาจจะมีกรณีที่เป็นไปตามมาตรา ๓๒๔ ก็ให้วุฒิสภาทําหน้าที่ รัฐสภาในการดําเนินการเสนอและพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว ให้แล้วเสร็จภายในเวลา ๙๐ วัน ประเด็นที่ผมจะชี้ให้เห็นก็คือว่าถ้าคณะกรรมาธิการชุดนี้ หรือผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญคณะนี้ไปลอกหลักการนี้มาก็ผิดอีกครับ ผิดเพราะว่า สภาพการทางการเมืองก็ต่างกันอีก ในครั้งนั้นสภาร่างรัฐธรรมนูญมาจากการขับเคลื่อน เรื่องการปฏิรูปการเมือง มีหลักการอยู่ว่าคนออกแบบระบบการเมืองไม่ควรจะเป็น นักการเมือง จึงมีการแยกสภาร่างรัฐธรรมนูญออกไปต่างหากครับ มีการเลือกกันด้วย ผมเข้าใจว่าหลายคนก็คงจะเป็น ส.ส.ร. ในชุดนั้นท่านก็เข้าใจหลักการข้อนี้ดี กังวลกันด้วยซ้ํา ไปว่าเสียง ส.ส. ส.ว. ในสภานั้นจะไม่เห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนฉบับนั้น ถึงขั้นมีวาทกรรมว่าถ้ารับรองรัฐธรรมนูญกินขี้หมาดีกว่า ถ้าท่านประธานจําได้ แต่ในที่สุดก็มี กระบวนการขับเคลื่อนร่างรัฐธรรมนูญของสภาร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนั้นให้มีการยอมรับกัน อย่างกว้างขวาง มีกระบวนการธงเขียวเกิดขึ้นในขณะนั้นเพราะเขาไม่ไว้ใจนักการเมือง ก่อนหน้านั้นมีการเรียกคณะรัฐบาลที่ถูกปฏิวัติว่าเป็นบุฟเฟต์ คาบิเนท (Buffet cabinet) มีการทุจริตคอร์รัปชันกันอย่างเอิกเกริกและเป็นที่รับรู้ทั่วกัน ร่างรัฐธรรมนูญที่มาจาก สภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จึงเขียนตรงนี้เอาไว้ และท่านประธานจะเห็นว่าถ้าพิจารณา ไม่เสร็จก็ให้ยุบสภาผู้แทนราษฎรเสียเลยเป็นการบังคับกติกาใหม่ที่มาจาก สภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเลือกตั้งโดยประชาชน ซึ่งอํานาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญ เป็นอํานาจของประชาชนอยู่แล้ว ซึ่งเขียนเอาไว้ครับ มันคนละเรื่อง คนละบริบท คนละยุค คนละสมัย คนละเหตุผล คนละที่มากับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่เราพิจารณาอยู่โดยสิ้นเชิง รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑ มาตรานี้จึงเป็นมาตราที่ไม่อาจอ้างอิงหลักการใด ไม่ว่าจะเป็น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผลไม้พิษที่ท่านกล่าวหาตลอด แล้วท่านวันนี้ยืมเขามาใช้โดยสิ้นเชิง หรือจะอ้างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็อ้างไม่ได้เพราะมันต่างกันโดยสิ้นเชิง มันไม่มีเหตุผลอื่น ท่านประธานครับ นอกจากมาเป็นการจํากัดตัดทอนอํานาจของตัวแทนประชาชนในสภาแห่งนี้ เพื่อให้ตัวเองบรรลุแผนการที่ผู้บงการวางเอาไว้ แล้วก็มีคนดําเนินการทําตามในทุกประการ ก็จะลากกันไปครับ ผมอภิปรายชี้ให้เห็น ผมก็ยังหวังจะมีคําตอบจากท่านประธาน คณะกรรมาธิการชุดนี้ ซึ่งก็คงเป็นคําตอบที่เหมือนกับเล่นละครฉากหนึ่งนะครับ เพราะสุดท้ายพอไปสักพักหนึ่งก็จะมีคนลุกขึ้นเสนอเปิด ลุกขึ้นเสนอปิด หัวเราะกันไปแล้วก็ ลงมติกันไปก็คิดว่าประชาชนคงจะไม่รู้เรื่องอะไร ก็อย่าลืมละครับ อํานาจใดที่มันใช้ อย่างอยุติธรรมมันต้องมีคนไม่เห็นด้วยแล้วก็ต้องลุกขึ้นต่อต้าน อย่าคิดว่าประชาชน เขาตามไม่ทัน แล้วเสียงข้างมากตรงนี้จะทําอะไรก็ได้ครับ ที่มีปัญหากันมาตลอดระยะเวลา ๑๐ กว่าวันท่านประธานครับ ผมยังไม่เคยลุกขึ้นพูดแม้แต่มาตราเดียวนะครับ แต่อยู่ด้วย ตลอด ๑๐ กว่าครั้งของการประชุมรัฐสภาพิจารณารัฐธรรมนูญมันเปลือยตัวตนที่แท้จริงของ หลายคนนะครับ แต่ที่สําคัญมันเปลือยตัวตนที่แท้จริงของความคิดเผด็จการภายใต้เสื้อคลุม ประชาธิปไตย ถ้าถูลู่ถูกังกันไปในสภานี้ก็ไม่เป็นไรครับ แต่เตรียมการรับการตอบกลับ ของพลังของประชาชนก็แล้วกัน ถึงเวลานั้นแล้วก็เตรียมการรับกันไว้ให้ดี แล้วมันจะเป็นจุดที่ มีการเปลี่ยนแปลงกันอย่างยิ่งใหญ่ อย่าคิดนะครับว่าดูถูกพลังของพี่น้องประชาชนได้ แล้ว ตัวเองจะเอาคนเพียงไม่กี่ยิบมือทําตามจอมบงการแล้วคิดจะกินรวบประเทศไทย ผมคนหนึ่ง นะครับที่จะต้องลุกขึ้นต่อต้านแล้วก็สู้กันอย่างถึงที่สุด ผมจึงแปรญัตติให้ตัดมาตรานี้ออก ทั้งฉบับครับท่านประธาน
ผมจัดลําดับนะครับ ต่อไป ท่านไพบูลย์ นิติตะวัน ท่านวันชัย สอนศิริ กลับไปที่ดอกเตอร์ประกอบ จิรกิติ แล้วก็มาที่ ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช นะครับ เชิญครับ
เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมก็ต้องขออนุญาตเรียนท่านประธานไว้ในขณะนี้เลยว่า สําหรับมาตรา ๑๑ นั้น ผมจะไม่พูดถึงท่านประธานโดยส่วนตัวแล้ว เพราะวันนี้พูดมาก พอแล้วนะครับ ท่านจะได้สบายใจขึ้นนิดหนึ่ง ต่อไปผมขออนุญาตอภิปรายในมาตรา ๑๑ ซึ่งผมได้แปรญัตติโดยขอให้ตัดมาตรานั้นออกทั้งมาตรา ท่านประธานครับ มาตราดังกล่าวนั้น เหตุผลที่ผมต้องแปรญัตติเพื่อจะตัดทั้งมาตราออกก็ด้วยเหตุเห็นว่าการร่างมาตราฉบับนี้ เพื่อที่ให้มีการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาเป็นกระบวนการที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเพื่อนสมาชิกก็ได้มีการกล่าวไปบ้างแล้วพอสมควร การขัดกันนั้น ไม่ว่าจะไม่เป็นดําเนินการตามกระบวนการรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๐ ในส่วนของ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญซึ่งจะต้องมีขั้นมีตอนบัญญัติไว้ อย่างชัดเจน แต่เหตุผลที่มาตรา ๑๑ ผู้เสนอญัตติแล้วก็ผ่านความเห็นชอบของ คณะกรรมาธิการมานั้นได้กําหนดไว้ดังที่ปรากฏเป็น ๓ วรรคนั้นก็ชัดเจนครับ เป็นเจตนาที่จะให้เมื่อร่างแก้ไขได้ผ่านการพิจารณาเรียบร้อยแล้ว ก็อยากให้กฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นสามารถที่จะรองรับได้โดยเวลาที่รวบรัด ก็จึงมีการเขียนให้ตัดตอน ดังซึ่งปรากฏมาตลอดทั้งฉบับในการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่มาตรา ๑ ถึงมาตรา ๑๓ จะพบไม่ว่าจะเขียนอาจจะมีคําผิด มีเขียนประเด็นซ้ํา มีเขียนเรื่องราว ที่พันกันไปพันกันมา ขัดโน่นขัดนี่อยู่ตลอดทั้งฉบับ มาตรา ๑๑ ก็เช่นเดียวกันครับ ท่านประธาน ดังนั้นในส่วนที่ผมมองแล้วว่าเป็นประเด็นนอกจากเรื่องกระบวนการ ที่ไม่เป็นไปตามมาตรา ๑๔๐ แล้ว ในส่วนอีกอันหนึ่งก็คงจะเป็นเจตนาของมาตรา ๑๑ ที่บัญญัติไว้ ก็คือหลีกเลี่ยงในกระบวนการที่จะนําไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อจะต้องวินิจฉัย ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญก่อนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๑ ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๑ นั้นก็บัญญัติไว้เป็นที่เรียบร้อยว่า ก่อนที่จะนําขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยจะต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลจะต้องกระทําให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับตั้งแต่วันที่รับเรื่อง ในมาตรา ๑๔๑ นั้น ได้ให้อํานาจของคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไว้ ถ้ามีข้อความที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ให้ข้อความที่ขัดหรือแย้งนั้นเป็นอันตกไป และที่สําคัญก็คือในกรณีที่ถ้าวินิจฉัยเรื่อง การตราขึ้นไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแล้วก็จะทําให้ร่างดังกล่าวต้องตกไปด้วย นะครับ สิ่งนี้เป็นปัญหาจึงทําให้ท่านผู้เสนอญัตติและรวมทั้งคณะกรรมาธิการที่พิจารณา จึงให้มีมาตรา ๑๑ ขึ้น แต่จากการที่ผมศึกษาแล้ว แล้วก็เห็นว่าแม้นทางกรรมาธิการ จะเห็นชอบ แม้นผ่านผู้เสนอร่างมาแล้วก็ตาม แต่ในส่วนท้าย ถ้าอย่างไรก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในการที่จะต้องเขียนว่า ให้นําความในมาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยมาใช้บังคับโดยอนุโลม ท่านประธานครับ การที่บัญญัติไว้อย่างนี้ ก็ย่อมหมายความว่าเมื่อร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญซึ่งท่านแก้ไขไว้เรียบร้อย ท่านเขียนแบบเป็นทางลัดตลอด เพื่อเร่งรัดให้ทัน กลัวที่สุดก็คือที่วุฒิสภาท่านจึงเขียนไว้อย่างนี้ เพราะถ้าไปที่วุฒิสภาผมเชื่อว่า ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ผมไม่พูดถึงท่านประธานนะครับ ผมพูดท่านประธาน คณะกรรมาธิการ ท่านประธานคณะกรรมาธิการก็คงจะรู้แล้วว่าวุฒิสภาในขณะนี้ซึ่งมี ส.ว. อยู่ทั้ง ๒ ระบบ มีดุลยภาพในวุฒิสภา มีขั้นมีตอนในการกลั่นกรองกฎหมาย มีการกลั่นกรอง ก็อาจจะไปพบกับประเด็นที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหลาย ๆ ประการของท่าน แล้วก็จะทําให้ ร่างแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่นําเสนอตามมาตรา ๑๑ นั้นมีปัญหา ก็จึงพยายามเขียนลัดขั้นตอน แต่อย่างไรก็ตามเมื่อท่านเขียนไว้ในตอนท้ายว่าต้องตาม มาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม ก็มีผลอย่างนี้ครับ เมื่อใช้โดยอนุโลม ก็จะไปโดนในส่วนที่ ๘ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในส่วนที่ ๘ เรื่องการควบคุมการ ตรากฎหมายที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๕๔ ครับท่านประธาน ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๔ นั้นเป็นการบัญญัติไว้ร่วมกันกับการใช้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ ซึ่งท่านใช้อนุโลม ถ้าท่านใช้โดยอนุโลมแล้วก็จะมาตกอยู่ภายใต้บังคับ ของบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๕๔ ซึ่งมาตรา ๑๕๔ นั้นท่านประธาน เมื่อสัปดาห์ ที่แล้วเพิ่งดําเนินการใช้สิทธิในมาตรา ๑๕๔ นั้น ทําตามอํานาจหน้าที่ได้ยื่น ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ ๒๕๕๗ ไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นผมศึกษาเรื่องนี้มาโดยเฉพาะ ท่านประธาน ผมดูแล้วว่าหากท่านเขียนในมาตรา ๑๑ โดยใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ โดยอนุโลมนั้นก็มาตกอยู่ภายใต้บังคับนี้ ดังนั้นผมยังสบายใจครับว่าร่างประกอบรัฐธรรมนูญที่ท่านร่างขึ้นมานั้น ถ้าในส่วนผมเห็นว่า มีข้อความใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือตราขึ้นโดยไม่เป็นไปตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญ ผมยังใช้สิทธิตามมาตรา ๑๕๔ โดย ส.ส. ในมาตรา ๑๕๔ (๑) บัญญัติไว้ครับ เพื่อให้ประชาชนได้รับฟังไปด้วย คือบัญญัติว่าก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนําขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อให้พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยตามมาตรา ๑๕๐ นั้น หากสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภารวมกันมีจํานวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา ถ้าเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติ ดังกล่าวมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญนี้ ให้เสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา หรือประธานรัฐสภาแล้วแต่กรณี แล้วให้ประธานแห่งสภาที่ได้รับความเห็นดังกล่าว ส่งความเห็นนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยและแจ้งให้นายกรัฐมนตรีโดยไม่ชักช้า นี่เป็นความในมาตรา ๑๕๔ ผมก็ยังรู้สึกดีขึ้น แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามครับ ผมก็ยิ่งรู้สึกดีขึ้นไป อีกนะครับ เมื่อผมได้ดูรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ที่ท่านได้ยื่นเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านอาศัยอํานาจตามมาตรา ๒๙๑ ซึ่งก็บัญญัติไว้ (๗) เช่นเดียวกันครับท่านประธาน ใน (๗) ของมาตรา ๒๙๑ ในตอนท้าย (๗) บัญญัติว่า เมื่อการลงมติได้เป็นไปตามที่กล่าวแล้ว ให้นําร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย และให้นําบทบัญญัติมาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ มาบังคับใช้โดยอนุโลม ซึ่งเหมือนกัน เหมือนกับที่ผมเรียนเมื่อสักครู่นี้ ดังนั้นถ้าเมื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ท่านคณะกรรมาธิการ ให้ความเห็นชอบ แล้วที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบครบแล้ว ส่งต่อไปตามกระบวนการนั้น ผมก็ยังจะมีช่องใช้สิทธินี้ ดังนั้นท่านประธานครับ เพื่อไม่ให้รบกวนเวลาของเพื่อนสมาชิก รวมทั้งท่านประธานด้วย ผมคิดว่าในมาตรา ๑๑ นี้ผมคงจะมีประเด็นหลัก ๆ ที่นําเสนอ ต่อท่านประธานคณะกรรมาธิการแล้ว รวมทั้งผมเล่าให้ฟังถึงเหตุผลที่ผมจึงไม่สามารถที่จะ เห็นด้วยกับการที่ท่านร่างมาตรา ๑๑ ขึ้นมา จึงเสนอให้ตัดมาตรา ๑๑ ออกทั้งหมด ท่านประธานครับ สุดท้ายครับ มาตรา ๑๑ ขอบคุณมากครับ ท่าน ส.ส. จังหวัดอุดรธานี ตกลงว่าเมื่อสักครู่ถ้าผมพูดมาตรา ๒๑ ก็เปลี่ยนเป็น มาตรา ๑๑ นะครับ สุดท้าย ท่านประธานครับ เมื่อวานนี้ผมอภิปรายไปรู้สึกท่านประธานได้ฟังด้วย บอกว่าถ้าวุฒิสภา เราเปลี่ยนที่มาของ ส.ว. ให้เป็นเหมือนที่มาของ ส.ส. ก็จะกลายเป็นว่าเหมือนกับ ส.ส. ท่านอาจจะเห็นว่าในวุฒิสภาเราอาจจะมี ส.ว. ในที่ประชุมวุฒิสภา ซึ่ง ส.ว. คนนั้นอาจจะเอา รองเท้าขึ้นมาวางบนโต๊ะเหมือนกับ ส.ส. คนหนึ่งที่ทําในสภาผู้แทนราษฎร เดี๋ยวผมจบแล้วครับ ท่านประธาน ปรากฏว่าประชาชนที่บ้านเขาถาม แล้วใครครับ ผมเลยต้องเรียนท่านประธาน ว่าก็คือจ่าประสิทธิ์นั่นละครับ ขอบคุณครับ
เอาอย่างนี้ ท่านถอนคําพูด ท่านอย่าไปแขวะเขานะครับ
นั่นมันถอนตรงไหน ท่านประธาน ไม่ท่านประธาน เดี๋ยวต้องถามเขาก่อนว่าจริงหรือเปล่าที่เขาเอารองเท้าขึ้น
ท่านอย่าไปพูดนั่นเลย
(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านประสิทธิ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้อง ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงทําให้ผมเสียหาย ความจริงแล้วผมนั่งฟังด้วยความตั้งใจ ถึงแม้ว่า การอภิปรายนอกประเด็นมากผมก็ทนฟัง เพียงแต่ว่าผู้อภิปรายเป็น ส.ว. สรรหา ไม่มีเรื่อง ที่จะพูดแล้วมาพูดเรื่องผมนี่มันไม่ใช่ ถ้าผมทําเสียหายผมไม่ว่า ผมยอมรับผมลูกผู้ชาย แล้วทีคนอื่นมันทุ่มเก้าอี้ ที่มันลากคอกระทืบตํารวจ ต่อยตํารวจตรงนั้นมันเป็นอย่างไร
ไม่ต้อง ๆ ครับ พอแล้วครับ พอแล้วพอ ไม่เอาครับ ท่านไพบูลย์ท่านอย่านั่นเลย
ไม่ ผมก็จบแล้วนะครับ
เขาจบแล้วจ่าประสิทธิ์ นั่งเถอะครับ นั่งเถอะ ๆ
จะให้ผมใช้สิทธิพาดพิง หรือเปล่า
ไม่ได้เกี่ยวครับ ไม่ได้ เกี่ยวกับท่าน มันเกี่ยว ๒ คนครับ เดี๋ยวจ่าประสิทธิ์เอาให้จบสักที เอาให้จบก่อน
และที่สําคัญที่สุดในวันนั้นผมก็อธิบายต่อที่ประชุมแล้วว่าผมยกมาก็ไม่ได้ยกไปว่ากล่าวใคร หรือให้ใคร ผมยกมาดูเฉย ๆ ขอบคุณครับ
เดี๋ยวอย่าเพิ่ง เดี๋ยวเอา ท่านไพบูลย์ชี้แจงก่อนครับ เชิญ
เดี๋ยวผมต้องชี้แจงครับ ท่านประธาน เมื่อสักครู่ที่ผมพูดมันผิดตรงไหนครับ ท่านประธานขออนุญาตครับ ผมชี้แจง ก็แล้วกัน ท่านประธาน เมื่อสักครู่ผมบอกว่าจะมี ส.ว. เอารองเท้าขึ้นมาวางบนโต๊ะ ในที่ประชุมวุฒิสภา เหมือนมี ส.ส. คนหนึ่งเอารองเท้ามาวางบนโต๊ะในที่ประชุม สภาผู้แทนราษฎร ผมพูดผิดตรงไหนล่ะ แล้วก็คนนั้นคือจ่าประสิทธิ์ คําถามที่มีปัญหาก็คือว่า จ่าประสิทธิ์เอารองเท้ามาวางบนโต๊ะจริงหรือเปล่า ถ้าใช่มันก็จบครับ ผมไม่ได้เห็นพูดอะไร ไม่ได้ว่าใคร
ท่านไพบูลย์ครับ ท่านกําลัง จะจบสวยแล้วนะครับ ท่านอย่าไปเอ่ยชื่อเลย ใครจะวางก็ช่างเขาเถอะครับ ท่านอย่าไป เอ่ยชื่อ ไม่อย่างนั้นผมก็ต้องให้จ่าประสิทธิ์เขาอีก เดี๋ยวทางนี้อย่าเพิ่ง เอาคู่โน้นก่อนครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา สิ่งที่เขาพูดเมื่อกี้ ไม่ได้เป็นความจริง ผมก็ไม่ได้มาวางบนโต๊ะ ผมยกขึ้นมาดูของผม แล้วก็ไม่ได้เกี่ยวกับใครเลย นะครับ เพียงแต่ว่าภาพข่าวมันจับเอาแว๊บเดียวเท่านั้น ถ้ารู้อย่างนี้ยัดใส่ปากตาคนนี้ให้มันจบ ไปเลยวันนั้น
เอาอย่างนี้ วันนั้นท่านไม่ได้ ยกขึ้นมาบนโต๊ะ แต่มันเห็นภาพอย่างนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นหยุดเถอะครับ พอแล้ว หยุดนะ ท่านไพบูลย์ครับ ท่านพอแล้วครับ ท่านนั่งลง พอแล้วครับ
โอเคครับ เรียบร้อย นะครับ
เรียบร้อยแล้วครับ ขอบคุณมาก
ผมนั่งแล้วนะครับ ท่านประธานวันนี้ผมไม่ได้พาดพิงอะไรถึงท่านประธาน ขอบคุณครับ
ไม่ว่าครับ ท่านกุลเดชครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม กุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด อุทัยธานี พรรคประชาธิปัตย์นะครับ ท่านจะประท้วงใคร ผมขอประท้วงท่านประธาน ก่อนเลยครับที่อนุญาตให้นายประสิทธิ์ขึ้นมาพูดจาเลอะเทอะแล้วก็ไม่ยอมถอน เป็นการเถียง ข้าง ๆ คู ๆ แล้วประกอบกับพาดพิงคนอื่น ผมนั่งทานข้าวอยู่ ไม่เข้าคงไม่ได้ จะมาพูดว่า บีบคอตํารวจ รู้ก็รู้ครับ ดูก็เห็น ดูวิดีโอก็รู้ว่ามันเป็นการผลักออกไปเฉย ๆ เพียงแต่ว่าเอาไปตัด เป็นภาพนิ่งมันก็เหมือนผมค้ําคอตํารวจ อธิบายในสภานี้ก็อธิบายแล้วว่ามาเหยียบตาปลาผม ทําไมล่ะครับ สมองรับความเข้าใจมันไม่มีเลยหรืออย่างไร หรือเชื้อรามันกินหมดกะบาลเสียนี่
เอาละครับ ผมเข้าใจว่า ท่านชี้แจง
ขอบคุณครับท่านประธาน ขอให้ถอนคําพูดด้วยครับ
เอาอย่างนี้ท่านจ่าประสิทธิ์ ขอร้องนะครับ เพราะวันนั้นท่านกุลเดชบอกแล้วว่าเหยียบตาปลาเขา ต้องเข้าใจ พอแล้ว พอครับพอ
ไม่ ๆ เขาว่าผม ผมยังไม่ได้พูดอะไรเลยนะครับท่านประธาน
ไม่ ๆ หยุดได้แล้ว
จะหยุดอย่างไรท่านประธาน ผมยังไม่ได้พูด ผมไม่ได้ว่าเขา เขาพูด
ให้คุณยุคลดีกว่า คุณยุคลบ้าง พอแล้ว ๆ ท่านกุลเดช ท่านอย่าพาดพิงอีกนะ ผมไม่อนุญาตแล้วนะครับ เชิญครับ
ผมจะ ไม่พยายามพาดพิงเขาหรอกนะครับ เพราะว่ามันเสียเวลา ไร้สาระนะครับ แต่ว่าต้องพูด ข้อเท็จจริงครับ ในสภานี้คุณต้องพูดข้อเท็จจริง แล้วก็อย่าเที่ยวฟาดงวงฟาดงา การประชุม มันก็เป็นไปไม่ได้หรอกครับ มันเดินไม่ได้ เสียเวลากับตรงนี้ ท่านก็บอกแล้วประท้วงกัน ๔๐ กว่าชั่วโมง ผมอยากให้เก็บรายละเอียดอีกนิดว่าจ่าประสิทธิ์ประท้วงไปกี่ชั่วโมง คนเดียวนี่นะครับ แล้วกรณีที่พูดว่าเอารองเท้าไปยัดปากคนอื่น ผมว่าพูดไม่ได้ครับ ต้องถอนครับ ในสภานี้จะมาทําที่เอารองเท้ายัดปากคนโน้นคนนี้ไม่ได้หรอกครับ ผมว่ารองเท้าหลายคู่จะไปยัดปากจ่าประสิทธิ์อีกนะครับ
คืออย่างนี้ครับ ถ้าคน ปากกว้างไม่ต้องเอาเท้าไปยัด พอแล้วเลิกพูดเถอะครับ เพราะรองเท้ามันเข้าปากไม่ได้ อยู่แล้ว สิ่งที่พูดไม่ได้อย่าไปพูดนะ จ่าประสิทธิ์พอ นั่งเถอะครับ เดี๋ยวให้คุณยุคลอีกที ไม่เอานะครับ ให้ยุคล
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดจันทบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้ยินท่านสมาชิกคนหนึ่ง ที่ลุกขึ้นประท้วงแล้วพูดทําให้ผมและพี่น้องที่อยู่ทางบ้านไม่สบายใจเลย นอกจากเด็ก ๆ ลูก ๆ หลาน ๆ ที่ฟังแล้วรู้สึกว่าผิดหวังมาก โดยเฉพาะพี่น้องจังหวัดสุรินทร์ บอกว่าขอให้ จ่าประสิทธิ์ที่เขาเลือกมา ช่วยถอนคําพูดคําว่า ยัดรองเท้าใส่ปากไอ้ตาคนนั้น พูดได้อย่างไร วันนี้ผมต้องขอร้องจ่าประสิทธิ์ว่าต้องถอนเพื่อสภาเรา ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ไม่ให้ตกต่ํามากกว่านี้ ครับท่านประธาน
ขอบคุณมากครับ ท่านอภิชาติไม่ต้องครับ จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ เดี๋ยว ท่านอภิชาติอีกคนครับ เดี๋ยวชาว เพชรบุรีจะว่าผมว่าไม่ให้พูด เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม อภิชาติ สุภาแพ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดเพชรบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นเลย กับคําพูดแบบนี้ ในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ถึงแม้จะมีบทเฮี้ยวอะไรกันบ้าง ทะเลาะกันบ้าง แต่ท่านปล่อยให้ จ่าสิบตํารวจประสิทธิ์พูดจาถึงขนาดนี้หรือครับ ถึงขนาดว่าจะเอารองเท้า ยัดปากใคร แบบจ่าสิบตํารวจประสิทธิ์หรือครับจะเอารองเท้าไปยัดปากใคร จริง ๆ แล้ว จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ นามสกุล ไชยศรีษะ ควรจะเอาลูกปืนยัดไชยศรีษะมากกว่าครับ ต้องถอนครับ
นั่งลงครับ นั่งลงได้แล้ว ๆ ผมจะวินิจฉัยนะครับ จ่าสิบตํารวจประสิทธิ์ครับ ด้วยความเคารพนะครับ เดี๋ยวชาวสุรินทร์ เขาจะว่าผมอีก รองเท้าเข้าปากไม่ได้อยู่แล้ว ท่านกรุณาถอนคําพูดด้วยครับ ถอนเถอะ นะครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ประเด็นเมื่อสักครู่นี้ เป็นประเด็นที่ผู้อภิปรายฝั่งโน้นพาดพิงถึงผม เอ่ยชื่อผม เสร็จแล้วผมก็ลุกขึ้นชี้แจงเขาก็ยังพูด อยู่เหมือนเดิม ผมก็เลยยกตัวอย่างว่าถ้าอย่างนี้ผมเอาอย่างนี้ยัดอย่างนี้ ไม่เกี่ยวกับทางโน้น แต่ประเด็นทางโน้นลุกขึ้นมาประท้วง ถ้าประท้วงเป็นเรื่องที่ไม่เสียหายไม่มีปัญหา แต่ประท้วงลุกขึ้นมากล่าวหาว่าผมไอ้ขี้กลากขึ้นหัว อันที่ ๒ จะเอาลูกปืนยัดหัวผม ถ้าท่าน แน่จริงท่านมายัดเถอะครับ ผมตายครั้งเดียวเท่านั้นละครับ ผมกลัว ผมไม่กล้ากับท่านหรอก จริง ๆ ผมไม่ใช่นักเลง จริง ๆ นะ ผมไม่ใช่นักเลง ถ้าท่านยิงหัวผม
พอแล้วครับ
ถ้าท่านยิงผม ๆ ก็ตายเท่านั้นเอง ตายครั้งเดียวด้วย
พอแล้วท่านประสิทธิ์ครับ
แต่ใจให้ถึงหน่อยนะครับ ขอบคุณครับ
ท่านพายัพมีอะไรครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมจําเป็นต้องประท้วงท่านก็แล้วกันนะครับ เพราะว่า ท่านถูกประท้วงมาเยอะ ก็ให้ผมประท้วงท่านต่อก็แล้วกัน เพราะว่าประท้วงเพื่อนสมาชิกอื่น ก็จะมีเรื่องมีราวไปกันใหญ่ ท่านประธานครับ เพียงแต่ว่าถ้าเรายึดมั่นในข้อบังคับการประชุม ร่วมกันของรัฐสภา ทั้งท่านประธานและเพื่อนสมาชิกไม่ก้าวล่วงในเรื่องของข้อบังคับ จนเกินไป ผมใช้คําว่า เกินไป จนบางครั้งเกินเลย นําไปสู่ความบาดหมางซึ่งกันและกัน มันเป็นเรื่องไม่สมควร ผมไม่อยากให้เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น เพราะว่าท่านสมาชิก ฝ่ายรัฐสภาเองนั้นท่านก็พยายามพูดถึงเรื่องพฤติกรรมของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งพฤติกรรม ของเพื่อนสมาชิกรัฐสภาก็มีหลายคน มันก็มีหลายอากัปกิริยาที่แสดงในรัฐสภาแห่งนี้ แล้วแต่ว่า ท่านเลือกที่จะเลือกเอาพฤติกรรมของเพื่อนสมาชิกบางท่านเข้ามา มันก็ต้องเป็นเรื่องของการ ท้วงติง และผลที่สุดก็กลายเป็นเรื่องของการท้าทาย มันอาจจะสะใจในการประชุม มันอาจจะสะใจในการที่จะแสดงความคิดเห็นหรือทําให้มีเรื่องมีราวขึ้นด้วยเจตนาใดก็ตาม แต่ผลสุดท้าย ท่านประธานที่เคารพครับ ไม่มีผลดีต่อรัฐสภาแห่งนี้ ไม่มีผลดีต่อสภาแห่งนี้เลย วันข้างหน้าจะตอบปัญหากับเยาวชนรุ่นหลัง ๆ ค่อนข้างยาก ผมกราบเรียนท่านให้ท่าน ได้พิจารณาเรื่องนี้ ด้วยความเคารพจริง ๆ ไม่มีเจตนาอื่นครับ ขอบพระคุณครับ
ผมก็ขอความสงบในสภา นะครับ ขอเถอะครับ ไม่เคยขอร้องให้สงบอย่างนี้ พอแล้วครับ ผมเดินหน้าต่อดีกว่า จ่าสิบตํารวจประสิทธิ์ขอเถอะครับ ไม่ต้องแล้วนะครับ ผมจะกลับไปที่ท่านวันชัยครับ ค้างกันอยู่ ท่านวันชัยอภิปรายต่อครับ เชิญท่าน พอแล้วครับ ท่านอภิชาติครับ ไม่เอาแล้วครับ เชิญท่านวันชัยครับ ช่วยผมทีเถอะ ท่านก็จะเอาอะไรไปยิงเขาอีก ไม่ครับ คือเขาพูดถึง อีกฝ่ายหนึ่งนะครับ ไม่ได้พูดถึงเราเลยนะครับ ไม่ใช่ครับ ท่านอภิชาติขอเถอะครับ พอเถอะ เดี๋ยวเอาท่านฉลองครับ
ผม ฉลอง เรี่ยวแรง พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เอาเป็นว่าขอทั้งคู่นะครับ พอกันนะครับ จ่าประสิทธิ์ก็ควรถอน กับท่านผู้ที่เมื่อสักครู่ที่จะเอาลูกปืนไปยัดหัวเขาก็ควรถอนนะครับ ไม่มีใครดีกว่าใครแล้วครับ แล้วก็ไม่ควรจะมีภาพเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น แล้วข้อตกลง ที่ตกลงกันเมื่อวานนี้ ตามที่บอกว่าวันนี้จะไหลลื่น ผมก็เห็นไหลลื่นมานี่ ๕-๖ ชั่วโมงแล้ว มาตราเดียวนะครับ คุณประเสริฐ เพื่อน ๆ ผม หลายคน คุณโกวิทย์ ธารณา นั่งอยู่นี่ทุกคน บอกว่าจะไหลลื่นวันนี้จะให้จบ ก็ฟังมาแล้ว เอาท่านเอาให้เต็มที่ พูดให้เต็มที่ไม่มีท้วงติงกัน แล้วก็มามีการพาดพิงกันอย่างนี้ก็พอกันละครับ ถ้าอย่างนั้น ถ้าถอนจะให้จ่าประสิทธิ์ถอน ก็ต้องถอนทั้งคู่ รองเท้าก็ถอนไป ลูกปืนเคาะหัวก็ถอนด้วยกันทั้งคู่ครับ แค่นี้ครับขอบคุณมากครับ
เอาอย่างนี้แล้วกันครับ คือถ้าไม่ถอนก็ไม่ถอนทั้งคู่ ถ้าถอนก็ถอนทั้งคู่นะครับ ท่านอภิชาตินะครับ ด้วยความเคารพ จริง ๆ ท่านอภิชาติ เชิญครับ
ต้องทําความ เข้าใจก่อนนะครับ ผม อภิชาต สุภาแพ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดเพชรบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมไม่ได้บอกว่าผมจะเอาลูกปืนไปไชศีรษะ จ่าประสิทธิ์นะครับ ผมบอกว่าเห็นประธานบอกว่ารองเท้ามันเข้าปากไม่ได้ ผมเลยบอกว่า ลูกปืนมันจะไชศีรษะได้ ไม่ได้หมายความว่าผมจะเอาลูกปืนมาไชศีรษะเขานะครับ แต่ถ้าว่า เข้าใจผิดคิดว่าผมพูด ผมเรียนตามตรงครับว่า ถ้าอะไรไม่เกินไปไม่เป็นการข่มขู่หรือออกราย มากเกินไป ผมจะไม่ค่อยประท้วง และผมไม่ค่อยจะพูด แต่ถ้าอะไรที่มันปล่อยมากเกินไปถึง ขนาดจะเอารองเท้ายัดปาก ผมจะไปรอข้างนอกครับ
เอาละครับ ขอนะครับ ไม่ต้องแล้วนะครับ
ท่านต้องสังเกต สิครับว่าผมนี้ปกติแล้ว ไม่ค่อยจะเท่าไรนัก แต่ถ้าแรง แรงสุดซอยครับ ท่านประธานครับ
ขอบคุณมากครับ เย็นได้ แล้วนะครับ เย็นนะโยมเย็นนะครับ ผมว่าท่านวันชัย ไม่เอาครับ ท่านจ่าประสิทธิ์ไม่ต้องครับ ไม่ต้องแล้ว ท่านวันชัยขอเถอะ ของเล็กน้อย โธ่ หยุดเถอะครับ ผมขอร้องครับท่านวันชัย ท่านไม่ต้องครับ ไม่ต้อง ถ้าจะถอนก็ต้องถอนทั้งคู่ครับ ท่านวันชัยเชิญครับ เชิญท่าน อภิปรายครับ เชิญนะครับท่านวันชัยครับ หมอชาวบ้านทุกคนอยากจะฟังจากท่านนะครับ เชิญครับ ท่านไม่ต้องแล้วครับ คุณรังสิมาไม่ต้องแล้ว พอแล้วครับ ถูกต้องอย่างไรผมไม่ให้ ประท้วงเพราะว่ามันไม่ได้เกี่ยวเลย คือผมให้ ๒ คนนี้ก็ให้เขา
ท่านประธานครับ ผมสละสิทธิไม่พูดแล้ว ให้ประท้วงกันดีกว่าครับ
นี่ชาวบ้านเขาอยากจะฟัง ท่านคุณหมอวันชัย เอาถ้าอย่างนั้นท่านสละสิทธินะครับ ท่านรังสิมาประท้วงอะไรครับ
เรียน ท่านประธานรัฐสภา ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม ดิฉันประท้วงท่านประธาน ข้อ ๕ นะคะ เพราะว่าถ้าสมาชิกพูดแบบนี้ ท่านประธานยังไม่ไห้เขาถอนนี่ต่อไปทุกคนก็พูดแบบนี้หมด แล้วอีกอย่างโดยเฉพาะ ส.ว. ไม่ค่อยมีปากเลย เวลาว่าแล้วนี่เขาก็ไม่มีปากที่จะมาโต้เถียง ส.ส. หรอก แต่ทีนี้ถ้า ส.ส. ไม่ช่วยเขา ใครจะช่วย ท่านเป็น ส.ว. ท่านยังไม่ช่วยลูกน้องของ ท่านเลย ท่านเป็นประธานวุฒิสภานะคะ แล้วให้คนอื่นเอารองเท้ามายัดยัดปากอย่างนี้ใช้ได้ หรือ ท่านต้องให้เขาถอน ดิฉันก็บอกผู้ใหญ่ของพรรคเพื่อไทยนะคะว่าอย่าให้จ่าประสิทธิ์ ลุกขึ้นประท้วงตลอดเวลา วันนี้ที่มันไม่ลื่นไหลนี้มันต้องโทษจ่าประสิทธิ์ เพราะประท้วงตลอดเวลาเลย ท่านผู้ใหญ่ก็บอกว่าวิปบอกว่าไม่ได้ อ้างว่าไม่ได้คราวหน้า ก็อย่าส่งลงสิคะ เพราะมันคุมไม่ได้ แล้วมันก็เป็นแบบนี้ ท่านประธานไม่ช่วยลูกน้อง วุฒิสมาชิกเลย ปล่อยให้ ส.ส. ไปหมิ่นวุฒิสมาชิกไม่ได้ ดิฉันเป็นผู้หญิงดิฉันยังปกป้องเลย ท่านเป็นลูกผู้ชายไม่ปกป้องลูกน้องตัวเองเลย ไม่ใช่ ต้องถอนค่ะ ดิฉันไม่เห็นด้วยเลยที่เป็น แบบนี้
เอาละ ๆ อย่างนี้ ท่านรังสิมาครับ เดี๋ยวจะหาว่าผมไม่ปกป้องลูกน้อง ผมกับท่านไพบูลย์นี่เห็นไหม ผมไม่ได้ บอกเขาเลยนะ ไม่ได้ทักท้วงเลยนะว่าท่านไพบูลย์ไม่ต้องไปถอน ผมบอกจ่าประสิทธิ์ ไม่ต้องหรอกครับ ขอร้องกัน ก็แค่นี้ เชิญท่านนั่งเถอะครับ คืออย่างนี้ครับ ท่านรังสิมาครับ ถ้าผมให้ถอน ทุกคนถอนหมด สรุปทุกคนถอนไหมนะครับ ถ้าทุกคนถอน ต้องถอนหมด ผมก็จะบอกให้ถอน ท่านไพบูลย์ถอน ท่านจ่าประสิทธิ์ถอน ท่านอภิชาติถอน มันก็หมดเรื่องกัน ของอย่างนี้ ลูกผู้ชาย ลูกผู้หญิง เรื่องอย่างนี้มันเรื่องเล็กน้อยมากนะครับ เอา ๆ เปิด ๆ ครับ ผมก็อยากฟังเสียงท่านเหมือนกัน เชิญครับ
ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี นะคะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันเจอหน้าท่านประธานดิฉันของขึ้นทุกทีเลย นะคะ ท่านบอกว่าให้ดิฉันใจเย็น ๆ แต่ถ้าท่านมีพฤติกรรมแบบนี้ดิฉันใจเย็นไม่ได้หรอกค่ะ ดิฉันเป็น ส.ส. แต่ดิฉันห่วง ส.ว. เพราะเขาไม่มีโอกาสที่จะได้สู้เลย เพราะปาก ส.ส. แต่ละคน ท่านก็ดูสิ เห็นไหม แล้วจะเอารองเท้าไปยัดปากท่านยังไม่ยอมให้ถอน มันไม่ถูกเลย ศักดิ์ศรี แล้วท่านอย่ามาพูด ผู้หญิง ผู้ชายเท่าเทียมกันหมด จะมาอ้างความเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายไม่ได้ ดิฉันคิดว่าอยู่ตรงนี้ต้องเท่ากัน ศักดิ์ศรีก็มีค่ะ ท่านต้องให้ถอน ไม่อย่างนั้นดิฉันไม่ยอม
มีผู้ประท้วงนะครับ เดี๋ยว เอาคนโน้นก่อน จะประท้วงหรือ เดี๋ยวมีผู้ประท้วงก่อน ผมมองไม่เห็น ชื่ออะไรครับ เชิญครับ ท่านกํานันโสภณ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม กํานันโสภณ ศรีมาเหล็ก สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดน่าน ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ผมประท้วงท่านประธานในข้อ ๕ ในการควบคุมการประชุมให้เป็นไปโดย ความสงบเรียบร้อย ในที่ประชุมก็อย่าไปโทษใครเลยครับ เพราะประธานไม่ควบคุม การประชุม เพราะว่าทางฝ่ายวุฒิสภาผู้ที่พูดอภิปรายไปมาแขวะทางจ่าประสิทธิ์ก่อน ผมก็นั่งฟังอยู่ตลอด ก็มาด้วยดี ลงด้วยดี แล้วจู่ ๆ มาแขวะกันแบบนี้ แล้วจู่ ๆ มีคนวิ่งไป ประท้วงท่านประธานต่อหน้าบัลลังก์ ท่านก็จะให้พูดอยู่ เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง นะครับ ผมเป็นกํานันมา ควบคุมคนมา ปกครองคนมา ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ คน วุฒิภาวะเขา ยังสู้พวกที่เป็นสมาชิกรัฐสภาไม่ได้ยังมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ว่าการประชุมรัฐสภา ของเรามีความวุ่นวายเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นอยากจะให้เป็นแบบอย่างที่ดีกับพี่น้องประชาชน ทั้งประเทศของเรา ทั้งเยาวชนในประเทศของเรา ดังนั้นขอให้การประชุมเป็นไป ด้วยความสงบเรียบร้อยครับ ขอเชิญท่านประธานดําเนินการประชุมต่อเลยครับ
ขอบคุณครับ ที่ได้เตือน สติผม ที่ได้สอนผมนะครับ ผมก็อยากให้เหตุการณ์มันเรียบร้อยนะครับ เพราะฉะนั้นอะไร ที่มันไม่เหลือบ่ากว่าแรงก็อภัยซึ่งกันและกันนะครับ ไม่อย่างนั้นผมต้องเชิญทุกคน ทุกคนต้อง ถอน ถอน ถอน ถอนหมด เอาเถอะครับ ขอเอาอย่างนี้ เอาอย่างนี้เอาท่านไพบูลย์ ท่านรังสิมาไม่เกี่ยวเลยครับ ท่านจริง ๆ ไม่เกี่ยวเลย เขาไม่ได้ว่าอะไรคุณเลยนะครับ ไม่ต้อง เชิญท่านไพบูลย์ครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับท่านรังสิมา ก่อนอื่นผมก็ต้องขอขอบคุณท่านรังสิมานะครับ ที่ท่าน เมื่อสักครู่นี้เป็นห่วง แล้วก็บอกว่าผมในฐานะ ส.ว. ก็จะไม่มีปากไม่มีเสียง คนเอามาพูด เมื่อสักครู่นี้ท่านผมเพิ่งทราบนะว่าคนเมื่อสักครู่นี้ ไม่อยากจะบอกชื่อนะครับ ที่มาบอกว่า เอารองเท้ายัดปากนี่ หมายถึงข้างนี้ใช่ไหมครับ หมายถึง ส.ว. ใช่ไหมครับ อันนี้ผมอยากจะรู้ ประเด็นนี้ก่อน ข้อที่ ๑
(ประธานของที่ประชุมได้วินิจฉัยให้ตัดถ้อยคําที่ไม่สุภาพ)
แล้วข้อที่ ๒ ที่ท่านรังสิมาพูดเมื่อสักครู่ว่าผมเป็นลูกน้องของท่านประธานนั้น ผมก็อยากจะทําความเข้าใจนิดหนึ่งว่าในส่วนผมเป็นสมาชิกวุฒิสภา ท่านเป็นประธาน วุฒิสภา ท่านเป็นประธานในที่ประชุมที่ผมร่วมประชุมอยู่ด้วย แล้วก็ในประการที่ ๒ การเป็นประธานวุฒิสภาในความเห็นผมนั้นเป็นหัวหน้าจริง ๆ ก็คือหัวหน้าของเลขาธิการ วุฒิสภา แต่ไม่ใช่หัวหน้าสมาชิกวุฒิสภา ก็ขอทําความเข้าใจตรงนี้ ดังนั้นเมื่อสักครู่นี้ที่บอกว่า ท่านรังสิมาเป็นห่วง ผมก็ขอถามท่านจ่าสิบตํารวจประสิทธิ์นะครับ ท่านกล่าวคําว่า รองเท้า ยัดปากนั้นยัดปากใครครับ พูดมาให้ชัดครับ
เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงท่านประธานตามข้อ ๕ การบังคับควบคุมการประชุม จริง ๆ เรื่องราวมันควรจะจบได้แล้ว เพราะเราถกเถียงกันประเด็นนี้นานเกินไป ในขณะที่เรา ยังมีวาระในการประชุมเรื่องรัฐธรรมนูญที่มีความสําคัญ ท่านประธานครับ ท่านประธาน ไม่ต้องถามหรอกว่าใครจะถอนหรือไม่ ใครพูดว่าอะไร ท่านประธานใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๖ ถ้าท่านประธานสั่งให้ถอนแล้วไม่ถอน หรือใครประสงค์จะถอนหรือไม่ก็ตามนี้ ท่านประธาน สามารถบังคับให้ถอนออกจากบันทึกการประชุมได้ทันที แล้วก็ไม่ต้องทําโทษ ไม่ต้องอะไรกัน หรอกครับ เดินการประชุมต่อเถอะครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ เพราะฉะนั้น คําที่ไม่สุภาพทั้งหลายเอาออกจากการบันทึกประชุม ชวเลขไม่ต้องไปจดหรอกครับ ไม่ว่าจะ เรื่องของรองเท้ายัดปาก ไม่ว่าจะเรื่องของกระสุนอะไร ท่านเอาบันทึกนี้ออกหมดเลยนะครับ เชิญท่านดอกเตอร์ประกอบครับ ทางท่านวันชัยท่านไม่เอาแล้วครับ ไม่ต้องหรอกครับ นั่งลงครับ ดอกเตอร์ประกอบเชิญครับ ดอกเตอร์ประกอบขอความกรุณาเถอะ ไม่ต้อง หรอกครับ เพราะว่าไม่ได้เกี่ยวนะครับ
ท่านรังสิมา ยังประท้วงอยู่นะครับ
ไม่ละครับ เชิญครับ เชิญดอกเตอร์ประกอบ เชื่อเถอะครับ ทุกอย่างจบหมดแล้ว ให้ถอนให้หมดครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผมเข้าใจว่าท่าน ส.ว. วันชัยยังอภิปรายค้างอยู่นะครับ
ท่านไม่ใช้สิทธิแล้วครับ เชิญท่านดอกเตอร์ประกอบครับ
ท่านประธานครับ ถ้าอย่างนั้นขอความกรุณาท่าน ส.ว. วันชัยกรุณายืนยันได้ไหมว่าท่านอภิปรายเสร็จแล้ว หรือไม่ใช้สิทธิครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือเดิมตั้งใจจะสละสิทธิเพราะเห็นยังทะเลาะกันอยู่ แต่ถ้าสงบแล้ว จะเริ่มสักนิดหนึ่ง
ได้เลยครับ
คือผมเห็นว่าการทะเลาะ กันก็ดีเหมือนกันครับ ท่านประธานที่เคารพ กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภาในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นในหลักการแล้วแก้แล้วต้องดีขึ้น เหมือนเราเห็นว่าผลไม้นี้หรือต้นไม้นี้มันเป็นพิษ เพราะฉะนั้นเราจะโค่นต้นไม้นี้หรือเราจะตัด กิ่งก้านสาขาของต้นไม้นี้ นั่นแปลว่าต้องโค่นพิษมันให้ได้ และต้องโค่นพิษมันให้หมด แปลว่า เราต้องเอาพิษนั้นออกจากผลไม้ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ จะเห็นได้ว่าการแก้ที่มาของ ส.ว. ตามที่คณะกรรมาธิการเสนอมานั้นเป็นการถอยหลังเข้าคลองนะครับ ลงคลองลงคูไปเลย และที่สําคัญที่สุดท่านประธานครับ ยังเป็นการเอายาพิษใส่ไว้ในมาตรา ๕ และมาตรา ๗ อย่างสาหัสสากรรจ์ครับท่านประธาน ความจริงแล้วมาตรา ๕ และมาตรา ๗ นั้นเป็นเรื่อง สําคัญมากครับท่านประธานที่ควรจะต้องเปิดการอภิปรายให้กับท่านสมาชิกนั้นอภิปราย อย่างกว้างขวาง ผมเชื่อเหลือเกินว่าท่านสมาชิกนั้นถ้าได้มีโอกาสอภิปรายในมาตรา ๕ และมาตรา ๗ แล้ว ประเด็นอื่น ๆ ในมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๓ นั้นแทบจะไม่มีประเด็นอะไร มากเท่าไรนัก แต่เนื่องจากว่ามันอัดอั้นตันใจมาจากมาตรา ๕ มาตรา ๗ มันเลยทะลักมา มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ มาตรา ๑๓ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมถือว่าเป็นการผิดพลาด ที่ท่านประธานและที่ประชุมนั้นไม่กรุณาให้อธิบายเรื่องยาพิษในมาตรา ๕ และมาตรา ๗ ถ้าผมจะย้อนรอยถอยกลับก็เกรงว่าท่านประธานจะตําหนิ แล้วก็เกรงว่าที่ประชุมจะตําหนิว่า แปรญัตติไว้ในมาตรา ๑๑ แล้วไม่รู้จักกาลเทศะ เป็นสมาชิกวุฒิสภาแล้วไม่มีวุฒิภาวะ ก็อาจจะถูกตําหนิว่าเลอะเทอะ ไม่รู้จักว่าแค่ไหน เพียงไร เพราะฉะนั้นจึงต้องระมัดระวัง ในการอภิปรายให้เป็นไปตามขั้นตามตอนและตามตัวบทกฎหมายและกติกาที่กําหนด ผมจึง กราบเรียนท่านประธานว่าในมาตรา ๕ มาตรา ๗ เป็นเรื่องที่ผมเหมือนถูกที่พูดไปทีหนึ่งแล้วครับ ท่านประธาน ยังเจ็บซ้ําน้ําใจอยู่ ณ วันนี้ก็คือ ถ้าเปรียบเสมือนผู้หญิง ผมก็ถูกข่มขืนกระทําชําเรา ท่านประธานมองหน้าผมนะครับ เหมือนถูกข่มขืนกระทําชําเรานั้นยังพอว่า ท่านประธานครับ มัดมือมัดเท้าและปิดปากผมโทรมหญิงเสียด้วย เป็นการสําเร็จไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งผม ขออนุญาตว่าไม่ย้อนรอยถอยกลับในการพูดในมาตรานั้น ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งหนึ่ง ซึ่งผมเห็นว่ามียาพิษอยู่ในมาตรา ๕ และมาตรา ๗ แล้ว แต่อีกมาตราหนึ่งผมอยากให้ ประธานและพี่น้องประชาชนนั้นพึงทราบไว้ด้วย คือในมาตรา ๑๒ ผมเห็นว่ากรรมาธิการ เขียนมาตราไว้ในมาตรานี้ด้วยทัศนคติที่อันตรายมาก เป็นการเขียนกฎหมายในลักษณะ ที่ดูถูก ดูหมิ่น ดูแคลน มีอคติ เหยียดหยามอย่างรุนแรง ซึ่งยังไม่ถึงคราวที่จะอภิปราย ซึ่งประเด็นนี้ผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานในฐานะประธานวุฒิสภา ซึ่งผมสังกัด อยู่ในสภานั้น ผมอยากอภิปรายในมาตรา ๑๒ นั้นมาก และถึงโอกาสแล้วขอให้ประธาน ช่วยอนุญาตแล้วผมจะจัดเต็มในมาตรานี้ ท่านประธานที่เคารพครับ อยากจะกราบเรียน เพิ่มเติมว่าการเขียนไว้ในมาตรา ๑๑ นั้นความจริงแล้วผมแปรญัตติไว้เพียงน้อยนิดเท่านั้นเอง ความจริงผมแปรญัตติไว้ในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องการเลือกตั้งที่มาจากสาขาอาชีพ แม้ว่า มันจะตกไปแล้วก็ตาม แต่อยากจะกราบเรียนว่าถ้าเราแปรญัตติไว้ในมาตรานั้นแล้วผมจะไป พูดถึงมาตราอื่นก็ดูจะเกินไป เพราะฉะนั้นเพียงแต่กราบเรียนต่อที่ประชุมและท่านประธาน ว่าความจริงแล้วในรัฐธรรมนูญที่ขอแก้ไขเรื่องที่มาของ ส.ว. นี้ พรรคพวกเพื่อนฝูงของผม ที่มาจากการเลือกตั้งเขาขอกันเพียงแค่คืบเดียวท่านประธาน เขาขอคืบเดียวครับ แม้แต่ ท่านประธานเองก็ขอคืบเดียว คือให้ได้ลงเลือกตั้งกันต่อไป ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับพรรคพวก แต่ปรากฏว่ากรรมาธิการให้ทั้งเข่าและศอกมาด้วยครับ เอาผลไม้พิษที่ผมกราบเรียน เมื่อสักครู่นี้คือยาพิษในมาตรา ๕ มาทําลายพวกผมอย่างชัดเจนเลยครับท่านประธาน ขอคืบให้แค่คืบนี่พอว่า ให้ทั้งเข่า ทั้งศอก ตอกแล้วหวังจะเอาอํานาจไว้เอง เพราะฉะนั้น ในมาตรา ๑๑ ที่ผมขอแปรญัตติไว้นั้น ไม่มีประเด็นอะไรมากที่ผมจะพูด แต่กราบเรียน ท่านประธานว่าในมาตรา ๑๒ นั้น เป็นประเด็นอันสําคัญที่ผมจะกราบเรียนและจะพูด และจะชี้แจงให้พี่น้องประชาชนได้ทราบโดยละเอียดอีกครั้งหนึ่ง สําหรับเรื่องนี้ ผมขอเพียงแค่นี้ก่อนครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ลําดับต่อไป ดอกเตอร์ประกอบ จิรกิติ แล้วก็ ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช แล้วก็ต่อด้วย ส.ว. อีก ๒ ท่าน นะครับ ก็คือ พลเอก สมเจตต์ บุญถนอม แล้วก็ พันตํารวจเอก สนธยา แสงเภา เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายประกอบ จิรกิติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผมในการชี้แจงคําแปรญัตติของกระผมในมาตรา ๑๑ นี้ ในมาตรา ๑๑ นี้ได้มีการบัญญัติไว้ในวรรคแรกว่า ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดําเนินการ เสนอพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาต่อรัฐสภาภายในสามสิบวันนับแต่วันที่รัฐธรรมนูญนี้มีผลใช้บังคับ ผมได้แปรญัตติขอเพิ่มเติมเวลาจาก ๓๐ วัน เป็น ๖๐ วัน ท่านประธานครับ เราจะเห็นได้ว่า หากเมื่อรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ที่พวกเรากําลังพิจารณาอยู่นั้นมีผลใช้บังคับแล้ว ระยะเวลา ๓๐ วัน ในการที่จะให้คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ดําเนินการเสนอ พระราชบัญญัติเข้ามาเพื่อให้สภาพิจารณาเป็นกฎหมายต่อไปนั้นเป็นเวลาที่ค่อนข้างสั้น เพราะเราจะเห็นได้ว่าแม้กระทั่งกฎหมายที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ว่าให้ดําเนินการร่าง แล้วก็เสนอต่อรัฐสภาให้แล้วเสร็จ ก็ยังมีอีกหลายฉบับที่ยังดําเนินการไม่แล้วเสร็จ อาทิเช่น กฎหมายว่าด้วยการเงินการคลังของรัฐเพื่อกําหนดวินัยการเงินการคลังของรัฐตามที่บัญญัติ ไว้ในมาตรา ๑๖๗ วรรคสามของรัฐธรรมนูญ หรือแม้กระทั่งกฎหมายที่บัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญในมาตรา ๓๐๓ ก็ยังมีอีกหลายฉบับที่ยังดําเนินการไม่แล้วเสร็จ ดังนั้นผมจึงขอ อนุญาตแปรญัตติเพิ่มระยะเวลา เพื่อให้คณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีเวลาพิจารณาในการ เสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาที่จะเสนอต่อรัฐสภาจาก ๓๐ วัน เป็น ๖๐ วัน เพื่อให้มีเวลาเพียงพอ
ท่านประธาน สําหรับในวรรคสองซึ่งได้บัญญัติไว้ว่า ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวัน นับแต่วันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับให้รัฐสภาดําเนินการพิจารณาและให้ความเห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จ ในวรรคสองนั้น ผมได้ขออนุญาตแปรญัตติเพิ่มเติมเงื่อนระยะเวลาจากหนึ่งร้อยยี่สิบวัน นับแต่วันที่รัฐธรรมนูญใช้บังคับ ที่บังคับให้รัฐสภาดําเนินการพิจารณาให้แล้วเสร็จ ผมขอแปรญัตติ เพิ่มเติมถ้อยคําจาก ๑๒๐ วัน เป็น ๑๘๐ วัน เพื่อที่จะให้มีเวลาในการพิจารณาและ ดําเนินการได้มากขึ้น นอกจากนั้นในบรรทัดที่ ๒ ของวรรคสองนี้กระผมได้แปรญัตติ ตัดถ้อยคําและให้ความเห็นชอบออก ดังนั้นจากการแปรญัตติของกระผมจะอ่านได้ว่า ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ให้รัฐสภาดําเนินการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จ ดังนั้น ผมเข้าใจว่านอกจากเงื่อนระยะเวลา ๑๒๐ วัน เป็น ๑๘๐ วันแล้ว ทางรัฐสภาเองยังมีอํานาจ ในการพิจารณา โดยอาจจะยังพิจารณาแล้วเสร็จในภายหลังได้ เพราะเราได้ตัดคํา ขอแปรญัตติถ้อยคําที่ว่า ให้ความเห็นชอบ ออก ดังนั้นเมื่อรัฐสภาดําเนินการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้เสนอมาตามวรรคหนึ่ง ภายใน ๖๐ วันแล้ว โดยมีการพิจารณาภายใน ๑๘๐ วัน นับแต่ที่รัฐธรรมนูญนี้มีผลใช้บังคับ ก็จะเป็นการดําเนินการให้สอดคล้องกับเงื่อนไขที่กําหนดไว้ ดังนั้นผมจึงขออนุญาตกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการและ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากเพื่อโปรดพิจารณาทบทวนเงื่อนเวลาที่กําหนดไว้จาก ๓๐ วัน และ ๑๒๐ วัน เป็น ๖๐ วัน และ ๑๘๐ วัน ตามที่ผมได้แปรญัตติไว้ ขอบพระคุณครับ
ท่านร้อยโท ปรีชาพล ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กราบขอบพระคุณท่านประธานครับที่ให้สิทธิในการอภิปรายแก่กระผม ซึ่งในการแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนี้ในวาระที่สองนี้เป็นครั้งแรกที่ผมใช้สิทธิในการอภิปรายเพื่อแสดง ความคิดเห็นในส่วนที่กระผมได้สงวนคําแปรญัตติไว้ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมเอง หลายวันที่ผ่านมารู้สึกเจ็บปวดพอสมควร มีการพูดจากันหลากหลาย แสดงความคิดเห็น ซึ่งหลายความเห็นนั้นก็มีการพาดพิงมาถึงแนวความคิดและชุดความคิดของพวกกระผม ในการที่จะแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มาของ ส.ว. ฉบับนี้ ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวหา ว่าต้องการที่จะแก้เพื่อที่ให้เป็นสภาผัวเมีย ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวหาว่าเป็นการแก้ เพื่อผลประโยชน์ในทางใดทางหนึ่งก็ตาม ซึ่งกราบเรียนท่านประธานครับว่าจุดประสงค์ของ การแก้ไขนั้น แน่นอนครับ พวกกระผมมีความคิดอยู่อย่างเดียวเท่านั้นก็คือในเรื่องของ การยึดโยงกับประชาชน นั่นก็คือการแก้ให้สมาชิกวุฒิสภานั้นมาจากการเลือกตั้งเพื่อให้ พี่น้องประชาชนได้มีสิทธิมีเสียงในการเลือก ส.ว. ซึ่งเป็นตัวแทนของเขา ท่านประธานครับ หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาไปแล้ว มีผลบังคับใช้แล้ว ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าหลายท่านที่มีโอกาสได้อภิปราย พวกเราเองก็จะทราบว่า ใครนั้นได้ประโยชน์จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทราบมาว่าบางท่านเองมีแนวความคิด ที่จะไปลงสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งคําอภิปรายของหลาย ๆ ท่านนั้นจะขัดหรือแย้งต่อในทางปฏิบัติ พวกเรานั้นก็จะคอยดูและให้พี่น้องประชาชนเป็นผู้ตัดสินครับ ท่านประธานครับ เพื่อให้ เป็นการประหยัดเวลาของสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ กระผมได้สงวนคําแปรญัตติไว้ใน มาตรา ๑๑ โดยขอเพิ่มมาตรา ๑๑/๑ กราบเรียนท่านประธานว่าในมาตรา ๑๑ นั้น จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้มีอะไรสลับซับซ้อนครับ มาตรา ๑๑ นั้นก็ว่าด้วยขั้นตอนและวิธีการในการ ตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและ สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งก็มีอยู่สามวรรคด้วยกัน ในวรรคแรกก็บัญญัติในเรื่องของขั้นตอน ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งนั้นจะต้องเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาต่อรัฐสภาภายในกําหนดระยะเวลา ๓๐ วัน ในวรรคสองครับท่านประธาน ก็คือให้รัฐสภาพิจารณาและให้ความเห็นชอบต่อ ร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. ที่ กกต. เสนอให้ แล้วเสร็จภายใน ๑๒๐ วัน เป็นเรื่องของการกําหนดเงื่อนเวลา ส่วนวรรคสุดท้ายครับ ท่านประธาน ก็ระบุไว้ เมื่อครบกําหนดหากรัฐสภาไม่สามารถพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ประกอบ รัฐธรรมนูญดังกล่าวให้แล้วเสร็จก็ให้ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรนําร่าง พ.ร.บ. ประกอบ รัฐธรรมนูญดังกล่าวที่สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบเสนอต่อท่านนายกรัฐมนตรี เพื่อนําขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อให้พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย กราบเรียนท่านประธานครับ ว่ากระผมเองนั้นไม่ได้มีความเห็นขัดแย้งอันใดกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการนะครับ ซึ่งจริง ๆ ก็ไม่ได้มีมากอะไรในมาตรา ๑๑ อย่างไรก็ตามครับ สิ่งหนึ่งซึ่งกระผมมีความสนใจ แล้วก็คิดว่าหากจะมีการเติมเต็มนั้นก็จะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นั่นก็คือการแปรญัตติในมาตรา ๑๑/๑ ขออนุญาตท่านประธานอ่านสิ่งที่กระผมได้แปรญัตติ เอาไว้ ในมาตรา ๑๑/๑ นั้นบัญญัติว่า เมื่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๑ มีผลใช้บังคับ ให้บรรดาบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ระเบียบ ประกาศ หรือข้อบังคับใดที่อ้างถึง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ให้หมายถึงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา สิ่งที่กระผมกังวลใจก็สืบเนื่องจากขณะนี้ท่านประธานครับ ยังมี ท่านสมาชิกซึ่งมาจากการสรรหาอยู่ในสภานะครับ ผู้ที่เสนอร่างเข้ามาในวาระที่หนึ่งเพื่อให้ สภาพิจารณานั้น กระผมเองจริง ๆ ก็ไม่ได้ติดใจนะครับ ในเรื่องของการที่ท่านอาจจะไม่ได้ แก้ไข แต่ว่าเพื่อให้มีความครอบคลุม เพื่อให้มีความสอดคล้องกัน ถ้าท่านประธานเปิดดู รัฐธรรมนูญในส่วนที่ ๖ ว่าด้วยการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๘ วรรคหนึ่ง ซึ่งมีบทบัญญัติให้มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังต่อไปนี้ ใน (๑) ครับ ท่านประธานครับ นั่นก็คือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งสภา รัฐสภาแห่งนี้ได้มีการลงมติ ในหลายมาตรา เปลี่ยนแปลงในเรื่องของที่มาของ ส.ว. แก้ไขที่มาขอ ส.ว. จากเดิมซึ่งมี การส่วนผสมกันระหว่างสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ๗๗ ท่าน จังหวัดละ ๑ คน และสมาชิกวุฒิสภาผู้ทรงคุณวุฒิมาจากการสรรหาอีกหลากหลายอาชีพอีก ๗๓ ท่าน รวมประกอบเป็น ๑๕๐ ท่าน เมื่อสภาแห่งนี้ได้มีการลงมติในการแก้ไขเพื่อให้ที่มาของ ส.ว. นั้นเป็นการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจํานวน ๒๐๐ ท่าน ฉะนั้นสิ่งหนึ่งซึ่งผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานก็คือว่าสิ่งที่มีการแก้ไขนั้นเพื่อให้มีความสอดคล้องนะครับ ถึงแม้ว่า ท่านจะไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๘ วรรคหนึ่ง ผมเองก็ไม่ติดใจเพราะว่าท่านสมาชิก วุฒิสภาที่มาจากการสรรหาก็ยังดํารงอยู่ในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ อย่างไรก็ตามเพื่อให้เกิด ความเข้าใจ ซึ่งหลังจากรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ได้บังคับใช้และมีผลแล้วก็จะมี การตรา พ.ร.บ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. ฉะนั้นท่านประธาน ที่เคารพครับ เพื่อให้มีความสอดคล้อง เพื่อให้มีความครอบคลุม เพื่อให้ผู้ที่ใช้รัฐธรรมนูญ ผู้ที่อ่านรัฐธรรมนูญมีความเข้าใจตรงกันนะครับว่า พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๑ ที่พวกเราพูดถึงนี้ นั่นก็คือ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรและการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นอันเดียวกันและจะมีเป็นสิ่งที่จะมา ทดแทน พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๓๘ (๑) นะครับ กระผมจึงขอแปรญัตติ เพิ่มในมาตรา ๑๑/๑ นะครับ แล้วขอความกรุณาเพื่อนสมาชิกนะครับได้รับความเห็นชอบ จากสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ขออนุญาตท่านประธานใช้สิทธิเพียงเท่านี้ครับ กราบขอบพระคุณ สวัสดีครับ
ครับ ท่านสมเจตน์ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกวุฒิสภาภาครัฐ ก่อนที่ผมจะ ไปพูดถึงการแปรญัตติของผมในมาตรา ๑๑ นั้น ผมอยากขออนุญาตที่จะเรียนว่าผมได้รับ การอบรมมาว่าการกระทําใดก็แล้วแต่ที่กระทําโดยอคติมีผลประโยชน์ของตนเป็นที่ตั้งนั้น ยากที่จะชี้แจงเหตุผลให้คนอื่นได้มีความเข้าใจและเชื่อถือ และอาจจะมีร่องรอยพิรุธ ที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการกระทํานั้นมีปัจจัยเวลาเป็นเงื่อนงํามันก็ยิ่งจะมี ส่อร่องรอยพิรุธมากขึ้น สิ่งที่เรียนตรงนี้ก็เพื่อชี้ให้เห็นถึงว่าในการที่ผมขอแปรญัตติ ในมาตรา ๑๑ ซึ่งในส่วนที่เพิ่มชื่อถึงเรื่องพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผมได้เพิ่มเติมคําว่า การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา เข้าไปก็เพื่อต้องการที่จะให้มันสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ แต่ด้วยความเข้าใจของท่านประธาน คณะกรรมาธิการนั้นท่านอาจจะคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันเป็นการที่ผมไปสนับสนุน สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ท่านลงมีความเห็นวินิจฉัยว่าคําแปรญัตติของผมนั้นขัดหลักการ ซึ่งอันนี้ผมคิดว่าสิ่งที่ท่านคิดนั้นมันเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าไม่ถูกต้องนัก สิ่งที่เรียนนี่ว่าการที่ แปรญัตติเพิ่มเติมไปตรงนี้ เพราะผมเห็นว่าในมาตรา ๑๓๘ ในส่วนที่ได้มีสมาชิกหลายท่านได้กล่าวอ้างพูดขึ้นไปแล้วนั้น ผมเรียนย้ําสักนิดหนึ่งนะครับว่าในมาตรา ๑๓๘ นั้นได้เป็นองค์ประกอบของพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญซึ่งมีทั้งหมด ๙ ฉบับ ในฉบับที่ ๑ ได้เขียนว่า พระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา แต่การที่ผู้เสนอญัตติและกรรมาธิการนั้นตัดคําว่า การได้มานั้น ออกไปมันจะเป็นเหตุเป็นผล ให้ว่าในรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ฉบับที่ยังใช้ปัจจุบันนี้จะไม่มีพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งประเด็นนี้ น่าจะเป็นประเด็นที่เป็นปัญหาต่อไป ซึ่งผมคิดว่าก็เป็นสิ่งที่ท่านจะต้องไปแก้ปัญหาต่อไป ข้างหน้าในการที่มีบทบัญญัติ แล้วมันไปขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนั้นท่านจะ แก้ปัญหาตรงนี้อย่างไรนะครับ
สิ่งที่ผมอยากจะอภิปรายในประเด็นต่อไปนะครับว่าในวรรคสองนั้นท่านได้ กําหนดจํานวน ๑๒๐ วันไว้สําหรับในการที่จะใช้ต่อในการที่จะร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภานั้น ผมคิดว่าระยะเวลาดังกล่าวนั้นมันเป็นระยะเวลาที่สั้นเกินไป แล้วท่านได้กําหนดว่า เมื่อพ้นจากระยะ ๑๒๐ วันแล้ว ท่านก็กําหนดว่าหากขั้นตอนในการดําเนินการต่อ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่สามารถดําเนินการได้ตามขั้นตอน ท่านก็ได้ กําหนดไว้ที่จะให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้นได้นําร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อทูลเกล้าฯ ลงพระปรมาภิไธย ประเด็นตรงนี้ผมจึงชี้ให้ท่าน เห็นว่าขั้นตอนของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นมันมีขั้นตอนที่หลายขั้นตอน ที่จะต้องผ่านทั้งสภาผู้แทนราษฎรจะต้องผ่านทั้งวุฒิสภา เห็นขั้นตอน ๒ ขั้นตอนนี้อย่างน้อย ที่สุดก็ใช้เวลาไม่น้อยกว่า ๔ เดือนนะครับ ถ้าไปรวมถึงขั้นตอนในการร่างของคณะกรรมการ การเลือกตั้งอีก ๑ เดือนตามที่ท่านว่าไว้มันก็จะต้องใช้เวลาถึง ๕ เดือน สุดท้ายเมื่อเสร็จ จากสภาแล้วจะต้องไปผ่านศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยความถูกต้องของพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญอีกอย่างน้อย ๓๐ วัน ท่านคิดดูสิครับว่าระยะเวลาแค่นี้ทําอย่างรวดเร็ว นี้ ๖ เดือน ๑๘๐ วัน ซึ่งผมมีความเชื่อมั่นว่าในจํานวน ๑๒๐ วันนั้นไม่สามารถที่จะดําเนิน ตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญได้ ตรงนี้ละครับ ปัจจัยเวลาตรงนี้ ละครับ มันเป็นสิ่งบอกเหตุชี้ให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลว่าเป็นการกระทําใด ๆ เพื่อที่จะ ตอบสนองผลประโยชน์ แล้วก็เมื่อมันมีเงื่อนงําปุ๊บ เกิดการร่าง มันจะเกิดข้อบกพร่องขึ้น มากมาย ซ้ําร้ายนะครับว่าเมื่อระยะเวลาที่มีอยู่น้อย เมื่อข้อบกพร่องมาก เมื่อครบถึง ๑๒๐ วันแล้วกระบวนการในการตรวจสอบความชอบของรัฐธรรมนูญนั้นไม่ผ่าน ศาลรัฐธรรมนูญ แต่เอาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทูลเกล้าฯ ไปถึง องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านมั่นใจได้ขนาดไหนครับว่าร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันจะมีความถูกต้อง ถ้าหากว่าโดยองค์พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวได้เห็นว่าร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ถูกต้อง แล้วไป ดําเนินการตามมาตรา ๑๕๑ เราก็จําเป็นที่จะต้องมาใช้เสียงมติของสภานั้นที่จะไปยืนยัน ต่อคําวินิจฉัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งประเด็นตรงนี้ในฐานะที่ผมเป็นทหาร คนหนึ่งเป็นทหารรักษาพระองค์ ผมคิดว่ามันเป็นการกระทําที่มิบังควรอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น อยากให้คณะกรรมาธิการได้พิจารณาตรงนี้ ซึ่งผมคิดว่าถ้าหากท่านเห็นถึงสิ่งที่มันจะเกิดขึ้น ในข้างหน้าแล้วสามารถที่จะป้องกันได้ก็ขอความกรุณาได้ป้องกันนะครับ อย่าให้เหตุการณ์ ต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นเลย ขอบพระคุณครับ
ส.ว. ท่านสุดท้าย ท่านสนธยาครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันตํารวจเอก สนธยา แสงเภา สมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการสรรหา เน้นครับ สรรหา องค์กรภาคเอกชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประทานกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพอีกครั้งหนึ่งว่า กระผมต้องกราบขอบพระคุณเพื่อนสมาชิกรัฐสภาที่เปิดโอกาสให้ผมได้แสดงความคิดเห็น และมีส่วนร่วมในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับแก้ไขเพิ่มเติมในฉบับนี้ และขออนุญาตผ่านท่านประธานไปยังผู้ที่รับชมทางบ้านและฟังเสียงในการถ่ายทอดในวันนี้ หลาย ๆ ท่านกังวลใจและได้โทรศัพท์มาหลายครั้งว่าทําไม พันตํารวจเอก ดอกเตอร์สนธยา ทําไมนั่งเงียบขรึมอยู่ในห้องไม่แสดงหรือมีส่วนร่วมอะไรเลย เพื่อเป็นการตอบคําถามของ ท่านผมจึงได้ใช้เวทีแห่งนี้ซึ่งเป็นที่พูดแสดงความเห็น ท่านประธานครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผมจะแสดงความคิดเห็นในส่วนที่เป็นสาระสําคัญสั้น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา ๑๑ ที่ได้วางหลักสาระสําคัญว่าให้คณะกรรมาธิการเลือกตั้งเสนอหรือดําเนินการการเลือกตั้งให้ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญการเลือกตั้งที่มาของสมาชิกวุฒิสภาและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ท่านดําเนินการเสนอให้รัฐสภาทําการพิจารณาภายใน ๓๐ วันนั้น กระผมเห็นว่าโดยที่ท่านประธาน กกต. ก็จะครบวาระในอีกไม่กี่วันนะครับ และการที่จะเร่งรีบ ให้ดําเนินการภายใน ๓๐ วันนั้น กระผมเห็นว่ามันจะเป็นการเร่งรัดรวดเร็วเกินไป ในส่วนของ กระผมจึงมีความเห็นเสนอผ่านท่านประธานไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านสามารถ ประทานอภัยต้องเอ่ยชื่อท่าน เพื่อจะขอขยายเวลาไปอีกสัก ๑๕ วันครับ เพื่อให้การทํางานในขณะที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจะได้ดําเนินการให้เป็นไปด้วย ความเรียบร้อย รัดกุมยิ่งขึ้นนะครับ กระผมจึงขอให้ขยายเวลาจาก ๓๐ วัน เป็น ๔๕ วันครับ ท่านประธาน ผมก็ขออภิปรายและมีส่วนร่วมในมาตรานี้เพียงเท่านี้ครับ กราบขอบพระคุณ ท่านประธานอย่างสูงครับ
มีคําถามเยอะเหลือเกิน ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงหน่อยครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ กราบเรียน ท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกนะครับว่าในมาตรา ๑๑ จริง ๆ แล้วก็เป็นกระบวนการที่เรา จะจัดทํากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา เหตุก็เพราะเราได้ไปเปลี่ยนแปลงที่มาของสมาชิกวุฒิสภาให้มาจาก การเลือกตั้ง ฉะนั้นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ปัจจุบันซึ่งใช้ชื่อว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาก็จําเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับบทบัญญัติ ในรัฐธรรมนูญที่เรากําลังจะแก้ไขนะครับ ฉะนั้นที่บัญญัติไว้ก็เพียงแต่บอกว่าเมื่อรัฐธรรมนูญนี้ ประกาศใช้บังคับก็จะให้มีการจัดทํากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน ๑๒๐ วัน ใน ๑๒๐ วันก็จะให้เวลา กกต. ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งจะเป็นผู้กํากับดูแลการเลือกตั้ง และมีหน้าที่โดยตรงที่ดูแลกฎหมายนี้เป็นผู้ริเริ่มในการยกร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นมานําเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร สภาผู้แทนราษฎรก็ดําเนิน กระบวนการพิจารณาตามปกติครับ เพื่อให้สอดคล้องตรวจสอบดู จริง ๆ แล้วต้นร่างจะมา จาก กกต. นะครับ เมื่อผ่านสภาผู้แทนราษฎร ผ่านวุฒิสมาชิกไปแล้วประกาศใช้ได้ทัน ก็ไม่มีปัญหา แต่เนื่องจากในรัฐธรรมนูญฉบับที่เราแก้ เราก็เป็นห่วงว่ากรณีที่จะไม่ทัน กําหนดเวลา เราก็ได้บัญญัติไว้ว่าให้เวลาการจัดทําไว้ ๑๒๐ วัน ซึ่ง ๑๒๐ วัน จริง ๆ แล้วมันรวม ๓๐ วัน ที่ กกต. เป็นผู้ยกร่างด้วยนะครับ ฉะนั้นในสภาผู้แทนราษฎรและ วุฒิสภาก็จะมีกระบวนการอยู่ประมาณ ๙๐ วัน ถ้าไม่ทันก็ให้อาศัยร่างที่สภาผู้แทนราษฎร ได้ให้ความเห็นชอบนําขึ้นทูลเกล้าฯ ลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้นะครับ ทีนี้หลายท่านก็เป็นห่วงว่าสิ่งนี้มันเหมาะสมหรือไม่ มีเหตุมีผลไหม กรรมาธิการอยาก กราบเรียนนะครับว่าระยะเวลาที่เราได้คิดไว้ก็เป็นระยะเวลาที่เราได้ทบทวนตรวจสอบ ดูในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ ผมก็จะไม่ว่าใครนะครับ เพียงแต่ผมจะเอาข้อเท็จจริงมากราบเรียนให้ ท่าน อย่างในช่วงที่จัดทํารัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ และต้องมีการทํากฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็เขียนไว้ชัดเจนว่าให้สภานิติบัญญัติดําเนินการ จัดทํากฎหมายประกอบให้แล้วเสร็จตามเงื่อนเวลาที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี ๒๕๔๙ ซึ่งถ้าท่านไปดูรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี ๒๕๔๙ ก็บอกว่าให้คณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญจัดทําร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ แล้วส่งให้สภานิติบัญญัติให้พิจารณา ให้แล้วเสร็จภายใน ๔๕ วัน ถ้า ๔๕ วันไม่เสร็จก็ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรนําร่างประกอบ รัฐธรรมนูญที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเขาทํากราบบังคมทูลภายใน ๗ วัน เมื่อพ้น ๔๕ วันแล้วไม่เสร็จ ๗ วันกลับไปยื่น หรือจะย้อนไปดูสมัยเมื่อเรามีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็มีบทเฉพาะกาลเขียนบังคับว่าสภาผู้แทนราษฎรที่มีอยู่ขณะนั้นต้องทํากฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน ๑๒๐ วัน ถ้าทําไม่เสร็จก็เขียนบัญญัติว่าให้ยุบ สภาผู้แทนราษฎรด้วยซ้ําไป ฉะนั้นเราก็คิดว่าระยะเวลา ๑๒๐ วันน่าจะมีความเหมาะสม กรรมาธิการก็ไม่ได้ไปแก้ไขจากร่างที่รับไว้ไปจากรัฐสภาเลยนะครับ ยังคงทุกถ้อยคําไว้ ก็กราบเรียนเหตุผลเพื่อทราบ ในขณะเดียวกันนะครับ เนื่องจากว่าท่านสมาชิกได้มีการ ขอสงวนคําแปรญัตติ แล้วกรรมาธิการก็ได้รับฟังคําชี้แจงของเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่าน ก็มีความเป็นห่วงว่าในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๘ ได้บัญญัติเรื่องชื่อกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญไว้ในมาตรา ๑๓๘ บอกว่า ให้มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ดังต่อไปนี้ (๑) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา หลายท่านก็เป็นห่วงว่าถ้าเราไม่เขียนยึดโยงไว้ว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งเราได้ตัดคําว่า ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา กลายเป็นเลือกตั้ง ส.ส. และเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา เราไม่เขียนยึดโยงไว้ก็จะเป็นปัญหา ไปขัดไปแย้งกับบทบัญญัติในมาตรา ๑๓๘ หรือไม่ ซึ่งกรรมาธิการได้เห็นคําแปรญัตติ ของผู้ที่ได้สงวนคําแปรญัตติไว้ก็คือของท่านปรีชาพลและคณะนะครับ ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านก็ได้ ชี้แจงเหตุผลไว้ คําแปรญัตติของท่านกรรมาธิการก็ไม่ขัดข้องนะครับ ถ้าจะเอาเพิ่มเติมเป็น มาตรา ๑๑/๑ ซึ่งได้ใช้ถ้อยคําบอกว่า เมื่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๑ มีผลใช้บังคับให้ บรรดาบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ระเบียบ ประกาศ หรือข้อบังคับใดที่อ้างถึง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ให้หมายถึงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ก็ถ้าจะบัญญัติไว้เป็นมาตรา ๑๑/๑ กรรมาธิการก็ไม่ขัดข้อง ก็จะทําให้ทุกท่านได้หายกังวลใจว่ามันไม่ได้ไปขัดไปแย้งกับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๘ ครับท่านประธาน
เดี๋ยวนะครับ คุณอภิชาต ก่อนนะครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาครับ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ฟังคําชี้แจงของท่านประธานคณะกรรมาธิการ เมื่อสักครู่แล้วยังมีหลายประเด็นที่ยังไม่ได้ตอบ ต้องยอมรับความจริงว่าการขีดกรอบไว้ ๑๒๐ วันนั้นท่านไม่มีเหตุผลอื่นนอกจากว่าเพื่อที่จะรองรับการสิ้นสุดวาระของสมาชิก วุฒิสภาจากการเลือกตั้งที่จะหมดวาระลงในวันที่ ๒ มีนาคม นั่นเป็นประเด็นหนึ่งที่ท่าน ไม่กล้าที่จะยอมรับ เรื่องที่ ๒ ก็คือว่าการพูดถึงการพิจารณาเป็นปกติตามวาระของ สภาผู้แทนราษฎรก็คือวาระที่หนึ่ง วาระที่สอง วาระที่สาม แต่ในชั้นของวุฒิสภาท่านไม่ตอบ ว่าจะให้เป็นไปตามกระบวนการปกติหรือไม่ ท่านก็ไปตัดตอนได้เลยว่าถ้าวุฒิสภาไปทําล่าช้า หรือว่าอาจจะไปแปรญัตติแล้วจะทําให้เกิดความล่าช้าจนกระทั่งกลับมาสภาผู้แทนราษฎรจนตั้ง กรรมาธิการร่วม ถ้าล่วงเลยเวลาท่านตัดตรงนั้นไปเลย นั่นหมายความว่า ก็รัฐสภา ในความหมายของท่านตามกฎหมายฉบับนี้ก็คือเหลือเพียงเฉพาะสภาผู้แทนราษฎร กระบวนการพิจารณากฎหมาย กระบวนการนิติบัญญัติมันถูกตัดตอนไป เหลือเพียงเฉพาะ สภาผู้แทนราษฎร ตรงนี้ประเด็นนี้ท่านไม่ยืนยันนะครับ
ประเด็นต่อมา ข้อสังเกตเรื่องการอนุโลมมาตรา ๑๕๑ ถ้าในกรณีที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานคืนมา ท่านก็ไม่ตอบอีกว่านี่เป็นการบัญญัติ กฎหมายที่เห็นอยู่แล้วว่าอาจจะก่อให้เกิดความไม่บังควร ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ต้องตอบ สุดท้ายกระบวนการขั้นตอนไม่ใช่ว่าเพียงแค่ว่าเมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ท่านนําขึ้นทูลเกล้าฯ ได้เลย มันยังมีกระบวนการของมาตรา ๑๔๑ ที่จะต้องผ่าน ความเห็นชอบของศาลรัฐธรรมนูญด้วย มาตรา ๑๔๑ เขียนว่าอย่างไรครับ เมื่อรัฐสภา ให้ความเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญแล้ว ก่อนนําขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้อง กระทําให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่รับเรื่อง ท่านบวกเวลานี้ด้วยหรือไม่ นี่เป็นเรื่อง ที่ประธานคณะกรรมาธิการจะต้องตอบให้ความกระจ่างกับรัฐสภาแห่งนี้ เมื่อสักครู่นี้ท่าน ก็ไปบอกว่ามาตรา ๑๑/๑ ที่เพื่อนสมาชิกฝั่งรัฐบาลเสนอมาท่านรับเลยหรือครับ หมายความว่า ที่เพิ่มมาตรา ๑๑/๑ ท่านจะให้บวกเข้าไปเลยในการโหวตในตอนนี้เลยหรือว่าอย่างไรครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ประธานคณะกรรมาธิการ ชี้แจง ๓ ประเด็น
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการครับ
ประเด็นที่ ๑ ก็บัญญัติเงื่อนเวลาชัดเจนนะครับ ซึ่งก็เหมือนที่เคยทํามา ในอดีตครับ ถ้าหากทําไม่เสร็จตามที่กําหนดก็แปลว่า ๑๒๐ วัน ถ้าไม่ผ่านรัฐสภาก็ใช้ร่างของ สภาผู้แทนราษฎรที่ให้ความเห็นชอบอันนี้ก็ชัดเจน และกระผมก็ได้อธิบายว่าในอดีตก็เคยทํา กันมา แม้ขนาดรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ถึงขนาดให้ยุบสภาผู้แทนราษฎรถ้าทํากฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญไม่เสร็จภายใน ๑๒๐ ก็ตอบคําถามที่ ๑ นะครับ
คําถามที่ ๒ กราบเรียนว่าเราก็บัญญัติว่าเมื่อพระราชบัญญัตินี้ผ่าน จะผ่าน โดยกระบวนการปกติ คือผ่านรัฐสภาหรือถ้าทําไม่เสร็จภายใน ๑๒๐ วัน ก็ต้องเอาร่าง ของผู้แทนราษฎรเห็นชอบไปก็ไปตามกระบวนการซึ่งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน คือมาตรา ๑๕๐ ส่งไปให้ท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งตอนนั้นถ้ามีกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตราอื่น ที่ท่านยกมาบัญญัติไว้ว่าถ้าเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญ ตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญก็ว่ากันไป แล้วคณะท่านนายกรัฐมนตรีนํากราบบังคม ทูลตามมาตรา ๑๕๐ ถ้าพระองค์ท่านไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยก็เป็นไปตามมาตรา ๑๕๑ ซึ่งเราก็ไม่ได้ไปเขียนขึ้นใหม่นะครับ ก็เป็นกระบวนการปกติตามรัฐธรรมนูญที่เราใช้อยู่ ในปัจจุบัน
ส่วนประเด็นที่ ๓ ที่ผมพูดถึงมาตรา ๑๑/๑ นี้มันไม่ใช่ว่ากรรมาธิการรับเลย นะครับ เดี๋ยวก็ต้องถามมติที่ประชุม แต่กรรมาธิการเพียงแต่บอกว่าก็ชอบแล้ว ถ้าจะเขียนให้ ชัดเจนกรรมาธิการก็ไม่ติดใจอะไร จะได้หายกังวลหลังจากฟังคําชี้แจงของท่านสมาชิก ข้อกังวลของท่านว่าในเมื่อมาตรา ๑๓๘ ได้ไปเขียนว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญมันชื่อ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา แต่กฎหมายที่เรากําลังจะไปออกใหม่มันอีกชื่อหนึ่ง ฉะนั้น เพื่อให้มันรับกัน มันโยงถึงกันได้ ก็บัญญัติมาตรา ๑๑ /๑ ไว้ก็จะได้หมดปัญหานะครับ ท่านประธาน ก็กราบเรียนชี้แจง ขอบคุณครับ
นายสุชาติ ภิญโญ
ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม สุชาติ ภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมเห็นว่าการพิจารณามาตรา ๑๑ ได้พิจารณามา ระยะหนึ่งแล้ว มีเนื้อหาครอบคลุม แล้วก็ขุนพลทั้งฝ่ายวุฒิสภา ขุนพลฝ่ายค้าน และกรรมาธิการได้มีการชี้แจงครบถ้วนแล้วนะครับ ผมขออนุญาตเสนอปิดการอภิปราย โดยอาศัยข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๓๒ (๕) ขอผู้รับรองครับ
มีผู้รับรองถูกต้อง จะมี ท่านสมาชิกเสนออย่างอื่นไหมครับ ท่านอรรถพรเชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตเรียนถามท่านประธานครับ ผมได้เสนอชื่อเป็นผู้อภิปราย ในมาตรา ๑๑ ซึ่งมีการแก้ไข และผมได้รับมอบหมายจากพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดเพชรบุรี ได้ทําหน้าที่เพื่อสะท้อนความรู้สึกนึกคิดที่คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กินรวบประเทศไทย เช่นนี้ ผมไม่อาจจะทําหน้าที่เพียงเสนอปิดอภิปรายอย่างเดียวได้ อย่างนั้นน่าเศร้าสลดใจ และยังจะมีเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านอีกเป็นจํานวนมากซึ่งมีแง่มุมที่แตกต่าง หลากหลายในมาตรานี้ ซึ่งผมว่ามาตรานี้เป็นมาตราที่สะท้อนให้เห็นถึงความลุกลี้ลุกลน กระเหี้ยนกระหือรือที่จะข่มขืนบังคับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ออกทันการเลือกตั้ง ผมจึงเรียนถามท่านประธานว่าผู้แทนจากเมืองเพชรคนนี้และผู้แทนอีกหลายจังหวัดจะถูก เสียงข้างมากในสภาแห่งนี้ปิดปากทั้งที่มีสิทธิตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ อย่างไร เพราะถ้าเป็น อย่างนั้นผมก็ไม่สังฆกรรมครับ
ท่านสุชาติจะให้ ท่านอรรถพรได้ทําหน้าที่ไหมครับ
ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม สุชาติ ภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ผมขอยืนยันตามที่ผมได้เสนอไปครับท่านประธาน
ท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกรัฐสภา ผมยืนยันกราบเรียนกับ ท่านประธานว่าญัตติดังกล่าวไม่สามารถเสนอได้นะครับ และท่านประธานถามว่าผมเห็น เป็นอย่างอื่นไหม นอกจากว่าญัตติดังกล่าวเสนอไม่ได้แล้ว ผมเห็นว่ายังมีปัญหาในมาตรา ๑๑ ซึ่งยังไม่ได้รับความกระจ่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือเมื่อสักครู่ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ตอบว่ามันมีมาตรา ๑๔๑ ที่พูดถึงการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก่อนว่า พ.ร.บ. ประกอบ รัฐธรรมนูญชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ท่านบอกก็ว่ากันไป แต่ว่าขณะนี้ที่เขียนอยู่ ในมาตรา ๑๑ จะขัดแย้งกันนะครับ เพราะตามมาตรา ๑๔๑ ขั้นตอนนั้นต้องดําเนินการ ก่อนที่นายกรัฐมนตรีนําขึ้นทูลเกล้า แต่ท่านมาเขียนไว้ในมาตรา ๑๑ วรรคท้ายว่า ใช้มาตรา ๑๕๐ มาตรา ๑๕๑ ครับ ต้องขอความกระจ่างว่าตกลงส่งหรือไม่ส่ง ศาลรัฐธรรมนูญ ประการที่ ๒ ที่เขียนไว้อย่างนี้ ท่านแก้ไขมาเขียนอย่างนี้ ในที่สุดแล้วไม่มี คําตอบด้วยว่า ถ้าสมมุติสภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถเห็นชอบได้ใน ๑๒๐ วัน เกิดอะไรขึ้น
ท่านประธาน คณะกรรมาธิการจะชี้แจงท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรไหมครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ขอกราบเรียนชี้แจงประเด็นการส่ง ศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็ยังคงเป็นปกติครับ มันก็เหมือนร่างพระราชบัญญัติทั่วไป พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญก็เหมือนกันครับ คือในนี้ท่านจะเห็นว่าเราบัญญัติว่า และให้ดําเนินการตามมาตรา ๑๕๐ มาตรา ๑๕๑ เช่นเดียวกับกฎหมายอื่นนะครับ เมื่อผ่าน รัฐสภาแล้วก็ดําเนินการตามมาตรา ๑๕๐ มาตรา ๑๕๑ แต่ก่อนดําเนินการตามมาตรา ๑๕๐ มาตรา ๑๕๑ ก็จะมีทางแยก ก็คือถ้าเป็นกฎหมายปกตินะครับ ไม่ใช่เป็นกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญก็ไปที่ท่านนายกรัฐมนตรี ถ้ามีคนร้องศาลรัฐธรรมนูญให้ไปตรวจสอบความชอบ โดยรัฐธรรมนูญก็ให้นายกรัฐมนตรีรอการนําทูลเกล้าฯ แต่ถ้าเป็นกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญนะครับ บังคับว่าต้องไปให้ตรวจสอบก่อน แล้วถึงให้นายกรัฐมนตรีใช้อํานาจตาม มาตรา ๑๕๐ ครับท่านประธาน
ท่านอภิชาตเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ความจริงผมยังติดใจในกระบวนการที่ท่านประธาน คณะกรรมาธิการได้ตอบเมื่อสักครู่นี้นะครับ ในประเด็นที่ว่าท่านไปตัดตอนของกระบวนการ ของทางรัฐสภาเหลือเพียงเฉพาะสภาผู้แทนราษฎรก็ทําหน้าที่เป็นรัฐสภาได้ตามนัยของ การร่างกฎหมายในมาตรา ๑๑ นี้ ซึ่งผมคิดว่านี่เป็นเรื่องที่สําคัญ แล้วก็เพื่อนสมาชิกทั้งฝ่ายค้าน และสมาชิกวุฒิสภาหลายท่านก็ได้หยิบยกประเด็นนี้ ท่านก็ยังไม่ให้ความกระจ่างนะครับ นั่นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ เมื่อสักครู่นี้ที่ผมถามว่าเรื่องดําริที่ท่านบอกว่ามาตรา ๑๑๑/๑ ที่เพื่อนสมาชิกได้เสนอไปนั้นท่านไม่ขัดข้อง ก็เห็นดีด้วยว่ามันจะทําให้เป็นการเติมเต็ม กฎหมายฉบับนี้ แต่ผมดูในรายงานของคณะกรรมาธิการ ผู้แปรญัตติเขาเสนอแบบนี้นะครับ แต่คณะกรรมาธิการบอกว่าไม่เห็นด้วย ผู้แปรญัตติก็เลยมาสงวนความเห็นอภิปรายในรัฐสภา แห่งนี้ วันนี้ท่านกลับมาอีกแล้ว ท่านบอกว่าแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน แบบนี้หมายความว่า อย่างไรครับ
ประธานชี้แจงครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ผม สามารถ แก้วมีชัย ครับ เอาคําถามหลังก่อนนะครับ จริง ๆ แล้วเราต้องการ ทําให้กฎหมายสมบูรณ์ที่สุด เมื่อประเด็นที่รับฟังในที่ประชุม อย่างเช่นมาตรา ๑๑/๑ มันจะช่วยแก้ความกังวลใจทั้งหลายว่ามันจะไปขัดกับมาตรา ๑๓๘ คือกรรมาธิการก็ไม่ได้ ขัดข้องอะไร และกรรมาธิการก็ไม่ได้ไปใช้อํานาจกรรมาธิการไปเรียกประชุมหรืออะไรไป เพิ่มเติมนะครับ ในเมื่อผู้สงวนคําแปรญัตติท่านมาชี้แจงในที่ประชุม เดี๋ยวที่ประชุมก็ลงมติ เองครับ ถ้าที่ประชุมเอาก็เอา ที่ประชุมไม่เอาก็แล้วแต่ที่ประชุม ไม่ได้เกี่ยวกับกรรมาธิการ เพราะกรรมาธิการก็มีเฉพาะตัวร่างที่รับไป ไม่ได้ไปเพิ่มเติมอะไรเลยครับท่านประธาน
ท่านคํานูณเชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการตอบ ผมมีประเด็นครับ คือว่ากําหนด ระยะเวลาในมาตรา ๑๑ นี้ มันจะเป็นปัญหาทันทีในกรณีที่ไปประกอบกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๑ คือรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๔๑ นี้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญจะต้องไป ศาลรัฐธรรมนูญโดยอัตโนมัติ แล้วก็ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาให้เสร็จภายใน ๓๐ วัน ถ้ากระบวนการทั้งหมดผ่าน ๒ สภา แล้วบวก ๓๐ วันที่ไปศาลรัฐธรรมนูญอยู่ในกําหนด ๑๒๐ วัน กระผมก็เห็นว่าไม่เป็นปัญหา แต่ว่าในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญท่านเห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ถ้าท่านประธาน กรุณาจะไปดูในมาตรา ๑๔๑ นะครับ ให้ส่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนั้น กลับคืนสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเพื่อพิจารณาตามลําดับ คือหมายถึงว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๑ ซึ่งยังคงอยู่นะครับ แม้ว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้จะประกาศใช้แล้ว ถ้าเกิดกรณีที่เมื่อร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งนี้ไปสู่ ศาลรัฐธรรมนูญ แล้วศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่ามันขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญนี้ มาตรา ๑๔๑ วรรคสามก็จะต้องส่งกลับมาสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา พิจารณาตามลําดับชั้น แล้วกําหนดระยะเวลาที่เกิดขึ้นนั้นมันเกิน ๑๒๐ วัน ถ้ามันเกิน ๑๒๐ วันนะครับ ท่านประธานรัฐสภาในขณะนั้นจะทําอย่างไรครับ นําร่างพระราชบัญญัติที่ผ่าน สภาผู้แทนราษฎรนี้ ให้นายกรัฐมนตรีนําขึ้นทูลเกล้าฯ เลยหรือครับ ก็จะเท่ากับว่าประธานรัฐสภา ก็จะทําขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๑ ซึ่งยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ แล้วนายกรัฐมนตรีจะนําขึ้น ทูลเกล้าฯ เลยหรือครับ เพราะในเมื่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๑ ก็ยังมีผลบังคับใช้อยู่ เพราะฉะนั้นระยะเวลาที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๑ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ กับระยะเวลาบังคับที่ต้องไปศาลรัฐธรรมนูญโดยอัตโนมัติไม่ต้องมีใครยื่นเลยนะครับ ก็ไปศาลรัฐธรรมนูญโดยอัตโนมัตินี้นะครับ ๓๐ วัน แล้วถ้าเกิดศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่ามันขัด ส่งกลับมาตามลําดับชั้นสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภานี้ เงื่อนระยะเวลามันจะขัดกันทันที แล้วก็จะทําให้ประธานรัฐสภาปฏิบัติลําบาก จะปฏิบัติตามร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมใหม่ มาตรา ๑๑ หรือจะปฏิบัติตามมาตรา ๑๔๑ ถ้าปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญใหม่ มาตรา ๑๑ ก็จะ เป็นการขัดกับมาตรา ๑๔๑ ทันที ปัญหานี้มีโอกาสจะเกิดขึ้นได้ครับท่านประธาน อีกประการหนึ่งครับท่านประธาน การที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการชี้แจงว่าในอดีตก็เคย ทํากันมาแบนี้ ในอดีตมันก็ต้องดูว่าอดีตขนาดไหน ถ้าย้อนไปปี ๒๕๔๐ ในขณะนั้นยังไม่มี ศาลรัฐธรรมนูญ ยังไม่มีระบบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญด้วยซ้ํา ไม่ได้มีบทบัญญัติ ที่จะต้องบังคับให้ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ไปศาลรัฐธรรมนูญโดยอัตโนมัติ ผมเห็นว่าเป็นประเด็นที่ท่านประธานควรจะต้องชี้แจงให้กระจ่าง ขอบพระคุณครับ อย่างน้อยก็เพื่อบันทึกไว้
เดี๋ยว ๆ เอาท่านสมชาย ก่อนครับ เดี๋ยวค่อยชี้แจงนะครับ เชิญท่านสมชาย ท่านอรรถวิชช์ได้ชี้แจงทีเดียวนะครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอบคุณท่านประธาน และท่านประธานคณะกรรมาธิการ ซึ่งประเด็นนี้ผมเรียนกับที่ประชุมแล้วว่ามันจะเกิดปัญหา จริง ๆ ครับ ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รอบคอบ บัดนี้ ท่านกําลังจะทํารัฐธรรมนูญซ้อนรัฐธรรมนูญในฉบับเดียวกัน ท่านแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๑ ยังคงอยู่ แล้วท่านแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑ ซึ่งจะบัญญัติใหม่เป็นมาตราอะไรก็ แล้วแต่นี้ ขัดกันอย่างสิ้นเชิง ผมถามท่านประธาน เพื่อให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ ตระหนักตรงนี้นะครับ ถ้าจะกลับไปแก้ไขใหม่ ผมไม่ขัดข้อง ให้มันทําเสียให้ถูก เพราะทําแล้ว มันใช้ไม่ได้ครับประธาน ผมถามท่านประธานแล้วว่าในมาตรา ๑๑ วรรคสามเมื่อครบกําหนด ระยะเวลาตามวรรคสอง หรือมีเหตุอื่นใด อันนี้ละครับคือเหตุอื่นใดที่ผมต้องกราบเรียน ท่านประธานว่าพอมีเหตุอื่นใดทําให้รัฐสภาไม่สามารถพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จ ให้ประธานรัฐสภานําร่างประกอบรัฐธรรมนูญที่ สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบเสนอต่อนายกรัฐมนตรีนําขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และให้นําความตามมาตรา ๑๕๐ และ มาตรา ๑๕๑ ของรัฐธรรมนูญมาบังคับใช้โดยอนุโลม ผมจะไม่พูดถึงมาตรา ๑๕๑ ซึ่งเป็น ความเจ็บปวดในใจของผมนะครับว่ามันจะเกิดการชนกันอย่างแรงระหว่างสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทํากฎหมาย แล้วอาจจะเสร็จแค่นี้ วุฒิสภาอาจจะแก้หรือมีการส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ ตีความแล้วยังไม่แล้วเสร็จนะครับ อย่างที่ท่าน ส.ว. คํานูณได้กล่าวแล้วว่าอาจจะส่งกลับมา ท่านนําความขึ้นไปกราบบังคมทูลแล้วทรงไม่โปรดเกล้าฯ ลงมา มันจะเกิดปัญหากรณีที่ต้อง ลงมติ ๒ ใน ๓ หรือเกิดกรณีที่นายกรัฐมนตรีนําไปประกาศบังคับใช้เลยเพื่อให้ทันการ เลือกตั้ง อันนี้เกิดปัญหาขึ้นแน่นอนครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นอยากให้ท่านประธาน ดูนะครับ แล้วย้อนไปตั้งแต่มาตรา ๑๔๐ ครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาให้ ทําเป็น ๓ วาระ ดังต่อไปนี้ ผมก็จะไม่อ่านนะครับ ๑ ๒ ๓ ว่าไป แต่พอมาตรา ๑๔๑ มันเกิดปัญหาเพราะว่าท่านต้องส่งร่างนี้ไปจริง ๆ นะครับ พอเกิดปัญหาขึ้นนี้มันเดินต่อ ไม่ได้ครับ ท่านประธานครับ ความรีบเร่งจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ทําให้เกิดการขัดกันเอง อยากฟังท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญว่าจะหาทางออกอย่างไร
สุดท้ายครับ และส่วนมาตรา ๑๑/๑ ถ้าท่านประธานจะมาบัญญัติในสภานี่ ผมมีความเห็นว่าท่านประธานไปประชุมกรรมาธิการให้เรียบร้อยเสียก่อนดีกว่าครับ แล้วค่อย กลับมาเสนอต่อสภา ขอบพระคุณครับ
พอดีท่านพิเชษฐ์ประท้วงอยู่ ประท้วงอะไรครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธาน ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ เมื่อมีผู้เสนอญัตติขอปิดอภิปราย ท่านประธานก็ยังอะลุ่มอล่วยให้ได้ พูดคุย ท่านประธานครับ สมาชิกทุกคนในที่นี้มีดุลพินิจของตนเอง มีการตัดสินใจของ ตนเองครับ ดังนั้นผมอยากจะให้ท่านประธานได้ดําเนินการตามญัตติที่มีผู้เสนอไว้ ผมคิดได้ ว่าผมจะโหวตอย่างไรครับท่านประธาน ขอให้ท่านดําเนินการตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ด้วยครับ
คือผมเข้าใจเมื่อมีสมาชิก เสนอขอปิดอภิปราย เราต้องไม่ให้อภิปรายอีกแล้วนะครับ แต่ว่าเมื่อมีข้อสงสัยผมก็จะให้ ประธานคณะกรรมาธิการได้ชี้แจง ท่านสุดท้ายครับ ท่านอรรถวิชช์ แล้วท่านประธานชี้แจง แล้วจะดําเนินการแล้วครับ
ท่านประธานที่เคารพ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ผมอยากให้ท่านประธาน คณะกรรมาธิการสามารถตอบให้ชัด ๆ ว่าได้มีมติของคณะกรรมาธิการในการพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญของท่านในประเด็นนี้หรือไม่อย่างไรครับ คืออย่างนี้ท่านประธานครับ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง ส.ว. ต้องเป็นไปตามกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญ ซึ่งปกติแล้วกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเมื่อพิจารณากันเสร็จสรรพ หมดเรียบร้อยแล้วของฝ่ายนิติบัญญัติต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญเขาดูอีกครั้งหนึ่งนะครับ ตามมาตรา ๑๔๑ ของรัฐธรรมนูญ ประเด็นมันมาอยู่ที่ว่าตอนที่ท่านร่างคราวนี้ในมาตรา ๑๑ ไประบุว่า ถ้าไม่ทําภายในเวลา ๑๒๐ วัน ก็ให้ทางลัดเป็นกรณีพิเศษก็คือให้นายกรัฐมนตรี ส่งขึ้นทูลเกล้าฯ ไปเลย เท่ากับว่าจะไม่มีขั้นตอนการส่งศาลรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๔๑ เกิดขึ้น ซึ่งขีดเส้นใต้ว่า กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเรื่องของการเลือกตั้ง ส.ว. เป็น กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานต้องตอบให้ชัดว่าท่านประธาน คณะกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญของท่านได้มีมติในการพิจารณาเรื่องนี้ อย่างไร สรุปว่าจะให้ดําเนินการตามมาตรา ๑๔๑ คือต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญก่อน หรือจะไป ดําเนินการตามมาตรา ๑๑ ที่ได้ร่างขึ้นใหม่ในคราวนี้ มีมติไหนครับ ต้องขอเป็นมติจากของ ท่านนะครับ ไม่ใช่ว่าท่านตอบเองในฐานะส่วนตัวนายสามารถ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ท่านประธานครับ ตอบอีกครั้ง นะครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม สามารถ แก้วมีชัย ครับ กราบเรียนอย่างนี้ ผมยืนยันกระบวนการตาม มาตรา ๑๑ มันก็จะมีอยู่ ๒ กรณี กรณีที่ ๑ ถ้าสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบพระราชบัญญัติ ฉบับนี้นะครับ ประกอบรัฐธรรมนูญส่งไปให้วุฒิสภา วุฒิสภาเห็นชอบ ไม่มีปัญหาอะไร เบ็ดเสร็จทัน ๑๒๐ วันก็ดําเนินกระบวนการปกติ ก็ส่งให้ท่านนายกรัฐมนตรี ทีนี้พอส่งให้ ท่านนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็โดยอัตโนมัติ มาตรา ๑๔๑ ก็บอกว่าก็ต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญ ก็ไปตรวจสอบ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีปัญหาก็จบ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่ามีประเด็นปัญหา ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญก็ส่งกลับมาให้สภา ฉะนั้นเงื่อนเวลา ๑๒๐ วันมันไม่เกี่ยวหรอกนะครับ ๑๒๐ วันมันจะเกี่ยวเฉพาะตอนต้นที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของ ๒ สภานี่ละครับ ถ้า ๒ สภาทําไม่ทําก็ให้เอาร่างที่สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบเดินหน้าไป อันนี้ ส่วนไปถึงศาลรัฐธรรมนูญคือศาลรัฐธรรมนูญมันที่สุดอยู่แล้วครับ เขาอาจจะยับยั้ง เขาจะอะไรก็แล้วแต่ จนกว่าทุกอย่างเคลียร์จากศาลรัฐธรรมนูญถึงจะนําขึ้นกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย และกราบเรียนว่ามาตรานี้ กรรมาธิการไม่ได้ไปแก้ไขถ้อยคําอะไร ยังคงยืนตามร่างที่รับไปจากรัฐสภา เพราะเราก็เห็นว่า มันสมบูรณ์ดีอยู่แล้วนะครับท่านประธาน
ท่านสุชาติ ภิญโญ ได้เสนอ ญัตติค้างไว้นะครับ ข้อญัตติที่ปิดอภิปราย กระผมบอกไม่แล้วครับ จะมีซักถามอย่างอื่นไหมครับ คือผมต้องดําเนินการประชุมแล้วครับ เพราะว่าเมื่อมีผู้เสนอปิดอภิปรายปั๊บ ความจริงแล้ว ผมไม่อนุญาตให้ใครอีก เชิญท่านจิตต์ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดมุกดาหาร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเป็นสมาชิก วุฒิสภาใหม่นะครับ เป็นครั้งแรกเลยครับ แล้ววันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๗ ผมก็จะหมดวาระ ครั้งต่อไปผมก็ไม่แน่เหมือนกันนะครับ เพราะฉะนั้นที่ผมเข้ามาทําหน้าที่ในรัฐสภานี้ ผมก็อยากจะหาความรู้ หาประสบการณ์ ตอนนี้เหลือสมาชิกรัฐสภาที่เสนอชื่อแปรญัตติอยู่ ๔๒ คนนะครับ จะรีบปิดอภิปรายไปไหนครับ ผมอยากจะฟังต่อ เพราะฉะนั้นผมขอเสนอ ญัตติเปิดอภิปรายครับ ขอผู้รับรองครับ เกิน ๒๐ ครับท่านประธาน
ผู้รับรองถูกต้องนะครับ เพราะฉะนั้นผมจะขอมตินะครับ ก่อนขอมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุม เชิญท่านสมาชิก เข้าห้องประชุมแล้วก็แสดงตนครับ เชิญแสดงตนครับ มีผู้เสนอขอปิดอภิปรายและขอเปิด อภิปราย ไม่มีการอภิปรายแล้วครับ เชิญท่านสมาชิกแสดงตนครับ
(นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
เมื่อมีผู้เสนอปิดอภิปรายและมีผู้เสนอ เปิดอภิปราย ไม่มีอภิปรายอีกต่อไปแล้วเพราะกรรมาธิการได้ชี้แจงไปแล้วครับ ไม่มีสิทธิ แล้วครับ เพราะว่านี่เป็นการปิดอภิปรายและขอเปิดอภิปราย ต้องลงมติแล้วครับ ไม่ต้องแล้วครับ ผมกําลังดําเนินการที่จะตรวจสอบองค์ประชุมอยู่นะครับ ท่านสมาชิกท่านใดยังไม่ได้แสดงตน กรุณาแสดงตนนะครับ รวดเร็วนะครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ขณะนี้ท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมแล้ว แสดงตนนะครับ เมื่อแสดงตนเรียบร้อยแล้วขอส่งผลครับ สมาชิก ๓๕๔ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ
ผมจะขอมติว่าถ้าเห็นว่าควรจะเปิดอภิปรายต่อไป ท่านกดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าเห็นควรจะปิดอภิปราย ท่านกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย เชิญลงมติครับ ผมขอทวนใหม่นะครับ ถ้าท่านเห็นด้วยกับญัตติของท่านจิตต์ก็คือเปิดอภิปราย ท่านกดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่านเห็นด้วย กับญัตติของท่านสุชาติ ท่านกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย เชิญลงมติครับ ผมถามอีกครั้งนะครับ ผมถามอีกครั้งหนึ่ง ขอล้างก่อน ขอล้างเลยเพราะเสียงท่านแซ่วเหลือเกินผมพูดไม่ได้ยิน ท่านสมาชิกครับ ถ้าท่านเห็นด้วยกับญัตติของ พันตํารวจโท จิตต์ ก็คือให้เปิดอภิปราย ท่านกดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่านผู้เห็นด้วยกับญัตติของท่านสุชาติให้ปิดอภิปราย ท่านกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย เชิญลงมติครับ ทุกคนลงมติเรียบร้อยแล้วหรือยังครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ถ้าลงมติเรียบร้อยแล้ว ผมขอปิดการลงมติ ส่งผลครับ สมาชิก ๓๗๐ ท่าน ขอให้เปิดอภิปรายต่อไป ๑๒ ท่าน ให้ปิดอภิปราย ๓๓๕ ท่าน งดออกเสียง ๑๗ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๖ ท่าน
เพราะฉะนั้นผมจะถามต่อไปเลยนะครับ ถามต่อนะครับเพราะสมาชิกไม่ได้ไปไหน องค์ประชุมครบนะครับ ถ้าท่านสมาชิกท่านใดเห็นด้วยกับกรรมาธิการ ท่านกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านสมาชิกท่านใดที่ไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านสมาชิกท่านใด จะงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง เชิญลงมติครับ ลงมติเรียบร้อยหรือยังมาตรา ๑๑ นะครับ มาตรา ๑๑ ถ้าท่านเห็นด้วยกันท่านกรรมาธิการ กดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่านสมาชิก ท่านใดไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการในมาตรา ๑๑ กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้าท่านงดออกเสียง ก็กดปุ่ม งดออกเสียง เชิญลงมติ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มลงคะแนน)
ลงมติเรียบร้อยทุกท่านนะครับ ปิดการลงมติ ส่งผลครับ สมาชิก ๓๘๔ ท่าน เห็นด้วย ก็คือให้ผ่านมาตรา ๑๑ ๓๔๓ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๑ ท่าน งดออกเสียง ๒๕ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๕ ท่าน
มีข้อเสนอที่จะขอเพิ่มเติมมาตรา ๑๑/๑ ของท่านร้อยโท ปรีชาพล ซึ่งกรรมาธิการไม่ขัดข้อง เพราะฉะนั้นผมจะถามต่อเลย ถ้าท่านสมาชิกท่านใดเห็นว่าควรจะ เพิ่มมาตรา ๑๑/๑ ท่านกดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่านผู้ใดไม่เห็นควรที่จะเพิ่มมาตรา ๑๑/๑ กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้าท่านงดออกเสียงขอให้กดปุ่มงดออกเสียงครับ เชิญลงมติครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ทุกท่านลงมตินะครับ ผมขอปิดการลงมติส่งผลครับ ท่านสมาชิก ๓๖๔ ท่าน เห็นด้วย ควรจะเพิ่มมาตรา ๑๑/๑ ๓๒๙ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๒๖ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๘ ท่าน เป็นอันว่า ท่านสมาชิกเห็นชอบให้เพิ่มมาตรา ๑๑/๑ นะครับ
เชิญมาตรา ๑๒ ต่อเลยครับ เชิญเลขาธิการครับ
มาตรา ๑๒ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติขอสงวนคําแปรญัตติครับ
ครับ ส่งรายชื่อผู้อภิปรายครับ เชิญครับ มาตรา ๑๒ ในมาตรา ๑๒ ท่านแรกนะครับ ขอเชิญ พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ ได้อภิปรายครับ มาตรา ๑๑ ได้ผ่านไปเรียบร้อยนะครับ เพราะฉะนั้นมาตรา ๑๒ เชิญท่าน พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานครับ ยังมีผู้ประท้วงอยู่ครับ
มาตรา ๑๒ นะครับ ท่านอรรถวิชช์ท่านประท้วง มาตรา ๑๒ ว่าอย่างไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ครับ ท่านประธานครับ ยังไม่เข้ามาตรา ๑๒ นะครับ ประการแรกครับ
เข้ามาตรา ๑๒ ไปแล้ว เลขาธิการได้อ่านไปแล้วนะครับ เข้ามาตรา ๑๒ แล้วครับ ท่านจะประท้วง มาตรา ๑๒ เรื่องอะไรครับ
ท่านประธานฟังผมให้จบครับ
เวลานี้เข้ามาตรา ๑๒ ไปเรียบร้อยแล้ว เลขาธิการได้อ่านแล้วนะครับ
ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ท่านประธานถามมติว่าใครเห็นด้วยกับมาตรา ๑๑
มาตรา ๑๑/๑ ด้วยครับ
แล้วเสร็จปั๊บท่านประธานมาถามมาตรา ๑๑/๑ ตกลงเอามาตรา ๑๑ หรือ ๑๑/๑ ครับ ท่านประธาน
เรียบร้อยนะครับ ครบถ้วน
ท่านประธานที่เคารพ ท่านประธานฟังผมหน่อยครับ ใช้สมาธิครับ ท่านประธานครับท่าน ประธานถามว่าเห็นด้วยกับมาตรา ๑๑ หรือเปล่า ถามไปรอบแรก แล้วอยู่ดี ๆ รอบ ๒ ท่านประธานถามว่า มาตรา ๑๑/๑ ใครเห็นด้วยบ้าง ท่านประธานครับ ตกลงมาตรา ๑๑/๑ จะเอามาตรา ๑๑/๑ หรือเอามาตรา ๑๑ ครับ กรุณาชี้แจงให้ชัดครับ
ผมถามทั้ง ๒ มาตรานะครับ ทั้งมาตรา ๑๑ แล้วก็ถามมาตรา ๑๑/๑ ด้วยนะครับ ครบถ้วนนะครับ ไปดูในชวเลขได้นะครับ ถ้าอย่างนี้ไม่มีการประท้วง ท่านสุรศักดิ์เชิญครับ
ท่านประธานใจเย็น ๆ ครับ ยังไม่เข้ามาตรา ๑๒ นะครับ เดี๋ยวมั่วครับท่านประธาน
มาตรา ๑๒ ครับ
ท่านประธานอย่ามั่วครับ
ดูชวเลขได้นะครับ ผมถาม มาตรา ๑๑ แล้วก็มาตรา ๑๑/๑ ไปด้วย ให้เกียรติท่าน เชิญท่านครับ
ผมสอบถาม นิดเดียวครับ คือท่านประธานกรุณาฟังสมาชิกทักท้วงนิดหนึ่งนะครับ คําแปรญัตติของ เพื่อนสมาชิกที่เพิ่มมาตรา ๑๑/๑ นี้ ตกลงท่านประธานถือว่าเป็นคําแปรญัตติในมาตรา ๑๑ ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ท่านประธานถามมติผิด เพราะท่านถามมติที่ประชุมเห็นชอบกับกรรมาธิการ เสียงข้างมากไปแล้ว แต่ถ้าท่านบอกว่ามาตรา ๑๑/๑ เป็นคนละมาตรากับมาตรา ๑๑ ท่านต้องเปิดโอกาสให้มีการอภิปรายกันก่อนครับ เพราะเป็นอีกคนละมาตราครับ ท่านเอาทั้ง ๒ อย่างไม่ได้ครับ ท่านต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งครับ
ผมถามแล้วนะครับ ผมถาม กรรมาธิการเรียบร้อยนะครับ กรรมาธิการไม่ขัดข้อง ถูกไหมครับ ผมถามกรรมาธิการไม่ขัดข้อง
ท่านประธานครับ ผมเป็น กรรมาธิการนะครับท่านประธาน ท่านประธานครับทางนี้ครับ ท่านประธานครับ
หมอเจตน์ครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเป็นกรรมาธิการนะครับ มาตรา ๑๑/๑ ที่ทางท่านประธานอ้างว่าได้บอกกับสมาชิก ได้ถามสมาชิก แล้วก็ท่านประธานใช้อํานาจตัดสินใจ ผมไม่รู้เรื่องด้วยนะครับ ผมไม่ได้รับ การติดต่อ ไม่ได้รับการประสาน เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมอยากจะให้บันทึกไว้นะครับท่านประธาน มาตรา ๑๑/๑ ท่านเพิ่มขึ้นมาโดยท่านมาจากไหน ท่านใช้สิทธิอะไร แล้วทําไมท่านถึงไม่ให้ กรรมาธิการประชุม ผมประท้วงด้วยความหวังดีนะครับ เพราะว่าไม่อย่างนั้นจะมีปัญหากับ มาตรา ๑๑/๑ ที่เพิ่มขึ้นครับ ขอดูรายงานการประชุมด้วยครับท่านประธาน
เชิญประธานคณะกรรมาธิการ แถลงครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการครับ ก็ด้วยความเคารพ คุณหมอเจตน์นะครับ ผมได้เรียนชี้แจงกับท่านอรรถวิชช์ ผมจําได้ท่านอรรถวิชช์ถามผมว่า กรรมาธิการมีมติอะไรไหมเรื่องมาตรา ๑๑/๑ แล้วทําไมในรายงานกรรมาธิการบอกว่า ไม่เห็นด้วยกับมาตรา ๑๑/๑ แล้วตอนนี้จะมาเห็นด้วย ผมก็เลยบอกว่ากรรมาธิการยืนตาม ร่างเดิม ส่วนมาตรา ๑๑/๑ ที่มีผู้สงวนคําแปรญัตติไว้นี้ กรรมาธิการก็ไม่ได้ไปเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย แต่มาฟังแล้ว แล้วแต่ที่ประชุมนี้จะลงมติว่าอย่างไร กรรมาธิการก็ไม่ติดใจอะไร แล้วแต่ที่ประชุม ไม่ได้หมายความว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากหรือกรรมาธิการไปเป็นผู้เสนอ เรื่องนี้นะครับ เนื่องจากมีสมาชิกท่านสงวนคําแปรญัตติ แล้วท่านก็ลุกขึ้นชี้แจง กรรมาธิการ เพียงแต่บอกว่าก็แล้วแต่มติที่ประชุมใหญ่จะเอาอย่างไรกรรมาธิการก็ไม่ได้ขัดข้อง ฉะนั้นกราบเรียนให้คุณหมอทราบนะครับ ฉะนั้นไม่มีบันทึกอะไรหรอกครับ มีแต่บันทึกว่า เราไม่เห็นด้วยกับผู้แปรญัตติ แต่วันนี้สภาใหญ่เขาโหวต เขาเอาด้วย กรรมาธิการก็ไม่ทราบ จะทําอย่างไรหรอกครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาต ต่อเนื่องครับ
ได้ครับ เชิญครับ
นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ กรรมาธิการครับ ท่านประธานครับ ถ้าหากว่าท่านเห็นว่ามาตรา ๑๑/๑ นี้จําเป็นที่จะต้อง เพิ่มขึ้น แล้วก็คิดว่าจะถามเป็นมติของที่ประชุมแห่งนี้ ท่านต้องปล่อยให้มีการอภิปรายก่อน นะครับ ต้องอภิปรายให้เห็นถึงข้อดี ข้อเสีย แล้วก็ปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ ท่านก็จะเสนอขึ้นมาแล้วก็ให้โหวตเลย อย่างนี้ไม่ถูกต้องนะครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
เชิญคุณหมอชลน่านครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ประท้วงเพื่อน สมาชิกที่เคารพนะครับ ที่ทักท้วงเรื่องของมาตรา ๑๑/๑ ว่าจะต้องมีการอภิปรายก่อนลงมติ ท่านประธานครับ การอภิปรายในมาตรา ๑๑/๑ ผู้มีสิทธิอภิปรายคือผู้สงวนคําแปรญัตติครับ ผู้สงวนคําแปรญัตติเขาก็อภิปรายไปเสร็จเรียบร้อย สภาแห่งนี้ก็ใช้ดุลยพินิจในการวินิจฉัยว่า จะเห็นชอบตามผู้แปรญัตติหรือไม่ ซึ่งประธานก็ถามแยก ก็ลงมติไปแล้ว ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าโดยข้อบังคับแล้วนี่สมาชิกนอกเหนือจากนี้ที่ไม่มีรายชื่ออยู่ในคําแปรญัตติ ในรายงานไม่มีสิทธิอภิปรายครับ ไม่มีข้อบังคับข้อไหนเลยครับที่จะให้สมาชิกท่านอื่น มาอภิปรายคําแปรญัตติของสมาชิกอีกท่านหนึ่ง ข้อบังคับเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ท่านประธาน ข้อ ๙๙ ชัดเจนครับ เพราะฉะนั้นเขาอภิปรายจบไปเรียบร้อยก็เข้าสู่การลงมติ เมื่อมติ เห็นชอบก็คือบรรจุมาตรา ๑๑/๑ เข้าไปในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ครับ ท่านประธาน โปรดพิจารณาครับ
ผมวินิจฉัย แล้วผมจะทวน คําพูดผมอีกครั้งหนึ่งนะครับ ผมบอกว่า ร้อยโท ปรีชาพล ได้ขอแปรญัตติเพิ่มมาตรา ๑๑/๑ เข้าไป ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับ ข้อ ๙๙ เพราะท่านสงวนอย่างนั้น ผมถามทางกรรมาธิการ กรรมาธิการบอกไม่ขัดข้อง เมื่อไม่ขัดข้องผมก็ถามมติ ถูกไหมครับ มันก็ถูกต้อง เอาชวเลข มาดูก็ได้นะครับ
(นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
เดี๋ยวให้ท่านนิพนธ์ประท้วง ก่อนครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ท่านถามมติ ท่านถามว่า ถ้าใครเห็นชอบกับกรรมาธิการในมาตรา ๑๑ ให้กดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าไม่เห็นชอบ กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย เพราะฉะนั้นมาตรา ๑๑ นี้ท่านไม่ได้ถามว่า เห็นด้วยกับผู้แก้ไขหรือไม่ ท่านไม่ได้ถามอันนั้นเลย แสดงว่าทุกอย่างเห็นไปตามมติกรรมาธิการหมดแล้วในมาตรา ๑๑ จะมาเพิ่มในภายหลังไม่ได้ครับ ถ้าจะเอาตามผู้สงวนที่เขาเพิ่มขึ้นมา ท่านจะต้องถามว่า จะเห็นด้วยกับกรรมาธิการหรือผู้สงวน แล้วจะเห็นกับผู้สงวนรายไหน รายท่านปรีชาพล หรือใครต้องอย่างนั้นครับ เพราะฉะนั้นมติอันนี้มันจบไปแล้ว มาตรา ๑๑ จะมาเพิ่มอะไรอีก ไม่ได้ เพราะเป็นไปตามกรรมาธิการหมดแล้ว ขอบคุณครับ
ผมก็ยังยืนยันนะครับว่า ผมบอกว่าท่าน ร้อยโท ปรีชาพล ได้ขอแปรญัตติเพิ่มมาตรา ๑๑/๑ แล้วกรรมาธิการ ก็เห็นด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นผมก็ถามนะครับ อย่างนั้นผมไปมาตรา ๑๒ ครับ ท่าน พลเรือเอก สุรศักดิ์ เชิญอภิปรายครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กระผมได้ขอแปรญัตติในมาตรา ๑๒ ไว้ โดยขอให้ตัดทิ้ง ทั้งมาตรา เหตุผลที่ต้องตัดทิ้งทั้งมาตราเพราะว่าความในวรรคสองของมาตรา ๑๒ ที่กรรมาธิการได้ไปแก้ไขเพิ่มเติมมีข้อความว่าอย่างนี้นะครับ เมื่อได้มีพระราชกฤษฎีกา กําหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไปตามวรรคหนึ่งแล้ว สมาชิกวุฒิสภา ตามมาตรา ๑๐ จะปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการพิจารณาให้บุคคลดํารงตําแหน่งหรือถอดถอน บุคคลใดออกจากตําแหน่งตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญมิได้ จนกว่าสมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้งทั่วไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยรัฐธรรมนูญนี้เข้าปฏิบัติหน้าที่ หากข้อความที่กรรมาธิการได้เพิ่มเติมนี้ขัดต่อหลักการที่รัฐสภาได้ให้การรับรอง ในวาระที่หนึ่ง เพราะในหลักการที่ผ่านวาระที่หนึ่งนั้น ท่านกรรมาธิการได้เสนอหลักการ ไม่ได้มีการแก้ไข ไม่ได้เสนอว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๑๒๑ มาตรา ๑๒๑ นะครับ มีข้อความว่า ในการที่วุฒิสภาจะพิจารณาให้บุคคลดํารงตําแหน่งใด ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ให้วุฒิสภาแต่งตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นคณะหนึ่งทําหน้าที่ ตรวจสอบประวัติความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ ดํารงตําแหน่งนั้น รวมทั้งรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานอันจําเป็นแล้วรายงานต่อ วุฒิสภาเพื่อประกอบการพิจารณาต่อไป ในหลักการซึ่งกรรมาธิการได้เสนอและรัฐสภาได้ให้ การรับรองในวาระที่หนึ่งนะครับ ไม่ได้มีข้อความว่าจะแก้ไขมาตรา ๑๒๑ เพราะฉะนั้น เมื่อกรรมาธิการได้แก้ไข ลักษณะนี้ผมถือว่าเป็นการแก้ไขขัดต่อหลักการ ขัดรัฐธรรมนูญครับ การถอดถอนบุคคลออกจากตําแหน่งก็จะปรากฏชัดในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๐ นะครับ อันนี้ก็เช่นเดียวกัน ในหลักการที่ผ่านวาระที่หนึ่งกรรมาธิการไม่ได้ขอแก้ตรงนี้นะครับ ผมขออ่านหลักการในวาระที่หนึ่ง หลักการเขียนว่า แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย โดยกําหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง (แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๖ วรรคสอง มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๒๐ และมาตรา ๒๔๑ วรรคหนึ่ง และยกเลิกมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔) ไม่มีนะครับที่จะไปแก้ไขมาตรา ๑๒๑ รวมทั้งมาตรา ๒๗๐ เพราะฉะนั้นเมื่อกรรมาธิการได้ แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขัดต่อหลักการ ซึ่งรัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบในวาระที่หนึ่งผมถือ ว่ามิชอบ
ประการที่ ๒ ครับ ข้อความที่เขียนว่า ให้สมาชิกวุฒิสภาหยุดปฏิบัติหน้าที่ ในการแต่งตั้งและถอดถอนบุคคล นี่นะครับ จนกว่าสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ชุดใหม่จะครบสองร้อยคนนะครับ ซึ่งปรากฏการณ์ในอดีตนั้นเราก็เคยพบแล้วว่าการที่จะให้ ได้สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งครบ ๒๐๐ คนนั้นบางครั้งก็จะเป็นการยาก ยิ่งในกรณีนี้ นะครับท่านประธาน เพราะว่าเราไปเปิดโอกาสให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้ง อยู่ในตําแหน่ง คือหมายความสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้งหมดวาระไปแล้ว สามารถที่จะสมัครรับเลือกตั้งต่อ ท่านประธานลองวาดภาพดูสิครับ สมาชิกวุฒิสภามีอํานาจ ในการถอดถอนกรรมการเลือกตั้ง ถ้าเผื่อเขาอยู่ต่อผู้ที่ไม่ได้รับการเลือกตั้งนั้นก็จะไป ร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง อันนี้เป็นประเด็นสําคัญนะครับ เมื่อร้องเรียนเสร็จ การที่จะได้สมาชิกวุฒิสภาเลือกตั้งครบ ๒๐๐ คนก็ไม่ทราบว่าจะใช้เวลานานเท่าไร การเขียนรัฐธรรมนูญในลักษณะนี้ผมคิดว่ามีช่องว่างแล้วทําให้เกิดปัญหา ผมขอกราบเรียน ท่านประธานซ้ําอีกครั้งหนึ่งเพื่อประหยัดเวลานะครับว่าผมไม่เห็นด้วยที่จะใช้เสียงข้างมาก ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยที่ไม่ได้คํานึงถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นต่อประเทศชาติ ผมขอให้ กรรมาธิการถอนร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ออกไปทั้งฉบับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน
เชิญท่านชํานิ ศักดิเศรษฐ์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ชํานิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยผู้สงวนความเห็นในมาตรา ๑๒ ประการแรกท่านประธานครับ ผมอยากให้ท่านประธานได้ใช้ข้อบังคับการประชุมสภา ข้อ ๕ ท่านประธานได้ช่วยควบคุมให้การประชุมสภาอยู่ในความสงบเรียบร้อยเพราะผม ต้องการสมาธิที่พูดกับท่านสมาชิกรัฐสภาครับ
ขอความร่วมมือจาก ท่านสมาชิกทุกท่านนะครับ ขอให้อยู่ในความสงบด้วยนะครับ ขอบคุณครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ การแปรญัตติในมาตรา ๑๒ ที่ผมทําไว้แล้วก็ได้สงวนความเห็นในฐานะของคณะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยนั้น ผมได้สงวนความเห็นไว้ดังนี้ครับ ผมได้ให้ตัดข้อความในมาตรา ๑๒ ซึ่งกําหนดว่าให้สมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๐ ซึ่งมาจากการเลือกตั้งและให้สมาชิกวุฒิสภา ตามมาตรา ๑๐ ซึ่งมาจากการสรรหาเท่าที่เหลืออยู่ยังคงมีสมาชิกภาพต่อไปจนกว่าจะครบ วาระตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้ ข้อความนี้ผมได้เสนอให้ตัด แต่ว่าในก่อนหน้านี้ได้มีการลงมติในมาตรา ๑๐ ซึ่งบัญญัติไว้ว่า ให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีสมาชิกภาพอยู่ในวันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับยังคงมีสมาชิกภาพ และปฏิบัติหน้าที่วุฒิสภาต่อไป ความนี้ได้มีการลงมติไปแล้วโดยที่ประชุม เมื่อความนี้ ได้ลงมติไปแล้วทําให้คําแปรญัตติของผมซึ่งได้สงวนความเห็นไว้นั้นไม่มีความจําเป็นที่จะ เสนอให้ตัดอีกต่อไป แต่เนื่องจากในมาตรานี้คณะกรรมาธิการได้มีการเพิ่มเติมข้อความขึ้น ผมจึงจะอภิปรายเพื่อกราบเรียนกับท่านประธานและเพื่อนสมาชิกว่าผมไม่เห็นด้วย กับข้อความที่เพิ่มเติมขึ้นของคณะกรรมาธิการ ซึ่งเรื่องนี้เป็นปัญหาทางหลักการซึ่งได้บัญญัติ เพิ่มเติมไว้อย่างนี้ครับ ซึ่งถือว่าเป็นการแก้ไขเพิ่มเติม นั่นก็คือว่าเมื่อได้มีพระราชกฤษฎีกา กําหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไปตามวรรคหนึ่งแล้ว สมาชิกวุฒิสภา ตามมาตรา ๑๐ จะปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการพิจารณาให้บุคคลดํารงตําแหน่งหรือถอดถอน บุคคลใดออกจากตําแหน่งตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญมิได้ จนกว่าสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมาจากการเลือกตั้งทั่วไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยรัฐธรรมนูญนี้เข้าปฏิบัติหน้าที่ ท่านประธานครับ ข้อความที่เพิ่มเติมนี้เป็นปัญหาสําคัญ เป็นปัญหาทางหลักการที่เป็นการเพิ่มเติมโดยกําหนดให้สมาชิกวุฒิสภานั้นยังคงอยู่ แต่ว่า ขณะเดียวกันได้ไปกําหนดไม่ให้ทําหน้าที่ในขณะนี้ที่ดํารงอยู่ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ ผมได้ แปรญัตติไปในมาตราอื่น ๆ มา ๒ รอบแล้ว รอบนี้ก็เป็นเรื่องเดียวกัน ที่ผมบอกว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องเดียวกันนั้นก็เพราะว่าการดํารงอยู่ของวุฒิสมาชิก การมีหรือไม่มี วุฒิสมาชิก การดํารงอยู่หรือไม่อยู่ของวุฒิสภาจําเป็นต้องดํารงอยู่เพราะเขามีอํานาจหน้าที่ เมื่อเราให้อยู่ แล้วไม่ยอมให้ การไม่ยอมให้มีอํานาจหน้าที่ สิ่งนี้จึงเป็นปัญหาที่ขัดแย้งกันอยู่ในทางหลักการ และสิ่งนี้จึงเป็นเรื่องที่ขัดกับเจตนารมณ์ของการมีหรือไม่มีวุฒิสภาอย่างแน่นอน ปัญหานี้ เป็นเรื่องสําคัญครับท่านประธาน ผมกําลังจะบอกกับท่านประธานว่าสมาชิกที่เหลืออยู่ แล้วเขาต้องทําให้เขาอยู่ได้ เพราะเราไปมีบทบัญญัติให้อยู่ แต่เมื่อบทบัญญัติให้อยู่แล้วเราไปมีบทบัญญัติเพิ่มเติมไม่ให้ เขาทําหน้าที่ การทําหรือไม่ทําหน้าที่ไม่อาจบอกได้ว่าเรื่องใดสําคัญหรือไม่สําคัญ ทุกเรื่องที่ สมาชิกวุฒิสภามีหน้าที่เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เมื่อเป็นไปตามบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญจึงเป็นปัญหาของโครงสร้างแห่งรัฐ เมื่อเป็นปัญหาของโครงสร้างแห่งรัฐจะใช้ อํานาจอย่างไร ใช้อํานาจเมื่อใด ใช้อํานาจด้วยวิธีการใดจึงเป็นเรื่องที่ถูกกําหนดไว้ โดยรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น ท่านประธานครับ กําหนดไว้อย่างไรครับ ถ้าเรากําหนดให้เขาต้องมี หน้าที่เราต้องให้เขามีทั้งฐานะ แล้วเราต้องให้เขาได้ทําหน้าที่นั้นอย่างสมบูรณ์ในสภาด้วย วุฒิสภาเขามีหน้าที่อะไรครับ ท่านประธานครับ วุฒิสภาจะนึกเอาเองว่าอยากจะทําหรือไม่ อยากทําอะไรนั้นไม่ได้อย่างแน่นอน วุฒิสภาจะต้องทําตามที่กฎหมายรัฐธรรมนูญกําหนด มีเรื่องใหญ่ที่จะต้องกราบเรียนกับท่านประธานก็คือว่าวุฒิสภาไม่ว่าเวลาใดถ้าเขายังดํารงอยู่ เขาจะต้องทําหน้าที่เรื่องใหญ่ ๓ ประการด้วยกันครับ
ประการแรกก็คือว่าเขาต้องทําหน้าที่รัฐสภา แล้วรัฐสภานั้นเมื่อวันที่เขามี สถานะอยู่ สมาชิกส่วนหนึ่งไปเลือกตั้ง แต่ส่วนหนึ่งเขาอยู่ เขายังต้องร่วมอยู่ในการทําหน้าที่ สมาชิกรัฐสภา หรือท่านประธานจะทราบไหมครับว่าในขณะที่เรากําลังเลือกตั้งสมาชิก วุฒิสภาอยู่ หรือประกาศวัน เวลา ของการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภานั้นอาจจะมีการยุบสภา เกิดขึ้นก็ได้ เมื่อมีการยุบสภาเกิดขึ้นก็ได้ นั่นก็แปลว่าสมาชิกที่เหลืออยู่เขาต้องทําหน้าที่ รัฐสภา
ประการที่ ๒ เขาจะต้องทําหน้าที่ตามที่วุฒิสมาชิกที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอื่น ซึ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญกําหนดให้เป็นอํานาจหน้าที่เป็นการเฉพาะ เขาต้องทําหน้าที่นั้น และเวลาแห่งการทําหน้าที่นั้นไม่ได้อยู่ในช่วงของการไปเลือกตั้งหรือไม่ไปเลือกตั้ง ช่วงเวลาที่ เขาอาจจะต้องทําวันนี้ ทําพรุ่งนี้ มันมีข้อกําหนดในการทํา
ประการที่ ๓ เขาต้องทําหน้าที่เฉพาะองค์กรที่ตัวเองกําหนด อย่างเช่น การถอดถอนสมาชิกวุฒิสภาด้วยกันเมื่อมีความผิด เมื่อมีปัญหา เมื่อเวลานั้นมาถึง เขาต้อง ทําหน้าที่นั้น การไปเขียนว่าไม่ให้เขาทําหน้าที่จึงเป็นเรื่องที่ไม่ชอบ ทําไมหลักการต้องเป็น อย่างนั้นครับ ท่านประธานครับ นั่นก็เพราะว่าสิ่งที่สําคัญที่สุดที่เราจะพูดถึงบนพื้นฐาน ในสิ่งนี้ก็คือว่าการดํารงอยู่ การอํานาจหน้าที่ที่จะต้องใช้ แล้วก็การทําหน้าที่นั้นมันมีเรื่องที่ ขาดไม่ได้เลย ท่านประธานครับ มันมีอยู่ ๔ ประเด็นใหญ่ ๆ ที่รัฐ ๆ หนึ่ง รัฐชาติก็ดี หรือรัฐประชาชาติก็ดีที่ไม่มีตําแหน่งว่างเลยแม้แต่วินาทีเดียว ถ้าว่างจะต้องมีคนทําหน้าที่นั้น อย่างชัดเจน เช่น ประเทศทุกประเทศย่อมมีประมุขรัฐ ไม่ว่าจะเป็นประมุขหรือ องค์พระประมุข เวลาแห่งการดํารงอยู่ของประมุขนั้นตามรัฐธรรมนูญกําหนดว่าไม่มีช่วงเวลา ที่ว่างเลย ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงแปลว่าจะต้องทําทันที นี่เป็นเรื่องที่ ๑ ซึ่งเดี๋ยวผมจะอธิบาย รายละเอียดให้ท่านประธานทราบ ผมอภิปรายครั้งนี้ผมคาดหวังต่อคณะกรรมาธิการ อีกเช่นเคยนะครับว่าเราจําเป็นต้องแก้ไขอย่างไร
เรื่องที่ ๒ เรามีรัฐบาล แม้มีการยุบสภา ผู้ที่ทําหน้าที่นายกรัฐมนตรีว่างเว้น ไม่ได้ครับ แม้ว่าจะมีการยุบสภารัฐบาลจะต้องรักษาการ คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องทํา หน้าที่แทน เป็นผู้บริหารประเทศ ไม่มีว่างเว้นแม้แต่วันเดียว นี่คือหลักการที่ต้องทําหน้าที่
ประการที่ ๓ รัฐสภา การดํารงอยู่ของรัฐสภาจะดํารงอยู่ตลอดไป วุฒิสภา อาจจะหมดวาระแล้วไปเลือกใหม่ คนที่ทําหน้าที่รัฐสภาคือสภาผู้แทนราษฎร แล้ววันเวลา ที่สภาผู้แทนราษฎรหมดวาระหรือยุบสภาไปเลือกตั้งใหม่ วุฒิสภาก็ต้องทําหน้าที่รัฐสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ทําหน้าที่ประธานรัฐสภาซึ่งมีอํานาจเป็นการเฉพาะ รวมทั้งมีอํานาจ ในรัฐสภา เขาจะต้องมีหน้าที่นี้ รัฐ ๆ หนึ่งตําแหน่งนี้จะขาดไม่ได้เลยแม้แต่วันเดียว นี่เป็นสิ่งที่ ถูกกําหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญ
ประการที่ ๔ ท่านประธานครับ ศาลยุติธรรม ประธานศาลฎีกา ผู้ดํารงตําแหน่งประมุขของฝ่ายยุติธรรมเป็นตําแหน่งที่อาจจะต้องหมดวาระ แต่ว่าในวันที่ หมดวาระจะต้องมีผู้ทําหน้าที่เป็นประธานศาลฎีกา
องค์ประกอบทั้ง ๔ ประการนี้ ทั้งประมุขรัฐ ทั้งนายกรัฐมนตรี ทั้งรัฐสภา และทั้งศาลกระบวนการยุติธรรม ทั้ง ๔ ประการนี้ท่านประธานครับ เป็นสิ่งว่างเว้นเลย ไม่ได้ แม้แต่นาทีเดียว เมื่อว่างเว้นไม่ได้ การกําหนดให้มีหรือไม่ให้มีจึงไม่ใช่กําหนดตามใจเราว่า กําหนดให้ ส.ว. อยู่ แต่บทบัญญัติก็คือว่ากําหนดไม่ให้ทําหน้าที่ แม้การทําหน้าที่ บางอย่างนั้นก็เป็นปัญหา รัฐสภามีหน้าที่อย่างไรครับท่านประธาน ส.ว. ที่เหลืออยู่ส่วนหนึ่ง ไปเลือกตั้ง นี่ผมอภิปรายบนพื้นฐานที่ว่าผมได้ยอมรับแล้วนะครับว่าเขาได้โหวต ในมาตรา ๑๐ แล้ว เขายินดีที่จะให้ ส.ว. ที่มีอยู่ ดีอยู่ ถ้าอยู่เขาก็ต้องทําหน้าที่ และเขาต้อง ทําหน้าที่อะไรครับ เขาต้องทําหน้าที่รัฐสภา หน้าที่รัฐสภากําหนดไว้ที่ไหนครับ กําหนดไว้ ในมาตรา ๑๓๖ ท่านกรรมาธิการลองตามผมมาดูสิครับว่าเขากําหนดให้ต้องทําอะไร มาตรา ๑๓๖ ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ ตามมาตรา ๑๙ ให้การปฏิญาณตนของผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ต่อรัฐสภา ตามมาตรา ๒๑ ให้การรับทราบ การแก้ไขเพิ่มเติมตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันติวงศ์ พุทธศักราช ๒๕๑๗ ตามมาตรา ๒๒ การรับทราบหรือให้ความเห็นชอบในการสืบสันติวงศ์ ตามมาตรา ๒๓ ทุกมาตราที่ผมเอ่ยถึง มาตรา ๑๙ มาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓ ล้วนแล้วแต่เป็น อํานาจที่ต้องทําและไม่สามารถที่จะกล่าวได้ว่าไว้วันก่อน รอให้เลือกตั้งเสร็จ รอเวลาอื่น มันไม่ได้ทั้งสิ้น เหตุการณ์เหล่านี้มีขึ้นเมื่อใดต้องทําหน้าที่ทันทีเมื่อนั้น และเขาเป็นรัฐสภา คนเดียวด้วยซ้ําไป ถ้ามีการยุบสภาผู้แทนราษฎรซ้อนลงไปในวันนั้น ซึ่งการยุบ สภาผู้แทนราษฎรนั้นบอกไม่ได้ครับท่านประธานว่าปีหน้าจะยุบ ว่าสิ้นเดือนนี้จะยุบ มันเป็นเรื่องของเงื่อนไขทางการเมืองที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เขาก็จําเป็นต้องยุบสภา การมีมติ ให้รัฐสภาพิจารณาเรื่องอื่นในสมัยประชุม การให้ความเห็นชอบในการปิดสมัยประชุม ผมจะไปเร็ว ๆ นะครับ การปิด-เปิดสมัยประชุม การตราข้อบังคับ การใช้ความเห็น ล้วนไปถึงมาตรา ๑๓๗ ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาให้ใช้อะไร การกําหนดว่าให้ทํา หน้าที่อย่างนี้ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นหน้าที่ของวุฒิสภา หน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร ในการทําหน้าที่รัฐสภานั้นเป็นการทําตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เมื่อบางประการ กําหนดว่าให้มี หรือกําหนดไว้ให้มีก็ไม่ได้ แต่ว่าในขณะเดียวกันครับท่านประธาน ในมาตรา ๑๓๒ ได้กําหนดยกเว้นไว้อีกเหมือนกันว่าในวันเวลาที่ไม่มีสภาแล้วให้มีการทํา หน้าที่ เขาจะให้ทําอะไรบ้าง เขาก็กําหนดไว้อีกเหมือนกันว่าจะมีการประชุมวุฒิสภาไม่ได้ เว้นแต่จะต้องมีกรณีต่อไปนี้ ซึ่งเขาก็กําหนดเงื่อนไขไว้เป็นหลักการตามรัฐธรรมนูญว่าอะไร ที่ทําได้ อะไรที่ทําไม่ได้ จึงไม่ใช่เรื่องที่เราจะไปกําหนดเพิ่มเติมว่าไม่ให้ทํา หรือไปกําหนด เพิ่มเติมว่าให้ทํา เพราะโครงสร้างของการให้ทําหรือไม่ให้ทํามันเป็นเรื่องของระบบการเมือง บางเรื่องขาดเวลาไม่ได้แม้แต่วันเดียว บางเรื่องรอได้เพราะมีกระบวนการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ถูกกําหนดไว้ทั้งสิ้น การกําหนดอีกประการหนึ่ง ท่านประธานครับ ที่เป็นหน้าที่โดยเฉพาะ ของสมาชิกวุฒิสภา นั่นก็คือการถอดถอนออกจากตําแหน่งที่คณะกรรมาธิการไปกําหนดว่า ห้ามไม่ให้คนที่เหลืออยู่ทํา เขาเขียนว่าอย่างไรท่านประธาน ในมาตรา ๒๗๐ ในตอนท้ายของ วรรคแรกเขาบอกว่า วุฒิสภามีอํานาจถอดถอนผู้นั้นออกจากตําแหน่งได้ หมายถึงคนที่เป็น ผู้ดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภา สมาชิกวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา ประธาน ศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครอง อัยการสูงสุด ผู้ใดมีพฤติกรรมร่ํารวยส่อในทางทุจริต ส่อว่ากระทําผิดร้ายแรงต่อหน้าที่ ส่อว่าทําผิดร้ายแรงต่อหน้าที่ยุติธรรม ส่อว่าจงใจใช้หน้าที่ ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม อย่างร้ายแรง วุฒิสภาถอดถอนผู้นั้นออกจากตําแหน่งได้ บทบัญญัติวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับกับ ผู้ดํารงตําแหน่งดังต่อไปนี้คือ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญด้วย ผู้พิพากษาด้วย พนักงานอัยการด้วย การถอดถอนหรือไม่ถอดถอนไม่ใช่เรื่องวุฒิเขานึกเอาเองหรือไม่นึกเอาเอง เมื่อกระบวนการ เหล่านี้มาถึง กระบวนการเหล่านี้ตกอยู่ในเวลานั้น เขาไม่มีสิทธิหลีกเลี่ยงที่จะไม่ทํา และ ถ้าไม่ทําก็เกิดผลเสียหายต่อประเทศชาติ ต่อรัฐทั้งสิ้น การดํารงอยู่ของผู้เป็นประมุขแห่งรัฐ การดํารงอยู่ของผู้นํานายกรัฐมนตรี การดํารงอยู่ของประธานรัฐสภาและการดํารงอยู่ของ ประธานศาลยุติธรรม นั่นเป็นกระบวนการที่เขาไม่ยอมให้ขาดเวลาเลยแม้แต่นาทีเดียว เมื่อไม่ยอมให้ขาดเลยแม้แต่นาทีเดียว เราไปกําหนดให้คนหนึ่งมีอํานาจ ไม่มีอํานาจให้ทํา หน้าที่ ไม่ให้ทําหน้าที่ กระบวนการเหล่านี้ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแน่นอนและขัดต่อ เจตนารมณ์ในการภารกิจแห่งรัฐ ซึ่ง ๔ ประการที่ผมได้กําหนดนี้ได้บอกกับท่านประธาน แล้วว่าการไปกําหนดไว้อย่างนี้เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง นอกจากนั้นอีกท่านประธานครับ ในขณะที่ เขารักษาการอยู่นี้ที่เขาทําหน้าที่เขาไม่ได้ถอดถอนบุคคลที่ผมอ่านมาทั้งหมดยาวเฟื้อยแล้ว ทั้งนั้นนะครับ ท่านไปดูได้ในมาตรา ๒๗๗ มาตรา ๒๗๑ สมาชิกวุฒิสภาจํานวนไม่น้อยกว่า หนึ่งในสี่ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภามีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธาน วุฒิสภาเพื่อให้วุฒิสภามีมติตามมาตรา ๒๗๔ ให้ถอดถอนสมาชิกวุฒิสภาออกจากตําแหน่ง ได้ด้วย เขายังต้องถอดถอนคนเขาเองอีก เกิดวันนั้นมีวุฒิสมาชิกไปถูกสอบสวนไปทําอะไรผิด ถึงเวลาที่จะต้องเฉ่งกันแล้วต้องถอดถอนแล้ว เขาก็ต้องเอาคนที่อยู่ของเขาภายในที่ทําผิดนั้น ออกไป แล้วเราไม่ให้เขาประชุมนี่เป็นปัญหาที่ขัดต่อหลักการ เป็นปัญหาต่อเรื่องราวทั้งสิ้น และในกรรมาธิการผมคิดว่าเราไม่ได้ถกเถียงกันเรื่องนี้กันอย่างกว้างขวางจริงเลยแม้แต่นิดเดียว ข้อความนี้ท่านประธานครับ ไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากได้หรือไม่อยากได้ แต่ผมเห็นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เรามุ่งจริง ๆ ครับ อยากได้อะไรเอาอันนั้น ไม่อยากให้อะไรไม่ให้ อันนั้น ซึ่งอย่างที่ผมได้กราบเรียนกับท่านประธานมาตลอดว่ารัฐธรรมนูญนั้นมันไม่ใช่แก้ไข เพื่อให้สิ่งที่เจ้าของเขาอยากได้ และสิ่งที่เจ้าของก็ไม่อยากได้ การอยากได้หรือไม่อยากได้ มันไม่มีปัญหาส่วนตัวดํารงอยู่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่มันเป็นระบบการเมือง และระบบ การเมืองของประเทศไทยมันเป็นระบบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข และระบบนี้ เป็นกระบวนการเป็นขั้นตอน เป็นสิ่งที่เราดําเนินการมาแล้วทั้งสิ้น การมีอํานาจหน้าที่ ทุกอํานาจหน้าที่ล้วนแต่ละต้องดําเนินการไปให้จบสิ้นทั้งสิ้น มาตรา ๒๗๐ กับมาตรา ๒๗๑ ที่ผมได้อ้างให้ท่านประธานฟังนั้นมันเป็นกระบวนการจริง ๆ ท่านประธานจะเห็นว่าข้อความ ที่ถูกกําหนดขึ้นโดยคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้นมันทําให้เราขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๒ มันขัดต่อมาตรา ๑๓๖ มาตรา ๑๓๗ ขัดต่อมาตรา ๒๗๐ มาตรา ๒๗๑ การขัดแย้งอย่างนี้ผมคิดว่ามันเป็นการเติมข้อความไปโดยไม่จําเป็น ผมคิดว่าเป็นการเพิ่มเติม ข้อความแบบขัดเขิน ใจหนึ่งอยากจะให้ ส.ว. สรรหาออกไปให้หมด แต่กลับมาคิดไปคิดมาว่าถ้าให้ออกไม่หมด ระบบก็ถูกสรรหามาตามรัฐธรรมนูญเดิม ตัวเองไปเขียนให้เขาพ้น ก็รู้สึกว่าขัดใจนิดหน่อย กลัวว่าจะไปขัดต่อรัฐธรรมนูญในมาตราที่เขาสรรหามา ก็เลยขัดใจก็คือทิ้งไม่ได้ ทิ้งไม่ได้ก็เลย เอาไว้ พอเอาไว้ก็กลัวอีกว่าถ้าให้เขาอยู่เสร็จเขาจะต้องทําหน้าที่ พอเขาจะทําหน้าที่ถอดถอน ใครได้บ้าง ก็ถอดถอนนายกรัฐมนตรีได้ เพราะนายกรัฐมนตรีก็รอถูกถอดถอนอยู่หลายเรื่อง ประธานสภาก็ถอดถอนได้ ประธานสภาผมก็ยังอยู่ และอาจจะถูกถอดถอนรออยู่ รองประธานวุฒิสภาก็รอถอดถอนอยู่ สมาชิกบางคนก็ถูกร้องเรียนรอถอดถอนอยู่ ให้อยู่ แต่พอเขาสอบสวนเสร็จไม่ให้ถอน อย่างนี้ท่านประธานครับ มันแปลว่าอะไร มันไม่ใช่เรื่องที่ เราจะต้องมานั่งดูแลกันโดยการที่ตามใจตัวเอง เพราะฉะนั้นการเพิ่มข้อความนี้เป็นข้อความ ที่เพิ่มขึ้น จึงเป็นข้อความที่ไม่ชอบ ขัดต่อหลักการ ขัดต่อเจตนารมณ์ และขัดต่อระบบการเมือง ตามที่มีวุฒิสภาของประเทศไทย ผมอยากเรียกร้องให้ท่านคณะกรรมาธิการตัดข้อความ ที่เพิ่มเติมเหล่านี้ออกไป กราบเรียนเพื่อนสมาชิก ทั้งที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา เราต้องยอมรับหลักการกันนะครับ ถ้าเรากล้าตัดสินใจที่จะโหวตให้เขาดํารง อยู่ต่อไป แม้ว่าดุลยภาพของสภาอาจจะเปลี่ยนแปลง อาจจะมีปัญหาอย่างใดในอนาคต แต่เมื่อเรายอมให้เขาอยู่แล้ว เราจะยอมให้เขาอยู่อย่างไม่มีหน้าที่ ยอมอยู่อย่างไม่ให้ทํางาน ยอมอยู่อย่างให้เขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับระบบ เราจะยอมให้เขามีอยู่ทําไม เพราะฉะนั้น ความในข้อนี้ผมถึงกราบเรียนกับท่านประธาน กราบเรียนกับท่านคณะกรรมาธิการ และกราบเรียนกับเพื่อนสมาชิกว่าขอให้ตัดข้อความนี้ออกไปครับ จะทําให้ความสมบูรณ์ ของสิ่งที่เราแก้ไขนั้นมันสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงมากขึ้น ขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญท่าน ส.ว. สมชาย แสวงการ ครับ มีอะไรครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายแทนคุณ จิตต์อิสระ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ เขต ๑๒ ดอนเมือง ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมกราบขออนุญาตหารือ ท่านประธานนะครับ ผมเข้าใจว่าคืนนี้ทางเสียงข้างมากคงพยายามจะให้จบการอภิปราย ทั้ง ๒ มาตรานะครับ ดังนั้นจึงอยากขอความกรุณาท่านประธานได้ช่วยกรุณาให้โอกาส พวกเราได้อภิปรายมากที่สุด อันนี้อันที่ ๑ อันที่ ๒ คือขอความกรุณาในการที่จะขานชื่อ ของผู้ที่จะอภิปรายล่วงหน้าสัก ๕ ท่านเพื่อให้เตรียมพร้อมครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ก็จะพยายาม ตามนั้นนะครับ ท่านสมชาย แสวงการ แล้วก็เป็นท่านประสงค์ นุรักษ์ แล้วก็กลับมาที่ท่าน ผมจะให้พวกกลุ่มที่สงวนคําแปรญัตติเอาไว้ก่อน ส่วนท่านที่ยังไม่ได้สงวนก็เอาไว้ต่อท้าย นะครับ แล้วก็มาที่ท่านอานิก อัมระนันทน์ เชิญท่านสมชายครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภาสรรหาจากภาควิชาชีพ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา กระผมสงวนคําแปรญัตติไว้ในมาตรา ๑๒ ซึ่งกระผมเห็นว่าสิ่งที่กรรมาธิการไปแก้ไข เพิ่มเติมในวรรคสองว่าเมื่อได้มีพระราชกฤษฎีกากําหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา เป็นการทั่วไปตามวรรคหนึ่ง สมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๐ จะปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับ การพิจารณาให้บุคคลดํารงตําแหน่งหรือถอดถอนบุคคลใดออกจากตําแหน่งตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญมิได้ จนกว่าสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้งทั่วไปตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้เข้าปฏิบัติหน้าที่ กระผมไม่เห็นด้วย กับการที่คณะกรรมาธิการไปเพิ่มเติมประเด็นนี้ แล้วก็เห็นควรให้คงไว้ตามรัฐธรรมนูญเดิม ด้วยความเห็นว่าการแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวนั้นเป็นการแก้ไขที่เกินต่อหลักการ ท่านประธานครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อย่างที่ผมกราบเรียนแล้วว่ามีทั้งในเรื่องของประเด็นที่ขัดต่อหลักการ ประเด็นที่เกินหลักการ ประเด็นที่ขัดกันเอง และประเด็นที่ขัดต่อกระบวนการพิจารณา รัฐธรรมนูญที่ท่านได้ขอผ่าน วาระที่หนึ่งนั้นท่านบันทึกหลักการและเหตุผลประกอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ไว้เพียงเหตุผล โดยที่เป็นการสมควรกําหนดให้มีสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งเพื่อให้ได้ วิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาที่มีลักษณะเช่นเดียวกับวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน อันเป็นการส่งเสริมหลักประชาธิปไตยและมี ส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ จึงจําเป็นต้องตรารัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยนี้ หลักการและเหตุผลมีเพียงเท่านี้ครับท่านประธาน มาตรา ๑๐ ที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานและที่ประชุมแห่งนี้ไปแล้ว ท่านประธานก็ใช้เสียงของสภา โหวตชนะไปเรียบร้อยแล้ว และผมได้แสดงความเห็นต่อที่ประชุมไปเรียบร้อยเหมือนกันครับ ว่ามันเป็นการโหวตที่ขัดหลักการ ผมเห็นควรว่าถ้าท่านจะแก้ไขให้ตรงกับหลักการว่าด้วยการ ที่มาของสมาชิกวุฒิสภาให้มาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คนเพียงอย่างเดียว ท่านไม่ควรมี ส.ว. สรรหา ๗๓ คนเป็นติ่งอยู่เลย เพราะมันจะเกิดปัญหาหลายประการครับ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของอํานาจหน้าที่ บทบัญญัติที่มี ๔ อํานาจหน้าที่ใหญ่ ๆ ท่านไม่ได้แก้ไข แต่ท่าน ปล่อยให้เรายังคงมีอํานาจหน้าที่อยู่ อันนั้นจะเป็นปัญหาประการหนึ่ง ไม่รวมถึงเรื่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งท่านมีอยู่ ๕๐๐ คนอยู่แล้ว แก้ไขเสร็จแล้ว ๓ ปี อย่างน้อยมี ส.ว. ๒๗๓ คน มากกว่าครึ่งหนึ่ง อันนั้นเป็นประเด็นในมาตรา ๑๐ ซึ่งท่านก็มาบรรจุไว้อีกว่า ให้สมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๐ ซึ่งมาจากการสรรหาที่เหลืออยู่คงยังมีสมาชิกภาพต่อไป จนจะครบวาระตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ นี่ละครับเป็นประเด็นที่ผมเรียนว่ามันทําให้ ๗๓ คนนี้ยังอยู่ แต่พออยู่แล้ว ท่านประธานครับ มันก็ยังคงต้องทําหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมขออนุญาตนําเอกสารของสถาบันพระปกเกล้าเป็นเอกสารทางวิชาการ เรื่องระบบ รัฐสภาและกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาที่เหมาะสมกับประเทศไทย ความจริง ก็เหมือนกับรัฐธรรมนูญ เพียงแต่ย่อเพื่อให้มันได้ใจความง่ายขึ้นนิดเดียวครับท่านประธาน ในบทที่ ๖ ของรายงานฉบับนี้ระบุชัดเจนว่า โดยสรุปบทบาทอํานาจหน้าที่ของวุฒิสภา ที่สําคัญเป็นการออกแบบเพื่อให้สามารถจัดแบ่งอํานาจหน้าที่ได้ดังนี้ ๑. พิจารณากลั่นกรอง กฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเสนอพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญโดยการร่วมมือ กับสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา ๑๓๙ วรรคสอง พิจารณาให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปี พิจารณาอนุมัติหรือไม่อนุมัติพระราชกําหนด การแก้ไข รัฐธรรมนูญโดยยื่นร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา ๒๙๑ ซึ่งเราก็ทําหน้าที่อยู่ ขณะนี้ อันนี้ท่านไม่ได้ตัด อํานาจหน้าที่ยังมีอยู่ ในส่วนที่ ๒ คือด้านการควบคุม บริหารราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตั้งกระทู้ การเปิดอภิปรายทั่วไป การตั้งกรรมาธิการ การรับทราบคําแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี อันนี้ยังทําอยู่ แต่สิ่งที่ มันหายไปในส่วนหนึ่งของการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินคือการถอดถอนและแต่งตั้ง ซึ่งมันไม่ได้มีเฉพาะเรื่องของการเป็นอํานาจ ๓ ฝ่าย ระหว่างนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ เท่านั้น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ได้นําหลักการใหม่คือเรื่องขององค์กรอิสระเข้ามามี ส่วนเกี่ยวข้อง และได้บัญญัติให้มีสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งไปทําหน้าที่ ในการคัดเลือก เลือก แต่งตั้ง ให้ความเห็นชอบ รวมถึงมีอํานาจหน้าที่ในการถอดถอน ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ อาจจะแบ่งให้ ส.ว. เป็นสรรหาและเลือกตั้ง แต่พอท่านกําลังจะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้กลับไปเหมือนปี ๒๕๔๐ โดยเฉพาะเรื่องของ ส.ว. เลือกตั้ง แก้ไขคุณสมบัติจนเกือบเหมือนกันนะครับ ผมก็เรียนว่าท่านยังคงให้ความเห็นชอบ ตามมาตราอํานาจหน้าที่ทั้ง ๒ ประการอยู่นะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการให้ความเห็นชอบ ให้บุคคลดํารงตําแหน่ง หรือการให้พิจารณาคัดเลือกหรือถอดถอน รวมถึงอํานาจหน้าที่อื่น ตรงนี้ละครับที่เป็นปัญหาเพราะว่าท่านไปเติมในวรรคสองว่า เมื่อมีพระราชกฤษฎีกา กําหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไปตามวรรคหนึ่งแล้ว สมาชิกวุฒิสภา ที่อยู่ตามวรรคหนึ่งนั้นจะปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวในเรื่องของการแต่งตั้ง ถอดถอนไม่ได้ ท่านประธานครับผมกราบเรียน ได้ถามจากสมาชิกวุฒิสภาที่เป็นกรรมาธิการจากสมาชิก วุฒิสภาว่าเหตุผลกลใดกรรมาธิการจึงไปพิจารณาเพิ่มเติมตรงนี้ ท่านกรรมาธิการอาจจะตอบ ได้นะครับ ตรงกันหรือไม่ตรงกันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
-๑๓๗/๑ สิ่งหนึ่งที่ได้รับทราบก็คือว่า เพราะกังวลครับ กังวลประการที่ ๑ กลัวจะไปถอดถอน ท่านนายกรัฐมนตรี กังวลประการที่ ๒ คือกลัวจะไปแต่งตั้งหรือไปเลือกประธานวุฒิสภา ผมกราบเรียนครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องตลกมาก แล้วก็เขียนไว้ในบัญญัติรัฐธรรมนูญเลยหรือครับ ท่านตัดรอนอํานาจ ท่านรอนสิทธิของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งผมบอกแล้วว่าท่านตัดไปเลย ตามมาตรา ๑๐ แต่ท่านยังเอาไว้ ไปเอาไว้แล้วมัดมือมัดเท้าไม่ให้ทําหน้าที่ ไม่ทราบว่าท่านจะ เอาไว้ทําไม การรอนสิทธิอย่างนี้กระผมเรียนว่ามันขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างสิ้นเชิง ในบทบัญญัติอํานาจหน้าที่นั้นชัดเจนครับ ถามว่าในเรื่องของการที่วุฒิสภามี ๒ หน้าที่ กับ ๑ หน้าที่อื่นนั้นทําอย่างไร ขออ่านต่อนิดนะครับ ในระหว่างนั้นอาจจะเกิดเหตุการณ์ใด ๆ ได้ทั้งสิ้นครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการให้ความเห็นชอบ ถวายคําแนะนํา ให้ทรงแต่งตั้งบุคคล ดังต่อไปนี้ ๑. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๐๖ (๒) ๒. กรรมการการเลือกตั้ง ๓. ผู้ตรวจการแผ่นดิน ๔. คณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ๕. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๒ วรรคสาม ๖. กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตามมาตรา ๒๕๖ วรรคห้า ให้ความเห็นชอบร่วมกับองค์กรอื่น ร่วมกับคณะกรรมการตุลาการ ศาลปกครอง ให้ความเห็นชอบผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ ผู้ทรงคุณวุฒิในราชการแผ่นดิน เป็นตุลาการ ศาลปกครองสูงสุด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๒๔ วรรคสอง ให้ความเห็นชอบตุลาการ ในศาลปกครองให้ดํารงตําแหน่งประธานศาลปกครองสูงสุด ตามมาตรา ๒๒๕ ให้ความเห็นชอบ ในหลาย ๆ เรื่องครับ รวมถึงตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในกรรมการอัยการนะครับ แล้วก็ให้ความเห็นชอบในเรื่องของการสรร หา กสทช. และองค์กรอิสระอื่นซึ่งผมก็คงไม่เอ่ย เพราะได้เอ่ยมาทั้งหมดแล้ว แต่ผม กราบเรียนครับว่านี่คือสิ่งที่เป็นปัญหา นอกจากนั้นท่านประธานจะคาดการณ์ได้อย่างไรว่า การตัดอํานาจหน้าที่นั้นจะไม่เกิดเหตุในขณะนั้นท่านห้ามสิทธิในการที่จะทําหน้าที่แต่งตั้ง หรือว่าเลือกให้ความเห็นชอบ ท่านยังไปตัดอํานาจหน้าที่ในการถอดถอนด้วยครับ ท่านประธาน อํานาจหน้าที่ที่มีอยู่ แล้วผมกราบเรียนว่ามาตรานี้ วรรคนี้ มาตรา ๑๒ ขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างยิ่ง อํานาจในการถอดถอนบุคคลที่วุฒิสภาต้องทําหน้าที่ ได้แก่ การถอดถอนจากตําแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งท่านประธานวุฒิสภาของผมก็โดนยื่นถอดถอนไปแล้ว ใครจะทราบว่าเอกสารที่ท่าน ยื่นไป ป.ป.ช. จะต้องส่งมาให้วุฒิสภาในขณะนั้นมีการถอดถอนเลยหรือไม่ถอดถอน ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด อัยการสูงสุด ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้พิพากษาหรือตุลาการ พนักงานอัยการ ผู้ดํารงตําแหน่งระดับสูงตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ อันนี้ท่านก็ตัด อํานาจถอดถอนออกไปอีก นอกจากนั้นครับ ที่สําคัญเราไม่สามารถคาดเดาอะไรได้ทั้งสิ้น มันก็มีอํานาจอื่นที่เกี่ยวข้องในการทําหน้าที่แทนตามมาตรา ๑๙ ก็คือการแต่งตั้ง ผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ตามมาตรา ๑๙ การสืบสันตติวงศ์ตามมาตรา ๒๓ การประกาศ สงครามตามมาตรา ๑๘๙ การให้ความเห็นชอบตามสนธิสัญญาตามมาตรา ๑๙๐ ผมกราบเรียน ท่านประธานครับว่าสิ่งที่เกิดปัญหาก็คือว่าคณะกรรมาธิการไปบัญญัติเกินหลักการ ไปตัด อํานาจไปรอนสิทธิในขณะนั้น ซึ่งผมก็กราบเรียนแล้วว่าผมไม่ได้เห็นด้วยให้ ส.ว. สรรหา ๗๓ คน อยู่ทําหน้าที่ต่อไป ถ้าท่านตัดมาตรา ๑๐ ให้พ้นไปเสียมันก็ไม่ต้องมากังวลตรงนี้ เพราะว่าสภาก็ว่างไป ท่านก็จะให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาใหม่ก็ว่าไป ก็ว่างเว้นไป แต่ตอนนี้ท่านให้อยู่ อยู่เสร็จแล้วท่านตัดสิทธิ ตรงนี้ละครับเป็นประเด็น ผมต้องกราบเรียน ท่านประธานว่าผมจึงไม่เห็นด้วยกับการที่คณะกรรมาธิการบัญญัติมาตรา ๑๒ ไว้เช่นนี้ หากย้อนกลับไปดูเจตนารมณ์ ซึ่งผมขออนุญาตใช้ข้อมูลของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย เพียงเล็กน้อยครับท่านประธานครับ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นะครับ ที่ได้ปรากฏคําปรารภของรัฐธรรมนูญว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่จัดทําใหม่นี้มีสาระสําคัญ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกันของประชาชนชาวไทยในการธํารงรักษาไว้ซึ่งเอกราชและ ความมั่นคงของชาติ การทํานุบํารุงรักษาศาสนาทุกศาสนาให้สถิตสถาพร การเทิดทูน พระมหากษัตริย์เป็นประมุขและเป็นมิ่งขวัญของชาติ การยึดถือระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในวิถีทางการปกครองประเทศ การคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพของประชาชนให้ประชาชนมีบทบาทและมีส่วนร่วมในการปกครอง และตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐอย่างเป็นรูปธรรม การกําหนดกลไกสถาบันทางการเมือง ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ให้มีดุลยภาพและประสิทธิภาพตามวิถีทางการปกครอง แบบรัฐสภา รวมทั้งให้สถาบันศาลและองค์กรอิสระอื่นสามารถปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต เที่ยงธรรม ท่านประธานครับ สิ่งที่ท่านไปตัดอํานาจของสมาชิกวุฒิสภาที่ท่านปล่อยให้ เหลืออยู่ นั่นละครับเกิดปัญหาครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการไม่สามารถทําหน้าที่ได้ในการ แต่งตั้งหรือถอดถอน มันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางดุลยภาพของฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และองค์กรอิสระอย่างมีนัยสําคัญ ท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานว่าเมื่อมาตรา ที่ผ่านมานั้นเป็นความบกพร่องอย่างร้ายแรงหลายประเด็นที่ผมได้เรียนต่อที่ประชุม และที่ประชุมทราบแล้วว่ามาตรา ๑๑ นั้นมีปัญหาอย่างยิ่ง เป็นโมฆะครับในความเห็นผม ทางกฎหมายเป็นโมฆะไปเรียบร้อยแล้ว รวมถึงมาตรานี้ก็จะเป็นประเด็นปัญหาอีก ซึ่งผมกราบเรียนว่าเราอุตส่าห์อดหลับอดนอนมา ๑๑ วัน ๑๒ วัน ทํากฎหมายที่เป็นโมฆะ ครับท่านประธาน กฎหมายที่ใช้ไม่ได้ กฎหมายที่ไปศาลรัฐธรรมนูญ ไปแล้วมีปัญหาจริง ๆ ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นท่านกรรมาธิการยังมีโอกาสครับ ในมาตรานี้ถ้าท่านจะแก้ไข ความบกพร่อง แก้ไขความขัดกันของการร่างรัฐธรรมนูญเอง ท่านตัดมาตรานี้เถอะครับ ท่านอย่าไปกังวลครับว่าพวกผมนี่ท่านกรุณาให้อยู่แล้ว ผมไม่ได้อยากอยู่จะมาทําหน้าที่ ในการเลือกประธานวุฒิสภา เลือกรองประธานวุฒิสภา ไม่มีหรอกครับ เราไม่ทําแบบนั้น แต่ว่าหน้าที่ในการทําอย่างอื่นครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแต่งตั้งบุคคลเข้าดํารงตําแหน่ง ถอดถอนบุคลมันมีความจําเป็นครับท่านประธาน จะปล่อยให้เราอยู่รับเงินเดือนไปเฉย ๆ มัดมือมัดเท้าไม่ต้องทําหน้าที่อะไร ผมว่ามันอยู่แล้วไม่มีศักดิ์ศรีครับท่านประธาน พวกผมหลายคน ท่านสมาชิกวุฒิสภาหลายท่านที่มาจากการสรรหาเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เคยทํางานรับใช้บ้านเมืองมาหลายเรื่อง เป็นนักวิชาการก็มี เป็นครูบาอาจารย์ เป็นอดีต นายทหาร นายตํารวจ หลายคนบอกว่าถ้าอยู่อย่างไม่มีศักดิ์ศรีเขาก็ไม่ได้อยากจะอยู่ ถ้าให้เขาอยู่แล้วไม่ได้ทําหน้าที่เขาก็ไม่ได้อยากจะอยู่ ผมกราบเรียนท่านประธานจริง ๆ ว่า เราก็ต้องอยู่ทําหน้าที่ตามที่เราได้รับการสรรหามา เพราะฉะนั้นถ้าท่านประธานคิดว่า การทํารัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่เสียเวลาเปล่าไป ๑๒ วัน ๑๒ คืนแล้วเป็นโมฆะ ท่านประธาน ได้โปรดเถอะครับ ให้คณะกรรมาธิการได้พิจารณาตรวจสอบความถูกต้องของมาตรานี้ แล้วดําเนินการแก้ไขให้ถูกต้องเสีย การใส่มาแล้วเกินหลักการเป็นประเด็นปัญหาจริง ๆ ครับ ท่านประธานครับ
สุดท้ายผมก็กราบเรียนว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็คงจะจบลงในวันนี้ แต่สิ่งที่ ผมคิดว่ายังไม่จบก็คือประเด็นปัญหาที่เป็นปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งท่านทั้งหลายในที่นี้มีส่วน รับผิดชอบร่วมกันในการที่จะต้องเข้าสู่กระบวนการ รวมถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือการที่ท่านได้ใช้ รัฐสภาแห่งนี้บัญญัติกฎหมายที่ขัดกันนําไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหลายประการ เปลี่ยนแปลงการได้มาซึ่งอํานาจและขัดกันแห่งผลประโยชน์ ผมกราบเรียนครับว่า ผลแห่งคดี ผลแห่งการกระทํานั้นมันไม่ได้จบลง ณ วันที่ลงมติหรอกครับ มันมีห้วงเวลา เหมือนกรรมที่ตามไปข้างหน้า เรามีหลายคดีแล้วครับท่านประธาน วันนี้ศาลตัดสินมาหลาย คนก็มีปัญหา ผมคิดว่าเมื่อท่านลงเสร็จแล้ว ชนะแล้วในสภา วันข้างหน้าศาลก็พิพากษาท่าน สังคมก็พิพากษาท่าน ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ท่าน ส.ว. ประสงค์ นุรักษ์ และตามด้วยท่านอานิก แล้วก็มาที่ท่านนิรมิต แล้วก็ไปที่ ส.ว. ไพบูลย์ ส.ว. พลเอก สมเจตน์ เชิญครับ ท่านประสงค์ นุรักษ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่ปวงชนชาวไทย ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๑๒๒ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนที่ผมจะทําหน้าที่ในการอภิปรายในส่วนที่ผมเสนอแปรญัตติไว้นั้น ผมใคร่จะขอ กราบประทานโทษท่านประธานวุฒิสภาด้วย ที่ก่อนหน้านี้ที่ผมได้เดินลงไปที่จะประท้วง ท่านประธานต่อหน้าบัลลังก์ ซึ่งผมในฐานะสมาชิกวุฒิสภาไม่ควรจะกระทําเช่นนั้น แต่ผมก็มี ความประสงค์ที่จะแสดงความเห็น แต่ท่านประธานรัฐสภาถ้าท่านประธานไม่ได้เห็น ความสําคัญของกระผมในเป้าประสงค์ที่จะแสดงความเห็น ผมต้องขอกราบประทานโทษ ท่านประธานด้วยนะครับ ท่านประธานครับ ความเห็นของผมในการที่เสนอแปรญัตติครั้งนี้ ในมาตรา ๑๒ ที่ได้มีการเสนอมานะครับ ส่วนวรรคแรกของมาตรา ๑๒ นั้นผมเองในฐานะ สมาชิกวุฒิสภา ผมเห็นว่าเนื้อหาสาระของวรรคแรกนั้นมันจะมีผลประโยชน์และส่วนได้เสีย ซึ่งผมเป็นสมาชิกวุฒิสภาอยู่ด้วย ผมคิดว่าในส่วนนี้ด้วยจรรยาบรรณของตัวผมเอง ผมจะขอ งดเว้นในการที่จะไม่อภิปราย เพราะผมจะขอรักษาไว้ซึ่งจรรยาบรรณในส่วนตัวผมว่าผมจะ ไม่แสดงความเห็นในสิ่งที่ผมอาจจะได้รับประโยชน์จากการแสดงความเห็นของผม ทั้ง ๆ ที่พี่น้องประชาชนจํานวนมากได้โทรศัพท์เข้ามาหาผมตลอดทั้ง ๒-๓ วันนี้ว่าให้ได้มี การแสดงความเห็นกันอย่างเต็มที่เพื่อเขาจะได้มีโอกาสรับฟังอยู่ทางบ้าน จะได้มีโอกาส ในการตัดสินใจว่าเขาจะนึกอย่างไรในสิ่งที่เรากําลังดําเนินงานอยู่ในรัฐสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ ในส่วนของวรรคสองซึ่งคณะกรรมาธิการได้มีการเพิ่มเติมมานั้น ผมมีความเห็นค่อนข้างจะคล้ายคลึงกับท่านสมาชิกทางฝ่ายค้าน แล้วก็ทางฝ่ายวุฒิสภา อีกหลายท่านว่าสิ่งที่น่าเป็นห่วงและน่าเสียดายครับ ที่สมาชิกวุฒิสภาทุกคนมีหน้าที่ที่จะต้อง ปฏิบัติตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหลายมาตรา แต่ในขณะเดียวกันทางคณะกรรมาธิการ ได้มีการเขียนบอกว่าหน้าที่ ที่บทบัญญัติที่เขียนไว้นั้นใช้ไม่ได้ ไม่มีประโยชน์ ไม่มีสิ่งใดที่ควร จะเกรงกลัวว่าการทําหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภานั้นจะทําให้เกิดความเสียหาย ผมมั่นใจครับ ว่าบุคคลผู้ซึ่งอยู่ในฐานะสมาชิกวุฒิสภานั้นมีวุฒิภาวะพอที่จะตัดสินใจและกระทําสิ่งใด ที่ไม่ผิดพลาดแน่นอนคงจะทําถูกต้อง เพราะเมื่อเดือนมีนาคม ปี ๒๕๕๔ มีเหตุการณ์อยู่แล้ว ครับว่าสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดที่มีอยู่ในช่วงนั้น ในช่วงที่สมาชิกวุฒิสภา จากการสรรหารอการสรรหามาอยู่ก็ได้ทํางานกันเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นเองซึ่งสามารถจะ ปฏิบัติหน้าที่ได้ ซึ่งไม่น่าจะมีอะไรที่ต้องกังวลต่อไปครับท่านประธาน
ท่านประธานครับ กระบวนการทั้งหมดของการที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ผมมีความหวั่นใจและมีความหวั่นเกรงตรงกับพี่น้องประชาชนซึ่งโทรศัพท์เข้ามาหาผม ตลอดเวลาครับว่าเป็นการพยายามที่จะใช้สถาบันวุฒิสภาเพื่อเป็นเครื่องมือในการที่จะยึด ประเทศไทยและโยนบาปให้กับประชาชน ท่านประธานครับ ผมขอให้ความเห็นแค่นี้ครับ ขอขอบพระคุณมากครับท่านประธาน
เชิญท่านอานิกครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานคะ ในเบื้องต้นดิฉันได้สงวนความเห็นให้ตัดส่วนหลังของวรรคแรกของมาตรา ๑๒ นี้ที่จะให้ มีการต่ออายุให้กับ ส.ว. สรรหา ท่าน ส.ว. ท่านหนึ่งก็ได้อภิปรายก่อนหน้านี้ว่าเป็นการ ฟุ่มเฟือย ดิฉันเองในเบื้องต้นก็รู้สึกว่าเป็นเหมือนการให้ต่างตอบแทน เป็นการสร้างแรงจูงใจ จะทําให้ท่าน ส.ว. อาจจะไม่สามารถจะลงมติตัดสินใจเกี่ยวกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ ได้ด้วยความเป็นอิสระอย่างแท้จริงก็เลยได้สงวนความเห็นเอาไว้ แต่จากการอภิปราย ๑๒ วัน ๑๒ คืนนี้ ทําให้ดิฉันตระหนักซึ้งมาก แล้วก็อึดอัดมากเลยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในครั้งนี้จะนําประเทศเราไปสู่ความหายนะ เพราะว่าในหลาย ๆ มาตรการ หลาย ๆ องค์ประกอบ เป็นการออกแบบระบบการที่มีการใช้อํานาจเบ็ดเสร็จ ปราศจากการตรวจสอบถ่วงดุล หรือที่เรียกกันว่าเผด็จการรัฐสภาผ่านการเลือกตั้ง ดิฉันจึงขอถอนการสงวนความเห็นนี้ เพราะดิฉันคิดว่าอย่างน้อยถ้าเผื่อ ส.ว. สรรหา ท่านยังอยู่ ความเป็นอิสระของวุฒิสภาก็ยังคงอยู่ได้อีกระยะหนึ่งก็ยังดี แต่ปรากฏว่า ในวรรคสอง ซึ่งทีแรกในกรรมาธิการก็มีการคุยกันเหมือนกับมีการแบบขู่ว่า เดี๋ยวจะมีแบบนี้นะ แล้วดิฉันก็นึกว่าไม่มี แต่ว่ามาพบทีหลังว่ามีวรรคสอง ซึ่งก็คือวรรคที่บอกว่าเมื่อได้มี พระราชกฤษฎีกากําหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไปตามวรรคหนึ่งแล้ว สมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๐ จะปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการพิจารณาให้บุคคลดํารงตําแหน่งหรือ ถอดถอนบุคคลใดออกจากตําแหน่งตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้มิได้จนกว่าสมาชิกวุฒิสภาที่จะ มาจากการเลือกตั้งทั่วไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งจะแก้ไขเพิ่มเติม โดยรัฐธรรมนูญนี้เข้าปฏิบัติหน้าที่ ดิฉันคิดว่าตรงนี้ต้องเรียนตรง ๆ ว่ารับไม่ได้เลยค่ะ ส่วนหนึ่ง ก็ขัดกันเองกับมาตรา ๑๐ ของร่างแก้ไขในวรรคหนึ่งที่บอกว่าให้สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมีสมาชิกภาพ อยู่ในวันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับยังคงมีสมาชิกภาพและปฏิบัติหน้าที่วุฒิสภาต่อไปนะคะ ในเมื่อถ้าเผื่อจะให้เขาอยู่ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปก็ต้องเป็นหน้าที่ที่รัฐธรรมนูญออกแบบให้ ปฏิบัตินะคะ แต่ท่านกลับไปลดอํานาจเขา ลดอํานาจที่สําคัญมาก ๆ คือในส่วนของ การแต่งตั้งถอดถอน แล้วตรงนี้ก็ขัดกับมาตรา ๑๓๒ ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งท่านไม่ได้แตะนะคะ ตรงนั้นที่มีหลายท่านได้อภิปรายแล้วว่ามีการระบุเอาไว้เลยว่า ถึงแม้จะไม่มีสภาผู้แทนราษฎร แต่ก็จะไม่ให้มีสุญญากาศทางนิติบัญญัติ เพราะว่าวุฒิสภาก็ยังจะต้องทําหน้าที่สําคัญ ๆ เช่นเกี่ยวกับเรื่องของการสืบราชสมบัติ และรวมทั้งการแต่งตั้งถอดถอน เพราะฉะนั้นอันนี้ เป็นบทบาทหน้าที่ที่สําคัญมากของวุฒิสภา ท่านก็ไปตัดทอน แต่ในขณะเดียวกันท่านก็ไปต่อ อายุ ส.ว. สรรหา ดูแล้วก็มีเลศนัย ถ้าเผื่อจะบอกว่าเป็นวาระแอบแฝงก็เหมือนกับเป็นการให้ ต่างตอบแทน แต่ว่าเป็นการหลอกให้ค่ะ คือให้แบบดูแคลน เหมือนอย่างที่ท่านสมาชิกสักครู่ ได้อภิปรายก่อนหน้าที่ว่าไม่สมศักดิ์ศรีว่าให้เขาอยู่ในตําแหน่ง ให้เงินเดือนแต่ไม่ให้เขาปฏิบัติ หน้าที่ที่ควรจะปฏิบัติ เป็นการทําให้ระบอบประชาธิปไตยของเราผ่านรัฐสภาเสียดุลยภาพ ดิฉันก็ไม่เข้าใจว่าทําไมจะต้องมีการรีบร้อนรวบรัดตั้งแต่การพิจารณาต่างๆ ก็มีการรวบรัด มาก ๆ แล้วก็ในมาตรา ๑๑ ที่เพิ่งผ่านมาก็แสดงเห็นความรีบร้อนอย่างมากที่กําหนดว่า จะต้องให้พระราชบัญญัติประกอบร่างรัฐธรรมนูญเสร็จภายใน๑๒๐ วันนะคะ แล้วก็จะนําขึ้น ทูลเกล้าฯ ซึ่งก็เป็นการตัดตอนบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญแล้วร่างแก้ไขฉบับนี้อย่างที่ได้ อภิปรายไว้ก่อนหน้าที่แล้ว จะไม่ซ้ําอีกแต่อยากจะสรุปให้ประชาชนทางบ้านได้รับทราบว่า ร่างแก้ไขทั้งหมดนี้ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่กําหนดให้มีการถ่วงดุลระหว่าง ฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร แล้วก็ให้องค์กรอิสระทํางานได้อย่างอิสระ เพราะว่าท่านกําลัง เปลี่ยนด้วยข้อกําหนดต่าง ๆ คุณสมบัติต่าง ๆ ทําให้คนที่จะมาเป็น ส.ว. จะกลายพันธุ์จาก ผู้ทรงคุณวุฒิ ทรงคุณธรรมจะกลายเป็นนักการเมือง นักเลือกตั้ง ๒. ก็ขัดกับหลักการเหตุผล ของการแก้กฎหมายนี้เองที่บอกว่าจะส่งเสริมประชาธิปไตย แต่มันจะกลับทําให้ ประชาธิปไตยถดถอย เพราะว่าจะมีแค่ผิวเผินของการเลือกตั้ง แต่ในสาระแล้วขาดแคลน อย่างยิ่งในเรื่องของดุลยภาพนะคะ ๓. คือขัดมาตรา ๑๒๒ เรื่องการกระทําที่ขัดกัน แห่งผลประโยชน์ ถ้าเผื่อท่าน ส.ว. มีการสนับสนุนการแก้ไขครั้งนี้ เพราะจะเป็นการให้โอกาสท่านลงเลือกตั้งอีกในขณะที่เขาห้ามไว้เดิมด้วยเจตนารมณ์ ขัดมาตรา ๖๘ ที่เป็นการกระทําซึ่งให้ได้มาซึ่งอํานาจตามวิถีที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แห่งนี้ ดิฉันก็คงไม่ลงรายละเอียด แต่ว่าก็ได้อภิปรายก่อนหน้านี้ว่ามันจะทําให้เกิดการบริหาร ราชการแผ่นดินที่ไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลที่มีประสิทธิภาพนะคะ และท้ายสุดขัดกับ มาตรา ๑๔๑ เป็นการตัดตอนบทบาทศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ออกแบบไว้ว่า เขาจะต้องพิจารณาพระราชบัญญัติประกอบร่างรัฐธรรมนูญก่อนที่จะมีการนําขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ผลกระทบตรงนี้คืออะไรคะ เป็นการดึงสถาบันให้สุ่มเสี่ยงลงมาอยู่ใกล้กับความขัดแย้ง ทางการเมือง ซึ่งดิฉันคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่งค่ะ นอกจากนี้ก็ได้อภิปรายไปแล้ว ก่อนหน้านี้ว่า ระบบเผด็จการผ่านรัฐสภาจะมีผลกระทบต่อนโยบายการบริหารบ้านเมือง นโยบายสาธารณะที่ยั่งยืนเป็นประโยชน์ส่วนรวมยากที่จะเกิดขึ้น เพราะธุรกิจการเมือง จะมาครอบงํา เพราะฉะนั้นก็จะมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนต่อเศรษฐกิจ ของประเทศ ดิฉันได้เปรียบเปรยว่ารู้สึกอึดอัดเหลือเกิน เหมือนกับว่าการแก้ครั้งนี้ เอาประเทศไทยเข้าไปใส่ในโลงศพ ทีแรกก็รู้สึกว่าอย่างน้อยถ้าเผื่อ ส.ว. สรรหาได้อยู่ ทําหน้าที่สักระยะหนึ่งก็เป็นการประวิงเวลาของระบอบใหม่ให้เกิดขึ้นช้าลง แต่ปรากฏว่า นึกว่าจะแง้มฝาโลงศพเอาไว้ ก็เป็นการหลอกเล่น เพราะว่าท่านไปตัดทอนอํานาจเขา ในวรรคสอง ซึ่งดิฉันเห็นว่าควรจะต้องตัดตรงนี้ทิ้งออกไปนะคะ แล้วก็กราบเรียน ท่านประธานเป็นสิ่งสุดท้ายว่า ผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกและท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากว่า หลอกเล่นอันนี้ท่านไม่กลัวว่าจะมีการถูกหลอกหลอนหรือ ในวาระสุดท้ายของท่านนะคะ สิ่งที่ท่านกําลังทํากับประเทศไทยในวันนี้ ขอบพระคุณค่ะ
ท่านนิรมิต สุจารี
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายนิรมิต สุจารี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ฐานะสมาชิกรัฐสภา ต่อร่างมาตรา ๑๒ ผมมีความเห็นต่างจาก คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก แล้วก็ขอแปรญัตติแก้ไขข้อความในมาตรา ๑๒ วรรคหนึ่ง ดังต่อไปนี้ มาตรา ๑๒ เมื่อได้มีพระราชกฤษฎีกากําหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ครั้งแรก ซึ่งเป็นการเลือกตั้งทั่วไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๑ ให้สมาชิกวุฒิสภา ตามมาตรา ๑๐ สิ้นสุดสมาชิกภาพในวันที่สมาชิกวุฒิสภาที่ได้รับเลือกตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่ แล้วก็วรรคสอง ผมเห็นด้วยกับคําแปรญัตติเพิ่มเติมของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากคงไว้ว่า เมื่อได้มีพระราชกฤษฎีกากําหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไปตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้สมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๐ จะปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการพิจารณาให้บุคคลดํารงตําแหน่ง หรือถอดถอนบุคคลใดออกจากตําแหน่งตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญมิได้ จนกว่าสมาชิก วุฒิสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้งทั่วไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญนี้เข้ารับหน้าที่ นี่คือความเห็นของตัวกระผมเองที่ขอสงวนคําแปรญัตติ โดยผม มีความเห็นและมีความเชื่อด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ครับ
ประการแรก ผมมีความเห็นว่าวุฒิสภานี้จะต้องมีแล้วก็ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ตามระบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา อํานาจอธิปไตยเป็นอํานาจ อันยิ่งใหญ่ ซึ่งวันนี้วุฒิสภาทําหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายนิติบัญญัติมีหน้าที่อันมากมาย ที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มีทั้งอํานาจในการเป็น สภาตรวจสอบ เป็นสภากลั่นกรอง เป็นสภาที่ให้ความเห็นชอบ ดังนั้นการปฏิบัติหน้าที่ ราชการในส่วนฝ่ายนิติบัญญัติจะว่างเว้นหรือจะขาดตอนไม่ได้ เทียบเคียงกับการบริหาร ราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหารตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๑ เมื่อคณะรัฐมนตรีได้พ้นจาก ตําแหน่งหน้าที่ก็ยังให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปในการที่จะบริหารราชการแผ่นดินไม่ให้ขาดตอน แต่ก็มีเงื่อนไขเพื่อที่จะไม่ให้ดําเนินการ เพราะว่าท่านยังไม่ได้ผ่านขั้นตอนความยินยอมจาก ประชาชน เพราะฉะนั้นก็ได้ถูกลดบทบาทหรือหน้าที่ลงไป เช่น นายกรัฐมนตรีไม่ให้ ดําเนินการในการที่จะโยกย้ายข้าราชการ ไม่ให้ดําเนินการในการที่จะอนุมัติโครงการหรือ งบประมาณ ซึ่งจะไปผูกพันกับคณะรัฐมนตรีชุดอื่น หลักดังกล่าวนี้ผมเห็นพ้องในการที่จะให้ วุฒิสมาชิกมีโอกาสในการที่จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไป สรุปโดยความเห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่ของ วุฒิสมาชิกในด้านต่าง ๆ นั้น ไม่ว่าจะเป็นด้านนิติบัญญัติ ด้านการควบคุมตรวจสอบ การบริหารราชการแผ่นดิน ด้านการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ด้านการเลือกหรือ ให้ความเห็นชอบแห่งองค์กรอิสระและศาล ตรงนี้ละครับผมขอไม่ให้ เพราะว่าผมมีความเชื่อ ในปรัชญาของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยว่า บุคคลที่จะเข้าไปใช้อํานาจของรัฐ จะต้องมีฐานมาจากประชาชน นั่นก็หมายความว่าการเข้าสู่อํานาจนิติบัญญัติหรืออํานาจของ วุฒิสภานั้นจะต้องได้รับความยินยอมหรือเขาเรียกว่า โดยการเลือกตั้งจากประชาชน เป็นพื้นฐานก่อน แล้วก็การที่จะทําหน้าที่ในการตรวจสอบ องค์กรที่จะทําหน้าที่ในการ ตรวจสอบนั้น ผมมีความเชื่อปรัชญาว่าจะไปตรวจสอบคนที่จะมาจากการเลือกตั้ง คนที่ มาจากประชาชนให้ความยินยอมมาจะต้องมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน ศักดิ์ศรีคนที่ตรวจสอบ จะต้องมาจากการยินยอมจากประชาชน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนถึงจะมี ความชอบธรรมในการที่จะไปตรวจสอบ ผมมีข้อคิดเห็นในการที่จะอภิปรายแสดง ความคิดเห็นในการตรวจสอบของวุฒิสมาชิกว่าอํานาจในการตรวจสอบของวุฒิสมาชิกนั้น เป็นอํานาจสําคัญของรัฐสภาในการที่จะตรวจสอบบุคคล ถอดถอนบุคคลที่จะเป็น นายกรัฐมนตรี บุคคลที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครอง อัยการสูงสุด ข้าราชการชั้นสูง เหล่านี้ละครับ บุคคลที่มาจาก การเลือกตั้งอย่างท่านนายกรัฐมนตรี ท่านมาจากการเลือกตั้ง แล้วบุคคลที่จะมาตรวจสอบ มาถอดถอนควรที่จะเป็นบุคคลที่มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน คือได้รับความยินยอมโดยการ เลือกตั้งจากประชาชน อํานาจตรงนี้ละครับรอได้ไหม รอเมื่อท่านได้รับความยินยอมจาก ประชาชนโดยการเลือกตั้ง เมื่อได้เข้ามาแล้วการถอดถอนซึ่งเป็นอํานาจของวุฒิสมาชิกนั้น ค่อยมาใช้อํานาจ อํานาจอันยิ่งใหญ่ของประชาชนนะครับ ตรงนี้ผมขอระงับไว้ไม่ให้มีการใช้ ตามวรรคสอง และขณะเดียวกันอํานาจในการแต่งตั้งบุคคลที่มีความสําคัญต่อการบริหาร ราชการแผ่นดิน ซึ่งท่านต้องยอมรับนะครับว่าอํานาจในการที่จะไปแต่งตั้งข้าราชการชั้นสูง ข้าราชการองค์กรอิสระ ต่าง ๆ เหล่านี้ละครับเป็นบทบาทหน้าที่ ซึ่งจําเป็นอยู่เองผู้ที่จะไปแต่งตั้งเขาจะต้องได้รับความยินยอมโดยการเลือกตั้งจากประชาชน ด้วยหลักเหตุผลและปรัชญาความเชื่อของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยดังกล่าวนี้ กระผมจึงขอสงวนคําแปรญัตติตามที่ผมได้กราบเรียนต่อท่านประธาน เพื่อที่จะให้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับแรกที่คืนอํานาจให้แก่พี่น้องประชาชน และหลายคนที่อภิปราย บอกว่าการเลือกตั้งไม่เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าเป็นแนวทางที่ดี เพราะว่าวันนี้ประชาชน ถูกซื้อถูกหลอกถูกลวงได้ อันนั้นเป็นการดูถูกประชาชนเป็นการไม่เชื่อประชาชนว่า ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอํานาจอธิปไตยอันยิ่งใหญ่นั้น วันนี้เขามีวิจารณญาณว่า จะเลือกบุคคลใดไปเป็นผู้แทนราษฎร จะเลือกบุคคลใดไปทําหน้าที่วุฒิสมาชิก ในการที่จะใช้อํานาจฝ่ายนิติบัญญัติในการควบคุมตรวจสอบกลั่นกรองหรือให้ความเห็นชอบ วันนี้ประชาชนเขาจะได้รับชัยชนะครับ วันไหนครับ วันที่เขาจะได้รับชัยชนะ วันที่สมาชิก ที่มาจากการเลือกตั้งตามมาตรา ๑๑ ได้เข้ารับหน้าที่ วันนั้นละครับ วันที่สมาชิก ที่ได้รับการเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชนทั่วประเทศทั้งหมด ๒๐๐ คน เข้ารับหน้าที่ วันนั้นละเป็นวันประกาศชัยของพี่น้องประชาชนว่าอํานาจอธิปไตยอันยิ่งใหญ่ ที่เขาสูญหายไปวันนั้นนะครับวันที่เขาจะได้อํานาจเต็มกลับคืนมาอยู่ในมือของเขา และเขาจะเป็นคนกําหนดชะตากรรมของประเทศชาติกันต่อไป ขอกราบเรียน ต่อท่านประธานด้วยความเคารพครับ กราบขอบคุณครับ
ครับ เชิญท่าน ส.ว. ไพบูลย์ นิติตะวัน เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมก็ได้มีการแปรญัตติมาตรา ๑๒ การแปรญัตตินั้นผมก็แปรญัตติ โดยที่ขอให้ตัดมาตรา ๑๒ ออกไปทั้งหมด ด้วยเหตุผลดังที่ผมจะต้องเรียนให้ท่านประธาน รับทราบดังต่อไปนี้ครับ ท่านประธานในมาตรา ๑๒ ก็ที่ผมได้เคยอภิปรายก่อนหน้านี้ ในมาตรา ๑๐ ไปแล้ว คือมาตรา ๑๒ นั้นมีเจตจํานงที่ยึดโยงให้สมาชิกวุฒิสภา ตามมาตรา ๑๐ ซึ่งมาจากการเลือกตั้งสิ้นสุดสมาชิกภาพนั้น ในวันที่สมาชิกวุฒิสภา ที่ได้รับเลือกตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่ ซึ่งก็หมายความดังที่ผมเรียนไป ซึ่งต้องขอทวนอีกครั้ง เพราะอยู่ในมาตรา ๑๒ โดยตรง ก็คือเท่ากับเป็นการต่ออายุเป็นการขยายวาระ ในการดํารงตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภาเลือกตั้งให้แทนที่จะสิ้นสุดลงในวันที่ ๒ มีนาคม ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในฉบับปัจจุบัน แต่ให้ขยายไปเป็นสิ้นสุดในวันที่สมาชิกวุฒิสภา ที่ได้รับเลือกตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่ ก็หมายถึงขยายไปอีกไม่น้อยกว่ากระบวนการทั้งหมด อาจจะจบประมาณสัก ๙๐ วัน ไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน ซึ่งเจตจํานงในการขยายเวลาดังกล่าวนั้น มีข้อแฝงเร้นอยู่หลาย ๆ ประการดังที่ผมก็ได้เรียนไปเบื้องต้นระดับหนึ่งแล้ว แต่ผม ขอขยายขึ้นอีก เพิ่มเติมก็คือเพื่อที่ให้สมาชิกวุฒิสภาเลือกตั้งชุดปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นผู้ที่เสนอญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งได้มีความพยายามที่จะกลับมา ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป โดยขอสิทธิเพิ่มเติมในส่วนนี้ก็ได้มีการเติมในส่วนของการที่ทําให้ได้มา สมัครเลือกตั้งใหม่นั้นอยู่หลาย ๆ ที่ แต่ก็ยังกังวลอยู่ครับว่าถ้าตนเองออกไปแบบเดียวกันกับ ส.ส. คือพ้นออกไปเหมือนบุคคล ทั่ว ๆ ไปแล้วไปเลือกตั้งก็เกรงว่าจะไม่ได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ก็เลยอยากที่จะว่าถ้าจะไปลง เลือกตั้งก็ขอให้ยังอยู่ในตําแหน่งต่อ เพื่อน ๆ สมาชิกหลายท่านก็บอกว่ามันเป็นประโยชน์ ครับ นั่งเครื่องบินก็นั่งเครื่องบินของทางราชการไปด้วย ไปหาเสียงก็หาเสียงได้ด้วย แล้วแถม ก็ยังสามารถทําหน้าที่ในการเอางบประมาณแผ่นดินไปใช้ในการหาเสียงได้อีก สิ่งเหล่านี้ จึงเป็นเหตุที่มีการบัญญัติในมาตรา ๑๒ ในวรรคแรกไว้ ให้ปฏิบัติหน้าที่รอจนสมาชิกวุฒิสภา ได้รับเลือกตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่ โดยสถานะตอนนั้นให้ถือว่าสถานะยังเป็นสมาชิกวุฒิสภาอยู่ ท่านประธานครับ และในส่วนต่อมานะครับที่บอกว่าให้สมาชิกวุฒิสภามาตรา ๑๐ ซึ่งมาจาก สรรหาเท่าที่เหลืออยู่ยังคงมีสมาชิกภาพต่อไปจนกว่าครบวาระตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญนั้น เรื่องนี้ผมฐานะที่ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๓ ทุกอย่าง ถ้ารัฐธรรมนูญเขียนไว้อย่างไร ผมปฏิบัติตามในที่บทบัญญัติทุกมาตรา เมื่อรัฐธรรมนูญ เขียนว่าผมยังต้องทําหน้าที่อยู่ ผมก็ต้องทําหน้าที่อยู่ แต่ผมคงไม่ประสงค์ที่จะทําตาม บทเฉพาะกาลใด ๆ ทั้งสิ้น ผมจึงเห็นว่ามาตรา ๑๒ วรรคแรกนั้น ผมไม่อาจรับได้ก็จึง ขอแปรญัตติตัดทั้งมาตราไป และในส่วนที่ ๒ เมื่อกรรมาธิการเสียงข้างมากได้พิจารณาแล้ว ก็มีการแก้ไขเพิ่มเติมปรากฏเป็นในวรรคสองคือกําหนดว่าให้ในช่วงระหว่างมีการเลือกตั้งอยู่ ให้สมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๐ จะปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการพิจารณาให้บุคคลดํารง ตําแหน่งหรือถอดถอนบุคคลใดออกจากตําแหน่งตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญมิได้จนกว่า สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้งทั่วไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไข เพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้เข้าปฏิบัติหน้าที่ ผมก็ไม่แปลกใจหรอกครับ แต่ในส่วนผม ผมไม่ได้ ติดใจเหมือนอย่างท่าน ส.ว. สมชาย แสวงการ ที่ท่านเป็นห่วงเรื่องตําแหน่งของประธาน วุฒิสภา เพราะผมได้เรียนในที่ประชุมแห่งนี้แล้วว่าประธานวุฒิสภานั้นถ้าตามมาตรา ๑๐ โยงมาที่มาตรา ๑๒ นั้น ท่านไม่ต้องลาออกจากตําแหน่งอยู่แล้วท่านยังสามารถเป็นสมาชิก วุฒิสภา ซึ่งไม่ใช่รักษาการอยู่แล้ว ท่านทําหน้าที่ต่อไปได้ แต่ว่าการบัญญัติเพิ่มเติมในส่วน วรรคสองนี้ของกรรมาธิการเสียงข้างมาก ผมมองว่าเพื่อที่จะควบคุมการแต่งตั้งหรือถอดถอน ศาลองค์กรอิสระต่างหากนะครับ ในประเด็นที่ผมมองอยู่ในประเด็นการเติมวรรคสองนั้น ก็ห่วงว่าในช่วงดังกล่าวอาจจะมีการแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลปกครอง หรือมีการแต่งตั้งกรรมการองค์กรอิสระขึ้น เกรงว่าจะไม่สมารถครอบงําได้ก็เหตุผลที่ผมกล่าว ตั้งแต่ต้น เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกก็กล่าวมาก่อนหน้านั้น เป็นเหตุผลของท่าน แต่เหตุผล ผมตั้งแต่เริ่มต้นอภิปราย ตั้งแต่ในวาระที่หนึ่งจนถึงปัจจุบัน ผมยังยืนยันว่ารัฐธรรมนูญนี้ เป็นรัฐธรรมนูญซึ่งมีเจตจํานงจากประชาชนร่วมกัน โดยบัญญัติไว้อยู่แล้วครับในหลักการ และเหตุผลในคําปรารภว่าเมื่อจัดทําร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว สภาร่างรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่ ให้ประชาชนทราบ และจัดให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบแก่ ร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ การออกเสียงประชามติปรากฏผลว่าประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงประชามติ เห็นชอบให้นําร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาใช้ บังคับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็บัญญัติอยู่แล้วว่าให้สถาบัน ทางการเมืองทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารให้มีดุลยภาพและประสิทธิภาพตามวิถีทาง การปกครองแบบรัฐสภา ประเด็นนี้เขียนไว้โดยเจตจํานงแห่งมหาชน ท่านจะบอกว่าการที่มีโครงสร้างของสมาชิกวุฒิสภาสรรหานั้นไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน แล้วที่ลงประชามตินี้มันคืออะไร ท่านต้องมองตรงจุดนี้ด้วย แต่อย่างไรก็ตามในประเด็น ต่อมาในหลักการและเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องยึดโยงอยู่กับวรรคสองนี้ก็คือว่า เขียนไว้ว่ารวมทั้งให้สถาบันศาลและองค์กรอิสระอื่นสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยสุจริตเที่ยง ธรรม ศาลและองค์กรอิสระอื่นนั้นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งลงประชามติโดยมติของมหาชน นั้นเห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่เป็นองค์กรที่สําคัญในการที่จะตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐของ ฝ่ายบริหาร และรวมทั้งตรวจสอบการใช้อํานาจของฝ่ายนิติบัญญัติด้วย ดังนั้นหน้าที่นี้ เป็นหน้าที่ของศาล หน้าที่ขององค์กรอิสระ ศาลหรือองค์กรอิสระไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง โดยตรงครับ แต่ศาลหรือองค์กรอิสระเป็นส่วนของการที่จะมาตรวจสอบกระบวนการ ความถูกต้องของส่วนหนึ่งที่มาจากอีกด้านหนึ่งซึ่งจะไปใช้กลุ่มเดียวกันไม่ได้ ดังนั้น ในการพิจารณาตั้งแต่วาระที่หนึ่งมีหลาย ๆ ท่านพยายามบอกว่าการที่จะต้องแก้ไข รัฐธรรมนูญให้ที่มาของ ส.ว. นั้นมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดเพื่อที่จะได้ถอดถอน กรรมการองค์กรอิสระได้ เพราะว่าถ้ามี ส.ว. สรรหาอยู่ด้วยถอดถอนไม่ได้ ประเด็นนี้ เป็นประเด็นสําคัญ แล้วก็เกิดขึ้นจริงในวุฒิสภา ซึ่งผมอยากให้ประชาชนรับทราบด้วยก็คือมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าชื่อกันเพื่อถอดถอนกรรมการ ป.ป.ช. ๑ ท่าน แล้วเรื่องดังกล่าว เข้ามาสู่การพิจารณาในวุฒิสภา แต่วุฒิสภานั้นหลังจากได้รับฟังเหตุฟังผลแล้ว มติในการ ถอดถอนไม่ได้เพียงพอที่จะถอดถอนกรรมการ ป.ป.ช. นั้น แต่มีเสียงจากทางฝ่ายที่เกี่ยวข้อง หลายฝ่ายทั้งซีก ส.ส. ทั้งซีก ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งบางส่วนนะครับ บอกว่าถ้ามี ส.ว. เลือกตั้งทั้ง ๒๐๐ คนเมื่อไร เรื่องของกรรมการ ป.ป.ช. นี้หลุดแน่ โดนถอดถอนแน่ ท่านประธานลองคิดดูครับ ถ้าเจตจํานงของรัฐธรรมนูญนั้นต้องการให้สถาบันศาลและ องค์กรอิสระอื่นสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยสุจริตและเที่ยงธรรม แต่ถ้าถูกการกดดัน ข่มขู่ คุกคามโดยทางอ้อมและทางตรงจะสามารถปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตเที่ยงธรรมได้อย่างไร นั่นละครับ เป็นที่มาของโครงสร้างของวุฒิสภาที่ยังมีดุลยภาพอยู่อย่างนี้ แต่เมื่อท่าน ดําเนินการตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้แล้วนํามาสู่มาตรา๑๒ ทั้งวรรคแรก วรรคสอง ก็จึงให้เห็นชัดเจนครับ เป็นการดําเนินการเพื่อจะทําลายโครงสร้างการถ่วงดุลในวุฒิสภา เพื่อให้ฝ่ายการเมืองเข้าแทรกแซงการแต่งตั้งและถอดถอนองค์การอิสระได้ ท่านประธานครับผม ก็คงจะมีประเด็นที่อยากจะฝากด้วยความเป็นห่วงเพียงเท่านี้ แล้วก็สุดท้ายอยากจะเรียนว่า ท่านที่กล่าวว่ามาจากเสียงประชาชน ผมพูดอยู่เสมอครับ ผมมองประชาชนเหล่านั้นคือ การเป็นผู้ออกเสียง ผู้ออกเสียงเป็น ๒ ส่วนครับท่านประธาน ส่วนที่ได้รับเงินค่าจ้าง ไม่ใช่การออกเสียงแบบประชาธิปไตย ผู้ที่ได้เป็น ส.ส. โดยผ่านกลไกของการที่ออกเสียง โดยไม่เป็นประชาธิปไตย บุคคลนั้นอย่ามาอ้างว่าเป็นประชาธิปไตยครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านพลเอก สมเจตน์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ผม พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกวุฒิสภา สรรหา ภาครัฐ ขออนุญาตสละสิทธิในการอภิปรายมาตรานี้ครับ ขอบคุณครับ
ถ้าอย่างนั้นไปที่ ท่าน ส.ว. จิตต์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดมุกดาหาร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ การแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับที่ ๓) ซึ่งพิจารณาอยู่ในขณะนี้ ไม่แตกต่างไปจากการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๔ (ฉบับที่ ๑) นะครับ เนื่องจากว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ (ฉบับที่ ๑) ที่ผ่านมานั้น เป็นการแก้ไขหลักการเดิม ก็คือเดิมนั้นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กําหนดให้มีสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร จํานวน ๔๘๐ คน ก็ได้มีการแก้ไขให้เป็น ส.ส. จํานวน ๕๐๐ คน ส.ส. แบบแบ่งเขต ๔๐๐ คน ก็มีการแก้ไขให้เป็น ๓๗๕ คน ๓๗๕ เขต ส.ส. สัดส่วน ๘๐ คน แก้เป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ ๑๒๕ คน ท่านประธานครับ ผมจําได้ว่าในการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับที่ ๑) พุทธศักราช ๒๕๕๔ นั้น ก็มีคนไปร้อง ศาลรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกันนะครับ แต่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคําวินิจฉัยว่าเป็นอํานาจของ รัฐสภาที่สามารถจะทําการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ตามมาตรา ๒๙๑ ไม่ขัดกับ รัฐธรรมนูญครับ แล้วก็ได้มีการประกาศใช้มาตั้งแต่วันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๔ จนถึงปัจจุบัน เพราะฉะนั้นในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับที่ ๓) ซึ่งกําลัง พิจารณาอยู่ในวาระที่ ๒ นี้ ก็มีการแก้ไขหลักการเดิมเกี่ยวกับที่มาและการได้มาซึ่งสมาชิก วุฒิสภา หลักการเดิมนะครับ สมาชิกวุฒิสภามีจํานวน ๑๕๐ คน แก้ไขหลักการใหม่นะครับ แก้เป็น ๒๐๐ คน มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ส.ว. ตามหลักการเดิมมี ๒ ประเภท คือ ประเภทที่ ๑ เป็น ส.ว. สรรหา จํานวน ๗๔ คน ประเภทที่ ๒ ส.ว. เลือกตั้ง ๗๖ คน แก้ไข เป็น ส.ว. เลือกตั้งทั้งหมด ๒๐๐ คน และให้มีการยกเลิก ส.ว. สรรหาทั้งหมดนะครับ เพราะฉะนั้น ส.ว. สรรหาชุดที่ ๑ ๗๔ คน อยู่ในวาระ ๓ ปีแรก เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ครบวาระในวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ส.ว. สรรหาชุดที่ ๒ มีจํานวน ๗๓ คน อยู่ในวาระ ๖ ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๔ ถึงวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๖๐ นะครับท่านประธาน ผมก็มีความสงสัยเหมือนกันว่าเหตุไฉน ส.ว. สรรหาชุดที่ ๑ ไปสมัคร รับการสรรหาได้กลับเข้ามาอีก ๓๓ คน ส.ว. สรรหา ๓๓ คนนี้รวมอยู่ในวาระตําแหน่ง ๒ ครั้ง เป็นเวลา ๙ ปี ครับประธาน คือตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๑ ถึง พ.ศ. ๒๕๖๐ นะครับ ท่านประธาน แล้วทีนี้สาเหตุที่มีผมก็เข้าใจนะครับ กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ได้มี บทเฉพาะกาลไว้ตามมาตรา ๒๙๗ ที่บัญญัติว่า ในวาระเริ่มแรกให้สมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก การสรรหามีวาระ ๓ ปี นับแต่วันเริ่มต้นสมาชิกภาพ และมิให้นําบทบัญญัติเกี่ยวกับ การห้ามดํารงตําแหน่งติดต่อกันเกิน ๑ วาระมาใช้บังคับบุคคลดังกล่าวในการสรรหา คราวถัดไปหลังจากสิ้นสุดสมาชิกภาพ อันนี้ผมก็ยังเข้าใจอยู่นะครับว่าถ้า ส.ว. สรรหา ๗๓ คนนี้อยู่ต่อไปอีกครบ ๖ ปี แล้วจะไปรับการสรรหาอีกได้ไหม ถ้าสรรหาได้ก็อยู่ไปอีก นะครับ เป็น ๑๕ ปี ทีนี้แล้วผม ส.ว. เลือกตั้งสิ้นสุดวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๗ อันนี้ผมก็สงสัย นะครับท่านประธาน แล้วทีนี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับที่ ๓) นี้บัญญัติให้ ส.ว. สรรหาอยู่ใน ตําแหน่งต่อไปอีก ๓ ปี และให้ ส.ว. เลือกตั้งหมดวาระลงในวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๗ ผมจึงได้ ขอแปรญัตติในมาตรา ๑๒ และมาตรา ๑๓ โดยแปรญัตติในมาตรา ๑๒ ดังนี้ครับ ท่านประธานครับ คือให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๒ ของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ก็คือกําลังพิจารณาอยู่ แล้วก็ให้ใช้ข้อความดังต่อไปนี้แทน มาตรา ๑๒ ให้สมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๐ ซึ่งลงมติผ่านมาหมาด ๆ ซึ่งมาจากการเลือกตั้งที่จะสิ้นสุด สมาชิกสภาพตามวาระอยู่ในตําแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปและให้สมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก การสรรหายังคงมีสมาชิกภาพต่อไปจนกว่าจะครบวาระตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้ วรรคสอง ให้สมาชิกวุฒิสภา ตามมาตรา ๑๐ ซึ่งมาจากการเลือกตั้งและมาจากการสรรหา ยังคงมีสมาชิกภาพ และปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่าจะมีสมาชิกวุฒิสภาขึ้นใหม่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ นี่ละครับ ท่านประธานที่เคารพ ผมมีเหตุผลของผมในการขอแปรญัตติในครั้งนี้
เหตุผลประการที่ ๑ ในมาตรา ๑๒ นี้เนื่องจากว่าการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับที่ ๓) เป็นประวัติศาสตร์ทางการเมืองของไทย เพราะเป็นการยกเลิกที่มาของ ส.ว. แบบใหม่ ก็คือกลับไปใช้ที่มาของ ส.ว. แบบเดิมตาม รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และการขอแปรญัตติในมาตรา ๑๒ ของกระผมในครั้งนี้เป็นการขยายเวลาการอยู่ในตําแหน่งของ ส.ว. ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง เนื่องจากว่าให้อยู่ในตําแหน่งและปฏิบัติหน้าที่วุฒิสภาต่อไปอีก ๓ ปี ตามวาระของ ส.ว. สรรหา ซึ่งจะครบวาระในวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๐ แล้วให้ ส.ว. เลือกตั้งชุดนี้และ ส.ว. สรรหา เมื่อมีพระราชกฤษฎีกากําหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไปเพื่อให้ ประชาชนเลือกตั้ง ส.ว. ๒๐๐ คนเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ที่ผมอภิปรายว่าการขยายเวลา การดํารงตําแหน่งของ ส.ว. เลือกตั้งไปอีก ๓ ปี ในอดีตที่ผ่านมานะครับ ได้มีการแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๔๘๕ เมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๔๘๕ มีอยู่ ๓ มาตราครับท่านประธาน มาตรา ๑ รัฐธรรมนูญนี้เรียกว่า รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พุทธศักราช ๒๔๘๕ มาตรา ๒ ให้ใช้รัฐธรรมนูญตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป และมาตรา สุดท้าย มาตรา ๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน มาตรา ๑๘ ที่แก้ไขในปี ๒๔๘๕ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้อยู่ ใน ตําแหน่งได้คราวละสี่ปี แต่ถ้ามีพฤติการณ์สําคัญกระทบถึงนโยบายภายในหรือภายนอก อันทําให้เป็นการพ้นพิสัยหรือมีเหตุขัดข้องที่จะให้มีการเลือกในขณะที่กําหนดเวลา ๔ ปี สิ้นสุดลง จะตราพระราชบัญญัติขยายกําหนดเวลาเช่นว่านั้น พฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไป ตราพระราชบัญญัติ หรือตราเป็นพระราชกฤษฎีกาให้ดําเนินการเลือกตั้งในเวลาหนึ่งเวลาใด ก็ได้ ถ้าตําแหน่งสมาชิกว่างลงเพราะเหตุอื่น นอกจากถึงคราวออกตามวาระให้เลือกตั้ง สมาชิกขึ้นแทนให้เต็มตําแหน่งที่ว่างอยู่และให้สมาชิกที่เข้ามาแทนนั้นให้อยู่ในตําแหน่งได้ เพียงเท่ากําหนดเวลา อันนี้ก็คือในเวลาของสภาผู้แทนราษฎร จอมพล ป. พิบูลสงคราม อันนี้ ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ ในอดีตก็มีการขยายเวลาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออกไป เป็นเวลา ๔ ปี ไม่มีการเลือกตั้งนะครับ เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่าการที่ผมขอแปรญัตติเพื่อขยายเวลาให้ ส.ว. เลือกตั้งออกไปอีก ๓ ปี จนครบวาระของ ส.ว. สรรหา จึงเป็นเหตุผลที่ว่าเป็นประวัติศาสตร์ของประเทศไทยครั้งที่ ๒ นะครับ
เหตุผลประการที่ ๒ เป็นการประหยัดงบประมาณในการเลือกตั้ง ส.ว. ทั้ง ประเทศ การเลือกตั้ง ส.ว. ทั้งประเทศนี้จะใช้งบประมาณครั้งละ ๔,๐๐๐ ล้านบาท ๒. เป็น การประหยัดงบประมาณรายจ่ายประจําปี ๓ ปี คือปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๘ ปี ๒๕๕๙ งบประมาณของ ส.ว. ที่จะเกิดขึ้น ๒๐๐ คน บวก ๗๓ คน ปีละ ๕,๐๐๐ ล้านบาทครับ ถ้า รวม ๓ ปี แล้วก็จะเป็นงบประมาณที่ใช้จ่ายกับ ส.ว. ๒๗๓ คนนั้น ๑๕,๐๐๐ บาท ประหยัด งบประมาณของชาติได้ รวม ๑๙,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ
เหตุผลประการที่ ๓ เพื่อความเสมอภาคของบุคคลตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐ ที่บัญญัติว่า บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตาม กฎหมายเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล เพราะเหตุแห่งความ แตกต่างในเรื่องถิ่นกําเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม และความคิดเห็นทางการเมือง อันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญจะกระทํามิได้ ในประเด็นนี้ละครับ ท่านประธานครับ ผมก็ขอความเป็นธรรมจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เนื่องจากว่า ส.ว. สรรหา ๓๓ คน ที่เข้ามาในปี ๒๕๕๑ พร้อมกันกับ ส.ว. เลือกตั้ง แต่ปรากฏ ว่ามีบทเฉพาะกาลให้อยู่ในตําแหน่งรวมแล้ว ๒ ครั้ง ๙ ปี ส.ว. เลือกตั้งอยู่ในวาระ ๖ ปี จึงไม่เป็นธรรม และไม่มีความเสมอภาคกันตามกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จึงขอความกรุณา จากประธานรัฐสภาและคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ และสมาชิก รัฐสภาทั้ง ๓ ฝ่าย ให้ความเป็นธรรมและให้ความเสมอภาคกันด้วยนะครับ
เหตุผลประการสุดท้าย เพื่อสร้างความสามัคคี ความปรองดองของคนในชาติ ความสามัคคีของสมาชิกวุฒิสภาทั้ง ๒ ประเภท ไว้ เนื่องจากว่า ส.ว. ทั้ง ๒ ชุด นี้ ทั้งสรรหา และเลือกตั้งอยู่ในปัจจุบันนี้ก็มีความเข้าใจมีความสามัคคี มีความปรองดองกันเป็นอย่างดี เพราะฉะนั้น ส.ว. ทั้ง ๒ ประเภท นี้ก็จะต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะครบวาระในวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๐ และเป็นการสร้างความสามัคคีความปรองดองของสมาชิกรัฐสภาทั้ง ๒ สภา รวมทั้งเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เยาวชน และประชาชนชาวไทย ให้ความเชื่อมั่นศรัทราในการ ปกครองระบอบประชาธิปไตยครับ
มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกรัฐสภาครับ ผมถามท่านประธานนิดหนึ่งครับ ที่อภิปรายอยู่นี้ ในความคิดเห็นท่านประธาน ท่านใช้ดุลพินิจสิครับ ท่านบอกท่านเป็นกลาง มันอย่างไรครับ ฟุ่มเฟือยไหมครับ
เมื่อกี้ก็บอกประเด็น สุดท้ายแล้ว
ไม่ใช่มันประเด็นสุดท้ายหรือไม่ ความคิดท่านคืออะไร ประธานรัฐสภา ความเห็นคืออะไรครับ
ฟุ่มเฟือยครับ ท่านจิตต์ครับ ขอให้กระชับนะครับ รู้สึกจะฟุ่มเฟือย
มันไม่ใช่กระชับหรอกครับ ท่านต้อง วินิจฉัยครับ ผมประท้วงอยู่ครับ
ผมวินิจฉัยครับว่า ฟุ่มเฟือย ก็ให้อยู่ในประเด็นแล้วก็กระชับครับ เมื่อสักครู่นี้ก็บอกสุดท้ายแล้วครับ เชิญต่อครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ เวลาสมาชิกรัฐสภาอีกฝ่ายหนึ่งนะครับ อภิปราย ๔๐-๕๐ นาที ผมไม่เคยประท้วง ผมแค่ ๑๔ นาที นี้ฟังไม่ได้หรืออย่างไรครับ จะจบแล้วนะครับ
ท่านต่อเถอะครับ จะจบแล้ว เมื่อสักครู่นี้ก็บอกว่าสุดท้ายแล้ว
เพราะฉะนั้นจากที่ผมอภิปรายมาด้วยเหตุผลประเด็นที่ ๔ นี้นะครับ ผมเห็นว่าเป็นการสร้าง ความสามัคคี ความปรองดองของคนในชาติ และฉะนั้นผมก็ขอน้อมนําเอาพระบรมราโชวาท ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาปฏิบัติเพื่อความสามัคคีของคนในชาติ กล่าวคือ ความสามัคคีนี้หมายถึงว่ามีสิ่งใดที่อาจขัดแย้งซึ่งกันและกันบ้างก็ต้องปรองดองกันเสีย และหาทางออกโดยที่ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน เพราะความสามัคคีเป็นกําลังอย่างสูงสุดของ หมู่ชน ด้วยความเคารพท่านประธานและสมาชิกรัฐสภาทั้ง ๓ ฝ่ายนะครับ ๑. ฝ่ายค้าน ๒. ฝ่ายรัฐบาล และสมาชิกวุฒิสภา ได้โปรดให้ความเห็นชอบตามที่ผมได้แปรญัตติด้วย เพื่อสร้างความปรองดอง ความสามัคคีของคนในชาติต่อไปครับท่านประธาน กราบขอบพระคุณครับ
ไม่ต้องปรบมือครับ เห็นมีผู้ประสานมาว่าพรรคประชาธิปัตย์ขอท่านวรงค์เป็นท่านสุดท้าย ใช่หรือเปล่าครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอรายชื่อที่ได้สงวนเอาไว้นะครับ ขอรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์ที่สงวน เอาไว้ครับ ขอส่งรายชื่อด้วยนะครับ ผมต้องขออนุญาตให้ท่านที่สงวนเอาไว้ก่อนนะครับ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวก็จะมีผู้ประท้วง
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดพิษณุโลกครับ
คุณหมอวรงค์อย่างนี้ เลขาธิการรัฐสภาบอกผมว่ามีคนมาประสานว่าพรรคประชาธิปัตย์หลายท่านขอถอน
พอดีทางวิป จะสลับคิวเล็กน้อยครับท่านประธาน
อย่างนี้ ๆ ฝ่ายค้านจะ ขอถอนหลายคน แล้วก็ขอให้เป็นหมอวรงค์ซึ่งไม่ได้สงวนไว้ แต่อยากอภิปราย ขออภิปราย เป็นท่านสุดท้าย ก็ถามว่าจริงหรือเปล่า ถ้าไม่จริงก็ขอรายชื่อที่ได้สงวนไว้ครับ เท่านั้นเอง เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม ฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกรัฐสภาครับ ขอชี้แจงท่านประธาน รัฐสภาอย่างนี้นะครับ ตามที่ผมได้ไปส่งรายชื่อนี่ผมขอสับเปลี่ยนรายชื่อ คือจะให้ คุณหมอวรงค์ เดชกิจวิกรม ได้อภิปรายก่อน ผมยังมีบัญชีรายชื่อที่จะส่ง คือยังมีผู้สงวน คําแปรญัตติแล้วก็กรรมาธิการผู้สงวนความเห็นอยู่ครับ แล้วก็มีผู้ประสงค์อภิปราย อีกหลายท่าน แต่ว่าในโพยนี้นะครับให้คุณหมอวรงค์ เดชกิจวิกรม ได้อภิปรายก่อนครับ
อย่างนี้ครับ ผมไม่ขัดข้อง นะครับ เพียงแต่ผมจะอนุญาตให้ผู้ที่สงวนความเห็นก่อน ตามข้อบังคับนะครับ และที่ไม่ได้ สงวนความเห็นไว้ก็เอาไว้ต่อท้ายนะครับ เพราะฉะนั้นขอรายชื่อที่สงวนไว้ก่อนครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ
ท่านใช้สิทธิอภิปราย ใช่ไหมครับ
ใช่ครับ ผมเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ที่สงวนความเห็นไว้ในมาตรา ๑๒ ครับ
เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผมในฐานะของ สมาชิกรัฐสภา ผมได้สงวนความเห็นในมาตรา ๑๒
หน้าที่เท่าไรครับ
รอสักครู่นะครับท่านประธาน หน้าที่ ๑๕๙
ท่านสงวนไว้ในหน้า ๑๕๙ นะครับ ขอคงไว้ร่างเดิม
ใช่ครับ ให้คงไว้ตามร่างเดิม
เชิญท่านครับ
ท่านประธานอย่าเบรกผมนะครับ เพราะว่าท่านประธานอนุญาตให้เพื่อนสมาชิกได้อภิปราย ผมก็ขอได้อภิปราย
ก็อย่าพาดพิงให้คนอื่น เสียหาย
ไม่มีครับ ท่านประธานครับ แน่นอน ที่สุด
แล้วก็ใช้เวลาพอสมควร ก็ไม่เป็นไรครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านก็ใช้เวลาแค่ ๑๐ นาทีเศษ ๆ นะครับ ถ้าอย่างนี้ก็ไม่มีปัญหา นะครับ ถ้าไม่มีผู้ประท้วงนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๑๒ นี้ กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ได้เพิ่มถ้อยคําที่เป็นประเด็นสําคัญอย่างมาก แต่ก่อนที่ผมจะ อภิปรายในข้อความที่กรรมาธิการได้เขียนเพิ่มไว้ ซึ่งผมเกริ่นนํามาตั้งแต่หลายมาตรานะครับ ตั้งแต่มาตรา ๕ มาตรา ๖ และมาตรา ๗ ว่าการเพิ่มข้อความในมาตรา ๑๒ ที่กรรมาธิการ เพิ่มนั้นหมิ่นเหม่หรือว่ามีสิทธิที่จะขัดต่อหลักการของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ผมเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับ ว่ากรรมาธิการในชุดการได้มาของ ส.ว. ในครั้งนี้ เป็นการเร่งรีบรวบรัด และเป็นการทํางานแบบไม่รอบคอบเป็นปัญหาหลายประการครับเมื่อสักครู่การลงมติ ในมาตรา ๑๑/๑ ก็เกิดขึ้นเป็นปัญหาในการที่จะต้องตีความกันอีกแล้วว่าสภาแห่งนี้ได้มี การลงมติถูกต้องหรือไม่ อันนี้ก็เป็น ๑ ประเด็น แล้วก็เป็นเหตุผลที่เกิดขึ้นจากการรวบรัด แล้วก็เร่งรีบ ท่านประธานครับ มาตรา ๑๒ ก่อนจะถึงข้อความที่กรรมาธิการได้เพิ่มเติมนั้น ผมมีประเด็นสําคัญครับ ในวรรคแรกด้วยความเหตุผลที่ผมเรียนนี้นะครับว่า ด้วยความเร่งรีบ แล้วก็รีบร้อน กรรมาธิการได้เขียนข้อความและกําหนดการมีสมาชิกภาพของเพื่อนสมาชิก วุฒิสภา ข้อความเป็นอย่างนี้นะครับ เมื่อได้มีพระราชกฤษฎีกากําหนดให้มีการเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภาครั้งแรก ซึ่งเป็นการเลือกตั้งทั่วไป ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๑ ที่เรา พิจารณาผ่านไปแล้ว มาตรา ๑๑ ก็หมายความว่ากระบวนการที่กรรมาธิการหรือสภาแห่งนี้ ได้อนุมัติกฎหมายเสร็จสรรพ แล้วก็ส่งไปดําเนินการตามขั้นตอน และกรอบระยะเวลาตาม มาตรา ๑๑ ทั้งวรรคสอง แล้วก็วรรคสาม การกําหนดระยะเวลานั้นก็เป็นไปตามที่กรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่ก็คือว่าจะต้องกําหนดระยะเวลาภายใน ๑๒๐ วันนะครับ ให้รัฐสภาดําเนินการ และหลังจากนั้นให้สมาชิกวุฒิสภา ตามมาตรา ๑๐ นี้นะครับ ซึ่งมาจากการเลือกตั้งสิ้นสุด สมาชิกภาพ สิ้นสุดสมาชิกภาพในวันที่ได้รับการเลือกตั้งเข้าไปใหม่ท่านประธานสามารถฟัง ผมให้ดีนะครับ ผมยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนนะครับ ว่าการเขียนแบบนี้มันจะ สร้างปัญหาอย่างไร ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง สมมุติว่าท่านประธานนิคม ท่านมีความประสงค์ ที่จะไปลงเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา แล้วท่านไม่ลาออกเมื่อท่านไม่ลาออกไม่มีข้อห้าม ตามคุณสมบัติ มาตรา ๕ ครับ ก็ไม่มีสิทธิไปลงรับสมัครเลือกตั้ง แล้วขณะเดียวกัน ก็รับเงินเดือน แล้วนิคมคนเก่าไปรณรงค์เลือกตั้งเป็นนิคมคนใหม่จากการเลือกตั้งกลับเข้ามา สมาชิกภาพต่อกันเลยครับ ซึ่งไม่มีข้อห้ามใด ๆ ครับ มันจะเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับแรกในโลกที่ให้สมาชิกวุฒิสภาไม่ต้องลาออก หรือใช้สิทธิในการไม่ลาออก และใช้สิทธิ ในการมีเงินเดือน เพราะว่ามาตรา ๑๒ วรรคแรกนี้เขียนเรื่องสมาชิกภาพไว้ครับ เราจะแก้ไข กันอย่างไรครับ กฎหมายฉบับนี้จะทํากันอย่างไรครับ ประเทศนี้จะมั่วกันขนาดไหนครับ เอากันอย่างนี้เลยใช่ไหมครับ ผมเรียนท่านประธานว่า และหลักที่แท้จริงของการแก้ไข กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ โดยหลักแล้วถ้าท่านประธานอ่านเจตนารมณ์ให้ดีนะครับ ผมขออนุญาตเจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ หลายท่านอภิปรายไปด้วย ความชัดเจนว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ได้กําหนดกลไกสถาบันทางการเมือง ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารให้มีดุลยภาพ และประสิทธิภาพตามวิถีการปกครอบ แบบรัฐสภา รวมทั้งให้สถาบันศาล และองค์กรอิสระอื่นสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยสุจริต และเที่ยงธรรม คําว่า ดุลยภาพ มันถูกออกแบบโดยร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ฉบับนี้ละครับ นั่นคือการออกแบบให้สมาชิกวุฒิสภามีที่มีมา ๒ ส่วน ๑. คือส่วนจากการสรรหาและ ๑. มาจากการเลือกตั้ง และกําหนดบทบาทหน้าที่มีข้อจํากัดตามมาตรา ๕ ตามร่างแก้ไข และกําหนดข้อจํากัดในมาตรา ๖ เพราะว่าบทบาทหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาที่มีอํานาจ ที่สําคัญคือการแต่งตั้งถอดถอน จําเป็นต้องมีคุณสมบัติความเป็นกลาง เพราะฉะนั้นผมยัง หาไม่เจอว่าในร่างแก้ไขฉบับนี้จะแก้ไขปัญหาตรงไหนได้อย่างไร มันก็จะเกิดเป็นความลักลั่น ว่าเมื่อสมาชิกวุฒิสภาไม่จําเป็นต้องสิ้นสุดสมาชิกภาพแล้วไปสมัครรับเลือกตั้ง ไปรณรงค์ เลือกตั้งกลับมาเป็น ส.ว. เก่าและ ส.ว. ใหม่ติดต่อกัน ถ้าสมมุติได้รับการเลือกตั้ง รัฐจะต้อง จ่ายเงินภาษีเป็นเงินเดือนของสมาชิกรัฐสภา สมาชิกวุฒิสภาท่านนั้น หรืออีกกรณีหนึ่ง สมาชิกวุฒิสภาสรรหาที่ยังคงดํารงตําแหน่งอยู่ตามมาตรา ๑๒ นี้สมาชิกภาพยังดํารงคงอยู่อีก ๗๐ กว่าท่าน เกิดไม่ลาออกแล้วไปสมัครเลือกตั้งด้วย เอาละสิครับท่านประธาน ไปลงรับสมัคร เลือกตั้งและเดี๋ยวเลือกตั้งได้ขึ้นมาอาจจะเลือกอยู่ในวาระแล้วก็ไปเป็น ส.ว. จาก การเลือกตั้ง และที่นี้จะทําอย่างไรล่ะครับ บทบาทหน้าที่ ส.ว. ที่จะต้องทําหน้าที่ภายใต้ กินเงินเดือนของพี่น้องประชาชน มาตรา ๑๒ ผมเรียนกับท่านว่านี่ละครับเป็นปัญหาที่ท่าน พยายามรีบเร่งการพิจารณาก็เห็นชัด ๑๑ วัน ผมถูกตัดสิทธิในการอภิปรายหลายมาตรา เข้าชื่อเรียบร้อย ทั้ง ๆ ที่ผมเป็นกรรมาธิการเสียงส่วนน้อยที่สงวนความเห็นไว้ ความเร่งรีบ รวดเร็วจะดี แต่ต้องมีประสิทธิภาพด้วยครับ ถ้าหากเร่งรีบแล้วขาดประสิทธิภาพการบริหาร ก็ไม่เกิดประโยชน์ ผมเข้ามาในประเด็นวรรคที่สองที่กรรมาธิการได้มีการแก้ไข มีการเติม ถ้อยคําว่า เมื่อได้มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาก็เรียนว่า โดยสรุป วรรคสองก็แก้ว่า ให้สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหานั้นไม่มีอํานาจแต่งตั้งถอดถอน ไม่มีกับการปฏิบัติหน้าที่กับการพิจารณาให้บุคคลดํารงตําแหน่งหรือถอดถอนบุคคลใด ออกจากตําแหน่งตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญมิได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ร่างแก้ไข กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นเพียงร่างแก้ไขนะครับ อันนี้เป็นร่างแก้ไข ท่านไปเขียนเพื่อให้ เขาไม่มีอํานาจ แต่หลักของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ซึ่งเวลาท่านจะแก้ไข รัฐธรรมนูญ สมมุติว่าท่านจะแก้ไขร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับใดก็ตาม ถ้าท่านแก้ไขก็ต้อง อยู่ในเจตนารมณ์และหลักการตามกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับเดิม แต่วันนี้ท่านมาเขียน ร่างแก้ไข เอาตั้งแต่เริ่มต้นเลยครับ ย้อนกลับไปนิดหนึ่งว่าท่านเขียนว่าที่มาของ ส.ว. ให้มี ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ในขณะเดียวกันกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนไว้ชัดครับว่า ให้มี ๒ แบบ และจํานวนที่ท่านไปกําหนดในร่างแก้ไขท่านกําหนดจํานวน ๒๐๐ คน ท่านประธานที่เคารพ ท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ ท่านประธานเปิดรัฐธรรมนูญ หน้า ๒๐๔ ในส่วนที่ ๓ การถอดถอนจากตําแหน่ง กฎหมายรัฐธรรมนูญเขียนชัดครับ อํานาจตามมาตรา ๒๗๐ ในส่วนท้ายของวรรคหนึ่งว่าผู้ดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาพูดรวม ๆ กันว่าผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง วุฒิสภามีอํานาจถอดถอนผู้นั้นออกจากตําแหน่งได้ เห็นไหมครับ มาตรา ๒๗๐ เขียนชัดว่า วุฒิสภามีอํานาจถอดถอนผู้นั้นออกจากตําแหน่งได้ แล้วก็เป็นไปตามกระบวนการ มาตรา ๒๗๑ มาตรา ๒๗๒ สุดท้ายเป็นไปตามมาตรา ๒๗๔ บอกว่าสมาชิกวุฒิสภามีอิสระในการออกเสียงลงคะแนน ซึ่งต้องกระทําโดยวิธีการลงคะแนนลับ มติที่ให้ถอดถอนผู้ใดออกจากตําแหน่งให้ถือ เอาคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในห้าของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา ในวรรคสองนะครับ ผู้ใดถูกถอดถอนออกจากตําแหน่ง ผู้นั้นพ้นจากตําแหน่งหรือให้ออกจาก ราชการนับแต่วันที่วุฒิสภามีมติให้ถอดถอนและตัดสิทธิผู้นั้นในการดํารงตําแหน่งใด ๆ ในทางการเมืองหรือในการรับราชการเป็นเวลาห้าปี ท่านประธานเห็นไหมละครับ แล้วก็ ในกฎหมายรัฐธรรมนูญให้อํานาจไว้ชัดเจน อันนี้ละครับ เป็นกุญแจว่าทําไมถึงมีคนอยาก แก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่มาของ ส.ว. เพราะอํานาจมีมากในการที่จะยับยั้ง ผมเรียน ท่านประธานสามารถผ่านไปยังท่านประธานอีกนิดก็ได้ว่ามีเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายบอกว่า คนที่จะไปแต่งตั้งถอดถอนนั้นจะต้องมาจากพี่น้องประชาชน ความเป็นประชาธิปไตย ต้องศักดิ์เท่ากัน หมายความว่าถ้าคนที่จะไปถอดถอนต้องมาจากประชาชนถึงไปถอดถอน คนที่มาจากประชาชนได้ ผมเรียนท่านสามารถว่าท่านไปดูที่ประเทศเยอรมันครับ ส.ว. มาจากการแต่งตั้ง ซึ่งเป็นประเทศที่เจริญมากทั้งเศรษฐกิจ ทั้งความมั่นคงทางการเมือง เขามีอํานาจยับยั้งกฎหมายได้ครับ เขาเป็นประเทศประชาธิปไตยที่เป็นที่ขึ้นชื่อของโลกนี้ เขามีสมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหาทั้งหมด ท่านประธานที่เคารพ มันไม่ได้ตอบโจทย์ หรอกครับว่ามาจากการเลือกตั้งแล้วจะดีที่สุด แต่ว่ามันต้องพูด ๒ กรณีคือ ๑. การเลือกตั้ง
ท่านครับ มีผู้ประท้วง เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน จารุพรรณ กุลดิลก ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรค เพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอประท้วงผู้อภิปรายในข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ท่าน อภิปรายฟุ่มเฟือยเกินไป แล้วก็พาดพิงไปจนทําให้เกิดความเสียหายต่อประเทศไทย วันนี้ เอกอัครราชทูตท่านก็มาเองที่รัฐสภา ส.ว. ของเยอรมันมาจากการเลือกตั้ง เลือกตั้งรัฐบาล ท้องถิ่น และตัวแทนของรัฐบาลท้องถิ่นนั้นไปเป็น ส.ว. ในระดับชาติ เขาเป็นสหพันธรัฐค่ะ ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ผมผิดข้อบังคับข้อไหนท่านประธาน
ข้อมูลที่ให้ไม่ถูกต้องก็เป็นเรื่องที่จะต้องแก้ไขเพราะดิฉันเสียหาย ดิฉัน จะต้องมานั่งแก้ไขในสิ่งที่สมาชิกรัฐสภาพูดผิดแล้วก็ทําให้ประเทศชาติเสียหาย ดิฉัน ก็ขอที่ถอดเทปค่ะท่านประธาน แล้วก็ในที่สุด ช่วยกรุณารักษามารยาทด้วยค่ะ มีเสียง ที่บอกว่าเป็นลูกฮิตเลอร์หรืออะไรก็แล้วแต่ดิฉันขอให้ถอน
ท่านครับ ผมเข้าใจแล้ว พอแล้วครับ ท่านสาธิตครับ เรามีสัญญาใจกัน ผมว่าใช้เวลาพอสมควรก็น่าจะสรุปได้แล้ว เชิญครับ
มีคนประท้วงครับ
เชิญท่านกุลเดชครับ ผมว่า ปล่อยให้ท่านอภิปรายดีกว่ากระมัง
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด อุทัยธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาไทยครับ ผมประท้วงผู้ที่กําลังประท้วง เมื่อสักครู่ครับ ถึงจะเป็นสุภาพสตรีก็ตาม ผมไม่ทราบเลยว่าอะไรเป็นข้อเท็จ ข้อจริง ท่านประธานก็พูดแล้ว ใครจะพูดอะไรก็พูดได้ในสภานี้มันเป็นเอกสิทธิ์ ไม่จําเป็นหรอกครับ เรียนจบมาจากเยอรมันหรือไม่ ไม่จําเป็นต้องมารับแทนเยอรมัน
เอาละครับ สมควรแล้วครับ
ประท้วง ทุกที ผมอยากจะรู้สืบสายเลือดจากฮิตเลอร์มาหรืออย่างไร ขอบพระคุณครับท่านประธาน ตอบหน่อย
ท่านครับ แล้วก็พาดพิงกลับ อย่างนี้มันก็ไม่จบครับ เอาที่พาดพิงเสียหายนะครับ แล้วก็อย่าพาดพิงกลับนะครับ เชิญครับ
ดิฉัน จารุพรรณ กุลดิลก สมาชิกรัฐสภานะคะ ก็ขอให้ท่านถอนว่า เป็นลูกฮิตเลอร์ หรืออะไรก็แล้วแต่ เพราะถ้าท่านพูดพาดพิงถึงประเทศอื่นแล้วทําให้ ประเทศไทยเสียหาย ดิฉันในฐานะกรรมาธิการการต่างประเทศ ดิฉันก็ต้องมานั่งแก้ไข แทนรัฐสภาว่าสมาชิกส่วนใหญ่ของรัฐสภาไม่ได้พูดความรู้ผิด ๆ แบบนี้ให้คนไทยเสียหาย แล้วก็เสียภาพลักษณ์ประเทศไทย
เข้าใจครับ
ดังนั้นตรงนี้ค่ะท่านประธาน ดิฉันขอถอดเทป แล้วในข้อมูลที่ใครพูดถึง พาดพิงถึงทางประเทศเยอรมนี เพราะท่านพูดบ่อย ดิฉันก็ต้องแก้ไขให้ประเทศเยอรมนี บ่อย ๆ อย่างนี้ค่ะ แต่ถ้าเกิดท่านพูดเรื่องประเทศอังกฤษ ประเทศจีนหรือว่าประเทศอื่น ๆ ดิฉันก็ต้องลุกมาแก้อยู่ดี
ท่านรักษาความสงบ ด้วยครับ
ดังนั้นขอถอดเทปแล้วก็เอาข้อมูลนี้ไปให้รัฐสภาเยอรมนีตอบกลับมา แล้วถ้าเกิดข้อมูลเป็นเท็จท่านได้สาบานต้นว่าท่านจะปฏิบัติตนในฐานะเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรโดยสุจริต ดิฉันขอสอบจริยธรรมพวกท่านค่ะ
เชิญท่านสาธิตครับ เอา ๑-๒ นาทีกระมังครับ เราสัญญาใจกันนี้ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะของสมาชิกรัฐสภา เพื่อให้ท่านประธานได้สบายใจนะครับ ผมจะให้ข้อมูล ท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิก สมาชิกสภาสูงของประเทศเยอรมนีนี้มาจาก การแต่งตั้งของฝ่ายบริหารแต่ละรัฐ ๑๖ รัฐ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน แต่อันนี้ถือว่าเป็นการให้ข้อมูล แต่ว่าข้อมูลจะเป็นอย่างไรก็พี่น้องประชาชนตัดสินครับ เพื่อจะไม่ได้เป็นการเสียเวลา แต่ว่าชี้แจงเพื่อให้ทําความเข้าใจครับ
ขอบคุณครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนของ วรรคสองสิ่งที่ผมสงวนความเห็นไว้ ผมให้คงไว้ตามร่างเดิม นั่นหมายความว่า ผมไม่อยากให้ กรรมาธิการเติมในส่วนนี้เข้ามา และผมก็พูดอภิปรายตั้งแต่อยู่ในกรรมาธิการแล้ว ผมก็ท้วงติงกับท่านประธานว่ามันอาจจะมีปัญหาในแง่ของการเขียนร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ร่างแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ไปขัดกับตัวรัฐธรรมนูญเองนะครับ ผมชี้ให้เห็นครับ ว่าผมอภิปรายให้ท่านประธานได้รับทราบว่าอํานาจตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมันมี ความชัดเจนอยู่ครับของสมาชิกวุฒิสภาในการถอดถอน ตั้งแต่มาตรา ๒๗๐ กระบวนการ ตามมาตรา ๒๗๑ ตามไปถึงมาตรา ๒๗๒
ท่านครับสมควรแล้วกระมัง
จะจบอยู่แล้วครับ แล้วก็มาตรา ๒๗๔ อํานาจนี้เชื่อมโยงกับการได้มาตามเจตนารมณ์ที่ผมเรียนตั้งแต่ต้น ดุลยภาพของการปกครอง ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และวุฒิสมาชิกหรือวุฒิสภามีหน้าที่อย่างสําคัญในการตรวจสอบ การใช้อํานาจบริหาร การออกแบบในกฎหมายรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ นั้นเขาเขียนไว้ อย่างสมดุล ในขณะเดียวกันถ้าท่านต้องการที่จะแก้แบบ ท่านควรที่จะยกร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใหม่ตามแนวความคิดท่าน แต่ท่านไม่ควรมาแก้ไขในมาตราที่เป็นหลัก นะครับ ในการแก้ไขที่มาของ ส.ว. ในฉบับนี้นะครับ โดยสรุปก็คือผมเห็นว่ามาตรา ๑๒ นั้น ผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ที่ไปเติม เพราะอาจจะเป็นปัญหาในอนาคต และผมขอให้คงไว้ตามร่างเดิมตามมาตรา ๑๒ ที่คงไว้ตามร่างเดิมครับ ขอบพระคุณมากครับ
ผมไปที่ ส.ว. วันชัย สอนศิริ ครับ
ท่านประธานรัฐสภา และพี่น้องประชาชนชาวไทย กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ นอกจากผมได้แปรญัตติไว้ในมาตรา ๑๒ แล้ว และคณะกรรมาธิการ ได้มีการเพิ่มเติมเข้ามา ซึ่งประเด็นนี้ผมถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ และผมอยากจะอ่านสําทับให้ ที่ประชุมได้รับทราบอีกสักครั้งหนึ่ง เมื่อได้มีพระราชกฤษฎีกากําหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิก วุฒิสภาเป็นการทั่วไปตามวรรคหนึ่ง สมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๐ จะปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับ การพิจารณาให้บุคคลดํารงตําแหน่งหรือถอดถอนบุคคลใดออกจากตําแหน่งตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญมิได้ จนกว่าสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้งทั่วไปตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้เข้าปฏิบัติหน้าที่ นี่เป็นสิ่งที่ คณะกรรมาธิการได้เพิ่มเติมมา ท่านประธานที่เคารพครับ แปลความหมายแบบง่าย ๆ ให้พี่น้องประชาชนคนไทยได้เข้าใจด้วย ว่าในระหว่างที่มีประกาศการเลือกตั้ง อาจจะ ๓-๔ เดือน หรืออาจจะเลยเถิดไปถึง ๕ เดือนก็ได้ ห้าม ส.ว. สรรหาที่เหลืออยู่ ๗๐ กว่าคน แต่งตั้งถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และบุคคลใดในองค์กรอิสระ จนกว่าจะมี ส.ว. เลือกตั้งเข้ามาทําหน้าที่ พูดง่าย ๆ ก็คืออย่าแต่งตั้ง ถอดถอนใครเป็นอันขาดในระยะ ๓ เดือน ๔ เดือน ๕ เดือนนี้ นอนกินเงินเดือนไปฟรี ๆ แบบภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่า มัดตราสังข์ ตอกตะปู ปิดฝาโรงห้ามแต่งตั้งถอดถอน ท่านประธานครับ ถ้ามองโลกในแง่ดี ก็อาจจะมองว่าในระยะ ๓-๔ เดือนนี้ไม่มีการแต่งตั้งถอดถอนใคร ถึงจะมีก็อาจจะน้อย นี่มองโลกในแง่ดีนะครับ ผมถามเลยครับท่านประธาน ผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการ ที่นั่งอยู่นี่ ถ้ามองโลกในแง่ดีแบบนี้ เขียนกฎหมายแบบนี้ไว้ทําไม ผมถือว่าเป็นการเขียน กฎหมายที่ดูถูกเหยียดหยามหมิ่นน้ําใจกัน ผมกราบเรียนต่อท่านประธานที่เคารพว่า การแต่งตั้งถอดถอนบุคคล ผมมีความมั่นใจว่า ส.ว. ที่เหลืออยู่นี้เชื่อมั่นว่าสามารถจะทํา หน้าที่ได้อย่างตรงไปตรงมา เพราะความเชื่อมโยงทางการเมืองหรือการแทรกแซง จากการเมืองนั้น ผมเชื่อว่ามีน้อยกว่า ส.ว. ชุดใหม่ที่มีโยงใยทางการเมืองที่จะเข้ามาทําหน้าที่ เพราะฉะนั้นในระยะเวลา ๓ เดือน ๕ เดือนดังกล่าวนี้ เกิด ป.ป.ช. ส่งบุคคลที่จะต้องถอด ถอนมา ขออนุญาตเอ่ยนามแต่ไม่เสียหาย คดีหมอสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี กําลังอยู่ในสภานี้ นี่ผมยกตัวอย่าง ถ้าเกิดส่งเข้ามาในระหว่างนั้น ส.ว. ๗๐ คนนั้นไม่สามารถจะทําหน้าที่ได้ ต้องรอเครือข่ายโครงข่ายของการเมืองเข้ามาแต่งตั้งถอดถอนหรือกระไร ท่านประธานครับ ผมเองได้เคยอภิปรายไว้ในมาตรา ๓ ว่าถ้ามีการเลือกตั้ง ส.ว. ชุดใหม่เข้ามานี้ ผมขออนุญาต พยากรณ์และอาจจะเอ่ยชื่อพรรคการเมืองบ้าง แต่ขอเรียนว่าไม่ได้ทําให้ท่านทั้งหลาย เสียหายแต่ประการใด เชื่อว่าในการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการได้แก้ ตามมาตรา ๕ นี้ ผมคาดการณ์เอาว่า ส.ว. ภาคใต้จะเป็นของพรรคประชาธิปัตย์ส่วนใหญ่ ภาคเหนือจะเป็นของพรรคเพื่อไทย ภาคอีสานจะเป็นของพรรคเพื่อไทย ภาคกลางก็จะคละ กันไปเป็นทั้งพรรคพลังชน พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทย แล้วก็อาจจะมีกลุ่ม ส.ว. ดังที่ผม เอ่ยนาม ลําตะคลอง วังน้ําเย็น วังบัวบาน บ้านเล็ก บ้านใหญ่ อิทธิพลจังหวัด ญาติโยม นักการเมืองนี้คงเข้ามาเป็นเครือข่ายของ ส.ว. ในสภาบนแน่นอน เป็นการคาดการณ์ ของกระผม ผิด ถูก เป็นความรับผิดชอบของกระผม ท่านประธานที่เคารพครับ ในวันนั้น ผมได้กล่าวไว้แล้วยังยืนยัน ณ วันนี้ เพื่อน ส.ว. คนหนึ่งที่มาจากการเลือกตั้งในจังหวัด ภาคอีสาน บอกกับผมว่า คุณวันชัย จังหวัดผมมี ส.ว. ๖ คน ตอนนี้ผมหมดสิทธิแล้ว เขาประกาศกันชัดเจนว่าใครจะลงบ้าง ผมไม่มีที่ยืนในจังหวัดนี้แล้ว ผมขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อ ในจังหวัดนั้น นี่เป็นเรื่องจริงที่ผมขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานว่าถ้าเครือข่าย ทางการเมืองตามมาตรา ๕ เข้ามาจริง ๆ นั้นจะมั่นใจได้อย่างไรว่ามีการถอดถอนและแต่งตั้งนั้น อย่างเป็นธรรม ท่านประธานที่เคารพครับ และผ่านไปยังประธานคณะกรรมาธิการและ คณะกรรมาธิการ ผมเห็นว่าเขียนกฎหมายตามวรรคสองนี้ ขออภัยใช้คําว่า เป็นการเขียน ที่ดูถูกเหยียดหยามดูหมิ่นดูแคลน ไม่ไว้วางใจ พูดง่าย ๆ ก็คือ คนที่เหลืออยู่ ๗๐ คนนี้ ไม่น่าไว้วางใจที่จะให้เขาไปแต่งตั้งถอดถอนใคร หมิ่นน้ําใจกันเกินไป ที่พูดทั้งหมด ไม่ได้เกี่ยวกับผม เพราะผมกราบเรียนว่าถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน ใช้ได้ ผมจะไปลงเลือกตั้ง พูดง่าย ๆ ก็คือท่านกําลังบอกว่าคนเหล่านี้ที่อยู่นั้นน่าจะถอดถอนหรือแต่งตั้งนั้นไม่น่าจะ เป็นธรรม ซึ่งผมขออนุญาตกราบเรียนว่าอย่างนี้เป็นทัศนคติที่ร้ายกาจมาก ผมขออนุญาต เรียนว่าที่นั่งกันอยู่ในสภาทั้งหมดนี้ ไม่ว่าจะซีกใดก็ตาม มาตามรัฐธรรมนูญด้วยกันทั้งสิ้น ตามช่องทางแห่งรัฐธรรมนูญที่กําหนด ผมเชื่อว่าทุกท่าน รวมทั้งตัวกระผม ไม่ได้เกาะ ชายกระโปรงใครมา แล้วก็ไม่ได้เกาะขากางเกงใครมา ไม่ได้มาทั้งใต้ดิน บนดิน ผมเชื่อว่า ส.ว. บางคนก็มาจากเลือกตั้ง บางคนก็มาจากสรรหา ส.ส. บางคนก็มาจากเลือกตั้งครับ ท่านประธาน บางคนก็มาจากสัดส่วน มาตามรัฐธรรมนูญที่กําหนดทั้งนั้น สัดส่วนและสรรหา ซึ่งถือว่าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ต่างกันตรงไหนครับ เมื่อรัฐธรรมนูญกําหนดให้มี ผมขออนุญาต กราบเรียนต่อท่านประธานครับ เห็นมาตรานี้แล้วอยากพูดเพราะอัดอั้น คนที่มาแล้วมานั่งอยู่ ตรงนี้ครับท่านประธาน ไม่ได้มีใครดีถี่ห่างกว่ากันเลย แล้วก็ขออภัยครับ ไม่มีใครวิเศษกว่ากัน อย่าได้ถากถางว่าพวกลากตั้ง ฟังแล้วมันสะเทือนใจครับท่านประธาน มันสบประมาทน้ําใจกัน เกินไป เพราะถ้าเราจะกล่าวหากันนะครับ ไม่ว่าจะวิธีใดนี่มีจุด มีวิธี และมีบุคคลที่เราจะ กล่าวหากันได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นผมก็เกริ่นนํา กราบเรียนท่านประธานเป็นเบื้องต้น ต่อมาตรานี้ ท่านประธานครับ ถ้ารัฐธรรมนูญนี้แก้ได้ผมยังอยากให้ ส.ว. สรรหาไปให้หมด จะได้สมอารมณ์หมายดังใจที่ท่านต้องการ เพราะตัวผมประกาศชัดเจนเลยครับว่า ถึงเวลาจะไปลงเลือกตั้งให้ดูว่าลากตั้งอย่างผมกับเลือกตั้งใครจะกลับมาตรงนี้กัน นี่เป็นความชัดเจนว่าเราไม่จําเป็นต้องไปเกาะแข้งเกาะขาใคร ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมอภิปรายต่อไปนี้ยืนยันว่าผมพูดในหลักการครับท่านประธาน และสิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้ มิได้หมายถึงคนใดคนหนึ่งหรือพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง ขออนุญาตรวมทั้ง เพื่อน ส.ว. ของผมที่มาจากการเลือกตั้งด้วยเพื่อจะได้มีความรู้สึกว่าไม่ระคายเคือง ทางจิตใจกัน และสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานต่อไปนี้นั้นมิได้หมายถึงใคร หรือเอาบุคคลเป็นตัวตั้ง เพราะเวลามีการพูดในสภานี้มีหลายคนที่มักจะพูดว่า คนอย่างผมไม่มีใครแทรกแซงได้ คนอย่างผมไม่มีใครมาสั่งได้มีหลายคนพูดอย่างนี้ครับ ท่านประธาน ขออภัยที่เอ่ยนามแล้วไม่เสียหายครับ ท่านวิทยา บุรณศิริ ส.ส. จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ท่านได้อภิปรายตรงนี้ผมจําได้ในมาตรา ๓ ท่านบอก ส.ส. และ ส.ว. ในจังหวัดอยุธยาก็ไม่ได้มีก้าวก่ายกัน ไม่ได้มีการแทรกแซงกัน ต่างคนต่างทําหน้าที่ สั่งกันไม่ได้ ท่านประธานว่าดีไหมครับแบบนี้ ผมเชื่อว่าดีครับ ท่านทั้งหลายฟังแล้วก็ดีครับ แต่ถามว่า ส.ส. ส.ว. ที่ดีแบบที่ท่านวิทยาเอ่ยนั้นจะมีได้ทุกจังหวัดกี่จังหวัดกี่คนกันครับ และถามว่าคนอย่างที่ท่านเอ่ยนั้นจะได้เป็น ส.ว. ส.ส. ตลอดชีวิตไปไหมครับ ไม่ใช่เลย เพราะฉะนั้นเวลาเราพูดนั้นจะเอาคนเป็นตัวตั้งมิได้ ที่เรากําลังจะอภิปรายกัน ทั้งหมดนี้เราเอาหลักการเป็นตัวตั้งครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นถ้าเราเอาคนเป็นตัวตั้งแล้ว เราไม่จําเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญ ถ้าคนดีหมด และก่อนที่ผมจะไปถึงประเด็นของมาตรา ตามวรรคสองนี้มีหลายคนเขาระแวงครับท่านประธาน ผมขออนุญาตเอ่ยชื่อและไม่เสียหาย ท่านสุนัย จุลพงศธร เกรงว่า ส.ว. สรรหาที่มีอยู่หรือปัจจุบันที่มีอยู่นั้นไม่เป็นกลางทาง การเมืองจะเป็นสภากิ๊ก ท่านประธานคงได้ยินนะครับ ท่านบอกว่าก็มี ส.ว. สรรหาบางคน มีจิตใจไปแอบอิงกับการเมืองแล้วอย่างนี้ไม่เรียกว่าสภากิ๊กได้อย่างไร ถ้าไม่เรียกว่า สภาผัวเมียจะให้เรียกว่าสภากิ๊กหรือ นั่นแปลว่ามีบางคนที่มีจิตใจแอบอิงทางการเมือง ท่านเลยเรียกว่า สภากิ๊ก ผู้ชายอยู่สภาล่าง ผู้หญิงอยู่สภาบน เขารักกัน แล้วจะแต่งงานกัน ต้องเลิกเป็น ส.ว. หรือ หรือจะให้เขาเป็นกิ๊กกัน เพราะฉะนั้นก็ให้มันมีสภาผัวเมียเสีย นี่คือตรรกะที่ได้พูดในที่ประชุมตามมาตรา ๕ วันนั้น ผมอยากจะกราบเรียนต่อ ท่านประธานนะครับ ถ้าเราใช้ตรรกะว่าคนมีกิ๊กได้เราเลยให้มีสภาผัวเมียได้ ตรรกะนี้ ผมถือว่าเป็นตรรกะที่ผิดอย่างมหันต์ครับท่านประธาน เพราะคนทั้งประเทศ ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่ทั้งประเทศ คนบางคนหรือคนบางกลุ่ม บางที่บางแห่งก็มีกิ๊ก ในสภาบางคนก็อาจจะ มีกิ๊ก แต่ถามว่าถ้าเป็นอย่างนี้เราก็เลิกประมวลแพ่งสิครับท่านประธาน ให้คนมีชู้กันได้ ท่านประธานว่าการซื้อสิทธิขายเสียงมีไหมครับ อย่างนั้นเราก็เลิกกฎหมายซื้อสิทธิขายเสียงเปิดให้มีการซื้อสิทธิขายเสียงกันได้ ยาเสพติด ท่านว่ามีไหมครับ มีโสเภณี บ่อน การข่มขืน การพนันมีไหมครับ มี เราก็เอาแบบสภาผัวเมียเลยครับ ท่านประธานครับให้มีการข่มขืนกันได้ ให้มียาเสพติดกันได้ ค้ายาเสพติดกันได้ มีการพนันกันได้ เราจะเอาตรรกะแบบนี้หรือท่านประธาน เราเห็นว่ามันมีคนชั่วเราเลยแก้กฎหมายให้คนทํา ตามคนชั่ว ผมว่าวิธีคิดแบบนี้น่าจะไม่ชอบครับท่านประธาน
ท่านครับ บรรยากาศก็ดีนะ ผมก็ไม่อยากไปตัดบท ทีนี้มีผู้ประท้วง เชิญครูมานิตย์ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จริง ๆ แล้วท่านผู้กําลังอภิปราย อาจารย์วันชัยอภิปรายดีมากอาจารย์ครับว่างอัดเทปไว้ให้ ผมสักม้วนนะครับ แต่ว่าผมขอประท้วง ข้อ ๔๓ ท่านประธานครับ ก็คือกําลังพาออกไป ข้างนอก บรรยากาศดี ๆ ไม่เถียงครับ แต่ว่ากําลังจะสรุปว่าอย่างไรกําลังฟังว่าคนรออภิปราย กันอีกเยอะนะครับ ไม่ใช่ว่าพูดไม่ดี พูดดีแต่ไม่อยู่ในประเด็น ผมไม่ได้เถียงเรื่องพูด อาจารย์วันชัยผมฟังรายการมาตลอด จัดโทรทัศน์ จัดวิทยุ ผมนี่ก็แฟนคนหนึ่งเหมือนกัน ท่านประธาน แต่ขอให้อยู่ในประเด็น ถ้าเป็นอย่างนี้ไม่จบ พอไม่จบแล้วคนอื่นที่รอเข้าคิวกัน อยู่ นี่พรรคประชาธิปัตย์หลายคนเท่าที่ฟังข่าว คุณสาธิตเอาเปรียบเขาอภิปรายก่อนเขา นี่ปิตุเตชะ เพื่อนผมทําให้คนอื่นต้องรอ ส.ว. อีกหลายคนต้องรอ ส.ส. พรรคเพื่อไทยก็ต้องรอ ท่านประธานต้องควบคุมอันนี้ จริง ๆ แล้วผมกับท่านประธานก็เกรงใจกับอาจารย์วันชัย ก็เกรงใจนะครับ หลังจากนี้อาจารย์ครับขอเทปสัก ๒-๓ ม้วนเถอะได้เปิด แต่ในสภา ขอพยายามรวบรัดหน่อยครับ ขอบพระคุณมากครับท่านประธานได้พิจารณาก็แล้วกัน วินิจฉัยเอาครับ ขอบพระคุณครับ
ท่าน ส.ว. วันชัยครับ ก็ใช้เวลาพอสมควร ผมว่าน่าจะใช้เวลาอีกสักเล็กน้อยนะครับ
ท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ ผมตั้งใจอยากจะอภิปราย จริง ๆ ผมเป็น ส.ว. พยายามประมวลตัวเองว่า เราจะพูดแค่ไหนให้มันพอดีไม่ให้นอกลงทะเลลงอ่าว ผมเป็นนักกฎหมายแล้วก็พยายามรู้ครับ และอะไรที่มันเกินเลยผมจะพยายามระมัดระวังอยู่แล้ว
เอาพอสมควร
ทั้งหมดมันกําลังจะเข้า ไปในเนื้อแต่จําเป็นต้องลําดับ
น่าจะเข้าเนื้อได้แล้วครับ
ท่านประธานครับ ผมมันตัวคนเดียวไม่มีพรรคพวกเหมือน ส.ส. ครับ ไม่รู้จะลุกขึ้นมาทะเลาะกับท่านประธาน อย่างไรช่วยให้ผมได้พูดหน่อยเถอะครับ
ผมก็พยายามอยู่แล้วครับ ท่าน เอาว่าให้กระชับหน่อยนะครับ ก็ใช้เวลาพอสมควรนะครับ เชิญท่านสุนัยครับ
ท่านประธานครับ ผม สุนัย จุลพงศธร ครับ จริง ๆ ไม่อยากรบกวนเวลาท่าน เมื่อสักครู่ฝากท่านครูมานิตย์บอกช่วยบอกทีว่าผม อภัยให้ ท่านก็ไม่บอกท่านผู้อภิปรายพาดพิงชื่อผม พาดพิงชื่อท่านวิทยา เราก็เลยตกลงกันว่า บังเอิญท่านเพิ่งมาเป็นสมัยแรกแกไม่ค่อยเข้าใจวัฒนธรรมอภัยให้หมดครับ ขอบคุณครับ
ผมทําผิดอะไรต้องให้ อภัยผม
คงไม่มีอะไรครับท่านวันชัย ท่านต่อของท่านดีกว่านะครับ ก็ขอให้กระชับใช้เวลาพอสมควรครับ ผมก็พยายามที่จะ ให้เกียรติท่านอยู่แล้ว เชิญครับ
ผมขออนุญาต ท่านประธานครับผมตั้งใจ แล้วผมพยายามระมัดระวังอยู่แล้วครับ อะไรที่จะพาดพิงถึงใคร อะไรในลักษณะเสียหายยิ่งระมัดระวังอย่างยิ่ง ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า เพื่อให้สอดรับกับที่กรรมาธิการได้แก้ไขเพิ่มเติม ผมขอย้ําว่า หัวใจของ ส.ว. นั้นเพื่อจะให้ ท่านได้เข้าใจว่าเป้าหมายมันไปตรงไหน ผมอาจจะถอยกลับไปเล็กน้อย หัวใจของ ส.ว. นั้น ต้องเป็นกลางทางการเมือง ประการที่ ๒ นั้น มีหน้าที่กลั่นกรองตรวจสอบทั้งคนทั้งกฎหมาย แต่งตั้งถอดถอนบุคคลผู้ดํารงตําแหน่งและบุคคลในองค์กรอิสระ ผมขออนุญาตย้ําตรงนี้ เพราะฉะนั้นคุณสมบัติของผู้ที่จะมาดํารงตําแหน่งดังกล่าวนั้นจะต้องต่างจาก ส.ว. อย่างสิ้นเชิง ถ้าเหมือนกันและใกล้เคียงกัน ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าไม่มีประโยชน์ อะไรเลยครับท่านประธาน เพราะจะเป็นพวกเดียวกัน วงศ์วานเครือเดียวกัน การกลั่นกรอง ตรวจสอบและความเป็นกลางนั้นยากมาก
ประการต่อมานั้นผมกราบเรียนว่าถ้ามีลักษณะคุณสมบัติใกล้เคียงกันดังกล่าว มีสภาเดียวดีกว่าครับ เปลืองงบประมาณแผ่นดินไปเปล่า แล้วก็อยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่าคุณสมบัติดังกล่าวที่เขากําหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญนั้นเพื่อจะชี้ให้เห็นถึง ภารกิจหน้าที่ พูดเปรียบเทียบง่าย ๆ เหมือนกับคนเป็นครู เป็นหมอ เป็นทนาย เป็นอัยการ เป็นศาล ก็มีคุณสมบัติภารกิจนั้นต่างกัน ผมยกตัวอย่างที่อยากจะกราบเรียนง่าย ๆ นิดเดียว เพื่อจะให้เห็นว่า ส.ว. ที่ดํารงตําแหน่งอยู่กับ ส.ว. ที่จะเข้ามาใหม่ในการแต่งตั้งถอดถอนนั้น มันต่างกันตรงไหน อย่างไร และไปเว้นวรรคเขาทําไม ผมเอาเฉพาะประเด็นสําคัญ ๆ ของคุณสมบัติของคนที่เป็น ส.ส. และ ส.ว. ในปี ๒๕๕๐ ก่อนที่ท่านจะแก้ และจะโยงไปให้ เห็นว่ามันไม่สามารถจะกลั่นกรองตรวจสอบและแต่งตั้งถอดถอนกันได้อย่างเป็นธรรม ท่านประธานครับ ส.ส. นั้นมีคุณสมบัติอยู่ประมาณ ๒-๓ ข้อ ที่พิเศษ ๆ นะครับ นอกนั้น มากกว่านี้ ผมไปคัดดูแล้วอย่างพิเศษ ๑. อายุไม่ต่ํากว่า ๒๕ ปี ๒. เป็นสมาชิกพรรคการเมือง แปลว่าเขาไม่ต้องการให้เป็นกลาง ให้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองได้ เป็นได้เรื่อย ๆ จนตาย แต่งตั้งถอดถอนใครไม่ได้ ไม่มีอํานาจในการที่จะดําเนินการได้โดยตรง แต่ ส.ว. ครับท่าน ถ้าไปดูตามคุณสมบัติเก่า อายุต้อง ๔๐ ปี ตรงนี้สําคัญมาก เสียดายท่านประธานสามารถ ไม่นั่งฟังอยู่ ตรงนี้สําคัญ คนเป็น ส.ว. ต้องอายุ ๔๐ ปี ผมขีดเส้นใต้ สําเร็จการศึกษา ปริญญาตรี ก็ขีดเส้นใต้ ต่อมานั้น ไม่เป็นพ่อแม่ ลูกเมีย สามีภรรยาของผู้ดํารงตําแหน่ง คน ๓๙ ปี ท่านว่าเป็น ส.ว. ได้ไหมครับ ทําไมไม่แก้ เพราะคน ๓๕ ปี ก็เป็น ส.ว. ได้ คน ๓๐ ปี ก็เป็น ส.ว. ได้ แก่เพราะกินข้าวเฒ่าเพราะอยู่นานก็มีเยอะ แต่ที่ท่านไม่แก้ เพราะท่าน ไม่ได้ประโยชน์อะไรใช่หรือไม่ ปริญญาตรีผมก็แปลกใจนะครับว่าทําไมท่านไม่แก้ด้วย ผมแปลกใจมากเลยครับ ทั้ง ๆ ที่ปราชญ์ชาวบ้าน ป. ๔ ม. ๖ ม. ๘ ปวช. ปวส. เขาก็เป็น ส.ว. ได้
ท่านวันชัยครับ ผมว่า ให้กระชับหน่อยดีไหมครับ มันฟุ่มเฟือยไปนิดหนึ่งครับ แล้วก็ขอให้เข้าประเด็น มันไกลไปหน่อย
ไม่ไกลครับ กําลังจะเข้า แล้วครับท่านประธาน
ก็เข้าเลยได้ไหมครับ ใช้เวลาไป ๒๓-๒๔ นาทีแล้วครับ ผมว่าพอสมควรแล้วครับ
กําลังจะเข้าเนื้อแล้วครับ ท่านประธาน เสียดายผมมาพูดตอนดึกไปนะครับ ตอนเช้าผมเห็นคุณธนาตั้งชั่วโมงกว่า เป็น ส.ว. ก็ลําบากนะครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานว่าทําไม ไม่แก้ให้เขา เพราะคนบางคนนั้นเป็นปราชญ์ชาวบ้าน ไม่จําเป็นต้องจบปริญญาตรีเป็น ส.ว. ได้ เพราะฉะนั้นผมอยากกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการ ทีอยากได้ก็อ้างประชาชนเป็นสิทธิไปตัดเขาทําไม ทีไม่อยากได้ไม่เห็นอ้างประชาชนเลย อย่างปริญญาตรีกับอายุ ๔๐ ปี เพราะฉะนั้นกราบเรียนท่านประธานว่าการแก้ในมาตรา ๕ ในมาตรา ๖ ในมาตรา ๗ และวรรคสองของมาตรา ๑๒ ที่ห้าม ส.ว. สรรหาที่เหลือแต่งตั้ง ถอดถอนบุคคลต้องรอ ส.ว. เลือกตั้ง ให้พ่อแม่ลูกเมียลงได้ ให้สมาชิกพรรคการเมืองลงได้ ถามจริง ๆ เถอะครับท่านประธาน คนที่มีโยงใยเครือข่ายกัน สนิทชิดเชื้อกันทั้งสายเลือดและ ความผูกพันกันร่วมสุขร่วมทุกข์กันมาจากพรรคการเมืองเดียวกัน กินข้าวหม้อเดียวกัน แล้ววันนี้มาลง ส.ว. อยู่ในสภาบน ส.ส. อยู่สภาล่าง บางคนเป็นรัฐมนตรี ขออภัยครับ ที่อยากจะเอ่ยศัพท์แบบบ้าน ๆ เพื่อจะได้เข้าใจง่าย ผัวเป็น ส.ส. หรือรัฐมนตรี เมียเป็น ส.ว. หรือเมียเป็น ส.ส. ผัวเป็น ส.ว. ขออภัยนะครับ เมียเป็นรัฐมนตรีถูกกล่าวหาว่าทุจริตครับ ท่านประธาน ผัวเป็น ส.ว. ครับ นอนอยู่บ้านเดียวกัน เตียงเดียวกัน กอดกันอยู่ ถามว่า จะถอดเมียได้ไหมครับท่านประธาน มองตาแป๋ว ๆ นอกจากถอดเมียไม่ได้ยังจะต้องไป หาเสียงว่าอย่าถอดเมียผมนะ เท่านั้นไม่พอ เหมือนกันสามีต้องถูกถอดถอน ภรรยาเป็น ส.ว. ถามท่านประธานเถอะว่าภรรยาจะกล้าถอดสามีไหม
ท่านวันชัยครับ เกรงใจ จริง ๆ นะครับ ขอให้มันกระชับเข้าประเด็นกว่านี้หน่อยครับ ไม่อยากทักท้วงจริง ๆ ครับ บรรยากาศมันดีอยู่แล้วครับ ทีนี้ก็มีผู้ประท้วงหลายท่าน
ผมก็เกรงใจที่ประชุม มาก ๆ เลยนะครับท่านประธาน แต่ผมเชื่อว่าเนื้อที่ผมพูด
ผมว่ามันพอสมควรสัก ๒-๓ นาที เข้าประเด็นก็จบครับ ผมให้เกียรติที่สุดแล้วนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ
เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเกรงใจถึงท่านประธาน แล้วก็เกรงใจทั้งอาจารย์วันชัยจริง ๆ ด้วยความเคารพ อาจารย์ ลงในรายละเอียดเถอะครับ ผมอยากฟัง แล้วถ้าอาจารย์พูดไปยาวมันไปเบียดคนอื่นพอเขาจะลงมติก็หาว่าพวกมากลากไป ผมไม่อยากฟังคํานี้ บรรยากาศสภาผัวสภาเมียประมาณ ๓๐,๐๐๐ คําได้แล้วมั่งครับ ไม่ใช่เฉพาะอาจารย์คนเดียว ผมก็ไม่ได้คัดค้านอาจารย์เลย ก็บอกแล้วว่าผมชื่นชมอาจารย์ ด้วยความเคารพจริง ผมไม่ใช่ดาวประท้วงที่จะมาประท้วงอย่างนี้ครับอาจารย์ แต่อาจารย์ ลงในรายละเอียดให้เห็นเพราะว่าอาจารย์พูดไว้ว่าจะจัดหนักครับในมาตราก่อน ถ้าอาจารย์ บอกว่าจะจัดหนักตอนนี้ไม่ใช่แล้วครับ วกเข้ามาในประเด็นเถอะครับ ผมอยากฟังอยู่ครับ แล้วก็จะไปขอเทปนี้ไว้ฟังด้วยครับ เพราะผมชอบอาจารย์จริง ๆ ด้วยความเคารพ แล้วท่านประธานครับพยายามอยู่ในประเด็น ๒๖ นาทีแล้วท่านประธานดูนะครับ ผมขอความกรุณาหน่อยครับท่านประธานครับด้วยความเคารพจริง ๆ ครับ วินิจฉัยผม ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
อาจารย์ครับอย่างที่ผมได้ ให้เกียรติอาจารย์จริง ๆ ครับ แล้วก็ให้เกียรติมากแล้วเกินพอดีมาเยอะแล้วครับ เพราะฉะนั้น ผมว่าเข้าประเด็นน่าจะใช้เวลาสัก ๒-๓ นาที ก็รวมแล้วครึ่งชั่วโมงพอดี ๒-๓ นาทีให้สรุป
ขอบพระคุณครับ ที่ให้เกียรติแต่เรียนกับท่านประธานเลยครับว่า ผมพยายามระมัดระวังอยู่ในข้อบังคับนะครับ
ท่านอย่าแย้งเลยครับ ก็แย้งอย่างนี้ทุกทีครับ เพราะฉะนั้นเอาเข้าประเด็นดีกว่าครับ ผมวินิจฉัยแล้วครับ ให้เข้าประเด็นนะครับ แล้วก็ใช้เวลาพอสมควรครับ เพราะฉะนั้นสัก ๒ ๓ นาที น่าจะจบได้ แล้วครับ
ท่านประธานที่เคารพ ครับ ผมยังที่กราบเรียนแล้วว่าถ้ามีโครงข่ายแล้วเยื่อใยทางการเมืองดังที่ผมกราบเรียนแล้ว การกลั่นกรองตรวจสอบแต่งตั้งถอดถอนนั้นจะมีปัญหา ผมจึงอยากจะกราบเรียนกับท่านว่า ไม่ต้องอื่นไกลครับ ผมขอใช้เวลาไม่เกิน ๕ นาทีท่านประธาน แล้วผมจะจบแล้ว ความจริง ตั้งใจอยากจะพูดอีกหลายเรื่องผมอยากจะกราบเรียน
ถึงนาทีที่ ๓๒ ผมขอ ตัดเสียงเลยนะครบ ๕ นาทีครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพผม อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าในยุคที่ผมเป็น ส.ว. มาประมาณ ๓ ปี มีการแต่งตั้ง ถอดถอนบุคคลผู้ดํารงตําแหน่งหลายคดี ถามเพื่อน ๆ ผมหลายคนที่เล่าให้ฟังมีการเมือง พยายามติดต่อเชื่อมโยง คั้นเมื่อจะมีการถอดถอนคนอื่นผมพอฟังจากเขาเล่าว่า แต่สําหรับ ตัวผมเองนั้นท่านประธานครับ มีนักการเมืองบางคนซึ่งผมไม่เคยรู้จักมาติดต่อมาขอพบหรือ บางทีนั้นให้คนซึ่งผมนึกไม่ถึงว่าติดต่อมาคุณมีกี่เสียงช่วยเขาหน่อยนะ นี่ผมยกตัวอย่างว่าสิ่ง ที่ประสบพบเห็นมาขนาดไม่ได้มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงทางการเมือง เพราะฉะนั้นผมจึง กราบเรียนกับท่านประธานด้วยความเคารพว่า ถ้ามีความเชื่อมโยงทางการเมืองเสียแล้ว ตามที่แก้มานี้จึงการแต่งตั้งถอดถอนแล้วเราไม่น่าจะไว้วางใจได้ ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทั้งข้อเท็จ ข้อกฎหมาย กระผมจึงเห็นว่าการแก้รัฐธรรมนูญดังที่กล่าวรวมทั้งเพิ่มเติม ในมาตรานี้ กระผมไม่อาจเห็นด้วยเพราะ ๑. เป็นการเขียนกฎหมายที่ดูถูกดูแคลนอคติ มีทัศนะคติที่ชั่วร้ายเลือกปฏิบัติ เขียนด้วยลําเอียง ประการที่ ๒ เป็นการกินรวบอํานาจ แบบเบ็ดเสร็จทั้งสภาล่างและสภาบนของฝ่ายการเมือง ประการที่ ๓ เปิดโอกาสให้มี การแทรกแซงองค์กรตรวจสอบหรือองค์กรอิสระได้โดยง่าย
มีผู้ประท้วงครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้อง ประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๔๓ นอกประเด็น แล้วก็วกวนซ้ําซาก บอกจะเข้าประเด็นก็ไม่ได้ เข้าสักทีหนึ่ง ก็น่าเห็นใจเพื่อนสมาชิกที่นั่งเฝ้าอยู่ตรงนี้ก็ต้องทนฟัง
ไม่เป็นอะไรครับท่าน จ่าประสิทธิ์ เมื่อสักครู่จะจบแล้ว เชิญครับ
เป็น ส.ว. นี้ก็ลําบาก นะครับท่านประธาน ผมลําบากใจมาก ถ้าผมมีพรรคการเมืองช่วยกันประท้วงผมแล้วครับ ไม่มีใครช่วย ลําบากใจจริง ๆ ข้อ ๓ เปิดโอกาสให้มีการแทรกแซงองค์กรตรวจสอบหรือ องค์กรอิสระได้โดยง่าย ๔. ทําให้ดุลยภาพแห่งอํานาจตามที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเสียไป ไม่มีการถ่วงดุลตามที่คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้ให้ความเห็นไว้ ถ้าเป็นบ้านก็ทรุดหรือ เอียงครับท่านประธาน ถ้าเป็นรถก็เสียศูนย์ ถ้าเป็นคนก็เสียหลัก เพราะฉะนั้นทําให้ความเป็น กลางของ ส.ว. นั้น คลอนแคลน การกลั่นกรองตรวจสอบจะไร้ผลอย่างสิ้นเชิง เพราะฉะนั้น ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ ผมมิอาจรับได้ต่อการแก้ตามมาตรานี้ และมาตราอื่น ๆ ตามที่ คณะกรรมาธิการเสนอมา ด้วยเหตุแห่งการรวบรัด จึงอาจจะไม่ครบถ้วนกระบวนความ แต่ถือว่าเป็นประเด็นอันสําคัญที่ผมสรุปแล้ว กราบขอบพระคุณครับ
อาจารย์ครับ ที่จริงผม ก็ช่วยอาจารย์อยู่แล้วนะครับ ก็ใช้เวลาก็พอสมควรครับ ผู้จะอภิปรายชุดต่อไปจะได้เตรียมตัว ท่านพงศกร อรรณนพพร คุณหมอเธียรชัย แล้วก็ท่าน ส.ว. สนธยา ครับ เชิญท่านพงศกรครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายพงศกร อรรณนพพร สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดขอนแก่น ต้องขอขอบคุณท่านประธาน นะครับ จริง ๆ แล้วผมแปรญัตติไว้ทุกมาตรา และมาตรานี้ก็เช่นเดียวกัน ผมขอแปรญัตติไว้ แล้วก็ขอสงวนคําแปรญัตติ เนื่องจากว่าไม่เห็นด้วยกับท่านประธานสามารถ ด้วยความเคารพ นะครับ ในชุดของผมนั้นที่แปรญัตติไว้ในมาตรา ๑๒ ขออนุญาตที่จะต้องอ่าน แล้วก็เรียนถึง ท่านประธานคณะกรรมาธิการผ่านประธานรัฐสภา มาตรา ๑๒ เมื่อได้มีพระราชกฤษฎีกา กําหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาครั้งแรก ซึ่งเป็นการเลือกตั้งทั่วไปตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ตามมาตรา ๑๑ ให้สมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๐ ท่านประธานครับ วุฒิสภาตามมาตรา ๑๐ ก็คือที่มาจากการเลือกและมาจากการสรรหา สิ้นสุดสมาชิกภาพในวันที่สมาชิกวุฒิสภาได้รับ เลือกตั้งเข้ามาใหม่มารับหน้าที่ ผมแปรญัตติไว้ และเหตุผลประกอบของกระผม ต้องขออนุญาตใช้เวลาไม่นาน เราก็คงจะเข้าใจแล้วนะครับว่า เราแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ครั้งนี้ในที่มาของ ส.ว. นั้น วัตถุประสงค์ต้องการอะไรท่านประธานครับ วัตถุประสงค์จริง ๆ แล้วท่านประธานคณะกรรมาธิการสามารถพร้อมกับกรรมาธิการทุกท่านน่าจะต้องพูดกัน ให้ตกผลึกว่าที่เราแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของ ส.ว. ครั้งนี้เราตั้งใจให้มาจากการเลือกตั้งของ พี่น้องประชาชน ด้วยเหตุแห่งที่มาของ ส.ว. มาจากที่มาแตกต่างกัน คนจํานวน ๗ คน เลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ๗๔ คน ประชาชน ๖๔ ล้านคน เลือก ส.ว. ได้แค่ ๗๖ คน รวม ๑๕๐ คน นี่คือเหตุแห่งที่มาที่ไปที่เราได้แก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญในที่มาของ ส.ว. ในครั้งนี้ และเหตุที่มานั้นก็จะต้องขออนุญาตที่จะต้องกล่าวย้อนหลังไปว่า พวกเราแตกแยกกัน เพราะอะไร เหตุของการแตกแยกเนื่องจากคณะรัฐประหาร หรือ คมช. ได้ยึดอํานาจไปตั้งแต่ วันที่ ๑๙ กันยายน ในปี ๒๕๔๙ ยึดแล้วเกิดอะไรขึ้นท่านประธานที่เคารพครับ ยึดแล้วก็ตั้ง สนช. หลายคนครับที่เป็น สนช. มาเป็น ส.ว. ในชุดนี้อยู่ คือ ส.ว. สรรหานั่นละ คณะ คมช. ได้ตั้ง สนช. ขึ้นมาในปี ๒๕๔๙ ซึ่งในครั้งนั้นสื่อมวลชนได้ตั้งฉายาของ สนช. ว่า สนช. นกเขา อันนี้เป็นฉายาที่สื่อมวลชนตั้งให้ในปี ๒๕๔๙ และ สนช. นั้นมีทั้งหมด ๒๕๐ ท่าน แล้วมาทําอะไรครับ ท่านประธานที่เคารพครับ มาออกกฎหมาย มาตรากฎหมาย เขาก็ยังบอกนะครับว่าชนชั้นไหนตรากฎหมายก็เข้าข้างชนชั้นนั้น
ท่านพงศกรครับ มีผู้ประท้วงครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก สมาชิกรัฐสภา จริง ๆ ไม่ค่อยอยากจะประท้วงท่านประธาน แต่ก็มี ความรู้สึกจะเกิดความเข้าใจผิด เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกบอกว่าความแตกแยกของสังคมไทย เกิดขึ้นจากการปฏิวัติรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน แต่รายงานของท่านอาจารย์คณิต ได้บอกไว้ว่า ความแตกแยกของสังคมไทยเกิดจากการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญในคดี ซุกหุ้น ดังนั้นผมว่าต้องเอาข้อเท็จจริงมาคุยกันครับท่านประธาน ไม่ใช่ว่าอะไรก็มา โทษรัฐประหาร แต่รายงานที่มีเอกสารอ้างอิงคือรายงานของอาจารย์คณิต นั่นคือ การพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญที่ตัดสินคดีซุกหุ้นของคุณทักษิณ ชินวัตร นี่คือ ข้อเท็จจริงครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ขอบคุณผู้ประท้วงนะครับ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผิดข้อบังคับ ข้อที่เท่าไร ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุที่ผมต้องกล่าวนําจนถึง สนช. และเป็นที่มาที่ไป ของ ส.ว. แล้วก็เป็นที่มาที่ไปของ ส.ว. ทั้ง ๒ ส่วน ซึ่งที่พวกเรากําลังพูดถึง ณ วันนี้ ณ เดี๋ยวนี้ จริง ๆ แล้วต้องกราบเรียนท่านประธาน สนช. ชุดนั้นร่างกฎหมายออกมา ปรากฏว่าที่มาในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเปลี่ยนแปลงไป ที่มาที่ไปของสมาชิก วุฒิสภาเปลี่ยนแปลงไป และที่สําคัญยิ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจําเป็นที่จะต้อง เอามากล่าวเป็นอย่างยิ่ง ส.ว. ที่มาจากพี่น้องประชาชนอยู่ได้แค่ ๖ ปี แต่ปรากฏว่า ส.ว. ที่มาจากการสรรหานั้น ท่านประธานที่เคารพครับ ณ วันนี้ผมจะหยิบยกของ ส.ว.
มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ภาควิชาชีพครับ ที่ผมต้องลุกประท้วง ท่านประธานในการควบคุมการประชุมเพราะว่าข้อมูลที่ท่านให้นั้นไม่ตรงความเป็นจริงครับ ท่านประธานครับ การร่างรัฐธรรมนูญเป็นหน้าที่ของ ส.ส.ร. ครับ ไม่ใช่หน้าที่ของ สนช. เดี๋ยวประชาชนผู้ชมทางบ้านจะเข้าใจผิดสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการอธิบายข้อมูลที่ผิด ๆ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณเพื่อนสมาชิกครับ
เป็นความเห็นของท่าน นะครับ ไม่เป็นไร ท่านก็ได้ชี้แจงแล้ว ไม่เป็นไรครับ ท่านได้ชี้แจงแล้ว แล้วก็ให้ท่านได้พูดต่อ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ ต้องกราบเรียนท่านประธานเพื่อให้ข้อมูลนั้นถูกต้อง ตามความเป็นจริงในการบันทึกครับท่านประธาน ส.ส.ร. ๔๐ ก็ร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ส.ส.ร. ปี ๒๕๕๐ ก็ร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ครับท่านประธาน การเขียนกฎหมาย รัฐธรรมนูญให้มีสภา ๒ สภา มีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาก็มาจาก ส.ส.ร. ครับ สนช. ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องใด ๆ ในการเขียนกฎหมายรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ โปรดบันทึก ให้ถูกต้องครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญครับ เชิญต่อ
ขอบคุณผู้ประท้วงครับ ด้วยความเคารพครับ ถ้าอย่างนั้นถ้าผมจะพูดว่า สนช. เคยออก กฎหมาย ๓ วัน ผ่าน ๗๐ ฉบับละครับ
มีผู้ประท้วง เชิญครับ
ผม พิชิต ชื่นบาน แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงผู้ประท้วง เมื่อสักครู่ครับ ท่านเปิดรัฐธรรมนูญดูครับ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ตําแหน่งเรียกว่า อะไรครับ เปิดดูเลยครับ สิ่งที่ถูกต้องคือผู้อภิปราย ท่านพงศกรพูดถูกแล้วครับ
พอแล้วครับ ท่านอภิปราย ต่อครับ
ขอบคุณครับท่านประธานที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นผมจําเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากว่าที่มาที่ไป ของ ส.ว.
ผมว่าพอแล้วครับ เดี๋ยวมันก็ไม่จบ เชิญ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องขอลุกขึ้น ชี้แจงท่านประธานครับ ผู้ที่ลุกขึ้นมาประท้วงผมนั้นเป็นนักกฎหมาย อ่านกฎหมาย ต้องเข้าใจครับ ท่านประธานครับ สมาชิกร่างรัฐธรรมนูญกับผู้รับสนองพระบรมราชโองการ คนละคนกันเลยครับ คนละเรื่อง เลยครับ สมาชิกร่างรัฐธรรมนูญมาจาก ส.ส.ร. ครับ สนช. คือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ไม่เกี่ยวกันเลยครับ ท่านประธานครับ จะได้บันทึกไว้ให้ถูกต้องครับ เพราะว่าเสียดายความรู้ ทางกฎหมายครับ ขอบพระคุณครับประธาน
เชิญครับ
ผมยัง ไม่เคยออกนอกประเด็นนะครับ ต้องกราบเรียน
เชิญครับ มีผู้ประท้วงครับ พาดพิงครับ ขอนิดเดียวนะครับ อย่าพาดพิงกลับไปกลับมา
ผม พิชิต ชื่นบาน แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผู้ประท้วงยืนยันว่า สนช. ไม่เกี่ยวข้องนะครับ ผมกําลังจะบอกข้อเท็จจริงว่าผู้รับสนองพระบรมราชโองการ มีตําแหน่ง เป็นประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มันเกี่ยวข้องอยู่แล้วครับ ชัดเจนครับ ส่วนการจะเรียก ส.ส.ร. หรือจะเรียกอะไรมันไม่เหมือน ๔๐ อยู่แล้วครับ
พอแล้วนะครับ เชิญท่าน ต่อครับ เชิญครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผมขอต่อนะครับ แล้วก็ต้องกราบเรียนเพื่อนสมาชิกว่าผมยัง ไม่เคยออกนอกประเด็น อันนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการที่มาที่ไปของสมาชิกวุฒิสภา ที่ผมต้อง กราบเรียนอย่างนี้ ท่านประธานที่เคารพ กรณีผมก็ให้ทางสภาเขาเช็กออกมาว่าจาก สนช. นี้ ที่ร่างกัน ที่ออกกฎหมายตัวนี้ ที่ ส.ว. มาจากการสรรหานี้ ปรากฏว่ามีอดีต สนช. ปี ๒๕๔๙ ได้รับการสรรหามาเป็น ส.ว. ในปี ๒๕๕๑ จํานวน ๔ คน แล้วเช่นเดียวกันครับ อดีต สนช. ปี ๒๕๔๙ ได้รับการสรรหาเข้ามา ปี ๒๕๕๑ และปี ๒๕๕๔ จํานวน ๕ คน และเช่นเดียวครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ส.ว. สรรหา วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ได้รับการสรรหาเข้ามา ใหม่ วันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๔ จํานวน ๓๓ คน นี่คือเหตุที่มาที่ไปที่ผมจะต้องลุกขึ้นมา แล้วก็แปรญัตติ ถึงต้องขออนุญาตที่จะต้องตําหนิท่านสามารถด้วยความเคารพ ณ วันนี้ เราต้องเอาความจริงมาพูดกันในวาระแรก ผมได้อภิปรายในเบื้องตนแล้วว่า ผมขอสงวนไว้ ทุกมาตรา แล้วเราอย่าจิตนาการไปว่าพี่น้องประชาชนเป็นอย่างไร เราอย่าจินตนาการ แทนเขา ณ วันนี้ที่ผมจะต้องเอาคํานี้มาพูดเนื่องจากว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากพี่น้อง ประชาชน ๖๔ ล้านคน ได้แค่ ๗๖ คน อยู่ได้ ๖ ปี เสร็จปุ๊บตัดเขาไป แต่ สนช. พวกคุณ ขออนุญาตของ สนช. พวกท่านอยู่ สนช. ๒ ปี มาเป็น ส.ว. ปี ๒๕๕๑ มาเป็น ส.ว. ปี ๒๕๕๔ กี่ปีครับ ท่านประธานที่เคารพครับ นี่หรือกฎหมาย นี่คือที่มาของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งจะต้องปกครองกันโดยคนหมู่มาก เพราะฉะนั้นถ้าอภิปรายไป ยาวกว่านี้รู้สึกว่าพวกเรากันเองก็จะเกิดความรู้สึก แต่ต้องขออนุญาตที่จะต้องกราบเรียนว่า วันนี้เราต้องเอาความจริงมาพูดกัน ที่ผมแปรญัตติอย่างนี้ขึ้นมาก็ต้องการให้เกิดการปรับ โครงสร้างประเทศครั้งยิ่งใหญ่ ในเมื่อว่าพวกเราไม่สามารถที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้ ที่เราจะหา ส.ส.ร. จากพี่น้องประชาชนทั้งประเทศนี้มายกร่าง เราจําเป็นอย่างยิ่งเนื่องจาก เรายื่นอะไร จะแก้ไขอะไรไปพวกท่านก็ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ในการที่จะตีความอย่างเดียว ในครั้งนี้ทุกคนพร้อมใจในการที่จะแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ และแก้ไขที่มาของสมาชิก วุฒิสภาแล้วนั้น ผมขออนุญาตที่จะต้องแปรญัตตินะครับ เผื่อเพื่อนสมาชิกอยู่ตรงนี้จะเห็น ตามผม ถึงแม้ว่าท่านประธานสามารถกับกรรมาธิการไม่เห็นตามผม ผมคิดว่าพวกเรา ต้องเสียสละกันแล้ว วันนี้ต้องขออนุญาตที่จะต้องเอ่ยนามนะครับ เพราะว่าท่านพูดมา ตั้งแต่บ่าย ผมก็ฟังท่านมาตลอด ขออนุญาตท่านสมชาย แสวงการ ท่านบอกว่า จริง ๆ แล้ว ถ้ากรรมาธิการชุดนี้ไม่แปรญัตติตัดพวกท่านซึ่งมาจากสรรหาออกให้หมด พวกกรรมาธิการ ผิดรัฐธรรมนูญต้องขอบคุณท่านจริง ๆ ท่านก็ถือว่าเป็นผู้หนึ่งอยู่มาตั้งแต่ สนช. และอยู่มา จนถึงปัจจุบัน ท่านก็เอาความจริงมาพูดเพื่อให้กรรมาธิการรับทราบว่าถ้าจริง ๆ แล้ว มาตรา ๑๒ หรือมาตรา ๑๑ ที่ท่านอภิปรายไปในมาตรา ๑๒ นี้ ต้องตัดพวกท่านออกไป ถึงจะถูกต้องตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แล้วอีกอย่างหนึ่งขออนุญาต ที่จะต้องกล่าวถึง หรือเป็นการกล่าวถึงที่ไม่ได้เสียหาย ท่านชํานิ ศักดิเศรษฐ์ ท่านก็ได้ แปรญัตติในมาตรา ๑๒ เช่นเดียวกัน ก็คือให้สมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหาหมดสมาชิกภาพไป หลังจากที่เราได้สมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คนเข้ามา เพราะฉะนั้นผม ขออนุญาตที่จะต้องกราบเรียนท่านประธานถึงเพื่อนสมาชิกว่าพวกเราซึ่งเข้ามาอยู่ตรงนี้นั้น เสียสละกันทุกคน ถ้าที่มาที่ไปจากพี่น้องประชาชนแล้ว ดีไม่ดีเรามาถกกันตรงนี้ เราเอาความจริงมาพูดกันตรงนี้ เพราะว่าถ้าท่านทําดีประชาชนก็คงจะเลือกท่านไป แต่ถ้า ท่านทําไม่ดี ผมมั่นใจเหลือเกินว่าประชาชนก็คงจะไม่เลือกท่านเข้ามาเป็นต่อไป ในวันนี้ ผมคิดว่าการแก้กฎหมายและเพื่อประเทศชาติจะได้เดินต่อไปได้โดยระบอบที่เป็นรัฐธรรมนูญ อย่างแท้จริง โดยระบอบที่คิดว่าเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงนั้น ผมขออนุญาตว่า ส.ว. ซึ่งมาจากการสรรหานั้นคงต้องเสียสละเพื่อเราจะได้เดินไปข้างหน้าร่วมกันได้ และต้อง ขออนุญาตที่กราบเรียนว่า ส.ว. ทุกท่านที่มาจากการสรรหานั้นเป็นคนเก่ง เป็นคนดี และมั่นใจเหลือเกินว่าถ้าท่านไปลงในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจากที่พวกเราแก้ไขในชุดนี้ ผมมั่นใจเหลือเกินว่าหลายท่านก็คงจะได้กลับมาในสมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้งของ พี่น้องประชาชน และถึงวันนั้นพวกเราก็จะตะโกนใส่กันว่าพี่น้องประชาชนเลือกท่านมา พี่น้องประชาชนเลือกเรามา เราเอาเหตุและผลมาว่ากัน มาว่ากันให้มันตกผลึกว่าประเทศนี้ บ้านเมืองนี้จะเดินอย่างไร เพื่อให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และเพื่อความปรองดอง ก็ขอฝากท่านประธานถึงประธานคณะกรรมาธิการ ผมขอแปรญัตติด้วยความจริงใจ ผมแปรญัตติในครั้งนี้ไม่มีเจตนาอื่นเคลือบแฝง ถ้าเป็นไปได้ขอให้ประธานคณะกรรมาธิการ ได้โปรดพิจารณาในข้อแปรญัตติของกระผมด้วย กราบขอบพระคุณครับ
เชิญคุณหมอเธียรชัยครับ มีอะไรครับ
ท่านประธานครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา คงไม่อยากรบกวนเวลามากครับ แต่เพื่อต้องการให้บันทึกให้ถูกต้อง ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ เดี๋ยวที่ประชุมและประชาชน ที่ดูรายการจะเข้าใจผิด ส.ส.ร. ในขณะนั้นมีอาจารย์นรนิติเป็นประธาน เรียกว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญ ร่างเสร็จแล้วก็จบไป เอาไปทําประชาชามติ ท่านประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติขณะนั้นอยู่ ก็ทําหน้าที่แทนในการรับสนองพระบรมราชโองการ แบบเดียวกันครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มเติมที่ผ่านมาไม่ได้ให้ท่านประธานรัฐสภาเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ อันนี้จะได้เข้าใจถูกต้อง ไม่ได้จําเป็นว่าสภาไหนแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญไปแล้ว หรือร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้ว คนนั้นต้องเป็นคนรับสนองพระบรมราชโองการนะครับ ท่านประธานจะได้ชัดเจนนะครับ ขอบพระคุณครับ
สบายใจนะครับ เชิญคุณหมอเธียรชัยครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ มาตรา ๑๒ นี้ ผมเป็นผู้แปรญัตติ หลังจากที่ได้อ่านที่คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ได้แก้ไขแล้วนะครับ ผมเป็นผู้ที่ตัดมาตรานี้ออกตั้งแต่วาระที่หนึ่ง และยิ่งเมื่อมาเห็นการเปลี่ยนแปลงแก้ไข ของคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ทําให้ผมมั่นใจว่าที่ผมได้ตัดออกไปถูกต้องแล้วยิ่งขึ้น ท่านประธานครับ มาตรา ๑๒ เขียนไว้ว่า เมื่อได้มีพระราชกฤษฎีกากําหนดให้มีการเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภาครั้งแรก ซึ่งเป็นการเลือกตั้งทั่วไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๑ ให้สมาชิก วุฒิสภาตามมาตรา ๑๐ ซึ่งมาจากการเลือกตั้งสิ้นสุดสมาชิกภาพในวันที่สมาชิกวุฒิสภา ที่ได้รับเลือกตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่ และให้สมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๐ ซึ่งมาจากการสรรหา เท่าที่เหลืออยู่ ยังคงมีสมาชิกภาพต่อไปจนกว่าจะครบวาระตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้ ที่ผมจําเป็นต้องตัดก็คือ ผมมานั่งดูแล้วก็เห็นด้วยว่าตามมาตรานี้ที่กําหนดเขียนออกมาอย่างนี้มันทําให้เกิดมีสภาพขึ้น ในลักษณะ ๑ บุคคลแต่ ๒ สถานะครับ ก็คือว่าเมื่อวันครบกําหนดวาระ สมาชิกวุฒิสภาที่มา จากการเลือกตั้ง ซึ่งจะครบกําหนดประมาณในวันที่๒ มีนาคม ปีหน้านี่นะครับ คุณสมบัติไม่ได้บอกว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งต้องลาออกก่อน และขณะเดียวกันเมื่อไม่ลาออกก่อนก็ยังสามารถสมัครสมาชิกโดยการเลือกตั้งได้ และเช่นเดียวกันครับ สมาชิกภาพเขาจะสิ้นสุดลงก็ต่อเมื่อได้มีสมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก การเลือกตั้งเกิดขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้นบุคคลคนเดียวกันดํารงอยู่ก็คือว่าในผู้สมัครรับเลือกตั้งด้วย นี่คือสถานะหนึ่ง ไปแข่งกับคนอื่น ๆ ที่เขาไม่มีสถานะเช่นเดียวกับตัวเอง เช่นเดียวกันครับ เมื่อมีการพิจารณาในเรื่องของการควบคุมรัฐบาลในช่วงระยะเวลาที่มีการเลือกตั้งก็อาจจะมา ควบคุมรัฐบาลได้ด้วย ใช้อํานาจได้ด้วย เพราะสมาชิกภาพของเขายังอยู่ ท่านประธาน คงจําได้นะครับว่าหน้าที่ของวุฒิสมาชิก โดยหลักการก็คือมี ๓ หน้าที่หลัก ๑. กลั่นกรอง กฎหมาย ถามว่าทําได้ไหมในช่วงระหว่างที่มีการเลือกตั้งหาเสียง ยังทําได้อยู่นะครับ มีสิทธิ กลั่นกรองกฎหมายได้ มีสิทธิในการควบคุมไหมในการอภิปรายทั่วไปของรัฐบาลโดยที่ไม่ต้อง มีการลงมติ ทําได้ครับ เพราะว่าในมาตรานี้ที่กรรมาธิการวิสามัญเพิ่มเติมเข้าไปก็คือ ยกเว้นอันเดียวก็คือว่าไม่ให้มีการพิจารณาแต่งตั้งหรือถอดถอน เพราะฉะนั้นผมถึงบอกว่าคน ที่เป็นสมาชิกเก่าคือสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งชุดนี้ถ้าตัดสินใจจะลงเลือกตั้ง ครั้งหน้าเมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านไปเขาเกิดสภาพที่มีความเหนือกว่าคู่แข่ง ทําไมเรา คิดระบบนี้ได้แค่นี้ครับ ในเมื่อเราบอกว่าระบอบประชาธิปไตยเราก็ต้องคํานึงถึง ความยุติธรรมด้วย การแข่งขันต้องมีความเท่าเทียมกันครับ ปรากฏว่าผมอ่านนะครับ ถ้าผมเข้าใจไม่ผิดไปจากนี้ก็ขอให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญยืนยันด้วยว่าสภาพ มันเกิดเป็นอย่างนี้ขึ้นมา และเช่นเดียวกันครับ ในระหว่างที่เราแก้ไขมาตราต่าง ๆ ในเรื่องของ การที่ว่าส่งเสริมให้มีสิทธิต่าง ๆ เยอะแยะที่เรียกว่าสภาผัวเมียก็ดี หรือการไม่มีการเว้นวรรค สิ่งที่ว่าเคย ๆ ทั้งเลย ไม่ว่าจะเคยเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเคยเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภา เราไม่มีการเว้นวรรครับ หรือดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองเราไม่มีการเว้นวรรคเท่าที่ควร เพราะฉะนั้นมันก็จะเป็นปัญหาต่อมาในเรื่องของ การที่เรียกว่าเราให้สิทธิมากเกิน แต่พอมาดูในมาตรา ๑๒ แล้วปรากฏผลว่าเรากลับไป ตัดสิทธิเขาอีกในเรื่องที่เขาจะพิจารณาในเรื่องของการแต่งตั้งก็ไม่ได้ ถอดถอนก็ไม่ได้ ผมก็ไม่รู้ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่แก้ไขฉบับนี้จะเรียกว่าอะไรดี จะเรียกว่าร่างรัฐธรรมนูญ ที่เรียกว่าบ้าสิทธิจอมปลอมหรือเปล่า อันนี้ก็คือสิ่งที่ผมตั้งข้อสังเกตไว้ ท่านประธานครับ ในการเลือกตั้งวุฒิสภา ๒๐๐ คนมันมีรากฐานมาจากรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๔๐ มี ส.ส.ร. เกิดขึ้น ๙๙ ท่าน และหนึ่งในนั้นที่เป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น ก็คือท่านประธานของเรา ประธานคณะกรรมาธิการ ท่านนี้ท่านก็อยู่ในนั้นด้วย ในนั้นคณะกรรมาธิการชุดนั้นมีท่านอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน ยุคนั้นมีท่านอุทัย พิมพ์ใจชน เป็นประธานสภาร่าง ส.ส.ร. นะครับ ผมอยากจะ เรียนว่าเมื่อมีการตรวจสอบการรายงานการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญนี้ มีเรื่องที่น่าสนใจอยู่ นิดหนึ่งก็คือว่า ผมขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ท่าน พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรี ถามนายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมาธิการผ่านนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ในขณะนั้นว่ามีสาระอะไรในมาตราหลายส่วนและหลายตอนที่ผิดไปจากปรัชญาและ อุดมการณ์ของประชาธิปไตย น่าจะนําเอาสาระสําคัญต่าง ๆ ที่ต้องการแก้ไขนั้นไปแก้ไขกัน การอภิปรายในรัฐสภาแห่งนี้จะนํามาซึ่งข้อยุติที่น่าจะนําเอารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปแก้ไขเพื่อเป็น ประโยชน์ต่อส่วนรวมต่อไป ประธานคณะกรรมาธิการตอบว่า ข้อบกพร่องนั้นคงจะมีบ้าง แต่มิได้เกิดจากเจตนารมณ์ในทางที่ไม่ดี อาจจะก่อให้เกิดปัญหา บ้างเล็กน้อยในการตีความ การรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง แก้ไขเลยนั้นจะไม่นําไปสู่ความยุ่งยาก และจะไม่นําไปสู่สิ่งต่าง ๆ ที่หลายคนกลัวเกรง นอกจากนี้เห็นว่าในการตีความตามกฎหมายนั้น นอกจากจะใช้หลักการต่าง ๆ แล้ว จะต้องคํานึงถึงศีลธรรมของประชาชนด้วยทุกกรณี เพราะปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศไทยในปัจจุบันเกิดจากคนไทยมุ่งไปสู่ความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุ แต่ห่างเหินศีลธรรม ยิ่งเจริญทางวัตถุจะยิ่งไม่มีความสงบสุขทางจิตใจ เพราะมีความเห็นแก่ตัว มากขึ้น และความเห็นแก่ตัวนี้เป็นต้นเหตุแห่งปัญหาทั้งหมดของคน นี่คือร่างรัฐธรรมนูญของ ปี ๒๕๔๐ ที่พวกเราคิดว่าดีนะครับ ผมก็คือคนหนึ่งที่คิดว่าดี ในขณะนั้นสภาพแวดล้อมก็ดี เศรษฐกิจฐานะของประเทศก็ดี มันไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากเท่ายุคปัจจุบันที่เรากําลังพูดอยู่ นะครับ ผมจึงเห็นว่าสิ่งที่คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ได้แก้ไขหลายมาตรานะครับ มันหนีไม่พ้นกับความเห็นแก่ตัวครับ มันมองไม่ออกครับ แล้วท่านพูดว่าขึ้นอยู่กับศีลธรรม ประชาชนด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นการที่เป็นประชาธิปไตยที่ทุกคนบอกว่าการเลือกตั้ง มาจากประชาชนเป็นสิ่งดีนะครับ แต่ก็ไม่ใช่ดีที่สุดครับ ยังขึ้นอยู่กับประชาชนที่จะต้อง มีศีลธรรมที่ถูกต้องด้วยนะครับ อันนี้ก็คือสิ่งที่ผมอยากจะเรียนให้ท่านประธานทราบ แล้วนอกจากนี้นะครับ ยังมีการถกเถียงกันในเรื่องของมาตราที่ผ่านไป ที่ผมไม่สามารถ แปรญัตติได้ ก็คือการดํารงตําแหน่งว่าระของวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งในยุคนั้นนะครับ มีการเถียงกันครับระหว่าง ๔ ปีดีหรือ ๖ ปีดี ในที่สุดมีการลงมติครับ ท่านประธานทราบ ไหมครับว่ามติออกมาเป็นอย่างไรครับ ๖ ปี เห็นด้วย ๑๐ เสียง ๔ ปี เห็นด้วย ๙ เสียง เฉียดฉิว ๑ เสียง มีผู้ไม่ออกเสียง งดออกเสียงเท่าไรครับ ๖ เสียงเท่านั้นครับ เพราะฉะนั้น ประเด็นต่าง ๆ ที่เราพูดแล้วก็ชิงปิดอภิปรายไปก่อนระหว่าง ๔ ปีกับ ๖ ปีนี้ ก็เลยไม่สามารถ ที่จะแสดงความคิดเห็นให้ที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ได้นะครับ คือเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะว่าถ้าเราจะยึดโยงกับการเลือกตั้งจริง ๆ แล้ว ๖ ปีก็ยังยาวไปในความเห็นผมนะครับ อาจจะต้องสั้นกว่านั้น เพราะว่าสมาชิกวุฒิสภามันเป็นแบบว่ามาจากการเลือกตั้งอย่างเดียว ไม่มีตัวกลั่นกรอง เราอย่าลืมนะครับว่าจุดมุ่งหมายของการมีสมาชิกวุฒิสภาเพื่อให้วุฒิสภา เกิดขึ้นนะครับ เราต้องการกรองนะครับ กรองอะไรบ้างครับ กรองในเรื่องเหตุผลข้อเท็จจริง ในการที่จะออกกฎหมายมา ๑ ฉบับ ขณะเดียวกันก็กรองด้านความรู้สึกอารมณ์ด้วย มันจะต้องไปคู่กันครับ กฎหมายที่ออกมาที่ดีมันจะต้องได้ทั้งเหตุผลข้อเท็จจริงและ สอดคล้องกับอารมณ์ แต่อารมณ์จะต้องเป็นอารมณ์ที่อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของความเป็นธรรม และมีความเป็นพี่เป็นน้องหรือเรียกว่า ภราดรภาพ ผมจึงเรียนท่านทราบว่าในการที่เราขาด สมาชิกวุฒิสภาที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ทําให้เราขาดโอกาสอันดีในการที่จะกรองอารมณ์ ของสังคม และขณะนี้การสร้างอารมณ์หรือการสร้างกระแสมันสร้างได้ง่ายครับ เพราะมันมี เครื่องมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยีมากมายที่จะทําให้ปั่นกระแสให้เกิดขึ้นได้ อยากจะให้มี การปฏิรูปประเทศ อยากจะให้มีการปรองดอง ทําแผล็บเดียวครับ สื่อต่าง ๆ ทุกรูปแบบ ออกมาปลุกกระแสได้ เราไม่รู้ว่ากระแสนั้นเป็นกระแสจริง กระแสปลอม เท็จ ถูกต้อง เพียงใดครับ เพราะฉะนั้นถ้ามีวุฒิสภา อย่างน้อยเขาก็จะได้กระโดดออกจากกระแสนั้น แล้วก็เข้าไป วิเคราะห์ช่วยเตือนสติให้พวกเรา ผมก็น่าเชื่อว่าวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาส่วนหนึ่งจะทําให้ การที่เราจะคิดสร้างระบบการบริหารประเทศที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญมีความมั่นคง แล้วประเทศไทยก็จะปลอดภัยแล้วก็ยั่งยืนต่อไป เพราะฉะนั้นผมก็จึงเห็นว่าไม่มีความจําเป็น ใด ๆ ที่จะต้องมีวาระ มีมาตรา ๑๒ ปรากฏอยู่ในร่างแก้ไขนี้ ผมจึงไม่เห็นด้วยครับ และขอให้ ตัดออก ขอบคุณครับ
เชิญท่าน ส.ว. สนธยาครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันตํารวจเอก สนธยา แสงเภา สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ภาคเอกชนครับ โดยที่สมาคมไทยซิกข์รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรส่งประกวด ครับท่านประธาน ต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพอีกครั้งหนึ่งนะครับ ที่ได้กรุณาให้ผมได้มีส่วนร่วมในการอภิปรายแสดงความเห็นในร่างกฎหมายฉบับนี้ครับ แต่โดยที่ผมเองได้ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม ๓๓ และท่านประธานได้กรุณาประกาศชื่อผม ส.ว. สนธยา ทางบ้านได้โทรมาถามว่าเป็นคนเดียวกับ พันตํารวจเอก สนธยา ที่แต่งเครื่องแบบใช่หรือไม่ ท่านประธานครับ ผมต้องขออนุญาตผ่านท่านประธานสื่อสาร ไปยังผู้รับฟังทางบ้านและรับชมที่มีการถ่ายทอดในวันนี้ว่า กระผม พันตํารวจเอก สนธยา แสงเภา สมาชิกวุฒิสภาชื่อจริงเสียงจริงครับ แล้วต้องกราบเรียนว่าขอบคุณท่านประธาน ผ่านไปยังสมาชิกรัฐสภาทุกท่านที่ได้กรุณาให้ผมได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น ในมาตรา ๑๑๒ ซึ่งมีสาระสําคัญว่า เมื่อมีพระราชกฤษฎีกากําหนดให้มีการเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภาจํานวน ๒๐๐ คน ความแจ้งอยู่แล้วนั้น แต่ยังคงให้สมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก การสรรหาเท่าที่เหลืออยู่ ว. ๔ ต่อไป คําว่า ว. ๔ ต่อไปก็หมายความว่า ว. ๑ ขอทราบที่อยู่ ว. ๒ ได้ยินแล้วตอบด้วย ว. ๓ ส่งข้อความ ว. ๔ ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ไม่ใช่ ว. ๕ นะครับ ก็ต้องขอทําความเข้าใจด้วย นอกจากนี้ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าให้อยู่จนครบวาระ ผมกราบเรียน ผ่านท่านประธานด้วยความเคารพว่ากระผมนั้นมาภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญสูงสุดของประเทศ ครับ ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แน่นอนครับ เมื่อท่านมีการแก้ไขไว้จะให้อยู่ หรือไม่ ผมก็ยินดีน้อมรับครับที่จะไปภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด ในวันนี้ แต่ในวรรคสองครับท่านประธาน ท่านให้พวกกระผมนี่อยู่จริง แล้วผมอยู่ในกลุ่ม ๓๓ ก็หมายความว่าในวาระเริ่มแรกของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหานั้นให้อยู่ ๓ ปี แต่กฎหมายรัฐธรรมนูญในบทเฉพาะกาล มาตรา ๒๙๗ ได้วางหลักมีสาระสําคัญในวาระว่า สามารถที่จะรับการสรรหาอีกได้ครับ กระผมไม่ได้ติดใจหรอกครับ เมื่อได้มาอีกรอบหนึ่งนะครับ ก็อยู่ปฏิบัติหน้าที่พร้อมกับเพื่อนเลิฟ (Love) ของกระผมที่นั่งอยู่ทางด้านขาวนี่นะครับ ก็ไม่อยากจะเอ่ยชื่อท่าน เพราะท่านเป็นดาวฤกษ์ไปแล้วครับ ผมก็ยังเป็นดาวเคราะห์อยู่ ท่านประธานครับ ในเมื่อท่านได้ให้พวกกระผมอยู่ แต่มีข้อห้ามว่า ห้ามไปเกี่ยวข้องกับบุคคล ผู้ดํารงตําแหน่งหรือการถอดถอนบุคคลออกจากตําแหน่งจนกว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก การเลือกตั้งจะมาปฏิบัติหน้าที่ ผมติดใจตรงนี้ครับ ในฐานะที่ยศก็บอกแล้วว่าเป็น พันตํารวจเอก เสมือนหนึ่งว่าให้กระผมมาทําหน้าที่ครับ จะให้เป็นตรายางหรือไม้ประดับ ก็แล้วแต่จะคิด แต่ถ้าใส่กุญแจมือมีเครื่องพันธนาการไว้ไพล่หลังเสียด้วย นอกจากนั้นยังมี เทปปิดปากครับ ก็กราบเรียนว่ากระผมกับพวกก็รู้สึกไม่สบายใจนะครับ เหมือนว่าเป็น การดิสเครดิต (Discredit) ก็ผ่านท่านประธานไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการว่า ลูกผู้ชายครับ ฆ่าได้หยามไม่ได้ เราอยู่ก็ต้องมีศักดิ์ศรี มีเกียรติยศครับท่านประธาน ดังนั้นสําหรับในการที่ผมได้อภิปราย ในวันนี้จะเห็นด้วยหรือไม่ เดี๋ยวจะตัดสินใจนะครับ กราบขอบคุณอีกครั้งที่ท่านประธานได้ กรุณาในส่วนสาระสําคัญที่ท่านได้กรุณาให้ผมได้มีส่วนร่วมนะครับ ผมได้ทําหน้าที่ของกระผม แล้ว ตลอดระยะเวลา ๑๒ วัน ก็นั่งสงบเสงี่ยมเจียมตัวตลอดมา เนื่องจากว่าเราเป็น สภาผู้ใหญ่ดังนั้นในวันนี้ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานอีกครั้งครับ แล้วก็ขอบคุณ แรงเชียร์ต่าง ๆ ที่ยังให้กําลังใจผมอยู่ เป็นอะไรก็ไม่ว่าครับ ก็แล้วแต่ท่านประธาน จะพิจารณา ผมน้อมรับทุกประการครับ แต่ก็ต้องไปอย่างสง่างามครับ กราบขอบพระคุณครับ
ท่านสหรัฐมีอะไรครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สหรัฐ กุลศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๕ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จากการอภิปรายของท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติแห่งสภานี้ ได้นําเสนอความเห็นในมาตรา ๑๒ ครบถ้วนแล้วครับ ผมจึงขอเสนอ ปิดการอภิปราย แล้วก็ตามข้อบังคับการประชุมของรัฐสภา ข้อ ๓๒ (๕) ขอผู้รับรองด้วยครับ
เชิญคุณหมอวรงค์ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัด พิษณุโลก จริง ๆ แล้วท่านประธานกับเพื่อนสมาชิกก็คงจะทราบว่าผมเข้าคิวในการอภิปรายอยู่ แล้วกระผมก็ยังมีมุมมองหลาย ๆ มุมมองที่จะนําเสนอ อยากจะฝากถามไปยังท่านประธาน คณะกรรมาธิการหลาย ๆ ประเด็นด้วย เพราะผมเชื่อว่าวันนี้ท่านประธานคณะกรรมาธิการ คงจะรับทราบว่าท่านตั้งโจทย์ผิดพลาดอย่างยิ่งในการแก้ไขครั้งนี้ คือท่านตั้งโจทย์ เพื่อต้องการจะแก้มาจากการเลือกตั้ง ถามว่าสุดท้ายแล้วมันมีผลกระทบอย่างไร ถ้าท่านลอง ตั้งโจทย์ว่าต้องการ ส.ว. ที่เป็นกลาง เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วก็ไม่ถูกแทรกแซงทางการเมือง ท่านก็จะมีที่มา ส.ว. อีกแบบหนึ่ง ดังนั้นผมยังมีมุมมองที่อยากจะนําเสนอท่านประธาน ผ่านไปยังคณะกรรมาธิการ แต่อย่างว่าครับท่านประธาน ผมยังยืนยันครับท่านประธานว่า เจตนารัฐธรรมนูญให้สิทธิพวกผมในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทยในการนําเสนอหรืออภิปราย แสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ ไม่ใช่ว่าผมเป็นตัวแทนประชาชน แต่สุดท้ายต้องมาอ้อนวอน ขอให้ผมเถอะครับ ๆ ซึ่งไม่ใช่ครับ ผมมีศักดิ์ศรีความเป็นผู้แทนประชาชน แล้วขณะนี้ เรากําลังพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดท่านประธาน ผมได้มีโอกาส พูดคุยกับเพื่อนสมาชิกบางท่านที่ผ่านประเทศสหรัฐอเมริกามานาน ๆ เขาบอกว่า ประเทศสหรัฐอเมริกาแก้รัฐธรรมนูญมาตราหนึ่ง บางมาตราใช้เวลาประมาณ ๒-๓ ปี แต่บางมาตราถึง ๒๐๐ ปีท่านประธาน แล้ววันนี้เราจะเร่งรีบกันขนาดนี้เชียวหรือ ท่านประธานครับ ดังนั้นผมย้ํานะครับว่าผมถือว่าผมมีสิทธินะครับท่านประธาน ผมมีสิทธิ ตามรัฐธรรมนูญและรัฐธรรมนูญต้องการแสดงความคิดเห็นจากผู้แทนประชาชน แต่ถ้า เสียงข้างมากต้องการจะลากไป ผมแล้วแต่ท่านประธานครับ อยู่ที่ท่านตัดสินใจครับ
อย่างนั้นผมขอมติเลยนะครับ
(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มา ประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
เชิญสมาชิกข้างนอก เข้าห้องประชุมเพื่อลงมติครับ เชิญครับ พอแล้วกระมังครับ เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ก็สุดแท้แต่ท่านประธานนะครับ ที่ท่านประธานจะให้มีการลงมติ ซึ่งผมก็เชื่อว่าอย่างไรเสียเสียงก็พอที่จะลงมติไม่ให้อภิปรายต่อ แต่อยากบันทึกไว้ครับ เพราะว่าสมาชิกวุฒิสภายังสามารถใช้สิทธิในฐานะผู้สงวนคําแปรญัตติ และยังหลงเหลืออยู่ ๔ คนครับ ประกอบด้วย นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ นายคํานูณ สิทธิสมาน นายประสาร มฤคพิทักษ์ และนายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ ก็ต้องบันทึกไว้ครับว่า ยังไม่ได้ใช้สิทธิและท่านประธานก็จะลงมติปิดอภิปราย ขอบพระคุณครับท่านประธาน
เชิญท่านสมาชิกทุกท่านเข้า ห้องประชุมเพื่อลงมติครับ เชิญครับ คุณหมอพอแล้วกระมัง ไหนครับ เชิญ ๆ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก สมาชิก รัฐสภาครับ ผมจะขออนุญาตฝากบันทึกถึงจุดประสงค์ของพวกเรา สมาชิกที่ต้องการจะเสนอ คําแปรญัตติเพราะขณะนี้ ส.ส. ของพรรคประชาธิปัตย์อีกจํานวนประมาณ ๒๐-๓๐ คน ที่ ต้องการจะเสนอคําแปรญัตติ แต่เนื่องจากว่าเพื่อนสมาชิกต้องการจะปิดปาก ขอให้ที่ประชุม ได้บันทึกไว้ว่าขณะนี้ท่านกําลังละเมิดสิทธิพวกเราครับ ขอบคุณครับ
ครับ ก็บันทึกหลายรอบ แล้วครับ เอาระหว่างรอ เชิญครับ ข้างหลังเลยครับ ท่านจิตต์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดมุกดาหารครับ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ที่ผมยืนขึ้นนี้ ก็คือหมายความว่าผมไม่ได้อยู่ภายใต้อํานาจหรือว่าการครอบงําของบุคคลใด ผมมีอุดมการณ์ ของผมครับท่านประธาน
สรุปจะขอเปิดใช่ไหม
ในเมื่อมีสมาชิกรัฐสภาที่จะอภิปรายอยู่ ๗๐ คนนะครับ ผมดูชื่อนี่ ผมก็นั่งฟังตลอด ผมอยากจะให้มีการอภิปรายโดยเฉพาะ ส.ส. นายแพทย์วรงค์นี่ครับ ผมอยากฟังครับ ผมขอเสนอญัตติเปิดอภิปรายต่อครับ ขอผู้รับรองครับ
ครับ ท่านสมาชิกครับ ก่อนลงมตินะครับ ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมครับ เชิญที่อยู่ใช้สิทธิแสดงตนได้เลยครับ เชิญครับ เรียบร้อยนะครับ เรียบร้อยหรือยังครับ มาอีกท่าน เชิญครับ แสดงตนได้เลยครับ เชิญครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ครับ เรียบร้อย ส่งผลได้เลย นะครับ ผู้เข้าประชุม ๓๖๖ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ
ถ้าอย่างนั้นผมขอมตินะครับ เห็นด้วยที่จะให้มีการปิดอภิปรายหรือไม่ครับ ใช้สิทธิได้เลยครับ เห็นด้วยที่จะให้มีการปิดอภิปรายหรือไม่ครับ ใช้สิทธิได้เลยครับ เห็นด้วยหรือไม่ครับที่จะให้ปิดอภิปรายครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ครับ ปิดการลงคะแนน ส่งผลได้เลยครับ เห็นด้วย ๓๓๙ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๒ ท่าน ถือว่าที่ประชุมรัฐสภามีมติให้ปิด การอภิปรายนะครับ
ฉะนั้นผมขอมติในมาตรา ๑๒ เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือไม่ครับ เชิญครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
เรียบร้อยนะครับ ปิดการลงคะแนนส่งผลได้เลยครับ เห็นด้วย ๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๓๓๐ ท่าน ถือว่าที่ประชุม มีมติ ไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ก็หมายความว่าเห็นด้วยกับท่าน ผู้แปรญัตตินะครับ
เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตถามมติในกลุ่มของท่านนิรมิต สุจารี แล้วก็ ท่าพงศกร อรรณนพพร และคณะ ผมจะเอาตรงนี้ถามเป็นมติว่ามติของท่านนิรมิต ท่านพงศกรและคณะ มีว่าอย่างนี้นะครับ ขอแปรญัตติแก้ไขความในมาตรา ๑๒ เป็นดังนี้ครับ มาตรา ๑๒ เมื่อได้มีพระราชกฤษฎีกากําหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาครั้งแรก ซึ่งเป็นการเลือกตั้งทั่วไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๑ ให้สมาชิกวุฒิสภาตาม มาตรา ๑๐ สิ้นสุดสมาชิกภาพในวันที่สมาชิกวุฒิสภาได้รับเลือกตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่นะครับ แก้ไขเป็นตามนี้นะครับ อย่างนั้นผมขอมติเลยนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ก็ในเมื่อเสียงข้างมากไม่เห็นชอบกับของคณะกรรมาธิการแล้วก็เท่ากับเสียงของ คณะกรรมาธิการตกไป ตอนนี้มันก็มีญัตติของเพื่อนสมาชิกเยอะแยะ ซึ่งญัตติของ เพื่อนสมาชิกแต่ละญัตติก็มีศักดิ์และมีความเท่าเทียมกัน อยู่ ๆ ท่านประธานจะมาให้ของ ท่านพงศกรและอีกท่านหนึ่งขึ้นมาเป็นหลักไม่ได้ เพราะว่าทุกอย่างมีความเท่าเทียมกัน หมดแล้วท่านประธาน แล้วมีทั้งของ ส.ว. มีทั้งเพื่อน ส.ส. ของพรรคประชาธิปัตย์เยอะแยะ ไปหมดเลยครับท่านประธาน ท่านประธานต้องอย่าลําเอียงท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
อย่างนี้ครับ มีที่สงวนเอาไว้ หลายท่าน เพราะฉะนั้นผมก็จะถามเอาที่เสียงสะท้อนมา ท่านครับเป็นอํานาจของประธาน ที่จะหยิบมาขอมตินะครับ เชิญท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
ท่านประธานครับ ผม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกรัฐสภา กราบเรียนท่านประธานว่าจริง ๆ ท่านประธาน ก็อยู่ในสภามานานนะครับ ในอดีตที่ผ่านมาเมื่อที่ประชุมไม่เห็นชอบกับคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมาก ก็ต้องให้สมาชิกมีสิทธิลงคะแนนในทุกญัตติที่มีการแปรญัตติ แล้วท่านประธาน จะมาเลือกบอกว่าฟังเสียงสะท้อน นี่อย่างไรครับประเด็นที่ท่านทั้งคู่ทําผิดรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับมา เพราะหลายคนเขาไม่มีโอกาสเสนอญัตติของเขาอย่างไรครับ แล้วท่านประธานจะมาใช้วิธีว่าท่านฟังจากคนที่พูดแล้ว แล้วสรุปเป็นความเห็นมาถาม เสนอคําแปรญัตติของเขาครับ
ผมจะถามทุกญัตติ ถ้าที่ประชุมยังไม่มีเสียงข้างมากว่าเห็นด้วยกับคําแปรญัตติของใครนะครับ เพราะฉะนั้นที่ผม หยิบประเด็นเมื่อสักครู่นี้มาถามถ้าที่ประชุมไม่เห็นด้วยผมก็ถามคนอื่นท่านต่อ ๆ ไป เชิญครับ
ถ้าเช่นนั้น ท่านก็ต้องไล่ตามรายงานครับ
ไม่เป็นไรครับ เพื่อความสบายใจ นะครับผมก็ไล่ตามนั้นเลย มีทั้งหมดที่ได้พูดไว้นะครับ เชิญท่านสุนัย มีอะไรครับ
ท่านประธานครับ ผมคิดว่าผม ขออนุญาตเสนอเพื่อให้เรื่องง่ายขึ้นครับ ผม สุนัย จุลพงศธร ครับ เมื่อมีเสียงส่วนใหญ่ ไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการนะครับ ขออนุญาตให้ท่านดูหน้า ๑๖๐ ครับ มันจะมีกลุ่ม ๆ ขอประทานโทษนะครับ อย่างหน้า ๑๖๐ กลุ่มของท่านชํานิ ศักดิเศรษฐ์ และคุณอานิก ก็จะเป็นกลุ่มที่มีข้อความเหมือนกันนะครับกับกลุ่มของท่าน พลเรือเอก สุรพล จันทร์แดง นะครับ ท่านดูนะครับ ในหน้า ๑๖๒ และส่วนใหญ่ ขอประทานโทษนะครับอย่างท่านเทพไท ก็มีเนื้อหาคล้าย ๆ กันมาก ดังนั้นถ้าท่านจับกลุ่มหรือว่าท่านจะไล่ทีละอันก็ได้ ถามว่า เอาอย่างท่านชํานิไหม อย่างนี้ก็ได้ครับ มันเป็นกลุ่ม ๆ ครับ
ครับ ขอบคุณครับ เพื่อไม่ให้เสียเวลาครับผมไล่เป็นกลุ่มก็แล้วกันครับ กลุ่มแรกของท่านชํานิ ศักดิเศรษฐ์ และท่านอานิก อัมระนันทน์ อยู่ที่หน้า ๑๖๐ นะครับ เชิญท่านอานิกครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ในการอภิปราย ของดิฉันเมื่อประมาณ ๒ ชั่วโมงมาแล้วนะคะ ดิฉันได้ถอนการสงวนความเห็นที่อยู่ ในหน้า ๑๖๐ แต่ขณะเดียวกันดิฉันก็ได้แสดงความเห็นเสนอญัตติใหม่ ไม่เห็นด้วยกับ วรรคสองที่ทางกรรมาธิการเสียงข้างมากใส่เข้าไปค่ะ จึงเรียนเพื่อทราบค่ะ
ถ้าอย่างนั้นก็จะขอมติตามนี้ นะครับ ตามที่ท่านอานิกได้พูดถึงนะครับ ท่านสุนัย มีอะไรอีกครับ
ขอประทานโทษครับ อย่างกรณีท่าน อานิกได้ถอนไปแล้วนะครับแต่ของท่านชํานิยังอยู่ ดังนั้นก็คงจะต้องไล่ เพราะว่าเนื้อความ จริง ๆ เป็นเรื่องที่
อย่างนี้ครับ ท่านชํานิก็ถอน ท่านชํานิถอนด้วยครับผมฟังอยู่ ถอนด้วยครับ
ถ้าอย่างนั้นเอากลุ่มใหญ่ ๆ เลยไหม ครับท่านครับ ผมดูแล้วอย่างกลุ่มใหญ่ ๆ ก็กลุ่มของท่าน พลเรือเอก สุรพล ที่เป็นฝ่ายที่สงวน ไว้หรือท่านจะไล่ก็แล้วแต่ท่านครับ กราบขอบพระคุณครับ
ไล่ทีละกลุ่มนะครับ กลุ่มแรกท่านถอนนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เหตุการณ์เช่นนี้เคยเกิดมาแล้วในสภาผู้แทนราษฎร สิ่งที่เราได้ยึดถือปฏิบัติในอดีตเราก็จะรวมเป็นกลุ่ม ถูกต้องครับ แต่การลงมติไม่ต้องลงมติ ทีละกลุ่มก็ได้เพราะว่าในการลงคะแนนหลังจากแสดงตน ยังสามารถกดหมายเลขได้ถึง ๒ ๓ ๔ ท่านประธานก็สามารถถามได้ทีละ ๔ ชุดนะครับ เพื่อเป็นการประหยัดเวลาแล้วก็จะ ได้ชัดเจนเลยว่าญัตติใดเป็นญัตติที่รัฐสภาแห่งนี้ให้ความเห็นชอบครับ
ไม่เป็นอะไรครับ เพื่อความ สบายใจนะครับ ผมก็จะไล่ทีละกลุ่ม ที่จริงก็ไม่จําเป็นครับ ถามว่าเห็นด้วยกับกลุ่ม นาย ก นี้ หรือไม่ ถ้าเห็นด้วยกดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าเห็นด้วยกับผู้แปรญัตติอื่น ๆ กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถามอย่างนี้ก็ได้ครับ แต่เพื่อความสบายใจ ไม่เป็นอะไรครับ เอาว่าทีละกลุ่มนะครับ ของท่านชํานิ ท่านอานิก ถอนนะครับ แล้วก็มาที่ของท่านเทพไทนะครับ ของท่านเทพไท
(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
มีอะไรอีก เชิญ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา มาตรานี้ผมขอถอนครับท่านประธานครับ
กลุ่มของท่านวรชัย ขอถอนนะครับ ของคุณหมอถอนด้วยครับ
ผ่านไมโครโฟนนะครับ กระผม นายแพทย์เหวง โตจิราการ นะครับ ในฐานะที่สมาชิกรัฐสภา ผมขอถอนของผมด้วยครับ
ครับ ของท่านนิยม ถอนไหมครับ นิยม เวชกามา ครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ความจริงของผมนี่ครับท่านประธาน มันมีเนื้อหาเหมือนกับท่านพงศกร นะครับ
ครับ แต่มันยังไม่ตรง ถอนดีกว่าครับ ถอนเถอะครับ
ปรับข้อความใส่กันได้หรือเปล่าครับ ท่านประธาน
ไหนครับ ถอนดีกว่ากระมังครับ
ครับ ถอนครับ
ของท่านวัฒนา เมืองสุข และคณะครับ ถอนไหมครับ ท่านวัฒนาอยู่ไหมครับ
(นายวัฒนา เมืองสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ไม่อยู่ ในที่ประชุม)
ไม่อยู่ไม่เป็นอะไรครับ อย่างนั้นเหลือของท่านเทพไท เสนพงศ์ ซึ่งสงวนไว้ท่านเดียวนะครับ แล้วก็เหลือของกลุ่ม ซึ่งสงวนไว้เป็นกลุ่มนะครับ ก็มีของท่านนิรมิต สุจารี แล้วก็ท่านพงศกร อรรณนพพร และคณะ เชิญครับ
ท่านประธานคะ ดิฉัน ธีรรัตน์ สําเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จากหน้า ๑๖๔ ที่ชื่อดิฉันเป็นลําดับที่ ๒ ต่อจาก ท่านวัฒนา เมืองสุข ดิฉันขอถอนในจุดนี้ด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ครับ ที่ถอนทั้งหมด ที่ประชุมไม่ขัดข้องนะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ถือว่าที่ประชุมไม่ขัดข้อง สรุปถือว่าที่ประชุมมีมติให้ถอนนะครับ เพราะฉะนั้นก็จะเหลืออยู่ กลุ่มของท่านนิรมิต ท่านพงศกร และคณะ ๑ ชุดนะครับ แล้วก็ของท่านเทพไท เสนพงศ์ สรุปว่าเหลืออยู่ ๒ กลุ่ม อย่างนั้นผมขอมติเลยนะครับ
(นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
เชิญครับ ท่านสุนัย มีอะไรครับ
ท่านประธานครับ ผม สุนัย ครับ ผมก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งครับ อยู่ที่หน้า ๑๖๒ แต่ผมเองคิดว่าเพื่อให้ง่ายขึ้น ผมเห็นว่ากลุ่มของ ท่าน พลเรือเอก สุรพล จันทร์แดง ท่านพงศกร ท่านจตุพร เจริญเชื้อ นี่ครับ เหมือนกับ แนวคิดของท่านชํานิและคุณอานิกครับ ผมเลยเห็นว่าผมควรจะถอนครับ เพราะว่าข้อความ อันนี้เหมือนกันแล้วก็ได้เนื้อความแล้วครับ ขอบพระคุณครับ
ผมเห็นที่เหลืออยู่ เป็นกลุ่มใหญ่ก็คือกลุ่มของท่านนิรมิต และของท่านพงศกร อรรณนพพร และคณะ เพราะฉะนั้นผมถามมติอย่างนี้เลยก็แล้วกันครับ ผมถามมติอย่างนี้นะครับ ท่านเห็นด้วย กับคําแปรญัตติของกลุ่มของท่านนิรมิต สุจารี และท่านพงศกร อรรณนพพร และคณะ หรือไม่ ถ้าเห็นด้วย กดปุ่ม เห็นด้วย แต่ถ้าท่านเห็นด้วยกับผู้แปรญัตติอื่น ๆ กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย อย่างนี้นะครับ ชัดเจนนะครับใช้สิทธิได้เลยครับ เห็นด้วยกับกลุ่มของท่านนิรมิต และคณะ กดปุ่มเห็นด้วย เห็นด้วยกับผู้แปรญัตติอื่น ๆ กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ใช้สิทธิเรียบร้อยนะครับ ปิดการลงคะแนนส่งผลได้เลย มติครับ เลขสวยครับ เห็นด้วย ๓๓๓ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน ถือว่าที่ประชุมรัฐสภามีมติเห็นชอบกับคําแปรญัตติของท่านนิรมิต ท่านพงศกร และคณะนะครับ
มาตรา ๑๓ ครับ เชิญท่านเลขาธิการรัฐสภาครับ
มาตรา ๑๓ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็นและมีผู้แปรญัตติขอสงวนคําแปรญัตติครับ
ท่านสมาชิกครับ เนื่องจาก มาตรา ๑๒ มีการลงมติของรัฐสภาตามคําแปรญัตติของท่านนิรมิตและคณะ ก็ถือว่า มันเชื่อมโยงมาถึงมาตรา ๑๓ ก็ไม่จําเป็นต้องมีมาตรา ๑๓ ครับ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาต หารือที่ประชุมขอตัดมาตรา ๑๓ ออกไปนะครับ เพราะฉะนั้นผมใช้อํานาจ ข้อ ๙๙ วรรคท้าย ขอใช้อํานาจข้อบังคับ ข้อ ๙๙ วรรคท้ายนะครับ ขอความเห็นชอบจากรัฐสภาครับ
(นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ท่านประท้วงอะไรครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านอ้างข้อ ๙๙ ว่าท่านมีสิทธิที่จะตัด มาตราใดมาตราหนึ่งออกไป ผมเห็นว่าเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับ ผมบันทึก ไว้สั้น ๆ เท่านี้ครับว่าทักท้วงแล้ว เพราะว่าในการพิจารณากฎหมาย นักกฎหมายทุกคนจะรู้ดี ครับว่า ศาลฎีกาองค์คณะเพียง ๓ คน ตัดสินคดีอะไรออกมาแล้วนักศึกษาเอามาศึกษา ได้ครับ เป็นบรรทัดฐาน สภานี้มีสมาชิก ๖๔๙ คน ถ้าปล่อยให้กฎหมายออกไปโดยผิดพลาด ข้อบังคับ ผิดรัฐธรรมนูญ ผมเกรงว่าอนุชนรุ่นหลังที่ศึกษาระบบรัฐสภาไทยจะเรียนรู้ในสิ่งที่ ผิด ๆ ผมจึงจําเป็นต้องเรียนท่านประธานว่า โดยมติของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ทุกคน ไม่เห็นด้วยกับการกระทําของท่านประธาน และเห็นว่าการกระทําเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับ จึงขอบันทึกไว้เป็นหลักฐานครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน คณะกรรมาธิการ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ อยากกราบเรียน ท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกนะครับว่า มาตรา ๑๓ มีความเกี่ยวโยงอยู่กับมาตรา ๑๒ เพราะมาตรา ๑๓ จะเป็นการบัญญัติเพื่อรับรองสถานภาพของสมาชิกวุฒิสภา พูดถึง องค์ประกอบของสมาชิกวุฒิสภาหลังเลือกตั้งแล้ว ว่าให้ประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก การเลือกตั้ง ๒๐๐ คน และจะประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภาสรรหาที่ยังคงมีสมาชิกภาพอยู่ ฉะนั้นเมื่อมาตรา ๑๒ ท่านได้มีมติให้เป็นไปตามผู้สงวน ก็คือให้ ส.ว. สรรหาต้องสิ้นสภาพไป เมื่อ ส.ว. เลือกตั้ง ๒๐๐ ท่านได้เข้าทําหน้าที่แล้ว ฉะนั้นมาตรา ๑๓ จึงไม่จําเป็นจะต้อง บัญญัติรับรองสถานภาพของ ส.ว. สรรหาที่เหลืออยู่ และ ส.ว. ๒๐๐ ท่านที่มาจาก การเลือกตั้ง เพราะ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งก็มีการรับรองไว้ในมาตราก่อนหน้าแล้วครับ ท่านประธาน
ท่านประท้วงไปแล้วนี่ครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธาน ในฐานะผมเป็นสมาชิกรัฐสภา ผม ไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ผมเรียนท่านประธานว่า ท่านประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาอย่างนี้ขัดข้อบังคับโดยสิ้นเชิงครับ เท่ากับท่าน แปรญัตติตัดมาตรา ๑๓ ออกทั้งมาตรา ท่านไม่มีสิทธิแล้วครับ เพราะหมดเวลาแปรญัตติ แล้วครับ ผมยืนยันกับท่านนะครับ เป็นการผิดข้อบังคับโดยสิ้นเชิงครับ
ขอบคุณครับ ผมขออนุญาต ท่านประธาน ผมใช้อํานาจตามข้อบังคับ ข้อ ๙๙ วรรคท้าย ขอมติ เชิญครับ
ก็ขออนุญาตพาดพิง นิดเดียวนะครับ ผมไม่ได้มาแก้มติของกรรมาธิการครับ ผมเพียงแต่ให้ความเห็นในฐานะของ ประธานคณะกรรมาธิการ โดยความเห็นของผมว่า ในเมื่อ ส.ว. สรรหาไม่คงเหลืออยู่ หลังเลือกตั้งแล้ว ก็ไม่จําเป็นจะต้องมีมาตรา ๑๓ รับรองสถานภาพไว้อีกนะครับ ไม่ได้ไปเป็น มติของกรรมาธิการอะไรทั้งนั้น เป็นความเห็นของผมในฐานะประธานคณะกรรมาธิการครับ ท่านประธานครับ
ยังไม่จบหรือครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม ไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ เมื่อสักครู่ท่านประธานคณะกรรมาธิการยืนขึ้นว่าเห็นควรตัด มาตรา ๑๓ ออกทั้งมาตราเพราะไม่มีความจําเป็น พอผมประท้วงว่าไม่มีสิทธิที่จะแปรญัตติ ตัดมาตรา ๑๓ ท่านบอกว่าท่านแสดงความเห็น ฉะนั้นประธานก็ไม่มีสิทธิตัดครับ ต้องให้ สมาชิกอภิปรายแสดงความเห็นเสียก่อน แล้วจึงลงมติ อยู่ดี ๆ ท่านบอกท่านใช้ดุลยพินิจ ตัดมาตรา ๑๓ ออก ท่านเองก็ไม่มีสิทธิแปรญัตติครับ ท่านประธานครับ ท่านอย่าใช้ข้อบังคับ ผิด ๆ นะครับ ผมยืนยันนะครับว่าท่านไม่มีสิทธิที่จะตัดมาตรา ๑๓ ออก โดยไม่ฟังความเห็น ของสมาชิก ท่านไม่ตั้งใจฟัง ผมรู้ แต่ผมยืนยันไว้ในบันทึกการประชุมครับ ปรากฏไว้ ในบันทึกเทปครับ ขอบคุณครับ
เชิญคุณหมอครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาต กราบเรียนต่อกรณีที่เพื่อนสมาชิกได้ทักท้วงท่านประธานแล้วก็ข้อหารือท่านประธานที่จะขอ ใช้ข้อบังคับ ข้อ ๙๙ วรรคท้าย ให้รัฐสภาแห่งนี้ช่วยวินิจฉัยนะครับ ในเรื่องของมาตรา ๑๓ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่เขียนเป็นบทเฉพาะกาลให้กับมาตรา ๑๒ ขณะนี้มติของรัฐสภาเรา มีการเปลี่ยนแปลงไม่เห็นชอบกับกรรมาธิการในมาตรา ๑๒ คือตัดออกทั้งวรรค แล้วก็ เอาความเห็นของเพื่อนสมาชิกที่แปรญัตติไว้ไปเป็นมาตรา ๑๒ เรื่องของการสิ้นสุดของ สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งชัดเจนไป เมื่อมาตรา ๑๒ เป็นอย่างนั้นก็ส่งผลในมาตรา ๑๓ สาระเป็น อย่างนั้น จริงอยู่ครับ เรื่องของนิติวิธีท่านประธานเองก็มีสิทธิที่จะให้สภาแห่งนี้วินิจฉัยว่า ในการพิจารณามาตรา ๑๓ ที่จะไม่ให้มีอยู่ในร่างของสภาของเราที่จะลงมตินี้นะครับ ก็เป็นความเห็นของท่านประธานที่จะถามกับเพื่อนสมาชิกได้ ถามความเห็นกับเพื่อนสมาชิก ได้ว่าจะเห็นให้ควรที่จะมีการอภิปรายเพื่อแสดงความเห็น หรือว่าจะให้ลงมติได้เลย คือ มาตรา ๙๙ ให้มีการอภิปราย หรือเรียงตามลําดับมาตราแล้วก็มีการอภิปราย ถ้าสภาแห่งนี้ บอกไม่ต้องอภิปราย เพราะตรรกะมันชัดเจนแล้วว่ามาตรา ๑๒ มันตัดไปแล้ว ก็ลงมติได้เลย ว่าจะให้มีมาตรา ๑๓ อยู่หรือไม่ ซึ่งมีผู้แปรญัตติอยู่เหมือนกันว่าตัดออกทั้งมาตรา ก็คล้ายกับ เรื่องที่เราได้มีมติในมาตรา ๑๒ ถ้าสภาแห่งนี้มีมติตามท่านประธานก็สามารถที่จะมา พิจารณามาตรา ๑๓ ได้ เป็นไปตามนิติวิธีทุกอย่างครับ ท่านประธานครับ ก็ขออนุญาต สนับสนุนท่านประธาน แต่ต้องให้สภาวินิจฉัยครับ
เชิญท่านนิรมิต
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายนิรมิต สุจารี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้ขอสงวนคําแปรญัตติ ในมาตรา ๑๓ ผมได้ขอตัดมาตรา ๑๓ ออกทั้งมาตรา ซึ่งเห็นพ้องกับเพื่อนสมาชิกได้เสนอไว้ ซึ่งมีท่านสุรพล ท่านเทพไท ที่ต้องขอเอ่ยนามนะครับ เพราะผมมีความเห็นว่าในมาตรา ๑๒ ได้บัญญัติข้อความไว้สมบูรณ์แล้ว ซึ่งในมาตรา ๑๓ นั้นเป็นมาตราที่พูดถึงเรื่องของ องค์ประกอบหลังจากที่ได้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภามาแล้ว องค์ประกอบจะประกอบไป ด้วยสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งตามพระราชกฤษฎีกาที่ให้มีการเลือกตั้ง แล้วก็ วุฒิสภาที่มาตามมาตรา ๑๐ ที่มาจากการสรรหาที่เหลืออยู่ เพราะฉะนั้นข้อความดังกล่าวนี้ ได้ถูกตัดในวรรคแรกของมาตรา ๑๒ ที่บัญญัติว่า วุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งรักษาการ อยู่จะหมดวาระหรือหมดอํานาจหน้าที่เมื่อสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งจํานวนสองร้อยคน เข้ารับหน้าที่ วันที่เข้ารับหน้าที่เป็นวันที่สมาชิกวุฒิสภาที่เหลืออยู่ทั้งหมดหมดลงไป เพราะฉะนั้นก็ไม่มีความจําเป็นอันใดเลยที่จะต้องตรามาตรา ๑๓ ขึ้นมา จึงขอตัดมาตรา ๑๓ ออกหมดทั้งมาตราครับ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ผมขอมติเลยนะครับ เชิญท่านชินวรณ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัด นครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานว่า ท่านประธานจะใช้อํานาจตามข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ไม่ได้ครับ เพราะว่าท่านประธานก็ผิดมา ตั้งแต่มาตรา ๑๒ แล้ว ท่านประธานไม่ได้ดูหน้า ๑๕๙ ที่ผมได้ขอสงวนความเห็นไว้ เป็นชุดหนึ่งที่ให้กลับไปคงไว้ตามร่างเดิม แต่ประเด็นนั้นผมไม่ติดใจเพราะท่านประธานก็ พยายามเร่งรัด รวบรัด โดยไม่ได้ถามสมาชิกที่ขอสงวนความเห็นให้ทั่วถึง แต่ว่าประเด็น สําคัญคือในมาตรา ๑๓ ที่กําลังจะพิจารณาอยู่นี้นะครับ ประเด็นที่ท่านยกขึ้นมาอ้างนั้นเป็น หลักการเดิมที่เกี่ยวโยงกับมาตรา ๑๒ ผมเข้าใจครับ แต่ท่านประธานและท่านประธาน คณะกรรมาธิการลองไปดูสิครับว่าคําแปรญัตติของผมที่ได้สงวนความเห็นเอาไว้นั้น เป็นหลักการใหม่ครับท่านประธาน เป็นหลักการใหม่ที่ผมได้ขอสงวนความเห็นไว้ว่า ในมาตรา ๑๓ โดยขอให้เพิ่มความในมาตรา ๑๓ ดังนี้ วรรคสาม เพื่อประโยชน์แห่งการขจัด ส่วนได้เสีย ห้ามมิให้สมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ดํารงตําแหน่งอยู่ก่อน รัฐธรรมนูญนี้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาภายในสองปีนับตั้งแต่วันพ้นจาก ตําแหน่ง อันนี้เป็นหลักการใหม่ไหมครับ ท่านประธานจะไปตัดสิทธิได้อย่างไรครับ
จบหรือยังครับ
ก็ผมถามท่านประธานนี่ครับ ถ้าท่านประธานบอกว่าผมยังมีสิทธิอยู่ ผมก็จะได้ชี้แจงเหตุผลว่า ทําไมผมจึงได้ขอสงวน ความเห็น เพราะนี่คือหลักการใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๑๒ และมาตรา ๑๓
เป็นเรื่องของที่ประชุมครับ เดี๋ยวคงต้องหารือที่ประชุม
แต่ว่าในฐานะที่ผมแปรญัตติและ สงวนความเห็นไว้ ผมคิดว่าท่านประธานจะตัดสิทธิอย่างนี้ไม่ได้ครับ
เชิญท่านสาธิตครับ
ท่านชินวรณ์ยังไม่เสร็จเลยครับ ท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะของสมาชิกรัฐสภา ผมก็เป็นอีกคนหนึ่งครับ ที่แปรญัตติอยู่ในกลุ่มเดียวกับท่านชินวรณ์ ในมาตรา ๑๓ นะครับ แล้วผมก็เห็นว่า เป็นหลักการเดียวกัน เป็นหลักการใหม่ ถึงแม้ว่าทางประธานคณะกรรมาธิการ หรือเพื่อนสมาชิกจะได้แปรญัตติเนื้อหาในมาตรา ๑๒ ไปแล้ว แต่ว่าในส่วนที่พวกผม แปรญัตติไว้เป็นหลักการใหม่ซึ่งผมมีความชอบธรรมที่จะนําเสนอเหตุผล ในการที่พวกผม ได้สงวนความเห็นไว้ในส่วนของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย อีกประเด็นหนึ่งนะครับ ในข้อ ๙๙ ผมเห็นด้วยกับท่านเพื่อนสมาชิกที่ได้ลุกขึ้นมาทักท้วงในการใช้อํานาจของท่านประธาน นะครับว่า ท่านประธานไม่สามารถที่จะตัดความในมาตรา ๑๓ ทั้งหมดได้ ถ้าท่านประธาน จะใช้ข้อบังคับตามข้อ ๙๙ นี้นะครับ ผมขออนุญาตให้ความเห็นอย่างนี้ว่า ข้อ ๙๙ ถ้าจะให้ ที่ประชุมรัฐสภาลงมติเป็นอย่างอื่นนั้น ก็น่าจะเป็นกรณีการลงมติเกี่ยวกับเนื้อหาการ พิจารณาในเรื่องของชื่อร่างคําปรารภ พิจารณาเรียงลําดับมาตรา ให้สมาชิกรัฐสภาอภิปราย ถ้อยคํา หรือข้อความที่มีการแก้ไข อันนี้เขาพูดถึงในส่วนของการพิจารณารายมาตรา แต่ถ้า จะมีความเห็นเป็นอย่างอื่นในเฉพาะในส่วนนี้ให้ที่ประชุมลงมติ แต่ท่านไม่สามารถที่จะใช้มติไป ตัดข้อความในมาตรา ๑๓ ออกทั้งหมดได้นะครับ เพราะฉะนั้นก็เรียนเป็น ๒ ประเด็นว่า สอบถามท่านประธานเหมือนกันว่า ผมจะมีสิทธิอภิปรายในมาตรา ๑๓ หรือไม่ กับการที่ท่าน ใช้ข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ในการตัดมาตรา ๑๓ นั้น ไม่สามารถทําได้ครับ
เชิญคุณหมอ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ประเด็นข้อหารือ ของท่านประธานนะครับ ท่านประธานเองก็ยังไม่ให้สภาวินิจฉัย กระผมเองก็กราบเรียน ท่านประธานไปด้วยความเคารพว่า ถ้าจะใช้ข้อ ๙๙ นี้ ในเรื่องของการดําเนินการที่จะ อภิปรายหรือพิจารณา เมื่อตรรกะว่ามาตรา ๑๒ ได้ลงมติไปเรียบร้อยแล้ว ก็ไม่จําเป็นต้อง อภิปราย ไม่จําเป็นต้องใช้การอภิปรายในการพิจารณา แต่ต้องอาศัยมติของรัฐสภาที่วินิจฉัย คือต้องลงมติก่อน แต่ว่าขั้นตอนนั้นท่านประธานยังไม่เข้าถึงนะครับ ท่านเองก็พักไปแล้ว อนุญาตให้เพื่อนสมาชิกลุกขึ้นอภิปรายอย่างน้อย ๒ ท่านครับ ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านนิรมิต กับท่านชินวรณ์ ที่อภิปรายในมาตรา ๑๓ ไป สาระอย่างนี้นะครับ มันก็เหมือนว่าเราได้ อนุญาตให้มีการอภิปรายในมาตรานี้แล้วนะครับ เราได้อนุญาตให้มาตรานี้มีการอภิปราย เสนอความเห็นไปแล้วนะครับ อย่างน้อย ๒ ท่าน เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะกลับไปใช้ ข้อ ๙๙ ก็ไม่จําเป็นครับ ท่านประธานครับ ก็ไม่จําเป็น ไม่จําเป็นที่จะต้องกลับไปอยู่ตรงนั้น เพียงแต่ว่าถ้าท่านประธานจะพิจารณาว่าจะให้ เพื่อนสมาชิกที่สงวนความเห็นเอาไว้นี้ อภิปรายให้ได้สาระพอสมควรนะครับ ก็ยุติ การอภิปราย แล้วก็มีการลงมติไป ซึ่งจะใช้การลงมติตามที่ผู้เสนอความเห็นที่แปรญัตติ เอาไว้ในประเด็นใดก็ได้ เช่น ของท่านนิรมิตบอกขอตัดออกตัดออกทั้งหมดก็ชอบที่จะเป็น อย่างนั้นได้ ท่านประธานสามารถที่จะดําเนินการได้ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ผมขออนุญาตพัก ๑๐ นาทีครับ
พักประชุมเวลา ๒๔.๔๔ นาฬิกา
เริ่มประชุมต่อเวลา ๐๐.๕๘ นาฬิกา
ท่านสมาชิกครับ ผมขอ ดําเนินการต่อเลยนะครับ เพราะเนื่องจากว่าในมาตรา ๑๓ ท่านนิรมิตได้ขอที่จะตัดออก แต่ว่าเนื่องจากว่าในข้อบังคับการประชุม ข้อ ๙๙ มีคนขอแปรญัตติไว้เยอะ มีท่านใด ที่ประสงค์จะอภิปรายไหมครับ มีไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)
ไม่มีนะครับ ถ้าไม่มี เชิญท่านไพจิตครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานได้ถามผู้ที่ประสงค์จะอภิปราย แล้วก็ไม่มีท่านผู้ใดประสงค์จะอภิปราย ผมขอให้ ท่านประธานได้ถือว่าการอภิปรายได้ยุติลงแล้วครับ และขอให้ถามมติตามข้อบังคับ การประชุมสภา
มีท่านสาธิต โอเค ท่านสาธิต ว่าอย่างไร ท่านประท้วงหรือครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาธิตครับ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานมานั่งบนบัลลังก์เสร็จ พูดงึม ๆ งํา ๆ ยังฟังไม่ออกเลย ไม่รู้เรื่อง อะไรครับ แล้วก็มีเพื่อนสมาชิกลุกขึ้นมาบอกว่าไม่มีใครอภิปรายแล้ว จะขอเสนอปิดอภิปราย ยังไม่มีเพื่อนสมาชิกรู้เรื่องเลยครับว่ากําลังจะทําอะไรกัน เรากําลังพิจารณาค้างอยู่ ในมาตรา ๑๓ แล้วท่านประธานจะเอาอย่างไร ท่านประธานก็บอกมาให้สมาชิกได้เข้าใจครับ จะได้รู้ครับ
ผมถามว่าสมาชิกท่านใด ประสงค์จะอภิปรายไหมครับ ที่ขอแปรญัตติไว้นี่ มีไหมครับ ท่านชินวรณ์ครับ เชิญครับ เดี๋ยวนะครับท่านชินวรณ์ ท่านปวีณว่าอย่างไรครับ
ผมขอเวลานิดเดียวครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม ปวีณ แซ่จึง ส.ส. จังหวัดศรีสะเกษ เขต ๘ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วิธีการว่าด้วยการแปรญัตตินี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณหรือเรื่องของพระราชบัญญัติหรือญัตติใด ๆ ก็ตาม เราจะต้อง พิจารณาเรียงตามมาตรา ในขณะที่กรรมาธิการวิสามัญแปรญัตติที่นั่งอยู่ข้างบนได้รายงาน ต่อที่ประชุมสภาแล้ว แล้วปรากฏมีมาตรา ๑๓ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับหลักการและเหตุผล ท่านจะ ใช้มติของท่านตัดออกไม่ได้นะครับ เมื่อได้เสนอเข้าสู่ที่ประชุมแล้วมีผู้แปรญัตติตัด นั่นเป็นวิธีการของการแปรญัตติ และมีผู้แปรญัตติจะเพิ่มเติมข้อความอันเกี่ยวเนื่องกับ หลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ ก็ต้องให้เขาเสนอคําแปรญัตติของเขา เสร็จแล้วค่อยลงมติถึงจะถูกตามกระบวนการการพิจารณาในขั้นแปรญัตติ กรรมาธิการ แปรญัตติข้างบนก็ตัดไม่ได้ เพราะว่าท่านเขียนสรุปปรากฏในร่างที่เสนอต่อที่ประชุมสภาแล้ว ผู้ที่จะเสนอตัดหรือไม่ตัดเป็นอํานาจของสภาแห่งนี้ กราบเรียนเพื่อทราบครับ
ขอบคุณครับ ท่านชินวรณ์ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้ขอสงวนความเห็นไว้ในมาตรา ๑๓ ครับท่านประธาน ซึ่งเป็นประเด็นที่ถือว่า เป็นหลักการสําคัญ โดยมีข้อความที่ได้ขอเพิ่มเติมดังต่อไปนี้ เพื่อประโยชน์แห่งการขจัด ส่วนได้เสีย ห้ามมิให้สมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ดํารงตําแหน่งอยู่ก่อน รัฐธรรมนูญนี้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาภายใน ๒ ปี นับตั้งแต่วันพ้นจาก ตําแหน่ง ผมอยากจะกราบเรียนเหตุผลสั้น ๆ ครับท่านประธานว่าที่ผมได้แปรญัตติ ในมาตรานี้ไว้ โดยมีเหตุผลทางการเมืองและเหตุผลทางกฎหมาย ท่านประธานและ เพื่อนสมาชิกคงเห็นได้ชัดเจนครับว่ากระบวนการในการนําเสนอกฎหมายแก้ไขร่างกฎหมาย รัฐธรรมนูญที่มาของ ส.ว. นั้น จริง ๆ แล้วถ้าเราดูเหตุผลในทางการเมืองก็จะเห็นว่า เป็นความพยายามในการที่จะแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญของรัฐบาลนี้ ตั้งแต่เริ่มในการที่จะ ขอแก้ไขทั้งฉบับ มาตรา ๒๙๑ แต่ท่านก็ไปติดปัญหาในเรื่องของคําพิพากษาของ ศาลรัฐธรรมนูญที่ถ้าหากแก้ไขทั้งฉบับก็จะต้องถามประชามติก่อน แล้วจึงเป็นที่มาที่มา นําเสนอเป็นการแก้ไขเป็นรายฉบับ และผมอยากจะกราบเรียนว่า การที่แสดงเจตจํานง ในการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวนี้ ทําให้เห็นเหตุผลอย่างชัดเจนว่าการนําไปสู่การแก้ไข กฎหมายรัฐธรรมนูญ และท่านไปดําเนินการในการแก้ไขในหลายประเด็นที่นําไปสู่การที่มี ผลประโยชน์ทับซ้อน นําไปสู่การที่มีผลประโยชน์ขัดกัน เห็นได้ชัดก็คือว่าท่านได้ไปแก้ไข ในเรื่องของคุณสมบัติของ ส.ว. ซึ่งท่านได้ไปตัดในร่างเดิมออกไป มีการเสนอหลักการใหม่ ให้บุพการี บุตร สามี ภรรยา สามารถลงสมัครได้ อันนี้ก็เป็นเรื่องเริ่มต้นที่จะชี้ให้เห็นว่า เป็นเรื่องที่มีความพยายามที่จะให้วุฒิสภานั้น มาจากระบบฐานการเมือง ระบบของ ครอบครัวมีความสัมพันธ์ที่ทําให้ขาดความเป็นกลาง และมีอิสระทางการเมือง ในมาตรา ๑๑๖ ก็ได้มีการแก้ไขในการที่จะไปตัดให้ ส.ว. ในชุดนี้ ซึ่งเป็นผู้ที่เสนอกฎหมายเอง พิจารณากฎหมายเอง และลงมติเอง ลงสมัครรับเลือกตั้งซ้ําได้ ซึ่งเป็นเรื่องของผลประโยชน์ ขัดกันที่ชัดเจนครับ ท่านประธานครับ แล้วนอกจากนั้นจะเห็นได้ชัดว่า ยังมีการแก้ไขคุณสมบัติที่ให้สมาชิกพรรคการเมืองสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้โดยไม่มี เงื่อนไขเวลา ให้คนที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้บริหารท้องถิ่นก็สามารถลงสมัคร รับเลือกตั้งได้ นั่นก็เท่ากับว่าการไปลดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม เพื่อผลประโยชน์ ในการที่จะสร้างฐานทางการเมืองเหมือนที่ผมได้กราบเรียนไว้ในเบื้องต้นว่า ในยุคหนึ่ง เมื่อรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เราก็จะเห็นว่ามีความพยายามไปครอบงําวุฒิสภา แต่ในยุคนั้น ก็ได้ข่าวว่ามีการใช้เงิน มีการใช้ทุนเข้ามาในการครอบงําสมาชิกวุฒิสภา และนําไปสู่ปัญหา ในเรื่องของการไปครอบงําองค์กรอิสระต่าง ๆ แต่วันนี้กระบวนการดังกล่าวนี้ก็จะเป็น กระบวนการที่เห็นได้ชัดเจนว่า ต้องการที่จะนําไปสู่การแทรกแซงเข้าไปสู่การครอบงํา แต่เพียงใช้ฐานอํานาจทางการเมืองโดยมาแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าเพื่อที่จะให้การแก้ไขกฎหมายกฎหมายรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ เพื่อประโยชน์แห่งการขจัดส่วนได้เสีย จึงห้ามมิให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิก วุฒิสภาในชุดนี้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ทั้งนี้ก็เป็นหลักการเดียวครับที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้มีบทบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๙๔ เช่นเดียวกันครับว่า เพื่อผลประโยชน์แห่งการขจัดส่วนได้เสีย ห้ามมิให้กรรมาธิการยกร่างลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. และ ส.ว. นับแต่วันพ้นจากตําแหน่ง ขณะที่เป็นแค่คณะกรรมาธิการยกร่างก็มีบทห้ามเรื่องขัดกันแห่งผลประโยชน์แล้ว แต่วันนี้ ทั้งพฤติกรรมทางการเมืองและทั้งเหตุผลทางกฎหมายดังกล่าวนี้ จึงเป็นเหตุผลที่ผมได้ ขอเสนอสงวนความเห็นไว้ในมาตรา ๑๓ ซึ่งเป็นหลักการที่สําคัญ และวันนี้ผมอยากจะ เรียกร้องว่าพฤติกรรมที่ผ่านมาทั้งหมดเห็นได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าการปิดปาก การรวบรัด ไม่ให้พวกผมได้อภิปรายในฐานะที่เป็นผู้สงวนความเห็นและผู้แปรญัตติ การสมคบกัน ในการพักการประชุมและหารือโดยไม่เปิดเผย ปิดบังอําพราง การเปิด ปิด อภิปรายในแต่ละ มาตรา ทั้งที่ยังมีผู้ต้องการที่จะอภิปรายอยู่ หรือแม้แต่การที่ท่านประธานรัฐสภาใช้อํานาจ ในการไม่ถามญัตติที่กลุ่มพวกผมได้ดําเนินการไว้ในมาตรา ๑๒ ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องที่ผม อยากจะกราบเรียนกับท่านประธานครับ ว่าวันนี้ท่านประธานเอง ทางคณะกรรมาธิการและ เพื่อนสมาชิกวุฒิสภาและเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถ้าหากใครก็ตามครับที่ไป ดําเนินการในการที่จะทําให้เกิดผลประโยชน์ได้เสียและมีผลประโยชน์ทับซ้อน ในอนาคต ข้างหน้าไม่ว่าท่านจะได้ประโยชน์โดยทางตรงหรือทางอ้อม ท่านจะให้บุพการี สามี ภรรยา ของท่านลงสมัครรับเลือกตั้ง หรือท่านไปลงสมัครเอง ผมคิดว่านั่นคือการตอกย้ําเจตนาที่ เห็นได้อย่างชัดเจน ถ้าท่านไม่เห็นด้วยกับการสงวนความเห็นของผมในวันนี้ จึงอยากเรียน ยืนยันในเรื่องนี้ไว้เป็นหลักการครับ ขออนุญาตที่จะกราบเรียนเพียงแค่นี้ครับ
มีท่านใดไหมครับ มีไหมครับ ถ้าไม่มี ผมปิดอภิปรายนะครับ มีไหมครับ ท่านนฤมลครับ
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดอุตรดิตถ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ร่วมด้วย เพื่อนสมาชิกอันมีรายชื่อดังต่อไปนี้นะคะ นางจิตร์ธนา ยิ่งทวีลาภา นางสุอําภา คชไกร นางสมพร จูมั่น นางสาวศรีสกุล มั่นศิลป์ รองศาสตราจารย์กอบกุล พันธ์เจริญวรกุล พลตํารวจโท ยุทธนา ไทยภักดี และตัวดิฉันเอง ได้มีการแปรญัตติเพิ่มเติมความ ในมาตรา ๑๓ เป็นมาตรา ๑๓/๑ ไว้ดังนี้นะคะ ในวาระเริ่มแรก มิให้นําบทบัญญัติที่เกี่ยวกับ การดํารงตําแหน่งติดต่อกันสองวาระ ตามที่พวกเราได้มีการแปรญัตติไว้ในมาตรา ๗ นะคะ ว่าให้สามารถที่จะดํารงตําแหน่งติดต่อกันเกิน ๒ วาระได้ แต่ว่ามิให้มาบังคับใช้กับวุฒิสภา ที่ดํารงตําแหน่งอยู่ในวันประกาศรัฐธรรมนูญนี้ค่ะ ดิฉันก็ขออนุญาตเรียนที่ประชุมไว้นะคะว่า ดิฉันคิดว่าหลักการต่าง ๆ ก็คงจะต้องมี ความเห็นของเราก็คือว่าเราเห็นว่าวาระในการดํารงตําแหน่งนั้น สามารถที่จะขยายเพิ่มได้ แต่ว่าจะต้องมีเวลาที่เหมาะสมในการที่จะบังคับใช้ด้วย ก็จึงได้ เรียนไว้ในที่ประชุมแห่งนี้ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ท่านสมชายครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมสงวนคําแปรญัตติ ไว้ในมาตรา ๑๓ ให้ตัดออกทั้งหมด ก็เนื่องจากผมเห็นว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวนั้น ไม่สอดคล้องกับหลักแห่งการพิจารณากฎหมายที่ถูกต้องและขัดกันแห่งผลประโยชน์ หลายประการ แต่ท่านประธานครับ คณะกรรมาธิการก็ได้พิจารณาในมาตรา ๑๒ ไปเรียบร้อยแล้วนะครับ แล้วไม่ได้เป็นที่แปลกใจของผมเลย ความจริงผมได้ทราบข่าว มานานแล้วพอสมควร ตั้งแต่วันที่ท่านประธานรัฐสภาได้นําตํารวจมาปิดหน้าสภาและพร้อม นํารถผู้ต้องขังมาด้วย มีโทรศัพท์ทางไกลครับ บอกผมว่าคนแดนไกลสั่งมาแล้วว่าให้เอา ส.ว. สรรหากลับเข้ากรง ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยครับท่านประธาน ไม่ได้แปลกใจเลย
ท่านสมชายครับ มีคน ประท้วงท่านทันทีเลยครับ ท่านครูมานิตย์ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิก รัฐสภาแล้วก็ในฐานะกรรมาธิการครับ ด้วยความเคารพผู้อภิปราย ซึ่งก็ชอบท่านอยู่หรอกครับ เพราะเห็นในหลาย ๆ รายการที่ท่านไปออก แต่ท่านพูดนี่ท่านต้องถอนนะครับ ผมนี่ไม่พอใจ อ้ายพวกมาจาก ๗ คนมานานแล้ว ไม่เคยรับโทรศัพท์จากแดนไกลเลย บางคนก็พอรับได้ ผมอภิปรายท่านฟังดูครับว่าชัดเจนท่านประธาน อย่าเพิ่งปิดไมโครโฟนผมนะครับ เรื่องนี้ ผมรับไม่ได้ เพราะผมในฐานะกรรมาธิการ คุณจะรู้สึกวันคุณลงเลือกตั้ง กว่าจะมานั่งในตรงนี้ได้ เช้าขึ้นมาคิดวาทกรรมมาด่าคนอื่น วันนั้นละคุณจะรู้ แค่เดินติดกาว เอาใบปลิวไป คุณจะสํานึก คุณอย่ามาพูดอย่างนี้ มันไม่เหมาะ ผมในฐานะกรรมาธิการนะครับท่านประธาน ต้องถอน อ้ายประเภทแดนไกล แดนไม่ไกลนี่ เช้าขึ้นมาก็คิดหาแต่ด่าคนอื่น สวัสดิการเท่ากัน ศักดิ์ศรีเท่ากัน คุณไม่อายเขาหรือ ผมถามตรง ๆ นี่ถามกันแบบผู้ชายถามผู้ชายนะ
ครูมานิตย์ครับพอแล้ว บรรยากาศกําลังดีนะครับ
พูดได้ครับ ผมไม่เคยลุกขึ้นประท้วง ด้วยครับ แล้วไม่มีความใส่ใจที่จะประท้วง แต่เรื่องนี้ผมรับไม่ได้ ความเป็นลูกผู้ชาย ผมเป็น กรรมาธิการ เห็นไหมท่านรัฐมนตรีชินวรณ์เขาอภิปรายดี ผมไม่เคยประท้วง พี่ชํานิ ศักดิเศรษฐ์ อภิปราย ผมไม่เคยประท้วง พี่ธนา ผมไม่เคยประท้วง กว่าเขาจะได้มานี่เขา เหนื่อยแสนสาหัสครับ อ้ายนี่มาอย่างสบายแล้วมาเที่ยวด่าคนโน้นคนนี้ ท่านประธานครับ วินิจฉัยด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
วินิจฉัยนะครับ ท่านสมชาย กรุณาอย่าได้พาดพิงไปถึงคนอื่นนะครับ เชิญท่านว่าต่อเลยครับ
ท่านประธานวินิจฉัย คําว่า แดนไกล แปลว่าอะไรครับ ท่านประธานวินิจฉัยว่าอย่างไรครับ ผมรับโทรศัพท์ทางไกลผม ท่านประธาน แล้วมีโทรศัพท์บอกว่าคนแดนไกลสั่งมา มันเป็นปัญหาอะไรครับท่านประธาน มันเดือดร้อนใจขนาดไหนครับท่านประธาน
ท่านอธิบายต่อนะครับ
นั่นสิครับ ผมเป็นห่วงท่านประธาน เพราะท่านประธานตีงูให้กากินไปเรียบร้อยแล้ว
ท่านอย่าได้มาถึงผมนะครับ
ผมกําลังอธิบายว่า สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้น ไม่แปลกใจครับท่านประธาน เพราะว่าท่านมีเสียงข้างมากท่านก็โหวตไป แล้วผมก็สนับสนุน บอกแล้วว่าทําให้สุดซอย อย่าไปทําแล้วครึ่ง ๆ กลาง ๆ เก้าอี้ก็ไม่พอ ๒๗๓ คน บวกกับ ๕๐๐ คน มัน ๗๗๓ คน ผมสนับสนุนอยู่แล้ว ให้สุดซอยครับท่านประธาน ๑. ให้มี ส.ส. ๕๐๐ คน ส.ว. ๒๐๐ คนมาจากการเลือกตั้งนะครับ ก็ทําไปสิครับ คุณสมบัติ ต่างกันนิดเดียว แค่อายุกับวุฒิปริญญาตรี ท่านทําไปผมไม่มีปัญหานะครับ ผมก็กราบเรียนว่า เมื่อท่านทําเสร็จเรียบร้อยผมก็จะมีหน้าที่ของผมในการทําให้เสร็จเหมือนกัน ก็ไม่มีปัญหา อะไรครับท่านประธาน ก็กราบเรียนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นโดยผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้อง บันทึกไว้ในสภาว่าสิ่งใดที่ทําแล้วไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง สิ่งใดที่อ้างว่า เป็นประโยชน์ แต่เป็นประโยชน์ส่วนตน สิ่งนั้นในวันหน้าก็ปรากฏครับท่านประธาน ผมห่วง แต่เพื่อน ส.ว. บางส่วนที่ท่านไปหลงใหลได้ความ ได้ปลื้มว่าจะได้ลงเลือกตั้งบ้าง ว่าจะได้สรรหา ต่อไปบ้าง ท่านจะได้รับรู้ความจริงครับท่านประธาน
ท่านสมชายครับ ท่านกฤช ประท้วงท่านนะครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกําแพงเพชร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ผมขอประท้วงท่านผู้อภิปราย จริง ๆ แล้ว ผมไม่อยากจะขึ้นมาประท้วงใด ๆ แต่ว่าผมเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง และท่านก็ได้พูดพาดพิงมาโดยตลอดเกี่ยวกับสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง และผมตั้งใจจะไปลงเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง แล้วการที่ผมจะลงเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง ไม่ได้หนักศีรษะใคร เพราะดังนั้นขอให้รักษามารยาทในการที่จะพูดถึงสมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้งด้วย ขอบคุณครับ
ครับ ท่านสมชาย ท่านอภิปรายเป็นแนวทางท่าน ท่านอย่าได้ไปพูดถึงคนอื่นเลยนะครับ เชิญครับ
ผมก็ห่วง ท่านประธานแล้วกันนะครับ ท่านประธานครับ
ท่านไม่ต้องห่วงผมหรอกครับ
ผมเป็นห่วง ท่านประธานคือท่านประธานมีกังวลอะไรครับ ท่านประธานครับ
ไม่ต้องห่วงผม
ไม่ต้องห่วงครับ ท่านประธานจะลงจังหวัดฉะเชิงเทรา
ขอบคุณมากครับ ท่านสมชายไม่ต้องเป็นห่วงผมเลย ผมนี่เอาตัวรอดได้ตลอดครับ อย่าห่วงผมเลยครับ เชิญครับ
ก็ไม่มีปัญหาครับ ท่านประธานครับ ผมก็ยินดีอย่างยิ่งครับที่พูดเพียงสั้น ๆ ว่าสิ่งที่ท่านชินวรณ์ได้เสนอนั้น เป็นเรื่องดีครับ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของการที่ขจัดส่วนแห่งการได้เสียนะครับ ซึ่งผมคิดว่ามีความจําเป็นอย่างยิ่งที่ต้องบันทึกไว้ในสภานะครับ ส่วนท่านจะมีความเห็น เป็นอย่างอื่นก็ไม่เป็นปัญหาครับ ก็ว่ากันไปตามที่ท่านมีเสียงข้างมาก ขอบคุณครับ ท่านประธาน
ครับ มีท่านใดประสงค์ จะอภิปรายอีกไหมครับ ท่านสุรศักดิ์ครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เดิมทีเดียวผมคิดว่าผมจะไม่อภิปรายนะครับ เพราะว่าผมได้เสนอให้ตัดมาตรานี้ แต่วัตถุประสงค์ของผมในการตัดมาตรานี้ไม่ใช่เหตุผล ตามที่ผู้สงวนคําแปรญัตติได้เสนอต่อที่ประชุม ท่านประธานได้อนุญาตให้คนอื่นอภิปรายแล้ว ผมขอความกรุณาท่านประธานให้ผมอภิปรายด้วยได้ไหมครับถึงแม้เขาจะตัดออก
ไม่เป็นไรครับ อนุญาต เป็นพิเศษครับ
ขอบพระคุณ มากครับ ท่านประธานครับ สั้น ๆ ไม่นานครับ
ครับผม
เหตุผล ที่กระผมไม่เห็นด้วยในการที่คงมาตรา ๑๓ ไว้นี่นะครับ รวมทั้งมาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ ทั้งหมดนี่นะครับ
ประการแรก ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมที่เสนอมาขัดแย้งต่อหลักการ และเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๕๐ และไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
ประการที่ ๒ กระบวนการตราร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมีปัญหามาตั้งแต่ วาระที่หนึ่ง ตั้งแต่การกําหนดระยะเวลาให้ผู้แปรญัตติที่ไม่ชัดเจนรวมทั้งการปิดประชุม ในวันนั้น ส่งผลให้สมาชิกรัฐสภาบางท่านเสียสิทธิในการแปรญัตติ
ประการที่ ๓ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้สร้างความร้าวฉาน ขัดกับนโยบายปรองดองที่รัฐบาลเสนอ
ประการที่ ๔ เกือบทุกมาตรามีการปิดกั้น มีการปิดการอภิปรายก่อนที่ผู้แปรญัตติ จะมีโอกาสชี้แจงต่อที่ประชุม เป็นการตัดสิทธิในการแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๕
ประการที่ ๕ การวินิจฉัยของประธานรัฐสภาและรองประธานรัฐสภา ขัดแย้งกันในเรื่องที่มีผู้เสนอให้ปิดอภิปราย
ท่านสุรศักดิ์ครับ เดี๋ยวมีผู้ประท้วงท่านนะครับ ท่านสุนัยครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม สุนัย จุลพงศธร ครับ ขออนุญาตประท้วงท่าน พลเรือเอก สุรศักดิ์ ที่ท่านอภิปรายมานั้นไม่ได้ เข้าอยู่ในที่ท่านสงวนไว้เลยนะครับ ผมเองตรงนี้ก็เห็นอกเห็นใจนะครับ เรากําลังคืนอํานาจ ให้ประชาชนโดยเร็วที่สุด อยากให้จากกันด้วยดีก็ขอให้ท่านอภิปรายในเนื้อหาเถอะครับ จะได้จบ ๆ กัน เพราะว่าเราต้องสามัคคีกันอีกครับ ในอนาคตครับ ขอบคุณครับ
ผมวินิจฉัยนะครับ ท่านสุรศักดิ์ครับ
จวนจะจบ ท่านประธานครับ
ได้ครับ เชิญครับ
ผมให้เหตุผลว่า ที่ให้ตัดมาตรา ๑๓ เหตุผลของผมมีอย่างนี้ทนฟังอีกหน่อยบทสรุปแล้วครับ เพื่อประโยชน์ ของพี่น้องประชาชน เมื่อสักครู่ถึงข้อ ๕ แล้วนะครับ การวินิจฉัยของประธานรัฐสภาและ รองประธานรัฐสภาขัดแย้งกันในเรื่องที่มีผู้เสนอให้ปิดอภิปราย
ประการที่ ๖ กรรมาธิการแก้ไขมาตรา ๕ ขัดกับหลักการที่รัฐสภารับหลักการ ในวาระที่หนึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขคุณสมบัติลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะสมัครเป็น สมาชิกวุฒิสภา
ประการที่ ๗ กรรมาธิการแก้ไขมาตรา ๑๒ วรรคสอง มิให้ ส.ส. ปฏิบัติหน้าที่ เกี่ยวกับการพิจารณาบุคคลเข้าดํารงตําแหน่งและถอดถอนตําแหน่ง ตอนนี้กรรมาธิการตกไป ข้อนี้ผมสิ้นข้อสงสัยนะครับ
ประการที่ ๘ การกําหนดให้วุฒิสภามีวาระ ๖ ปี
ท่านสุรศักดิ์ พอดีท่าน บรรยายสรุป
สรุปแล้วครับ ข้อสุดท้ายท่านประธานครับ
ได้ครับ
การกําหนดให้ วุฒิสภามีวาระ ๖ ปี เป็นการขัดกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ อย่างที่ไม่สามารถที่จะยอมรับได้ เพราะว่าในกรณีที่มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรอาจจะเกิดพร้อมกับการหมดวาระของสมาชิก วุฒิสภา เมื่อหมดวาระแล้วก็จะส่งผลกระทบต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๑๙ ว่าด้วยการแต่งตั้งผู้สําเร็จราชการ มาตรา ๒๓ ว่าด้วยการรับทราบหรือการให้ความเห็นชอบในการสืบราชสมบัติ ขัดแย้งกับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๙ ในการประกาศสงคราม ขอให้บันทึกไว้ในที่ประชุมครับ ขอกราบขอบคุณท่านประธานเป็นอย่างยิ่งที่ให้โอกาสผมชี้แจงครับ
ไม่มีผู้ใดที่จะอภิปราย ท่านจิตต์เชิญครับ
ขอ ๒ นาที ท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดมุกดาหาร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอเวลา เพื่อนสมาชิก ๒ นาทีครับ เนื่องจากว่าในมาตรานี้ผมก็ได้ยื่นแปรญัตติเช่นเดียวกันนะครับ เพราะฉะนั้นวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ผมก็ได้ลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วก็ถูกยื่นถอดถอน ๒ ครั้ง แล้วก็แก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๑ ผมก็เห็นด้วยกับรัฐบาลชุดก่อน แล้วในครั้งนี้ ครั้งที่ ๓ ผมก็ได้ลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญครับ แล้วในขณะนี้ผมก็ยื่นคําชี้แจงต่อ ศาลรัฐธรรมนูญ ผมพร้อมนะครับ ถูกฟ้องถูกร้องอย่างไรผมพร้อมครับ เหลือเวลาอีก ๖ เดือน ผมก็พร้อมที่จะขึ้นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อจะได้รู้ว่าสิ่งที่กระทําไปนี้ผิดหรือถูก ถ้าถูก ก็เป็นการดีถ้าผิดก็จะได้รู้ว่าสิ่งที่ทําไปมันผิดนะครับ ขอรับประกันนะครับ อันนี้ละครับ ท่านประธานผมดีใจมาก วันนี้ตั้งแต่วันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๑ เป็นต้นมา ผมดีใจนะครับ ที่ได้มีโอกาสคืนอํานาจให้ประชาชนแล้วในวันนี้ กราบขอบคุณท่านประธาน
ครับ ไม่มีผู้ใดอภิปรายแล้ว ผมขอปิดการอภิปรายนะครับ เพราะฉะนั้นท่านสมาชิกครับผมก็จะขอมติ ก่อนขอมติ ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมครับ ท่านสมาชิกครับ เนื่องจากว่าในมาตรา ๑๓ มีทั้ง มาตรา ๑๓/๑ แล้วก็มีอภิปรายไปแล้วผมจะขอมติแยกเป็นมาตรา ๑๓ และมาตรา ๑๓/๑ นะครับ แต่ระหว่างนี้ขอตรวจสอบองค์ประชุมครับ ขอตรวจสอบองค์ประชุมครับท่านมาแล้ว แสดงตนนะครับ
(นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
กรุณารวดเร็วครับ ผมจะ ขอถามแยกมตินะครับ ระหว่างมาตรา ๑๓ และมาตรา ๑๓/๑
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ถ้าท่านแสดงตนเรียบร้อย หมดแล้วส่งผลการแสดงตนนะครับ ๓๔๖ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ
ผมจะถามมติในประการแรกก่อนนะครับว่า เนื่องจากว่ากรรมาธิการ เสียงส่วนมากมีความเห็นไว้ในร่างรายงานนะครับ ถ้าท่านเห็นด้วยกับกรรมาธิการ ท่านกดปุ่มเห็นด้วย ถ้าท่านเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ท่านกดปุ่ม เห็นด้วย เพราะเนื่องจากว่ามีผู้แปรญัตติ ๑๒ กลุ่มด้วยกัน ถ้าท่านเห็นด้วยกับผู้ที่แปรญัตติ ๑๒ กลุ่ม ท่านกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ช้า ๆ นะครับ เอาอย่างนี้ครับ คําถามเดียว ถ้าท่านเห็นด้วยกับ กรรมาธิการเสียงส่วนมาก กดปุ่ม เห็นด้วย เอาแค่นั้นนะครับ ท่านเห็นด้วยกับกรรมาธิการ เสียงส่วนมาก ท่านกดปุ่ม เห็นด้วย ลบใหม่นะครับ ผมถามใหม่นะครับ ลบใหม่ ๆ ผมจะถาม อย่างนี้ ท่านผู้ใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก กดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่านผู้ใด เห็นด้วยกับผู้สงวน กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ไม่เข้าใจหรือครับ ผมถามใหม่ ถ้าท่านสมาชิกท่านใด เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ก็คือที่ให้คงไว้ในมาตรา ๑๓ ท่านกดปุ่ม เห็นด้วย เชิญท่านลงมติครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ทุกท่านลงมติเรียบร้อยแล้ว หรือยังครับ ลงมติเรียบร้อยแล้ว ปิดการลงมติ ส่งผลครับ มีท่านเห็นด้วยกับกรรมาธิการ เสียงเดียวนะครับ นอกนั้น ๓๖๙ เสียง ไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการนะครับ
เพราะฉะนั้นผมก็จะถามต่อไปนะครับในมาตรา ๑๓ ท่านผู้ใดเห็นด้วย กับผู้สงวนที่ขอตัดมาตรา ๑๓ ก็คือท่านนิรมิตและคณะ ท่านกดปุ่ม เห็นด้วย ลงมติได้เลย นะครับ เห็นด้วยกับท่านนิรมิต กดปุ่ม เห็นด้วย นะครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ลงมติเรียบร้อย ผมปิด การลงมติ ส่งผลครับ
(นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรสงคราม ได้ยืนและยกมือขึ้น)
เชิญท่านรังสิมา ยังไม่ลงมติ หรือครับ ใช้สิทธิว่าอย่างไรครับ
ท่านประธานคะ ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ไม่เห็นด้วยค่ะ
เป็น ๓๕ ท่านนะครับ ผู้เข้าประชุม ๓๘๒ ท่าน นับเพิ่มไป ๑ ท่านนะครับ ก็เห็นด้วยกับท่านนิรมิต ก็คือให้ตัด มาตรา ๑๓ ออก ๓๓๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๓๕ ท่าน งดออกเสียง ๑๐ ท่านนะครับ เป็นอันว่า ที่ประชุมให้ตัด มาตรา ๑๓ ออก
ต่อไปผมจะถามมติมาตรา ๑๓/๑ ถ้าท่านผู้ใดเห็นด้วยกับท่านนฤมล ก็คือ ให้มีมาตรา ๑๓/๑ ท่านกดปุ่ม เห็นด้วย นะครับ ถ้าท่านผู้ใดเห็นด้วยกับท่านนฤมล ก็คือให้มี มาตรา ๑๓/๑ กดปุ่ม เห็นด้วย เข้าใจหรือยังครับ เข้าใจนะครับ เห็นด้วยว่าควรจะต้องมี มาตรา ๑๓/๑ ท่านกดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าลงมติเรียบร้อยแล้วปิดการลงมติ ส่งผลครับ ผมถามใหม่นะครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมไม่เข้าใจคําถามท่านจริง ๆ ครับ จริง ๆ แล้ว ท่านควรจะให้เขาอภิปรายเสียก่อนเพื่อความเข้าใจนะครับ แล้วก็ค่อยลงมติ อยู่ ๆ ท่านก็มา ถามมติโดยสมาชิกไม่เข้าใจคงไม่ได้ครับ
อย่างนี้ครับท่านนฤมล อภิปรายไปนานแล้วครับ ท่านอภิปรายไปเรียบร้อยครับ เขาอภิปรายไปพร้อมกลุ่มเขามีกลุ่มเขา ๔-๕ คนนะครับ สรุปนะครับ เห็นด้วยกับท่านนฤมลก็คือเพิ่มมาตรา ๑๓/๑ เพียงแค่ ๓ ท่านนะครับ นอกนั้นบอกว่าไม่เอาด้วย ก็คือ ๓๔๖ ท่านล้างใหม่นะครับ เอาลงมติใหม่ครับ ผมถามใหม่นะครับ ถ้าท่านผู้ใดเห็นว่ามาตรา ๑๓/๑ ที่ท่านนฤมลเสนอนั้น ไม่เอานะครับ เอากลับแบบเก่า ถ้าท่านผู้ใดเห็นด้วยว่าควรจะมีมาตรา ๑๓/๑ ท่านกดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่าน ผู้ใดเห็นว่าควรจะมีมาตรา ๑๓/๑ กดปุ่ม เห็นด้วย ลงมติครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ลงมติเรียบร้อยยังครับ ถ้าเรียบร้อยแล้วปิดการลงมติ ส่งผลครับ ที่ประชุม ๓๕๔ ท่าน บอกว่าให้เพิ่มมาตรา ๑๓/๑ เพียง ๔ ท่าน นอกนั้นไม่เอาครับ ๓๔๐ ท่าน งดออกเสียง ๘ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๒ ท่าน นะครับ เป็นอันว่ามาตรา ๑๓/๑ ไม่มีนะครับ
ท่านสมาชิกครับ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญในการลงมติวาระที่สามนั้นต้อง เว้นวรรคไว้ ๑๕ วัน ซึ่งจะครบกําหนด ผมขอดูทั้งร่างอีกทีนะครับ เชิญท่านชินวรณ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ที่ผมได้อภิปรายสงวนความเห็นไว้ในมาตรา ๑๓ วรรคสาม ท่านประธานยังไม่ได้ถามเลยครับ
ผมถามเรียบร้อย เพราะจะมี กลุ่มทั้งหมด ๑๒ กลุ่ม ผมเอากลุ่มท่านนิรมิตขึ้นมา ปรากฏว่ากลุ่มท่านนิรมิตชนะ กลุ่มอื่น ก็ไม่ต้องพูดถึงแล้วครับ อันนี้ถูกต้องแล้วครับ
คนละกลุ่มกันเลยนะครับ
ผมรวมกลุ่มทั้งหมดเลยที่ แปรญัตติในมาตรา ๑๓ ทั้งหมด เมื่อแพ้ท่านนิรมิตกลุ่มอื่นก็ไม่ต้องพูดถึงแล้วครับ
มาตรา ๑๒ ท่านก็ไม่รวมกลุ่มผม นี่พอมาตรา ๑๓ ท่านก็ไม่รวมกลุ่มผมอีก เพราะกลุ่มผมเป็นหลักการของการขจัดส่วน ได้เสียครับ
รวมครับ เพราะเวลาถาม เราจะเป็นกลุ่ม กลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่ง กับกลุ่มที่เห็นด้วย กลุ่มที่เหมือนกัน กับอีกกลุ่มที่ ไม่เหมือนกัน กลุ่มที่ไม่เหมือนกันอาจจะมีเยอะอาจจะมีหลากหลาย แล้วก็ถ้ากลุ่มที่ หลากหลายชนะ เราก็มาเริ่มถามทีละอันครับ อันนี้ถูกต้องแล้วครับท่านครับ ถูกต้องครับ ท่านชินวรณ์ครับ
ฉะนั้นท่านประธานก็รับผิดชอบ ไปครับ
ผมรับผิดชอบครับ มาตรา ๑๒ ท่านดูทั้งร่าง มีท่านใดจะขอแก้ไขไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกขอแก้ไข)
ถ้าไม่มี ถือว่าที่ประชุม เห็นชอบแล้วครับ เชิญประธานคณะกรรมาธิการขอบคุณนะครับ หลายวันแล้วครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติครับ ในนามของคณะกรรมาธิการของรัฐสภา พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ก็กราบขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่ได้แสดง ความคิดเห็นและทําหน้าที่ของท่านอย่างดีที่สุด กรรมาธิการได้ชี้แจงหรือได้ตอบข้อข้องใจ ของท่านมีถ้อยคําไหนที่อาจจะล่วงเกินท่านบ้างก็ต้องกราบขออภัยนะครับ
ท่านสมาชิกครับ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ (๕) และข้อบังคับ ข้อ ๑๐๓ กําหนดไว้ให้รอไว้ ๑๕ วัน เมื่อพ้น กําหนดแล้วจึงจะให้รัฐสภาพิจารณาในวาระที่สามได้นะครับซึ่งจะครบกําหนด ๑๕ วัน ในวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๕๖ ท่านประธานรัฐสภาจะมีหนังสือแจ้งให้ทราบอีกทีว่าจะเป็นวัน ไหนครับ วันนี้ขอบคุณมากครับ พรุ่งนี้ประชุม ส.ส. นะครับ ขอบคุณมากครับ ผมขอปิด ประชุมครับ
เลิกประชุมเวลา ๐๑.๓๕ นาฬิกา
ของวันพฤหัสบดีที่ ๑๒ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๖