อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ หารือเรื่องการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง โดยเฉพาะมาตรา 5, 7 และ 11 และเสนอให้รัฐสภามีความอิสระในการพิจารณากฎหมาย และเรียกร้องการพิจารณาอย่างละเอียด โดยมีข้อเสนอที่สำคัญคือการออกกฎหมายภายใน 120 วัน หากไม่เสร็จให้ประธานสภานําร่างเสนอต่อนายกรัฐมนตรีลงพระปรมาภิไธย และขอให้คณะกรรมาธิการทบทวนไตร่ตรองด้วย
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ผู้แทนราษฎรจากจังหวัด นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา มีหลายมาตราที่ผมได้แปรญัตติ ไว้ แต่ไม่มีโอกาสได้อภิปราย เนื่องจากว่ามีการปิดอภิปรายเสียก่อน โดยเฉพาะในมาตรา ๕ และมาตรา ๗ ซึ่งเป็นมาตราที่มีความสําคัญ มาตรา ๑๑ นี้เป็นมาตราสุดท้ายที่กระผมได้ เสนอคําแปรญัตติและสงวนความเห็นเอาไว้ ในมาตรา ๑๑ เป็นบทบัญญัติใหม่ขึ้น ในกฎหมายฉบับนี้ และคณะกรรมาธิการก็ไม่ได้แก้ไขเลย ยกเว้น ใส่คําว่า ร่าง เข้าไปหน้า คําว่า พระราชบัญญัติ เพื่อให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น ในประเด็นนี้ก็ไม่ได้ขัดแย้งอะไรด้วย คําแปรญัตติของกระผมในมาตรา ๑๑ นี้ก็คือ การให้ตัดออกวรรคสองและวรรคสามทั้งหมด ผมได้นําเสนอคําแปรญัตติของผมต่อที่ประชุม คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเรื่องนี้ แล้วก็เมื่อคณะกรรมาธิการได้เปิดโอกาสให้ไปชี้แจง ก็ได้ไปชี้แจงแถลงเหตุผลมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่เนื่องจากว่าคณะกรรมาธิการเองก็มีบทสรุป ที่ค่อนข้างแข็งตัวอยู่แล้ว การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในที่ประชุมคณะกรรมาธิการระหว่าง กรรมาธิการกับผู้แปรญัตติก็เป็นเพียงพิธีกรรมเท่านั้นเองซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย วันนี้ผมมี ความตั้งใจที่จะอภิปรายในประเด็นนี้เพื่อโน้มน้าวให้คณะกรรมาธิการเปลี่ยนใจ และถ้ากรรมาธิการ ไม่เปลี่ยนใจก็จะโน้มน้าวให้เพื่อนสมาชิกรัฐสภาได้หันมาเห็นชอบกับคําแปรญัตติของกระผม ท่านประธานที่เคารพ ในวรรคสองที่คณะกรรมาธิการยังคงไว้ และผมเสนอให้ตัดออก มีความสําคัญมาก เนื้อหามีอย่างนี้ ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ให้รัฐสภาดําเนินการพิจารณาและให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง เสนอตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จ วรรคหนึ่งก็คือว่าให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอ ร่าง พ.ร.บ. นี้ต่อรัฐสภาภายใน ๓๐ วัน เมื่อมีวรรคสองขึ้นมา ความหมายของวรรคสองก็คือ การบังคับให้รัฐสภาต้องพิจารณาและให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. นี้ตามที่ ก.ก.ต. เสนอให้แล้วเสร็จภายใน ๒๐ วัน บังคับไว้เลย บังคับไว้เลยว่าจะต้องทําให้เสร็จภายใน ๑๒๐ วัน การบังคับคืออะไร ก็คือการเร่งรัดขีดกรอบเวลาให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาต้องทําตามนี้ให้แล้วเสร็จ สิ่งที่จะตามคืออะไรครับท่านประธาน สิ่งที่จะตามมาก็คือว่าภายในระยะเวลาที่ท่านกําหนดนี้ ก็จะต้องเร่งรีบ ต้องรวบรัดเพื่อที่จะให้เสร็จตามกําหนดเวลา สุดท้ายแม้ว่าในระหว่าง การพิจารณานี้มีความเห็นต่าง มีข้อมูลความคิดที่แตกแยกออกไปจากการเสนอของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผมเชื่อว่าสิ่งที่จะตามมาก็คือมีความพยายามที่จะรวบรัด แล้วก็ จะปิดกั้นการทําหน้าที่กันอีกเหมือนที่เราเผชิญกันอยู่ในเวลานี้ ถ้าสภาพเป็นอย่างนั้น ผมคิดว่าความปั่นป่วน ความวุ่นวายในการพิจารณาในแต่ละขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นวาระที่หนึ่ง วาระที่สองขั้นแปรญัตติ หรือวาระที่สาม ก็คงหนีไม่พ้นสภาก็จะวุ่นวายแล้วก็เกิดภาพที่เรา ไม่ปรารถนาจะเห็นกันอีก ประเด็นก็คือว่าทําไมจะต้องขีดกรอบเวลาไว้อย่างนี้ครับ คําตอบ ที่ผมพอจะค้นหาพบก็คือว่าก็เพื่อที่จะให้ทันกับการหมดวาระของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก การเลือกตั้งในชุดนี้ ก็คือเร่งให้ทันภายในวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๗ ท่านประธานครับ ๑๒๐ วัน ตามร่างนี้ นับแต่วันที่รัฐธรรมนูญนี้แก้ไขเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถ้าสมมุติว่าเสร็จเรียบร้อยกัน ภายในอีก ๑๕ วันข้างหน้าหรือ ๒๐ วันข้างหน้า แล้วก็เริ่มนับหนึ่งกันตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ ก็ลากไป ๑๒๐ วัน ก็จะไปสิ้นสุดเอาสิ้นเดือนมกราคม ๒๕๕๗ ประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา ก็อีกประมาณสัปดาห์หนึ่งหรือ ๒ สัปดาห์เป็นอย่างช้า ก็จะเหลือ ล่วงเข้าไปเดือนกุมภาพันธ์ ก็เฉียดฉิวกับเดือนมีนาคมเป็นอย่างยิ่ง ถ้าสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาได้พิจารณากฎหมายที่เข้าสู่การพิจารณาตามกระบวนการ ตามขั้นตอน พิจารณาตามสภาพความเป็นจริงอย่างเป็นอิสระ อย่างไม่มีการขีดกรอบเวลา หรือไม่มีใบสั่งใด ๆ นี่นะ ท่านประธานครับ ผมเชื่อเหลือเกินว่า ๑๒๐ วันนี้อาจจะไม่เสร็จ และคนที่จะนั่งร้องทุรนทุรายกับเรื่องนี้กับเรื่องนี้ก็คงหนีไม่พ้นสมาชิกวุฒิสภาที่ปรารถนา จะไปลงสมัครรับเลือกตั้งอีก ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ก็เลยต้องเขียนกฎหมายล็อกไว้ ในชั้นอีกชั้นหนึ่งในวรรคสองนี้ละครับ ว่ากฎหมายลูกชุดนี้จะต้องทําให้เสร็จตามกําหนดเวลา ผมไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดเช่นนี้ และต้องขอให้ตัดออกในวรรคสองนี้ เพื่อดํารงไว้ ซึ่งความเป็นอิสระของรัฐสภาในการดําเนินการพิจารณากฎหมาย ทั้งในชั้นของ สภาผู้แทนราษฎรและในชั้นของวุฒิสภา ผมมีเหตุผลประกอบเพิ่มเติม ๒ ประการครับ
ประการแรก ในวรรคแรกนี่เขียนไว้ชัดเจนอยู่แล้วนะครับ ว่าถึงอย่างไร เมื่อบทรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขนี้มีผลบังคับใช้เราก็จะต้องมาแก้ไขกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. แน่นอน เพราะองค์ประกอบในการมี ส.ว. นั้นมันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ก็ต้องแก้กฎหมายเพื่ออนุวัตรตามรัฐธรรมนูญ แล้วก็ได้เขียน ไว้ชัดเจนอยู่แล้วว่า กกต. นี่ต้องเสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. ภายใน ๓๐ วัน นี่มัดไว้ชัดเจนอยู่แล้ว รัฐสภาทําอย่างอื่นไม่ได้ ก็คือต้องพิจารณา เริ่มจาก ชั้นสภาผู้แทนราษฎรไปจนถึงชั้นวุฒิสภา ในความเห็นของผมก็คือ ก็ปล่อยให้กระบวนการ เสนอกฎหมายดําเนินไปตามกระบวนการของมันสิครับ ก็แต่ละสภาก็พิจารณากันไป วาระที่หนึ่งขั้นรับหลักการ จะอภิปรายถกเถียงกันอย่างไรก็ว่ากันไป วาระที่สอง วาระที่สาม เห็นชอบหรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับอื่น ๆ ที่ผ่านมาก็ไม่ได้ขีดกรอบเวลาไว้ สภาก็พิจารณากันได้ ไม่เพียงแต่กฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญ กฎหมายลูกอื่น ๆ ที่ต้องอนุวัตรตามรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้ขีดกรอบเวลาไว้ เราถึงเห็นว่ามีกฎหมายบางฉบับที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่าจะต้องออก ยังไม่ออกก็มีอีก จํานวนมาก ฉบับนี้ทําไมต้องล็อกเวลาไว้ นี่เป็นประเด็น
ประการที่ ๒ ซึ่งสําคัญมาก ผมเรียนกับท่านประธานว่าวันนี้เรายังไม่รู้เลย นะครับว่า เนื้อหาสาระที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจะเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาในวันข้างหน้านั้น เนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. นั้นมีรายละเอียดอย่างไร เหมาะสมหรือเปล่า มีเนื้อหาสาระ อะไรที่ไปเอื้อประโยชน์ให้กับใครคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่ หรือจะทําให้การเลือกตั้ง บริสุทธิ์ยุติธรรมตามที่พวกเราปรารถนากันหรือไม่ เนื้อหาสาระเหล่านั้นเรายังไม่เห็น กันเลยครับ เรามาขีดกรอบเวลา ๑๒๐ วันเสียแล้ว ให้กระบวนการเสร็จสิ้นทั้งชั้น สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ผมถึงคิดว่านี่เป็นเรื่องที่แต่ละสภาจะต้องมีโอกาส ในการพิจารณา ไม่ใช่พิจารณากันอย่างลวก ๆ นะครับ สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาเป็น สภาแห่งชาติ ทําแบบนั้นไม่ได้หรอกครับ ผมถึงไม่เห็นด้วยกับการคงไว้ซึ่งวรรคสอง ของมาตรา ๑๑
ทีนี้มาวรรคสาม วรรคสามนี่ยิ่งเป็นเรื่องที่น่าเกลียดน่ากลัว วรรคสามบอกว่า เมื่อครบกําหนดระยะเวลาตามวรรคสอง คือ ๑๒๐ วันนะครับ หรือมีเหตุอื่นใดทําให้รัฐสภา ไม่สามารถพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จ ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรนําร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว ที่สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบเสนอต่อนายกรัฐมนตรีนําขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อม เพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยและให้นําความในมาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาใช้บังคับโดยอนุโลม ผมขออภิปรายเหตุผลประกอบ โดยแยกแยะแบบนี้ในวรรคหนึ่ง วรรคสองนี้เขียนล็อกไว้แน่นหนาแล้วนะครับว่าจะต้องออก กฎหมายนี้ให้ทัน ออกทันตามกําหนดเวลา วรรคสามที่กระผมเพิ่งอ่านเมื่อสักครู่นี้ก็เป็นการเขียน ผูกล็อกไว้ชั้นหนึ่งอีก เพื่อทําให้กฎหมายลูกนี้เสร็จภายในที่ตัวเองต้องการ คือทันต่อการ สิ้นอายุของ ส.ว. เลือกตั้งที่จะหมดวาระในวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๗ ท่านประธานครับ สาระสําคัญของ วรรคสามนี้อยู่ตรงนี้ครับ ก็คือว่าถ้ายังทําไม่เสร็จตาม ๑๒๐ วันในวรรคสอง หรือมีเหตุอื่น ทําให้รัฐสภาไม่สามารถพิจารณาร่างกฎหมายลูกฉบับนี้แล้วเสร็จ ก็ให้ประธานสภานําร่าง ที่ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรเสนอให้นายกรัฐมนตรีนําขึ้นทูลเกล้า ทูลกระหม่อมลงพระปรมาภิไธยได้เลย เขียนไว้อย่างนี้ผมมีสมมุติฐาน ๒ ประการ ๑. คน เขียนมั่นใจนะครับว่าสภาผู้แทนราษฎรจะให้ความเห็นชอบกับร่างกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญนี้แน่นอน ก็คือผ่านสภาผู้แทนราษฎรแน่นอน แล้วก็เชื่อด้วยว่าผ่านได้เร็วด้วย ดีไม่ดี เพราะว่าเสียงข้างมากของสภานี้เป็นของรัฐบาล แล้วก็พร้อมที่จะสนองให้กฎหมายลูกนี้ รีบออกมาบังคับใช้อยู่แล้ว ถ้ามองแบบสุดขั้วนะครับท่านประธาน ก็เป็นไปได้ว่าถ้าเห็นว่า ร่างที่ กกต. เสนอเข้ามาในชั้นรับหลักการนี้ ดูแล้วสถานการณ์ไม่มีอะไรมาก ก็อาจจะรวบรัด ๓ วาระไปเลยก็เป็นไปได้ นั่นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ คนที่เขียนร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่มั่นใจว่าเมื่อผ่านสภาผู้แทนราษฎร ไปแล้ว จะไปมีอุปสรรคขวางกั้นอยู่ในชั้นวุฒิสภาหรือไม่ เพราะในวุฒิสภานั้นเสียงคัดค้าน กับเสียงสนับสนุนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันก็ก่ํากึ่งกันอยู่ มีทั้งเห็นด้วย มีทั้ง ไม่เห็นด้วย คนเขียนก็เลยไม่มั่นใจว่าไม่รู้ว่าจะเกิดอุบัติเหตุในขั้นตอนไหนของการพิจารณา ของวุฒิสภา อาจจะไม่รับหลักการ อาจจะมีการไปแปรญัตติกันยืดยาวในชั้นของวาระที่สอง หรืออาจจะไม่ให้ความเห็นชอบในวาระที่สามก็ได้ เพราะฉะนั้นก็เลยตัดตอนเสียเลยครับ ตัดตอนเสียเลยโดยการเขียนวรรคสามดักคอไว้ก่อนว่า ไม่ว่าวุฒิสภาจะเห็นชอบหรือไม่ ไม่ว่าจะพิจารณากันในชั้นวุฒิสภาจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะแก้ไขให้แตกต่างไปจาก สภาผู้แทนราษฎรอย่างไร จนกระทั่งอาจต้องกลับมาตั้งกรรมาธิการร่วมกันระหว่าง ๒ สภา หรือไม่ เขาเขียนล็อกไว้เลยว่าจะไม่มีผลหยุดยั้งในการออกกฎหมายฉบับนี้ได้ พูดง่าย ๆ ก็คือว่าต้องทําคลอดกฎหมายฉบับนี้ให้ทันให้ได้ มันก็น่ากลัวเลยครับ เพราะนี่เป็นการหักดิบ เป็นการตัดตอนกระบวนการของรัฐสภาอย่างน่าหวาดกลัว นําเข้ากฎหมายที่ผ่าน ความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรเพียงชั้นเดียว ก็สามารถที่จะนําขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อม เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยได้ ถามว่านี่กระบวนการของรัฐสภาเสร็จสิ้นแล้วหรือครับ มันไม่ใช่ นี่คือการตัดตอน นี่คือการหักดิบเอาแต่ได้ เขาไม่สนใจด้วยซ้ํานะครับว่าบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยการตราพระราชบัญญัตินี้เขียนไว้อย่างไร ท่านประธานลองไปดูเถอะครับ ตั้งแต่มาตรา ๑๔๒ ถึงมาตรา ๑๕๕ มันมีกระบวนการในการพิจารณาพระราชบัญญัติ ประเภทต่าง ๆ เอาไว้ มีเงื่อนเวลาที่กําหนดไว้ เงื่อนเวลาที่กําหนดไว้สําหรับพระราชบัญญัติ ที่เป็นงบประมาณรายจ่ายประจําปีก็มีเงื่อนเวลาที่กําหนดไว้ อันนั้นเป็นเรื่องเฉพาะ ในแต่ละ ฉบับอื่น ๆ กฎหมายปกติธรรมดาก็มีเงื่อนเวลาไว้ วุฒิสภาจะมีอํานาจหน้าที่ในการกลั่นกรอง กฎหมายก็มีเงื่อนเวลาว่าตัวเองจะเอากฎหมายไว้ในชั้นของตัวเองได้เท่าไร ๒๕ วัน ๓๐ วัน ก็มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนี้กําหนดไว้ชัดเจนอยู่แล้ว วันนี้เรามาตั้งเงื่อนไขกันเป็นพิเศษอีก สําหรับกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งผมคิดว่าการเอาเงื่อนไขของมาตรา ๑๑ วรรคสามนี้มาเป็นการ มาลบล้างกระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาและรัฐสภาทั้งหมด ทําได้ หรือครับ ยิ่งไปกว่านั้นก็คือว่า ในท่อนท้ายของวรรคสามที่บอกว่า ให้นําความในมาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาใช้บังคับโดยอนุโลม อันนี้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมาก ท่านประธานที่เคารพครับ กฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบ ของรัฐสภาตามมาตรา ๑๕๐ นั้นคืออะไร ที่จะต้องผ่านมาตรา ๑๕๐ นั้นก็คือว่ากฎหมายนั้น ต้องผ่านทั้งสภาผู้แทนราษฎรและผ่านทั้งวุฒิสภาตามกระบวนการนี้แล้วเสร็จ กระบวนการ ที่เขาบัญญัติไว้เช่นนี้ก็เนื่องจากว่ารัฐสภาก็คือสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา มันจะไปอ้าง เอาเฉพาะชั้นใดชั้นหนึ่งเป็นรัฐสภาไม่ได้ แต่เขียนไว้แบบนี้เท่ากับว่าตัดวุฒิสภาออกจาก รัฐสภา ซึ่งในความเห็นของผมทําไม่ได้ เพราะองค์ประกอบนั้นมันหายไปครึ่งหนึ่ง วันนี้ ผมคิดว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการซึ่งเป็นผู้ควบคุมเสียงข้างมากในกรรมาธิการวิสามัญ ชุดนี้จะต้องกลับไปทบทวนละครับ ต้องไปดูนะครับ ใช้มันสมองของท่านที่มีอยู่ไปทบทวน ไตร่ตรองดูเถอะครับ ไตร่ตรองดูในประเด็นนี้ครับ ประเด็นมาตรา ๑๕๑ ที่ท่านอนุโลมให้ใช้ มาตรา ๑๕๑ เมื่อสักครู่นี้ท่านสมาชิกวุฒิสภาที่อภิปรายไปก่อน ผมได้อ่านให้ที่ประชุมแห่งนี้ ฟังแล้ว กระผมจะไม่เสียเวลาที่จะอ่านอีกครั้งหนึ่ง แต่สาระสําคัญของมาตรา ๑๕๑ ที่ท่าน ต้องการจะขออนุโลมมาใช้นั้นเป็นเรื่องของกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบกับ ร่างพระราชบัญญัติที่นําขึ้นทูลเกล้าฯ และมีกระบวนการในการพระราชทานคืนมา หลังจากนั้นเมื่อทรงไม่เห็นด้วยและพระราชทานกลับคืนมาแล้ว ขั้นตอนของกระบวนการ ที่จะต้องทําคืออะไร ก็คือการกลับเข้ามาสู่รัฐสภาต้องปรึกษาหารือกันใหม่ ที่ประชุมรัฐสภา คืออะไร ก็คือที่ประชุมร่วมกันของ ส.ส. และ ส.ว. ถ้าเป็นในกรณีที่วุฒิสภาทํากฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. ไม่เสร็จตามกําหนดเวลา และประธานสภาผู้แทนราษฎรนําเอากฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร นําขึ้นทูลเกล้าฯ แต่ฝ่ายเดียวนั้น เมื่อพระราชทานกลับคืนมาก็ต้องนําเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา ถามสักคําเถอะครับว่าวุฒิสภาจะทําหน้าอย่างไร จะนั่งอยู่ในที่ประชุมรัฐสภาพิจารณา กฎหมายที่ไม่ได้ผ่านความเห็นชอบที่ครบถ้วนกระบวนความของรัฐสภากลับมาให้รัฐสภา พิจารณาอย่างนั้นหรือ ท่านประธานที่เคารพครับ ในกระบวนการที่พระราชทานคืนมานั้น ผมคิดว่ายังจะต้อง ใช้เสียงของรัฐสภา ๒ ใน ๓ ในการยืนยัน ถ้าหากว่าท่านจะเร่งรัด ท่านจะรีบร้อนกันจริง ๆ ๒ ใน ๓ นั้น แน่นอนละครับ ต้องเป็นเสียงของสมาชิกวุฒิสภาด้วย ก็ถามคําถามเดียวกันว่า สมาชิกวุฒิสภายอมหรือครับ ยอมรับรองกับร่างกฎหมายที่ผ่านเฉพาะชั้นของ สภาผู้แทนราษฎรเพียงชั้นเดียวแล้วก็ยืนยันกลับไป ไม่เป็นเหตุเป็นผลเลยครับ และเมื่อสักครู่นี้ ท่านสมาชิกวุฒิสภาท่านก็ได้ตั้งข้อสังเกตแล้วว่านี่เป็นการกระทําที่ไม่เหมาะสมและไม่บังควร ด้วยซ้ํา ท่านประธานที่เคารพครับ ผลที่จะเกิดขึ้นก็คือว่าในการพิจารณาของกฎหมาย ที่นําเสนอกันอย่างไม่รอบคอบเช่นนี้มีเป้าหมายเพียงเพื่อที่จะทําให้กฎหมายเสร็จโดยเร็ว เพื่อไปสนองรับกับผลประโยชน์เฉพาะหน้านี้ มันได้ทําลายกระบวนการของรัฐสภา ซึ่งผม คิดว่าคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก โดยเฉพาะท่านประธานคณะกรรมาธิการจะต้อง ทบทวนนะครับ และเพื่อนสมาชิกรัฐสภาที่นั่งอยู่ในที่นี้ก็น่าที่จะร่วมกันทบทวนกับกระผม กฎหมายมาตรานี้ถ้าให้มองเผิน ๆ บอกว่าก็แค่ใส่คําว่า ร่าง เข้าไปตัวเดียวไม่ได้มีการแก้ไขอะไร มากมาย แต่ผลกระทบมันกว้างขวางรุนแรงอย่างที่กระผมได้นําเรียนกับท่านประธาน กระผมจึงไม่อาจปล่อยให้คณะกรรมาธิการได้คงบทบัญญัติในวรรคสองและวรรคสาม ของมาตรา ๑๑ นี้ไว้ แล้วก็ขอให้ที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ลงมติไม่เห็นชอบด้วย กับคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ครับ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ