รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๐ · ๑๑ กันยายน ๒๕๕๖

สุรศักดิ์ ศรีอรุณ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการแปรญัตติตัดมาตรา 11 ออก โดยเน้นย้ำถึงการปฏิวัติรัฐประหารและอํานาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญที่ไม่ได้อยู่ในมือรัฐสภา และเรียกร้องให้กรรมาธิการพิจารณาอย่างรอบคอบ นอกจากนี้ยังอ้างว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ขัดหลักการของวาระที่หนึ่ง และไม่เหมาะสมที่จะแก้ไขเพื่อผลประโยชน์ของผู้นั่งอยู่ในที่ประชุม

พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณา สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้ขอแปรญัตติ ตัดมาตรา ๑๑ ออก กระผมมีเหตุผลดังต่อไปนี้ครับ

เหตุผลประการที่หนึ่ง สมาชิกรัฐสภาไม่มีอํานาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญ และท่านประธานคงเข้าใจนะครับว่าอํานาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญนั้น มันมีอยู่ ๒ อย่าง ด้วยกันนะครับ คือ ๑. คือพวกที่ทําการปฏิวัติรัฐประหารแล้วก็มาฉีก ซึ่งเป็นกระบวนการ ซึ่งไม่ถูกต้อง แต่ก็เป็นที่น่าแปลกท่านประธานครับ ทุกครั้งที่มีการปฏิวัติรัฐประหาร ผมไม่เห็นผู้ใดในสภานี้ออกไปยื่นต่อต้าน เห็นแต่คนเอาดอกไม้มาให้ เพราะฉะนั้นก็เที่ยวหน้า ถ้าเผื่อมีอย่างนี้อีกก็ขอกราบเรียนท่านประธานว่าจะต้องช่วยให้พวกเราออกไปต่อต้าน ท่านประธานครับ อํานาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญอีกอํานาจหนึ่ง ก็คือมาจากพี่น้อง ปวงชนชาวไทย ข้อความอันนี้ปรากฏชัดในคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและปรากฏชัด ในรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ในอารัมภบทนะครับ ท่านประธานครับ จะเขียนไว้นะครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ผ่านการทําประชามติโดยประชาชน ๑๔ ล้านเสียง ผมพูดซ้ําแล้วซ้ําอีก อันนี้นะครับ ด้วยความมุ่งหวังว่าให้กรรมาธิการได้ฉุกคิดว่าสิ่งที่ท่านกรรมาธิการกําลังกระทํา อยู่นี้ ท่านอาจจะมองเห็นเป็นเรื่องเล็ก อาจจะมองเห็นว่ารัฐบาลที่แล้วก็แก้ไป ๒ มาตรา ไม่เห็นมีอะไร เที่ยวนี้แก้แค่นี้จะเป็นจะตายไปเชียวหรือนะครับ ซึ่งผลกระทบมันเยอะนะครับ ในเมื่อเราไม่มีอํานาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญ เราจะแก้ไขได้ในมาตรา ๒๙๑ แต่ตรงนั้น ดุลยพินิจของหลายคนก็เห็นว่าการแก้ครั้งนี้ไม่เหมือนกับการแก้ครั้งที่ผ่านมา เพราะมันไป กระทบดุลยภาพในการถ่วงดุล ในการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ผมเองก็พยายาม โน้มน้าวกรรมาธิการและเพื่อนสมาชิกรัฐสภาหลายท่านนะครับ ในการโหวตมาตราที่ผ่านมา เสียงข้างนอกไม่สามารถจะเอาชนะเสียงข้างมากได้ แต่ยังไม่สาย เกินไปครับ ท่านประธานครับ ถ้าสมมุติว่าท่านประธานฟังคําชี้แจงของผมด้วยความใจเย็น และด้วยความเป็นธรรม และด้วยความรักประเทศชาติ รักระบอบประชาธิปไตยของเรา เรายังมีโอกาสที่จะยกเลิกทั้งหมดนะครับแล้วก็ไปทํามาใหม่นะครับ

เหตุผลประการที่ ๒ กรรมาธิการได้แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขัดกับ หลักการในวาระที่หนึ่งหลายข้อ และท่านกล่าวหาผมว่าการแปรญัตติของผมขัดหลักการ ของท่านนี่ขัดแบบชัด ๆ เห็นที่ชัด ๆ ที่สุดก็คือการที่ไปแก้ไขคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ของสมาชิกวุฒิสภา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เรามีสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ฉบับนั้นหลายคนก็ชอบว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด แต่มันตายเสียก่อนแล้วนะครับ ในมาตรา เกี่ยวกับลักษณะต้องห้าม บุพการี คู่สมรส เขาไม่ให้มาลงครับ ท่านก็ไปแก้ตรงนี้นะครับ ซึ่งไม่อยู่ในหลักการตอนที่ผ่านวาระที่หนึ่ง อันนี้เป็นข้อ ๑ หลักการข้อ ๒ เรื่องการขัดกัน แห่งผลประโยชน์ ถ้าสมมุติว่าทางสภานี้ผ่านร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขฉบับนี้ ผมคิดว่ามันเป็น ประวัติศาสตร์อันน่าละอายของประเทศไทยที่เราแก้รัฐธรรมนูญเพื่อผลประโยชน์ของคนที่นั่ง อยู่ในที่นี่ สิทธิในการที่จะไปสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา แต่เดิมไม่มีนะครับ ขณะนี้ เรากําลังไปเขียนว่าให้มีสิทธิ ในแง่กฎหมายถือว่าท่านกระทําความผิดครบองค์ประกอบแล้ว ถ้าเผื่อจะถูกถอดถอน สมควรที่จะถูกถอดถอนครับเพื่อรักษาไว้ซึ่งบ้านซึ่งเมืองนะครับ ท่านประธานครับ เหตุผลประการที่ ๒ ในวรรคหนึ่งมีข้อความว่า ให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งดําเนินการเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขฉบับนี้ใช้บังคับ ท่านประธานก็ทราบใช่ไหมครับว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง ชุดปัจจุบันนี้ท่านจะหมดวาระลงพร้อมกันในวันที่ ๓๐ กันยายนที่จะถึงนี้ ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๒๓๔ ให้ดําเนินการสรรหาคณะกรรมการการเลือกตั้งใหม่ภายในเก้าสิบวัน ถ้าสมมุติว่าท่านประธานและกรรมาธิการไปกําหนดว่าให้กรรมาธิการ ให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งจัดทําร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน ผมคิดว่ามันจะไม่ไปสอดรับ กับเงื่อนไขเวลาที่คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดใหม่จะต้องเข้ามา เขาจะถูกกดดัน ไม่ทราบว่ากรรมาธิการได้มองตรงนี้ถี่ถ้วนละเอียดหรือเปล่า เพราะว่าผมไม่ได้ยินคําชี้แจง ตรงนี้นะครับ เพราะฉะนั้นยังมีโอกาสอยู่ครับ ก็ได้กรุณานําเงื่อนเวลาแล้วก็การที่ คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดปัจจุบันนี้จะต้องพ้นวาระไปทั้งคณะ ๙๐ วันตามกฎหมาย กําหนดนะครับ ถ้าสมมุติว่าเราไปเร่งรัดให้เขาทําให้เสร็จภายใน ๓๐ วัน ผมคิดว่าจะเป็น การที่จะกดดันและเป็นอํานาจซึ่งไม่มีในรัฐธรรมนูญนะครับ รัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อํานาจไว้ ในการที่จะไปกําจัดความยืดหยุ่นของกาลเวลา ท่านประธานครับ ท่านประธานคงจําได้ว่า สภาแห่งนี้ได้เคยเห็นชอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑) พุทธศักราช ๒๕๕๔ ซึ่งให้ไว้เมื่อวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๔ ท่านประธานดูให้ดีจะเห็นชัดครับ ในมาตรา ๗ ของร่างแก้ไขซึ่งผ่านสภาตัวนี้นะครับ เขาเขียนไว้ว่า ให้รัฐสภาดําเนินการ พิจารณาและให้ความเห็นชอบการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา เพื่อให้เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญนี้ให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ปี อันนี้คือบรรทัดฐานนะครับ ครั้งก่อนนี้เราแก้ไข รัฐธรรมนูญเราให้เวลา ๑ ปี ครั้งนี้ท่านให้เวลา ๓๐ วัน บวกกับอีก ๑๒๐ วันในวรรคสอง ผมคิดว่าตรงนี้ก็เลยทําให้สิ่งที่เพื่อนสมาชิกรัฐสภาหลายท่านเป็นห่วงว่ามีอะไรเป็นแรงดลใจ ให้ต้องมีการรีบรับ รีบเร่ง กดดันทุกอย่าง ปิดอภิปรายทั้ง ๆ ที่ผู้เสนอคําแปรญัตติ ยังไม่ได้อธิบาย ยังไม่ได้ใช้สิทธิที่รัฐธรรมนูญรับรองแล้วในการอภิปราย เป็นครั้งแรก ในประวัติศาสตร์ของสภาไทยก็ได้นะครับ มันทําให้เกิดปัญหาครับ ในเมื่อเรามีบรรทัดฐาน อยู่แล้ว แล้วก็ผ่านสภาแห่งนี้ด้วยนะครับ ไม่ควรที่จะให้บรรทัดฐานนี้เปลี่ยนไป ท่านประธาน อย่าลืมนะครับว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายใหญ่ของประเทศ ผมไม่อ่านซ้ําอีกแล้วนะครับ คราวที่แล้วผมก็ได้อ่านแล้วว่าสถิติการเลือกตั้งหรือว่าความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนที่มี ต่อสมาชิกวุฒิสภานั้นเขามองอะไร เขาหวังอะไรนะครับ ท่านประธานครับ ความในวรรคที่ ผมอ่านไปเมื่อสักครู่นี้นะครับว่าให้คณะกรรมการเลือกตั้งดําเนินการร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้บังคับนะครับ อันนี้ขัดกับ มาตรา ๑๓๘ เพราะในร่างแก้ไขของกรรมาธิการในวาระที่หนึ่งท่านไม่ได้ขอแก้ไข รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๑๓๘ ในมาตรา ๑๓๘ (๑) มีเรื่องเกี่ยวกับพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิก วุฒิสภาถ้าไม่ได้แก้ไขตรงนี้นะครับ เพราะฉะนั้นในมุมมองของผม ผมถือว่าท่านกรรมาธิการ ได้แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขัดกับหลักการซ้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับ ท่านประธานครับ ในวรรคสองที่กรรมาธิการแก้ไขนะครับ กําหนดให้รัฐสภาดําเนินการพิจารณาและให้ ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน ๑๒๐ วัน อันนี้ผมได้ชี้แจงไปตอนต้นแล้ว นะครับว่าแต่เดิมเราเคยใช้เวลาถึง ๑ ปีในการทํา แต่ครั้งนี้ท่านไปรวบรัดให้เหลือเพียงแค่ ๑๒๐ วัน ก็เป็นการส่อเจตนาว่าท่านแก้ครั้งนี้เพื่อประโยชน์ตัวของเพื่อนท่าน พวกพ้องท่าน เหมือนที่เราพูดนะครับว่าเป็นการผลัดกันเกาหลังที่ว่า ท่านประธานครับ วรรคสาม หลายท่านก็ได้ให้ความเป็นห่วงแล้วนะครับ การที่เราจะให้รัฐสภานี้นําร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งยังไม่ได้รับการแก้ไขปรับปรุงให้ถูกต้องและสมบูรณ์ทูลเกล้าฯ ถวายทรงลงพระปรมาภิไธย และเมื่อไม่ลงมาภายในระยะเวลาที่กําหนดก็จะอนุมัติใช้เลย ผมคิดว่าสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน มีความจงรักภักดีและมีความเคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์นะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ ผมอยากจะให้กรรมาธิการอ่านหลาย ๆ ครั้ง ถ้าเห็นว่ามันจะสร้างปัญหาให้กับประเทศชาติ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขนั้น มันยังไม่สายเกินไปที่ท่านจะถอนทั้งหมดออกไป แล้วเสนอเข้ามาใหม่เราใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้มา ๕ ปีกว่าแล้วครับ ปัญหาไม่ได้เกิดจากรัฐธรรมนูญนะครับ ปัญหาเกิดจากบุคคล บางกลุ่มซึ่งผูกใจเจ็บว่าถูกปฏิวัติ ถูกทําให้สูญเสียอํานาจ แล้วไม่ดูตัวเองครับ ประเทศไทย เราก็มีผู้ที่ถูกปฏิวัติรัฐประหารต้องไปนอนต่างประเทศหลายคน แต่ทุกท่านที่เสียอํานาจไป นะครับจิตสํานึกของเขายังมีความรักประเทศ เขาไม่ทําร้ายประเทศครับ ก็เป็นบาปเคราะห์ ของประเทศไทยในวาระนี้ที่บ้านเมืองเราต้องแยกแตกแยกนะครับ แม้แต่ในสภานี้ก็เช่นกัน ท่านประธานครับ เราอยู่กันมา ๕ ปีกว่านะครับ ไม่มีปัญหาในการพิจารณาพระราชบัญญัติ ทุกฉบับนะครับ พอเรานําร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เข้ามา ท่านประธานก็เห็นครับว่า แตกแทบจะเป็นเสี่ยง สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง มาจากการสรรหา ซึ่งเราทํางาน ด้วยกันมาค่อนข้างจะไปด้วยดุลยภาพอย่างที่ผมพูดแล้วพูดอีกก็มีอาการที่ต้องขัดแย้งกัน แต่เดิมผมอยู่มาหลายปีเราไม่เคยประท้วงกันนะครับ ครั้งนี้ก็มีการประท้วงกันเอง ผมจะจบ แล้วครับท่านประธาน ผมขอสรุปอีกครั้งนะครับ ผมขอกราบวิงวอนท่านกรรมาธิการ และเพื่อนสมาชิกรัฐสภาทุกท่านครับ อนาคตของประเทศ อนาคตของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุขขึ้นอยู่ในมือของพวกท่านครับ ท่านได้สาบานตนต่อที่ประชุม อันศักดิ์สิทธิ์นะครับ ว่าท่านจะรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ ท่านจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ท่านจะไม่อยู่ภายใต้อาณัติความผูกมัดมอบหมายของผู้ใด ท่านควรจะมีความหยิ่ง ในศักดิ์ศรี ท่านต้องใช้สติสัมปชัญญะและความรักชาติที่ท่านมีอยู่ในการพิจารณาครับ ผมขอครั้งสุดท้ายครับ ขอให้กรรมาธิการและเพื่อนสมาชิกรัฐสภาทุกท่านไม่รับ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขฉบับนี้ ขอบคุณครับ