รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๐ · ๑๑ กันยายน ๒๕๕๖

สมชาย แสวงการ หารือเรื่องการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดจากความรีบเร่งในการเขียนร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา และเรียกร้องให้มีการปฏิรูปทุกด้านของประเทศ รวมถึงการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวุฒิสภา และมาตรา 151 ที่บังคับให้พระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธยพระราชทานคืนร่างพระราชบัญญัติใน 30 วัน หากไม่ลงพระปรมาภิไธยให้นายกรัฐมนตรีประกาศใช้เป็นกฎหมาย

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภาสรรหาจากภาควิชาชีพ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมแปรญัตติและสงวนคําแปรญัตติในมาตรา ๑๑ ซึ่งก็เป็นความเห็นที่แตกต่างจากคณะกรรมาธิการ แต่ผมต้องกราบเรียนว่ามาตรานี้ มีความสําคัญและกระทบกระเทือนจิตใจของผมและเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาอย่างยิ่งครับ ท่านประธาน เหตุผลที่ต้องกล่าวกับท่านประธานว่ากระทบกระเทือนใจกับเพื่อนสมาชิก วุฒิสภาอย่างยิ่ง มีเหตุผลที่จะนําเรียนกับท่านประธานและที่ประชุมแห่งนี้ รวมถึง พี่น้องประชาชนที่ติดตามการถ่ายทอดสดอยู่นะครับ ด้วยความเร่งรีบ ร้อนรน เป็นเหตุผล หลักที่ทําให้การร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งมีอยู่ ๓ ฉบับ ประกอบด้วยร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ว่าด้วยที่มาคุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภา และมาตรา ๖๘ ว่าด้วยการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อพบการล้มล้างการปกครอง และรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ว่าด้วยการเสนอเรื่องที่เซ็น สนธิสัญญากับต่างประเทศเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาทั้ง ๓ ร่าง มีความรีบเร่ง ผมจะไม่กล่าวซ้ําไป อีกว่าทําจากแท่นพิมพ์แท่นเดียวกัน ผิด ผิดเหมือนกัน ขีดลายเซ็น ขีดลายเซ็นเหมือนกัน ซึ่งผมเคยได้เรียนต่อที่ประชุมไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อคราวประชุมในวาระที่หนึ่ง แต่นั่นละครับ ไม่เป็นอะไรครับ ความรีบเร่งตรงนั้นมันก็เป็นหลักฐานที่พบร่องรอยเต็มไปหมดเลยครับ ท่านประธาน ฉบับที่เขาเรียกว่าผลัดกันเกาหลังนั้นมันก็มีร่องรอยอยู่จริงครับ อันนั้นก็ไปว่ากันในศาล ไม่ว่าจะเป็นการสลับกันระหว่างท่านสมาชิกวุฒิสภากับ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการผลัดกันเซ็นนํา แต่ว่าในร่างแนบท้ายในร่างที่มันเป็น อันเดียวกันครับ เซ็นร่วมกันมาหมด ๓๐๐ กว่าคนมันคือเรื่องเดียวกัน มันเป็นการเสนอ กฎหมายร่วมกันครับท่านประธาน แต่สิ่งที่ความรีบร้อน เร่งรีบ ที่ผมกราบเรียนแล้ว มันทําให้เกิดความบกพร่องมากมาย และผมคิดว่ามันจะเป็นปัญหาในอนาคต ผมกราบเรียน ท่านประธานและท่านกรรมาธิการหลายครั้งครับว่า ณ วันหนึ่งประเทศไทยซึ่งมีความขัดแย้ง ยาวนานมาตั้งแต่ ปี ๒๕๔๘ จนบัดนี้ ๘-๙ ปีแล้ว เรามีทั้งความเห็นที่แตกต่าง เรามีญาติสนิท เพื่อนฝูง ครอบครัวที่แทบจะพูดกันไม่ได้ เรามีเพื่อนร่วมรุ่นที่เคยเรียนหนังสือ มัธยม มหาวิทยาลัย วันนี้เราถือคนละสีคนละข้าง บางครั้งญาติพี่น้องที่เคยร่วมโต๊ะกินข้าวกัน ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน คุยเรื่องการเมืองกันไม่ได้ ผมเชื่อครับ ท่านประธานครับ วันหนึ่งและผม ยืนยันต่อที่ประชุมแห่งนี้ว่าจําเป็นต้องมีการปฏิรูปประเทศใหม่หมด ทั้งปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปเศรษฐกิจ ปฏิรูปความเหลื่อมล้ํา ปฏิรูปทุก ๆ เรื่อง พร้อม ๆ กัน เรียกว่า ปฏิรูป รอบด้าน และสิ่งสําคัญอันหนึ่งที่ต้องทํา คือการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ร่วมกัน ท่านประธานครับ ความสมบูรณ์ของมันคือการอยู่ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นเสียงข้างมากที่ยอมรับ เสียงข้างน้อย ไม่ว่าจะเป็นการยอมรับคนทุกชั้นวรรณะเท่าเทียมกัน การแบ่งปัน อย่างพอเพียง ไม่ใช่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งยึดเอาไปเป็นของตัวแล้วไม่แบ่งปันให้ส่วนอื่น หรือการที่ มีสิทธิเสรีภาพโดยไม่มีสิทธิ ไม่มีเรื่องของวินัย ไม่มีเรื่องของหน้าที่ ไม่มีความรับผิดชอบ ต่อสังคม เป็นปัญหาหมดครับท่านประธาน ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ผมทราบดี อยู่ครับว่าที่ต้องเรียนซ้ําอย่างนี้เพราะเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาของผมเหลือวาระอีกเพียง ไม่กี่เดือน จะครบวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๗ ซึ่งรวมถึงท่านประธานด้วย ก็ทํางานด้วยกันมา ๕ ปีเศษ ๆ เหมือนกับครั้งหนึ่งที่ผมเอง ใช้บทเฉพาะกาลเข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภาสรรหา ๓ ปี ผมมีความรู้สึกแบบเดียวกับ ท่านประธานครับ ไม่ต่างกัน อีก ๖ เดือนจะพ้นจากการเป็น ส.ว. ๗๐ กว่าคนในขณะนั้น ได้กลับมาแค่ ๓๐ คน ไม่ได้หมายความว่ากฎหมายเขียนไว้อย่างนั้น แต่เป็นการใช้ บทเฉพาะกาลเพื่อให้เกิดการเหลื่อมกันที่ต้องขออธิบาย แล้วผมก็ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ตามปกติในการสมัครใหม่ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะได้หรือไม่ได้ อันนั้นก็เป็นความรู้สึกอย่างหนึ่งของ การที่จะต้องจากไปจากการทําหน้าที่ในฐานะสมาชิกวุฒิสภา ไม่แตกต่างกับเพื่อนสมาชิก ผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากการเลือกตั้งหลาย ๆ ท่าน ความรีบร้อนในการเขียนร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งมาตรา ๑๐ ที่มีปัญหาในเรื่องของเอา ส.ว. สรรหาติ่งไว้อีก ๗๓ คนที่ผมกราบเรียน ท่านประธานแล้วก็แพ้มติในที่ประชุมไปแล้ว ก็ไม่เป็นไรครับ มาตรานี้ก็เหมือนกันครับ มาตรานี้ไปเขียนในเรื่องของการกําหนดเวลาบังคับ อันนี้เป็นปัญหาใหญ่ครับท่านประธาน ผมกราบเรียนท่านประธานในช่วงเช้าวันนี้แล้วครับว่าสหรัฐอเมริกาที่เขาไม่ได้ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง เขามีการแก้รัฐธรรมนูญทั้งสิ้น ๒๗ ครั้ง บางมาตราแก้กันหลายปีมากครับท่านประธาน เราแก้กันหลายมาตราใช้เวลา ๑๐ วัน ๑๐ คืน เราบ่นแล้ว เพราะความรีบเร่งตรงนี้จึงเกิด การร่างรัฐธรรมนูญที่ไปบังคับทางแล้วเกิดปัญหาขึ้น ซึ่งทําให้ผมรู้สึกเป็นอย่างยิ่งครับ สิ่งที่ ท่านไปบังคับนั้นคือการบังคับให้มีการออกกฎหมายพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งก็คือแก้ไขกฎหมายเดิม นะครับ ที่นี้ผมก็อยากให้นึกย้อนว่าถ้าเราไม่มีข้อจํากัดเรื่องท่านประธานและท่านสมาชิก จะต้องลงสมัครใหม่เหตุการณ์แบบนี้มันจะเกิดขึ้นไหมครับท่านประธาน มันก็จะไม่เกิดครับ ท่านประธาน เพราะอะไรครับ เพราะเราแก้รัฐธรรมนูญเสร็จแล้วเราก็ไปทํา พ.ร.บ. ประกอบ รัฐธรรมนูญตามเวลาอันสมควร ท่านประธานเป็นท่านประธานในที่ประชุมวุฒิสภาหลายครั้ง ท่านประธานบอกพวกเราว่ากฎหมายบางตัวมีความจําเป็นนะครับ สภาผู้แทนราษฎรเขาทํา มาแล้ว ถ้าวุฒิสภาไม่ทําให้เสร็จภายตามกําหนด เราจะโดนต่างประเทศออกเขาออกกฎบ้าง อย่างเช่นกฎหมายเกี่ยวกับการฟอกเงิน เกี่ยวกับบัตรเครดิต สมาชิกวุฒิทํากฎหมายเสร็จทัน หมดเลยครับท่านประธาน ทําตามกําหนดตามที่ได้มีการประสานงานกันของวิปแต่ละฝ่าย กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็แบบเดียวกันครับ ถ้าท่านประธานไม่ไปล็อกเรื่องเวลา ๓๐ วันกับ ๑๒๐ วัน เดี๋ยวผมอธิบายให้ฟัง เราแก้รัฐธรรมนูญเสร็จ สมมุติท่านประธานเสร็จ ในวันนี้หรือในวันศุกร์นี้ พวกผมก็ใช้สิทธิร้องศาลก็ว่ากันไป เอาว่าเดือนตุลาคมภายใน เดือนตุลาคมศาลตัดสินเสร็จ ท่านนําขึ้นทูลเกล้าฯ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ภายใน สิ้นเดือนตุลาคม ผมนับเวลาให้ท่านประธานครับ ยังทันอยู่ดีครับ เดือนพฤศจิกายน เดือนธันวาคม เดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ เดือนมีนาคม ยังเหลือเวลา ๕ เดือนครับ ท่านประธาน ๑๕๐ วัน ไม่ต้องไปบังคับไว้ ๑๒๐ วัน ทีนี้กรรมาธิการหรือผู้ยกร่างไปใส่ไว้ ๑๒๐ วัน เหตุผลที่ผมบอกว่ามันคือ ๑๒๐ วัน ไม่ใช่ ๑๕๐ วันครับท่านประธาน เพราะอย่างนี้ครับ ในวรรคหนึ่ง มาตรา ๑๑ ท่านเขียนว่า ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ดําเนินการเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาต่อรัฐสภาภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ผมไม่พูดแล้วครับว่าผมแอบทราบมาว่ามีร่างไว้เสร็จแล้วจากใคร ไม่ทราบจะไปให้ทาง กกต. อย่างไรผมก็ไม่ทราบ แต่นี่คือ ๓๐ วันแรก วรรคสอง ภายใน หนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ให้รัฐสภาดําเนินการพิจารณา และความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอ ตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จ บางคนนับบวกเลขง่าย ๆ ตรรกะ ๑๕๐ วัน แต่จริง ๆ ไม่ใช่ครับ ท่านประธาน มัน ๑๒๐ วันเพราะมันเริ่มจากวันใช้บังคับเท่ากัน ๓๐ วันแรกนับจากวันที่ ๑ พฤศจิกายนไปก็ ๓๐ วัน ๑๒๐ วันที่สองก็นับจาก ๑ พฤศจิกายนเหมือนกันครับ ๑๒๐ วัน เมื่อสักครู่ผมนับให้ท่านประธานฟังแล้วว่านับจากวันที่ ๑ พฤศจิกายนไปถึงท่านประธาน หมดอายุยังมี ๑๕๐ วัน เพราะฉะนั้นการบังคับแบบนี้ไว้ ๑๒๐ วัน ซึ่งบางคนก็บอกว่าเป็น ฉบับลับลวงพรางผมไม่ว่าครับท่านประธาน แต่มันคือ ๑๒๐ วัน ท่านบังคับการออกกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. ใหม่ไว้ ๑๒๐ วัน ซึ่งก็เป็นครั้งแรกนะครับ ถ้าผมจําไม่ผิด นอกเหนือจากการที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ให้ออกกฎหมายเกี่ยวกับมาตรา ๖๑ มาตรา ๖๗ วรรคสอง เกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่ององค์กรอิสระคุ้มครองผู้บริโภคกําหนดไว้ ๑ ปี ยังไม่มีผลบังคับใช้ ไม่มีบทลงโทษ กฎหมาย พ.ร.บ. องค์กรอิสระคุ้มครองผู้บริโภคผ่านมาตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญมา ๕ ปี ยังไม่ออกไปใช้เลยครับ เพิ่งผ่านวุฒิสภาเมื่อวานซืนนี้ เพราะฉะนั้นไม่มีบทลงโทษ แบบเดียวกันครับ อันนี้ถ้าเขียนไว้เฉย ๆ ไม่มีบทลงโทษ ผมก็ไม่ว่าอะไรท่านประธาน ไม่ว่า อะไรกรรมาธิการเลย แต่วรรคถัดมาสิครับท่านประธาน มันเป็นปัญหาสะเทือนใจผมอย่างยิ่ง เพราะท่านกํากับการออกกฎหมายนี้ไว้ด้วยเวลา ๑๒๐ วัน แล้วท่านยังเขียนอีกว่า เมื่อครบ กําหนดตามวรรคสองหรือมีเหตุอื่นใด เหตุอื่นใดอะไรก็ได้ นี่เป็นปัญหาใหญ่ครับ ทําให้รัฐสภา ไม่สามารถพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จ ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรนําร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว ที่สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบเสนอต่อนายกรัฐมนตรีนําขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อ พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และให้นําความในมาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาบังคับใช้โดยอนุโลม อ่านดูเผิน ๆ ไม่เห็นอะไรครับ แต่พออ่านลงลึกในมาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ แล้ว มันเจ็บจี๊ดในหัวใจจริง ๆ ครับ ท่านประธาน มันเจ็บจี๊ดในฐานะคนไทยที่อยู่ใต้พระบรมโพธิสมภารของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ท่านกําลังทํากฎหมายอย่างไรครับ ผมไม่ได้กล่าวหา แต่ผมจําเป็นที่ต้องพูด ความในใจ และผมก็มีความรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ ครับ มาตรา ๑๕๐ ระบุว่า ร่างพระราชบัญญัติ ที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้วให้นายกรัฐมนตรีนําขึ้นทูลเกล้าฯ ภายใน ๒๐ วันนับแต่ วันที่ได้รับร่างพระราชบัญญัตินั้นจากรัฐสภาเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้บังคับใช้กฎหมายได้ มาตรา ๑๕๑ ครับ ร่างพระราชบัญญัติใดพระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วย และพระราชทานคืนมายังรัฐสภา หรือเมื่อพ้นเก้าสิบวันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา รัฐสภาจะต้องปรึกษาร่างพระราชบัญญัติ นั้นใหม่ ถ้ารัฐสภามีมติยืนยันตามเดิมด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจํานวน สมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา ให้นายกรัฐมนตรีนําร่างพระราชบัญญัตินั้นทูลเกล้า ทูลฯ ถวายอีกครั้ง เมื่อพระมหากษัตริย์มิได้ทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชทานคืนมาภายใน สามสิบวันให้นายกรัฐมนตรีนําพระราชบัญญัตินั้นประกาศในราชกิจจานุเบกษาใช้บังคับเป็น กฎหมายได้เสมือนหนึ่งว่าพระมหากษัตริย์ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ความตรงนี้ละครับ ท่านประธาน ความตอนแรกในมาตรา ๑๕๐ผมไม่ติดใจครับท่านประธาน เพราะเป็นอํานาจ หน้าที่ของนายกรัฐมนตรี เมื่อกฎหมายใดเสร็จแล้วก็ให้ใช้มาตรา ๑๕๐ ภายใน ๑๒๐ วันนําขึ้น ทูลเกล้าฯ ถวายนับแต่วันที่ได้รับร่างพระราชบัญญัตินั้นจากรัฐสภา สมมุติท่านประธานครับ สมมุติมีคนประกาศแล้ว ไม่ว่าจะเป็นท่านสมาชิกพรรคฝ่ายค้าน ไม่ว่าจะเป็นท่านสมาชิก วุฒิสภาบางส่วน ซึ่งรวมถึงผมด้วยก็มีความจําเป็นครับ เมื่อท่านผ่านวาระที่สามผมก็ต้องยื่น ส่วนยื่นเร็วยื่นช้ากว่าท่านนําไปทูลเกล้าฯ ก็เรื่องหนึ่งนะครับท่านประธาน แต่สิ่งที่ต้องทํา ก็คือ เพื่อให้กฎหมายนี้มันครบถ้วนสมบูรณ์ แล้วถูกต้อง และสิ่งที่ผมท้วงติงท่านประธาน มันได้รับการตรวจพรูฟ (Prove) พูดง่าย ๆ ว่าถ้ารัฐธรรมนูญได้รับการตรวจจาก ศาลรัฐธรรมนูญ วันหน้าเราใช้มันก็จะไม่มีปัญหา มีคําบอกว่าถ้าศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้วินิจฉัย รัฐธรรมนูญแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยกฎหมายใดเล่า เพราะฉะนั้นเมื่อรัฐธรรมนูญ ที่ท่านแก้ไขแม้ผ่านเสียงข้างมากในสภาแล้ว มีเสียงข้างน้อยไม่เห็นด้วย มีข้อท้วงติง ไม่ว่าจะเป็นการขัดข้อบังคับหรือขัดรัฐธรรมนูญตั้งแต่หลักการ ขัดในกระบวนการวิธี พิจารณาหลายคน ท่านประธานก็อาจจะพ้นข้อกล่าวหาได้ ผมที่ท้วงติงก็อาจจะผิดพลาดได้ เพราะข้อกฎหมายเขาต่างช่องต่างมุมมองที่แตกต่างกัน เมื่อไปศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญอาจจะใช้เวลา สมมุติว่า ๑๕ วัน หรือ ๒๐ วันเสร็จสิ้น นายกรัฐมนตรี ก็นําความขึ้นกราบบังคมทูลได้ เอาเป็นว่าสมมุติว่าเสร็จภายในเดือนตุลาคมอย่างที่ผม กราบเรียน วันที่ ๑ พฤศจิกายน ท่านนายกรัฐมนตรีก็นําความขึ้นกราบบังคับทูลภายใน ๒๐ วันได้ ขณะเดียวกันมันมีปัญหาที่กราบเรียนว่าพอไปบังคับ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ อันนี้ละครับเป็นปัญหาใหญ่ เพราะท่านไปบังคับ ๒ เรื่อง ๑. บังคับ กกต. ให้ทําเสร็จภายใน ๓๐ วัน สมมุติว่า กกต. ชุดนี้ทําไม่เสร็จละครับ ความจริงผมก็เห็นใจท่านกรรมการ กกต. นะครับ ท่านกําลังจะหมดวาระ ประการที่ ๒ ท่านบังคับสภา ๒ สภาครับ ท่านบังคับ สภาผู้แทนราษฎร ท่านบังคับวุฒิสภา ซึ่งผมก็กราบเรียนท่านประธานแล้วว่าเราให้ความร่วมมืออย่างดียิ่งมาตลอดในการพิจารณา กฎหมาย แต่กฎหมายหลายครั้งมันก็มีความเห็นต่าง กฎหมายบางฉบับกฎหมายบังคับให้ ออกภายใน ๑ ปี เช่น กฎหมายองค์กรอิสระว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภคตามมาตรา ๖๑ วรรคสอง เราพิจารณากันเป็นปีสองปีครับท่านประธาน กว่าจะผ่านชั้นสภาผู้แทนราษฎร มาผ่านชั้นวุฒิสภา และเข้ากรรมาธิการร่วม จากกรรมาธิการร่วมกว่าจะตกลงกันได้ใช้เวลา อีก ๓-๔ เดือน กลับมาที่สภาผู้แทนราษฎร แล้วก็กลับมาที่วุฒิสภา ความจริงขั้นตอน ทางกฎหมายอย่างนี้ท่านผู้รู้ทั้งหลายในสภารู้มากกว่าผมครับ และทําได้ตามปกติอยู่แล้ว เราไม่เห็นจําเป็นต้องไปบังคับกันนะครับ แล้วก็คราวที่แล้วในการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วย เขตเลือกตั้ง ว่าด้วยจํานวนเลือกตั้งของ ส.ส. ผมก็จําได้ว่าไม่มีการบังคับในเรื่องวันแบบนี้ ทีนี้พอท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านสมาชิกผู้เสนอร่างท่านไปบังคับทางไว้อย่างนี้ มันก็ทําให้เกิดข้อสงสัยครับ

ข้อสงสัยประการแรกก็คือต้องทําให้ทันเวลากับการเลือกตั้งใหม่ ผมเห็นใจครับ แต่ผมก็กราบเรียนว่างานเลี้ยงต้องมีวันเลิกรา ผมเข้าใจความรู้สึกตรงนั้นดีครับ และข้อสําคัญ มันมีปัญหาที่สมาชิกหลายท่านได้บอกแล้วว่ามันเป็นข้อกังวลเรื่องประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ ผมเป็นห่วงจริง ๆ ครับ สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งหลายท่านที่ผมรักและเคารพ ผมเองก็กราบเรียนท่านด้วยควรรู้สึกจริง ๆ ครับว่าผมก็อยากจะเห็น ถ้ากฎหมายมันแก้ไข สําเร็จและถูกต้อง และได้รับการรองรับจากศาลรัฐธรรมนูญในอนาคต ท่านได้รับการกลับมา เลือกตั้งใหม่ผมก็ไม่ขัดข้องอะไร แต่ผมก็มีความจําเป็นที่ต้องยื่นต่อศาลเพื่อหาความถูกต้อง รวมถึงมีท่านสมาชิกหรือประชาชนทั่วไปเขาเห็นว่าเรื่องนี้ขัดมาตรา ๑๒๒ เป็นผลประโยชน์ ทับซ้อน เขาก็จําเป็นต้องส่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือส่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ซึ่งเมื่อวานหรือที่ผ่านมาก็เห็นแล้วครับว่ากระบวนการยุติธรรม เริ่มเดินหน้า คดีหลายคดีเริ่มตัดสินออกมา ไม่ว่าท่านจะกลับมาเป็น ส.ว. หรือท่าน ไม่ได้กลับมาเป็น ส.ว. อยู่ คดีเหล่านี้มันติดตัว อาจจะ ๕ ปี ๖ ปี หรืออาจจะเร็วกว่านั้น ก็แล้วแต่ แต่มันติดตัวไม่เลิกครับ ผมเองก็บอกว่าถ้าเป็นไปได้ผมก็กราบเรียนท่านประธาน ผ่านที่ประชุมเลยครับว่าในวาระที่สาม ถ้าท่านกังวลเรื่องความทับซ้อนนี่ไม่จําเป็นต้อง ลงวาระครับ ไม่จําเป็นต้องลงมติครับ เพราะมันจะทําให้ท่านพัวพันกับสิ่งที่ในอนาคตแม้ท่าน อาจจะตัดสินใจไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งแล้วก็ตามมันอาจจะพันอยู่ได้ หรือแม้แต่ท่าน ไปลงสมัครแล้วไม่ได้รับเลือกเพราะเขาเตรียมคนไว้เรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นบ้านเลขที่ ต่าง ๆ หรือสามี พ่อ แม่ ภรรยา มันก็มีเยอะแยะไปหมด โอกาสที่ ส.ว. เลือกตั้งเพื่อนผม พี่ผม น้องผมจะได้กลับมามันก็ไม่ง่ายครับท่านประธาน พวกเราพูดกันในหลายครั้งครับว่าจะ ได้กลับมาถึง ๑๐ คนหรือเปล่า แต่ความเสี่ยงที่จะต้องออกกฎหมายไปทั้ง ๆ ที่ขัดนี่มันเป็น ปัญหาครับท่านประธาน ทีนี้ย้อนกลับมาครับท่านประธานครับ สิ่งที่ผมกังวลใจวรรคสาม ก็คือคําว่า เมื่อครบกําหนดระยะเวลาตามวรรคสอง หรือมีเหตุอื่นใดทําให้รัฐสภาไม่สามารถ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จ ผมอยากฟัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการชี้แจงว่ากําหนดระยะเวลาดังกล่าว เมื่อกฎหมายออกไปแล้ว รัฐธรรมนูญออกไปแล้วมันต้องทําตามนั้น ถ้าไม่ทํา ท่านก็ละเว้น ไม่ทําก็ไม่ได้ ประการที่ ๑ คือผมอยากรู้จริง ๆ ครับว่าท่านทําไปทําไม มันอันตรายมากเลยครับ ท่านประธาน

ประการที่ ๒ กําหนดระยะเวลากับเหตุอื่นใดทําให้รัฐสภาไม่สามารถพิจารณา ให้แล้วเสร็จได้ มันคือเหตุอะไรบ้าง เหตุน้ําท่วม หรือเหตุยุบสภา หรือว่าเหตุ ส.ว. แก้ไข มากเกินไป อะไรต่าง ๆ เหล่านี้มันคือเหตุอะไรบ้าง และสิ่งสุดท้ายที่มันคาใจจริง ๆ ครับ ท่านประธานครับ มันอึดอัดในใจมาก ๆ ไม่พูดไม่ได้ ก็คือการที่ถ้ามันเกิดเหตุขึ้นอย่างที่ว่า แล้วไม่สามารถพิจารณาได้ นายกรัฐมนตรีนําความขึ้นกราบบังคมทูลฯ ตามมาตรา ๑๕๐ แล้วกฎหมายไม่สมบูรณ์ในชั้นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ สมมุติว่าผ่าน สภาผู้แทนราษฎรมาแล้วด้วยเสียงข้างมาก ยังอยู่ในชั้นวุฒิสภา แล้วแก้ไขไม่เสร็จด้วยเหตุใด ก็แล้วแต่ หรือแก้ไขจากวุฒิสภาแล้วแตกต่างจากร่างที่สภาผู้แทนราษฎรแก้ไขอย่างมากมาย และต้องนําไปเข้าสู่คณะกรรมาธิการร่วม ผมถามครับว่าท่านจะเอาร่างไหน ท่านก็ต้องเอา ร่างสภาผู้แทนราษฎร เพราะท่านเขียนไว้แล้ว และเราเห็นว่าร่างสภาผู้แทนราษฎรเกิดมี ปัญหาเยอะแยะ ท่านนําความขึ้นกราบบังคมทูลฯ ตรงนี้ในฐานะพสกนิกรชาวไทย ผมมี ปัญหาเรื่องความกังวลตรงนี้ครับ

-๙๘/๑ ผมไม่อยากเห็น ๒-๓ สิ่งครับ แล้วผมเข้าใจว่าคงไม่มี ๑. ก็คือร่างพระราชบัญญัติใด พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยและพระราชทานคืนมายังรัฐสภามีบ้างนะครับ จําได้ในสมัยอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณมีพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏนะครับ อันนั้น ก็มีปัญหาเรื่องประเด็นบางส่วน ในสมัยวุฒิสภาก็มีบ้างนะครับ เป็นเรื่องถ้อยความ ที่องคมนตรีท่านดู แต่เมื่อพ้น ๙๐ วันแล้วมิได้พระราชคืนมา ตรงนี้เป็นประเด็นครับท่าน ประธาน รัฐสภาจะต้องปรึกษาร่างพระราชบัญญัตินั้นใหม่ และมีมติยืนยันไม่น้อยกว่า ๒ ใน ๓ ผมไม่ห่วงครับ เรื่องมติ ๒ ใน ๓ มันอาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้เพราะมันยากนะครับ แต่ถามว่าเราเคยเกิดพฤติกรรมแบบนี้ไหมครับ เราลงมติ ๒ ใน ๓ วีโต (Veto) พระมหากษัตริย์นี่ละครับ คือความที่ผมรู้สึกว่าเราบังคับทั้ง กกต. เราบังคับ ทั้งสภาผู้แทนราษฎร เราบังคับทั้งวุฒิสภา แล้วเรายังบังคับในกระบวนการตามมาตรา ๑๕๑ นี่คือความเจ็บปวดครับ ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานอนุญาตให้ที่ประชุมเดินหน้าต่อไป กรรมาธิการยังเดินหน้าต่อไป ด้วยเสียงข้างมาก แล้วเดินหน้ามาตรานี้ออกไปแบบนี้ วันหนึ่ง ผมไม่แน่ใจในความขัดแย้งทางการเมืองที่มีอยู่ อาจเป็นไปได้ทั้งสิ้นครับท่านประธาน เรามีหน้าที่ป้องกันไม่ให้เกิดไม่ใช่หรือ ผมต้องพูดในฐานะสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งจุดกําเนิด วุฒิสภาในโลกนี้ตั้งแต่ประเทศอังกฤษ มีเพื่อเป็นกันชนระหว่างสภาผู้แทนราษฎรกับ พระมหากษัตริย์ ปี ๒๔๗๕ เราปฏิวัติประเทศไทยทําไมไม่เลือกการปกครองประชาธิปไตย แบบสมบูรณ์แบบล่ะครับท่านประธาน เราเลือกการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะว่าทั้ง ๒ สิ่งนั้นอยู่ด้วยกันได้ วุฒิสภาหรือพฤฒสภา ที่เกิดขึ้นในปี ๒๔๘๙ จึงเกิดขึ้นมาเพื่อทําหน้าที่เป็นสภากลั่นกรอง ผมในฐานะที่มีหน้าที่ สภากลั่นกรองต้องพูดครับท่านประธานในวันนี้ แล้วมีความจําเป็นต้องพูดและบันทึกไว้ อย่างยิ่งว่าได้ทักท้วงแล้ว เผื่อท่านกรรมาธิการจะเปลี่ยนใจในมาตรานี้ มาตราอื่นผมไม่ค่อย ติดใจเท่าไรเลยครับท่านประธาน มาตรานี้ติดใจมาก ๆ จริง ๆ แล้วเจ็บปวดจริง ๆ ครับ มันรู้สึกจริง ๆ ว่าถ้ามันเดินต่อไปแม้ท่านประธานอาจจะชี้แจ้งว่ามันไม่เกิด ผมก็ต้องถามกลับ ว่าถ้ามันเกิดล่ะครับ เกิดสภามีความโกลาหลขึ้นในบ้านในเมือง แล้วเราอาจหาญลงมติ ๒ ใน ๓ สิ่งที่มันจะเกิดขึ้นเพราะว่าใช้ ๒ ใน ๓ ของจํานวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของทั้ง ๒ สภา ให้นายกรัฐมนตรีนําร่างพระราชบัญญัตินั้นขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายอีกครั้งหนึ่ง อันนี้นะครับ นี่สําคัญสุดท้ายเลยครับ หนักมากเลยครับ เมื่อพระมหากษัตริย์มิได้ทรงลง พระปรมาภิไธยพระราชทานคืนมาภายใน ๓๐ วัน ให้นายกรัฐมนตรีนําพระราชบัญญัตินั้น ประกาศในราชกิจจานุเบกษาใช้บังคับเป็นกฎหมายได้เสมือนหนึ่งว่าพระมหากษัตริย์ได้ทรง ลงพระปรมาภิไธยแล้ว ถ้าท่านประธานจะบังคับให้มีการเลือกตั้งหลังครบวาระ วันที่ ๒ มีนาคม ภายในกําหนดเอาว่าเดือนพฤษภาคม ท่านก็ล็อกไว้อย่างนี้ ๓๐ วันแรกซ้อนไว้ ใน ๑๒๐ วัน ทําแล้วมันเกิดอุบัติเหตุไม่เสร็จไม่สิ้น ดึงร่างฉบับหนึ่งจากสภาผู้แทนราษฎร ที่ท่านสามารถควบคุมได้ส่งขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วมีความเห็นต่างพระราชทานคืนมา ท่านใช้ เสียงมติ ๒ ใน ๓ ของสภาบังคับขึ้นไปอีก ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ไม่ได้เลือกตั้ง หรอกครับ มันนองเลือดครับท่านประธาน สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นไม่ได้ครับประธาน ผมยอมไม่ได้ ท่านประธานทราบใช่ไหมครับ เมื่อวานซึ่งเป็นข่าว วันนี้ประเทศจอร์แดนครับ ท่านประธาน ประเทศจอร์แดนยิงกันในสภาครับท่านประธาน เอาปืนไรเฟิล มายิงกัน ผมคิดว่า สิ่งเหล่านี้ไม่น่าจะเกิดและจะไม่เกิดในประเทศไทยถ้าเราเดินด้วยความปรองดอง เดินด้วย ความเชื่อในสิ่งที่เราทํากฎหมายให้มีนิติธรรมร่วมกัน ท่านประธานให้กรรมาธิการเดินอย่างนี้ ไม่ได้ครับ กฎหมายฉบับนี้มาตรานี้มีปัญหาจริง ๆ ครับ ผมกราบเรียนด้วยความเคารพ แล้วเรียนด้วยความรู้สึกจากใจจริง ๆ ว่าเราบังคับขืนใจหลายมาตราผมไม่ว่า ปิดปากผม หลายมาตราผมไม่ว่า แต่มาตรานี้ไม่พูดไม่ได้เพราะมาตรานี้เป็นมาตราที่เจ็บในหัวใจ ของประชาชนคนไทย ผมกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ที่ท่านจะลงมติ ในมาตรานี้ด้วยว่าได้กรุณารับผิดชอบต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นในบ้านในเมืองด้วย ขอบพระคุณครับ