สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 11 ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา และเรียกร้องให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งภายใน 120 วัน นอกจากนี้ยังแสดงความเห็นว่า มาตรา 29.5 ของรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2549 มีลักษณะคล้ายกับมาตรา 29.5 ของรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ แต่สภาพการณ์ทางการเมืองและบริบทต่างกัน และเรียกร้องให้ไม่ใช้มาตรา 29.5 ของรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2549 ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้
ผมก็ได้ยืนยัน ตามข่าวสารที่ปรากฏในช่วงเดือนมีนาคม ปี ๒๕๕๖ ซึ่งท่านประธานเป็นประธานวุฒิสภาอยู่ คงจะรับทราบว่าเป็นเหตุการณ์ภายหลังที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่อาจจะมีการยกร่างใหม่ ทั้งมาตรา ด้วยการเสนอสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นต้องถูกยับยั้งเอาไว้ ข่าวสารที่มีผู้สั่งการนั้น คงไปบิดเบือนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นไม่ได้ แต่ที่ผมจะโยงให้กับท่านประธานเห็นก็เพราะว่า หลังจากนั้นก็มีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นมาทั้งหมด ๓ ฉบับด้วยกัน ใน ๓ ฉบับนี้ มีฉบับที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่มาของสมาชิกวุฒิสภาคือฉบับนี้อยู่ด้วย แนวคิดในการแก้ไขที่มาของสมาชิกวุฒิสภานั้นเป็นแนวคิดซึ่งมีการอภิปรายกันเอาไว้ ค่อนข้างที่จะมากแล้วถึงชุดความคิดของความคิดในการแก้ไขที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ว่ามีความประสงค์ที่จะยึดกุมความได้เปรียบในทางด้านการเมืองด้วยการอิงอยู่กับ ฐานคะแนนนิยม ซึ่งหลักคิดเช่นนี้เป็นหลักคิดที่สวนทางโดยสิ้นเชิงกับแนวคิดที่เรียกว่า รัฐธรรมนูญนิยม ซึ่งจะต้องจัดลําดับความสัมพันธ์ที่ทําให้เกิดความสมดุลขึ้นและเป็น ประชาธิปไตย โดยแนวคิดของประเทศที่ยึดถือเอารัฐธรรมนูญนั้นเป็นหลัก ความคิด ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นควรจะเป็นความคิดซึ่งมุ่งประสงค์ที่จะต้องให้เกิดประโยชน์สูงสุด กับประชาชนมากกว่าที่เอื้อประโยชน์สูงสุดต่อการกุมอํานาจของฝ่ายบริหารและก้าวล่วง เข้ามาให้อํานาจนิติบัญญัตินั้นเกื้อหนุนต่อฝ่ายบริหารโดยปราศจากอํานาจในการตรวจสอบ วุฒิสภาเป็นองค์กรที่ต้องทําหน้าที่ทั้งกลั่นกรอง ตรวจสอบ ถอดถอน แต่งตั้งองค์กรอิสระ ทั้งหลายตามรัฐธรรมนูญ เป็นโครงสร้างที่มีมาแต่เดิมที่จัดลําดับความสัมพันธ์เอาไว้ถึง ที่มาของสมาชิกวุฒิสภานั้นอย่างสมดุลและเหมาะสมแล้ว แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข ในระยะเวลาที่กระชั้นชิดเพราะแผนที่วางเอาไว้เดิมนั้นต้องพังทลายลงไป ก็เกิดปัญหาว่า สมาชิกวุฒิสภาส่วนหนึ่งที่มาจากการเลือกตั้งนั้นจะหมดวาระลงในเดือนมีนาคม ปี ๒๕๕๗ เมื่อเป็นเช่นนั้น แผนการในการที่จะยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้กําหนดที่มาของสมาชิก วุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดโดยอ้างว่ายึดโยงกับประชาชนหรือมาจากการเลือกตั้ง แต่แท้จริงเป็นการอิงอํานาจฐานการเมืองแล้ว จึงติดขัดด้วยระยะเวลาของปัญหา เพราะจะไปเร่งกระบวนการทั้งหมดก็ยากครับ หนึ่งในกระบวนการที่ต้องทําให้การเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภาสําเร็จเป็นไปตามแผนก็คือจะต้องไปแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา เพราะกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นกฎหมายที่จะต้องเขียนถึงวิธีการในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาด้วย เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอํานาจใหม่หมดตามแผนการที่มีผู้บงการวางเอาไว้ จึงจําเป็นจะต้องมีการแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว แต่ด้วยระยะเวลา ที่กระชั้นชิดใกล้จะถึงเวลาที่จะมีการหมดวาระลงแล้ว หลักคิดต่อมาก็คือทําอย่างไร ให้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งฉบับนี้สําเร็จเสร็จสมตามแผนการ ที่วางเอาไว้ ด้วยวิธีการเช่นนี้จึงบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๑ ครับ ที่เขียนเอาไว้มีอยู่ ๓ วรรคนี้ว่า ให้กรรมการการเลือกตั้งเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. ภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ หมายความว่าถ้าผ่านกฎหมาย ฉบับนี้ประกาศใช้บังคับปุ๊บ ก็ให้กรรมการการเลือกตั้งเสนอกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ทันที วรรคสองบัญญัติว่าภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้บังคับ ให้รัฐสภาดําเนินการพิจารณาและให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งตามที่กรรมการการเลือกตั้งเสนอตามวรรคหนึ่ง แปลว่าบีบไว้เป็นเวลาเลย ว่าต้องทําให้เสร็จภายใน ๑๒๐ วัน ซึ่งความจริง ๑๒๐ วันก็เป็นเวลาที่ถือว่าเป็นการก้าวล่วง อํานาจในการวินิจฉัยของอํานาจนิติบัญญัติอยู่แล้ว โดยหลักของการร่างรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ควรจะมีการเร่งรัดหรือกําหนดเวลาในการวินิจฉัยเอาไว้ถึงขั้นเร่งรัดขนาดนี้ เขียนเอาไว้ ๑๒๐ วัน แปลว่าต้องทําให้เสร็จ แต่ที่ร้ายแรงไปกว่านั้นครับ ไปเขียนต่อว่าเมื่อครบกําหนด ระยะเวลาตามวรรคสอง คือครบ ๑๒๐ วัน หรือมีเหตุอื่นใด คําว่า เหตุอื่นใด ก็ซ่อนเงื่อน นะครับ เพื่อให้เสร็จสมตามกําหนดการแผนการของตัวเอง ผู้บงการที่วางไว้ เหตุอื่นใดอาจจะ เป็นการยื่นตีความต่อศาลรัฐธรรมนูญหรืออื่นใดก็แล้วแต่ เขียนไว้ต่อว่าทําให้รัฐสภา ไม่สามารถพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จ ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรนําร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว ที่สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบเสนอต่อนายกรัฐมนตรีนําขึ้นทูลเกล้าทูลฯ เพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย นัยนี้ก็เป็นนัยส่วนหนึ่งที่เพื่อนสมาชิกวุฒิสภา เมื่อสักครู่นี้ได้กล่าวถึงเอาไว้ว่าเป็นการบังควรหรือไม่ แต่การเขียนแบบนี้แปลว่า เป็นการเขียนรองรับแผนการที่เตรียมเอาไว้เดิมว่าจะอย่างไรก็ตามต้องถูลู่ถูกกังลากกันไป เอากฎหมายประกอบการเลือกตั้งกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้เสร็จตามเวลา ที่กําหนด เพราะแผนวางเอาไว้แล้วว่าจะต้องมีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาทั้ง ๒๐๐ คน อิงอํานาจทางการเมือง เปิดล็อกให้สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งในชุดนี้สามารถ ลงเลือกตั้งด้วยได้ ทั้งที่รัฐธรรมนูญฉบับเดิมนั้นมีเจตนารมณ์ชัดเจนว่าวุฒิสภาซึ่งมีอํานาจ ในการแต่งตั้งถอดถอนองค์กรอิสระและองค์กรอื่นนั้นจะต้องมีความเป็นอิสระและ ดํารงตําแหน่งเพียงวาระเดียว เพื่อป้องกันการสะสมอํานาจ สะสมบารมี เกาะกลุ่ม สามารถชี้ ได้ว่า กกต. ให้ใครเป็น ไม่ให้ใครเป็น ป.ป.ช. ใครเป็น ใครไม่ได้เป็น ถ้าเปิดให้เลือกติดตั้ง ต่อเนื่องกันยาวนาน อํานาจเช่นนี้ซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่มี แต่สมาชิกวุฒิสภามี เขาสามารถสะสมอํานาจบารมีได้ แปลว่าครอบงําได้ทั้งในส่วนองค์กรอิสระและองค์กรอื่น ๆ กลัวว่าระยะเวลาตามที่ต้องการเอาไว้จะเสร็จไม่ทันเพราะเปิดล็อกเอาไว้แล้ว จึงเขียนเวลา เร่งรัดของการออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. เอาไว้ ผลมันคืออะไรครับ ผลมันก็คือการทําลายหลักการของรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยเรื่องของ การตรากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญส่วนที่ ๖ การตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๙ มาตรา ๑๔๐ และมาตราอื่นที่เกี่ยวข้อง เพราะในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เขียนเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๘ ใน (๑) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภานั้นจะเขียนเอาไว้ว่า การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญให้กระทําเป็นสามวาระ ซึ่งอยู่ในมาตรา ๑๔๐ คือเริ่มตั้งแต่การออกเสียง ลงคะแนน วาระที่หนึ่งรับหลักการ วาระที่สองพิจารณาเรียงลําดับมาตรา แล้วก็จึงจะถึง การออกเสียงคะแนนในวาระที่สาม แปลว่าทําเหมือนกฎหมายทั่วไปครับ เสนอกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญเข้ามา สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา เสร็จแล้วเมื่อผ่านก็ไปสมาชิกวุฒิสภา วุฒิสภาให้ความเห็นชอบอย่างไรก็กลับมา แล้วก็เห็นไม่ตรงกันก็ไปตั้งกรรมาธิการร่วม ไม่มีใครรู้ครับว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งนี้จะยกร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ออกมาว่าอย่างไร แต่ท่านก็บังคับเขาว่าเขียน ๓๐ วัน มาถึงขั้นตอนรัฐสภาทั้ง ส.ส. ทั้ง ส.ว. ทั้งอาจจะมีสภาร่วมบังคับว่าให้เสร็จ ๑๒๐ วัน ถ้าเกิดการเขียนมีลักษณะของการเขียนที่เป็น ปัญหามีประเด็นให้ถกเถียง ไม่มีใครคาดเดาเวลาได้หรอกครับ แต่ท่านบังคับเอาไว้แล้ว บอกต้อง ๑๒๐ วัน แถมในวรรคสามบอก ๑๒๐ วันเสร็จไม่ทัน ก็มั่นใจว่าเสียงสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรของท่านซึ่งเป็นเสียงข้างมากผ่านได้ ก็เอาฉบับนั้นขึ้นทูลเกล้าฯ ไปเลย ในกรณีกฎหมายไม่มีความสมบูรณ์แล้วครับ มีปัญหาต้องตีความต้องอะไรต่าง ๆ มากมาย การเขียนบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๑ เช่นนี้จึงเป็นการทําลายหลักการในการร่างกฎหมาย โดยเฉพาะการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่บัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ฉบับที่เราใช้บังคับกันอยู่ ทําไมถึงขั้นเหิมเกริมอุกอาจกล้าทํากันขนาดนี้ เพราะมี แผนการใหญ่อย่างไรครับ คิดเอาไว้แล้ว ตั้งใจเอาไว้แล้ว เตรียมการเอาไว้แล้ว ว่าถ้าทําได้ดังใจเช่นนี้หนทางในการกินรวบประเทศไทยก็หวานคอนกรีต ผมถึงเรียน ท่านประธานว่าเหตุผลข้อแรกที่ผมต้องตัดออกเพราะเป็นการทําลายหลักการของ การตราพระราชบัญญัติรัฐธรรมนูญลงโดยสิ้นเชิง ผมถึงเรียนท่านประธานว่าเหตุผลข้อแรกที่ผมต้องตัดออกเพราะเป็นการทําลายหลักการของ การตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญลงโดยสิ้นเชิง ไม่คํานึงถึงความสมบูรณ์ ไม่คํานึงถึงหลักการที่เคยทํา ไม่คํานึงถึงอํานาจนิติบัญญัติ ซึ่งโดยหลักแล้วสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภานั้นเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยในการใช้อํานาจ นิติบัญญัติพิจารณาร่างกฎหมายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในรัฐสภา แต่เที่ยวนี้ไม่เอา เอาแผนการ เป็นใหญ่ เอาความประสงค์ของผู้บงการเป็นใหญ่ เขียนไปเลย กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ บอกว่าต้องทําให้เสร็จให้จงได้ในเวลาที่กําหนด เพราะถ้าทําไม่เสร็จตามกําหนดแล้ว เกิดสมาชิกวุฒิสภาหลายส่วนที่ผูกพันกันเอาไว้แล้ว เตรียมการเอาไว้แล้ว จะลงเลือกตั้ง ก็จะลงเลือกตั้งไม่ทัน นี่เป็นเหตุผลข้อที่ ๑ ครับ
เหตุผลข้อที่ ๒ ท่านประธานครับ ถามว่าการเขียนรัฐธรรมนูญลักษณะอย่างนี้ เคยเขียนไหม ผมเชื่อว่าประธานคณะกรรมาธิการชุดนี้จะลุกขึ้นมาตอบว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่เขียน ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็เขียนลักษณะเช่นนี้ไว้เช่นเดียวกัน ซึ่งผมจะยกให้ ท่านประธานเห็นว่าจริงครับ แต่บริบททางการเมืองต่างกัน และเรื่องนี้ถ้าเสียงข้างมากยืนยันว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เคยเขียน ก็จะเป็นคําถามย้อนกลับมาว่าหลายคนที่เคยบอกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นผลไม้พิษ อยากแก้ทั้งฉบับ วันนี้ยอมกลืนทั้งพิษเพื่อให้ตัวเองสมประโยชน์ครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มาตราที่มีการบัญญัติเอาไว้คือมาตรา ๒๙๕ มาตรา ๒๙๕ บัญญัติ อย่างไรครับ ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทําไมเป็นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพราะมันมาจาก การปฏิวัติอย่างไรครับ เมื่อปี ๒๕๔๙ แล้วก็มีการตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติขึ้นมาทําหน้าที่ แทนรัฐสภาในขณะนั้น ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. กับร่างพระราชบัญญัติอื่น ที่ได้รับจากกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กําหนดตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ หมายความว่าตอน สภานิติบัญญัติตอนนั้นมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับหนึ่ง เรียกว่า รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ ถ้ารังเกียจเดียดฉันท์กันนัก อย่างที่ต่อต้านปฏิวัติเป็นพิษอย่างนั้นอย่างนี้ อันนี้ครับที่เขามีขึ้นมาเพื่อรองรับในการจะต้อง มีการบริหารราชการแผ่นดิน ในภาษารัฐศาสตร์เรียกว่ามีองค์อธิปัตย์ นั่นเอง ในการกําหนดการบริหารโดยเฉพาะในเรื่องของนิติบัญญัติ บัญญัติบอกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตอนนั้นพิจารณากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง แล้วเขียนในวรรคสอง บอกว่า กรณีที่พ้นกําหนดเวลาตามวรรคหนึ่งแล้ว แต่สภานิติบัญญัติแห่งชาติยังพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวไม่แล้วเสร็จ ให้ประธานสภานิติบัญญัติ แห่งชาตินําร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่กรรมาธิการยกร่างจัดทําขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายภายใน ๗ วันเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย โดยถือเสมือนว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้ให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวแล้ว ถ้ากรรมาธิการชุดนี้ ให้เหตุผลตามนี้จะเป็นเรื่องที่ชี้ให้เห็นชัดเลยว่ากลืนน้ําลายตัวเอง ท่านปฏิเสธเรื่องอํานาจ คณะปฏิวัติ ด่าว่าคณะรัฐประหาร บอกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี้เป็นผลไม้พิษ แล้ววันนี้ ไปเขียนตามเขาทําไมล่ะครับ ถ้าบอกว่าเป็นพิษ หลักการนี้มันผิด ก็อย่าทําสิครับ ก็ให้อํานาจ ประชาชนเขาพิจารณา อย่าได้ลุกขึ้นมาตอบเชียวว่าผมก็ลอกเขามา ก็จะแปลว่าที่ด่า ผลไม้พิษนะมันละครการเมือง ด่าเอาใจพรรคพวก สร้างกระแส สร้างวาทกรรม แต่โดย ข้อเท็จจริงอะไรเป็นประโยชน์กับตัว เอา อะไรไม่เป็นประโยชน์กับตัวก็สร้างวาทกรรม แล้วก็นําไปสู่การดําเนินการให้เป็นไปตามแผนการของตัวเอง ผมถึงบอกมาตรานี้มันต้องตัดครับ แล้วความจริงมันรับไม่ได้ทั้งร่างอยู่แล้ว ผมไปค้นเจอเรื่องนี้แล้วผมก็อยากจะถามจริง ๆ ว่า หลักการเดียวกันใช่ไหมที่ยกร่างเข้ามา แต่ผมจะบอกว่าที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ต้องเขียนไว้ อย่างนี้มันมีบริบททางการเมืองสภาพการณ์ทางการเมืองที่ต่างกันกับสภาในยุคนี้ อย่างสิ้นเชิงครับ สภานิติบัญญัติแห่งชาติตามรัฐธรรมนูญที่บัญญัติเอาไว้ในมาตรานี้ งอกรากมาจากคณะปฏิวัติรัฐประหารครับ เขามีระยะเวลาที่แน่นอน แต่การยอมรับ ของต่างประเทศก็ดี การยอมรับในหลักการระบอบประชาธิปไตยก็ดี มันไม่มีครับ เพราะสภานิติบัญญัติแห่งชาตินั้นไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้นเวลาที่เขาทําจึงเร่งรัด เพราะประชาชนเรียกร้องต้องการประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ที่มาจากการเลือกตั้ง ของพี่น้องประชาชนเขาจึงบัญญัติรองรับเอาไว้เพื่อบังคับให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ไม่ถ่วงระยะเวลายาวนานออกไป เพราะที่มาของคุณไม่ได้เป็นที่มาจากการเลือกตั้ง ของพี่น้องประชาชน แต่สภานี้ไม่ใช่ครับ เราต่างมาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งสิ้น ทําไมจึงมาจํากัดอํานาจประชาชนผ่าน ส.ส. ผ่าน ส.ว. ต้องกําหนดระยะเวลาให้เสร็จ ถ้าไม่เสร็จผมก็ลอกตามรัฐธรรมนูญที่ท่านโจมตีเขาว่าเป็นผลไม้พิษเพื่อให้ตัวเอง สมประโยชน์ครับ บริบททางการเมือง สภาพการณ์ทางการเมืองแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ความยอมรับต่างกัน ที่มาต่างกัน หลักการต่างกัน แต่ทําไมเวลาตัวเองอยากได้ประโยชน์ ไปลอกเขามา นี่คือ ๒ มาตรฐานอย่างชัดเจนเพื่อหวังที่จะประโยชน์ของตนเอง ก็เลยทําทุกอย่างได้ เพราะตัวเองสมประโยชน์ตามแผนการที่วางไว้ ผมถึงบอก มันพิลึกพิลั่นอย่างไรครับ เพราะเตรียมการกันเอาไว้แล้ว รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๕ ที่ท่านลอกหลักการเดียวกันเอามาใช้กับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงเป็นหลักการ ที่ใช้ไม่ได้โดยสิ้นเชิง เพราะสภาพการณ์ทางการเมืองนั้นแตกต่างกัน อํานาจที่มา ก็แตกต่างกัน ผมยังเห็นด้วยซ้ําไปว่าหลักการนี้ที่เขียนไว้นี่จะขัดหลักของรัฐธรรมนูญ เพราะหลักรัฐธรรมนูญอํานาจนิติบัญญัตินั้นมาจากตัวแทนของประชาชนที่เป็นตัวแทน ปวงชนชาวไทยตามหลักการของรัฐธรรมนูญ แต่ท่านจํากัดด้วยเวลาและรัฐธรรมนูญ ที่เขียนแบบนี้ไม่ควรจะเป็นรัฐธรรมนูญที่บังคับใช้ได้ เพราะจํากัดอํานาจวินิจฉัยและจํากัด อํานาจประชาชน ย้อนกลับไปอีกท่านประธานครับ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๔๐ นี่ก็ต่างกันอีกครับ มาตรา ๓๒๓ ของรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๔๐ บัญญัติเอาไว้ใกล้เคียงกันครับ ตอนนั้นเรายังไม่มีคณะกรรมการการเลือกตั้งนะครับ เพิ่งจะมีในยุคที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีการเริ่มต้นกันเอาไว้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. แล้ว ส.ว. ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาตรา ๓๒๓ นั้นก็บัญญัติเอาไว้เช่นเดียวกันครับว่า ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่ง ซึ่งรวมถึงพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาด้วย ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ในกรณีที่ พ้นกําหนดเวลาดังกล่าว แต่การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ตามวรรคหนึ่งยังไม่แล้วเสร็จทุกฉบับให้สมาชิกภาพของสมาชิสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง พร้อมกันทั้งหมด และห้ามมิให้มีการดําเนินการเลือกตั้งทั่วไปตามรัฐธรรมนูญนี้จนกว่าจะมี การให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่งแล้วเสร็จ ทุกฉบับ เพียงแต่เขียนเอาไว้ว่าอาจจะมีกรณีที่เป็นไปตามมาตรา ๓๒๔ ก็ให้วุฒิสภาทําหน้าที่ รัฐสภาในการดําเนินการเสนอและพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว ให้แล้วเสร็จภายในเวลา ๙๐ วัน ประเด็นที่ผมจะชี้ให้เห็นก็คือว่าถ้าคณะกรรมาธิการชุดนี้ หรือผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญคณะนี้ไปลอกหลักการนี้มาก็ผิดอีกครับ ผิดเพราะว่า สภาพการทางการเมืองก็ต่างกันอีก ในครั้งนั้นสภาร่างรัฐธรรมนูญมาจากการขับเคลื่อน เรื่องการปฏิรูปการเมือง มีหลักการอยู่ว่าคนออกแบบระบบการเมืองไม่ควรจะเป็น นักการเมือง จึงมีการแยกสภาร่างรัฐธรรมนูญออกไปต่างหากครับ มีการเลือกกันด้วย ผมเข้าใจว่าหลายคนก็คงจะเป็น ส.ส.ร. ในชุดนั้นท่านก็เข้าใจหลักการข้อนี้ดี กังวลกันด้วยซ้ํา ไปว่าเสียง ส.ส. ส.ว. ในสภานั้นจะไม่เห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนฉบับนั้น ถึงขั้นมีวาทกรรมว่าถ้ารับรองรัฐธรรมนูญกินขี้หมาดีกว่า ถ้าท่านประธานจําได้ แต่ในที่สุดก็มี กระบวนการขับเคลื่อนร่างรัฐธรรมนูญของสภาร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนั้นให้มีการยอมรับกัน อย่างกว้างขวาง มีกระบวนการธงเขียวเกิดขึ้นในขณะนั้นเพราะเขาไม่ไว้ใจนักการเมือง ก่อนหน้านั้นมีการเรียกคณะรัฐบาลที่ถูกปฏิวัติว่าเป็นบุฟเฟต์ คาบิเนท (Buffet cabinet) มีการทุจริตคอร์รัปชันกันอย่างเอิกเกริกและเป็นที่รับรู้ทั่วกัน ร่างรัฐธรรมนูญที่มาจาก สภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จึงเขียนตรงนี้เอาไว้ และท่านประธานจะเห็นว่าถ้าพิจารณา ไม่เสร็จก็ให้ยุบสภาผู้แทนราษฎรเสียเลยเป็นการบังคับกติกาใหม่ที่มาจาก สภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเลือกตั้งโดยประชาชน ซึ่งอํานาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญ เป็นอํานาจของประชาชนอยู่แล้ว ซึ่งเขียนเอาไว้ครับ มันคนละเรื่อง คนละบริบท คนละยุค คนละสมัย คนละเหตุผล คนละที่มากับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่เราพิจารณาอยู่โดยสิ้นเชิง รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑ มาตรานี้จึงเป็นมาตราที่ไม่อาจอ้างอิงหลักการใด ไม่ว่าจะเป็น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผลไม้พิษที่ท่านกล่าวหาตลอด แล้วท่านวันนี้ยืมเขามาใช้โดยสิ้นเชิง หรือจะอ้างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็อ้างไม่ได้เพราะมันต่างกันโดยสิ้นเชิง มันไม่มีเหตุผลอื่น ท่านประธานครับ นอกจากมาเป็นการจํากัดตัดทอนอํานาจของตัวแทนประชาชนในสภาแห่งนี้ เพื่อให้ตัวเองบรรลุแผนการที่ผู้บงการวางเอาไว้ แล้วก็มีคนดําเนินการทําตามในทุกประการ ก็จะลากกันไปครับ ผมอภิปรายชี้ให้เห็น ผมก็ยังหวังจะมีคําตอบจากท่านประธาน คณะกรรมาธิการชุดนี้ ซึ่งก็คงเป็นคําตอบที่เหมือนกับเล่นละครฉากหนึ่งนะครับ เพราะสุดท้ายพอไปสักพักหนึ่งก็จะมีคนลุกขึ้นเสนอเปิด ลุกขึ้นเสนอปิด หัวเราะกันไปแล้วก็ ลงมติกันไปก็คิดว่าประชาชนคงจะไม่รู้เรื่องอะไร ก็อย่าลืมละครับ อํานาจใดที่มันใช้ อย่างอยุติธรรมมันต้องมีคนไม่เห็นด้วยแล้วก็ต้องลุกขึ้นต่อต้าน อย่าคิดว่าประชาชน เขาตามไม่ทัน แล้วเสียงข้างมากตรงนี้จะทําอะไรก็ได้ครับ ที่มีปัญหากันมาตลอดระยะเวลา ๑๐ กว่าวันท่านประธานครับ ผมยังไม่เคยลุกขึ้นพูดแม้แต่มาตราเดียวนะครับ แต่อยู่ด้วย ตลอด ๑๐ กว่าครั้งของการประชุมรัฐสภาพิจารณารัฐธรรมนูญมันเปลือยตัวตนที่แท้จริงของ หลายคนนะครับ แต่ที่สําคัญมันเปลือยตัวตนที่แท้จริงของความคิดเผด็จการภายใต้เสื้อคลุม ประชาธิปไตย ถ้าถูลู่ถูกังกันไปในสภานี้ก็ไม่เป็นไรครับ แต่เตรียมการรับการตอบกลับ ของพลังของประชาชนก็แล้วกัน ถึงเวลานั้นแล้วก็เตรียมการรับกันไว้ให้ดี แล้วมันจะเป็นจุดที่ มีการเปลี่ยนแปลงกันอย่างยิ่งใหญ่ อย่าคิดนะครับว่าดูถูกพลังของพี่น้องประชาชนได้ แล้ว ตัวเองจะเอาคนเพียงไม่กี่ยิบมือทําตามจอมบงการแล้วคิดจะกินรวบประเทศไทย ผมคนหนึ่ง นะครับที่จะต้องลุกขึ้นต่อต้านแล้วก็สู้กันอย่างถึงที่สุด ผมจึงแปรญัตติให้ตัดมาตรานี้ออก ทั้งฉบับครับท่านประธาน