ไพบูลย์ นิติตะวัน อภิปรายเรื่องมาตรา 11 ที่เข้าใจว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้ตัดมาตรานั้นออก
เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมก็ต้องขออนุญาตเรียนท่านประธานไว้ในขณะนี้เลยว่า สําหรับมาตรา ๑๑ นั้น ผมจะไม่พูดถึงท่านประธานโดยส่วนตัวแล้ว เพราะวันนี้พูดมาก พอแล้วนะครับ ท่านจะได้สบายใจขึ้นนิดหนึ่ง ต่อไปผมขออนุญาตอภิปรายในมาตรา ๑๑ ซึ่งผมได้แปรญัตติโดยขอให้ตัดมาตรานั้นออกทั้งมาตรา ท่านประธานครับ มาตราดังกล่าวนั้น เหตุผลที่ผมต้องแปรญัตติเพื่อจะตัดทั้งมาตราออกก็ด้วยเหตุเห็นว่าการร่างมาตราฉบับนี้ เพื่อที่ให้มีการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาเป็นกระบวนการที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเพื่อนสมาชิกก็ได้มีการกล่าวไปบ้างแล้วพอสมควร การขัดกันนั้น ไม่ว่าจะไม่เป็นดําเนินการตามกระบวนการรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๐ ในส่วนของ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญซึ่งจะต้องมีขั้นมีตอนบัญญัติไว้ อย่างชัดเจน แต่เหตุผลที่มาตรา ๑๑ ผู้เสนอญัตติแล้วก็ผ่านความเห็นชอบของ คณะกรรมาธิการมานั้นได้กําหนดไว้ดังที่ปรากฏเป็น ๓ วรรคนั้นก็ชัดเจนครับ เป็นเจตนาที่จะให้เมื่อร่างแก้ไขได้ผ่านการพิจารณาเรียบร้อยแล้ว ก็อยากให้กฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นสามารถที่จะรองรับได้โดยเวลาที่รวบรัด ก็จึงมีการเขียนให้ตัดตอน ดังซึ่งปรากฏมาตลอดทั้งฉบับในการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่มาตรา ๑ ถึงมาตรา ๑๓ จะพบไม่ว่าจะเขียนอาจจะมีคําผิด มีเขียนประเด็นซ้ํา มีเขียนเรื่องราว ที่พันกันไปพันกันมา ขัดโน่นขัดนี่อยู่ตลอดทั้งฉบับ มาตรา ๑๑ ก็เช่นเดียวกันครับ ท่านประธาน ดังนั้นในส่วนที่ผมมองแล้วว่าเป็นประเด็นนอกจากเรื่องกระบวนการ ที่ไม่เป็นไปตามมาตรา ๑๔๐ แล้ว ในส่วนอีกอันหนึ่งก็คงจะเป็นเจตนาของมาตรา ๑๑ ที่บัญญัติไว้ ก็คือหลีกเลี่ยงในกระบวนการที่จะนําไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อจะต้องวินิจฉัย ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญก่อนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๑ ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๑ นั้นก็บัญญัติไว้เป็นที่เรียบร้อยว่า ก่อนที่จะนําขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยจะต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลจะต้องกระทําให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับตั้งแต่วันที่รับเรื่อง ในมาตรา ๑๔๑ นั้น ได้ให้อํานาจของคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไว้ ถ้ามีข้อความที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ให้ข้อความที่ขัดหรือแย้งนั้นเป็นอันตกไป และที่สําคัญก็คือในกรณีที่ถ้าวินิจฉัยเรื่อง การตราขึ้นไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแล้วก็จะทําให้ร่างดังกล่าวต้องตกไปด้วย นะครับ สิ่งนี้เป็นปัญหาจึงทําให้ท่านผู้เสนอญัตติและรวมทั้งคณะกรรมาธิการที่พิจารณา จึงให้มีมาตรา ๑๑ ขึ้น แต่จากการที่ผมศึกษาแล้ว แล้วก็เห็นว่าแม้นทางกรรมาธิการ จะเห็นชอบ แม้นผ่านผู้เสนอร่างมาแล้วก็ตาม แต่ในส่วนท้าย ถ้าอย่างไรก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในการที่จะต้องเขียนว่า ให้นําความในมาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยมาใช้บังคับโดยอนุโลม ท่านประธานครับ การที่บัญญัติไว้อย่างนี้ ก็ย่อมหมายความว่าเมื่อร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญซึ่งท่านแก้ไขไว้เรียบร้อย ท่านเขียนแบบเป็นทางลัดตลอด เพื่อเร่งรัดให้ทัน กลัวที่สุดก็คือที่วุฒิสภาท่านจึงเขียนไว้อย่างนี้ เพราะถ้าไปที่วุฒิสภาผมเชื่อว่า ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ผมไม่พูดถึงท่านประธานนะครับ ผมพูดท่านประธาน คณะกรรมาธิการ ท่านประธานคณะกรรมาธิการก็คงจะรู้แล้วว่าวุฒิสภาในขณะนี้ซึ่งมี ส.ว. อยู่ทั้ง ๒ ระบบ มีดุลยภาพในวุฒิสภา มีขั้นมีตอนในการกลั่นกรองกฎหมาย มีการกลั่นกรอง ก็อาจจะไปพบกับประเด็นที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหลาย ๆ ประการของท่าน แล้วก็จะทําให้ ร่างแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่นําเสนอตามมาตรา ๑๑ นั้นมีปัญหา ก็จึงพยายามเขียนลัดขั้นตอน แต่อย่างไรก็ตามเมื่อท่านเขียนไว้ในตอนท้ายว่าต้องตาม มาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม ก็มีผลอย่างนี้ครับ เมื่อใช้โดยอนุโลม ก็จะไปโดนในส่วนที่ ๘ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในส่วนที่ ๘ เรื่องการควบคุมการ ตรากฎหมายที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๕๔ ครับท่านประธาน ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๔ นั้นเป็นการบัญญัติไว้ร่วมกันกับการใช้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ ซึ่งท่านใช้อนุโลม ถ้าท่านใช้โดยอนุโลมแล้วก็จะมาตกอยู่ภายใต้บังคับ ของบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๕๔ ซึ่งมาตรา ๑๕๔ นั้นท่านประธาน เมื่อสัปดาห์ ที่แล้วเพิ่งดําเนินการใช้สิทธิในมาตรา ๑๕๔ นั้น ทําตามอํานาจหน้าที่ได้ยื่น ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ ๒๕๕๗ ไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นผมศึกษาเรื่องนี้มาโดยเฉพาะ ท่านประธาน ผมดูแล้วว่าหากท่านเขียนในมาตรา ๑๑ โดยใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ โดยอนุโลมนั้นก็มาตกอยู่ภายใต้บังคับนี้ ดังนั้นผมยังสบายใจครับว่าร่างประกอบรัฐธรรมนูญที่ท่านร่างขึ้นมานั้น ถ้าในส่วนผมเห็นว่า มีข้อความใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือตราขึ้นโดยไม่เป็นไปตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญ ผมยังใช้สิทธิตามมาตรา ๑๕๔ โดย ส.ส. ในมาตรา ๑๕๔ (๑) บัญญัติไว้ครับ เพื่อให้ประชาชนได้รับฟังไปด้วย คือบัญญัติว่าก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนําขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อให้พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยตามมาตรา ๑๕๐ นั้น หากสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภารวมกันมีจํานวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา ถ้าเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติ ดังกล่าวมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญนี้ ให้เสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา หรือประธานรัฐสภาแล้วแต่กรณี แล้วให้ประธานแห่งสภาที่ได้รับความเห็นดังกล่าว ส่งความเห็นนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยและแจ้งให้นายกรัฐมนตรีโดยไม่ชักช้า นี่เป็นความในมาตรา ๑๕๔ ผมก็ยังรู้สึกดีขึ้น แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามครับ ผมก็ยิ่งรู้สึกดีขึ้นไป อีกนะครับ เมื่อผมได้ดูรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ที่ท่านได้ยื่นเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านอาศัยอํานาจตามมาตรา ๒๙๑ ซึ่งก็บัญญัติไว้ (๗) เช่นเดียวกันครับท่านประธาน ใน (๗) ของมาตรา ๒๙๑ ในตอนท้าย (๗) บัญญัติว่า เมื่อการลงมติได้เป็นไปตามที่กล่าวแล้ว ให้นําร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย และให้นําบทบัญญัติมาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ มาบังคับใช้โดยอนุโลม ซึ่งเหมือนกัน เหมือนกับที่ผมเรียนเมื่อสักครู่นี้ ดังนั้นถ้าเมื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ท่านคณะกรรมาธิการ ให้ความเห็นชอบ แล้วที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบครบแล้ว ส่งต่อไปตามกระบวนการนั้น ผมก็ยังจะมีช่องใช้สิทธินี้ ดังนั้นท่านประธานครับ เพื่อไม่ให้รบกวนเวลาของเพื่อนสมาชิก รวมทั้งท่านประธานด้วย ผมคิดว่าในมาตรา ๑๑ นี้ผมคงจะมีประเด็นหลัก ๆ ที่นําเสนอ ต่อท่านประธานคณะกรรมาธิการแล้ว รวมทั้งผมเล่าให้ฟังถึงเหตุผลที่ผมจึงไม่สามารถที่จะ เห็นด้วยกับการที่ท่านร่างมาตรา ๑๑ ขึ้นมา จึงเสนอให้ตัดมาตรา ๑๑ ออกทั้งหมด ท่านประธานครับ สุดท้ายครับ มาตรา ๑๑ ขอบคุณมากครับ ท่าน ส.ส. จังหวัดอุดรธานี ตกลงว่าเมื่อสักครู่ถ้าผมพูดมาตรา ๒๑ ก็เปลี่ยนเป็น มาตรา ๑๑ นะครับ สุดท้าย ท่านประธานครับ เมื่อวานนี้ผมอภิปรายไปรู้สึกท่านประธานได้ฟังด้วย บอกว่าถ้าวุฒิสภา เราเปลี่ยนที่มาของ ส.ว. ให้เป็นเหมือนที่มาของ ส.ส. ก็จะกลายเป็นว่าเหมือนกับ ส.ส. ท่านอาจจะเห็นว่าในวุฒิสภาเราอาจจะมี ส.ว. ในที่ประชุมวุฒิสภา ซึ่ง ส.ว. คนนั้นอาจจะเอา รองเท้าขึ้นมาวางบนโต๊ะเหมือนกับ ส.ส. คนหนึ่งที่ทําในสภาผู้แทนราษฎร เดี๋ยวผมจบแล้วครับ ท่านประธาน ปรากฏว่าประชาชนที่บ้านเขาถาม แล้วใครครับ ผมเลยต้องเรียนท่านประธาน ว่าก็คือจ่าประสิทธิ์นั่นละครับ ขอบคุณครับ