รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๐ · ๑๑ กันยายน ๒๕๕๖

ไพบูลย์ นิติตะวัน หารือเรื่องการแปรญัตติตัดมาตรา ๑๒ เพื่อไม่ให้สมาชิกวุฒิสภา ต่ออายุการดำรงตำแหน่ง และมองว่าการแปรญัตตินี้มีเจตจํานงเพื่อควบคุมการแต่งตั้งหรือถอดถอน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลปกครอง หรือกรรมการองค์กรอิสระ

นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมก็ได้มีการแปรญัตติมาตรา ๑๒ การแปรญัตตินั้นผมก็แปรญัตติ โดยที่ขอให้ตัดมาตรา ๑๒ ออกไปทั้งหมด ด้วยเหตุผลดังที่ผมจะต้องเรียนให้ท่านประธาน รับทราบดังต่อไปนี้ครับ ท่านประธานในมาตรา ๑๒ ก็ที่ผมได้เคยอภิปรายก่อนหน้านี้ ในมาตรา ๑๐ ไปแล้ว คือมาตรา ๑๒ นั้นมีเจตจํานงที่ยึดโยงให้สมาชิกวุฒิสภา ตามมาตรา ๑๐ ซึ่งมาจากการเลือกตั้งสิ้นสุดสมาชิกภาพนั้น ในวันที่สมาชิกวุฒิสภา ที่ได้รับเลือกตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่ ซึ่งก็หมายความดังที่ผมเรียนไป ซึ่งต้องขอทวนอีกครั้ง เพราะอยู่ในมาตรา ๑๒ โดยตรง ก็คือเท่ากับเป็นการต่ออายุเป็นการขยายวาระ ในการดํารงตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภาเลือกตั้งให้แทนที่จะสิ้นสุดลงในวันที่ ๒ มีนาคม ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในฉบับปัจจุบัน แต่ให้ขยายไปเป็นสิ้นสุดในวันที่สมาชิกวุฒิสภา ที่ได้รับเลือกตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่ ก็หมายถึงขยายไปอีกไม่น้อยกว่ากระบวนการทั้งหมด อาจจะจบประมาณสัก ๙๐ วัน ไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน ซึ่งเจตจํานงในการขยายเวลาดังกล่าวนั้น มีข้อแฝงเร้นอยู่หลาย ๆ ประการดังที่ผมก็ได้เรียนไปเบื้องต้นระดับหนึ่งแล้ว แต่ผม ขอขยายขึ้นอีก เพิ่มเติมก็คือเพื่อที่ให้สมาชิกวุฒิสภาเลือกตั้งชุดปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นผู้ที่เสนอญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งได้มีความพยายามที่จะกลับมา ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป โดยขอสิทธิเพิ่มเติมในส่วนนี้ก็ได้มีการเติมในส่วนของการที่ทําให้ได้มา สมัครเลือกตั้งใหม่นั้นอยู่หลาย ๆ ที่ แต่ก็ยังกังวลอยู่ครับว่าถ้าตนเองออกไปแบบเดียวกันกับ ส.ส. คือพ้นออกไปเหมือนบุคคล ทั่ว ๆ ไปแล้วไปเลือกตั้งก็เกรงว่าจะไม่ได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ก็เลยอยากที่จะว่าถ้าจะไปลง เลือกตั้งก็ขอให้ยังอยู่ในตําแหน่งต่อ เพื่อน ๆ สมาชิกหลายท่านก็บอกว่ามันเป็นประโยชน์ ครับ นั่งเครื่องบินก็นั่งเครื่องบินของทางราชการไปด้วย ไปหาเสียงก็หาเสียงได้ด้วย แล้วแถม ก็ยังสามารถทําหน้าที่ในการเอางบประมาณแผ่นดินไปใช้ในการหาเสียงได้อีก สิ่งเหล่านี้ จึงเป็นเหตุที่มีการบัญญัติในมาตรา ๑๒ ในวรรคแรกไว้ ให้ปฏิบัติหน้าที่รอจนสมาชิกวุฒิสภา ได้รับเลือกตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่ โดยสถานะตอนนั้นให้ถือว่าสถานะยังเป็นสมาชิกวุฒิสภาอยู่ ท่านประธานครับ และในส่วนต่อมานะครับที่บอกว่าให้สมาชิกวุฒิสภามาตรา ๑๐ ซึ่งมาจาก สรรหาเท่าที่เหลืออยู่ยังคงมีสมาชิกภาพต่อไปจนกว่าครบวาระตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญนั้น เรื่องนี้ผมฐานะที่ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๓ ทุกอย่าง ถ้ารัฐธรรมนูญเขียนไว้อย่างไร ผมปฏิบัติตามในที่บทบัญญัติทุกมาตรา เมื่อรัฐธรรมนูญ เขียนว่าผมยังต้องทําหน้าที่อยู่ ผมก็ต้องทําหน้าที่อยู่ แต่ผมคงไม่ประสงค์ที่จะทําตาม บทเฉพาะกาลใด ๆ ทั้งสิ้น ผมจึงเห็นว่ามาตรา ๑๒ วรรคแรกนั้น ผมไม่อาจรับได้ก็จึง ขอแปรญัตติตัดทั้งมาตราไป และในส่วนที่ ๒ เมื่อกรรมาธิการเสียงข้างมากได้พิจารณาแล้ว ก็มีการแก้ไขเพิ่มเติมปรากฏเป็นในวรรคสองคือกําหนดว่าให้ในช่วงระหว่างมีการเลือกตั้งอยู่ ให้สมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๐ จะปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการพิจารณาให้บุคคลดํารง ตําแหน่งหรือถอดถอนบุคคลใดออกจากตําแหน่งตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญมิได้จนกว่า สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้งทั่วไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไข เพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้เข้าปฏิบัติหน้าที่ ผมก็ไม่แปลกใจหรอกครับ แต่ในส่วนผม ผมไม่ได้ ติดใจเหมือนอย่างท่าน ส.ว. สมชาย แสวงการ ที่ท่านเป็นห่วงเรื่องตําแหน่งของประธาน วุฒิสภา เพราะผมได้เรียนในที่ประชุมแห่งนี้แล้วว่าประธานวุฒิสภานั้นถ้าตามมาตรา ๑๐ โยงมาที่มาตรา ๑๒ นั้น ท่านไม่ต้องลาออกจากตําแหน่งอยู่แล้วท่านยังสามารถเป็นสมาชิก วุฒิสภา ซึ่งไม่ใช่รักษาการอยู่แล้ว ท่านทําหน้าที่ต่อไปได้ แต่ว่าการบัญญัติเพิ่มเติมในส่วน วรรคสองนี้ของกรรมาธิการเสียงข้างมาก ผมมองว่าเพื่อที่จะควบคุมการแต่งตั้งหรือถอดถอน ศาลองค์กรอิสระต่างหากนะครับ ในประเด็นที่ผมมองอยู่ในประเด็นการเติมวรรคสองนั้น ก็ห่วงว่าในช่วงดังกล่าวอาจจะมีการแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลปกครอง หรือมีการแต่งตั้งกรรมการองค์กรอิสระขึ้น เกรงว่าจะไม่สมารถครอบงําได้ก็เหตุผลที่ผมกล่าว ตั้งแต่ต้น เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกก็กล่าวมาก่อนหน้านั้น เป็นเหตุผลของท่าน แต่เหตุผล ผมตั้งแต่เริ่มต้นอภิปราย ตั้งแต่ในวาระที่หนึ่งจนถึงปัจจุบัน ผมยังยืนยันว่ารัฐธรรมนูญนี้ เป็นรัฐธรรมนูญซึ่งมีเจตจํานงจากประชาชนร่วมกัน โดยบัญญัติไว้อยู่แล้วครับในหลักการ และเหตุผลในคําปรารภว่าเมื่อจัดทําร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว สภาร่างรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่ ให้ประชาชนทราบ และจัดให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบแก่ ร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ การออกเสียงประชามติปรากฏผลว่าประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงประชามติ เห็นชอบให้นําร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาใช้ บังคับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็บัญญัติอยู่แล้วว่าให้สถาบัน ทางการเมืองทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารให้มีดุลยภาพและประสิทธิภาพตามวิถีทาง การปกครองแบบรัฐสภา ประเด็นนี้เขียนไว้โดยเจตจํานงแห่งมหาชน ท่านจะบอกว่าการที่มีโครงสร้างของสมาชิกวุฒิสภาสรรหานั้นไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน แล้วที่ลงประชามตินี้มันคืออะไร ท่านต้องมองตรงจุดนี้ด้วย แต่อย่างไรก็ตามในประเด็น ต่อมาในหลักการและเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องยึดโยงอยู่กับวรรคสองนี้ก็คือว่า เขียนไว้ว่ารวมทั้งให้สถาบันศาลและองค์กรอิสระอื่นสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยสุจริตเที่ยง ธรรม ศาลและองค์กรอิสระอื่นนั้นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งลงประชามติโดยมติของมหาชน นั้นเห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่เป็นองค์กรที่สําคัญในการที่จะตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐของ ฝ่ายบริหาร และรวมทั้งตรวจสอบการใช้อํานาจของฝ่ายนิติบัญญัติด้วย ดังนั้นหน้าที่นี้ เป็นหน้าที่ของศาล หน้าที่ขององค์กรอิสระ ศาลหรือองค์กรอิสระไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง โดยตรงครับ แต่ศาลหรือองค์กรอิสระเป็นส่วนของการที่จะมาตรวจสอบกระบวนการ ความถูกต้องของส่วนหนึ่งที่มาจากอีกด้านหนึ่งซึ่งจะไปใช้กลุ่มเดียวกันไม่ได้ ดังนั้น ในการพิจารณาตั้งแต่วาระที่หนึ่งมีหลาย ๆ ท่านพยายามบอกว่าการที่จะต้องแก้ไข รัฐธรรมนูญให้ที่มาของ ส.ว. นั้นมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดเพื่อที่จะได้ถอดถอน กรรมการองค์กรอิสระได้ เพราะว่าถ้ามี ส.ว. สรรหาอยู่ด้วยถอดถอนไม่ได้ ประเด็นนี้ เป็นประเด็นสําคัญ แล้วก็เกิดขึ้นจริงในวุฒิสภา ซึ่งผมอยากให้ประชาชนรับทราบด้วยก็คือมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าชื่อกันเพื่อถอดถอนกรรมการ ป.ป.ช. ๑ ท่าน แล้วเรื่องดังกล่าว เข้ามาสู่การพิจารณาในวุฒิสภา แต่วุฒิสภานั้นหลังจากได้รับฟังเหตุฟังผลแล้ว มติในการ ถอดถอนไม่ได้เพียงพอที่จะถอดถอนกรรมการ ป.ป.ช. นั้น แต่มีเสียงจากทางฝ่ายที่เกี่ยวข้อง หลายฝ่ายทั้งซีก ส.ส. ทั้งซีก ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งบางส่วนนะครับ บอกว่าถ้ามี ส.ว. เลือกตั้งทั้ง ๒๐๐ คนเมื่อไร เรื่องของกรรมการ ป.ป.ช. นี้หลุดแน่ โดนถอดถอนแน่ ท่านประธานลองคิดดูครับ ถ้าเจตจํานงของรัฐธรรมนูญนั้นต้องการให้สถาบันศาลและ องค์กรอิสระอื่นสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยสุจริตและเที่ยงธรรม แต่ถ้าถูกการกดดัน ข่มขู่ คุกคามโดยทางอ้อมและทางตรงจะสามารถปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตเที่ยงธรรมได้อย่างไร นั่นละครับ เป็นที่มาของโครงสร้างของวุฒิสภาที่ยังมีดุลยภาพอยู่อย่างนี้ แต่เมื่อท่าน ดําเนินการตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้แล้วนํามาสู่มาตรา๑๒ ทั้งวรรคแรก วรรคสอง ก็จึงให้เห็นชัดเจนครับ เป็นการดําเนินการเพื่อจะทําลายโครงสร้างการถ่วงดุลในวุฒิสภา เพื่อให้ฝ่ายการเมืองเข้าแทรกแซงการแต่งตั้งและถอดถอนองค์การอิสระได้ ท่านประธานครับผม ก็คงจะมีประเด็นที่อยากจะฝากด้วยความเป็นห่วงเพียงเท่านี้ แล้วก็สุดท้ายอยากจะเรียนว่า ท่านที่กล่าวว่ามาจากเสียงประชาชน ผมพูดอยู่เสมอครับ ผมมองประชาชนเหล่านั้นคือ การเป็นผู้ออกเสียง ผู้ออกเสียงเป็น ๒ ส่วนครับท่านประธาน ส่วนที่ได้รับเงินค่าจ้าง ไม่ใช่การออกเสียงแบบประชาธิปไตย ผู้ที่ได้เป็น ส.ส. โดยผ่านกลไกของการที่ออกเสียง โดยไม่เป็นประชาธิปไตย บุคคลนั้นอย่ามาอ้างว่าเป็นประชาธิปไตยครับ ขอบคุณครับ