วันชัย สอนศิริ หารือเรื่องการแต่งตั้งและถอดถอนบุคคลในองค์กรอิสระในระหว่างที่มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา และเรียกร้องให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่เขียนกฎหมายที่ดูถูกเหยียดหยามหมิ่นดูแคลนผู้ที่เหลืออยู่ในองค์กรอิสระ
ท่านประธานรัฐสภา และพี่น้องประชาชนชาวไทย กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ นอกจากผมได้แปรญัตติไว้ในมาตรา ๑๒ แล้ว และคณะกรรมาธิการ ได้มีการเพิ่มเติมเข้ามา ซึ่งประเด็นนี้ผมถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ และผมอยากจะอ่านสําทับให้ ที่ประชุมได้รับทราบอีกสักครั้งหนึ่ง เมื่อได้มีพระราชกฤษฎีกากําหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิก วุฒิสภาเป็นการทั่วไปตามวรรคหนึ่ง สมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๐ จะปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับ การพิจารณาให้บุคคลดํารงตําแหน่งหรือถอดถอนบุคคลใดออกจากตําแหน่งตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญมิได้ จนกว่าสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้งทั่วไปตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้เข้าปฏิบัติหน้าที่ นี่เป็นสิ่งที่ คณะกรรมาธิการได้เพิ่มเติมมา ท่านประธานที่เคารพครับ แปลความหมายแบบง่าย ๆ ให้พี่น้องประชาชนคนไทยได้เข้าใจด้วย ว่าในระหว่างที่มีประกาศการเลือกตั้ง อาจจะ ๓-๔ เดือน หรืออาจจะเลยเถิดไปถึง ๕ เดือนก็ได้ ห้าม ส.ว. สรรหาที่เหลืออยู่ ๗๐ กว่าคน แต่งตั้งถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และบุคคลใดในองค์กรอิสระ จนกว่าจะมี ส.ว. เลือกตั้งเข้ามาทําหน้าที่ พูดง่าย ๆ ก็คืออย่าแต่งตั้ง ถอดถอนใครเป็นอันขาดในระยะ ๓ เดือน ๔ เดือน ๕ เดือนนี้ นอนกินเงินเดือนไปฟรี ๆ แบบภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่า มัดตราสังข์ ตอกตะปู ปิดฝาโรงห้ามแต่งตั้งถอดถอน ท่านประธานครับ ถ้ามองโลกในแง่ดี ก็อาจจะมองว่าในระยะ ๓-๔ เดือนนี้ไม่มีการแต่งตั้งถอดถอนใคร ถึงจะมีก็อาจจะน้อย นี่มองโลกในแง่ดีนะครับ ผมถามเลยครับท่านประธาน ผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการ ที่นั่งอยู่นี่ ถ้ามองโลกในแง่ดีแบบนี้ เขียนกฎหมายแบบนี้ไว้ทําไม ผมถือว่าเป็นการเขียน กฎหมายที่ดูถูกเหยียดหยามหมิ่นน้ําใจกัน ผมกราบเรียนต่อท่านประธานที่เคารพว่า การแต่งตั้งถอดถอนบุคคล ผมมีความมั่นใจว่า ส.ว. ที่เหลืออยู่นี้เชื่อมั่นว่าสามารถจะทํา หน้าที่ได้อย่างตรงไปตรงมา เพราะความเชื่อมโยงทางการเมืองหรือการแทรกแซง จากการเมืองนั้น ผมเชื่อว่ามีน้อยกว่า ส.ว. ชุดใหม่ที่มีโยงใยทางการเมืองที่จะเข้ามาทําหน้าที่ เพราะฉะนั้นในระยะเวลา ๓ เดือน ๕ เดือนดังกล่าวนี้ เกิด ป.ป.ช. ส่งบุคคลที่จะต้องถอด ถอนมา ขออนุญาตเอ่ยนามแต่ไม่เสียหาย คดีหมอสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี กําลังอยู่ในสภานี้ นี่ผมยกตัวอย่าง ถ้าเกิดส่งเข้ามาในระหว่างนั้น ส.ว. ๗๐ คนนั้นไม่สามารถจะทําหน้าที่ได้ ต้องรอเครือข่ายโครงข่ายของการเมืองเข้ามาแต่งตั้งถอดถอนหรือกระไร ท่านประธานครับ ผมเองได้เคยอภิปรายไว้ในมาตรา ๓ ว่าถ้ามีการเลือกตั้ง ส.ว. ชุดใหม่เข้ามานี้ ผมขออนุญาต พยากรณ์และอาจจะเอ่ยชื่อพรรคการเมืองบ้าง แต่ขอเรียนว่าไม่ได้ทําให้ท่านทั้งหลาย เสียหายแต่ประการใด เชื่อว่าในการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการได้แก้ ตามมาตรา ๕ นี้ ผมคาดการณ์เอาว่า ส.ว. ภาคใต้จะเป็นของพรรคประชาธิปัตย์ส่วนใหญ่ ภาคเหนือจะเป็นของพรรคเพื่อไทย ภาคอีสานจะเป็นของพรรคเพื่อไทย ภาคกลางก็จะคละ กันไปเป็นทั้งพรรคพลังชน พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทย แล้วก็อาจจะมีกลุ่ม ส.ว. ดังที่ผม เอ่ยนาม ลําตะคลอง วังน้ําเย็น วังบัวบาน บ้านเล็ก บ้านใหญ่ อิทธิพลจังหวัด ญาติโยม นักการเมืองนี้คงเข้ามาเป็นเครือข่ายของ ส.ว. ในสภาบนแน่นอน เป็นการคาดการณ์ ของกระผม ผิด ถูก เป็นความรับผิดชอบของกระผม ท่านประธานที่เคารพครับ ในวันนั้น ผมได้กล่าวไว้แล้วยังยืนยัน ณ วันนี้ เพื่อน ส.ว. คนหนึ่งที่มาจากการเลือกตั้งในจังหวัด ภาคอีสาน บอกกับผมว่า คุณวันชัย จังหวัดผมมี ส.ว. ๖ คน ตอนนี้ผมหมดสิทธิแล้ว เขาประกาศกันชัดเจนว่าใครจะลงบ้าง ผมไม่มีที่ยืนในจังหวัดนี้แล้ว ผมขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อ ในจังหวัดนั้น นี่เป็นเรื่องจริงที่ผมขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานว่าถ้าเครือข่าย ทางการเมืองตามมาตรา ๕ เข้ามาจริง ๆ นั้นจะมั่นใจได้อย่างไรว่ามีการถอดถอนและแต่งตั้งนั้น อย่างเป็นธรรม ท่านประธานที่เคารพครับ และผ่านไปยังประธานคณะกรรมาธิการและ คณะกรรมาธิการ ผมเห็นว่าเขียนกฎหมายตามวรรคสองนี้ ขออภัยใช้คําว่า เป็นการเขียน ที่ดูถูกเหยียดหยามดูหมิ่นดูแคลน ไม่ไว้วางใจ พูดง่าย ๆ ก็คือ คนที่เหลืออยู่ ๗๐ คนนี้ ไม่น่าไว้วางใจที่จะให้เขาไปแต่งตั้งถอดถอนใคร หมิ่นน้ําใจกันเกินไป ที่พูดทั้งหมด ไม่ได้เกี่ยวกับผม เพราะผมกราบเรียนว่าถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน ใช้ได้ ผมจะไปลงเลือกตั้ง พูดง่าย ๆ ก็คือท่านกําลังบอกว่าคนเหล่านี้ที่อยู่นั้นน่าจะถอดถอนหรือแต่งตั้งนั้นไม่น่าจะ เป็นธรรม ซึ่งผมขออนุญาตกราบเรียนว่าอย่างนี้เป็นทัศนคติที่ร้ายกาจมาก ผมขออนุญาต เรียนว่าที่นั่งกันอยู่ในสภาทั้งหมดนี้ ไม่ว่าจะซีกใดก็ตาม มาตามรัฐธรรมนูญด้วยกันทั้งสิ้น ตามช่องทางแห่งรัฐธรรมนูญที่กําหนด ผมเชื่อว่าทุกท่าน รวมทั้งตัวกระผม ไม่ได้เกาะ ชายกระโปรงใครมา แล้วก็ไม่ได้เกาะขากางเกงใครมา ไม่ได้มาทั้งใต้ดิน บนดิน ผมเชื่อว่า ส.ว. บางคนก็มาจากเลือกตั้ง บางคนก็มาจากสรรหา ส.ส. บางคนก็มาจากเลือกตั้งครับ ท่านประธาน บางคนก็มาจากสัดส่วน มาตามรัฐธรรมนูญที่กําหนดทั้งนั้น สัดส่วนและสรรหา ซึ่งถือว่าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ต่างกันตรงไหนครับ เมื่อรัฐธรรมนูญกําหนดให้มี ผมขออนุญาต กราบเรียนต่อท่านประธานครับ เห็นมาตรานี้แล้วอยากพูดเพราะอัดอั้น คนที่มาแล้วมานั่งอยู่ ตรงนี้ครับท่านประธาน ไม่ได้มีใครดีถี่ห่างกว่ากันเลย แล้วก็ขออภัยครับ ไม่มีใครวิเศษกว่ากัน อย่าได้ถากถางว่าพวกลากตั้ง ฟังแล้วมันสะเทือนใจครับท่านประธาน มันสบประมาทน้ําใจกัน เกินไป เพราะถ้าเราจะกล่าวหากันนะครับ ไม่ว่าจะวิธีใดนี่มีจุด มีวิธี และมีบุคคลที่เราจะ กล่าวหากันได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นผมก็เกริ่นนํา กราบเรียนท่านประธานเป็นเบื้องต้น ต่อมาตรานี้ ท่านประธานครับ ถ้ารัฐธรรมนูญนี้แก้ได้ผมยังอยากให้ ส.ว. สรรหาไปให้หมด จะได้สมอารมณ์หมายดังใจที่ท่านต้องการ เพราะตัวผมประกาศชัดเจนเลยครับว่า ถึงเวลาจะไปลงเลือกตั้งให้ดูว่าลากตั้งอย่างผมกับเลือกตั้งใครจะกลับมาตรงนี้กัน นี่เป็นความชัดเจนว่าเราไม่จําเป็นต้องไปเกาะแข้งเกาะขาใคร ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมอภิปรายต่อไปนี้ยืนยันว่าผมพูดในหลักการครับท่านประธาน และสิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้ มิได้หมายถึงคนใดคนหนึ่งหรือพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง ขออนุญาตรวมทั้ง เพื่อน ส.ว. ของผมที่มาจากการเลือกตั้งด้วยเพื่อจะได้มีความรู้สึกว่าไม่ระคายเคือง ทางจิตใจกัน และสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานต่อไปนี้นั้นมิได้หมายถึงใคร หรือเอาบุคคลเป็นตัวตั้ง เพราะเวลามีการพูดในสภานี้มีหลายคนที่มักจะพูดว่า คนอย่างผมไม่มีใครแทรกแซงได้ คนอย่างผมไม่มีใครมาสั่งได้มีหลายคนพูดอย่างนี้ครับ ท่านประธาน ขออภัยที่เอ่ยนามแล้วไม่เสียหายครับ ท่านวิทยา บุรณศิริ ส.ส. จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ท่านได้อภิปรายตรงนี้ผมจําได้ในมาตรา ๓ ท่านบอก ส.ส. และ ส.ว. ในจังหวัดอยุธยาก็ไม่ได้มีก้าวก่ายกัน ไม่ได้มีการแทรกแซงกัน ต่างคนต่างทําหน้าที่ สั่งกันไม่ได้ ท่านประธานว่าดีไหมครับแบบนี้ ผมเชื่อว่าดีครับ ท่านทั้งหลายฟังแล้วก็ดีครับ แต่ถามว่า ส.ส. ส.ว. ที่ดีแบบที่ท่านวิทยาเอ่ยนั้นจะมีได้ทุกจังหวัดกี่จังหวัดกี่คนกันครับ และถามว่าคนอย่างที่ท่านเอ่ยนั้นจะได้เป็น ส.ว. ส.ส. ตลอดชีวิตไปไหมครับ ไม่ใช่เลย เพราะฉะนั้นเวลาเราพูดนั้นจะเอาคนเป็นตัวตั้งมิได้ ที่เรากําลังจะอภิปรายกัน ทั้งหมดนี้เราเอาหลักการเป็นตัวตั้งครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นถ้าเราเอาคนเป็นตัวตั้งแล้ว เราไม่จําเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญ ถ้าคนดีหมด และก่อนที่ผมจะไปถึงประเด็นของมาตรา ตามวรรคสองนี้มีหลายคนเขาระแวงครับท่านประธาน ผมขออนุญาตเอ่ยชื่อและไม่เสียหาย ท่านสุนัย จุลพงศธร เกรงว่า ส.ว. สรรหาที่มีอยู่หรือปัจจุบันที่มีอยู่นั้นไม่เป็นกลางทาง การเมืองจะเป็นสภากิ๊ก ท่านประธานคงได้ยินนะครับ ท่านบอกว่าก็มี ส.ว. สรรหาบางคน มีจิตใจไปแอบอิงกับการเมืองแล้วอย่างนี้ไม่เรียกว่าสภากิ๊กได้อย่างไร ถ้าไม่เรียกว่า สภาผัวเมียจะให้เรียกว่าสภากิ๊กหรือ นั่นแปลว่ามีบางคนที่มีจิตใจแอบอิงทางการเมือง ท่านเลยเรียกว่า สภากิ๊ก ผู้ชายอยู่สภาล่าง ผู้หญิงอยู่สภาบน เขารักกัน แล้วจะแต่งงานกัน ต้องเลิกเป็น ส.ว. หรือ หรือจะให้เขาเป็นกิ๊กกัน เพราะฉะนั้นก็ให้มันมีสภาผัวเมียเสีย นี่คือตรรกะที่ได้พูดในที่ประชุมตามมาตรา ๕ วันนั้น ผมอยากจะกราบเรียนต่อ ท่านประธานนะครับ ถ้าเราใช้ตรรกะว่าคนมีกิ๊กได้เราเลยให้มีสภาผัวเมียได้ ตรรกะนี้ ผมถือว่าเป็นตรรกะที่ผิดอย่างมหันต์ครับท่านประธาน เพราะคนทั้งประเทศ ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่ทั้งประเทศ คนบางคนหรือคนบางกลุ่ม บางที่บางแห่งก็มีกิ๊ก ในสภาบางคนก็อาจจะ มีกิ๊ก แต่ถามว่าถ้าเป็นอย่างนี้เราก็เลิกประมวลแพ่งสิครับท่านประธาน ให้คนมีชู้กันได้ ท่านประธานว่าการซื้อสิทธิขายเสียงมีไหมครับ อย่างนั้นเราก็เลิกกฎหมายซื้อสิทธิขายเสียงเปิดให้มีการซื้อสิทธิขายเสียงกันได้ ยาเสพติด ท่านว่ามีไหมครับ มีโสเภณี บ่อน การข่มขืน การพนันมีไหมครับ มี เราก็เอาแบบสภาผัวเมียเลยครับ ท่านประธานครับให้มีการข่มขืนกันได้ ให้มียาเสพติดกันได้ ค้ายาเสพติดกันได้ มีการพนันกันได้ เราจะเอาตรรกะแบบนี้หรือท่านประธาน เราเห็นว่ามันมีคนชั่วเราเลยแก้กฎหมายให้คนทํา ตามคนชั่ว ผมว่าวิธีคิดแบบนี้น่าจะไม่ชอบครับท่านประธาน