รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๐ · ๑๑ กันยายน ๒๕๕๖

ชินวรณ์ บุณยเกียรติ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 13 ซึ่งเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติสมาชิกวุฒิสภา และเรียกร้องให้ห้ามไม่ให้สมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลงสมัครรับเลือกตั้งภายใน 2 ปี นับตั้งแต่วันพ้นจากตำแหน่ง และต้องการแก้ไขกฎหมายเพื่อประโยชน์แห่งการขจัดส่วนได้เสีย

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้ขอสงวนความเห็นไว้ในมาตรา ๑๓ ครับท่านประธาน ซึ่งเป็นประเด็นที่ถือว่า เป็นหลักการสําคัญ โดยมีข้อความที่ได้ขอเพิ่มเติมดังต่อไปนี้ เพื่อประโยชน์แห่งการขจัด ส่วนได้เสีย ห้ามมิให้สมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ดํารงตําแหน่งอยู่ก่อน รัฐธรรมนูญนี้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาภายใน ๒ ปี นับตั้งแต่วันพ้นจาก ตําแหน่ง ผมอยากจะกราบเรียนเหตุผลสั้น ๆ ครับท่านประธานว่าที่ผมได้แปรญัตติ ในมาตรานี้ไว้ โดยมีเหตุผลทางการเมืองและเหตุผลทางกฎหมาย ท่านประธานและ เพื่อนสมาชิกคงเห็นได้ชัดเจนครับว่ากระบวนการในการนําเสนอกฎหมายแก้ไขร่างกฎหมาย รัฐธรรมนูญที่มาของ ส.ว. นั้น จริง ๆ แล้วถ้าเราดูเหตุผลในทางการเมืองก็จะเห็นว่า เป็นความพยายามในการที่จะแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญของรัฐบาลนี้ ตั้งแต่เริ่มในการที่จะ ขอแก้ไขทั้งฉบับ มาตรา ๒๙๑ แต่ท่านก็ไปติดปัญหาในเรื่องของคําพิพากษาของ ศาลรัฐธรรมนูญที่ถ้าหากแก้ไขทั้งฉบับก็จะต้องถามประชามติก่อน แล้วจึงเป็นที่มาที่มา นําเสนอเป็นการแก้ไขเป็นรายฉบับ และผมอยากจะกราบเรียนว่า การที่แสดงเจตจํานง ในการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวนี้ ทําให้เห็นเหตุผลอย่างชัดเจนว่าการนําไปสู่การแก้ไข กฎหมายรัฐธรรมนูญ และท่านไปดําเนินการในการแก้ไขในหลายประเด็นที่นําไปสู่การที่มี ผลประโยชน์ทับซ้อน นําไปสู่การที่มีผลประโยชน์ขัดกัน เห็นได้ชัดก็คือว่าท่านได้ไปแก้ไข ในเรื่องของคุณสมบัติของ ส.ว. ซึ่งท่านได้ไปตัดในร่างเดิมออกไป มีการเสนอหลักการใหม่ ให้บุพการี บุตร สามี ภรรยา สามารถลงสมัครได้ อันนี้ก็เป็นเรื่องเริ่มต้นที่จะชี้ให้เห็นว่า เป็นเรื่องที่มีความพยายามที่จะให้วุฒิสภานั้น มาจากระบบฐานการเมือง ระบบของ ครอบครัวมีความสัมพันธ์ที่ทําให้ขาดความเป็นกลาง และมีอิสระทางการเมือง ในมาตรา ๑๑๖ ก็ได้มีการแก้ไขในการที่จะไปตัดให้ ส.ว. ในชุดนี้ ซึ่งเป็นผู้ที่เสนอกฎหมายเอง พิจารณากฎหมายเอง และลงมติเอง ลงสมัครรับเลือกตั้งซ้ําได้ ซึ่งเป็นเรื่องของผลประโยชน์ ขัดกันที่ชัดเจนครับ ท่านประธานครับ แล้วนอกจากนั้นจะเห็นได้ชัดว่า ยังมีการแก้ไขคุณสมบัติที่ให้สมาชิกพรรคการเมืองสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้โดยไม่มี เงื่อนไขเวลา ให้คนที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้บริหารท้องถิ่นก็สามารถลงสมัคร รับเลือกตั้งได้ นั่นก็เท่ากับว่าการไปลดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม เพื่อผลประโยชน์ ในการที่จะสร้างฐานทางการเมืองเหมือนที่ผมได้กราบเรียนไว้ในเบื้องต้นว่า ในยุคหนึ่ง เมื่อรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เราก็จะเห็นว่ามีความพยายามไปครอบงําวุฒิสภา แต่ในยุคนั้น ก็ได้ข่าวว่ามีการใช้เงิน มีการใช้ทุนเข้ามาในการครอบงําสมาชิกวุฒิสภา และนําไปสู่ปัญหา ในเรื่องของการไปครอบงําองค์กรอิสระต่าง ๆ แต่วันนี้กระบวนการดังกล่าวนี้ก็จะเป็น กระบวนการที่เห็นได้ชัดเจนว่า ต้องการที่จะนําไปสู่การแทรกแซงเข้าไปสู่การครอบงํา แต่เพียงใช้ฐานอํานาจทางการเมืองโดยมาแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าเพื่อที่จะให้การแก้ไขกฎหมายกฎหมายรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ เพื่อประโยชน์แห่งการขจัดส่วนได้เสีย จึงห้ามมิให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิก วุฒิสภาในชุดนี้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ทั้งนี้ก็เป็นหลักการเดียวครับที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้มีบทบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๙๔ เช่นเดียวกันครับว่า เพื่อผลประโยชน์แห่งการขจัดส่วนได้เสีย ห้ามมิให้กรรมาธิการยกร่างลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. และ ส.ว. นับแต่วันพ้นจากตําแหน่ง ขณะที่เป็นแค่คณะกรรมาธิการยกร่างก็มีบทห้ามเรื่องขัดกันแห่งผลประโยชน์แล้ว แต่วันนี้ ทั้งพฤติกรรมทางการเมืองและทั้งเหตุผลทางกฎหมายดังกล่าวนี้ จึงเป็นเหตุผลที่ผมได้ ขอเสนอสงวนความเห็นไว้ในมาตรา ๑๓ ซึ่งเป็นหลักการที่สําคัญ และวันนี้ผมอยากจะ เรียกร้องว่าพฤติกรรมที่ผ่านมาทั้งหมดเห็นได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าการปิดปาก การรวบรัด ไม่ให้พวกผมได้อภิปรายในฐานะที่เป็นผู้สงวนความเห็นและผู้แปรญัตติ การสมคบกัน ในการพักการประชุมและหารือโดยไม่เปิดเผย ปิดบังอําพราง การเปิด ปิด อภิปรายในแต่ละ มาตรา ทั้งที่ยังมีผู้ต้องการที่จะอภิปรายอยู่ หรือแม้แต่การที่ท่านประธานรัฐสภาใช้อํานาจ ในการไม่ถามญัตติที่กลุ่มพวกผมได้ดําเนินการไว้ในมาตรา ๑๒ ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องที่ผม อยากจะกราบเรียนกับท่านประธานครับ ว่าวันนี้ท่านประธานเอง ทางคณะกรรมาธิการและ เพื่อนสมาชิกวุฒิสภาและเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถ้าหากใครก็ตามครับที่ไป ดําเนินการในการที่จะทําให้เกิดผลประโยชน์ได้เสียและมีผลประโยชน์ทับซ้อน ในอนาคต ข้างหน้าไม่ว่าท่านจะได้ประโยชน์โดยทางตรงหรือทางอ้อม ท่านจะให้บุพการี สามี ภรรยา ของท่านลงสมัครรับเลือกตั้ง หรือท่านไปลงสมัครเอง ผมคิดว่านั่นคือการตอกย้ําเจตนาที่ เห็นได้อย่างชัดเจน ถ้าท่านไม่เห็นด้วยกับการสงวนความเห็นของผมในวันนี้ จึงอยากเรียน ยืนยันในเรื่องนี้ไว้เป็นหลักการครับ ขออนุญาตที่จะกราบเรียนเพียงแค่นี้ครับ