ธนา ชีรวินิจ หารือเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา และขอให้ลบมาตรา 10 ของรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมีลักษณะขัดกันเองและไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีประเด็นหลักสองประการ คือ การแก้ไขหลักการของวุฒิสภา และการเปลี่ยนแปลงอํานาจของวุฒิสภาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะได้ ลุกขึ้นมาอภิปรายในมาตรา ๑๐ เนื่องจากคณะกรรมาธิการวิสามัญได้ยังคงไว้ตามร่างเดิม ซึ่งมาตรา ๑๐ ได้บัญญัติไว้อย่างนี้ครับท่านประธาน ให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีสมาชิกภาพ อยู่ในวันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับยังคงมีสมาชิกภาพและปฏิบัติหน้าที่วุฒิสภาต่อไป
วรรคสอง ในกรณีที่การดํารงตําแหน่งของสมาชิกวุฒิสภาตามวรรคหนึ่งว่างลง ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติม โดยรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ต้องดําเนินการเลือกตั้งหรือสรรหาสมาชิกวุฒิสภาขึ้นใหม่ แทนตําแหน่งที่ว่าง ผมได้เสนอต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญว่าผมไม่เห็นด้วยและขอให้ ตัดออกทั้งมาตรา ซึ่งผมมีเหตุผลในการที่เสนอตัดออกทั้งมาตราในประเด็นหลัก ๆ อยู่ ๓-๔ ประเด็นด้วยกัน ก็คือ
ประเด็นที่หนึ่ง การบัญญัติรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๐ นั้น เป็นการบัญญัติ รัฐธรรมนูญที่มีลักษณะขัดกันเองอย่างเห็นได้ชัด และไม่สามารถนําไปปฏิบัติได้
ประเด็นที่สอง การบัญญัติ ในมาตรา ๑๐ นั้น เป็นการบัญญัติที่ขัดต่อ บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้เคยมีคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไว้แล้ว
ประเด็นที่สาม ก็คือ ได้มีการดําเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอํานาจหลักของ วุฒิสภา ได้มีการเพิ่มเติมอํานาจและวาระของวุฒิสภา โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาไทย ปี ๒๕๕๐ ไม่ได้ให้อํานาจไว้ การที่ท่านไปแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านความเห็นชอบของ ประชาชน แต่ท่านไปแก้ไขอํานาจหลักและขบวนการหลักในการปกครองระบอบ ประชาธิปไตย จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งผมจะได้ใช้สิทธิในการอภิปรายดังต่อไปนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ในวรรคแรก ท่านเขียนว่าให้สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมีสมาชิกภาพ อยู่ในวันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ยังคงมีสมาชิกภาพและปฏิบัติหน้าที่วุฒิสภาต่อไป ถ้าท่านประธานอ่านไปกับผมว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐ นี้ก็เขียนไว้ว่าในวันที่รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ใช้บังคับก็คือมีทั้งสมาชิกวุฒิสภาสรรหาและสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ยังให้มีสมาชิกภาพและให้ปฏิบัติหน้าที่วุฒิสภาต่อไป สิ่งนี้ผมต้องกราบเรียนท่านประธาน ก็คือว่า การบัญญัติในมาตรา ๑๐ นั้น ซึ่งสอดคล้องกับอํานาจในการดําเนินการของวุฒิสภา ที่กฎหมายรัฐธรรมนูญบัญญัติ แต่ว่าลักษณะของการเขียนกฎหมายของท่านนั้นมีลักษณะ ขัดกันเอง ขัดกันไปขัดกันมาหลายมาตราเกี่ยวพันกันในมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง ท่านบอก ให้มีสมาชิกภาพและปฏิบัติหน้าที่วุฒิสภา แต่ในมาตรา ๑๒ ท่านบอกว่า เมื่อได้มี พระราชกฤษฎีกากําหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไปตามวรรคหนึ่งแล้ว สมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๐ จะปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการพิจารณาให้บุคคลดํารงตําแหน่ง หรือถอดถอนบุคคลใดออกจากตําแหน่งตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญมิได้จนกว่าสมาชิก วุฒิสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้งทั่วไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยรัฐธรรมนูญนี้เข้าปฏิบัติหน้าที่ ท่านประธานเห็นไหมครับ มาตราในบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ ๒ มาตราขัดกันโดยสิ้นเชิง มาตรา ๑๐ บอกให้มีสถานะดํารงอยู่และปฏิบัติ หน้าที่วุฒิสภาต่อไป แต่ในมาตรา ๑๒ วรรคสอง ท่านก็บอกว่าห้ามปฏิบัติหน้าที่ในการ แต่งตั้ง ถอดถอนบุคคลที่จะดํารงตําแหน่ง ผมขออนุญาตท่านประธานตามผมมาที่ มาตรา ๑๓๒ ครับ มาตรา ๑๓๒ ในระหว่างที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือ สภาผู้แทนราษฎรถูกยุบจะมีการประชุมวุฒิสภามิได้ เว้นแต่เป็นกรณีดังต่อไปนี้ ๑. การประชุมที่ให้วุฒิสภาทําหน้าที่รัฐสภาตามมาตรา ๑๙ มาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓ และมาตรา ๑๘๙ โดยถือคะแนนเสียงจากจํานวนสมาชิกของวุฒิสภา (๒) การประชุมที่ให้วุฒิสภาทําหน้าที่พิจารณาบุคคลดํารงตําแหน่งใดตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญนี้ ท่านอ่านและฟังให้ดีนะครับ และ (๓) การประชุมที่ให้วุฒิสภาทําหน้าที่ พิจารณาและมีมติให้ถอดถอนบุคคลออกจากตําแหน่ง ซึ่งถ้าท่านประธานจะได้พิจารณา กฎหมายรัฐธรรมนูญมาด้วยกันกับผม ท่านประธานจะเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ให้ อํานาจวุฒิสภาไว้หลัก ๆ อยู่ ๓ ประการ ๑. คือการกลั่นกรองกฎหมาย ๒. ให้ความชอบ ในเรื่องสําคัญที่รัฐบาลจะไปดําเนินการตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และ ๓. การแต่งตั้ง และถอดถอนบุคคลสําคัญทางการเมืองและองค์กรอิสระ ซึ่งรวมทั้งศาลและอัยการ นอกจาก บทบัญญัติที่กําหนดอํานาจหน้าที่ของวุฒิสภาไว้อย่างชัดเจนในมาตราที่ผมได้ระบุไว้แล้ว ในหมวดของวุฒิสภา แต่ท่านประธานเห็นไหมครับว่าในมาตรา ๑๓๒ เขายังบรรจุย้ําไว้ อีกว่าในกรณีที่สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือถูกยุบสภา วุฒิสภาดําเนินการ ในส่วนใดบ้างไม่ได้ แต่อํานาจหน้าที่อย่างหนึ่งที่สําคัญที่สุดของวุฒิสภาจะไม่สิ้นสุดไปด้วย ต้องทําหน้าที่ต่อไป เพราะเป็นเรื่องสําคัญอย่างยิ่งที่รัฐธรรมนูญให้อํานาจไว้ นั่นคือการให้ วุฒิสภาทําหน้าที่พิจารณาให้บุคคลดํารงตําแหน่งใดตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญใน (๒) และ (๓) การประชุมที่ให้วุฒิสภาทําหน้าที่พิจารณาและมีมติให้ถอดถอนบุคคลออกจาก ตําแหน่ง ท่านประธานเห็นหรือยังครับ ที่พวกผมอภิปรายเรียนท่านประธานว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญที่มา ส.ว. ครั้งนี้มีการดําเนินแก้ไขที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ นั่นประเด็นที่ ๑ ท่านไปแก้หลักการจากเดิมที่รัฐธรรมนูญที่ประชาชนให้ความเห็นชอบว่า สมาชิกวุฒิสภาต้องมาจากสรรหาและเลือกตั้ง วันนี้ท่านไปแตะสมาชิกวุฒิสภาสรรหา เรียบร้อยแล้ว ขัดต่อการที่ท่านจะไปดําเนินการเปลี่ยนแปลงองค์กรหลักของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมอภิปรายอย่างไรท่านก็ไม่ฟัง เพราะฉะนั้นก็คงต้องให้หน่วยงานที่เขามีหน้าที่เกี่ยวข้อง ในการพิจารณาพิพากษาต่อไป แต่ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน ท่านก้าวล่วงอํานาจของ พี่น้องประชาชน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบของประชาชนในการที่จะกําหนด หน้าที่องค์กรต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญให้มีดุลยภาพซึ่งกันและกัน และนั่นเป็นเจตนาหลัก สําคัญที่สุดในการปกครองระบอบประชาธิปไตย และกฎหมายที่จะขับเคลื่อนดุลยภาพนั้นได้ คือรัฐธรรมนูญ วันนี้ท่านเปลี่ยนแปลงดุลยภาพทั้งหมดที่ทําให้ระบบตรวจสอบอ่อนแอ เกิดการครอบงําได้ง่ายของการเมือง ของพรรคการเมือง ของผู้มีอํานาจทางการเมือง และเปิดช่องให้รัฐบาลเข้าแทรกแซงวุฒิสภาได้ ซึ่งผมจะไม่อภิปรายส่วนนี้ครับท่านประธาน เพราะเพื่อนสมาชิกและผมได้อภิปรายมาพอสมควรแล้ว แต่ท่านไม่มีความละเอียดรอบคอบ ท่านถือว่าท่านมีเสียงข้างมากท่านจะทําอะไรก็ได้ ผมพูดย้ํากับท่านประธานตั้งแต่ การพิจารณารัฐธรรมนูญฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาในวาระที่หนึ่งว่าเสียงข้างมากไม่มีสิทธิ ทําผิดกฎหมาย ไม่มีสิทธิทําผิดจริยธรรม คุณธรรม และหลักนิติรัฐนิติธรรมของประเทศ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ปกป้องสิทธิของพี่น้องประชาชนในการที่จะได้รับรองจาก บทบัญญัติรัฐธรรมนูญไว้อย่างครบถ้วนด้วยดุลยภาพจากองค์กรหลัก ๓ องค์กร องค์กร สําคัญอีก ๑ องค์กรคือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ วันนี้ท่านก้าวล่วงลุแก่อํานาจ ท่านคิดว่า เสียงข้างมากท่านจะทําอะไรก็ได้ ท่านไปมีบทบัญญัติให้องค์กรหลักในรัฐธรรมนูญไม่สามารถ ปฏิบัติตามหน้าที่และอํานาจตามรัฐธรรมนูญที่กําหนดไว้ ซึ่งผมเรียนท่านประธานเลยครับว่า ทําไม่ได้ ทําไม่ได้เพราะได้เคยมีวินิจฉัยไว้แล้วในศาลรัฐธรรมนูญซึ่งผมขออนุญาต ท่านประธานครับ อํานาจในการก่อตั้งองค์กรสูงสุดทางการเมืองหรืออํานาจสถาปนา รัฐธรรมนูญเป็นอํานาจของประชาชนอันเป็นที่มาโดยตรงในการให้กําเนิดรัฐธรรมนูญ โดยถือว่ามีอํานาจเหนือรัฐธรรมนูญที่ก่อตั้ง ระบบกฎหมายและองค์กรทั้งหลายในการใช้ อํานาจทางการเมือง ท่านประธานอ่านนะครับ โดยถือว่ามีอํานาจเหนือรัฐธรรมนูญที่ก่อตั้ง ระบบกฎหมายและองค์กรทั้งหลายในการใช้อํานาจทางการเมือง การปกครอง เมื่อองค์กร ที่ถูกจัดตั้งคือสภาผู้แทนราษฎร หรือรัฐสภา มีเพียงอํานาจที่รัฐธรรมนูญให้ไว้และอยู่ภายใต้ รัฐธรรมนูญจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้องค์กรอย่างรัฐสภาใช้อํานาจที่ได้รับมอบหมายจากรัฐสภา นั้นเองกลับไปแก้รัฐธรรมนูญนั้นเหมือนการใช้อํานาจแก้ไขกฎหมายธรรมดา สําหรับ ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข เป็นประเทศที่ใช้ระบบประมวลกฎหมายที่ยึดหลักความเป็นกฎหมายสูงสุด ของรัฐธรรมนูญ ที่รัฐธรรมนูญจะต้องกําหนดวิธีการหรือขบวนการแก้ไขเปลี่ยนแปลง รัฐธรรมนูญไว้เป็นพิเศษแตกต่างจากกฎหมายอื่นโดยทั่วไป พวกผมอภิปรายมาตลอด ๑๐ วัน ๑๑ วันครับท่านประธาน ชี้ให้เห็นว่าการดําเนินการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของ ส.ว. ครั้งนี้ มันเป็นการขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น เพราะเป็นการแก้องค์กรหลัก แต่ถามว่าจะแก้ แก้ได้ไหมครับท่านประธาน แก้ได้ครับ แก้ได้ด้วยวิธีที่ท่านต้องไปถามพี่น้อง ประชาชนว่าเขาเห็นชอบให้ท่านมาแก้ ให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งอย่างเดียวหรือไม่ เพราะในอดีตเขาเคยให้ความเห็นชอบองค์กรหลักอย่างนิติบัญญัติในระบอบรัฐสภาว่าให้มี วุฒิสมาชิกมาจากการสรรหาและมาจากการเลือกตั้ง เมื่อท่านไปเปลี่ยนวิธีการได้มาซึ่ง ส.ว. ใหม่ ไม่เป็นไปตามที่ประชาชนเขาเคยได้ให้ความเห็นชอบ ท่านแก้รัฐธรรมนูญได้ครับ แต่ต้องไป ขอความเห็นชอบเขาก่อนว่าเขายินยอมให้ท่านทําหรือไม่ ก่อนที่ท่านจะมามีอํานาจในการ บริหารประเทศ ท่านเคยพูดอย่างไรครับว่าท่านจะขอความเห็นชอบจากพี่น้องประชาชน ก่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สิ่งนี้ละครับคือสิ่งที่จะแสดงเจตนาให้เห็นว่าท่านไม่ชอบในการ เข้ามาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ข้อตกลงที่ท่านเคยให้ไว้กับพี่น้องประชาชนว่าเมื่อได้อํานาจรัฐ ท่านจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญท่านจะถามความเห็นชอบจากประชาชน แต่วันนี้ท่านไม่ถาม ท่านไม่ถามเพราะท่านไม่มั่นใจว่าประชาชนจะเห็นด้วยกับท่านหรือไม่ และเมื่อนั้นท่านมาแก้วุฒิสภาให้มาจากการเลือกตั้งอย่างเดียวผมจึงมองเจตนาอย่างอื่นไม่ได้ ว่าท่านหลีกเลี่ยงที่จะไม่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ นอกจากนั้นที่ผมได้ กราบเรียนก็คือท่านไม่ใส่ใจว่าองค์กรที่มีความสําคัญอย่างวุฒิสภานั้นเขาจะต้องทําหน้าที่ อย่างไรเพื่อให้เกิดดุลยภาพในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ท่านเอาความระแวง ของท่านเป็นที่ตั้ง ท่านเห็นว่า ส.ว. สรรหาชุดนี้มีความเห็นแตกต่างกับท่านหลายเรื่อง และนี่คือที่มาครับที่ท่านไม่เอา ส.ว. สรรหา แต่ถ้าท่านมองว่า ส.ว. สรรหามีความเห็นไม่ตรง กับท่านหลายเรื่อง แต่หลายเรื่องนั้นเป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติที่ท่านควรรับฟัง ท่านก็จะไม่มีความคิดในการแก้ไข ส.ว. สรรหาในวันนี้ แต่เพราะว่าท่านใช้วิธีที่จะเข้าควบคุม ทําให้ระบบรัฐสภานั้นไม่สามารถทําหน้าที่ได้ เมื่อท่านเห็นว่าที่มาของ ส.ว. จะเป็นปัญหา ในการทํางานของท่าน ท่านถึงตัดระบบสรรหาอย่างไรครับ พวกผมไม่ได้ปฏิเสธระบบสรรหา แต่ระบบสรรหาที่ดีที่จะมีตัวแทนจากพี่น้องประชาชนสามารถปกป้องผลประโยชน์ และสามารถดํารงไว้ซึ่งดุลยภาพในการปกครองระบอบประชาธิปไตยยังมีครับ ทําไม ท่านไม่เสาะหาวิธีนั้น แต่ที่ท่านไม่ทําเพราะว่านี่คือวิธีที่ง่ายที่สุด ในฐานะที่ท่านเป็น พรรคการเมืองที่เข้ามาสู่ระบบการควบคุมวุฒิสภาได้ดีที่สุดก็คือการเปิดช่องให้นักการเมือง พรรคการเมือง คนที่สนใจการเมือง กลุ่มบริวาร กลุ่มใกล้ชิดกับท่าน เข้าสู่ระบบการเลือกตั้ง เป็นวุฒิสมาชิก ท่านประธานรู้ไหมครับว่าคนเขาพูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้กันว่า อย่างไร ผมจะไม่พูดว่ารัฐธรรมนูญฉบับผลัดหลังกันเกา เพราะผมเชื่อว่าประชาชนเข้าใจแล้ว