รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๐ · ๑๑ กันยายน ๒๕๕๖

สมชาย แสวงการ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเห็นควรให้คงไว้ตามรัฐธรรมนูญเดิม เนื่องจากแก้ไขเพิ่มเติมเป็นการแก้ไขที่เกินหลักการ และมีข้อผิดพลาดในมาตรา ๑๒ ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการถอดถอนสมาชิกวุฒิสภา และการไม่ให้สมาชิกวุฒิสภามีสิทธิ์ในการทําหน้าที่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภา ศาล และสังคม

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภาสรรหาจากภาควิชาชีพ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา กระผมสงวนคําแปรญัตติไว้ในมาตรา ๑๒ ซึ่งกระผมเห็นว่าสิ่งที่กรรมาธิการไปแก้ไข เพิ่มเติมในวรรคสองว่าเมื่อได้มีพระราชกฤษฎีกากําหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา เป็นการทั่วไปตามวรรคหนึ่ง สมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๐ จะปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับ การพิจารณาให้บุคคลดํารงตําแหน่งหรือถอดถอนบุคคลใดออกจากตําแหน่งตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญมิได้ จนกว่าสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้งทั่วไปตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้เข้าปฏิบัติหน้าที่ กระผมไม่เห็นด้วย กับการที่คณะกรรมาธิการไปเพิ่มเติมประเด็นนี้ แล้วก็เห็นควรให้คงไว้ตามรัฐธรรมนูญเดิม ด้วยความเห็นว่าการแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวนั้นเป็นการแก้ไขที่เกินต่อหลักการ ท่านประธานครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อย่างที่ผมกราบเรียนแล้วว่ามีทั้งในเรื่องของประเด็นที่ขัดต่อหลักการ ประเด็นที่เกินหลักการ ประเด็นที่ขัดกันเอง และประเด็นที่ขัดต่อกระบวนการพิจารณา รัฐธรรมนูญที่ท่านได้ขอผ่าน วาระที่หนึ่งนั้นท่านบันทึกหลักการและเหตุผลประกอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ไว้เพียงเหตุผล โดยที่เป็นการสมควรกําหนดให้มีสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งเพื่อให้ได้ วิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาที่มีลักษณะเช่นเดียวกับวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน อันเป็นการส่งเสริมหลักประชาธิปไตยและมี ส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ จึงจําเป็นต้องตรารัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยนี้ หลักการและเหตุผลมีเพียงเท่านี้ครับท่านประธาน มาตรา ๑๐ ที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานและที่ประชุมแห่งนี้ไปแล้ว ท่านประธานก็ใช้เสียงของสภา โหวตชนะไปเรียบร้อยแล้ว และผมได้แสดงความเห็นต่อที่ประชุมไปเรียบร้อยเหมือนกันครับ ว่ามันเป็นการโหวตที่ขัดหลักการ ผมเห็นควรว่าถ้าท่านจะแก้ไขให้ตรงกับหลักการว่าด้วยการ ที่มาของสมาชิกวุฒิสภาให้มาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คนเพียงอย่างเดียว ท่านไม่ควรมี ส.ว. สรรหา ๗๓ คนเป็นติ่งอยู่เลย เพราะมันจะเกิดปัญหาหลายประการครับ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของอํานาจหน้าที่ บทบัญญัติที่มี ๔ อํานาจหน้าที่ใหญ่ ๆ ท่านไม่ได้แก้ไข แต่ท่าน ปล่อยให้เรายังคงมีอํานาจหน้าที่อยู่ อันนั้นจะเป็นปัญหาประการหนึ่ง ไม่รวมถึงเรื่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งท่านมีอยู่ ๕๐๐ คนอยู่แล้ว แก้ไขเสร็จแล้ว ๓ ปี อย่างน้อยมี ส.ว. ๒๗๓ คน มากกว่าครึ่งหนึ่ง อันนั้นเป็นประเด็นในมาตรา ๑๐ ซึ่งท่านก็มาบรรจุไว้อีกว่า ให้สมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๐ ซึ่งมาจากการสรรหาที่เหลืออยู่คงยังมีสมาชิกภาพต่อไป จนจะครบวาระตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ นี่ละครับเป็นประเด็นที่ผมเรียนว่ามันทําให้ ๗๓ คนนี้ยังอยู่ แต่พออยู่แล้ว ท่านประธานครับ มันก็ยังคงต้องทําหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมขออนุญาตนําเอกสารของสถาบันพระปกเกล้าเป็นเอกสารทางวิชาการ เรื่องระบบ รัฐสภาและกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาที่เหมาะสมกับประเทศไทย ความจริง ก็เหมือนกับรัฐธรรมนูญ เพียงแต่ย่อเพื่อให้มันได้ใจความง่ายขึ้นนิดเดียวครับท่านประธาน ในบทที่ ๖ ของรายงานฉบับนี้ระบุชัดเจนว่า โดยสรุปบทบาทอํานาจหน้าที่ของวุฒิสภา ที่สําคัญเป็นการออกแบบเพื่อให้สามารถจัดแบ่งอํานาจหน้าที่ได้ดังนี้ ๑. พิจารณากลั่นกรอง กฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเสนอพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญโดยการร่วมมือ กับสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา ๑๓๙ วรรคสอง พิจารณาให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปี พิจารณาอนุมัติหรือไม่อนุมัติพระราชกําหนด การแก้ไข รัฐธรรมนูญโดยยื่นร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา ๒๙๑ ซึ่งเราก็ทําหน้าที่อยู่ ขณะนี้ อันนี้ท่านไม่ได้ตัด อํานาจหน้าที่ยังมีอยู่ ในส่วนที่ ๒ คือด้านการควบคุม บริหารราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตั้งกระทู้ การเปิดอภิปรายทั่วไป การตั้งกรรมาธิการ การรับทราบคําแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี อันนี้ยังทําอยู่ แต่สิ่งที่ มันหายไปในส่วนหนึ่งของการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินคือการถอดถอนและแต่งตั้ง ซึ่งมันไม่ได้มีเฉพาะเรื่องของการเป็นอํานาจ ๓ ฝ่าย ระหว่างนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ เท่านั้น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ได้นําหลักการใหม่คือเรื่องขององค์กรอิสระเข้ามามี ส่วนเกี่ยวข้อง และได้บัญญัติให้มีสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งไปทําหน้าที่ ในการคัดเลือก เลือก แต่งตั้ง ให้ความเห็นชอบ รวมถึงมีอํานาจหน้าที่ในการถอดถอน ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ อาจจะแบ่งให้ ส.ว. เป็นสรรหาและเลือกตั้ง แต่พอท่านกําลังจะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้กลับไปเหมือนปี ๒๕๔๐ โดยเฉพาะเรื่องของ ส.ว. เลือกตั้ง แก้ไขคุณสมบัติจนเกือบเหมือนกันนะครับ ผมก็เรียนว่าท่านยังคงให้ความเห็นชอบ ตามมาตราอํานาจหน้าที่ทั้ง ๒ ประการอยู่นะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการให้ความเห็นชอบ ให้บุคคลดํารงตําแหน่ง หรือการให้พิจารณาคัดเลือกหรือถอดถอน รวมถึงอํานาจหน้าที่อื่น ตรงนี้ละครับที่เป็นปัญหาเพราะว่าท่านไปเติมในวรรคสองว่า เมื่อมีพระราชกฤษฎีกา กําหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไปตามวรรคหนึ่งแล้ว สมาชิกวุฒิสภา ที่อยู่ตามวรรคหนึ่งนั้นจะปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวในเรื่องของการแต่งตั้ง ถอดถอนไม่ได้ ท่านประธานครับผมกราบเรียน ได้ถามจากสมาชิกวุฒิสภาที่เป็นกรรมาธิการจากสมาชิก วุฒิสภาว่าเหตุผลกลใดกรรมาธิการจึงไปพิจารณาเพิ่มเติมตรงนี้ ท่านกรรมาธิการอาจจะตอบ ได้นะครับ ตรงกันหรือไม่ตรงกันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

-๑๓๗/๑ สิ่งหนึ่งที่ได้รับทราบก็คือว่า เพราะกังวลครับ กังวลประการที่ ๑ กลัวจะไปถอดถอน ท่านนายกรัฐมนตรี กังวลประการที่ ๒ คือกลัวจะไปแต่งตั้งหรือไปเลือกประธานวุฒิสภา ผมกราบเรียนครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องตลกมาก แล้วก็เขียนไว้ในบัญญัติรัฐธรรมนูญเลยหรือครับ ท่านตัดรอนอํานาจ ท่านรอนสิทธิของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งผมบอกแล้วว่าท่านตัดไปเลย ตามมาตรา ๑๐ แต่ท่านยังเอาไว้ ไปเอาไว้แล้วมัดมือมัดเท้าไม่ให้ทําหน้าที่ ไม่ทราบว่าท่านจะ เอาไว้ทําไม การรอนสิทธิอย่างนี้กระผมเรียนว่ามันขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างสิ้นเชิง ในบทบัญญัติอํานาจหน้าที่นั้นชัดเจนครับ ถามว่าในเรื่องของการที่วุฒิสภามี ๒ หน้าที่ กับ ๑ หน้าที่อื่นนั้นทําอย่างไร ขออ่านต่อนิดนะครับ ในระหว่างนั้นอาจจะเกิดเหตุการณ์ใด ๆ ได้ทั้งสิ้นครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการให้ความเห็นชอบ ถวายคําแนะนํา ให้ทรงแต่งตั้งบุคคล ดังต่อไปนี้ ๑. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๐๖ (๒) ๒. กรรมการการเลือกตั้ง ๓. ผู้ตรวจการแผ่นดิน ๔. คณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ๕. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๒ วรรคสาม ๖. กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตามมาตรา ๒๕๖ วรรคห้า ให้ความเห็นชอบร่วมกับองค์กรอื่น ร่วมกับคณะกรรมการตุลาการ ศาลปกครอง ให้ความเห็นชอบผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ ผู้ทรงคุณวุฒิในราชการแผ่นดิน เป็นตุลาการ ศาลปกครองสูงสุด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๒๔ วรรคสอง ให้ความเห็นชอบตุลาการ ในศาลปกครองให้ดํารงตําแหน่งประธานศาลปกครองสูงสุด ตามมาตรา ๒๒๕ ให้ความเห็นชอบ ในหลาย ๆ เรื่องครับ รวมถึงตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในกรรมการอัยการนะครับ แล้วก็ให้ความเห็นชอบในเรื่องของการสรร หา กสทช. และองค์กรอิสระอื่นซึ่งผมก็คงไม่เอ่ย เพราะได้เอ่ยมาทั้งหมดแล้ว แต่ผม กราบเรียนครับว่านี่คือสิ่งที่เป็นปัญหา นอกจากนั้นท่านประธานจะคาดการณ์ได้อย่างไรว่า การตัดอํานาจหน้าที่นั้นจะไม่เกิดเหตุในขณะนั้นท่านห้ามสิทธิในการที่จะทําหน้าที่แต่งตั้ง หรือว่าเลือกให้ความเห็นชอบ ท่านยังไปตัดอํานาจหน้าที่ในการถอดถอนด้วยครับ ท่านประธาน อํานาจหน้าที่ที่มีอยู่ แล้วผมกราบเรียนว่ามาตรานี้ วรรคนี้ มาตรา ๑๒ ขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างยิ่ง อํานาจในการถอดถอนบุคคลที่วุฒิสภาต้องทําหน้าที่ ได้แก่ การถอดถอนจากตําแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งท่านประธานวุฒิสภาของผมก็โดนยื่นถอดถอนไปแล้ว ใครจะทราบว่าเอกสารที่ท่าน ยื่นไป ป.ป.ช. จะต้องส่งมาให้วุฒิสภาในขณะนั้นมีการถอดถอนเลยหรือไม่ถอดถอน ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด อัยการสูงสุด ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้พิพากษาหรือตุลาการ พนักงานอัยการ ผู้ดํารงตําแหน่งระดับสูงตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ อันนี้ท่านก็ตัด อํานาจถอดถอนออกไปอีก นอกจากนั้นครับ ที่สําคัญเราไม่สามารถคาดเดาอะไรได้ทั้งสิ้น มันก็มีอํานาจอื่นที่เกี่ยวข้องในการทําหน้าที่แทนตามมาตรา ๑๙ ก็คือการแต่งตั้ง ผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ตามมาตรา ๑๙ การสืบสันตติวงศ์ตามมาตรา ๒๓ การประกาศ สงครามตามมาตรา ๑๘๙ การให้ความเห็นชอบตามสนธิสัญญาตามมาตรา ๑๙๐ ผมกราบเรียน ท่านประธานครับว่าสิ่งที่เกิดปัญหาก็คือว่าคณะกรรมาธิการไปบัญญัติเกินหลักการ ไปตัด อํานาจไปรอนสิทธิในขณะนั้น ซึ่งผมก็กราบเรียนแล้วว่าผมไม่ได้เห็นด้วยให้ ส.ว. สรรหา ๗๓ คน อยู่ทําหน้าที่ต่อไป ถ้าท่านตัดมาตรา ๑๐ ให้พ้นไปเสียมันก็ไม่ต้องมากังวลตรงนี้ เพราะว่าสภาก็ว่างไป ท่านก็จะให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาใหม่ก็ว่าไป ก็ว่างเว้นไป แต่ตอนนี้ท่านให้อยู่ อยู่เสร็จแล้วท่านตัดสิทธิ ตรงนี้ละครับเป็นประเด็น ผมต้องกราบเรียน ท่านประธานว่าผมจึงไม่เห็นด้วยกับการที่คณะกรรมาธิการบัญญัติมาตรา ๑๒ ไว้เช่นนี้ หากย้อนกลับไปดูเจตนารมณ์ ซึ่งผมขออนุญาตใช้ข้อมูลของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย เพียงเล็กน้อยครับท่านประธานครับ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นะครับ ที่ได้ปรากฏคําปรารภของรัฐธรรมนูญว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่จัดทําใหม่นี้มีสาระสําคัญ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกันของประชาชนชาวไทยในการธํารงรักษาไว้ซึ่งเอกราชและ ความมั่นคงของชาติ การทํานุบํารุงรักษาศาสนาทุกศาสนาให้สถิตสถาพร การเทิดทูน พระมหากษัตริย์เป็นประมุขและเป็นมิ่งขวัญของชาติ การยึดถือระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในวิถีทางการปกครองประเทศ การคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพของประชาชนให้ประชาชนมีบทบาทและมีส่วนร่วมในการปกครอง และตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐอย่างเป็นรูปธรรม การกําหนดกลไกสถาบันทางการเมือง ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ให้มีดุลยภาพและประสิทธิภาพตามวิถีทางการปกครอง แบบรัฐสภา รวมทั้งให้สถาบันศาลและองค์กรอิสระอื่นสามารถปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต เที่ยงธรรม ท่านประธานครับ สิ่งที่ท่านไปตัดอํานาจของสมาชิกวุฒิสภาที่ท่านปล่อยให้ เหลืออยู่ นั่นละครับเกิดปัญหาครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการไม่สามารถทําหน้าที่ได้ในการ แต่งตั้งหรือถอดถอน มันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางดุลยภาพของฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และองค์กรอิสระอย่างมีนัยสําคัญ ท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานว่าเมื่อมาตรา ที่ผ่านมานั้นเป็นความบกพร่องอย่างร้ายแรงหลายประเด็นที่ผมได้เรียนต่อที่ประชุม และที่ประชุมทราบแล้วว่ามาตรา ๑๑ นั้นมีปัญหาอย่างยิ่ง เป็นโมฆะครับในความเห็นผม ทางกฎหมายเป็นโมฆะไปเรียบร้อยแล้ว รวมถึงมาตรานี้ก็จะเป็นประเด็นปัญหาอีก ซึ่งผมกราบเรียนว่าเราอุตส่าห์อดหลับอดนอนมา ๑๑ วัน ๑๒ วัน ทํากฎหมายที่เป็นโมฆะ ครับท่านประธาน กฎหมายที่ใช้ไม่ได้ กฎหมายที่ไปศาลรัฐธรรมนูญ ไปแล้วมีปัญหาจริง ๆ ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นท่านกรรมาธิการยังมีโอกาสครับ ในมาตรานี้ถ้าท่านจะแก้ไข ความบกพร่อง แก้ไขความขัดกันของการร่างรัฐธรรมนูญเอง ท่านตัดมาตรานี้เถอะครับ ท่านอย่าไปกังวลครับว่าพวกผมนี่ท่านกรุณาให้อยู่แล้ว ผมไม่ได้อยากอยู่จะมาทําหน้าที่ ในการเลือกประธานวุฒิสภา เลือกรองประธานวุฒิสภา ไม่มีหรอกครับ เราไม่ทําแบบนั้น แต่ว่าหน้าที่ในการทําอย่างอื่นครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแต่งตั้งบุคคลเข้าดํารงตําแหน่ง ถอดถอนบุคลมันมีความจําเป็นครับท่านประธาน จะปล่อยให้เราอยู่รับเงินเดือนไปเฉย ๆ มัดมือมัดเท้าไม่ต้องทําหน้าที่อะไร ผมว่ามันอยู่แล้วไม่มีศักดิ์ศรีครับท่านประธาน พวกผมหลายคน ท่านสมาชิกวุฒิสภาหลายท่านที่มาจากการสรรหาเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เคยทํางานรับใช้บ้านเมืองมาหลายเรื่อง เป็นนักวิชาการก็มี เป็นครูบาอาจารย์ เป็นอดีต นายทหาร นายตํารวจ หลายคนบอกว่าถ้าอยู่อย่างไม่มีศักดิ์ศรีเขาก็ไม่ได้อยากจะอยู่ ถ้าให้เขาอยู่แล้วไม่ได้ทําหน้าที่เขาก็ไม่ได้อยากจะอยู่ ผมกราบเรียนท่านประธานจริง ๆ ว่า เราก็ต้องอยู่ทําหน้าที่ตามที่เราได้รับการสรรหามา เพราะฉะนั้นถ้าท่านประธานคิดว่า การทํารัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่เสียเวลาเปล่าไป ๑๒ วัน ๑๒ คืนแล้วเป็นโมฆะ ท่านประธาน ได้โปรดเถอะครับ ให้คณะกรรมาธิการได้พิจารณาตรวจสอบความถูกต้องของมาตรานี้ แล้วดําเนินการแก้ไขให้ถูกต้องเสีย การใส่มาแล้วเกินหลักการเป็นประเด็นปัญหาจริง ๆ ครับ ท่านประธานครับ

สุดท้ายผมก็กราบเรียนว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็คงจะจบลงในวันนี้ แต่สิ่งที่ ผมคิดว่ายังไม่จบก็คือประเด็นปัญหาที่เป็นปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งท่านทั้งหลายในที่นี้มีส่วน รับผิดชอบร่วมกันในการที่จะต้องเข้าสู่กระบวนการ รวมถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือการที่ท่านได้ใช้ รัฐสภาแห่งนี้บัญญัติกฎหมายที่ขัดกันนําไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหลายประการ เปลี่ยนแปลงการได้มาซึ่งอํานาจและขัดกันแห่งผลประโยชน์ ผมกราบเรียนครับว่า ผลแห่งคดี ผลแห่งการกระทํานั้นมันไม่ได้จบลง ณ วันที่ลงมติหรอกครับ มันมีห้วงเวลา เหมือนกรรมที่ตามไปข้างหน้า เรามีหลายคดีแล้วครับท่านประธาน วันนี้ศาลตัดสินมาหลาย คนก็มีปัญหา ผมคิดว่าเมื่อท่านลงเสร็จแล้ว ชนะแล้วในสภา วันข้างหน้าศาลก็พิพากษาท่าน สังคมก็พิพากษาท่าน ขอบพระคุณครับท่านประธาน