รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๐ · ๑๑ กันยายน ๒๕๕๖

ไพบูลย์ นิติตะวัน หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังจากการแก้ไขนี้ และเรียกร้องให้ตรวจสอบผลประโยชน์ที่ได้รับจากการแก้ไขนี้ โดยควรใช้เสียง 2 ใน 3 ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อป้องกันการขัดแย้งแห่งผลประโยชน์ และให้มีมติของมหาชนร่วมกัน

นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

โอเคนะครับ ผมเป็นคนนิสัยที่ไม่เหมือนเขาอยู่แล้ว โอเคครับ ท่านประธานครับ ผมได้กล่าวถึง ท่านประธานวุฒิสภาที่ทําหน้าที่ประธานก่อนที่ท่านมา ไม่ได้หมายถึงท่านนะครับ ท่านประธานท่านนั้น เดิมตามรัฐธรรมนูญแล้วเมื่อครบวาระ ก็จะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ รักษาการ แล้วท่านลงไปเป็น ส.ว. ไปสมัคร ส.ว. ไม่ได้อยู่แล้ว แต่ยังปฏิบัติหน้าที่รักษาการได้ แต่ว่าเมื่อแก้มาตรา ๑๐ โยงไปมาตรา ๑๒ แล้ว สถานะของท่านตอนนั้นเปลี่ยนไปครับ ท่านมีสถานะยังเป็นประธานวุฒิสภาที่ไม่ใช่รักษาการ เป็นประธานวุฒิสภาโดยตรงไปอีก หลายเดือนแล้วก็ถ้าไปตีความต่อไปนะครับ หลังจากมีเลือก ส.ว. เลือกตั้งชุดใหม่เข้ามาแล้ว ท่านไม่ต้องไปเลือกใหม่หรอกครับ เพราะว่าท่านก็ดํารงตําแหน่งเป็นประธานวุฒิสภาต่อไป เรื่อย ๆ อีก ๖ ปี แน่นอนนะครับ ดังนั้นผมเลยเรียนว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ผู้ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดนะครับ ก็คือตัวท่านประธานผู้ที่ทําหน้าที่ประธานในที่ประชุมนี้ ในบางครั้งนะครับ มากที่สุดอันดับที่ ๑

อันดับที่ ๒ ก็คือ ส.ว. เลือกตั้ง จํานวนมาก ๆ นะครับ แต่ที่ผมพูด ส.ว เลือกตั้ง ที่ได้ประโยชน์ แล้วก็เห็นสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประโยชน์เข้ากับตนนั้น ท่านประธานครับ ผมไม่ได้หมายรวมถึง ส.ว. รสนา โตสิตระกูล ส.ว. เลือกตั้ง กรุงเทพมหานคร ผมไม่ได้หมายถึง ส.ว. สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ส.ว. เลือกตั้ง จังหวัดเพชรบุรี ผมไม่ได้หมายถึง รวมถึง ส.ว. สุรจิต ชิรเวทย์ ส.ว. เลือกตั้ง จังหวัดสมุทรสงคราม แล้วก็ ส.ว. สาย กังกเวคิน ส.ว. เลือกตั้ง จังหวัดระยอง โดยเฉพาะท่าน ส.ว. ประเสริฐ ชิตพงศ์ ส.ว. เลือกตั้ง จังหวัดสงขลา เป็นต้นครับ ไม่รวมครับ ดังนั้นท่านประธาน ในส่วนที่ผมอยากจะเรียน ท่านประธานว่าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีการขัดกันแห่งผลประโยชน์อย่างนี้ จึงจําเป็น ที่จะต้องพิจารณาครับ โดยปกติแล้วเขาไม่ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับสมาชิกวุฒิสภา มาแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มันมีอะไรที่เป็นประโยชน์ทับซ้อนอยู่ด้วย ในทั่วโลกครับ เพราะว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องคํานึงถึงกฎ กติกาบ้านเมือง การแก้ไขเรื่องที่มาของ ส.ว. นี้ เป็นการแก้ไขที่ขัดต่อกฎเกณฑ์หลักการเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งถ้าจะทํานะครับ ท่านประธาน ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ประเทศอื่นเขามีบทเรียนกันหมดแล้วนะครับ เขาไม่เคยมีประเทศไหนหรอกครับใช้เสียงข้างมากปกติในสภา แล้วให้ความเห็นชอบ เสียงเกินกึ่งหนึ่งแล้วผ่านไปได้เลย ไม่เคยปรากฏครับ ดังนั้นเท่าที่เป็นตัวอย่าง ผมยกตัวอย่าง ในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเขาจะแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเสียงเขาจะต้องได้ ๒ ใน ๓ ของวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรประชุมร่วมกัน ๒ ใน ๓ ครับ ไม่ใช่เกินกึ่งหนึ่งอย่างสภา ของไทย แล้วก็ยังไปให้มลรัฐต่าง ๆ รับรองด้วยเสียงไม่น้อยกว่า ๓ ใน ๔ ด้วย เพื่อป้องกัน การขัดกันแห่งผลประโยชน์ เพื่อให้ได้มติของมหาชนร่วมกัน แล้วก็ที่ประเทศเยอรมนีครับ ใช้องค์ประชุม ๒ ใน ๓ องค์ประชุมนะครับ ๒ ใน ๓ ถ้าวันเสาร์ที่แล้วนั้นท่านประชุมไม่ได้ วันนี้ก็ประชุมไม่ได้ถ้า ๒ ใน ๓ นะครับ แล้วก็ต้องใช้มติรับรองด้วย ๒ ใน ๓ ของผู้เข้ามา ร่วมประชุม ส่วนประเทศฝรั่งเศส ต้องใช้ประชามติครับ ท่านประธานผมต้องขอรบกวนเวลา อีกนิดหนึ่งใกล้จบแล้ว ประเทศฝรั่งเศสด้วยประชามติสภาทั้งสองต้องลงคะแนนเสียงด้วย ๓ ใน ๕ ไม่ใช่เสียงเกินกึ่งหนึ่ง ประเทศญี่ปุ่น เป็นเอเชียเหมือนเรานี้ครับ ใช้ ๒ ใน ๓ ของสมาชิกทั้ง ๒ สภา แล้วก็นําไปลงประชามติครับ ประเทศออสเตรเลีย ถ้าเป็นเรื่องที่แก้ไข เกี่ยวกับสถาบันการเมือง ก็คือเรื่องที่เราพิจารณาอยู่นี้ ต้องผ่านการออกเสียงประชามติ เสียก่อน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จบเลยครับ ลงประชามติอย่างเดียว ท่านประธานครับ การใช้เสียงกึ่งหนึ่งในสภานั้น ผมจะจบแล้วนะครับ มันมีปัญหาโดยเฉพาะเรื่องที่มีการขัดกัน แห่งผลประโยชน์ แต่ถ้าเรื่องใดเป็นการแก้ไขจุดบกพร่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างที่เคยทํามา ในอดีต ไม่ว่าในคราวก่อนหน้านี้ หรือในรัฐธรรมนูญฉบับอื่นนั้น สามารถแก้ได้โดยมติ เสียงกึ่งหนึ่ง แต่ถ้ามันมีความขัดแย้งขนาดนี้ เราอภิปรายมากี่วันแล้ว ถ้าให้เกิดกับ การปรองดองในสังคม เห็นพ้องต้องกันในสังคมแล้ว ผมคิดว่าต้องใช้เสียงเป็นมติพิเศษ ซึ่งมี อยู่แล้วครับ จะจบแล้วนะครับ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ (๗) ที่ท่านเสนอมานี่ละครับ แต่อยู่ใน (๗) ครับ เพราะว่าอาจจะมีการดําเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๑ เพื่อใช้ เสียง ๒ ใน ๓ อีกครั้งหนึ่ง ขอบคุณครับท่านประธาน