รสนา โตสิตระกูล พูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่เกินหลักการและอาจจะขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ เธอแสดงความเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อกำจัดกลไกการตรวจสอบถ่วงดุล และทำให้สมาชิกวุฒิสภาไม่สามารถเป็นสภาที่ตรวจสอบถ่วงดุลได้
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันเองก็ถูกตัดสิทธิไปตั้งแต่มาตรา ๕ มาตรา ๖ ในการที่จะพูด ในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งอันที่จริงต้องบอกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้น ต้องบอกว่าประเด็นสําคัญ ๆ หลายส่วนที่เรียงร้อยกันมาตั้งแต่มาตรา ๕ มาตรา ๖ ซึ่งที่จริง ไม่ควรจะมีการตัดสิทธิสมาชิกในการที่จะพูดในเรื่องนี้ แล้วก็ดิฉันเองก็ยังมีความเห็นว่า กรรมาธิการได้มีการแก้ไขที่เกินหลักการ เพราะว่าในเหตุผลที่ขอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีระบุไว้เพียงแค่ว่าให้มี ส.ว. จากการเลือกตั้ง แต่ว่า ส.ว. นั้นมีคุณสมบัติที่มีความแตกต่าง จากฝั่งของ ส.ส. เพื่อที่จะให้สามารถมีการถ่วงดุลต่าง ๆ เอาไว้ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อมี การแก้ไขในส่วนของ ส.ว. ให้มาจากการเลือกตั้งนั้นแต่ว่ามีการสอดไส้ไปแก้ในเรื่องของ คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของคนที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นส่วนที่ทําให้ กระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลนั้นเสียหายไป เพราะฉะนั้นเมื่อมีการแก้ไขในมาตราหลัก ๆ ที่สําคัญนั้นแล้ว จะทําให้สมาชิกวุฒิสภานั้นไม่สามารถจะเป็นสภาของการตรวจสอบถ่วงดุลได้ แต่จะกลายเป็นสภาตรายาง เพราะว่าเป็นสภาที่จะต้องให้ความเห็นชอบต่อผู้ดํารงตําแหน่ง ต่าง ๆ ในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ สถาบันศาล แล้วก็รวมทั้งอํานาจในเรื่องการถอดถอน ส่วนนี้จะกลายเป็นประดับยนต์นะคะ แล้วก็อาจจะเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการถอด ถอนคู่ปรปักษ์ทางการเมืองในอนาคต สิ่งที่ดิฉันได้ยินตลอดในช่วงการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ คือวาทกรรมว่าต้องคืนอํานาจให้ประชาชน ดิฉันคิดว่าการคืนอํานาจให้ประชาชนนั้น ก็ไม่เสียหายอะไร แต่ว่าอย่างไรก็ดีเราต้องกําหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเพื่อที่จะคง ลักษณะที่สําคัญว่าวุฒิสภานั้นยังคงเป็นสภาของการตรวจสอบถ่วงดุลเอาไว้อยู่ แต่การอ้างว่า คืนอํานาจประชาชนโดยที่สอดไส้เรื่องการแก้ไขคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามนั้นดิฉันคิดว่า ถ้าอุปมาง่าย ๆ เราบอกว่าเราอ้างว่าให้ประชาชนมีสิทธิต่าง ๆ ในการที่จะดําเนินการตามที่ ตัวเองมีเหตุมีผล ดิฉันคิดว่าลองให้ประชาชนขับรถโดยไม่ต้องอาศัยกฎจราจรสิคะ จะเกิดปัญหาขนาดไหน ทําไมเราต้องวางกฎจราจรว่าต้องไปเดินเส้นทางทางเดียว มีไฟเขียว ไฟแดง ทําไมเราไม่ให้อํานาจประชาชนในการตัดสินใจเองล่ะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่า วาทกรรมที่ว่าคืนอํานาจให้ประชาชนนั้นเป็นสิ่งที่ต้องการจะเป็นวาทกรรมเพื่อบดบัง สิ่งที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผู้ที่แก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ต้องการ คือการแก้ไขคุณสมบัติที่สําคัญ ที่ทําให้ทําลายกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลอันนั้นไปนะคะ เมื่อมาถึงมาตรา ๑๐ ดิฉันคิดว่า มันก็เป็นช่วงปลาย ๆ แล้วนะคะ ซึ่งดูเสมือนว่าจะไม่ได้มีความสําคัญแต่ประการใด แต่ดิฉันเองก็ยังต้องการจะชี้ให้เห็นว่ากรรมาธิการนั้น แก้ไขเกินหลักการและแก้ไขในเรื่องที่อาจจะขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ ท่านลองดู ในมาตรา ๑๐ มีการเขียนยกร่างอันนี้ไว้ก็คือว่า ให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีสมาชิกภาพอยู่ในวันที่ รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ยังคงมีสมาชิกภาพและปฏิบัติหน้าที่วุฒิสภาต่อไป ในกรณีที่การดํารง ตําแหน่งของสมาชิกวุฒิสภาตามวรรคหนึ่งว่างลงตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยก่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ต้องดําเนินการเลือกตั้งหรือสรรหา สมาชิกวุฒิสภาขึ้นใหม่แทนตําแหน่งที่ว่าง ดิฉันแปลกใจว่ามีการยกร่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เอาไว้ทําในสิ่งที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น คือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในมาตรา ๑๒๐ จริง ๆ แล้วทางคณะกรรมาธิการได้ยกเลิกไปในมาตรา ๘ แล้วก็แก้ไขว่า เมื่อตําแหน่ง สมาชิกวุฒิสภาว่างลงเพราะเหตุอื่นใด ที่จริงในมาตราเดิมเขาบอกว่าตามมาตรา ๑๑๙ ซึ่งมาตรา ๑๑๙ จะระบุไว้ว่า สมาชิกวุฒิสภาจะว่างลงด้วยเหตุอันใดบ้าง แต่ก็ไปตัดทิ้ง แล้วก็บอกว่า เหตุอื่นใด ซึ่งเหตุอื่นใดไม่รู้ว่าคืออะไรนะคะ แล้วก็นอกเหนือจากคราวที่ออก ตามวาระของวุฒิสภาก็ให้มีการเลือกตั้งวุฒิสภาขึ้นแทนใน ๔๕ วัน ซึ่งอันนี้เขาต้องการตัด ในส่วนของ ส.ว. สรรหาออกไป ก็เหลือแต่เลือกตั้งอย่างเดียว อันที่จริงต้องบอกว่า ในส่วนของวุฒิสภาซึ่งยังเป็นวุฒิสภาสรรหานั้นถ้าหากว่างลงก็ต้องสามารถที่จะเลือกเข้ามาใหม่ แต่เนื่องจากว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นมีลักษณะที่พยายามที่จะกําจัดในส่วนของ ส.ว. สรรหาที่มีอยู่ เพราะฉะนั้นในมาตรา ๑๐ ที่ยกขึ้นมานั้นจึงมีลักษณะที่แย้งกับมาตรา ๘ ที่ตัวเองได้แก้ไว้ คือมาตรา ๘ จริง ๆ ก็คือตัดในส่วนของ ส.ว. สรรหาออกไป แต่ก็ต้อง เลือกตั้งขึ้นมาใหม่ภายใน ๔๕ วัน แต่ปรากฏว่าสภาพที่เกิดขึ้นอันนี้ ดิฉันคิดว่าเราจะเป็นไป ได้อย่างไรที่เราจะมาออกหลักเกณฑ์แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะคะว่า ถ้าหาก มีตําแหน่งสมาชิกที่ว่างลงตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยก่อนการแก้ไข เพิ่มเติม หมายความว่า ก่อนที่รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขจะประกาศใช้ สมมุติว่าวันนี้มี ส.ว. เลือกตั้ง หรือ ส.ว. สรรหาเกิดว่างลง ท่านจะมีอํานาจหรือคะที่จะไปเขียนรัฐธรรมนูญ เอาไว้ล่วงหน้าว่าไม่ให้มีการสรรหา ดิฉันคิดว่าสิ่งนี้มันเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ขัด ต่อหลักการของกฎหมาย แล้วก็เป็นการทําที่นอกเหนือจากสิ่งที่ได้ให้เหตุผลไว้กับสภา ในวาระที่หนึ่ง ว่าต้องการให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งเท่านั้นนะคะ ดิฉันคิดว่าสิ่งที่ ทางกรรมาธิการที่ได้มีการแก้ไขนั้น ดิฉันคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่ชอบด้วยหลักการแห่งกฎหมาย และรัฐธรรมนูญ แล้วก็เป็นมาตราหนึ่งที่ทําให้เกิดความสับสน เป็นการใช้อํานาจก่อนที่ตัวเอง จะมีอํานาจ ซึ่งดิฉันเองไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะคะ โดยเฉพาะในส่วน ของแก้ไขในเรื่องของ ส.ว. คุณสมบัติของคนที่จะลงมาเลือกตั้ง แล้วก็ดิฉันคิดว่าการที่เรา ต้องเร่งรีบตัดสิทธิสมาชิกที่มีการแปรญัตติเหล่านั้นมันได้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจน เพราะเรากลัวว่าจะไม่ทันเวลาที่สมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้งจะหมดวาระลง ในวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๗ ซึ่งดิฉันเองเป็นคนหนึ่งที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้ง กรุงเทพมหานคร ดิฉันเองยังไม่เห็นด้วยเลยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบนี้เพื่อให้ดิฉัน มีสิทธิที่จะลงสมัครใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยที่ไม่ได้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบในการที่จะทําให้วุฒิสภานั้นยังคงหลักการ ของการที่จะเป็นสภาตรวจสอบ ซึ่งต้องมีความเป็นอิสระปราศจากการทับซ้อนในเรื่องของ ผลประโยชน์ ปราศจากคุณสมบัติซึ่งทําให้กลไกการตรวจสอบถ่วงดุลนั้นเสียหายไป ดิฉันเองต้องขอยืนยันในที่นี้ว่าดิฉันไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขที่ผ่านมา แล้วก็โดยเฉพาะ การตัดสิทธิดิฉันในการที่มีโอกาสพูดในมาตรา ๕ มาตรา ๖ ซึ่งเป็นมาตราที่เชื่อมโยงกัน ทั้งหมดนะคะ ดิฉันเองยังเห็นว่ากรรมาธิการได้มีการแก้ไข แปรญัตติขัดหลักการ ในขณะที่กรรมาธิการนั้นกล่าวหาว่าเพื่อนสมาชิกที่แปรญัตตินั้นมีการแปรญัตติขัดหลักการ แต่ดิฉันคิดว่ากรรมาธิการนั้นแปรญัตติขัดหลักการและขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ และดิฉันไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขนี้ ขอบคุณค่ะ