วิทยา แก้วภราดัย เสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยขอให้ตัดมาตรา 10 ออก และแสดงความกังวลเกี่ยวกับปัญหาทางกายภาพและทางปฏิบัติของมาตรา 10 นอกจากนี้ ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นในกรณีที่วุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งครบวาระและไม่มีการเลือกตั้งหรือสรรหาวุฒิสมาชิกขึ้นใหม่
ท่านประธานรัฐสภา ผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้สงวนคําแปรญัตติ ในมาตรา ๑๐ โดยผมเสนอให้ตัดมาตรา ๑๐ ออกทั้งหมดครับ แล้วก็สงวนคําแปรญัตติไว้ ผมมีอยู่ ๒ ประเด็นท่านประธานครับ การคงมาตรา ๑๐ ไว้ลักษณะเช่นนี้จะเกิดปัญหา ใน ๒ ประการ ประการที่ ๑ ที่ผมจะอภิปรายก็คือปัญหาในทางกายภาพ ประการที่ ๒ ถ้าคงมาตรานี้ไว้ก็จะเป็นปัญหาในทางปฏิบัติ แต่เนื่องจากมาตรา ๑๐ ที่บัญญัติไว้ก่อให้เกิด มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ และมาตรา ๑๓ ตามมาเพื่อรองรับมาตรา ๑๐ เพราะฉะนั้น ขออนุญาตเรียนท่านประธานเป็นการเบื้องต้นว่าขออนุญาตที่จําเป็นจะต้องโยงไปยังมาตรา ที่เกี่ยวข้องข้างหน้าคือมาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ และมาตรา ๑๓ ท่านประธานครับ ประเด็นแรก มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่งกําหนดไว้อย่างนี้ครับ ให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีสมาชิกภาพอยู่ในวันที่ รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ยังคงมีสมาชิกภาพและปฏิบัติหน้าที่วุฒิสภาต่อไป แล้วมาตรานี้ก็โยง ไปยังมาตรา ๑๒ แล้วก็โยงไปยังมาตรา ๑๓ สรุปก็คือหลังจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้บังคับให้ วุฒิสมาชิกที่อยู่ในสภา ซึ่งถ้าถึงขณะนี้ก็หมายถึงวุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งและ วุฒิสมาชิกที่มาจากการสรรหาให้คงฐานะอยู่ต่อไป ยังไม่หมดหลังจากรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ส่วนมาตรา ๑๓ กําหนดเลยเผื่อไปอีกครับว่าถ้าเกิดวุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งครบวาระ แล้วเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญที่แก้ไขฉบับนี้ ก็ให้วุฒิสมาชิกซึ่งมาจาก การสรรหาซึ่งมีอยู่ขณะนี้ทั้งหมด ๗๓ ท่านคงฐานะดังกล่าวไว้ สมมุติอย่างนี้ครับท่าน ผมต้อง ใช้คําว่า สมมุติ เพราะร่างทั้งหมดที่ทําอยู่วันนี้ยังไม่ได้ใช้บังคับและจะได้ใช้บังคับหรือไม่ ก็ยังเป็นเรื่องอนาคตไม่แน่นอน สมมุติว่ารัฐธรรมนูญที่แก้ไขฉบับนี้ทั้ง ๑๓ มาตราได้ใช้บังคับ แล้วก็มีการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกชุดใหม่ตามเวลาที่ฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายวุฒิสมาชิกบางส่วน ต้องการ ก็คือท่านครบวาระในวันที่ ๒ มีนาคม หลังจากนั้นมีการเลือกตั้ง เลือกตั้งเสร็จเราจะได้ ส.ว. ชุดใหม่มา ๒๐๐ ท่านครับ มาจาก การเลือกตั้ง แล้วก็จะมี ส.ว. ซึ่งมาจากการสรรหาอีก ๗๓ ท่าน ยังคงอยู่ตามมาตรา ๑๐ ปัญหาในทางกายภาพก็เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายแล้ว แต่ผมคิดว่าเป็นแนวทางที่ท่านประธาน ต้องเตรียมหาทางแก้ไข สภาแห่งนี้ครับเราทําที่นั่งเตรียมเผื่อไว้ทั้งหมด ๗๐๐ ที่นั่งครับ เต็มแค่นั้นครับ แต่เที่ยวนี้หลังจาการเลือกตั้งเสร็จ ถ้าสมมุติว่ากฎหมายฉบับนี้ได้ใช้บังคับ จะมีเพื่อนรัฐสภา สมาชิกรัฐสภาทั้งหมด ๗๗๓ ท่านครับ มีบางส่วนอาจจะต้องนั่งบนทางเดินครับ หรือมีบางส่วนอาจต้องนั่งตักประชุมกัน อันนี้คือปัญหาทางกายภาพ ซึ่งก็คงแก้กันได้ถ้าจะ เบียดกันมากกว่านี้หน่อย ถ้าจะทนกว่านี้หน่อย แต่สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นปัญหาที่เราเผื่อเหลือ เผื่อขาดไว้ไม่พอ แล้วก็ต้องเรียนเลยครับว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจะเกิดขึ้นในวรรคสองครับ ผมขออนุญาตอ่านครับท่านประธาน ในกรณีที่การดํารงตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ตามวรรคหนึ่งว่างลงตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยก่อนการแก้ไข เพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ต้องดําเนินการเลือกตั้งหรือสรรหาวุฒิสมาชิกขึ้นใหม่ แทนตําแหน่งที่ว่าง ถ้ากฎหมายฉบับนี้ออกไปเสร็จครับท่าน มาตรา ๑๐ ใช้บังคับ ท่านช่วยตอบ กระผมหน่อยครับว่า เนื่องจากเราแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เรามีระยะเวลา ในการดําเนินการทั้งหมด รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถ้าแก้ไข สมมุติว่าจะลงมติกัน พิจารณาวันศุกร์ แล้วเสร็จ จบทั้ง ๑๓ มาตรา เราก็พักไว้ ๑๕ วัน สําหรับการที่จะกลับมาลงมติ พักไว้ ๑๕ วัน นับจากวันนี้ไปครับ ถึงเวลาที่เพื่อนวุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งจะครบวาระ ท่านจะครบ วาระในวันที่ ๒ มีนาคม ระยะเวลาจากวันนี้ไปถึงวันที่ ๒ มีนาคม เบ็ดเสร็จครับ ๖ เดือน เราลงมติรัฐธรรมนูญวาระที่สาม กันสิ้นเดือนนี้ เหลือเวลาเน็ต ๆ ๖ เดือนครับ สําหรับ ทํากระบวนการต่าง ๆ เพื่อรองรับวุฒิสมาชิกที่จะครบวาระวันที่ ๒ มีนาคม ไปลงสมัคร รับเลือกตั้งได้ ท่านประธานครับเราก็เลยล็อกเวลาไว้เป็นระยะ ๆ เพื่อรองรับอารมณ์คนที่จะ ไปลงเลือกตั้งรอบ ๒ ล็อกไว้ในมาตรา ๑๑ บอกว่าเมื่อร่างพระราชบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผ่านสภาเสร็จเป็นวาระที่สาม ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญแล้ว ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ไปร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาต่อรัฐสภาภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ มาตรา ๑๑ เราไปล็อกต่อครับว่าเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ไปออกกฎหมายเลือกตั้ง เพื่อรองรับการเลือกตั้ง ส.ว. ๒๐๐ คนในอนาคต ล็อกเวลาไว้เสร็จครับว่า ๑ เดือนครับ จากระยะเวลา ๖ เดือน เหลือ ๕ เดือนครับ ๑ เดือนเราก็จะให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ไปยกร่างมาให้เสร็จ เมื่อยกร่างเสร็จก็ให้นําเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร ก็รู้อีกครับว่า ถ้าสภาผู้แทนราษฎรใช้เวลาถ่วงกฎหมาย ออกกฎหมายไม่ทัน เวลาเหลือ ๕ เดือนแล้วไม่เสร็จ ก็จะเป็นปัญหา วรรคสองของมาตรา ๑๑ ก็เลยบวกกับวรรคสาม ก็เลยล็อกเวลาต่อไปครับว่า เมื่อเสนอกฎหมายที่คณะกรรมการการเลือกตั้งต่อสภาผู้แทนราษฎรแล้วเสร็จ อย่างไรก็ตามเสีย ภายใน ๑๒๐ วัน ๔ เดือนครับ ถ้าสภาไม่สามารถออกกฎหมายเลือกตั้งแล้วเสร็จ ให้ถือตาม ร่างที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอ ก็คือล็อกไว้อีก ๑ วันครับ เผื่อไว้อีก ๑ เดือน เพราะฉะนั้นนับจากนี้ไปครับ ๑. ระยะเวลาร่างกฎหมายของ กกต. ๑ เดือน ๒. กฎหมาย ในสภา ๔ เดือน ๕ เดือน ท่านเหลือเวลาเดือนสุดท้าย ทีนี้มันก็ตอบโจทย์ได้ทั้งหมดครับว่า ที่เราต้องทําอย่างนี้ ที่เราต้องเร่งอย่างนี้ ผมเข้าใจครับเพราะมันล็อกเวลาไว้หมด คณะกรรมาธิการก็ต้องเร่ง ท่านประธานในฐานะที่เป็นคนกลางก็ต้องเร่งเพราะกฎหมาย มันล็อก ล็อกไว้เพื่อรองรับวุฒิสมาชิกที่จะครบวาระในวันที่ ๒ มีนาคม แต่ท่านประธานครับ ท่านคณะกรรมาธิการที่เคารพครับ ช่วยตอบผมหน่อยครับ ท่านกําหนด แล้วทุกอย่างจะเป็นไปตามนั้นหรือเปล่าครับ ภาษิตเขาบอกไว้นะครับว่า คนกําหนดไม่สู้ฟ้าลิขิต ท่านมีเวลา ๕ เดือน เหลือสํารองไว้ ๑ เดือน ข้อเท็จจริงก็จะเรียนกับ ท่านกรรมการร่างที่กําหนดมาตรา ๑๐ ไว้ว่าปัญหาจะเกิดครับ เพราะพวกผมรับไม่ได้ครับ การแก้รัฐธรรมนูญฉบับเกาหลังกันอย่างนี้ แล้วพวกผมถือว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนเพราะคน ที่กําลังจะลงมติรอครบ ๒ มีนาคมแล้วกระโดดเข้าสู่สนามการเลือกตั้ง ร่วมในการเร่ง รัฐธรรมนูญฉบับนี้จนผิดปกติไปทั้งหมด วันที่ ๑๐ วันที่ ๑๑ เราพิจารณากฎหมาย รัฐธรรมนูญ แล้วก็มีการเร่งจนคนข้างนอกก็รู้ครับ พวกผมก็รู้ครับว่ามีการเร่ง ทุกท่านก็รู้ว่า มีการเร่ง เพราะฉะนั้นพวกผมรับไม่ได้ กระบวนการที่พวกผมต้องทําก็คือการยื่น ต่อศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าท่านผ่านวันศุกร์นี้ วันจันทร์ผมก็ต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้ท่าน ชะลอการออกกฎหมายฉบับเกาหลังไว้ก่อน สมมุติศาลรัฐธรรมนูญไม่รับ อีก ๑๕ วัน ท่านกลับมาลงมติร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้ง ๑๓ มาตรา พวกผมก็ต้องยื่นกับศาลรัฐธรรมนูญ ทันที แข่งกันครับว่าระยะเวลาที่ท่านกราบบังคมทูล กับผมไปศาลรัฐธรรมนูญว่าใครจะวิ่งเร็ว กว่ากัน พวกผมโดนมาแล้วครับ การเสนอแก้กฎหมายในครั้งหนึ่ง ซึ่งสมาชิกมีสิทธิที่จะยื่น ต่อศาลรัฐธรรมนูญก่อนที่จะมีการกราบบังคับทูล ท่านประธานครับ ท่านยังไม่มาครับ ท่านเชื่อไหมว่ากฎหมายผ่านสภาเวลา ๑๓.๐๐ นาฬิกา ๑๓.๐๕ นาฬิกา ประธานรัฐสภาเซ็น และกราบบังคมทูลเสนอกฎหมายทันที พวกผมไปศาลรัฐธรรมนูญไม่ทันครับ แต่เที่ยวนี้ พวกผมรู้เวลาแล้วครับ แล้วเมื่อพวกผมยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเดือนตุลาคม ท่านคณะกรรมการร่างช่วยให้หลักประกันผมไหมครับว่าศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาพิจารณา เท่าไร ๕ เดือนเสร็จไหมครับ ๓ เดือนเสร็จไหมครับ พวกผมยื่นแล้วท่านต้องแก้คําให้การ แล้วถ้าผมยื่นรายเรียงบุคคลว่าใครที่ร่วมกันเกาหลังทั้งหมดที่เป็นวุฒิสภา ๗๐ คน ๘๐ คน ร่วมกันเกาหลังผมยื่นหมดทุกคน คุณก็ต้องเรียงหน้าเข้าไปสอบ เหตุการณ์ก็จะเป็นไปได้ครับ ว่าสิ้นเดือนมีนาคมแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังไม่ได้ใช้บังคับ ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังไม่ได้ใช้ บังคับ ครบวาระสิ้นเดือนมีนาคม คณะกรรมการการเลือกตั้งก็ต้องประกาศเลือกตั้ง ส.ว. จากทั่วประเทศ ๗๗ คน เท่ากับจํานวนจังหวัดครับ แล้วก็เลือกตั้งกันมาเสร็จครับ ก็มาสมทบ กับเพื่อน ส.ว. ๗๓ คนที่อยู่ในเหลือ ๑๕๐ คนเท่ากัน พอเหลือ ๑๕๐ คนเลือกตั้งเสร็จแล้ว วัตถุประสงค์ท่านเจ๊งหมดแล้วแต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้เกิดศาลให้ผ่านออกมา พอศาล ผ่านออกมาครับ ท่านคงมาตรา ๑๐ ไว้ ท่านอยู่ในสภากัน ๑๕๐ คน เกิดเป็นตายขึ้นมาสักคน เลือกซ่อมก็ไม่ได้ครับ ท่านเอาอันนี้ไปล็อกเขาไว้แล้ว ท่านตั้งใจล็อกอันนี้เพราะท่านคิดว่า ท่านจะทําทันเดือนมีนาคม แต่ผมเรียนกับท่านครับ พวกท่านกําหนด คนกําหนด สู้ฟ้าลิขิต ไม่ได้ แล้วก็มีหลักประกันแน่ ๆ ครับว่าท่านอาจจะต้องเจอมาตรการอย่างนั้น ไม่ได้พูดกับ ท่านประธานนะครับ พูดกับคณะกรรมาธิการเพราะท่านประธานไม่เกี่ยวในการไปทําอย่างนี้ ขออนุญาตพูดผ่านไปยังคณะกรรมาธิการ ท่านเตรียมรับมือไว้หรือเปล่า สมมุติว่ารัฐธรรมนูญ ที่ท่านแก้ไขไปประกาศใช้เดือนพฤษภาคมปีหน้าวุฒิสมาชิกชุดใหม่เขามากันพร้อมแล้วครับ ๑๕๐ คน แล้วท่านไปล็อกมาตรา ๑๐ เป็นอย่างไรครับ เกิดวุฒิสมาชิกจังหวัดไหนเป็นตาย ร้ายดีขึ้นมาท่านจะให้เขาให้เลือกตั้งซ่อมอย่างไร ท่านไปล็อกเขาไว้หมดแล้ว