รายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๓๗/๒๕๕๙
วันจันทร์ที่ ๒๕ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙
ณ ตึกรัฐสภา
ด้วยในคราวประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ครั้งที่ ๓๐ วันพฤหัสบดีที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๙ ที่ประชุมมีมติให้นําสรุปผล การประชุมของคณะกรรมการและคณะกรรมาธิการดังกล่าว รวมทั้งสารบบสถานะ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติแจ้งให้สมาชิกทุกท่าน ได้รับทราบการดําเนินการของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ รายละเอียดดังปรากฏตาม เอกสารที่เจ้าหน้าที่ได้จัดวางไว้ประจําที่นั่งของสมาชิกทุกท่านแล้วนะครับ จึงขอแจ้งต่อ ที่ประชุมทราบ
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม
รับรองรายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๑๗/๒๕๕๙ วันจันทร์ที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๙ และ
ครั้งที่ ๑๘/๒๕๕๙ วันจันทร์ที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๙
ซึ่งได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกตรวจดูแล้วเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๙ บริเวณห้องรับรองสมาชิก ชั้น ๑ อาคารรัฐสภา ๑ และหอสมุดรัฐสภา ก่อนที่จะเสนอให้ ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศรับรอง เมื่อไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่า ที่ประชุมรับรองรายงานการประชุม ๒ ครั้งดังกล่าวนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
๓.๑ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่อง การปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังภาครัฐ เป็นการพิจารณาต่อจากการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๓๖/๒๕๕๙ วันอังคารที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๕๙
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่ด้วยครับ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
จากการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๓๖/๒๕๕๙ วันอังคารที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๕๙ ที่ประชุมได้อภิปรายแสดงความเห็นและข้อเสนอแนะจนได้เวลา พอสมควรแล้ว แต่เนื่องจากรายงานเรื่องนี้มีความสําคัญ เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับงบประมาณ และการคลังภาครัฐ ซึ่งยังมีสมาชิกอีกหลายท่านมีความประสงค์จะอภิปราย และขอให้ลงมติ ในครั้งต่อไป ประธานของที่ประชุมคือท่านรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง ท่านวลัยรัตน์ ศรีอรุณ จึงได้สั่งให้เลื่อนมาพิจารณาต่อในวันนี้ ดังนั้น ผมขอดําเนินการต่อเลยนะครับ และมีสมาชิกท่านใดจะขออภิปรายเพิ่มเติมอีกหรือไม่ ก็ขอเรียนเชิญด้วย
สําหรับรายชื่อผู้อภิปรายเป็นการพิจารณาต่อนะครับ ณ ขณะนี้มีอยู่ ๕ ท่าน ได้แก่ ท่านคํานูณ สิทธิสมาน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ท่านที่ ๒ ท่านคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านที่ ๓ ท่านธวัชชัย เทอดเผ่าไทย อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดลําปาง ท่านที่ ๔ ท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน อดีตผู้บัญชาการตํารวจภูธร ภาค ๑ ท่านที่ ๕ ท่านกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ จํากัด (มหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอเรียนเชิญ ท่านคํานูณ สิทธิสมาน ครับ ขอให้ท่านอภิปรายแสดงความคิดเห็นโดยใช้เวลาท่านละไม่เกิน ๑๐ นาที
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนะครับ ตลอดระยะเวลา ๒ สัปดาห์ ที่ผ่านมาก็ได้ไปศึกษาเอกสารอย่างละเอียดเพิ่มขึ้น ก็มีประเด็นเพิ่มเติมนะครับ คือกล่าวได้ว่า ประเด็นเดิมที่กระผมเห็นต่างจากคณะกรรมาธิการเป็นอย่างยิ่งก็คือว่า การสนับสนุน ร่างพระราชบัญญัติการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. .... ที่อยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการ กฤษฎีกาในขณะนี้ และร่างพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. .... นั้น กระผมได้ อภิปราย ขอย้อนไปสักนิดนะครับท่านประธาน เมื่อ ๒ สัปดาห์ที่แล้วว่า กระผมไม่เห็นด้วย ตรงที่มันยังเปิดช่องให้มีการออกกฎหมายพิเศษเพื่อกู้เงินก้อนโต แล้วก็อนุญาตให้ใช้เงินกู้ ก้อนโตนั้นออกไปนอกพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี ซึ่งอาจจะเป็นหลายปี ต่อเนื่องกัน ซึ่งกระผมเห็นมาโดยตลอดตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ว่ามีลักษณะขัดกับรัฐธรรมนูญ ทั้งปี ๒๕๕๐ แล้วก็ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และทางศาลรัฐธรรมนูญก็ได้มีคําวินิจฉัย ออกมาแล้วเมื่อต้นปี ๒๕๕๗ ในคําวินิจฉัยที่ ๓-๔/๒๕๕๗ และในร่างพระราชบัญญัติ ของทั้ง ๒ ฉบับนี้ก็ยังไม่ได้นําคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาปรับเพื่อให้เกิดความชัดเจน ตรงกันข้ามครับ กลับยังคงสารัตถะเดิมของพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๒๓ เอาไว้ในพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณฉบับใหม่ มาตรา ๓๓ แล้วก็เมื่อ ๒ สัปดาห์ก่อนกระผมอ่านพบเพียงว่าในร่างพระราชบัญญัติการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. .... ก็จะอยู่ในมาตรา ๑๗ ซึ่งแม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะยังไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นนี้ แต่กระผม เห็นว่าถ้าเผื่อเราจะเคารพคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว เมื่อเรามีโอกาสที่จะเขียน กฎหมายใหม่ ร่างกฎหมายใหม่ก็คงควรที่จะต้องบัญญัติทางออกไว้ให้ชัดเจน ๑. ก็คือ การนิยามคําว่า เงินแผ่นดิน เอาไว้ในร่างพระราชบัญญัติการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. .... ๒. ก็คือการปรับแก้พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ มาตรา ๒๓ แต่การมิได้เป็นเช่นนั้น กระผมจึงอภิปรายคัดค้าน ซึ่งก็เป็นจุดยืนเดิมที่กระผมเคยคัดค้านมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๖ แล้วก็เป็นหนึ่งในผู้ที่นําเรื่องไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ จนกระทั่งมีคําวินิจฉัยออกมา เมื่อต้นปี ๒๕๕๗ เมื่อกระผมใช้เวลา ๒ อาทิตย์กลับไปอ่านดู การกลับปรากฏว่าหนักหนา สาหัสยิ่งกว่านั้นครับ ก็คือในร่างพระราชบัญญัติการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. .... นั้น นอกจากจะมีมาตรา ๑๗ ซึ่งคงสารัตถะของมาตรา ๒๓ พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ แล้วนี่นะครับ ถ้าท่านประธาน ท่านกรรมาธิการและเพื่อนสมาชิกจะกรุณา เปิดดูเอกสาร ผมไม่ทราบว่าจะเรียกเลขหน้าอะไร ก็คือในร่างพระราชบัญญัติการเงิน การคลังของรัฐ พ.ศ. .... ฉบับที่กําลังร่างกันอยู่นี่นะครับ ในหน้า ๙ มาตรา ๓๐ มาตรา ๓๑ มาตรา ๓๒ และมาตรา ๓๓ นอกจากจะไม่ได้อนุวัตตามคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ยังเป็นการเขียนทางแก้คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเอาไว้อีก ก็คือเปิดโอกาสอย่างชัดเจน ให้มีการออกกฎหมายพิเศษเพื่อกู้เงินก้อนโตนอกกฎเกณฑ์ของพระราชบัญญัติการบริหาร หนี้สาธารณะ พ.ศ. ๒๕๔๘ แล้วก็ใช้เงินกู้ก้อนโตนั้นออกไปโดยช่องทางพิเศษนอกเหนือจาก พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี ผมขออนุญาตอ่านมาตรา ๓๐
มาตรา ๓๐ การกู้เงินนอกเหนือจากที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการบริหาร หนี้สาธารณะ ให้กระทรวงการคลังกระทําได้ก็แต่โดยอาศัยอํานาจตามกฎหมายที่ตราขึ้นเป็น การเฉพาะในกรณีที่มีความจําเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ ขีดเส้นใต้ตรงคําว่า กฎหมาย ที่ตราขึ้นเป็นการเฉพาะ ซึ่งจะหมายถึงพระราชบัญญัติก็ได้ จะหมายถึงพระราชกําหนดก็ได้
วรรคสองนะครับ กฎหมายที่ตราขึ้นตามวรรคหนึ่ง ต้องระบุวัตถุประสงค์ของ การกู้เงิน แผนการใช้จ่ายเงินกู้ และหน่วยงานของรัฐซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการดําเนินการที่ใช้ จ่ายเงินกู้นั้น พร้อมต้องมีกําหนดระยะเวลาและแหล่งเงินในการชําระหนี้ไว้เป็นการเฉพาะ นอกเหนือจากเงินงบประมาณตามมาตรา ๒๕ (๓)
วรรคสาม สําคัญมากนะครับ เงินที่ได้รับจากการกู้เงินตามวรรคหนึ่ง ให้นําไปใช้ตามวัตถุประสงค์ตามที่กฎหมายกําหนดโดยไม่ต้องนําส่งคลัง เว้นแต่กฎหมาย จะกําหนดเป็นอย่างอื่น ขีดเส้นใต้ตรงคําว่า ไม่ต้องนําส่งคลัง
และวรรคสุดท้าย วรรคสี่ การใช้เงินกู้ตามมาตรานี้ให้เป็นไปตามระเบียบ ที่รัฐมนตรีกําหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ความหมายคืออะไรครับท่านประธาน ความหมายก็คือว่าอนุญาตให้กระทรวงการคลังสามารถกู้เงินจะเท่าไรก็ได้ ไม่ได้มีกําหนดไว้ นอกเหนือกฎเกณฑ์ของพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ ซึ่งถ้ากระผมจะลงมาตราไป ก็คือมาตรา ๒๐ และมาตรา ๒๒ นอกจากนั้นที่สําคัญอย่างยิ่งและกระผมไม่เห็นด้วย เป็นอย่างยิ่งก็คือเมื่อกู้มาแล้วนี่ไม่ต้องนําส่งคลัง ก็แปลว่าเป็นเงินนอกงบประมาณ และเมื่อกู้ มาแล้วก็ให้ใช้จ่ายเงินกู้ก้อนนี้ไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกําหนด ก็คือรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังกําหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ก็หมายความว่าถ้ากระผม จะพูดอย่างหนักสักนิดหนึ่งก็คือว่า เฉพาะมาตรานี้จะมีผลเป็นการยกเว้นรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ถ้าเผื่อว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็มาตรา ๑๔๐ แน่นอนและมีผล เป็นการยกเว้นพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ มาตรา ๒๐ และมาตรา ๒๒ และใช้ เพียงระเบียบในการใช้เงิน ซึ่งโดยปกติแล้วการกู้เงินทํานองนี้จะเป็นการกู้เงินก้อนโตระดับ ล้านล้านบาทขึ้นไป ตัวอย่างล่าสุดนี่ ๒ ล้านล้านบาท ซึ่งใช้กัน ๗ ปีงบประมาณรายจ่าย ก็หมายความว่าในทุกปีงบประมาณรายจ่ายนี่นะครับท่านประธาน เราจะมีเงิน ๒ ก้อนครับ เงินก้อนหนึ่งเป็นงบลงทุนตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี ก็ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทบวกลบนะครับ กับเงินอีกก้อนหนึ่งนี่นะครับใช้จ่ายโดยระเบียบ ที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติก็ ๓๐๐,๐๐๐ ถึง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้วแต่งวดของงาน ซึ่งก็จะทําให้ ระบบงบประมาณ ระบบควบคุมกํากับการใช้จ่ายของประเทศผิดเพี้ยนไป นี่เป็นจุดยืน ที่กระผมคัดค้านมาโดยตลอด นอกจากนั้นมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๒ มาตรา ๓๓ ก็เป็นบริบท ของมาตรา ๓๐ ทั้งสิ้น ท่านประธานครับ การกําหนดเป็นหลักเกณฑ์หรือเป็นกฎเหล็ก ในการใช้งบประมาณแผ่นดิน หรือเงินแผ่นดินที่ร่างกฎหมายฉบับนี้หลีกเลี่ยงที่จะบัญญัติ นิยามศัพท์คําว่า เงินแผ่นดิน นี่ให้เป็นไปตามกฎหมาย ๔ ฉบับแม่บทนะครับ ก็คือกฎหมาย งบประมาณรายจ่ายประจําปี กฎหมายโอนงบประมาณ กฎหมายวิธีการงบประมาณ และกฎหมายเงินคงคลัง ที่ยืนหยัดเป็นหลักการมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๔๙๒ นี่นะครับ ก็เพื่อให้อํานาจแก่ฝุายนิติบัญญัติในการกํากับ การควบคุมการใช้จ่ายเงินแผ่นดินอย่างมี ประสิทธิภาพ โดยหลักการก็คือว่าการใช้จ่ายเงินแผ่นดินนั้นต้องกระทําโดยพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปี ซึ่งมีลักษณะพิเศษกว่าพระราชบัญญัติทั่วไปนะครับ พระราชบัญญัติทั่วไป เวลาเสนอเข้าสู่สภาก็จะบังคับให้มีเพียงหลักการและเหตุผลเท่านั้น แต่ว่าพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีนี่นะครับ ในการเสนอเข้าสู่สภานี่ ท่านรองประธาน คนที่หนึ่ง คงจะทราบดีว่าจะมีกฎเกณฑ์พิเศษที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และหรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๘ ซึ่งมีรายละเอียดทั้งสิ้น ๘ ถึง ๙ ประการที่จะส่งเข้าสู่สภา แล้วรัฐธรรมนูญ ก็บัญญัติรับรองไว้ ผมขอเวลาอีกสักเล็กน้อยนะครับ เพราะว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างสําคัญ นะครับ และพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณฉบับใหม่ที่ทางคณะกรรมการกฤษฎีกากําลัง ร่างอยู่นี่นะครับก็นํามาบัญญัติซ้ําไว้ในมาตรา ๑๙ ยังคงเหมือนเดิมครับว่าในการเสนอ พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีนั้นจะเสนอแต่เพียงตัวร่างแล้วก็มีเพียงหลักการ และเหตุผลไม่ได้ครับ ต้องมีประกอบอีกอย่างน้อย ๘ ประการด้วยกันคือ
๑. คําแถลงประกอบงบประมาณแสดงฐานะและนโยบายการคลัง และการเงิน
๒. รายรับ รายจ่ายเปรียบเทียบระหว่างปีที่ล่วงมา ปีปัจจุบัน และปีที่ขอตั้ง งบประมาณ
๓. คําอธิบายเกี่ยวกับงบประมาณรายรับ
๔. คําอธิบาย คําชี้แจงเกี่ยวกับงบประมาณรายจ่ายที่ขอตั้ง
๕. รายงานเกี่ยวกับการเงินของหน่วยรับงบประมาณ
๖. คําอธิบายเกี่ยวกับหนี้ของรัฐบาล ทั้งที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันและหนี้ที่เสนอ เพิ่มเติม
๗. ผลการดําเนินงานและการใช้จ่ายงบประมาณของปีงบประมาณ ที่ล่วงมาแล้ว และ
๘. ถึงเป็นตัวร่างพระราชบัญญัติ
อันนี้ครับคือกฎเหล็กของการใช้เงินแผ่นดินที่จะต้องไม่ให้ตกหล่น ทีนี้ถ้าเรา เปิดโอกาส โดยเขียนกฎหมายให้มีการใช้จ่ายเงินแผ่นดินออกไปนอกงบประมาณนี่นะครับ อะไรจะเกิดขึ้นครับ จ่ายโดยระเบียบที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ ในขณะที่เงินก้อนหนึ่งนี่นะครับ เงินงบลงทุนในงบประมาณรายจ่ายประจําปีไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทบวก ๆ หรอก แต่ว่าเงินพิเศษก้อนนี้ปีหนึ่งมันอาจจะเท่ากันครับ แต่จ่ายออกไปอีกระบบหนึ่ง ไม่ได้ผ่าน การควบคุมตรวจสอบโดยฝุายนิติบัญญัตินะครับ และเงินกู้ ตามกฎหมายพิเศษพวกนี้ ส่วนใหญ่ก็คือจะอนุญาตให้กระทรวงการคลังกู้ทีเดียว กู้ก้อนเดียวแต่ทยอยกู้ หลายปีงบประมาณ ซึ่งอันที่จริงสามารถจะกู้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี ได้นะครับ อันนี้ครับเป็นหลักการที่กระผมเห็นว่าไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะคงเอาไว้นะครับ เพราะว่าท่านประธานครับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่กําลังจะรอลง ประชามติในวันที่ ๗ สิงหาคมนี้นะครับ มีอยู่มาตราหนึ่งที่ได้รับการประชาสัมพันธ์ว่า เป็นสุดยอดของมาตรการปราบโกง คือมาตราอะไรครับท่านประธาน ก็คือมาตรา ๑๔๔ เรื่อง การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี ท่านคงจะทราบดี นะครับว่า กรรมการร่างรัฐธรรมนูญนี่บัญญัติไว้ว่า แต่เดิมเคยมีบัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภามีจํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจํานวน สมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา เห็นว่ามีการกระทําที่ฝุาฝืนบทบัญญัติตามวรรคสอง ก็คือการเสนอการแปรญัตติหรือการกระทําด้วยประการใด ๆ ที่มีผลให้สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาหรือกรรมาธิการมีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ในการใช้งบประมาณรายจ่ายจะกระทํามิได้ อันนี้ผิดนะครับ แต่เดิมมีอยู่แล้ว แต่กรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มขึ้นมานะครับ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่โฆษณากันไปทั่วประเทศนะครับว่า ถ้าผู้กระทําการดังกล่าวเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาให้ผู้กระทําการนั้น สิ้นสุดสมาชิกภาพนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัย และให้เพิกถอนสิทธิสมัคร รับเลือกตั้งของผู้นั้นตลอดชีวิตนะครับ เว้นแต่ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้กระทําการ หรืออนุมัติให้กระทําการ หรือรู้ว่ามีการกระทําดังกล่าวแล้วแต่มิได้สั่งยับยั้งให้คณะรัฐมนตรี พ้นจากตําแหน่งทั้งคณะนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัย และให้เพิกถอนสิทธิสมัคร รับเลือกตั้งของรัฐมนตรีที่พ้นจากตําแหน่งนั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้อยู่ในที่ประชุม ในขณะที่มีมติและให้ผู้กระทําการดังกล่าวต้องรับผิดชดใช้เงินนั้นคืนพร้อมด้วยดอกเบี้ย อันนี้หนักหนาสาหัสมากนะครับ พ้นทั้งคณะเว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตัวเองไม่อยู่ในที่ประชุม เราบัญญัติกฎเกณฑ์ไว้ควบคุมนักการเมืองอย่างเข้มข้น แต่รัฐธรรมนูญมาตรานี้มันจะมี ความหมายก็ต่อเมื่อการใช้เงินแผ่นดินนั้นจะต้องกระทําการผ่านพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจําปี แต่เรากําลังจะเสนอให้มีการกู้เงินและใช้เงินนั้นไปนอกงบประมาณรายจ่าย ประจําปีโดยระเบียบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกําหนดโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรี ก็แปลว่าที่มาตรา ๑๔๔ ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นี่นะครับก็จะใช้บังคับได้แต่เฉพาะ เงินแผ่นดินที่ผ่านงบประมาณรายจ่ายประจําปีเท่านั้น แต่เงินกู้นอกงบประมาณซึ่งกฎหมาย จงใจไม่บัญญัติว่าเป็นเงินแผ่นดินหรือไม่ ทั้ง ๆ ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นเงินแผ่นดิน นี่นะครับ สามารถใช้ไปได้นอกพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี ผมจะเอาหน้า ไปชี้แจงกับพี่น้องประชาชนที่ไหนครับว่ามาตรา ๑๔๔ นี้มีความหมาย เพราะว่าในอนาคต ก็อาจจะมีการออกกฎหมายพิเศษเพื่อกู้เงินพิเศษมาสัก ๒ ล้านล้านบาท ทยอยจ่าย ๗ ปีงบประมาณ แล้วก็จ่ายไปโดยระเบียบที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ ประเด็นนี้เป็นประเด็น ที่กระผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ อีกนิดเดียวครับท่านประธาน กระผมไปพิจารณาศึกษาดู ๒ สัปดาห์ แล้วก็มาค้นเอกสาร ที่สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรและสํานักงานเลขาธิการวุฒิสภา ก็อยากจะขอ กราบเรียนว่า ความเป็นมาของร่างพระราชบัญญัติการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. .... ที่เรา กําลังพิจารณาอยู่ฉบับนี้ไม่ใช่ของใหม่ครับ เป็นร่างพระราชบัญญัติการเงินการคลัง ที่กระทรวงการคลังจัดทําขึ้นมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ เพราะรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๖๗ วรรคสาม ระบุให้มีพระราชบัญญัติการเงินการคลังของรัฐ แล้วก็ให้เสร็จภายใน ๒ ปี คณะรัฐมนตรีชุดพรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านมีมติเมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๒ ตอนเกือบจะครบ ๒ ปีพอดี ผ่านร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ แล้วก็ส่งไปคณะกรรมการกฤษฎีกา เผอิญโชคร้ายครับ เป็นช่วงจังหวะเวลาที่รัฐบาล ในขณะนั้นออกพระราชกําหนดไทยเข้มแข็งขึ้นมา แล้วก็เกิดมีปัญหาว่าจะสามารถใช้เงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทไปในโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ๒๕๕๕ ไทยเข้มแข็ง นอกพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีได้หรือไม่ คณะกรรมการกฤษฎีกา คณะ ๑๒ วินิจฉัยมาเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๒ ว่าใช้ได้ เพราะท่านบอกว่าเงินกู้ไม่ใช่ เงินแผ่นดิน ซึ่งเป็นคําวินิจฉัยที่วิปริตอย่างยิ่ง ท่านประธานครับ จากนั้นร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ก็ถูกดองอยู่ในคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นระยะเวลา จนกระทั่งรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ นั้นถูกฉีกไป ไม่ได้มีการนําเสนอเข้าสภา แต่ว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับแรกนะครับที่ผ่านมติคณะรัฐมนตรี ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๒ นั้น ท่านทราบไหมครับว่าแตกต่างจากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้อย่างไร ก็แปลว่าเมื่อเริ่มต้นนั้น เขามีนิยามคําว่า เงินแผ่นดิน ไว้ครับ อันนี้เป็นเอกสารที่ผมปรินต์ (Print) ออกมาจากใน สารบบของสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร น่าจะเป็นร่างพระราชบัญญัติตัวแรกที่อยู่ ในช่วงปี ๒๕๕๒ มีการนิยามคําว่า เงินแผ่นดิน ไว้ในมาตรา ๓ เงินแผ่นดิน หมายความว่า เงินทั้งปวงที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ กองทุนสาธารณะ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งที่เป็นเงินงบประมาณรายจ่าย เงินรายได้แผ่นดิน และเงินนอกงบประมาณ และให้หมายความรวมถึงเงินคงคลังด้วย และที่ไม่มีก็คือไม่มีมาตรา ๓๑ ถึงมาตรา ๓๓ ที่เสนอเพิ่มเข้ามาในครั้งหลังที่เป็นการอนุญาตให้มีการกู้เงินโดยกฎหมาย พิเศษได้ แล้วก็ใช้เงินไปโดยระเบียบที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติได้ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า ความเป็นมาต่าง ๆ เหล่านี้เราก็ต้องถามตัวเราเองกันครับว่าเหตุวิกฤตที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานี้ ความพยายามที่จะกู้เงินขนาดใหญ่แล้วใช้เงินกู้ไปนอกกฎหมาย งบประมาณนะครับ แล้วก็ผ่านการวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญมาแล้วเมื่อต้นปี ๒๕๕๗ นั้น ทําไมเมื่อเราจะปฏิรูปประเทศกันทั้งทีเราไม่นําเอาคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น มาบัญญัติไว้เสียให้ชัดเจนในร่างพระราชบัญญัติการเงินการคลังภาครัฐ พ.ศ. .... กระผม ขอกราบเรียนว่ามิได้ขัดขวางความเจริญของประเทศครับที่จะต้องมีการลงทุนโครงสร้าง ขนาดใหญ่ แต่กระผมมีความเชื่อมั่นโดยบริสุทธิ์ว่าสามารถจะกระทําการผ่านพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปีได้ และถ้ากลัวว่าจะถูกตัด ก็สามารถมีทางที่จะปรับโดยระบุให้ เป็นเงินที่ต้องจ่ายที่ไม่สามารถจะตัดได้ มีหนทางหลายหนทางมากครับ ถ้าหนทางยังไม่ ชัดเจนนี่นะครับ ในเมื่อเราจะปฏิรูปทั้งทีเราก็เขียนไว้ให้ชัดเจนเสียในคราวเดียวกัน ในร่างพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. .... จะไม่ดีกว่าหรือครับ หลักการก็คือ เงินแผ่นดินควรจะต้องใช้ผ่านระบบการควบคุมที่เข้มงวดครับ กระผมไม่เห็นด้วยว่าจะไป กําหนดจํานวนวงเงินกู้ว่าต้องกี่เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) นั่นเป็นเรื่องสําคัญก็จริงครับ แต่มีเรื่องถกเถียงกันได้มาก แต่ต่อให้ใช้เงินกู้ไปต่ํากว่าเปอร์เซ็นต์ที่กําหนดไว้ แต่ใช้ไปโดย ปราศจากกฎเกณฑ์หรือเป็นกฎเกณฑ์ที่ไม่เข้มข้นตามที่รัฐธรรมนูญเขากําหนดไว้แล้วนะครับ อย่าว่าถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์เลยครับ แม้แต่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ก็ไม่บังควร เพราะฉะนั้นกระผมขอยืนยันเป็นข้อสังเกตว่าไม่เห็นด้วยเฉพาะในประเด็นนี้ ความจริง มีเหตุการณ์และมีสถานการณ์ที่สามารถจะอธิบายในเชิงวิชาการได้อีกมาก แต่กระผมเห็นว่า นี่ก็ไม่ใช่การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติอย่างจริงจัง จริงจังครับ แต่ว่ายังไม่ใช่ขั้นตอน ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แล้วกว่าจะผ่านไปถึงคณะรัฐมนตรี กว่าจะผ่านมาถึง สภานิติบัญญัติแห่งชาติก็ต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง แต่ขออนุญาตอภิปรายเพื่อบันทึกไว้ นะครับว่าเราลงแรงร่วมแรงร่วมใจมาเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองเพื่อปฏิรูปประเทศ เรามี ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง เรามีศาลรัฐธรรมนูญที่ได้รับการเพิ่มอํานาจให้มากขึ้น เพื่อยับยั้งวิกฤตของประเทศ แต่เราไม่เคารพคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาแล้ว แต่เราพยายามที่จะสร้างมาตรการที่เป็นข้อยกเว้นของร่างรัฐธรรมนูญในมาตราที่เกี่ยวกับ การปราบโกงที่เข้มข้นที่สุดนะครับ
และที่สําคัญสุดท้ายแล้วครับท่านประธาน ก็น่าสงสัยเหมือนกันครับว่าถ้าจะ มีการเร่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ออกไปมันจะเป็นร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยการเงิน การคลังตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่มาตรา ๖๒ หรือไม่ กระผมได้หารือกับท่านประธาน กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ แล้วก็ขออนุญาตอ้างอิงท่าน ท่านยืนยัน ว่าไม่ใช่ครับ แค่ชื่อก็ไม่เหมือนกันแล้ว นี่คือร่างพระราชบัญญัติการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. .... ที่พิจารณามาตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๒ แต่ว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๒ กําหนดให้มี ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. .... และในมาตราท้าย ๆ ในบทเฉพาะกาลนั้นก็กําหนดไว้ให้คณะรัฐมนตรีมีอํานาจที่จะสั่งให้หน่วยงานของรัฐ หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งจัดทําร่างพระราชบัญญัตินี้ขึ้นมาแล้วก็เสนอต่อสภานิติบัญญัติ แห่งชาติภายใน ๒๔๐ วัน เพราะฉะนั้นก็คงจะต้องเคลียร์ (Clear) กันก่อนครับว่าสิ่งที่เราจะ ลงมติไปในวันนี้นี่จะเป็นอะไรกันแน่เพราะแค่ชื่อก็ไม่เหมือนกันแล้ว แล้วถ้าเผื่อว่าออกมาก่อน ก็คงจะไม่ก่อนนะครับ เพราะอีก ๒ สัปดาห์ก็คงจะรู้ผลแล้วว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่าน ประชามติหรือไม่ แต่อยากขอให้มีการเคลียร์ (Clear) กัน และที่สําคัญที่สุดก็คือกระผม อยากเห็นจุดยืนของคณะกรรมาธิการครับว่า ท่านมีความเห็นอย่างไรต่อการที่มีกฎหมาย เปิดช่องให้มีการกู้เงินก้อนโตนอกงบประมาณและใช้เงินนั้นไปแต่ละปี ๆ นอกพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปี โดยมีเกณฑ์ควบคุมเพียงระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกําหนด ถ้าคณะรัฐมนตรีเป็นคนดี เป็นผู้ที่มาปฏิรูปประเทศชาติบ้านเมืองอย่างคณะรัฐมนตรี ชุดปัจจุบันภายใต้การนําของท่านนายกรัฐมนตรี ท่านหัวหน้า คสช. ไม่เป็นปัญหาครับ แต่ถ้า เผื่อกลับกันล่ะครับ เรากําลังจะเซ็นเช็คเปล่าให้กับคณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีคนไหน ก็ไม่ทราบที่จะใช้อํานาจเข้ามาออกกฎหมายพิเศษเพื่อกู้เงินก้อนโต แล้วใช้เงินงบประมาณ ก้อนโตนั้นไปนอกการควบคุมของรัฐสภาตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี กระผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง กราบขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญท่านคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านพลังงาน อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน อดีตสมาชิก สปช. ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ครับ ก็ต้องขอบพระคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินอีกครั้งนะครับ และขอชื่นชมที่ท่านได้เสนอรายงาน เรื่อง การปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังภาครัฐ เข้าสู่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศในครั้งนี้นะครับ กระผมก็เช่นกันได้ใช้เวลา ๒ อาทิตย์ที่ผ่านมาได้ไปศึกษาเพิ่มเติม ก็มีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะที่อยากจะกล่าวถึงสัก ๒ ถึง ๓ ประเด็นนะครับ
ในเบื้องต้นก็อยากจะขอสรุปด้วยความขอบคุณและชื่นชมว่า คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินได้เสนอ แนวทางแก้ไขในเรื่องวิธีการงบประมาณ แล้วก็เรื่องวินัยการคลังของประเทศไว้ ๕ ประการ ดังนี้นะครับ
๑. ก็คือสร้างวินัยทางการคลัง ให้มีคณะกรรมการจากหลายหน่วยงาน มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ทําให้เกิดความสมดุลในด้านการคลัง เรื่องหนี้สาธารณะ เรื่องควบคุมรายจ่าย งบกลาง งบประชานิยม การแปรญัตตินอกวัตถุประสงค์ เรื่องกระบวนการงบประมาณก็มุ่งที่จะทําให้เกิดการลดความซ้ําซ้อนของการจัดทํา งบประมาณโดยให้มีการทํางบประมาณทั้งแบบฟังก์ชันเบส (Function based) แล้วที่สําคัญ ก็คือเชิงพื้นที่หรือแอเรียเบส (Area based) ในการจัดสรรงบประมาณแบบบูรณาการให้มี การมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกระดับ
อีกเรื่องที่สําคัญก็คือเรื่องของการคลังท้องถิ่น ส่งเสริมให้ท้องถิ่นมีรายได้ มีการขยายฐานภาษีในท้องถิ่นแล้วก็มีการใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ พัฒนาขีดความสามารถ ของรัฐสภาซึ่งเป็นหน่วยงานอนุมัติงบประมาณที่จะพิจารณาให้ความเห็นในเรื่องงบประมาณ แล้วก็เรื่องของการจัดการเงินนอกงบประมาณ ท่านประธานครับ กระผมมีประเด็นข้อสังเกต และข้อเสนอแนะที่อยากจะฝากท่านกรรมาธิการสัก ๒ ถึง ๓ เรื่องดังนี้นะครับ
เรื่องแรก ก็คือในเรื่องของแนวทางเกี่ยวกับการสร้างวินัยทางการคลังของ ประเทศ มี ๒ ประเด็นที่อยากจะขอความกระจ่างแล้วก็ขอเสนอแนะหรือฝากให้ท่านนําไป พิจารณานะครับ ก็คือในรายงานข้อ ๑.๖ กับข้อ ๒.๑.๖ นั้นท่านเสนอมาว่า เพื่อให้เกิด การควบคุมการขาดดุลการคลังและหนี้สาธารณะ จึงเสนอให้ปรับแก้ไขมาตรา ๘ และมาตรา ๓๐ วรรคหนึ่งของร่างพระราชบัญญัติการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. .... ซึ่งอยู่ในการพิจารณาของ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาอยู่ในขณะนี้ ท่านก็เสนอในมาตรา ๘ วรรคสาม ขยายนิยามเรื่องหนี้สาธารณะว่าให้ครอบคลุมถึงหนี้ที่รัฐบาลกู้เองโดยตรง หนี้ที่รัฐบาล ค้ําประกัน หนี้ของหน่วยงานอื่นใดที่กฎหมายบัญญัติให้รัฐต้องจัดสรรงบประมาณให้โดยตรง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมตลอดจนถึงหนี้ของรัฐวิสาหกิจประเภทสถาบันการเงินด้วย และที่สําคัญท่านก็ขอเพิ่มต่อไปในตอนท้ายของมาตรา ๓๐ วรรคหนึ่งว่า ให้กําหนดเพดาน สัดส่วนหนี้สาธารณะต้องไม่เกินร้อยละ ๖๐ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือ จีดีพี (GDP) นั้น กระผมก็ขอกราบเรียนว่าไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับในประเด็นเรื่องกําหนด เพดานหนี้สาธารณะนะครับ คือ ๑. ท่านขยายนิยามของหนี้สาธารณะแล้วท่านก็กําหนด เพดานลิมิต (Limit) ไม่ให้เกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ประชาชาติหรือจีดีพี (GDP) ซึ่งอันนี้ ผมคิดว่ามันจะริจิด (Rigid) ไม่มีความยืดหยุ่นนะครับ แล้วก็อาจจะสร้างปัญหาให้กับรัฐบาล หรือประเทศในอนาคตที่จะถูกมัดมือไม่ให้มีเครื่องไม้เครื่องมือในการบริหารราชการแผ่นดิน หรือดําเนินนโยบายที่สําคัญหรือแก้ปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้าของประเทศและประชาชน ในขณะนั้นได้
ประการแรก ก็คือหนี้สาธารณะควรกําหนดให้เป็นหน้าที่ของฝุายบริหาร เป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งในร่างกฎหมายนี้ ร่างพระราชบัญญัติการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. .... ในมาตรา ๒๙ ที่สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกากําลังตรวจสอบอยู่ก็ได้เขียนไว้ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีเป็นผู้กําหนดหลักเกณฑ์สัดส่วน หนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศเพื่อเป็นกรอบในการบริหารหนี้สาธารณะอยู่แล้ว จึงไม่น่าจําเป็นที่จะต้องมีมาตรา ๓๐ มาจํากัดและระบุเพดานไว้อีกนะครับ ท่านประธานครับ หนี้สาธารณะ หนี้ส่วนบุคคล หรือหนี้ครัวเรือน ความหมายมันไม่เหมือนกันนะครับ จริงอยู่ ผมเห็นความสําคัญของการมีวินัยทางการคลัง ควบคุมไม่ให้มีอินเฟลชัน (Inflation) สูง ไม่ควรจะไปพิมพ์ธนบัตรตามใจชอบโดยไม่มีหลักประกัน ไม่ก่อหนี้เกินความสามารถ ในการชดใช้เงินกู้ของประเทศ เป็นภาระผูกพันให้กับรัฐบาลหรือประชาชนในอนาคต แต่ท่านประธานครับข้อดีของหนี้สาธารณะก็มีอยู่เหมือนกันและบางครั้งก็มีความจําเป็น มากด้วย ถ้าเราจะพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน สร้างหลักประกันทางด้านการศึกษา และการสาธารณสุข งบประมาณทุกวันนี้เราก็ทราบนะครับ ๗๐ ถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นงบประจํา เป็นงบผูกพันในเรื่องเงินเดือน ค่าจ้าง บํานาญ ค่ารักษาพยาบาล เรามีงบลงทุน ในแต่ละปีงบประมาณนี่น้อยมาก ถ้าเราไม่กู้เงินมาลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ที่เป็น อินฟราสตรักเจอร์ (Infrastructure) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพลังงาน หรือการคมนาคม หรือการศึกษา หรือการสาธารณสุขแล้วนี่ ประเทศเราจะพัฒนาก้าวหน้าให้หลุดพ้นจากการเป็นมิดเดิล อินคัม แทรป (Middle Income Trap) ได้อย่างไรครับ แล้วเราจะขยายการจ้างงานหรือสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือทําให้เศรษฐกิจหมุนเวียน สร้างเวลท์ (Wealth) ความมั่งคั่ง ทําให้เกิดรายได้จาก การเสียภาษีอากรที่เพิ่มขึ้นได้อย่างไร และจะปูองกันไม่ให้ประเทศเข้าสู่ภาวะเงินฝืด ได้อย่างไร และเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าในอนาคตอีก ๕ ปี หรืออีก ๑๐ ปี ๒๐ ปีข้างหน้านี่ ประเทศไทยที่รักของเราจะไม่ประสบผลกระทบจากเศรษฐกิจของโลกเสื่อมถอย เกิดภาวะ ข้าวยากหมากแพง ภาวะโรคระบาด ภัยแล้ง น้ําท่วม หรือแม้แต่เกิดภาวะศึกสงคราม ถึงเวลาตอนนั้นถ้าหนี้สาธารณะตามนิยามที่ท่านขยายคําจํากัดความใหม่นี่เกิดชนเพดาน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) เสียแล้ว รัฐบาลไม่มีเงินแม้แต่จะไปจ่ายเงินเดือนข้าราชการ แล้วท่านจะทําอย่างไรครับ โดยไปติดกฎหมายมาตรา ๓๐ ของท่านนี่นะครับ ก่อหนี้เพิ่มขึ้น ไม่ได้ บ้านเมืองก็คงจะโกลาหลวุ่นวายกันมากนะครับ กองทัพเดินด้วยท้องฉันใดนะครับ รัฐบาลก็เดินด้วยงบประมาณแผ่นดินฉันนั้น ดังนั้นถ้ารัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรีไปก่อหนี้ บางอันที่ไม่เหมาะสมหรือไม่มีธรรมาภิบาลหรือขาดวินัยก็ควรเป็นความรับผิดชอบ ของรัฐบาลนั้น ๆ ที่จะต้องตอบต่อรัฐสภา เจอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ญัตติขอถอดถอน ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง โดนตรวจสอบโดยสํานักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเราก็มีกลไกอยู่แล้ว ไม่ควรจะไปวางหลักเกณฑ์ที่ผูกมัด ประเทศจนเกินไปจนไม่มีทางเลือกในอนาคตในยามที่บ้านเมืองอาจเกิดภาวะฉุกเฉิน ปัจจุบัน กระทรวงการคลัง สํานักงบประมาณ สภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็มีการบริหารจัดการโดยรวมที่ค่อนข้างดีในการบริหารจัดการ หนี้สาธารณะนะครับ ประเทศไทยไม่เคยเสียชื่อในการชําระหนี้ เราชําระหนี้ตรงเวลา และบางครั้งก็ก่อนเวลานะครับ และเท่าที่ผมไปศึกษาดูประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศ ก็มีข้อมูลเกี่ยวกับหนี้สาธารณะที่สูงกว่าไทยมาก ทําไมเขาจึงเป็นประเทศที่ร่ํารวยกว่าเรา และมีเศรษฐกิจการบริหารจัดการที่ดีกว่าเรานะครับ หรือค่าเงินเขาก็แข็งกว่าเรา เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกามีหนี้สาธารณะ ๑๐๒ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ประเทศเยอรมนี มีหนี้สาธารณะ ๘๓ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) สหราชอาณาจักร ๘๒ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) หรือประเทศสิงคโปร์ในอาเซียน (ASEAN) ของเราซึ่งเขารวยกว่าเรา เจริญกว่าเรา ก็มีหนี้สาธารณะถึง ๑๐๑ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ดังนั้นเพดานหนี้สาธารณะจึงไม่ได้เป็น ตัวชี้วัดเดียวหรือตัวชี้วัดหลักที่สําคัญที่จะบ่งชี้ว่าประเทศมีวินัยทางการเงินการคลัง หรือไม่ ฉะนั้นในประเด็นมาตรา ๘ และมาตรา ๓๐ ที่ท่านเสนอแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ การเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. .... ที่คณะกรรมการกฤษฎีกากําลังตรวจอยู่นี้ ผมก็อยากจะขอ สงวนความเห็นว่าไม่เห็นด้วยกับการที่จะเพิ่มไปตรงนี้เพดาน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะมีมาตรา ๒๙ อยู่แล้ว แล้วก็ควรเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลหรือฝุายบริหาร แต่ถ้าท่านนําไปพิจารณา แล้วเห็นว่าจําเป็นนะครับ โดยเสียงส่วนใหญ่ ผมก็อยากจะเสนอทางออกเป็น การประนีประนอมว่าก็เพิ่มไปอีกสักวรรคหนึ่งนะครับ ว่าในกรณีที่มีความจําเป็นเพื่อ แก้ปัญหาเศรษฐกิจหรือความมั่นคง คณะรัฐมนตรีอาจขอความเห็นชอบจากรัฐสภาเพื่อปรับ เพิ่มเพดานหนี้สาธารณะตามวรรคหนึ่งได้ตามความเหมาะสมโดยมีเหตุผลที่สมควร แต่เพิ่มได้ ครั้งละไม่เกิน ๕ หรือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ก็แล้วแต่ แต่ถ้าจะให้ดีอย่ากําหนดดีกว่านะครับ
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะขออภิปรายก็คือระบบสนับสนุนการตัดสินใจ ของรัฐสภาในการพิจารณางบประมาณแผ่นดิน ท่านประธานครับ ฝุายนิติบัญญัติ เป็นผู้พิจารณาอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี ก็ควรจะมีหน่วยงานที่มีขีดความสามารถสูง เป็นอิสระและมีความเป็นมืออาชีพในการทําหน้าที่ศึกษาวิเคราะห์และให้ความเห็น เชิงวิชาการแก่สมาชิกรัฐสภาโดยรวมนะครับ ไม่ใช่ให้กับ ส.ส. พรรครัฐบาล หรือให้กับ ส.ส. ฝุายค้าน หรือให้กับวุฒิสมาชิกคนใดคนหนึ่ง ในเรื่องของการดําเนินนโยบายการเงิน การคลัง นโยบายภาษี ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายประจําปีและการใช้จ่ายเงิน แผ่นดินในลักษณะอื่น เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของรัฐสภาในคําของบประมาณแผ่นดิน แต่ละปีของรัฐบาลที่เสนอมา สภาปฏิรูปแห่งชาติในรายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง ได้ทําข้อเสนอไว้ที่จะให้มีการจัดตั้งสถาบันวิเคราะห์งบประมาณประจํารัฐสภา ที่เรียกว่า พาร์เลียเมนทารี บัดเจต ออฟฟิศ (Thai Parliamentary Budget Office) ซึ่งมีความเป็นกลาง มีความเป็นอิสระทางวิชาการ แล้วก็จะมีฟังก์ชัน (Function) และคล้าย ๆ กับสถาบัน พระปกเกล้านะครับ คือ ส.ส. ส.ว. เข้าไปแทรกแซงไม่ได้ แต่ไปใช้บริการได้ ซึ่งรายงานนี้ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินเห็นว่ายังไม่ จําเป็น แล้วก็ควรจะพัฒนาขีดความสามารถของสํานักงบประมาณของรัฐสภาที่มีอยู่แล้ว ขึ้นมาทําหน้าที่แทน และขอให้ข้อสังเกตว่าจะไม่บรรลุเปูาประสงค์และเจตนารมณ์ที่วางไว้ว่า พีบีโอ (PBO) หรือสถาบันวิเคราะห์งบประมาณประจํารัฐสภาต้องมีความเป็นกลาง มีความเป็นมืออาชีพและเป็นอิสระจากการชี้นําทางการเมือง ก็ขอฝากท่านด้วยนะครับ
อีกประการหนึ่งขอเวลาท่านสักเล็กน้อยนะครับ เรื่องของการคลังท้องถิ่น ซึ่งผมได้เรียนไปแล้วในครั้งที่แล้ว ก็อยากจะเรียนว่าเห็นด้วยกับท่านที่จะให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้น มีการบริหารจัดการที่ดีขึ้น เพราะงบท้องถิ่นต่อไปถ้าเป็นไป ตามที่ท่านมีเจตนารมณ์ไว้มันจะสูงถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของปริมาณงบประมาณแผ่นดิน แต่สิ่งที่ สําคัญก็คือการพัฒนาระบบการคลังท้องถิ่นเป็นสิ่งที่จําเป็นมาก ต้องมีฐานข้อมูล แล้วก็ต้องมี พี่เลี้ยงในการที่จะพัฒนาขีดความสามารถของท้องถิ่นในการจัดเก็บภาษีและควบคุม การใช้จ่าย มิฉะนั้นแล้วท่านให้เงินเขาไป ให้รายได้ แต่ไม่ได้ให้ขีดความสามารถมันก็จะเกิด ปัญหาแบบที่เราต้องพักราชการข้าราชการหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้สภาปฏิรูปแห่งชาติเขาเสนอไว้ก็อยากให้ท่านไปทบทวนดูด้วย มันอาจจะไม่ จําเป็นต้องเพิ่มคนก็ได้ ก็โอนคนมาแต่ว่าควรจะอยู่ที่กระทรวงการคลัง เพราะ กระทรวงมหาดไทยหรือสํานักนายกรัฐมนตรีคงทําไม่ได้ในเรื่องนี้ เพราะงานเขาเยอะนะครับ
ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน ก็คือการปฏิรูปกระบวนการงบประมาณ ตามร่างพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมการกําลังพิจารณา อยู่นะครับ กระผมก็อยากกราบเรียนว่าเห็นด้วยกับแนวคิดจัดทํางบประมาณเชิงพื้นที่ หรือแอเรียเบส (Area based) การให้ประชาชนมีส่วนในกระบวนการงบประมาณ มิใช่ให้เป็นแบบท็อปดาวน์ (Top down) อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และเกิดความซ้ําซ้อน การบูรณาการการจัดทําคําของบประมาณระหว่างหน่วยงาน การมี ก.น.จ. หรือ คณะกรรมการนโยบายบริหารราชการจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ซึ่งสิ่งที่ท่านเสนอก็เป็นเรื่องที่ดี และผมเห็นด้วยนะครับ แต่ว่าในบางประเด็นก็มีบางจุดและมีข้อสงสัยที่อยากจะฝากซักถาม คือในมาตรา ๔ และมาตรา ๒๘ และมาตรา ๒๙ ท่านได้นิยามคําว่า หน่วยรับงบประมาณ ไว้ว่าไม่ให้รวมถึงองค์กรอิสระคือหน่วยงานรัฐสภา หน่วยงานศาล หน่วยงานองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานอัยการ แล้วก็ไปยกเว้นไว้ในมาตรา ๒๗ มาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ อีก ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงการโอนงบประมาณต่าง ๆ ผมก็ต้องถามว่าทําไม ไปยกเว้นไว้ ร่างเดิมที่อยู่ที่คณะกรรมการกฤษฎีกาเขาก็ไม่ได้ยกเว้น หน่วยงานเหล่านี้ เป็นหน่วยงานที่ใช้งบประมาณหรือเปล่านะครับ แล้วถ้าท่านไปยกเว้นแล้วใครจะไป ตรวจสอบหน่วยงานนี้ เขาตรวจสอบของเขาเองหรือ เพราะฉะนั้นของเดิมเขาก็ไม่ได้มี คอมเพลน (Complain) อะไร ท่านก็ไปยกเว้น อันนี้ก็ต้องถามว่าท่านยกเว้นเพราะเหตุใด ท่านประธานครับ ผมก็ใช้เวลาเกินไปบ้างเล็กน้อย ก็อยากฝากคณะกรรมาธิการว่าโดยรวม ก็ให้กําลังใจท่านแล้วก็เห็นด้วยว่างานชิ้นนี้เป็นงานชิ้นใหญ่นะครับ แต่ว่าบางเรื่อง ท่านก็อาจจะเกร็งเกินไปก็ไปตัดโน่นตัดนี่ บางเรื่องก็ไปสร้างเงื่อนไขโดยไม่จําเป็นก็ฝากท่าน ไปพิจารณาทบทวนด้วย กราบขอบพระคุณครับ
ขอเชิญท่านธวัชชัย เทอดเผ่าไทย อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดลําปาง ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ผม นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๗๑ ซึ่งผมมีข้อสังเกตและมีความเห็นในประเด็นข้อเสนอของคณะกรรมาธิการที่จะ ให้แก้ไขอํานาจหน้าที่ของสํานักงานคณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น เพื่อให้เป็นหน่วยงานหลักในการที่จะทําหน้าที่ในการรวบรวมคําของบประมาณ แล้วก็กํากับดูแลการใช้จ่ายงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีข้อสังเกตรวม ๕ ข้อนะครับ
- ๑ ๑ / ๑
ข้อแรกนั้นสํานักงานคณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นเกิดขึ้นตามมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจาย อํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งมีอํานาจและหน้าที่รับผิดชอบงาน ธุรการของคณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ปัจจุบัน มีโครงสร้างอัตรากําลังเฉพาะส่วนกลาง โดยคณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นก็มีหน้าที่กําหนดนโยบายการพัฒนาการกระจายอํานาจให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น
สําหรับในประเด็นที่ ๒ หรือข้อที่ ๒ ก็คือพระราชบัญญัติระเบียบบริหาร ราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ นั้นได้บัญญัติให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอําเภอซึ่งสังกัด กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ใช้อํานาจกํากับดูแลและบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ประกอบกับ กฎหมายจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งได้แก่ พระราชบัญญัติองค์การบริหาร ส่วนจังหวัด พ.ศ. ๒๕๔๐ พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ และพระราชบัญญัติ สภาตําบลและองค์การบริหารส่วนตําบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ได้บัญญัติให้กระทรวงมหาดไทยนั้น เป็นผู้ตราระเบียบข้อบังคับว่าด้วยการเงินการคลัง ตลอดจนวิธีการงบประมาณเพื่อให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นได้ถือปฏิบัติ ดังนั้นหากจะมีการปฏิรูประบบการเงินการคลัง และการงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็สามารถดําเนินการได้ทันทีโดยอาศัย อํานาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในการที่จะไปออกระเบียบหรือปรับปรุงแก้ไข ระเบียบการปฏิบัติงานดังกล่าวเพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิรูปโครงสร้างอํานาจหน้าที่ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่กําลังดําเนินการอยู่ในปัจจุบัน แล้วก็ใช้กลไกของ กระทรวงมหาดไทยทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และท้องถิ่น รวมทั้งในระดับท้องที่ บูรณาการงานในทุกมิติของพื้นที่หรือที่เราเรียกว่าแอเรียเบส (Area based) นี่นะครับ โดยมี ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอําเภอเป็นผู้กํากับดูแล แล้วก็สํานักงานส่งเสริมการปกครอง ท้องถิ่นจังหวัดเป็นผู้ช่วยเหลือ ให้คําแนะนํา ปรึกษา แก้ไขปัญหาในการปฏิบัติงานของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนั้นจึงไม่มีความจําเป็นที่จะต้องสร้างกลไกในการกํากับหรือว่า เพิ่มอํานาจหน้าที่ให้แก่สํานักงานคณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นแต่อย่างใด
ประเด็นที่ ๓ นั้นก็คือการสร้างองค์กรเพื่อทําหน้าที่กํากับดูแลองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้นจากหน่วยงานหลักที่ทําหน้าที่อยู่ในปัจจุบัน ก็คือกระทรวงมหาดไทยนั้น นอกจากจะเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ตามประเพณีของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่ต้องการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นมีความเป็นอิสระตามหลักการปกครองตนเอง แล้วนะครับ ยังขัดแย้งกับบทบาทอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีภารกิจในด้านการพัฒนาการกระจายอํานาจให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น นอกจากนี้การแก้ไขกฎหมายโดยเพิ่มเฉพาะอํานาจหน้าที่ในเรื่อง ดังกล่าวให้สํานักงานคณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ไม่ใช่เป็นเครื่องยืนยันว่าจะสามารถกํากับดูแลระบบการเงินการคลังแล้วก็งบประมาณของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพได้ เนื่องจากสํานักงานคณะกรรมการ การกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นไม่มีกลไกการบริหารงานในระดับ ภูมิภาคแล้วก็ระดับท้องถิ่น
สําหรับประเด็นที่ ๔ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากระทรวงมหาดไทย โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารการเงิน การคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาเป็นระยะ โดยให้ความสําคัญในการนําระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยมาใช้ในการบริหารงานการเงินการคลังเพื่อความสะดวก รวดเร็ว แล้วก็เกิดความโปร่งใสในการปฏิบัติงาน เช่น การพัฒนาโปรแกรมระบบบัญชี คอมพิวเตอร์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วก็การจัดทําโปรแกรมแผนที่ภาษีแล้วก็ ทะเบียนทรัพย์สิน การนําระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐอีจีพี (e-GP) มาใช้ในการจัดซื้อ จัดจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
สําหรับประเด็นสุดท้ายนั้นก็คือสําหรับข้อเสนอที่ให้สํานักงานคณะกรรมการ การกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นเป็นหน่วยงานในการที่จะรวบรวม คําของบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรีและ สํานักงบประมาณเป็นผู้พิจารณานั้น ผมเห็นว่าการจัดทํางบประมาณขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นจะต้องใช้แผนพัฒนาท้องถิ่นเป็นเครื่องมือ โดยถือปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดทําแผนพัฒนาท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๘ แล้วก็นําแผนโครงการไปจัดทําเป็นงบประมาณรายจ่ายประจําปีตามระเบียบ กระทรวงมหาดไทยว่าด้วยวิธีการงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งปัจจุบันนั้นกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นก็ได้มีการปรับปรุงแก้ไขระเบียบ กระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดทําแผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยให้มี ระยะเวลาการจัดทําแผน ๔ ปี แล้วก็เพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัดและแผนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งก็จะทําให้เกิดประโยชน์ต่อการบูรณาการในการบริหารงานเชิงพื้นที่ ทั้งนี้หาก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะขอรับการสนับสนุนด้านงบประมาณตามร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. .... ที่เสนอนี้ ก็จะต้องใช้แผนงานโครงการ ที่บรรจุในแผนพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งปัจจุบันกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ ในการดําเนินงาน ทั้งในด้านการกํากับ การปฏิบัติตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง และการเสนอ คําของบประมาณต่อสํานักงบประมาณ จึงเห็นควรว่าภารกิจหน้าที่ดังกล่าวก็อยู่ใน ความรับผิดชอบของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นต่อไปนะครับ ไม่ใช่ให้ทางสํานักงาน คณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งไม่ได้มีกลไกในระดับ พื้นที่เป็นผู้รับผิดชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมาธิการในเรื่องของการปฏิรูปเอาไว้นะครับ ผมขออนุญาตนําเสนอ ๕ ประเด็นครับ ขอบคุณครับ
ขอเชิญ พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน อดีตผู้บัญชาการตํารวจภูธร ภาค ๑ นะครับ แล้วก็ประธานได้อนุญาตให้ใช้เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ได้นะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๑๙๗ ก็คงจะรู้สึกแปลก ๆ ที่ตํารวจ ขึ้นมาอภิปรายในเรื่องงบประมาณการคลังของรัฐ ย้ําหัวข้อนะครับว่าเป็นแผนการปฏิรูป ประเทศด้านระบบงบประมาณและการคลังภาครัฐ ที่กระผมต้องย้ําหัวข้อและยังไม่ได้ ขอบคุณคณะกรรมาธิการก็เพราะว่าเรื่องนี้เป็นไฟต์ (Fight) บังคับ คําว่า ไฟต์ (Fight) บังคับ ก็แปลว่าอย่างไรเสียก็ต้องทําการปฏิรูปเรื่องงบประมาณและการคลัง ไม่ทําไม่ได้ แต่ตอนท้ายผมจะขอบคุณหรือไม่ ค่อยฟังเป็นลําดับไป ผมใช้เวลาไม่มาก ผมจะพูดใน ๒ เรื่องครับ ก็คือเรื่อง ๑. ทําไมต้องปฏิรูปเรื่องนี้ กับ ๒. ฝากข้อสังเกต ถ้าหากว่า ผมอภิปรายไม่ตรงกับประเด็นหัวข้อแปลว่าท่านฟังไม่ดี ทําไมทุกครั้งที่มีการทํารัฐประหาร จะมีเหตุผลอยู่ ๔ ถึง ๕ ประการด้วยกัน เขียนแปะฝาบ้านไว้ได้เลย เขียนใส่กล่องไว้ก็ได้ครับ จะมีเหตุผลเหล่านี้ครับ จาบจ้วงล่วงเกินสถาบัน เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงจนประเทศเดิน ต่อไปไม่ได้ มีการแทรกแซงข้าราชการประจํา ข้อสําคัญที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ครับ เกิดการทุจริตคอร์รัปชันกันอย่างมโหฬาร เกิดการทุจริตเชิงนโยบาย ครั้งนี้ก็เหมือนกันครับ และปัญหาเหล่านี้ถูกนํามาบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ผมถึงพูดว่าเป็นไฟต์ (Fight) บังคับให้ท่านต้องทําการปฏิรูปอย่างไรครับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ มาตรา ๓๕ ผมพูดบ่อยครับ เพราะมันเป็นปัญหาของประเทศที่นํามาบัญญัติไว้ เราเรียกว่า บัญญัติ ๑๐ ประการ มีอยู่ ๑๐ อนุครับ เป็นเรื่องนี้ ๒ อนุ ผมข้ามไป (๑๐) ก่อนครับ (๑๐) บอกว่า ต้องสร้างกลไกที่จะผลักดันให้มีการปฏิรูปเรื่องสําคัญต่าง ๆ ให้สมบูรณ์ต่อไป เป็นการบังคับ ให้ปฏิรูปเรื่องสําคัญต่าง ๆ ให้สมบูรณ์ เรื่องงบประมาณ เรื่องการคลัง เรื่องวินัยการเงิน การคลังของประเทศเป็นเรื่องสําคัญ นั่นแหละครับ เหตุผลที่จําเป็นจะต้องหยิบยกเรื่องนี้มาพูด การทํารัฐประหารทุกครั้งที่ผ่านมา ผมแทบจะพูดได้ว่าเกิดการเสียเปล่า หรือขออนุญาต ยืมคําของอาจารย์วิษณุ เครืองาม ครับ เสียของ ที่ผมต้องพูดเรื่องนี้เพราะว่าจะชี้ให้เห็นว่า จะต้องทําการปฏิรูปเรื่องนี้ ส่วนปฏิรูปอย่างไรอย่างไหนดีนั้น บรรดาสมาชิกช่วยกันเติม ผมนั่งฟังอยู่ ผมให้ดูการทํารัฐประหารก่อนหน้านี้ครับ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ขออนุญาต ที่เอ่ยนาม ทุกคนก็คงจะทราบครับ ท่าน พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ทําการรัฐประหาร รัฐประหารเสร็จเรียบร้อยยังไม่ได้ปฏิรูปประเทศ ยังไม่ได้กําหนดแนวทาง ทิศทางของ ประเทศ ยังไม่ได้เขียนยุทธศาสตร์ชาติเป็นแนวทางให้ประเทศเดินหน้าต่อไปอย่างชัดเจน รีบให้เข้าสู่การเลือกตั้ง มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยทันที ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ครับ ท่านนับถอยหลังไปนิดเดียวครับ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ จนกระทั่งปี ๒๕๕๗ เกิดรัฐประหารครั้งนี้ มีปีไหนสงบเรียบร้อยบ้างครับ เพราะอะไรครับ เพราะการทํารัฐประหารผมเพิ่งจะยกตัวอย่างไปที่ศาลากรุงเทพมหานคร เมื่อวันเสาร์ครับ ผมไปชี้แจงเรื่องคําถามพ่วง เพราะการทํารัฐประหารเสมือนหนึ่งการยึด รถจักรยานคันหนึ่ง ก็คือประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ครับ ขี่ล้มลุกคลุกคลานมาตลอดเส้นทาง ไถลลงข้างทางบ้าง ล้มบ้าง ลุกบ้าง เมื่อยึดจักรยานคันนั้นมาถ้ารีบปล่อยให้ขี่ต่อไปโดยไม่ทํา การปฏิรูป โดยไม่ทําการประคับประคอง โดยไม่ทําการกําหนดแนวทางทิศทางที่ชัดเจน ก็คงจะต้องล้มลุกคลุกคลานอีกต่อไปครับ ดังในภาพ แต่ครั้งนี้มีการปฏิรูปด้านต่าง ๆ มีการเขียนยุทธศาสตร์ชาติ มีการกําหนดแนวทางทิศทางอย่างน้อย ๕ ปี ๕ ปีข้างหน้านี้ จักรยานคันนี้จะขี่เป็นแล้วครับ จะขี่แข็งแล้วครับ มีทิศทางที่ชัดเจนแล้วครับ มีแนวทาง แล้วครับ มียุทธศาสตร์ชาติครับ นั่นละครับคือคําถามพ่วง ที่ผมพูดเรื่องนี้เพราะว่า ทั้งประชาชนที่อยู่ทางบ้านด้วย ไม่เข้าใจถึงคําถามพ่วง ถ้าหากว่าปล่อยจักรยานคันนี้ไปทันที โดยไม่ปฏิรูปก็ล้มลุกคลุกคลานต่อไป จึงจําเป็นต้องมีคําถามพ่วงว่า ๕ ปีนั้นจะต้องนําพา ประเทศให้ขี่จักรยานคันนี้ให้แข็งไว้ก่อนจะได้ไม่ล้มอีกนะครับ ที่ผมพูดเรื่องนี้เพราะต้องการ จะสื่อให้เห็นครับว่าแผนนี้เป็นแผนที่จะต้องถูกบังคับให้ทํา ทีนี้ในส่วนที่ผมจะพูดที่จะฝาก คณะกรรมาธิการเรื่องเดียวเท่านั้นละครับ เรื่องนี้อย่างไรก็ต้องปฏิรูปเป็นกฎหมาย ต้องออก เป็นกฎหมาย เมื่อเร็ว ๆ นี้ครับ ผมถูกตั้งเป็นประธานกรรมการไปตรวจสอบการใช้ งบประมาณแผ่นดินขององค์กรอิสระองค์กรหนึ่ง ผมเป็นประธาน ท่านฟังผมแล้ว ท่านจะตกใจครับ ปรากฏว่าองค์กรอิสระองค์กรนั้นเข้าใจว่าตนเองเป็นองค์กรอิสระ ไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ตัวอย่างง่าย ๆ ครับ งบประมาณก่อสร้าง อาคารสํานักงานหลายร้อยล้านบาทถูกนําไปใช้โดยไม่ได้อิงกันกับระเบียบสํานัก นายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ ปี ๒๕๓๕ น่าตกใจมากครับ ผมฝากเรื่ององค์กรอิสระครับ เรามีอยู่หลายองค์กร ขณะนี้อย่างน้อยก็ ๕ องค์กรครับ กกต. ป.ป.ช. ผู้ตรวจการแผ่นดิน คตง. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กสม. ต้องให้ครอบคลุมไปถึงองค์กรอิสระด้วย เมื่อสักครู่ท่านคุรุจิต นาครทรรพ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านพูดไปถึงอัยการ ศาล ซึ่งโอเค (Okay) ผมพอเข้าใจว่าในรัฐธรรมนูญเขาแยกไปต่างหาก องค์กรอิสระเขาบอกว่าตัวเอง เป็นอิสระแยกไปต่างหาก ตรงนี้พึงระวังครับ ผมเข้าใจว่าองค์กรอื่นนอกเหนือจากที่ผม ตรวจสอบก็อาจจะเข้าใจผิดอย่างนั้นด้วยก็ได้ กลับมาในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๕ อีกนิดหนึ่ง ผมมีเวลาอีกหน่อยหนึ่งครับ
ใน (๗) เขียนไว้ชัดครับ นี่ละครับคือเหตุผลของการทํารัฐประหาร ใน (๗) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) มาตรา ๓๕ ครับ ต้องสร้าง กลไกที่มีประสิทธิภาพในการปรับโครงสร้างและขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและสังคมให้เกิด ความเป็นธรรมอย่างยั่งยืน ปูองกันการบริหารราชการแผ่นดินที่มุ่งสร้างความนิยม ทางการเมืองที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชน ในระยะยาว นโยบายประชานิยม เอางบประมาณแผ่นดินไปหาเสียง เอางบประมาณแผ่นดิน ไปซื้อเสียง นี่คือการทุจริตเชิงนโยบาย
ใน (๘) ต้องสร้างกลไกที่มีประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเงินของรัฐให้เป็นไป อย่างคุ้มค่าและตอบสนองต่อประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนโดยสอดคล้องกับสถานะ ทางการเงินการคลังของประเทศ และกลไกในการตรวจสอบและเปิดเผยการใช้เงินของรัฐที่มี ประสิทธิภาพลงไปไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับที่กําลังจะออกเสียงประชามติใน ๒ สัปดาห์หน้านี้ ในข้อกฎหมายผมคงจะไม่ก้าวล่วงไปมากเพราะมีบรรดาสมาชิกพูดไปหลายท่านแล้ว เกือบ ๒ สัปดาห์ในวันหยุดครับ ผมได้ศึกษาแผนการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการโดยละเอียด แล้วนะครับ ผมติดใจและจะฝากในเรื่ององค์กรอิสระ ๑ ประเด็นนะครับ
สุดท้ายครับ ผมคงจบตรงนี้อย่างนี้ครับ ผมอาจจะเคยพูดในสภานี้หรือไม่ ผมจําไม่ได้ แต่ขออนุญาตที่จะพูดซ้ําอีกครั้งหนึ่งเพราะเป็นเรื่องที่สําคัญมาก ผมเคยร่วมคณะ ไปดูงานที่ประเทศจีนครับ ในศาลาประชาชนจีน มีโพรเฟสเซอร์ (Professor) มหาวิทยาลัย ปักกิ่งครับ ท่านนี้เป็นคนที่รู้การเมืองไทยการปกครองของไทยเป็นอย่างดี มีโครงการ แลกเปลี่ยนมาบรรยายที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทุกปี ผมถูกกําหนดตัวให้เป็นคนถาม ผมตั้งคําถามว่า มองประเทศไทย มองการเมืองไทยอย่างไร โพรเฟสเซอร์ (Professor) คนนี้ พูดคําที่เราทุกคนเคยได้ยิน และถ้าผมพูดใหม่อีกครั้งท่านจะถึงบางอ้อว่าเคยได้ยินจริง ๆ โพรเฟสเซอร์ (Professor) คนนี้บอกว่า โชคดีถ้าเกิดเป็นคนไทย เพราะในน้ํามีปลาในนามีข้าว ท่านเคยได้ยินไหม มีทรัพยากรธรรมชาติ มีทุกอย่างครบ แหล่งท่องเที่ยว ประเทศไทยไม่ต้องมี รัฐบาลยังได้ ถ้าจะต้องมีรัฐบาลให้เหมือนชาวบ้านเขา รัฐบาลทําหน้าที่เพียง ๒ อย่างคือ ๑. รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง กับ ๒. อย่าทุจริตให้มาก ให้ข้าราชการประจํากับ ภาคเอกชนพาประเทศเจริญรุ่งเรืองแล้วครับ บ้านเมืองสงบ ทรัพยากรธรรมชาติมีมากพอ รัฐบาลอยู่นิ่ง ๆ อย่าทะเลาะกัน อย่าขัดแย้งกัน อย่าทุจริตให้มาก เอกชนกับข้าราชการ ประจําพาบ้านเมืองพอแล้วครับ คนเข้ามาเที่ยว คนเข้ามาลงทุนเพราะบ้านเมืองสงบ เรียบร้อยเราเจริญแล้วครับ ต่างกับจีน จีนมีทรัพยากรธรรมชาติน้อยนิด ประชากรมี ๑,๒๐๐ ล้านคนในขณะนั้น จีนจําเป็นต้องมีรัฐบาล รัฐบาลจีนจําเป็นจะต้องเก่งด้วย นอกจากไม่ทุจริตแล้วต้องทําให้บ้านเมืองสงบ ที่ต้องเก่งเพราะต้องบริหาร ทรัพยากรธรรมชาติให้เพียงพอกับประชากร ๑,๒๐๐ ล้านคน เพราะฉะนั้นงบประมาณ แผ่นดิน การเงิน การคลัง เป็นเรื่องที่ต้องทําการปฏิรูปเป็นเรื่องต้น ๆ เลยครับ คราวนี้ผมขอบพระคุณครับ และให้กําลังใจกรรมาธิการที่ทําเรื่องนี้ขอให้ทําให้สําเร็จ ข้อฝาก ของผมในเรื่องประเด็นองค์กรอิสระขอความกรุณาให้ความสําคัญด้วย เพราะใช้งบประมาณ กันเยอะมาก หากท่านทําการปฏิรูปสําเร็จก็จะส่งผลให้กับประเทศไทยเกิดความมั่นคง มั่นคงในเรื่องวินัยของการเงินและการคลัง การใช้งบประมาณที่ถูกต้องที่นําไปใช้อย่างคุ้มค่า และเกิดประโยชน์จะทําให้ประเทศเรามั่งคั่ง เมื่อมีวินัยการเงินการคลังงบประมาณแผ่นดิน ถูกนํามาใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนแล้ว ออกเป็น กฎหมายแล้วจะเกิดการยั่งยืนครับ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ก็จะกลับมาสู่ประเทศไทย ขอบพระคุณครับ
ต่อไปท่านปรีชา บุตรศรี อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตผู้ว่าราชการ จังหวัดหลายจังหวัดครับ ขอเชิญครับ ขอเชิญท่านต่อไปนะครับ ท่านรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ประธานคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจ ประกันภัย คปภ. ประธานกรรมการกองทุนบําเหน็จบํานาญข้าราชการ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ ผมขอเรียนท่านประธานให้ทราบว่าร่างพระราชบัญญัติการเงิน การคลังของรัฐ พ.ศ. .... นี้นะครับ กระทรวงการคลังได้เคยเสนอร่างพระราชบัญญัติ อันนี้มานานแล้วก็คือประมาณเกือบ ๆ ๑๐ ปีแล้วนะครับ ก็คิดว่าคราวนี้น่าจะมีการอภิปราย กันใน สปท. ของเราอย่างรอบคอบ แล้วก็คิดว่าในเรื่องเกี่ยวกับปัญหาของการเงินการคลัง ของประเทศมีความสําคัญเป็นอย่างยิ่งนะครับ เพราะสภาพปัจจุบันกฎหมายทางด้านการเงิน การคลังมีกระจัดกระจายไม่มีการรวบรวมกันที่จะเป็นปึกแผ่น การที่จะไปทําอะไร สักอย่างหนึ่งต้องไปอ้างกฎหมาย พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ ไปอ้าง พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. ๒๕๔๘ หรือไปอ้างพระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ. ๒๔๙๑ ซึ่งมีการใช้กันมานานแล้ว แล้วก็มีการตัดปะผุกันมาโดยตลอดนะครับ ซึ่งเราคิดว่าอันนี้การที่ทาง สปท. เรามาทําร่างพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. .... คิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศ เราเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งการที่เราจะรวบรวมกฎหมายแต่ละฉบับเอามาไว้ในฉบับเดียวกันคิดว่า จะช่วยทําให้มีบทบัญญัติอะไรที่ซ้ําซ้อนก็เห็นได้ชัด อะไรที่ไม่เป็นไปในทางเดียวกันก็จะมี ประโยชน์แก่ผู้ปฏิบัตินะครับ ซึ่งพระราชบัญญัติการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. .... จะแก้ปัญหาได้หลายเรื่อง อย่างเช่น วินัยทางการคลังนะครับ เรื่องวินัยทางการคลังปัจจุบัน นอกจากการใช้จ่ายที่จะผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีของภาครัฐ แล้วนะครับ ก็ยังมีการใช้จ่ายจากเงินนอกงบประมาณ เงินนอกงบประมาณซึ่งท่านก็ทราบ แล้วว่ามีเงินกองทุนอะไรต่าง ๆ ที่มีทรัพย์สินของกองทุนประมาณ ๓.๓ ล้านล้านบาท ซึ่งมากกว่างบประมาณประจําปีเสียอีกนะครับ แต่เงินกองทุนมันก็มีภารกิจของมัน บางประเภทอย่างเช่น ประกันสังคม กบข. กยศ. อะไรต่าง ๆ มันก็เป็นเงินกองทุนที่มีภารกิจ ที่ชัดเจน แต่บางกองทุนมีภารกิจที่ไม่ชัดเจน ก็ขึ้นอยู่กับกองทุนนั้นขึ้นอยู่กับกระทรวง ในสังกัดกระทรวงไหนก็มีการใช้จ่ายเงินนี้ไม่เป็นไปตามระเบียบทางวินัยทางการคลังนะครับ มีการนําเงินไปใช้จ่ายที่ไม่มีประสิทธิภาพ ก็ทําให้การใช้จ่ายเงินของแผ่นดินซึ่งอาจจะเกิด จากภาษีอากรของประชาชน หรืออาจจะเกิดจากรายได้ที่กองทุนนั้นหามาเองแต่จริง ๆ โดยอาศัยเครื่องมือของรัฐนะครับ โดยอาศัยจากงบประมาณแผ่นดินในการหา แล้วก็เงินนี้ไม่นําส่งคลังมีการขอกันไว้ใช้จ่าย นะครับ แล้วก็เงินประเภทเงินนอกงบประมาณที่มีกฎหมายกําหนดโดยเฉพาะอะไรต่าง ๆ เงินทุนหมุนเวียนที่เราบอกว่ามีตั้ง ๑๑๕ กองทุน สมัยนี้นะครับ ในปัจจุบันนี้มีถึง ๑๑๕ กองทุน ซึ่งอันนี้ก็เป็นการใช้จ่ายเงินไม่ผ่านโดยกระบวนการงบประมาณ แล้วก็กองทุน บางแห่งต้องพึ่งพาอาศัยงบประมาณแผ่นดินเป็นหลักนะครับ ไม่ได้หาเลี้ยงตัวเองได้นะครับ เพราะฉะนั้นก็จะเป็นภาระกับงบประมาณของแผ่นดินนะครับ แล้วก็ยังมีตามที่ ร่างพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. .... มาตรา ๒๔ หรือมาตรา ๒๕ นะครับ วิธีการ งบประมาณที่เสนอเข้ามาว่า ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนะครับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเสนอ คําของบประมาณต่อรัฐมนตรีที่กํากับดูแลนะครับ แล้วก็เป็นการให้อํานาจรัฐมนตรีมาก เกินไป เราเห็นว่าอันนี้เป็นการให้อํานาจรัฐมนตรีมากเกินไปนะครับ ก็จะทําให้ต่อไปนี้ถ้าอยู่ ในอํานาจรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นจังหวัดที่จะใช้เงิน หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะใช้ เงินก็ต้องมาขอรัฐมนตรีอีก อาจจะต้องให้โอนเงินไปเร็ว ๆ หรืออะไรทํานองนี้นะครับ ก็อาจจะมาเข้าในรูปแบบเดิม มีการที่จะดึงงบประมาณไว้ในส่วนกลาง แล้วก็ไม่จ่ายไปให้กับ จังหวัดแล้วก็ท้องถิ่นนะครับ แล้วก็เรื่องเกี่ยวกับที่พูดกันเมื่อสักครู่หลายท่านพูดกันว่า หนี้สาธารณะของประเทศนะครับ หนี้สาธารณะของประเทศที่กําหนดเพดานไว้ว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ใช่ไหมครับ ที่กําหนดกรอบไว้ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) บางท่านก็บอก ว่าควรจะเปิดไปเลยว่าไม่มีการกําหนดไว้เป็นเปอร์เซ็นต์ คือเปิดโอเพน (Open) ไว้เลยว่า คุณจะกู้เท่าไรก็ได้ จะกู้ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ๘๐ เปอร์เซ็นต์เหมือนประเทศอื่นหรือร้อยกว่า เปอร์เซ็นต์เหมือนหลาย ๆ ประเทศ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศนะครับ เพราะเราต้องดูว่า การที่แต่ละประเทศความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจนะครับ หรือการหารายได้ของประเทศ นั้น ๆ คุณหารายได้ที่จะเข้ามาซัปพอร์ต (Support) งบประมาณได้เพียงพอหรือไม่ เพราะอย่างประเทศเรา เราบอกว่าเราจะตั้งงบประมาณสมดุลในปี ๒๕๖๐ ซึ่งปีหน้าก็จะถึง แล้วนะครับ ก็ดูแล้วไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ที่ว่าเราจะจัดงบประมาณสมดุลในปี ๒๕๖๐ นะครับ ก็คิดว่าใน ๒ ถึง ๓ ปีที่ผ่านมาการหารายได้ของประเทศ การจัดเก็บรายได้ของ ประเทศไม่เป็นไปตามเปูาหมายนะครับ เพราะแต่ละปี ๆ การจัดเก็บรายได้ต่ํากว่าเปูาเป็น แสนล้านบาทนะครับ บางทีบางปีก็ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ ก็คิดว่าการที่เราตั้ง งบประมาณรายจ่ายประจําปีของประเทศเราก็ตั้งจากอะไร เราก็ต้องประมาณการรายได้ขึ้น มาแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเก็บรายได้ไม่เข้าเปูาส่วนที่ต่างนั้นก็คือต้องไปกู้มา ส่วนต่างนั้นก็ต้องไป กู้มานะครับ เพราะฉะนั้นการกู้เงินก็คือเป็นการใช้จ่ายเงินล่วงหน้า เป็นการใช้จ่ายเงินล่วงหน้า เพราะปีต่อ ๆ ไปเราก็จะต้องมาตั้งงบประมาณเพื่อมาชดเชยเงินกู้ ใช้หนี้เงินกู้นะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็ต้องดูด้วยว่าเราจะมีการพิจารณาว่าการตั้งงบประมาณรายจ่ายของ ประเทศ มันก็จะต้องให้สอดคล้องกับทางด้านรายได้ด้วยเพราะเราดูจากมาตรการต่าง ๆ ที่ ผ่านมานะครับ มาตรการต่าง ๆ ที่ผ่านมาการที่จะมีมาตรการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ หรือช่วยเหลือผู้ประกอบการรายเล็ก รายใหญ่ต่าง ๆ ส่วนใหญ่ก็จะมีการยกเว้นภาษีทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจะทําให้ระบบภาษี การจัดเก็บจัดหารายได้ของประเทศด้อยลงไป จัดเก็บไม่ได้ ตามเปูานะครับ เพราะฉะนั้นเราคิดว่าการที่จะพิจารณาเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับการเงินการคลังอะไรต่าง ๆ ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ซึ่งเท่าที่ผมดูหลาย ๆ ประเด็นที่ผ่านมาที่ได้ไปศึกษาช่วงเวลา สัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ทางสภาเราได้มีการขยายเวลาการอภิปรายออกมาในสัปดาห์นี้ เราก็เห็นว่า มีหลายประเด็นที่จะต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ ซึ่งผมก็ได้ดูท่านกรรมาธิการ ที่พิจารณานําเสนอเรื่องนี้ ท่านก็มีความเชี่ยวชาญทางด้านงบประมาณ ทางด้านการบริหาร ราชการแผ่นดิน แต่ก็ดูแล้วยังไม่พบเลยว่ามีอดีตข้าราชการที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน การเงินการคลังอยู่ในนั้นด้วย หรือท่านบอกว่าอาจจะมีการหารือกันนอกรอบบ้าง แต่ผมคิดว่า เรื่องนี้เราถือว่าเป็นเรื่องสําคัญที่เราจะต้องมีการพิจารณากันอย่างรอบคอบ แล้วก็จริง ๆ ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เราก็ได้มีการคุยกัน เหมือนกันว่าน่าจะมีการประชุมร่วมกันระหว่างคณะกรรมาธิการ ๒ ชุดนี้ เพื่อที่จะมี การอภิปรายให้รอบคอบ แล้วก็ครบประเด็น เพื่อที่เวลานําไปปฏิบัติแล้วจะไม่เป็นปัญหากับ ผู้ปฏิบัติต่อไป ขอบคุณครับ
เนื่องจากยังมีผู้แสดงความจํานงอภิปรายอีก ๖ ท่าน เหลืออีก ๖ ท่าน ผมจะ อ่าน ๓ รายชื่อที่จะอภิปรายถัดจากนี้นะครับ แต่เนื่องจากบางท่านมีประชุมอยู่ใน ๒ ถึง ๓ อาคาร อาจจะมาไม่ทัน ผมจะขออนุญาตสลับตามความเป็นจริงนะครับ ๓ ท่าน ถัดไปก็มีท่านปรีชา บุตรศรี ท่านกอบศักดิ์ ภูตระกูล ท่านวัลลภ พริ้งพงษ์ ขอเชิญ ท่านปรีชา บุตรศรี อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดหลายจังหวัด นะครับ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ กระผม นายปรีชา บุตรศรี สมาชิกหมายเลขที่ ๐๙๔ ขออภิปรายให้ความเห็น เกี่ยวกับการปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังภาครัฐใน ๒ ประเด็นด้วยกันก็คือ
ประเด็นที่ ๑ นั้นเกี่ยวกับการปฏิรูปกระบวนการงบประมาณที่มุ่งเน้น การบริหารเชิงพื้นที่ และ
ประเด็นที่ ๒ เกี่ยวกับการคลังส่วนท้องถิ่น
สําหรับประเด็นที่ ๑ ก็คือการจัดทํางบประมาณในเชิงพื้นที่นั้น กระผม ขอสนับสนุนแล้วก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะตลอดระยะเวลาที่ผมรับราชการมา ในจังหวัดต่าง ๆ นั้นก็ถือได้ว่าทําแผนไปก็ไม่ได้รับงบประมาณสักที เพราะฉะนั้นการที่ให้ มีโอกาสตั้งงบประมาณระดับพื้นที่ถือว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็จะทําให้ลดความซ้ําซ้อนของโครงการต่าง ๆ ของหน่วยงานต่าง ๆ ได้ เป็นอย่างดี นอกจากจะลดความซ้ําซ้อนแล้วยังสามารถที่จะตอบสนองปัญหาและ ความต้องการของประชาชนได้โดยตรง เพราะว่าเราจะต้องเอาแผนจากระดับล่างมาเป็น องค์ประกอบในการจัดตั้งงบประมาณ และนอกจากนั้นยังเป็นการบูรณาการการทํางานของ ทุกภาคส่วน และที่สําคัญก็คือสามารถที่จะลดความเหลื่อมล้ําของพี่น้องประชาชนได้เป็น อย่างดียิ่ง เพราะฉะนั้นผมจึงขอสนับสนุนการจัดทํางบประมาณในเชิงพื้นที่นี้ แต่อย่างไรก็ตาม ผมมีข้อสังเกตที่สําคัญ ๒ ถึง ๓ ประการเกี่ยวกับการจัดทํางบประมาณในเชิงพื้นที่
ประการแรก ผมคิดว่าการจะทํางบประมาณระดับพื้นที่ให้มีความสําเร็จได้นั้น ที่สําคัญก็คือจะต้องมีแผนรองรับที่มีประสิทธิภาพ มีการเชื่อมต่อกันตั้งแต่แผนชุมชน แผนตําบล แผนอําเภอ แผนจังหวัด ซึ่งปัจจุบันนี้กล่าวได้ว่าแผนในระดับล่างยังมีปัญหา เรื่องประสิทธิภาพในการจัดทําแผนอยู่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องระบบข้อมูล การเก็บ ข้อมูล จปฐ. ก็ดี กชช.๒ค ก็ดี งบประมาณที่ให้มาเก็บก็ได้น้อย เวลาไปขอให้ท้องถิ่นตั้ง งบสนับสนุน สตง. ก็ท้วงก็ทําให้การเก็บข้อมูลไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร นอกจากนั้น ประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ของภาครัฐที่จะต้องพัฒนาองค์ความรู้ต่าง ๆ ก็ยังจําเป็นที่จะต้อง ทําอีกมาก และที่สําคัญอีกประการหนึ่งก็คือความสับสนของแผนชุมชนนี่ก็จะเห็นว่า แต่เดิมกรมการพัฒนาชุมชนรับผิดชอบในการทําแผนหมู่บ้าน ต่อมากระทรวงมหาดไทยให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นรับผิดชอบในการจัดทําแผน ชุมชนระดับหมู่บ้าน ในขณะเดียวกันก็ให้กรมการพัฒนาชุมชนไปทําแผนชุมชนระดับตําบล และให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้มีการทําแผนพัฒนาท้องถิ่น เพราะฉะนั้น ๓ กรมนี้ ครับจะต้องมีการบูรณาการการทํางานกัน มีการบูรณาการการทําแผนกันถึงจะเกิด ประสิทธิภาพได้ ก็ยังโชคดีนะครับที่ท่านปลัดกระทรวงมหาดไทยได้มีคําสั่งตั้งคณะทํางาน บูรณาการแผนระดับพื้นที่ขึ้นมา ก็จะทําให้แก้ปัญหาเหล่านี้ไปได้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า เรื่องการทําให้แผนมีประสิทธิภาพนั้นเป็นความสําคัญและความจําเป็นอย่างยิ่ง
ประการที่ ๒ ครับ นอกจากจะมีแผนที่มีประสิทธิภาพแล้วต้องมีกลไก ที่สําคัญในการที่จะประสานการทํางาน บูรณาการแผนในแต่ละระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระดับจังหวัดซึ่งมี กบจ. หรือคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการที่รับผิดชอบ โดยตรงอยู่แล้ว แต่ในขณะเดียวกันถ้ามาดูระดับอําเภอก็จะเห็นว่าระดับอําเภอนั้นยังไม่มี กบอ. ผมไปเปิดดูพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการนี่ครับไม่มี กบอ. ที่จะทําหน้าที่เชื่อมประสานตรงนี้ เพราะฉะนั้นข้อเสนอของผมก็คืออยากจะให้ คณะกรรมาธิการได้เสนอให้มีการแก้ไขพระราชกฤษฎีกาเพื่อเพิ่มให้มี กบอ. ขึ้นมา เพื่อทําหน้าที่เป็นองค์กรสําคัญในการประสานแผนด้วย
ข้อสังเกตประการที่ ๓ ครับ เรื่องของแผนปัจจุบันนี้ก็ยังมีปัญหาอยู่อีกมาก ผมยกตัวอย่างว่าแผนชุมชนต่าง ๆ นี่ปกติแล้วเขาจะมีการกําหนดไว้ว่าอันไหนที่ชุมชนทําได้ อันไหนที่จะให้ท้องถิ่นทํา อันไหนที่จะให้ส่วนราชการทําก็จะถูกกําหนดขึ้นมา แต่ปรากฏว่า ข้อเท็จจริงผู้บริหารท้องถิ่นทั้งหลายนี่ครับไม่ได้ให้ความสําคัญที่จะหยิบความต้องการของ ชุมชนส่วนนี้มาทําเป็นข้อบัญญัติของเทศบาลก็ดี หรือ อบจ. ก็ดี จะถูกละเลยตลอดเวลา ทั้ง ๆ ที่มีระเบียบบอกว่าให้เอาความต้องการของประชาชนตามแผนชุมชนนี่มาจัดทําแผน ก็ยังได้รับการละเลยนะครับ และที่สําคัญนะครับในระดับจังหวัดเองนี่ขณะที่ผมเป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดอยู่นะครับ เรามีคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการแล้ว มีการทํายุทธศาสตร์จังหวัด มีการทําโครงการแผนงานต่าง ๆ ที่มีระบบ แต่มีนายกรัฐมนตรี สมัยหนึ่งสั่งบอกว่าขอให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดไปปรึกษากับ ส.ส. ในพื้นที่ดูสิ ปรากฏว่า โครงการนี่ถูกฉกเอาไปโดยที่โครงการนี้ ส.ส. ต่าง ๆ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์เรื่องปากเรื่องท้องของประชาชน อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งโครงการต่าง ๆ จะต้องมีตัวชี้วัด ทุกโครงการจะต้องตอบสนองตัวชี้วัด ซึ่ง ก.พ.ร. เขาจะมีการประเมิน ตลอดเวลา ถ้าหากโครงการต่าง ๆ มีลักษณะอย่างนี้ก็จะทําให้ไม่สามารถจัดทํางบประมาณ อย่างมีประสิทธิภาพได้ เพราะฉะนั้นผมอยากตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ว่าการแทรกแซงทาง การเมืองนั้นเป็นผลเสียอย่างยิ่งนะครับ และที่สําคัญข้อสังเกตประการหนึ่งก็คือว่า ถ้าผมดู ตามแผนภูมิในหน้า ๓๔ ก็จะเห็นว่า อปท. ตั้งงบประมาณระดับพื้นที่แล้วก็ยิงตรงไปที่ คณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งส่วนนี้ผมคิดว่ามันจะ ขาดการบูรณาการที่ดี ถ้าเรายึดหลักของการบูรณาการระดับพื้นที่ การตั้งงบประมาณระดับ พื้นที่นั้นจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องผ่านกระบวนการ ผ่าน กบอ. ขึ้นมา ในขณะเดียวกันก็ต้อง มาผ่าน กบจ. ถึงจะมาผ่านกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นแล้วถึงจะไปคณะกรรมการ การกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มันควรจะมีเส้นทางอย่างนี้ เมื่อกลับลงมา ก็จะได้มีการกํากับดูแลควบคุมกันได้ตามโครงสร้างของส่วนราชการที่มีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าอยากจะให้คณะกรรมาธิการได้ทบทวนในประเด็นนี้ด้วยครับ
สําหรับประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะนําเสนอก็คือเรื่องของการคลังท้องถิ่น ซึ่งกล่าวได้ว่าการจัดบริการของเทศบาลต่าง ๆ ของ อบจ. ต่าง ๆ นั้นไม่สามารถจะจัดบริการ สาธารณะได้อย่างมีคุณภาพ เนื่องจากว่ารายได้ของท้องถิ่นปัจจุบันนี้มีอยู่อย่างจํากัด ก็จะเห็นว่าตามพระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจเมื่อปี ๒๕๔๒ มาตรา ๓๐ (๔) กําหนดให้รัฐบาลจัดสรรภาษี รวมทั้งเงินอุดหนุนให้แก่ อปท. ไม่ต่ํากว่า ร้อยละ ๒๕ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ เป็นต้นมา และมีเปูาหมายที่จะจัดสรรให้ถึงร้อยละ ๓๕ จนบัดนี้ เวลาผ่านไปก็เกือบ ๑๐ ปีแล้ว อปท. ก็ได้รับเพียง ๒๗ กว่าเปอร์เซ็นต์ ปี ๒๕๕๙ นี้ ดูเหมือนว่าจะได้มากขึ้นหน่อยก็ได้ ๒๘ เปอร์เซ็นต์ ก็สรุปแล้วคือการจัดสรรงบส่วนนี้ไม่ได้ เป็นไปตามเปูาหมายที่จะให้ท้องถิ่น ทําให้ท้องถิ่นไม่สามารถจะมีอิสระทางการคลังได้ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และเป็นเรื่องที่มีความสําคัญ ผมอยากจะให้กรรมาธิการ ได้สนับสนุนเรื่องของรายได้ท้องถิ่นให้มันมากขึ้นนะครับ ถ้ามาดูโครงสร้างของรายได้ท้องถิ่นก็จะเห็นว่ามีที่มาของรายได้อยู่ ๔ ประการด้วยกันก็คือ ๑. ภาษีที่เก็บเองประมาณ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาทหรือประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๒. เป็นรายได้ ที่รัฐจัดเก็บและจัดสรรให้ ๓. เป็นรายได้ที่รัฐเก็บแล้วก็เพิ่มให้ประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ก็คือ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และ ๔. ก็คือเรื่องของเงินอุดหนุน ซึ่งรัฐส่งให้ประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คือ ๒๕๘,๐๐๐ ล้านบาท รวมแล้ว ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นรายได้ที่ท้องถิ่น ซึ่งต้องใช้กับ ท้องถิ่นถึง ๗,๗๕๓ แห่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่มีปัญหามาก เพราะฉะนั้นปัญหาคือทําอย่างไรที่จะให้ ท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้น ผมก็เห็นด้วยนะครับในข้อเสนอของกรรมาธิการ รวมทั้งสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติที่ได้กําหนดให้ท้องถิ่นได้มีการพัฒนาระบบการเงินการคลัง และมี การสนับสนุนให้มีรายได้เพิ่มขึ้นก็คือ
ประการที่ ๑ กําหนดภาษีจัดเก็บเองประเภทใหม่เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และที่ทําไปแล้วก็คือการเสนอกฎหมายภาษีที่ดินและ สิ่งปลูกสร้างแทนภาษีโรงเรือนและที่ดิน ซึ่งคาดว่าส่วนนี้จะทําให้ท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้นจาก ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๔๘,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ผมเห็นด้วยนะครับ เป็นภาษีที่เพิ่มเข้ามา ที่ทําให้ท้องถิ่นสามารถที่จะมีอิสระทางการคลังมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามผมอยากจะให้ กระทรวงการคลังได้พิจารณาเพิ่มจากส่วนอื่น ๆ จากแหล่งรายได้ใหม่ ๆ เช่น รายได้จาก การท่องเที่ยว จากอะไรต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น ก็จะทําให้ท้องถิ่นมีภาษีเข้ามาใช้จ่ายได้มากขึ้น
ประการที่ ๒ ก็คือหลักการแบ่งรายได้จากภาษีประเภทใหม่ โดยยึดหลักการ ที่ว่านิติบุคคลในพื้นที่ที่มีที่ตั้งในเขตจังหวัดใดย่อมใช้บริการของจังหวัดนั้น ๆ ก็ควรจะต้อง ให้นิติบุคคลอันนี้เสียภาษีที่ท้องที่นั้นนะครับ เช่น เทสโก้โลตัส หรือแม็คโคร อะไรทั้งหลาย นี่นะครับไปตั้งในพื้นที่แต่มาเสียภาษีส่วนกลาง เวลานี้ท้องถิ่นต่าง ๆ เขาก็เรียกร้องที่อยากจะ ได้ภาษีส่วนนี้นะครับไปเพิ่มให้กับเขา อันนี้ผมก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่รัฐบาลควรจะต้องให้ การสนับสนุนนะครับ
ประการที่ ๓ ก็คือการปรับปรุงหรือทบทวนหลักเกณฑ์การจัดสรรภาษี ที่รัฐบาลจัดเก็บและจัดสรรเพื่อลดความเหลื่อมล้ํา ข้อเสนอก็คือว่าเป็นการเพิ่มส่วนแบ่ง ในภาษีมูลค่าเพิ่มที่ปัจจุบันนี้ให้ อปท. ประมาณ ๒๒.๘ เปอร์เซ็นต์นะครับ ถ้าสามารถเพิ่มให้ อีกเท่าหนึ่งก็คือ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ก็จะทําให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้ที่มากขึ้นนะครับ
ข้อเสนออีกประการหนึ่ง ก็คือว่าการแบ่งรายได้ภาษีจัดสรรใหม่ให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นเพิ่มขึ้น ได้แก่ รายได้จากภาษีจัดสรรให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จากภาษีการพนัน ภาษีการศึกษา ภาษีสนามบิน ภาษีน้ําบาดาล เหล่านี้เป็นต้น ก็เป็นเรื่อง ภาษีที่จะต้องให้การสนับสนุนนะครับ ผมคิดว่าถ้าหากว่าคณะกรรมาธิการจะให้ความกรุณา นะครับเปิดช่องทางกฎหมาย หรือสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้มีรายได้มากขึ้น ก็จะทําให้เขามีอิสระทางการคลังมากขึ้น และสามารถที่จะจัดบริการสาธารณะให้กับพี่น้อง ประชาชนได้มีคุณภาพและมีมาตรฐานที่ดีขึ้นครับ ขอบคุณครับ
ขอเชิญท่านวัลลภ พริ้งพงษ์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และเพื่อน ๆ สมาชิกทุกท่านนะครับ กระผม นายวัลลภ พริ้งพงษ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๓๘ นะครับ ประการแรก ก็ต้องขอขอบคุณนะครับ ท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน และทางอนุกรรมาธิการที่ได้จัดทํารายงานชุดนี้มานะครับ ก็กราบเรียนว่าโดยหลักการแล้ว เป็นส่วนใหญ่นะครับเห็นด้วย แต่ว่าคงจะมีบางประเด็นที่คิดว่าอยากจะต้องการให้ท่านชี้แจง เพิ่มเติมเพื่อประสิทธิภาพของตัวรูปแบบในการที่นําเสนอต่อไปนะครับ ผมมี ๒ ประเด็นที่จะ อภิปรายนะครับ
เรื่องแรก เป็นเรื่องของการปฏิรูปกระบวนการเรื่องงบประมาณนะครับ ซึ่งในประเด็นนี้จะมี ๒ หัวข้อย่อยนะครับ ในการจัดทําแผนพัฒนาท้องถิ่นทั่วประเทศเรายึดตัว จปฐ. นะครับ ซึ่งเป็นความต้องการของ แต่ละครัวเรือนมาเป็นฐานในการจัดทําตัวแผนพัฒนาท้องถิ่น เพราะฉะนั้นประเด็นแรกก็คือ เรื่องของแผนพัฒนาท้องถิ่นขณะนี้ในเรื่องของกลไกในการที่จะได้ข้อมูลมาก็อยู่ในระดับ ที่มีความสมบูรณ์พอสมควร แต่ก็ยังต้องการการพัฒนาต่อเนื่องไปอีกนะครับ
ในส่วนที่ ๒ เมื่อครู่นี้มีท่านปรีชา บุตรศรี ได้พูดถึงการบูรณาการแผน ในระดับพื้นที่อันนี้มีความจําเป็น ขณะนี้เรามีหลายหน่วยงานซึ่งมีงบประมาณในพื้นที่ เมื่อครู่นี้ ท่านปรีชา บุตรศรี พูดถึงตัวอําเภอ อําเภอนี่ขณะนี้ผมเข้าใจว่าเห็นด้วยกับหลักการที่จะให้มี แผนพัฒนาอําเภอนะครับ เพราะว่าจริง ๆ ถึงแม้เราจะบอกว่าโดยตัวกฎหมายได้บอกว่า อาจให้มี กบอ. ได้ แต่ถ้ามี กบอ. ผมว่าจะเกิดประโยชน์ในการที่จะเป็นฐานนําไปสู่ การทํางานของจังหวัดในการจัดทําแผนพัฒนาจังหวัด เพราะฉะนั้น กบอ. ถ้ามีก็คือจะเป็น การบูรณาการแผนทั้งหมดในพื้นที่ของอําเภอ ในตัวรายงานของท่านท่านได้พูดถึงแผนพัฒนา ตําบล แต่ท่านไม่ได้พูดที่มาของแผนพัฒนาตําบล ความจริงแล้วเรามีแผนพัฒนาหมู่บ้าน หมู่บ้านนี่ความจริงเขาจะมีหมู่บ้านหลายส่วนด้วยกันขณะนี้ หมู่บ้านโดย กม. ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ อันนั้นเป็นแผนพัฒนาของหมู่บ้าน และแบ่งเป็น สาขาด้วยซ้ําไป ตัวนี้ทําอย่างไรที่จะมาบูรณาการเข้ากับแผนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขณะนี้กระทรวงมหาดไทยได้มีการจัดตั้งคณะทํางานขึ้นมา เป็นคณะกรรมการบูรณาการ แผนในระดับตําบล ผมว่ากลไกนี้ก็จะเป็นประโยชน์ในการที่จะสร้างการบูรณาการแผนต่าง ๆ ที่มีในพื้นที่ขึ้นมานะครับ แล้วก็นําไปสู่ กบอ. แล้วก็นําไปสู่ กบจ. ในท้ายที่สุดนะครับ ก็ฝาก ว่าในประเด็นพวกนี้อยากให้มีระบุลงไปในตัวของรายงานเพื่อความสมบูรณ์ แล้วก็ รายละเอียดในเรื่องของขั้นตอนในการทํางานนะครับ
ประเด็นที่ ๒ เรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชน อันนี้เห็นด้วยนะครับ ในส่วนของกฎหมายจัดตั้งขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเราก็พยายามที่จะให้ระบุถึง การมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งขณะนี้การมีส่วนร่วมในเรื่องของแผนอันนี้แน่นอนอยู่แล้ว แต่กําลังจะดูต่อไปว่าในเรื่องของการจัดทํางบประมาณของท้องถิ่นมันจะมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง ที่จะให้ท้องถิ่นได้สามารถที่จะรับคําร้อง รับโครงการที่จะมาประกอบในการจัดทํา งบประมาณ อันนี้เห็นด้วย ซึ่งในส่วนของการมีส่วนร่วมในกระบวนการงบประมาณ ผมจะขอ พูดเป็นหน้านะครับ ซึ่งในรายงานหน้า ๓๓ ของท่านกรรมาธิการ ท้ายที่สุดในวรรคท้าย ท่านพูดถึงกระบวนการจัดทําแผนคําของบประมาณและการจัดสรรงบประมาณขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งปรากฏในแผนภูมิที่ ๑ อยู่ที่หน้า ๓๔ คือในหน้า ๓๔ มีประเด็นที่ผม จะใช้เป็นตัวอภิปรายนะครับ เพราะว่าจริง ๆ แล้วเห็นด้วยในหลักการนะครับ ในหน้า ๓๔ ซึ่งเป็นแผนภูมิ ผมว่าเมื่อดูแผนภูมิแล้วก็จะเกิดความเข้าใจในเรื่องของขั้นตอนในการทํางาน นะครับ แผนภูมินี้ถ้าแบ่งเป็นคร่าว ๆ จะมี ๓ ส่วนนะครับ ทางด้านซ้าย กลาง ขวา ซ้ายมือ เป็นเรื่องของขั้นตอนในการส่งคําของบประมาณหลังจากที่ได้มีการตรวจสอบเรื่องแผนแล้ว มายังราชการส่วนกลาง ตรงกลางเป็นเรื่องของแผนพัฒนาจังหวัด กลุ่มจังหวัด ซึ่งใน ตอนท้ายเป็นเรื่องของอําเภอ ซึ่งผมเสนอว่าน่าจะมีเรื่องของ กบอ. ในตอนท้ายนี้นะครับ ทางขวามือเป็นเรื่องของไลน์ฟังก์ชัน (Line function) ในส่วนของกระทรวง ทบวง กรม ที่ดําเนินการขึ้นมา ที่ผมจะขอความชัดเจนก็คือทางซ้ายมือในเรื่องคําขอขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ผมเข้าใจว่าในการทําคําของบประมาณเป็นไปตามร่างพระราชบัญญัติวิธีการ งบประมาณ ปี ๒๕๐๒ ซึ่งมีการแก้ไขปรับปรุง ผมจะขออนุญาตให้ทางคณะอนุกรรมาธิการ ได้กรุณาดูมาตรา ๒๖ นะครับ ในมาตรา ๒๖ ของร่างพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ ปี ๒๕๐๒ ซึ่งร่างนี้ได้ผ่าน ครม. แล้วนะครับขณะนี้อยู่ที่คณะกรรมการกฤษฎีกา ในถ้อยคํา ของร่างนี้ก็จะบอกว่าในเรื่องของการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเสนอคําขอตั้ง งบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อรัฐมนตรีที่กํากับดูแลเพื่อเสนอต่อ ผู้อํานวยการสํานักงบประมาณนะครับ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่กําหนด นะครับ ประเด็นนี้ก็จะมีทั้งในส่วนดีแล้วก็ในส่วนที่เป็นดาบสองคม เพราะว่าคําขอทั้งหมด ขณะนี้ที่สําคัญ ๒ ประการ ๑. เราให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานซึ่งขอตรง งบประมาณ ๒. การขอตรงนั้นขอตรงต่อรัฐมนตรีที่กํากับ อันนี้เป็นไปตามมาตรา ๒๖ นะครับ ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านอดีตปลัดกระทรวงการคลังก็ได้ตั้งข้อสังเกตมาว่าการขอตรงต่อรัฐมนตรี มันก็จะเป็นอีกนัยหนึ่งเหมือนกันนะครับว่าถ้าเกิดไปเป็นนัยของประเด็นของนักการเมือง แต่ที่ผมจะนําเสนออีกมิติหนึ่งในการมองเรื่องแผนภูมินะครับ คือโครงการที่เสนอ จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนะครับ ทางด้านซ้ายมือของแผนภูมิหน้า ๓๔ ท่านเสนอ ผ่านมายังสํานักงานคณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนะครับ แล้วก็จะเป็นดอต (Dot) ต่อไปขึ้นไปเป็นคณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วก็ไปคณะรัฐมนตรี ประเด็นของผม ผมก็เลยเกิด ความไม่แน่ใจว่าเนื่องจากมาตรา ๒๖ คําของบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เสนอต่อรัฐมนตรีผู้กํากับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนะครับ เมื่อสักครู่ก็มี ท่านผู้อภิปรายหลายท่านได้พูดถึงหน่วยงานกํากับโดยพระราชบัญญัติตัวกฎหมายจัดตั้ง ก็กําหนดให้เป็นกระทรวงมหาดไทยนะครับ ตามตัวพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ แผ่นดินก็เป็นกระทรวงมหาดไทยนะครับ โดยผู้ว่าราชการจังหวัด นายอําเภอ ประเด็นของผม ก็คือว่าผมไม่แน่ใจนะครับว่าเราจะเปลี่ยนผู้กํากับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือเปล่า เพราะไลน์ (Line) ตามแผนภูมิของท่านเสนอไปยังคณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สํานักนายกรัฐมนตรี อันนี้คือประเด็นที่จะขอความชัดเจน ในเรื่องของคําของบประมาณนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ในเรื่องของคําของบประมาณผมคิดว่ามีประเด็นว่าเนื่องจาก ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านปรีชาได้พูดถึงวงเงิน ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้จริง ๆ แล้วผมจะขอสรุปสั้น ๆ ก็คือว่าถ้าคิดเป็น ๑๐๐ บาท ใน ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้นะครับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหาเอง ๑๐ บาท อีก ๕๐ บาท เป็นเงินภาษีจัดสรรให้ อีก ๔๐ บาทเป็นเงินอุดหนุน เงินอุดหนุนตัวนี้ปรากฏใน พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีของประเทศ แต่ใน ๑๐๐ บาทหรือว่า ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเขานําไปตราเป็นข้อบัญญัติงบประมาณ รายจ่าย เพราะฉะนั้นมันก็จะมีขั้นตอนในคําขอว่าเป็นคําขอซึ่งผ่านในวาระ ๑ วาระ ๒ วาระ ๓ ของทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่งหรือเปล่า ใน ๗,๐๐๐ แห่งมันจะมีขั้นตอน รายละเอียด อันนี้ก็ด้วยความเป็นห่วงอยากจะให้ท่านประสานกับทางกระทรวงมหาดไทย กําหนดขั้นตอน เพราะว่าท่านได้เสนอขั้นตอนในเรื่องของปฏิทินงบประมาณเอาไว้ด้วย นะครับ อันนี้คือประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมเป็นห่วงอย่างหนึ่งก็คือว่า ในส่วนของตัวงบประมาณ อุดหนุนของท้องถิ่นที่ว่า ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นรายการซึ่งกําหนด ลงไปแล้ว คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถใช้เงิน ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้เอาไป ดําเนินการตามแผนพัฒนาได้เลย ที่ผมบอกว่าเป็นลักษณะนี้ก็คือว่างบในส่วนนี้เป็นงบ ที่รัฐบาลได้กําหนดวัตถุประสงค์ในการใช้ลงไป อะไรบ้าง ก็คือเช่น เบี้ยยังชีพคนชรา ซึ่งวันนี้ เราบอกว่าจะมีการเปลี่ยนหลักเกณฑ์ ยอดจํานวนนี้ก็ตกเข้าไปประมาณ ๕๐,๐๐๐ ถึง ๖๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้วนะครับ เรื่องของตัวนม อาหารกลางวัน คนพิการต่าง ๆ นี่เป็น แสนล้านบาท ทั้งหมดนี้เป็นรายการซึ่งถูกกําหนดลงไปแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นผมก็ กราบเรียนว่าประเด็นนี้ก็มีประเด็นต้องไปดูว่าในเรื่องของคําขอที่ส่งขึ้นไปกับเรื่องของ ตัวข้อบัญญัติขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่งนี่เราจะพิจารณากันอย่างไร ถ้าเกิด ไปตัดข้างบนแล้วองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ตราเป็นข้อบัญญัติประกาศใช้แล้ว งบประมาณ มีไม่ครบ เป็นต้นนะครับ อันนี้ก็คงต้องไปดูในขั้นตอนย่อยอีกทีหนึ่งนะครับ ประเด็นสําคัญ ก็คือฝากในเรื่องของผู้กํากับดูแลตามมาตรา ๒๖
ประเด็นที่ ๓ สุดท้าย ขอเวลานิดเดียวเรื่องของการพัฒนาเรื่องการคลัง ของท้องถิ่น ก็จริง ๆ แล้วเห็นด้วยเป็นหลักการนะครับว่าเรื่องนี้คงต้องเป็นเรื่องที่ทาง กระทรวงการคลังกับกระทรวงมหาดไทย แล้วก็ร่วมด้วยกับทางสํานักงานคณะกรรมการ การกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคงต้องไปดําเนินการปฏิรูปร่วมกัน ในเรื่องของการพัฒนาประสิทธิภาพ แต่ปัจจุบันที่นําเรียนเมื่อสักครู่นะครับว่า การเพิ่มฐาน รายได้ของท้องถิ่นก็มีความจําเป็นนะครับ ขณะนี้ในปีงบประมาณ ๒๕๖๐ เรามีแนวโน้มที่จะทํา ให้สําเร็จนะครับ ก็คือในการที่จะออกตัวร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างขึ้น ตัวนี้ทําให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งบอกว่าธรรมดาหาเอง ๑๐ บาท จะหาเพิ่มเป็นอีก ๑๖ บาท ซึ่งจะมีผลในปี ๒๕๖๐ นี้นะครับ เพราะฉะนั้นตัวนี้ก็คิดว่าเหลือระยะเวลา อีกประมาณ ๕ เดือน ๖ เดือนที่จะทําให้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลบังคับใช้ อันนี้ก็จะเป็นร่างพระราชบัญญัติฉบับหนึ่งที่ทําให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีผลในเรื่อง ของการจัดเก็บเพิ่มขึ้น แต่ประสิทธิภาพในการจัดเก็บก็คงต้องมีต่อไป ยังมีตัวรายได้อื่น ๆ ซึ่งเมื่อสักครู่ทางเพื่อนสมาชิกได้นําเรียนแล้วนะครับ อันนี้ก็ฝากเป็นประเด็นที่จะต้องเพิ่ม ตัวฐานรายได้ใหม่ ๆ ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพร้อมกับการเพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งเห็นด้วยอยู่แล้วนะครับกับเรื่องของข้อมูล คือข้อมูลก็คงจะเป็นเรื่องยาวขอไม่นํามาพูดนะครับ แต่ว่าเมื่อสักครู่ที่ท่านธวัชชัย เทอดเผ่าไทย ได้นําเรียนแล้ว มันมีฐานข้อมูลในเรื่องของ การเงินการคลังของท้องถิ่นซึ่งอยู่ในระหว่างการดําเนินการ ถ้าเราเข้าไปจับตัวนี้แล้วก็ พัฒนาขึ้นก็จะเป็นประโยชน์ในเรื่องของฐานการเงินการคลังท้องถิ่นนะครับ ในหลักการ เห็นด้วยแต่ว่ามีประเด็นที่ต้องการที่จะทราบในเรื่องของขั้นตอนและความชัดเจนนะครับ ก็ขออนุญาตอภิปรายเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณมากครับ
ท่านต่อไปนะครับ ท่านสมพงษ์ สระกวี ผู้อํานวยการบริหารบริษัทสื่อปัญญาไทย จํากัด อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสงขลา ขอเชิญครับ
ท่านประธานครับ เรื่อง การปฏิรูประบบงบประมาณ และการคลังภาครัฐนั้นเราได้พูดกันพอสมควรว่าเป็นเรื่องใหญ่นะครับ แล้วก็เป็นเรื่องซึ่งเป็น อนาคตของการปฏิรูปประเทศเรื่องสําคัญนะครับ เพราะว่าในความเป็นรัฐหรือความเป็น ประเทศนั้น เรื่องการใช้จ่ายงบประมาณหรือเรื่องระบบงบประมาณนั้นย่อมเป็นเรื่องที่เป็น ชะตากรรมของประเทศนะครับ เป็นเรื่องทิศทางของประเทศ และดูเหมือนเรื่องงบประมาณนั้น จะกําหนดความเป็นรัฐ ความเป็นประเทศที่สําคัญยิ่ง เพราะฉะนั้นจะเป็นเรื่องซึ่งปล่อยให้ เป็นไปตามยถากรรมดังที่เป็นมาคงจะไม่ได้ หรือแม้กระทั่งพระราชบัญญัติวิธีการ งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ ที่ท่านอดีตปลัดกระทรวงการคลังได้พูด เวลาอ้างก็อ้าง พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ อะไรอย่างนี้นี่มันปี ๒๕๕๙ แล้ว ประเทศนี้ เรื่องพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ ๕๐ ถึง ๖๐ ปีแล้วเขาไม่เปลี่ยนกันเลย หรืออย่างไรครับ แสดงว่าทันสมัยใช้ได้มีประสิทธิภาพหรือกระไร
ต่อมาในเรื่องนี้ผมก็ยังตั้งข้อสังเกตว่าดูจะขาดความสมบูรณ์อย่างยิ่งเวลาเรา พูดถึงเรื่องการปฏิรูประบบงบประมาณ เพราะพอเริ่มต้นปั๊บของท่านนี่ ท่านขาดหัวใจของ คําว่า งบประมาณ ไปหัวใจห้องใหญ่เลย ถ้าหัวใจมี ๔ ห้องนะครับ นั่นก็คือเวลาเราพิจารณา เรื่องงบประมาณนั้นเราต้องพูดถึงเรื่องรายได้เป็นสําคัญนะครับ ประเทศซึ่งรายได้ต่ํานี่ คุณจัดงบประมาณอย่างไรก็ไปไม่รอดหรอกครับ เราก็จะพูดกันแต่เรื่องงบประมาณขาดดุล งบประมาณสมดุล งบประมาณเกินดุล ซึ่งเป็นเรื่องสําคัญนะครับ แต่ของท่านไม่พูดถึงเลย ในการปฏิรูประบบงบประมาณนี้ครับ ถ้าไม่พูดถึงรายได้ของรัฐ หรือที่มีรายได้ของรัฐ หรือไม่พูดถึง เรื่องศักยภาพและความสามารถในการจัดการรายได้ของรัฐเสียแล้วนี่จะไปพูดเรื่องอะไรล่ะครับ เพราะนี่คือหัวใจสําคัญนะครับ จะเห็นได้ว่าในเรื่องการปฏิรูปของท่านผมเกรงใจเต็มที เพราะท่านก็เริ่มต้นจากเรื่องว่าวินัยการคลังเลย คือพูดง่าย ๆ ว่าประเทศนี้มีปัญหาอยู่ เรื่องเดียวล่ะถ้าเรื่องงบประมาณ หารายได้ไม่เก่งไม่เป็นไร หารายได้ได้แค่ไหนก็เอากัน แค่นั้นล่ะนะครับ แต่ว่าถ้าเริ่มต้นปั๊บจะปฏิรูปก็คือเรื่องวินัยทางการคลัง คือราวกับประเทศนี้ ศักยภาพการพัฒนาของประเทศหรือเรื่องงบประมาณของประเทศนั้นต้องว่าด้วยวินัย ทางการคลังเป็นหลัก เมื่อท่านเริ่มต้นด้วยวินัยทางการคลังแล้วท่านก็เริ่มต่อ ก็คือเรื่องให้ ควบคุมการดําเนินนโยบายที่เกิดภาวะทางการคลังในอนาคต ให้ควบคุมเรื่องการเงิน ภาษีอากรไปใช้อย่างอื่นไม่ได้ ให้ควบคุมเรื่องการตั้งงบประมาณรายจ่ายกลาง ให้ควบคุม เรื่องการขาดดุลการคลังและหนี้สาธารณะ ให้ควบคุมเรื่องการนําเงิน ถูกแปรญัตติ คือพูดง่าย ๆ ว่าท่านกําลังจะเป็นตํารวจงบประมาณนะครับ หรือเป็นผู้ตรวจสอบกํากับ งบประมาณมากกว่าการปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังของภาครัฐ ถ้าเป็นอย่างนี้ไม่มี อะไรใหม่หรอกครับ ที่จริงแล้วนี่นะครับท่านประธาน หัวใจของเรื่องงบประมาณนั้น ผมได้เคยอภิปรายไปรอบหนึ่งแล้วว่าแท้จริงแล้วมันเป็นเรื่องการสะท้อนปัญหาอํานาจ อธิปไตยที่เป็นของปวงชนชาวไทยที่ใช้ใน ๒ ทาง
ทางที่ ๑ ก็คือทางคณะรัฐมนตรีหรือฝุายบริหารซึ่งเป็นผู้ใช้ ซึ่งอันนี้ครับ ดูเหมือนท่านจะเน้นในเรื่องนี้ล่ะ ก็คือสนใจว่าคนใช้เงินต้องใช้อย่างมีวินัยการเงินการคลังนะ และจริง ๆ แล้วคนที่ใช้งบประมาณในประเทศนี้ท่านประธานครับ ฝุายบริหารนี่มีจุดอ่อน ที่สุด เดี๋ยวเข้ามา เดี๋ยวออกไป เดี๋ยวเป็นรัฐมนตรีครึ่งปีก็ออกไปแล้ว ถามท่านวิทยาได้ เป็นรัฐมนตรีไม่ทันตั้งงบประมาณ คนที่เป็นคนใช้งบประมาณแทนอํานาจอธิปไตย ของปวงชนชาวไทยจริง ๆ คือข้าราชการประจํา คือสํานักงบประมาณ ข้าราชการประจํา และสํานักงบประมาณถึงใหญ่มาก ผมไม่ได้พูดเอาเองนะครับ เพราะผมไม่ได้อยู่ภาคราชการ แต่ใคร ๆ ก็พูดกันทั้งสภาแห่งนี้ เมื่อครู่นี้ท่าน สปท. ท่านหนึ่งก็บอกว่าเป็นงบประจํา งบเงินเดือน งบอะไรที่เป็นงบประจํานี่ ตั้งกันเพิ่มขึ้นปีละ ๕ เปอร์เซ็นต์ ๖ เปอร์เซ็นต์ ก็ว่ากันไป แต่เป็นงบลงทุนหรืองบประมาณเพื่อสร้างศักยภาพของประเทศกันจริง ๆ มี ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๘๐ เปอร์เซ็นต์เป็นงบที่ข้าราชการประจําทํามาตลอด ผมเห็นนี่ครับ หรือคน ที่เคยนั่งในสภาแห่งนี้จะเห็น เดือนนี้ ตอนนี้ นาทีนี้ ไปดูได้เลยที่ตึก ๑ ปรากฏว่าข้าราชการ ประจํามากันเป็นกองร้อยเพื่อจะมาอธิบายว่าจะใช้งบประมาณอะไรบ้าง ลงในรายละเอียด กันมากมายนะครับ ลงละเอียดกันมากมาย ผมถามว่าแล้วประเทศนี้ใครปกครองกันแน่ ในเมื่อคนที่กํากับงบประมาณกลายเป็นข้าราชการประจํา ไม่ต้องมีเลือกตั้งประเทศก็เดินได้ เพราะข้าราชการประจําเป็นคนกําหนดงบประมาณ ในขณะที่เราบอกว่าอํานาจอธิปไตย เป็นของปวงชนชาวไทยใช้ผ่านทางรัฐสภาและฝุายบริหาร ฝุายบริหารก็คือคณะรัฐมนตรีครับ แต่คณะรัฐมนตรีก็เข้ามาออกไป หรือล้ําเส้นไม่ค่อยได้ ในที่สุดก็ต้องมอบหมายไว้กับ สํานักงบประมาณ สํานักงบประมาณจึงเป็นหน่วยงานใหญ่ มีอิทธิพล ผมเห็นเวลาคนเขาจะ วิ่งงบประมาณ ผมฟังพวกข้าราชการเขาบอกต้องไปคอยวิ่งอยู่ที่สํานักงบประมาณ อะไรทํานองนี้ ท่านประธานครับ ในเรื่องนี้มันก็มาโยงกันว่าในวันเวลาหนึ่งเวลาใด เมื่อข้าราชการการเมืองหรือเรียกว่า ฝุายบริหาร ฝุายรัฐบาล มีอํานาจที่จะต่อรองหรือสั่ง ฝุายข้าราชการประจําได้ ใช้อํานาจแทนประชาชนในเรื่องนี้ ก็เลยได้เกิดเรื่องซึ่งถูกนินทา ซึ่งผมก็นินทาไม่สิ้นสุดอยู่เหมือนกัน นั่นก็คือการใช้งบประมาณที่ไม่มีประสิทธิภาพและ เกิดประสิทธิผล เพราะเวลาเราพูดเรื่องงบประมาณนี่นะครับ ข้าราชการประจําก็จะตะแบง เรื่องหนึ่ง ไม่ใช่ตะแบงละครับ ขอโทษ ขออภัยจริง ๆ เพื่อนข้าราชการเยอะมากในสภาแห่งนี้ คือข้าราชการก็จะยืนยันว่าก็ประมูลถูกต้องนี่ครับ เป็นอีบิดดิง (e-Bidding) ครับ เราปรับปรุงวิธีประมูล เรียบร้อยแล้วครับ ไม่มีโกง ถูกต้อง เป็นการประมูลที่ถูกต้องว่า อย่างนั้นเถอะ ผมยกตัวอย่าง มีการใช้เงินไปหลายร้อยหลายพันล้านบาทเพื่อสร้างสนามบิน ที่โคราชและสนามบินที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ท่านประธานครับ เวลาเราชี้นิ้วว่าเกิดสนามบินร้าง ขึ้นในประเทศนี้ ชี้แรกที่เราชี้ไปก็คือชี้ไปที่นักการเมือง เพราะนักการเมืองแหละมันจะดัน ให้มีสนามบินในจังหวัดมัน นี่เอางบประมาณไปสร้างสนามบินแล้วร้างอยู่ที่โคราช จังหวัดนครราชสีมา สนามบินจังหวัดเพชรบูรณ์น่ะ จังหวัดบุรีรัมย์ก็พ้นตัวไปหน่อย เพราะตอนนี้มีบินแล้ว ก็จะด่าไปที่นักการเมือง สํานักงบประมาณสนองนักการเมือง เวลาคนบอกว่านี่โกงกันชัด ๆ นี่หว่าเอาสนามบินร้างไปสร้างไว้เสียงบประมาณแผ่นดินนี่ ก็จะเถียงบอกว่า ไหน ป.ป.ช. ไม่เห็นชี้เลย ให้ สตง. ไปตรวจก็ได้ สํานักงบประมาณควบคุมอย่างเรียบร้อย ก็คือควบคุมอะไรครับ ควบคุมการประมูล จัดซื้อจัดจ้าง ก็เรียกว่าสนามบินร้าง ทั้ง ๒ แห่งนี้นั้นประมูลจัดซื้อจัดจ้างถูกต้องตามระเบียบราชการทุกประการ เพราะฉะนั้น ความผิดอยู่ที่นักการเมืองแล้ว ในฐานะที่เป็นคนเสนอหรือเปล่าผมไม่รู้ แต่เอาเป็นว่า ชี้ไปที่นักการเมืองแล้วกัน ลากสนามบินไปสร้างที่จังหวัดของตัว สํานักงบประมาณ หน่วยงานราชการรอดตัว เพราะอีบิดดิง (e-Bidding) ประมูลถูกต้อง มีผู้เข้าประมูลชัดเจน แข่งขันเป็นธรรม แต่ประทานโทษครับ เวลาเขาพิจารณาเรื่องการใช้เงินของแผ่นดินนี่ เขาไม่ได้ดูตอนสุดท้ายด้วยหรือครับว่ามีประสิทธิภาพ มีประสิทธิผลคุ้มค่าหรือไม่ เงินของ แผ่นดินเป็นพัน ๆ ล้านบาทไปสร้างสนามบินให้ร้างอยู่นี่ ที่ผมยกตัวอย่างได้นี่สร้างสนามบิน ให้เกิดการร้างขึ้นนี่ไม่มีที่โทษเลยหรือครับ โทษได้แต่กับนักการเมืองหรือครับ โทษข้าราชการประจําไม่ได้ใช่ไหมครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่าเรื่อง การปฏิรูปงบประมาณนั้นไม่เพียงแต่เอาแต่กรอบ แต่วิธีการ แต่โครงสร้าง แต่เอาหัวใจกัน หน่อยได้ไหมครับว่าประเทศนี้จะเจริญก้าวหน้า ประเทศนี้จะมีศักยภาพการแข่งขันของประเทศ นั้นนี่เราจะต้องมีรัฐที่หาเงินเป็น และใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างมีประสิทธิผลด้วย ไม่ใช่แต่เอาแต่กรอบหรือเอาแต่รูปแบบ และเอาแต่ควบคุม ๆ ดังที่ปรากฏอยู่ในเอกสารนี้
และสุดท้ายท่านประธานครับ ขอย้ําอีกทีหนึ่งเถอะครับ เนื่องจากว่า ในการพิจารณาประสิทธิภาพและประสิทธิผล และเรื่องของบประมาณนั้นยังมีอีกอํานาจ อธิปไตยหนึ่งครับที่ประชาชนเขาไว้วางใจ และเป็นหนึ่งในหลักอธิปไตยของปวงชนคือรัฐสภา รูปแบบรัฐสภาเป็นคนอนุมัตินะครับงบประมาณพวกนี้ แต่ปรากฏว่าในการพิจารณา งบประมาณท่านประธานนั่งอยู่ตรงนั้นทราบดี มีเอกสารประมาณเป็นร้อยเล่ม ใส่ลัง ๒ ลัง หนักสัก ๒๐ กิโลกรัม ๕๐ กิโลกรัม แล้วมานั่งพิจารณากัน คนที่ไม่ได้เป็นกรรมาธิการก็นั่ง พิจารณาในสภาแห่งนี้ครับ ๒ วันจบ ใช้เงินของแผ่นดินไป ๒.๒ ล้านล้านบาท มาจากไหนไม่รู้ จ่ายไปอย่างไรไม่รู้ สนใจแต่ว่าจะเอาถนนไปลงที่บ้านผมไหม อ่างน้ําบ้านผมหรือว่าสนามบิน บ้านผมมันจะไปไหมปีนี้ ก็ยอมรับครับว่าสมาชิกรัฐสภาเขามาจากพื้นที่ เขาก็ประสงค์จะเห็น งบประมาณลงไปพื้นที่ เพราะประชาชนในพื้นที่เรียกร้อง ถ้าเช่นนั้นเรากําลังพูดถึงศักยภาพ การแข่งขันของประเทศโดยรวม ไม่ได้พูดถึงเรื่องศักยภาพของจังหวัดหนึ่งจังหวัดใด ผมก็ยัง อยากถามว่าข้อเสนอของ สนช. ที่ส่งต่อมาจนถึง สปท. นี่นะครับ เสนอเล่น ๆ ไม่ได้หรอกครับ นั่นก็คือเรื่องการให้มีสถาบันวิเคราะห์งบประมาณประจํารัฐสภา ไม่เกิดไม่ได้แล้วละครับ เลื่อนเลยมานานแล้วละครับเป็น ๑๐ ปี ๒๐ ปีแล้วครับ ที่รัฐสภาจะต้องมีเครื่องมือที่ เป็นกลาง เครื่องมือที่จะวิเคราะห์ตั้งแต่รายได้ ตั้งแต่รายจ่ายที่สุจริต การประมูลจัดซื้อจัดจ้าง ที่ถูกต้อง และที่สําคัญที่สุดจะได้วิเคราะห์เรื่องประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงบประมาณ จะปล่อยให้งบประมาณใช้จ่ายกันโดยไร้ประสิทธิภาพ ไร้ประสิทธิผล เอาเงินไปสร้าง สนามบินแล้วเป็นสนามบินร้างดังที่ตําตากันอยู่ทุกวันนี้มันจะได้ไม่เกิด และผมชอบอยู่ครับ ในรายงานของกรรมาธิการบอกว่าให้สถาบันนี้เผยแพร่บทวิเคราะห์ให้สาธารณชนได้รับทราบ โดยทั่วกัน อันจะนําไปสู่ความเข้าใจของประชาชนในนโยบายการใช้จ่ายเงินของภาครัฐ อันนี้ คือหัวใจครับ สถาบันวิเคราะห์งบประมาณประจํารัฐสภาจึงจะต่างจากสํานักงบประมาณของ รัฐบาลที่เรียกสํานักงบประมาณ จะต่างกันโดยสิ้นเชิงเลยครับ เพราะอันนี้เขามีหน้าที่วิเคราะห์ ตรวจสอบ ชี้นํา ศึกษาและบอกกับประชาชนจะได้บอกว่า การที่สร้างสนามบินแล้วร้างนี่แล้วเกิดขึ้นซ้ําแล้วซ้ําเล่านี่ สนามบินแล้วสนามบินเล่านี่ปัญหา อยู่ตรงไหนทําไมประสิทธิภาพประสิทธิผลถึงไม่เกิดแล้วยังจะสร้างสนามบินกันแบบนี้ ต่ออีกไหม หรือแม้กระทั่งว่าหลายคนบอกว่าตรงนี้ต้องเป็นกลาง อันนี้ผมก็เห็นด้วย เพราะอย่างน้อยที่สุดจะได้บอกกับรัฐบาลว่าจํานําข้าวนี่มันเสียเงินแผ่นดินไปโดย เปล่าประโยชน์นะ หรือว่าซื้อเรือดําน้ํานี่มันเหมาะสมอยู่หรือในโลกปัจจุบันนี้ในวันที่เราต้อง ใช้เงินอีกหลายอย่างหลายด้าน ท่านประธานครับ เรื่องการใช้เงินของแผ่นดินจะต้องถูก ยกขึ้นมาวิเคราะห์ทุกด้านไม่ว่าจํานําข้าวหรือซื้อเรือดําน้ํา แล้วประชาชนก็ได้เกิดปัญญา ชาติเราก็จะได้ก้าวหน้า เราจะได้มีศักยภาพการแข่งขันกับประเทศที่จะสู้กับประเทศอื่นได้ โดยผ่านการปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังของภาครัฐ ดังเอกสารที่อยู่ตรงหน้าเรา ขณะนี้ ขอบคุณครับท่านประธาน
ผมจะอ่านรายชื่อต่อจากท่านกอบศักดิ์ ภูตระกูล อีก ๓ ท่านนะครับ ก็คือ ท่านชูชัย ศุภวงศ์ ท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ และท่านสมชัย ฤชุพันธุ์ นะครับ และผู้ที่ลงชื่อ กรุณาเตรียมตัวเข้ามาในห้องประชุมนะครับ เพราะว่ามิเช่นนั้นแล้วจะทําให้การอภิปราย ขาดความต่อเนื่อง และถ้าไม่มีผู้เข้ามาอยู่ในห้องประชุมก็จําเป็นต้องปิดอภิปรายเพื่อให้ กรรมาธิการได้ชี้แจงนะครับ ขอเชิญท่านกอบศักดิ์ ภูตระกูล นะครับ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูป แห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ จํากัด (มหาชน) ครับ
ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพอย่างสูง ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๐๐๙ กระผมขอขอบคุณ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินที่ได้จัดทํารายงาน ฉบับนี้ขึ้นมา ซึ่งเป็นการรวบรวมประเด็นต่าง ๆ ที่ได้จัดทํามาแล้วตั้งแต่สมัยยุคของ สปช. สมัยที่ ทํากรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมประเด็นต่าง ๆ ซึ่งในรายงานฉบับนี้ ก็มีประเด็นต่าง ๆ ที่มีความสําคัญเป็นจํานวนมาก เนื่องจากมีสมาชิกผู้ทรงเกียรติหลายท่านได้ให้ ข้อเสนอแนะประเด็นต่าง ๆ หลายประเด็นเรียบร้อยแล้ว กระผมขอพูดเพียงประเด็นเดียวครับ ก็คือประเด็นเกี่ยวกับการจัดตั้งสถาบันวิเคราะห์งบประมาณประจํารัฐสภาหรือที่เรียกว่า ไทยพีบีโอ (Thai PBO) ซึ่งปรากฏอยู่ในรายงานของคณะกรรมาธิการในหน้าที่ ๗ หน้าที่ ๒๒ และหน้าที่ ๓๘ ครับ ในหน้าที่ ๗ คณะกรรมาธิการนั้นได้พูดถึงปัญหาและอุปสรรคของระบบ สนับสนุนการตัดสินใจของรัฐสภานะครับ ได้พูดถึงเหตุผลและความจําเป็น ซึ่งพบว่าจริง ๆ ในปัจจุบันนี้ตัวของฝุายนิติบัญญัตินั้นมีหน้าที่อนุมัติงบประมาณแต่เป็นหน่วยงานที่มีขนาดเล็ก โดยเฉพาะในเรื่องของสํานักงบประมาณของรัฐสภา แล้วการที่จะดําเนินการต่าง ๆ ให้เหมาะสมนั้น อาจจะไม่สามารถดําเนินการได้อย่างเต็มที่ และขณะเดียวกันก็ได้นําไปถึงการศึกษาของประเทศ ต่าง ๆ แล้วก็ได้สรุปลักษณะสําคัญของสถาบันวิเคราะห์งบประมาณประจํารัฐสภาขึ้นมาก็คือ ต้องมีความเป็นอิสระ มีความเป็นกลางทางการเมือง มีความสามารถในเชิงวิชาการขั้นสูง เป็นต้น หลังจากนั้นก็ได้นําไปถึงหน้าที่ ๒๒ ครับ ก็คือข้อเสนอว่าด้วยการจัดตั้งสถาบันวิเคราะห์ งบประมาณประจํารัฐสภา ซึ่งในหน้านั้นก็ได้อ้างอิงถึงข้อเสนอของ สปช. ว่าจะต้องมีสถาบัน ดังกล่าวขึ้นมาให้เป็นหน่วยงานที่อิสระให้ข้อมูลและผลการวิเคราะห์ทางการคลัง และต้องยึดหลัก วิชาการเข้มข้นและเป็นกลางแก่ทุกฝุายโดยไม่เลือกข้าง แล้วก็เพื่อให้มีส่วนร่วมมากขึ้นในระบบ งบประมาณของฝุายนิติบัญญัติและประชาชน ซึ่งในส่วนนี้ก็คิดถึงเรื่องของสถานะและบทบาท หน้าที่ขององค์กรดังกล่าวว่าต้องมีความเป็นกลาง มีความเป็นอิสระทางวิชาการเพื่อจะให้ ความเห็นตามหลักวิชาการเกี่ยวกับผลกระทบได้อย่างเต็มที่ อันนี้ก็จะเป็นสิ่งที่ทาง สปช. เสนอมา ซึ่งนําไปถึงเรื่องของกฎหมายฉบับหนึ่งซึ่งจะเป็นกฎหมายรองรับตัวของสถาบันแห่งนี้ ในหน้าที่ ๓๘ ครับ คณะกรรมาธิการหลังจากได้ดูข้อเสนอของ สปช. แล้วบวกกับข้อคิดเห็นจาก หน่วยงานทางรัฐบาลมาจากมาตรา ๓๑ นะครับ ซึ่งตอบกลับมาเมื่อประมาณวันที่ ๒๓ ธันวาคมที่ผ่านมานั้นก็เห็นถึงข้อเสนอที่รัฐบาลบอกว่ากังวลใจครับว่า ในปัจจุบันนี้ตัวของ สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้มีการจัดตั้งสํานักงบประมาณของรัฐสภา มีลักษณะ เป็นกลุ่มงานขึ้นตรงต่อเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยมีอํานาจหน้าที่และภารกิจ ในการดําเนินงานเพื่อสนับสนุนข้อมูลต่อฝุายนิติบัญญัติ แล้วถ้าหากจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมา อีกหน่วยงานหนึ่งก็คือไทยพีบีโอ (Thai PBO) ที่เราพูดกันใช่ไหมครับ ก็อยากจะขอให้พิจารณา ถึงขอบเขตของอํานาจหน้าที่และภารกิจให้มีความชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ําซ้อนหรือ ให้เกิดการบูรณาการทั้งแผนงาน แผนบุคลากร แผนงบประมาณ อันจะส่งผลให้มีการใช้จ่าย งบประมาณที่มีความคุ้มค่า มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล หรือพิจารณาถึงแนวทางว่าอาจจะ ไปอยู่ในสถาบันพระปกเกล้า เป็นต้น ซึ่งในส่วนนี้ทางคณะกรรมาธิการก็ได้ตัดสินใจว่า เห็นสอดคล้องกับข้อเสนอของสํานักงบประมาณ กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องก็เสนอให้พัฒนาขีดความสามารถของสํานักงบประมาณของรัฐสภาที่จัดขึ้นมานี่ ให้ทําหน้าที่ศึกษา วิเคราะห์ วิจัย เสนอความคิดเห็นเพิ่มเติม โดยที่เอาตัวของ สํานักงบประมาณของรัฐสภาที่ตั้งขึ้นมานี้ทําหน้าที่เพิ่มเติม ในส่วนนี้นะครับกระผมอ่านแล้ว ผมมีความกังวลใจครับว่าถ้าเราทําเช่นนี้อาจจะทําให้ข้อเสนอที่ดีของทาง สปช. และของ พวกเราทุกคนนั้นอาจจะไม่บรรลุผลสําเร็จตามที่ตั้งใจไว้ได้ ทําไมผมกล่าวเช่นนี้ครับ ก็เพราะว่าในรายงานของ สปช. นั้นมีการอ้างอิงการศึกษาของโออีซีดี (OECD) ครับว่า ถ้าเกิดประเทศไหนจะจัดตั้งพีบีโอ (PBO) ขึ้นมาหรือสํานักวิเคราะห์งบประมาณประจํา รัฐสภานั้น จะต้องมีอะไรบ้างครับ เป็นเงื่อนไขของความสําเร็จ เขาบอกว่าเงื่อนไขของ ความสําเร็จนั้นจะต้องเป็นหน่วยงานที่ได้รับความยอมรับและความเชื่อถือจากประชาชนและ ภาคการเมือง อันที่ ๒ ครับ จะต้องเป็นหน่วยงานที่เป็นกลางทางการเมือง ไม่เข้าฝุายใด ฝุายหนึ่ง อันที่ ๓ ก็คือว่าต้องเป็นอิสระในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะอิสระจากฝุายบริหาร แต่ว่า ต้องมีความรับผิดชอบต่อฝุายนิติบัญญัติในบางส่วน ซึ่งในส่วนนี้ถ้าเกิดจะให้เกิดความสําเร็จ เขาบอกต่อไปนะครับว่า ในต่างประเทศบ่งชี้ว่าหน่วยงานในลักษณะพีบีโอ (PBO) จะต้อง ได้รับการรองรับทางกฎหมาย คือมีพระราชบัญญัติรองรับ มีกฎหมายแยกพีบีโอ (PBO) ออกจาก ฝุายบริหาร แล้วก็ให้อํานาจของพีบีโอ (PBO) ในการเข้าถึงข้อมูลงบประมาณที่เท่าเทียมกับ ฝุายบริหาร ทั้งหมดนี้มันมีความสําคัญครับ เพราะอะไรครับ เพราะว่าถ้าเกิดเราอยากจะ ทําให้ประสบความสําเร็จจริง ๆ นะครับ ผมคิดว่าท่านสมาชิกก่อนหน้านี้ได้พูดไปแล้วว่าเรื่องนี้ มีความสําคัญมาก มันจะเป็นการปฏิรูปครั้งสําคัญของประเทศไทยในการเปลี่ยนแปลงวิธีการ งบประมาณของเรา ทําให้งบประมาณที่ออกไปนั้นมีการวิเคราะห์จากเทิร์ดปาร์ตี้ (Third party) ที่มีความสามารถในการทําการวิเคราะห์อย่างเหมาะสม ผมคิดว่าถ้าเราอยากให้เกิด ความสําเร็จจริง ๆ นี่การยกระดับสํานักงบประมาณของรัฐสภาขึ้นมามอบหมายอํานาจ หน้าที่ไปนั้น มีความสุ่มเสี่ยงครับว่าเราจะไม่ได้คนที่ใช่ องค์กรนะครับถ้าเกิดอยากให้ประสบ ความสําเร็จนั้นต้องมีคนที่มีความสามารถเพียงพอที่จะทําการวิเคราะห์ที่ลึกซึ้งเพียงพอให้กับ ทางรัฐสภาและประชาชนทั่วประเทศไทย ว่าโครงการที่เราพูดถึงนั้นเป็นโครงการที่จะเกิด ความเสียหายกับประเทศหรือไม่ จะมีประโยชน์กับประเทศหรือไม่ แต่ถ้าเกิดยังอยู่ใน รัฐสภานั้นท่านจะดึงดูดคนเหล่านั้นเข้ามาได้อย่างไร ความจริงคนที่ต้องเข้ามานั้นไม่มี ความจําเป็นต้องมากนะครับ ผมมีตัวอย่างที่หนึ่งก็คือที่ประเทศแคนาดาครับ เป็นหน่วยงานหนึ่ง ที่หลาย ๆ คนอ้างอิงเป็นประจํา เป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นมาเมื่อปี ๒๐๐๖ ครับ มีคน ๑๘ คนครับ ๑๘ คนนี่แต่เป็นคนที่มีความสามารถที่จะสามารถทําหน้าที่ดังกล่าวได้ อันที่ ๒ ครับ ต้องมี ความเป็นอิสระที่เพียงพอทั้งการศึกษาของ สปช. โออีซีดี (OECD) เขียนชัดเจนครับว่า เราต้องทํา หาคนที่จะสามารถทําการวิเคราะห์ได้บอกว่าโครงการประชานิยมลักษณะนี้ จะทําให้เกิดความเสียหายกับประเทศ ถ้าเขายังอยู่ในรัฐสภา เขาจะทําหน้าที่นั้นได้อย่างไร ในเมื่อรัฐบาลเป็นคนควบคุมกํากับรัฐสภา รัฐสภาก็จะเป็นคนโปรโมต (Promote) คนเหล่านั้นต่อไป ในฐานะที่เป็นหน่วยงานหนึ่งในรัฐสภาดังกล่าว อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ จําเป็นต้องเอาออกมาให้ได้ และที่สําคัญมันต้องมีกฎหมายรองรับครับ ถ้าไม่มีกฎหมายรองรับนะครับบอกเลยว่า หน่วยงานแห่งนี้ก็เป็นเป็ดง่อย เป็ดง่อยเพราะอะไรครับ เพราะว่าเขาไม่มีทางเข้าถึงข้อมูล เลยครับ การเข้าถึงข้อมูลจะมีความสําคัญอย่างยิ่งในการวิเคราะห์ เพราะผมเห็นทุกครั้ง นะครับว่าถ้าเกิดเราขอข้อมูลไปหน่วยงานรัฐบาลจะบอกว่าข้อมูลนี้เป็นข้อมูลเซนซิทิฟ (Sensitive) ไม่สามารถเผยแพร่ได้ และพอเผยแพร่ไม่ได้ก็ไม่สามารถที่จะวิเคราะห์ได้ เช่นเดียวกันถ้าวิเคราะห์ไม่ได้นะครับหน่วยงานนี้ก็ไม่มีอํานาจ ไม่มีความสามารถในการทํา หน้าที่ดังกล่าว ผมเลยคิดนะครับว่ามีความจําเป็นที่ต้องมีกฎหมายดังกล่าวขึ้นมาตามที่ สปช. ได้เสนอไว้แล้ว เป็นกฎหมายที่มีความเป็นอิสระและเป็นกฎหมายที่ให้การเข้าถึงข้อมูล เพราะว่าในกรณีของประเทศแคนาดาก็มีข้อกําหนดดังกล่าวเช่นเดียวกัน ให้หน่วยงานต่าง ๆ ของภาครัฐให้ฟรีและไทม์ลี แอกเซส ทู อินฟอร์เมชัน (Timely access to information) ต่าง ๆ ที่หน่วยงานดังกล่าวต้องการ และที่สําคัญครับต้องมีบทบาทหน้าที่ที่ชัดเจน ในกรณี ของอเมริกาเป็นต้นแบบของการทําซีบีโอ (CBO) ซึ่งองค์กรดังกล่าวเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี ๑๙๗๔ ครับ องค์กรแห่งนี้อาจจะมีคนมากหน่อยนะครับประมาณ ๒๓๕ คน แต่ทําหน้าที่กว้างขวางมาก องค์กรแห่งนี้นั้นมีหน้าที่ชัดเจนครับว่า เวลาที่รัฐสภาจะพิจารณาโครงการใด ๆ จะต้องมี ไพรซ์แทก (Price tag) ครับ คือราคาหรือผลกระทบของโครงการหรือข้อเสนอดังนั้นว่า จะเป็นเรื่องการลดภาษีหรือโครงการประชานิยม โครงการจํานําข้าว โครงการต่าง ๆ รวมไป ถึงความยั่งยืนขององค์กรต่าง ๆ เช่น ประกันสังคม เป็นต้น ซึ่งเมื่อองค์กรแห่งนี้มีคนที่ใช่ สามารถวิเคราะห์ได้อย่างเหมาะสม ไพรซ์แทก (Price tag) ก็จะเป็นไพรซ์แทก (Price tag) ที่ทุกคนเชื่อถือ และที่สําคัญนะครับ ผมบอกเลยครับว่าองค์กรแห่งนี้ไม่ได้ใช้เฉพาะตัวของ รัฐสภาอย่างเดียว แต่จะเป็นองค์กรที่ประชาชนและนักข่าวใช้ด้วยครับ ถ้าองค์กรแห่งนี้ เข้าถึงข้อมูล มีความสามารถ มีความเป็นกลาง มีความน่าเชื่อถือ ก็สามารถที่จะวิเคราะห์ แล้วก็เปิดเผยต่อประชาชนโดยเป็นการทั่วไป และผมมั่นใจว่าถ้าเกิดประเทศไทยเห็น โครงการประชานิยมต่าง ๆ ที่เราทําไปแล้วว่ามีความเสียหายแค่ไหน เราเห็นข้อมูลที่แท้จริง ประชาชนก็ต้องออกมาเรียกร้องตั้งแต่ต้นและไม่สามารถล่วงเลยถึงขณะนี้ได้ ซึ่งผมว่า ตัวอย่างเหล่านี้ชี้ไปทิศทางเดียวกันครับว่าในการที่เราจะเสนอเรื่องนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์ อย่างแท้จริงกับประชาชน และเป็นการปฏิรูปครั้งสําคัญของระบบงบประมาณของประเทศไทย ผมคิดว่าเราควรที่จะกลับไปที่ข้อเสนอของ สปช. ครับ ว่าองค์กรแห่งนี้ต้องมีความเป็นอิสระ ต้องมีความสามารถในการเข้าถึงข้อมูล ได้รับการสนับสนุนจากงบประมาณอย่างเหมาะสม และมีกฎหมายเฉพาะเป็นของตนเอง ขอบพระคุณครับ
ความจริงข้อเสนอทาง สปช. ก็เป็นอย่างที่ดอกเตอร์กอบศักดิ์ได้พูดถึง แต่ว่า ลองพิจารณานะครับว่าที่มีลักษณะเป็นองค์กรอยู่แล้ว มีหน้าที่ที่สามารถเพิ่มฟังก์ชัน (Function) เข้าไปได้ก็คือสํานักงานตรวจเงินแผ่นดิน มีความเป็นอิสระ มีกฎหมายเฉพาะ แล้วก็ดูเรื่องตรวจเงินแผ่นดิน ถ้าจะมีการวิเคราะห์ เพราะอย่างไรก็ต้องทําการวิเคราะห์ อยู่แล้ว ก็อาจจะเป็นทางออกอีกประการหนึ่ง แต่ว่าพีบีโอ (PBO) เป็นหน่วยงานเสริม การทํางานที่รัฐสภาควรต้องมี ที่เรียกว่า พาร์เลียเมนทารี บัดเจต ออฟฟิศ (Parliamentary Budget Office) นะครับ เพราะว่าในชั้นการแปรญัตติของงบประมาณปลายปีเป็นเรื่องยากมาก ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือรวมทั้งวุฒิสภาจะสามารถลงรายละเอียดในแต่ละโครงการ ได้อย่างแท้จริงนะครับ ท่านต่อไปนะครับขอเชิญท่านชูชัย ศุภวงศ์ อดีตเลขาธิการ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตเลขาธิการแพทยสภาครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกแล้วก็ คณะกรรมาธิการ กระผม นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ สมาชิกหมายเลข ๔๐ นะครับ ก่อนอื่น ต้องขอขอบคุณท่านรองประธานวลัยรัตน์ แล้วก็เพื่อนสมาชิก สปท. คํานูณ สิทธิสมาน นะครับ ที่ทําให้ผมได้มีโอกาสลุกขึ้นอภิปรายในวันนี้ หาไม่แล้วถ้าเราอภิปรายเฉพาะช่วงที่ผ่านมา ก็ไม่มีเวลาได้ศึกษานะครับ แล้วก็ต้องขอบคุณท่านกรรมาธิการที่เอกสารทําการศึกษา มีความเพียงพอในการที่จะให้ความเห็นต่อในช่วงเวลาที่ผ่านมาเพื่อนําไปศึกษา ผมเข้าใจว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้ได้นําเอกสารของ สปช. มาพิจารณาร่วมด้วยแล้วนะครับ รวมทั้งผมเชื่อว่าข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศชุดของอดีตนายกรัฐมนตรี ท่านอานันท์ ปันยารชุน ที่เคยเสนอการปฏิรูประบบงบประมาณเมื่อ ๑๐ มกราคม ๒๕๕๔ ในหนังสือว่าด้วยข้อเสนอการปฏิรูปโครงสร้างอํานาจเล่มนี้ครับ ผมก็เชื่อว่าคณะกรรมาธิการ ชุดนี้ได้หยิบมาพิจารณาด้วยเช่นกัน ท่านประธานครับ คณะกรรมาธิการได้เสนอปัญหา อุปสรรคการเงินการคลังภาครัฐ ๕ ประการ แล้วก็เสนอแนวทางปฏิรูปอีก ๕ แนวทางนะครับ ผมเองเช่นเดียวกับท่านสมาชิกดอกเตอร์กอบศักดิ์ เราไม่มีเวลามากนะครับ ก็คงเสนอ ประเด็นเดียว แล้วก็เห็นด้วยอย่างยิ่งที่ท่านสมาชิกดอกเตอร์กอบศักดิ์แล้วก็ได้เสนอกลไก ที่เป็นอิสระในการวิเคราะห์งบประมาณ รวมทั้งข้อสังเกตของท่านสมาชิก ท่านคํานูณ สิทธิสมาน ที่ได้อภิปรายเมื่อเช้านี้นะครับ ประเด็นที่ผมจะเสนอประเด็นเดียวก็คือเรื่องการปฏิรูป กระบวนการงบประมาณซึ่งเป็นการจัดสรรงบประมาณเชิงพื้นที่ที่ในเอกสารของ คณะกรรมาธิการชุดนี้บอกว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงที่สําคัญแตกต่างจากระบบเดิม ผมขอเน้น ประโยคนี้นะครับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สําคัญ คืออย่างมีนัยสําคัญจากระบบเดิม ระบบเดิมเป็นอย่างไรเดี๋ยวจะพูดอีกทีนะครับ
ท่านประธานครับ ในอดีตที่ผ่านมาในฐานะที่เป็นข้าราชการประจํามาจน เกษียณนะครับ ผมจดจํางบประมาณในลักษณะที่อาจจะเรียกว่าเป็นกิมมิก (Gimmick) ก็คือมีเคล็ดลับมีอะไรที่ทําให้เราจดจําได้นะครับ มีอยู่ ๒ ช่วงเท่านั้นที่งบไปสู่พื้นที่ ไปสู่ คนยากคนจน แต่ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าช่วงอื่นไม่ได้เกิดนะครับ แต่ว่าเป็นเรื่องที่ จดจําได้ อาจจะเป็นที่ภาษาฝรั่งบอกว่าเป็นกิมมิก (Gimmick) เป็นเคล็ดลับหรือ อะไรต่าง ๆ ที่ทําให้จดจําได้ ท่านประธานก็คงทราบดีนะครับ ในยุคสมัยท่านอาจารย์ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เราเรียกว่า งบเงินผัน นะครับ ส่งตรงไปที่ตําบล แล้วงบสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยส่งตรงไปที่โรงพยาบาลอําเภอ ส่งตรงไปที่สถานีอนามัย ตําบล ในช่วงเวลาดังกล่าวนี่การพัฒนาของบริการสุขภาพในพื้นที่เติบโตขึ้นอย่างมากนะครับ ท่านประธานยงยุทธคงทราบความข้อนี้ดี
ต่อมาอีกยุคสมัยหนึ่งที่พอจดจําได้ก็คือ ยุคสมัย ฯพณฯ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ที่เราเรียกว่า งบพื้นที่ยากจน นะครับ ซึ่งตอนนั้นตรงกับช่วงสมัยแผน ๕ กับแผน ๖ ถ้าผมจําไม่ผิดนะครับ ท่านอยู่เกือบประมาณ ๘ ปี แล้วทิศทางนโยบายรัฐบาล ของท่านสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติมีบทบาทที่สําคัญมากครับ รวมทั้งสํานักงบประมาณ งบประมาณส่งตรงไปที่ พื้นที่ที่เรียกว่าพื้นที่ยากจนทุกปีชัดเจน มีตัวชี้วัดที่เรียกว่า จปฐ. ความจําเป็นพื้นฐาน ตัวชี้วัด ที่เรียกว่าคุณภาพชีวิต ในพื้นที่ยากจนจะเห็นการเปลี่ยนแปลงวัดได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะที่ผมรู้สึกได้คือโรงพยาบาลอําเภอ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นโรงพยาบาลชุมชน มีการพัฒนาอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงพยาบาลชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ยากจน อันนี้เป็น อานิสงส์ของ ๒ ยุค ๒ สมัยที่ผมจดจําได้นะครับ
ประเด็นคําถามมีอยู่ว่า ในยุคนี้สมัยนี้เราอยากจะให้สังคมผู้คนจดจําอย่างไร ที่เราบอกว่าแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญ แตกต่างอย่างสําคัญ อันที่จริงคราวที่แล้ว ท่านรองประธานวลัยรัตน์ท่านพูดสั้น ๆ กระชับนะครับ แล้วก็เข้าใจได้ง่ายว่าเดิมทีแต่ละกรม ก็ตั้งงบประมาณกัน ผมก็เคยอยู่ในกรมนะครับ เคยอยู่ทั้งในพื้นที่และอยู่ในกรม กรมต่าง ๆ ก็ตั้งงบประมาณโดยที่ไม่ค่อยได้สนใจพื้นที่ อันนี้คือความเป็นจริง แล้วแต่ละกรม ก็ไม่ได้เชื่อมประสานกัน เสร็จแล้วก็มารวมเป็นแผนงบประมาณ ท่านก็บอกว่าต่อไปก็เปลี่ยนนะครับว่าจะต้องทําแผนก่อนแล้วกรมต่าง ๆ จึงมาดูว่าตัวเอง จะต้องจัดการกับงบประมาณนั้นอย่างไร ซึ่งอันนี้ก็ทําให้เห็นภาพว่าเกิดสิ่งที่เรียกว่า บูรณาการ แต่ประเด็นสําคัญก็คือว่ามีเครื่องมือใดที่จะทําให้เกิดสิ่งเหล่านี้อย่างแท้จริงนะครับ ผมไปดู ร่างพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. .... ดูเอกสารที่ทางกรรมาธิการจัดทําให้ ดูในแผนภูมิที่ ๑ เรื่องการจัดทําแผนและคําของบประมาณเชิงพื้นที่ แผนภูมิที่ ๒ ว่าด้วย การจัดสรรงบประมาณเชิงพื้นที่ เห็นอย่างนี้แล้วก็ชื่นใจครับ แต่ว่าผมมีข้อเสนอที่ให้เกิด ความมั่นใจว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริงนะครับ ไม่อยากเห็นหลักการอยู่ที่นางฟูาครับ ผมขอเสนอว่า ในร่างพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. .... มีทางใดหรือไม่ มีมาตราใดหรือไม่ที่จะ เขียนระบุลงไปดังที่ผมจะเสนอใน ๕ ประเด็นด้วยกันครับท่านประธาน อันที่จริง ประสบการณ์ในการร่างรัฐธรรมนูญ ๒ ฉบับ มาตราต่าง ๆ ประชาชนหรือสังคมไม่มี ความมั่นใจว่าจะเกิดขึ้นจริง กฎหมายลูกจะออกตามนั้นจริง เราทํา ๒ ประการครับ
ประการที่ ๑ เราเพิ่มเติมบอกว่าในมาตรานั้นจะต้องมีสาระที่สําคัญอย่างน้อย กี่เรื่องใส่ลงไปเลยนะครับ รวมทั้งเราเขียนในบันทึกเจตนารมณ์แต่ละมาตราว่าหมายความว่า อย่างไร เพราะฉะนั้นเวลาไปออกกฎหมายลูกนี่จะหลีกเลี่ยงอันนี้ไม่ได้ แต่ว่าสิ่งที่ผมจะเสนอ ก็ด้วยความรู้สึกเช่นนั้นนะครับ ๕ ประเด็นนี้คือ
ประเด็นที่ ๑ ผมขอเสนออย่างนี้ครับว่าให้แยกประเภทหมวดงบประมาณ ออกเป็นงบประมาณที่มีกรมเป็นฐาน เป็นงบประมาณจังหวัดหรือพื้นที่เป็นฐานให้แยกออก จากกันชัดเจนนะครับ ท่านกรรมาธิการบอกว่าอาจจะเขียนแล้ว อาจจะแยกแล้วนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ว่าหมวดงบประมาณจังหวัดที่มีพื้นที่เป็นฐานนั้นขอเรียกว่า งบเพื่อลดความเหลื่อมล้ํา ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ผมพูดถึงงบเงินผัน ผมพูดถึงงบพื้นที่ ยากจนในสาระการปฏิรูปผมขอเรียกว่า งบเพื่อลดความเหลื่อมล้ํา อันที่จริงไม่ใช่ผมเป็นคน เรียกหรอกครับ เดี๋ยวผมจะบอกว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร
ประเด็นที่ ๓ กําหนดวงเงินงบประมาณระดับจังหวัดเชิงพื้นที่ไม่น้อยกว่า ร้อยละ ๕ ของงบประมาณทั้งหมด นั่นก็หมายความว่างบประมาณทั้งหมดขณะนี้จะเกือบ ๓ ล้านล้านบาทแล้วนะครับ อาจจะ ๒.๗ ล้านล้านบาท ถ้าจําตัวเลขไม่ผิด งบประมาณ ไม่น้อยกว่า ๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าตัวเลขกลม ๆ ก็ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถึง ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท งบนี้ไม่เกี่ยวกับงบจังหวัดบูรณาการ ไม่เกี่ยวกับงบผู้ว่าซีอีโอ (CEO) ไม่เกี่ยวกับงบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่เป็นงบเพื่อลด ความเหลื่อมล้ํา ในปีถัดไปเราอาจจะเขียนในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจะเพิ่ม จากไม่เกินร้อยละ ๕ อาจจะเป็นร้อยละเท่าไร หรือพรรคการเมืองที่มาเห็นความสําคัญตรงนี้ อาจจะเพิ่มขึ้นอันนั้นก็สุดแล้วแต่
ประเด็นที่ ๔ ในการจัดสรรงบประมาณเชิงพื้นที่ต้องมีเกณฑ์จัดสรรที่คํานึงถึง สาระสําคัญอย่างน้อย ๔ มิติด้วยกัน ท่านประธานครับ ถ้าไม่เขียนตรงนี้มันก็จะจัดสรร อย่างประสบการณ์ที่ผมเห็นนะครับ แม้ว่ามาจากจังหวัดก็ตามก็ไม่ได้ต่างจากเดิมอย่างสําคัญ หรืออย่างมีนัยสําคัญ ๔ มิติที่ว่านี้ ๑. จํานวนประชากรในจังหวัด จังหวัดไหนมีประชากร เยอะก็ต้องได้เยอะนะครับ ไม่ได้หมายความว่าจังหวัดไหนเลือกพรรคนี้แล้วหัวหน้าพรรคนั้น ก็บอกว่าจะพิจารณาเป็นพิเศษ มิติที่ ๒ รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนต่อปี จังหวัดที่มีรายได้น้อย จะต้องได้รับการจัดสรรมากครับ มิติที่ ๓ คือสัดส่วนคนจนในจังหวัด ท่านประธานครับ ขออนุญาตนะครับว่าช่วงเวลา ๒ อาทิตย์ที่ผ่านมาใช้เวลาเพื่อเสนอสิ่งที่ผมคิดว่า มีความสําคัญยิ่งในฐานะผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่นะครับ มิติที่ ๓ คือสัดส่วนคนจนในจังหวัด สัดส่วนคนจนมากจะได้รับงบมากตามที่รามอน แมกไซไซ กล่าวไว้นะครับว่า คนที่เกิดมา มีน้อยควรให้เขามาก ๆ มิติที่ ๔ คือดัชนีความก้าวหน้าของคนของยูเอ็นดีพี (UNDP) อันนี้เป็นหลักสากลนะครับ ซึ่งมี ๘ องค์ประกอบด้วยกัน ผมคงไม่ลงรายละเอียด ผมเชื่อว่ากรรมาธิการท่านทราบ เรื่องราวเหล่านี้ดี ทั้ง ๔ มิตินี้ ผมใช้คําว่าไม่น้อยกว่า ๔ มิติ ต่อไปท่านอาจจะเขียนเพิ่มได้ แล้วให้น้ําหนักร้อยละ ๒๕ นะครับ น้ําหนักใน ๔ ส่วนเท่ากัน ถ้าถามว่าแล้วจะเกิดได้อย่างไร ก็คือข้อเสนอข้อที่ ๕ นะครับ ให้มีโครงสร้างระดับจังหวัดหรือพื้นที่รองรับแผนงบประมาณ เพื่อลดความเหลื่อมล้ํา อยู่ในเอกสารฉบับนี้ครับ เอกสารข้อเสนอการปฏิรูปโครงสร้างอํานาจ ชุดคณะกรรมการปฏิรูปประเทศของอดีตนายกรัฐมนตรีอานันท์ ปันยารชุน ท่านทําอยู่ ๘ เดือนครับ และท่านทําเรื่องเดียว แล้วอยู่ในภาคผนวกในเรื่องการจัดสรรงบประมาณด้วย นะครับ มีความอันหนึ่งที่เขียนโครงสร้างรองรับว่า ยกร่างพระราชกฤษฎีกาตาม พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน รวมถึงการจัดตั้งและยกร่างระเบียบกองทุน เพื่อลดความเหลื่อมล้ําระดับจังหวัด เพื่อเตรียมรองรับการโอนเงินงบประมาณ เพื่อลด ความเหลื่อมล้ําลงสู่ระดับจังหวัด และเพื่อรองรับการเบิกจ่ายงบประมาณจากจังหวัดลงสู่ การทํางานในพื้นที่ต่าง ๆ โดยสนับสนุนให้องค์กรชุมชน องค์กรภาคประชาชนสามารถเป็น หน่วยให้บริการและหน่วยรับงบประมาณได้โดยตรง หัวใจตรงนี้นะครับถ้าไม่มีโครงสร้าง ในการรองรับ แม้ว่าจะเขียนลงไปตามที่ผมเสนอนะครับ ถ้าท่านจะกรุณาเห็นความสําคัญ ก็ไม่เกิดนะครับท่านประธาน ที่บอกว่าเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสําคัญหรือเปลี่ยนแปลง อย่างสําคัญ ผมจะพูดถึงตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมนะครับ ผู้ที่ติดตามอยู่ทางบ้านก็อาจจะได้เห็น ภาพมากขึ้น กระบวนการจัดทํางบประมาณจากพื้นที่ตําบล อําเภอ จังหวัดไปยัง สํานักงบประมาณถ้าคํานึงถึงเกณฑ์อย่าง ๔ มิติดังกล่าวข้างต้นนะครับ ผมอยากจะเรียน อย่างนี้ครับว่า งบประมาณเพียงร้อยละ ๕ หรือเอาตัวเลขกลม ๆ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จังหวัด ๗๗ จังหวัด จังหวัดที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณมากที่สุดคือจังหวัดแม่ฮ่องสอน ครับท่านประธาน เพราะจนที่สุดนะครับ ได้รับงบประมาณประมาณ ๓,๗๖๔ ล้านบาท จังหวัดที่ได้น้อยที่สุดท่านประธานทราบไหมครับ จังหวัดภูเก็ตครับ รวยอยู่แล้วนะครับ ก็ได้ ๕๖๑ ล้านบาทต่อจังหวัดนะครับ ทีนี้ถ้าเทียบต่อหัว งบประมาณลดความเหลื่อมล้ํา ต่อหัว เมื่อสักครู่เทียบจังหวัดนะครับ ตอนนี้เทียบต่อหัว คนจังหวัดแม่ฮ่องสอนจะได้รับมาก ที่สุดนะครับ ได้ ๑๔,๗๗๕ บาทต่อคนต่อปี คนที่ได้น้อยที่สุดคือคนกรุงเทพมหานครนะครับ ได้ ๔๗๒ บาทต่อคนต่อปี อันนี้คืองบเพื่อลดความเหลื่อมล้ํานะครับ งบเพื่อลดความเหลื่อมล้ํา เป็นการปฏิรูประบบงบประมาณลงสู่พื้นที่โดยตรงมากขึ้น ถือเป็นการกระจายอํานาจจาก ส่วนกลางเป็นการเพิ่มอํานาจของประชาชน เป็นการจัดสรรงบประมาณผกผันกับการพัฒนา ที่ใดพัฒนาน้อยที่นั่นได้มากนะครับ ที่ไหนมีผู้คนที่เกิดมาได้น้อยก็จะต้องได้รับมาก เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิต ลดช่องว่างทางเศรษฐกิจและสังคม เป็นการปฏิรูป กระบวนการงบประมาณให้ทุกฝุายเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ตั้งแต่เริ่มต้นกําหนด เปูาหมายการพัฒนาร่วมกันไปจนถึงการติดตามตรวจสอบการใช้งบประมาณ ท่านประธาน เป็นผู้แทนในจังหวัดมานานนะครับ ถ้าเกิดเวทีในการทําแผนงบประมาณระดับตําบล ที่เรียกว่าเป็นไปเพื่อลดความเหลื่อมล้ํา แล้วทําทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ กระบวนการจัดทํางบประมาณโดยหลักการประชาธิปไตยแบบการมีส่วนร่วมครับ เป็นประชาธิปไตยท้องถิ่นที่เป็นรากฐาน ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบการเลือกตั้ง ที่สําคัญคือ เป็นประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจครับ ที่โลกตะวันตกอ้างว่าเป็นแม่แบบนั้นไม่มีหรือมีน้อย จนสร้างความเหลื่อมล้ําไปทั่วโลกและนําโลกเข้าสู่ความรุนแรงอย่างที่เห็นและเป็นอยู่ใน สถานการณ์ปัจจุบัน ท่านประธานครับ สังคมชุมชนในพื้นที่ได้จดจํางบเงินผันที่พวกเขาได้รับ ในสมัยท่านอาจารย์หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เราจะชอบหรือไม่ก็ตามนะครับ แต่เงิน ตรงไปที่พื้นที่ งบพื้นที่ คนยากคนจนที่อยู่ไกลปืนเที่ยงหัวไร่ปลายนามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ในสมัย ฯพณฯ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ผมเชื่อว่าท่านนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา คงไม่มีความปรารถนาที่จะให้ใครจดจําท่านในเรื่องใดนะครับ แต่ว่าผมคิดว่าเป็นหน้าที่ของสภาแห่งนี้ที่จะต้องขับเคลื่อนการปฏิรูปกระบวนการ งบประมาณให้เงินของแผ่นดินทุกบาททุกสตางค์นั้นเป็นไปเพื่อปฏิรูปประเทศ เพื่อลด ความเหลื่อมล้ําและสร้างความเป็นธรรมในสังคมให้จงได้ครับ งบเพื่อลดความเหลื่อมล้ํา จําต้องเกิดในยุคนี้สมัยนี้ ถ้าไม่เกิดในยุคนี้สมัยนี้แล้วไม่รู้ว่าจะไปเกิดตอนไหนครับ ท่านประธาน ผมคิดว่าแผ่นดินก็จะงดงามแล้วก็น่าอยู่น่าอาศัยที่สุดแห่งหนึ่งในโลกใบนี้ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสํานักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ ผมอ่านเป็นปึกแล้วก็มีความรู้สึกว่า ต้องขอขอบคุณท่านกรรมาธิการที่มุ่งมั่นที่จะสร้างสิ่งดี ๆ ให้เกิดในสังคม เป็นเรื่องที่ต้อง สนับสนุนนะครับ แล้วก็ขอขอบคุณที่ช่วยคิดในการสร้างวินัยทางการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะเรื่องการใช้งบประมาณให้มีวินัย การใช้งบประมาณแผ่นดิน หรืองบประมาณอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับประชาชน อันนี้ผมถือว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องอย่าให้มีความรู้สึกว่า พอเขียนไปแล้วพอถึงเวลาเกิดเหตุการณ์แล้วก็รู้สึกว่ามันมัดตัวมากเกินไป ไม่สามารถที่จะ บริหารได้ในยามวิกฤตฉุกเฉิน โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี ที่ผมพูดอย่างนี้ก็คือว่าเราสยองขวัญ กับการคดโกงแผ่นดินมาเยอะจนถึงวันนี้ พอเมื่อเกิดอาการสยองขวัญขึ้นมาก็ล้อมคอกใหญ่ พอล้อมหนัก ๆ เข้าคอกมันเยอะ มันหนาแน่น ท่านเคยได้ยินไหมครับ หน้า ๑ ลงบอกว่า ขโมยเยอะใส่กุญแจตึก ๓ ชั้น พอถึงไฟไหม้หากุญแจไม่ได้ ฉันใดก็ฉันเพล ท่านอย่าให้เกิด อย่างนั้นก็แล้วกันนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ผมอยากจะให้ท่านดูแผนที่ประเทศไทยว่าเราเกิด เหตุแบบชนิดฉับพลันกระทันด่วนมาแล้วไม่น้อยกว่า ๑๕ ครั้ง ผมยกตัวอย่างใหญ่ ๆ สัก ๔ ครั้งให้ท่านดูว่างบท่านต้องสามารถใช้ได้ฉับพลัน ท่านรู้ไหมครับสึนามิยังเคลียร์ (Clear) กันไม่จบเลยเงินงบประมาณแผ่นดินก็ดี รวมทั้งงบที่คนบริจาคมาก็ดี ต้องใช้ตามระเบียบ ยังเคลียร์ (Clear) กันไม่ได้จบ เรื่องที่ ๑ ท่านคงจะจําไม่ได้แล้วหลายคนยังเด็กอยู่เมื่อปี ๒๕๐๕ เกิดมหาวาตภัยที่แหลมตะลุมพุก อําเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ผมเพิ่งไป เยี่ยมเขามาเมื่อไม่กี่วันนี้เนื่องจากเรื่องรัฐธรรมนูญ เกิดวิกฤตอย่างฉับพลันอย่างที่ประเทศไทย ไม่เคยเห็นมาก่อนมีผู้คนล้มตายและเกิดความเสียหายจํานวนมาก พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวทรงเมตตาลงมาช่วยอย่างฉับพลันนะครับ เรื่องที่ ๒ เกิดที่อําเภอพิปูน จังหวัด นครศรีธรรมราช เช่นเดียวกัน เมื่อปี ๒๕๓๑ ก็คือแผ่นดินถล่มลงมาที่อําเภอพิปูน ก็เกิดความเสียหายมากมายก่ายกอง แล้วผมก็ได้เคยไปช่วยเขากับท่านผู้ช่วย ผบ.ทบ. ท่าน พลเอก พิจิตร กุลละวณิชย์ ได้ไปช่วยเหลือเขาในหลายส่วนนะครับ ต่อจากอําเภอพิปูน แล้วเมื่อปี ๒๕๓๑ นะครับ แล้วก็มาปี ๒๕๔๔ เกิดเหตุที่หมู่บ้านน้ําก้อ หมู่บ้านน้ําชุน จังหวัดเพชรบูรณ์ เกิดเมื่อคืนวันที่ ๑๑ สิงหาคม ก็มีคนล้มตายมาก ซุงไหลมาทับผู้คนตาย เป็นเบือ อันนั้นก็เกิดเหตุเภทภัยขึ้นมาเมื่อปี ๒๕๔๔ แล้วต่อมาปี ๒๕๔๗ ท่านก็จะเห็นว่าชายทะเลฝั่งอันดามันหลายจังหวัดตั้งแต่จังหวัดระนอง ไปจนถึงจังหวัดตรังนี่นะครับ เกิดกลียุคที่ไม่เคยเห็นในประเทศไทยคือสึนามิถล่ม เกิดความเสียหายและมีคนตายมากมาย ทั้งประชาชนคนไทยและคนต่างประเทศ แต่เรา ก็สามารถพลิกฟื้นทําให้สถานการณ์มันดีขึ้นในทุกครั้งนะครับ จากปี ๒๕๔๗ สึนามิแล้ว นะครับ ท่านไปดูเพิ่งสด ๆ ร้อน ๆ ปี ๒๕๕๔ อันนี้ชาวนาต้องรีบเกี่ยวข้าว มิฉะนั้นนาจะล่ม แผ่นดินจะไม่มีที่อยู่ก็รีบเกี่ยวข้าว อันนี้เป็นความทุกข์ของชาวนานะครับ ข้าวที่ยังไม่แข็งแรง ยังไม่เต็มเมล็ดก็ต้องรีบเกี่ยว อีกรูปหนึ่งครับ ท่านเห็นภาพนี้ไหมครับ แผ่นดินไทยเป็นสิบ ๆ จังหวัดโกลาหลในการหนีภัย ไม่ว่าข้าราชการทุกหมู่เหล่า ถ้าท่านเห็นภาพนี้ผมไม่ได้ชมนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันนี้นะครับ ท่านไปลอยคอในสมัยเป็น ผบ.ทบ. ช่วยชาวบ้าน ซึ่งผมก็ไม่เคยเห็น ผบ.ทบ. ท่านไหนมาก่อนนะ ผมก็เห็นท่านไปลอยคอช่วยชาวบ้านอยู่ แต่ผมหาภาพไม่เจอ ผมเห็นภาพนี้ก็เอามาให้ท่านดู ต่อไปครับ ท่านเห็นไหมครับรถลาม้าช้าง ขึ้นไปอยู่บนทางด่วน ท่วมเรียบนะครับ ต่อไปครับ อันนี้เป็นอย่างไรครับ สนามบินดอนเมือง ถามว่าผมเอาภาพเหล่านี้มาให้ท่านดูทําไม ผมกราบเรียนว่าการที่จะใช้งบประมาณแผ่นดินนี่ ท่านต้องได้รับอนุมัติจากสภา กฎเกณฑ์ระเบียบต่าง ๆ นี่นะครับ ถ้าจะสร้างถนนลอยฟูา สร้างถนน ๔ เลน ๕ เลน มันก็มีระเบียบแบบแผนมา แต่เหตุที่มันเกิดขึ้นฉุกเฉินนี่นะครับ ต้องให้นายกรัฐมนตรีมีโอกาสผ่อนคลายที่จะใช้ได้ แต่ใช้อย่างทะนุถนอมให้เกิดประโยชน์กับ ประเทศโดยเร็ว ผมจึงเสนอว่าการใช้งบประมาณแผ่นดินซึ่งเก็บจากภาษีอากรของประชาชน นี่ต้องใช้ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนโดยรวมนะครับ
ข้อที่ ๑ ต้องไม่ให้ผู้นําประเทศ นายกรัฐมนตรีใช้อํานาจนําเงินงบประมาณ แผ่นดินไปใช้ในทางที่ไม่ถูก ไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเรียกเงินกู้ เงินผัน มิยาซาวา เงินผันนี่ เมื่อผมยังเป็นข้าราชการเด็ก ๆ แต่ผมอยู่กับท่านนายกรัฐมนตรีคึกฤทธิ์ที่ทําเนียบ ก็เห็นเงิน ผันอยู่ แล้วก็เคยไปดู แต่ที่มาทําด้วยตนเองเมื่อเป็นอธิบดีก็คือเมื่อมิยาซาวาเป็นเงินกู้นะครับ ต้องใช้ว่าฉับพลันแต่ว่าก็มีรั่วไหลพอสมควรนะครับ
ข้อที่ ๒ ผมเสนอว่าต้องเปิดช่องทางให้ผู้นําประเทศ นายกรัฐมนตรีนี่ ใช้งบประมาณสําหรับบรรเทาเหตุฉุกเฉิน ภัยพิบัติธรรมชาติได้ฉับพลัน เพื่อเยียวยาช่วยเหลือ ประชาชนได้ทันท่วงที การช่วยเหลือประชาชนที่ตกทุกข์ได้ยากแสนเข็ญนี่นะครับ ช้าไป ๑ ชั่วโมง ๑ วันนี่ถือว่าไม่ได้ช่วยนะครับ เขาอาจจะตายได้ เขาอาจจะเสียหายมากมาย เพราะฉะนั้นการออกระเบียบกฎเกณฑ์ รวมทั้งกฎหมายที่ท่านว่านี้ผมว่าดีมาก แต่ท่านต้อง หาทาง เขาเรียกว่าอะไร ผ่อนคลาย แต่ภายใต้ เขาเรียกอะไร ปูองกันไม่ให้มีการโกง ปูองกัน ไม่ให้มีการทุจริตผมเลยอยากจะยกสุภาษิตตบท้ายให้ท่านฟังสักนิดหนึ่งครับ จเช มตฺตาสุขํ ธีโร ผู้ฉลาดควรสละสุขเล็กน้อยเพื่อสุขที่ยิ่งใหญ่ของส่วนรวม ถ้าท่านไม่มี ผมเชื่อว่าท่านไม่ได้มานั่ง ที่นี่หรอก เพราะท่านเสียสละความสุขแทนที่จะได้อยู่กับครอบครัว ก็มาทํางานที่นี่ รวมทั้ง ท่านประธานด้วยนะครับ ก็ไม่ต้องไปที่จังหวัดเพชรบุรีบ่อย ๆ นะครับ ขออภัยนะครับ เห็นท่านไลน์ (Line) มาผมก็คิดว่าเป็นอาชีพอิสระที่ท่านมีความสุขนะครับ ก็ถือว่าสละเวลา เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ท่านได้กุศลโดยทั่วกัน พุทธสุภาษิตอีกข้อหนึ่งครับ ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ท่านกรรมาธิการกําลังให้ของดี ๆ กับเรา แต่ผมก็กราบเรียนท่าน กรรมาธิการว่าขอให้ท่านรอบคอบ อย่าใช้ประสบการณ์ที่เห็นมีการโกงกัน การคดในข้องอใน กระดูกแล้วเขาเรียกอะไร ขนพองสยองเกล้า แล้วก็โอ้โฮล้อมคอกเสียจนนายกรัฐมนตรี ทําอะไรไม่ได้เลย ความเดือดร้อนก็จะตกกับประชาชน ถ้าท่านไม่ผ่อนคลายอันนี้บาปกรรม จะตามท่านไปอีกหลายชาติเมื่อเกิดเหตุเภทภัย แล้วมันจะต้องเกิด ประเทศไทยนี่มันยังไม่ จบหรอก เหตุเภทภัยทั้งหลายนี่นะครับ ก็กราบเรียนท่านด้วยความเคารพ เป็นครั้งแรกที่ผม ใช้เวลาตรงเปฺง กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ
ถือว่าเข้าบรรยากาศวันเข้าพรรษานะครับ ต่อไป ๓ ท่านสุดท้ายตามรายชื่อ ที่แสดงความจํานงมานะครับ ก็คือท่านเลิศรัตน์ คุณหมอพรพันธุ์ แล้วก็ท่านสมชัย เป็นท่านสุดท้ายนะครับ ขอเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการบริหาร สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีต สปช. อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณ ท่านประธานที่ได้กรุณาให้โอกาสในการอภิปรายในวาระการปฏิรูปที่มีความสําคัญยิ่ง คือการปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังภาครัฐ ซึ่งเราได้ใช้เวลาอภิปรายกันแล้วก็ข้ามมา เป็นสัปดาห์ที่ ๒ นะครับ แล้วก็มีผู้ให้ความสําคัญสนใจในการอภิปรายครั้งที่แล้วและครั้งนี้ เป็นจํานวนมาก ก็ต้องขอขอบพระคุณทางคณะกรรมาธิการที่ได้หยิบเรื่องที่เป็นหัวใจของ การบริหารการปกครองประเทศขึ้นมาดําเนินการ และดําเนินการได้อย่างครอบคลุมในทุกมิติ ของระบบการเงินการคลังของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการงบประมาณนะครับ ผมคงไม่ใช้เวลามาก ก็เพียงแต่ขึ้นมาทวงถามในสิ่งที่ได้อภิปรายไว้แล้ว แล้วก็เผอิญอยากจะเพิ่มเติมเมื่อเห็น อีกมาตราหนึ่งก็เกี่ยวข้องกันกับเรื่องที่ได้อภิปรายครั้งที่แล้ว คือเรื่องของเอียร์มาร์กแทกซ์ (Earmarked Tax) นะครับ หรือภาษีอากรที่เราหักออกแล้วก็นําไปจัดสรรให้กับหน่วยงาน หรือกองทุนโดยไม่ต้องผ่านระบบงบประมาณของรัฐ ในวิธีการปฏิรูปหน้า ๓๐ ของรายงาน ในข้อ ๒.๑.๓ กรรมาธิการได้ให้ข้อคิดเห็นไว้ใน (๑) ว่ากําหนดหลักการกรณีการกันเงิน ภาษีอากรเพื่อนําไปใช้จ่ายโดยไม่ได้จัดทําเป็นงบประมาณรายจ่ายประจําปีจะกระทํามิได้ โดยไม่มีข้อยกเว้น นี่คือข้อเสนอในการปฏิรูปของกรรมาธิการ โดยไม่มีข้อยกเว้น เพื่อเป็น การบังคับให้ความต้องการใช้จ่ายเงินงบประมาณของหน่วยงานของรัฐต้องเข้าสู่กระบวนการ จัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจําปี ผมอ่านแล้วผมก็ชื่นใจ เพราะมันตรงใจแล้วก็คิดว่าเป็น เรื่องที่ดี เพราะว่าการกันเงินภาษีอากรให้กับหน่วยงานหรือกองทุนบางกองทุนนั้นก็เป็น การใช้จ่ายงบประมาณแบบประชานิยมชนิดหนึ่ง อยู่ที่รัฐบาลไหนจะเลือกให้กับใคร ยิ่งไปอ่านในตัวร่างพระราชบัญญัติแล้วยิ่งกลับตกใจครับ เพราะมันไม่ตรงกับที่กรรมาธิการ มีความเห็น ใน (๑) กรรมาธิการมีความเห็นว่าไม่มีข้อยกเว้น แต่พอ (๒) กรรมาธิการ ไปเขียนว่า (๒) นะครับในย่อหน้าที่ ๒ กรรมาธิการมีความเห็นว่า มาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ แห่งร่างพระราชบัญญัติการเงินและการคลังของรัฐ พ.ศ. .... คือร่างที่อยู่ที่คณะกรรมการ กฤษฎีกาหรืออยู่ที่รัฐบาล มีความเกี่ยวข้องกับเงินภาษีซึ่งเป็นรายได้ของแผ่นดินและ มีหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบอยู่แล้ว ประกอบกับข้อความที่ปรากฏอยู่ตามมาตรา ๑๔ มาตรา ๑๔ คือเรื่องเอียร์มาร์กแทกซ์ (Earmarked Tax) เรื่องภาษีอากร และมาตรา ๑๕ คือการกันเงิน พวกเงินค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ให้กับกองทุน เช่น กองทุน กสทช. เป็นต้น มีการกําหนดหลักการกรณีกันเงินภาษีอากรและกําหนดหลักการที่เป็นข้อยกเว้น ในกรณี การกันเงินรายได้แผ่นดินที่ไม่ใช่ภาษีอากรอยู่แล้ว ซึ่งเห็นชอบตามมาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ แห่งร่างพระราชบัญญัติการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. .... ไม่ทราบว่าผมอ่านและผมไม่เข้าใจ หรือว่ากรรมาธิการมีเจตนาเป็นอย่างนั้น (๑) (๒) ของกรรมาธิการมันขัดกันแบบเรียกว่า คนละทางเลย (๑) ท่านบอกว่าไม่มีข้อยกเว้น พอ (๒) ท่านไปเห็นด้วยกับมาตรา ๑๔ ของร่างพระราชบัญญัติ เราดูมาตรา ๑๔ ของร่างพระราชบัญญัตินะครับ มาตรา ๑๔ ของร่างพระราชบัญญัติการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. .... การจัดเก็บรายได้ แผ่นดินที่เป็นภาษีอากรจะกระทําได้ก็แต่โดยอาศัยอํานาจตามกฎหมาย ดีครับ ประโยคนี้ ใช้ได้ การยกเว้นหรือการลดภาษีใด ๆ จะกระทําได้ก็แต่โดยอาศัยอํานาจตามกฎหมายที่ให้ อํานาจจัดเก็บภาษีอากรนั้น ยกเว้นได้แล้วนะครับ ถ้ามีกฎหมายให้ยกเว้น โดยให้คํานึงถึง ความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ เสร็จแล้วพอมาตรา ๑๕/๑ ผมไม่ทราบว่าใคร เขียนทับ ๑ เลยไม่เข้าใจว่าคนที่ใส่ทับ ๑ เป็นใคร ไม่ทราบว่าเป็นกรรมาธิการชุดนี้ใส่ หรือไม่ ทราบว่าเป็นคนที่แก้อยู่ที่คณะกรรมการกฤษฎีกาใส่ เพราะมาตรา ๑๕/๑ นี่ยิ่งหนักหนา สาหัสเลย เขียนว่า การกันเงินภาษีตามมาตรา ๑๔ และรายได้แผ่นดินตามมาตรา ๑๕ มาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ นิดหนึ่ง มาตรา ๑๔ ก็เอียฺร์มาร์กแทกซ์ (Earmarked Tax) คือภาษีอากรที่เราบอกว่าให้ไทยพีบีเอส (Thai PBS) ไปเลย ให้ สสส. ไปเลย กองทุน พัฒนาการกีฬาแห่งชาติไปเลย ส่วนรายได้แผ่นดินตามมาตรา ๑๕ ก็พวกกองทุนของ กสทช. ต่าง ๆ พวกนี้นะครับ ในแต่ละปีเมื่อรวมกันทั้งหมดต้องไม่เกินร้อยละ ๑ ของงบประมาณ รายจ่ายประจําปี อ่านตรงนี้แล้วตกใจมาก ครั้งที่แล้วอ่านเร็วมากให้เวลาน้อยเลยไม่ได้ดู ก็เลยพูดไปครึ่งเดียว อันนี้อยากจะพูดครึ่งที่ ๒ คือครึ่งนี้ละครับ ครึ่งที่บอกว่า การกันเงิน ภาษีตามมาตรา ๑๔ และรายได้แผ่นดินตามมาตรา ๑๕ ในแต่ละปีเมื่อรวมกันทั้งหมดต้อง ไม่เกินร้อยละ ๑ ของงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณรายจ่ายประจําปีผมเข้าใจว่า ก็เป็นงบที่เสนอมาในงบประมาณแผ่นดิน ปีนี้ก็ ๒.๗ ล้านล้านบาท ปีหน้าผมคํานวณว่า ประมาณ ๓ ล้านล้านบาท อีก ๑๐ ปีผมคํานวณว่าประมาณ ๔ ล้านล้านบาทเป็นอย่างน้อย ถ้า ๓ ล้านล้านบาท ๑ เปอร์เซ็นต์นี่คิดเร็ว ๆ ก็ประมาณ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าไปถึง ๔ ล้านล้านบาทเมื่อไรก็จะเป็น ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้ ๓ กองทุนรวมกันนะครับ คือไทยพีบีเอส (Thai PBS) สสส. และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ น่าจะอยู่ที่หมื่นนิด ๆ คนละ ๒,๐๐๐ ล้านบาทบ้าง ๓,๐๐๐ ล้านบาทบ้าง ๔,๐๐๐ ล้านบาทบ้าง แล้วก็ยังไม่รู้ว่า ตัวเลขของเงินรายได้ที่หักไว้เลย พวกกองทุนของ กสทช. พวกนี้รวมกันเป็นเท่าไร แต่อันนั้น ต้องรวมถึงรายได้ที่หักไว้แล้วกันไปใช้ประโยชน์เองนะครับ ถ้าหักไว้อย่างเช่นไปประมูลมาได้ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้วส่งให้รัฐ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ไม่ได้รับ เอาเฉพาะที่หักไว้ใช้ ประโยชน์ตามที่กรรมการกองทุนจะเห็นชอบ ก็สรุปว่ามีช่องเยอะเลย ครม. ในอนาคต ยังสามารถเสนอ แน่นอนครับถ้า ครม. เสนอกฎหมายเข้าสภาในภาวะปกติหรือในภาวะปัจจุบัน โอกาสที่กฎหมายนั้นจะผ่านสภาก็มีร้อยละ ๙๙ เพราะฉะนั้นในอนาคตถ้ารัฐบาลเห็นว่า น่าจะให้มีเอียร์มาร์กแทกซ์ (Earmarked Tax) กับอีก ๑ กิจกรรม อาจจะเกี่ยวกับคนพิการ เกี่ยวกับการศึกษา มันสําคัญทั้งนั้นปัญหาบ้านเมืองเรา มีปัญหาอะไรที่ไม่สําคัญบ้าง สําคัญ หมดทุกปัญหา แต่อยู่ที่ว่าผู้มีอํานาจจะพิจารณาว่าจะให้กับใคร เขาก็สามารถทําได้อีกหลาย กองทุนเลย เพราะตั้งซีรีส์ (Series) ไว้ตั้ง ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท และในอนาคตอีก ๑๐ ปี กลายเป็น ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็แสดงว่าต้องการให้มีกองทุนนี้เกิดขึ้นทุกปี ๆ ปีละ ๑ กองทุน ถึง ๒ กองทุน เมื่องบประมาณเพิ่มขึ้น เพราะกองทุนหนึ่งก็ใช้ประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ๓,๐๐๐ ล้านบาท ๔,๐๐๐ ล้านบาท ผมก็อยากจะเรียนถาม ท่านกรรมาธิการว่า (๑) กับ (๒) ของท่านนี่ท่านจะเลือกอนุมาตราไหน ถ้าท่านเลือก (๑) ท่านต้องบอกว่าท่านไม่เห็นด้วยกับมาตรา ๑๔ กับมาตรา ๑๕/๑ แต่ถ้าท่านบอกว่าดี เอียร์มาร์กแทกซ์ (Earmarked Tax) นี่เป็นประโยชน์ ก็แสดงว่าท่านต้องไปแก้ (๑) ของท่านใหม่ ที่บอกว่า โดยไม่มีข้อยกเว้นนี่ มิฉะนั้นมันจะขัดกันเอง ก็กราบเรียนทวงถามเล็ก ๆ ไม่ซีเรียส (Serious) ท่านจะเอาอย่างไรผมก็ไม่ว่า เพียงแต่ผมอ่านแล้วมันขัดกัน ขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญรองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธาน กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม อดีต สปช. และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน แพทย์หญิง พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ขอเรียนว่าดิฉันคิดว่าพระราชบัญญัติเรื่องการปฏิรูปเรื่องนี้ มีความสําคัญมาก แล้วก็เห็นด้วยกับในสาระสําคัญ ๒ เรื่องที่เสนอมา โดยเฉพาะเรื่องของ วินัยการคลัง แล้วก็การกระจายอํานาจให้แก่ท้องถิ่นในเรื่องของการบริหารจัดการ งบประมาณ แต่ว่าในฐานะประชาชนดิฉันผู้เสียภาษีให้กับเงินงบประมาณจะเห็นได้ว่า ประชาชนไม่ได้เข้าใจมากเลยในการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลนะคะ แม้แต่ผู้ที่วิเคราะห์ งบประมาณหรือผู้ที่ให้ความเห็นเรื่องงบประมาณเอง อย่าง ส.ว. หรือ ส.ส. บางครั้งเราก็ ค่อนข้างที่จะไม่ค่อยจะเข้าใจกับการรายงานงบประมาณรายจ่ายในแต่ละปีที่ใช้ไปนะคะ คือเริ่มต้นด้วยอ้างถึงปัญหาของแต่ละกระทรวง ทบวง กรม แต่พอถึงการของบประมาณเข้า จริง ๆ นี่ก็ไม่ทราบว่ามันได้กลายเป็นงบบุคคล บุคลากร งบของเครื่องไม้เครื่องมือ งบของ เทคโนโลยีต่าง ๆ ซึ่งไม่สามารถที่จะเข้าใจหรือเข้าใจได้น้อยมากว่าเชื่อมโยงกับปัญหาอย่างไร นะคะ อันนี้เป็นสิ่งที่ก่อกวนอยู่ในใจมาเป็นเวลานาน เพราะฉะนั้นดิฉันเห็นด้วยกับการปฏิรูป ที่ทําให้เกิดวินัยการเงินการคลังมากขึ้น ปฏิรูปในการกระจายอํานาจให้ท้องถิ่น ให้ประชาชน ในพื้นที่มีส่วนในการจัดทํางบประมาณของตัวเองมากขึ้นนะคะ แต่ดิฉันอยากจะให้ปฏิรูป ให้ชัดเจนมากไปกว่านั้นก็คือให้ประชาชนทั้งหลายได้อ่านงบประมาณรายจ่ายของประเทศ แล้วมีความเข้าใจว่าเอาไปใช้ทําอะไร จะเกิดประโยชน์อะไรบ้าง แล้วเขาสามารถที่จะวัดผล ได้ว่ารัฐบาลทํางานได้ผลมากมายแค่ไหนในการใช้เงินของเขา ดิฉันคิดว่างบประมาณรายจ่าย ควรจะใช้ไปในเรื่องหลัก ๆ อยู่ ๒ เรื่องด้วยกัน ก็คือการแก้ปัญหาของประเทศ แล้วก็ การพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติที่มีอยู่ เพราะฉะนั้นรัฐบาลจะต้องทําเรื่องนี้ให้ชัดว่า รายจ่ายไปเพื่อแก้ปัญหาประเทศนั้นมีอะไรบ้าง ในการแก้ปัญหาประเทศนั้นมีตั้งแต่ ในระดับชาติซึ่งเป็นปัญหาอันใหญ่แล้วก็เร่งด่วน อย่างปัญหาเรื่องยาเสพติดเช่นนี้รัฐบาล จะแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างไรบ้าง แล้วก็อันนี้การที่จะทําให้เกิดการใช้เงินอย่างคุ้มค่า ก็ควรจะต้องมีการวิเคราะห์ปัญหาอย่างชัดเจน วิเคราะห์เรื่องสาเหตุ วิเคราะห์เรื่องเอกซ์เทนต์ (Extent) ของปัญหา การกระจายของปัญหา สาเหตุของปัญหา และจะต้องมีอินเตอร์เวนชัน (Intervention) ที่มันเอฟเฟกทิฟ (Effective) ที่สุด ซึ่งอันนี้ต้องการการศึกษาหาข้อมูลและ การวิจัยอย่างชัดเจน ไม่ใช่ว่านึกเอาว่าควรที่จะเป็นเช่นนั้นเช่นนี้นะคะ เพราะฉะนั้น ในอินเตอร์เวนชัน (Intervention) แต่ละอินเตอร์เวนชัน (Intervention) ที่คิดว่ามีประสิทธิภาพ ในการแก้ปัญหานั้นที่จะแตกออกมาเป็นโครงการแต่ละโครงการ ซึ่งประกอบด้วยบุคคล ด้วยเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ แล้วก็วิธีการในการที่จะดําเนินการเพื่อไปให้ถึงอินเตอร์เวนชัน (Intervention) เหล่านั้น และตัวชี้วัดที่สําคัญนะคะ สิ่งเหล่านี้ประชาชนต้องการจะเห็น ต้องการที่จะทราบว่ารัฐบาลใช้เงินงบประมาณไปในการแก้ปัญหาสําคัญ ๆ ของเขาได้อย่างไร เรื่องของทรัพยากรมนุษย์ที่ด้อยคุณภาพของประเทศไทยจะแก้ไขอย่างไรด้วยอินเตอร์เวนชัน (Intervention) ที่มีประสิทธิภาพอย่างไร พิสูจน์อย่างไรว่ามันมีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้น ในการใช้เงินนี้มันจะคุ้มค่าก็อยู่ที่ตรงนี้ หน่วยงานใด ๆ ที่ตั้งขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นสํานักงาน คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็นสภาวิจัยแห่งชาติ หรือหน่วยงานวิจัยในระดับต่าง ๆ ควรจะได้ทํางานมุ่งเปูาเพื่อที่จะค้นหาอินเตอร์เวนชัน (Intervention) ที่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาของประเทศ อันนี้มันตั้งแต่ระดับชาติ ลงไปถึงระดับพื้นที่ เพื่อเราจะได้ใช้เงินทุกบาทอย่างมีคุณภาพ และประชาชนสามารถที่จะ ติดตามได้จากตัวชี้วัดว่ารัฐบาลทํางานได้เข้าเปูาแค่ไหนนะคะ ตั้งแต่ตัวชี้วัดนี่ควรจะมีตั้งหลาย ระยะที่จะต้องกําหนดให้ประชาชนได้ทราบ เพราะฉะนั้นอันนี้ดิฉันคิดว่าน่าจะเป็นสิ่งที่ได้ปฏิรูปในการใช้งบประมาณ เพราะไม่อย่างนั้น เราก็ไม่ทราบแล้วปีต่อมาก็มาขอเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งก็ไม่ทราบว่าทํางานได้ผลไปแค่ไหน บางกระทรวงก็แสดงให้เห็นชัดว่าปัญหาก็ยังเพิ่มขึ้นเหมือนเดิมแต่ก็ของบประมาณเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ทราบว่าจะไปแก้ไขตรงจุดไหนนะคะ ซึ่งตรงนี้ก็ขอเสนอไว้ว่าแทนที่จะลงทุน สํานักงานวิเคราะห์งบประมาณซึ่งเคยเห็นตัวอย่างแล้วเขาใช้แมเทแมติคัลโมเดล (Mathematical model) ซึ่งค่อนข้างจะสลับซับซ้อน เคยมีตัวอย่างส่งมาให้อ่านประมาณ ๓ ปี ถึง ๔ ปีมาแล้ว คืออ่านแล้วก็ได้แต่ผลสรุปตอนสุดท้ายว่าอันนี้สมควร อันนี้ยังไม่สมควร แต่ก็ไม่สามารถจะวิเคราะห์ไปได้เลยว่ามันไม่สมควรเพราะอะไร หรืออะไรทํานองนี้นะคะ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อมีสํานักงานอันนี้จริง ๆ ดิฉันคิดว่าความชัดเจนที่ทําให้คนเข้าใจได้ใน ทุกระดับเป็นสิ่งสําคัญมากกว่าที่จะใช้วิธีการที่มันยุ่งยากแล้วก็เข้าใจแต่เฉพาะคนที่ทํางาน เท่านั้นนะคะ นอกจากนั้นแล้วก็มีอีกข้อหนึ่งก็คือในงบประมาณดิฉันคิดว่ารายรับก็มี ความสําคัญมาก ในรายงานควรจะระบุรายรับต่าง ๆ ของประเทศ แล้วศักยภาพของรัฐบาล ก็ต้องระบุว่าจะหารายได้เข้ามาเพื่อที่จะช่วยเหลือจุนเจือประเทศได้อย่างไรบ้าง หรือรายได้ อะไรที่มันไม่เข้าเปูาก็จะต้องมีเหตุผลและมีข้อวิเคราะห์เพื่อแก้ไขว่าควรจะทําอย่างไร ในปีหน้า ซึ่งในรายงานงบประมาณในปีหน้าก็จะต้องระบุกระบวนการในการแก้ไขและ ความสําเร็จลงไปด้วยนะคะ
เรื่องสุดท้ายก็คือเรื่องวินัยในการคลังอันหนึ่งขององค์กรอิสระ ในการใช้จ่ายเงินขององค์กรอิสระและองค์การมหาชนบางองค์กรซึ่งมีพระราชบัญญัติ ของตัวเองนะคะ ตรงนี้ทําให้บางครั้งการใช้จ่ายเงิน สตง. ตรวจแล้วไม่ถูกต้อง แต่ก็บอกว่า เป็นมติของบอร์ด (Board) เพราะฉะนั้นจะใช้จ่ายตามที่บอร์ด (Board) ได้อนุมัติ เพราะฉะนั้นดิฉันอยากจะขอฝากไว้ด้วยว่าในการใช้จ่ายเงินซึ่งเป็นเงินงบประมาณ ไม่ใช่เงินที่ หาได้โดยองค์กรนั้นควรจะต้องอยู่ในมาตรฐานอันเดียวกันทั้งหมดทั้งประเทศหรือไม่นะคะ ส่วนการที่จะขอปรับเปลี่ยนแก้ไขนั้นไม่ควรจะอยู่ในระดับของบอร์ด (Board) ขององค์กรนั้น แต่ควรจะได้มีความคิดเห็นของกระทรวงการคลังหรือว่า สตง. เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทั้งหมดนี้ ก็คือข้อเสนอ ขอบคุณค่ะ
ท่านต่อไปขอเชิญ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม อดีตสมาชิกวุฒิสภาครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม สปท. หมายเลข ๓๑ ก็คาดว่าเป็นคนสุดท้ายที่จะอภิปรายในเรื่องนี้ เดิมทีก็ไม่ได้ คิดจะอภิปราย แต่ว่าได้ฟังสมาชิกหลายท่านได้ให้ความเห็นซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง และดูแล้วว่ายังคงมีสิ่งที่จะต้องเติมเต็มในสิ่งที่จะต้องเสนอแนะไปทางคณะกรรมการ กฤษฎีกาเพื่อให้การแก้ไขกฎหมายที่เรากําลังพิจารณาอยู่นี้มีความสมบูรณ์มากขึ้น ประจวบกับ เมื่อวันหยุดที่ผ่านมาได้มีโอกาสสนทนาวิสาสะกับอดีตผู้ใหญ่ของกระทรวงการคลัง ถามความเห็นของท่านเกี่ยวกับการพิจารณาร่างกฎหมาย ๒ ฉบับนี้ซึ่งเรากําลังทํากันอยู่ ในเวลานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่มีความสําคัญซึ่งผมได้อภิปรายไว้แล้วเมื่อคราวที่แล้ว และบังเอิญว่าท่านคํานูณ สิทธิสมาน ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ท่านได้อภิปรายติดตามมา ท่านได้ให้ข้อมูลที่มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นตอนนั้นก็ไม่ได้คิดจะอภิปราย แต่สิ่งที่ผมได้สนทนาวิสาสะกับทางอดีตผู้ใหญ่กระทรวงการคลัง และได้ข้อคิดมาที่ผม ค่อนข้างจะกังวลว่ากฎหมาย ๒ ฉบับที่เรากําลังพิจารณาอยู่นี้นั้น ถ้าหากไม่ได้มีการปรับแก้ น่าจะมีความยุ่งยากวุ่นวายมากขึ้นในอนาคต ผมได้อภิปรายไว้แล้วเมื่อคราวที่แล้วว่า การปฏิรูปคือการดูไปข้างหน้า การปรับและการพัฒนาให้เกิดสิ่งที่ดีขึ้น แต่เราคงจะต้อง เหลียวหลังดูสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ท่านประธานครับ ก่อนวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ นั้น มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมายในบ้านเมือง ถ้าผมจะเปรียบเทียบเป็นขั้นบันได มันมีขั้นบันได อยู่หลายขั้นที่ช่วยกันก้าว จะเป็นการก้าวที่ดีหรือไม่ดีก็แล้วแต่ผมจะไม่ย้อนความถึง แต่ก้าวแรก ๆ ที่นําไปสู่เหตุการณ์ก่อนจะถึงวันที่ ๒๒ พฤษภาคมนั้น คือการพิจารณา ร่างกฎหมายบางฉบับเกิดขึ้นในรัฐสภาแห่งนี้ ทั้งในชั้น ส.ส. และในชั้น ส.ว. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือการพิจารณาร่างกฎหมายการอนุญาตให้กระทรวงการคลังมีอํานาจกู้เงินเพื่อโครงสร้าง พื้นฐานด้านคมนาคม จํานวน ๒ ล้านล้านบาท นั่นเป็นบันไดขั้นแรก ๆ หลังจากนั้นขั้นต่อ ๆ มา คือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทําความผิด เนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. .... เพราะฉะนั้นบันไดขั้นแรกซึ่งมีความวุ่นวาย มีความยุ่งยากเกิดขึ้นในบ้านเมืองจนนําไปสู่ การยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในคนที่เซ็นชื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยด้วย ขั้นตอนของการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็ดําเนินไป ถ้าจําได้เรายุบสภาประมาณ เดือนธันวาคม ๒๕๕๖ นั่นยุ่งวุ่นวายแล้วนะครับ จนกระทั่งมีรัฐบาลรักษาการ และในช่วงที่มี รัฐบาลรักษาการอีกนั่นแหละ ประมาณเดือนมีนาคม ๒๕๕๗ ก็มีคําวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญออกมาว่าร่างพระราชบัญญัติให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงิน ๒ ล้านล้านบาท เพื่อโครงสร้างพื้นฐานนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ขัดในสิ่งใด ผมได้เคยอภิปราย ไว้แล้ว ท่านคํานูณก็ได้อภิปรายไว้แล้ว ขอเท้าความนิดเดียว คือขัดในสิ่งที่เรียกว่า วินัยการเงินการคลัง นอกเหนือจากเรื่องเสียบบัตรแทนนะครับที่ผมไม่พูดถึง ขัดในสิ่งที่ เรียกว่าวินัยการเงินการคลัง คือเงินที่กู้มานั้นพูดง่าย ๆ ว่าเอามากองไว้ที่หน้าตัก แค่มีแนวคิดว่าจะเอาไปทําด้านคมนาคมขนส่ง จะไปทํารถไฟความเร็วสูง จะไปทําถนน จะไป ทํารถไฟรางคู่ อะไรต่าง ๆ จิปาถะ เป็นโครงการหรือเป็นแผนที่เป็นหยาบ ๆ ที่ยังไม่มีดีเทล (Detail) หรือรายละเอียดอะไรมากมาย ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่ายังไม่มีความจําเป็นเร่งด่วน และข้อสําคัญคือไม่ได้นําส่งเงินนั้นเข้าคลังเป็นเงินแผ่นดิน อันนี้จึงเป็นที่มาว่าเราต้องกลับไป เท้าความดูคําว่า เงินแผ่นดิน นั้นมีความสําคัญ และมีศักดิ์ศรีหรือมีความศักดิ์สิทธิ์มากมายเพียงใด ปรากฏว่ากฎหมายไม่ได้เขียนเอาไว้ หลายฉบับเขียนก็อ้อม ๆ จนกระทั่งถ้าหากว่าจําได้ ในการร่างรัฐธรรมนูญที่ สปช. ได้ล้มไปนั้น ก็มีความพยายามที่จะเขียนบัญญัตินิยามของ คําว่า เงินแผ่นดิน ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้น ซึ่งผมเห็นว่าเป็นถ้อยคําที่มีความรัดกุม มีความสมบูรณ์มาก จึงอยากขออนุญาตเรียนเสนอแนะทางกรรมาธิการ ท่านช่วยกรุณานํา บทบัญญัตินิยามของคําว่า เงินแผ่นดิน นั้นไปใส่ไว้ในร่างพระราชบัญญัติการเงินการคลัง ของรัฐ พ.ศ. .... ท่านใส่ไว้ในหมวดคํานิยาม อ่านเร็ว ๆ เงินแผ่นดินให้หมายรวมถึงเงินใน งบประมาณและเงินนอกงบประมาณที่ไม่ต้องนําส่งเป็นรายได้แผ่นดิน ซึ่งหมายความรวมถึง เงินรายได้แผ่นดิน เงินกู้ เงินคงคลัง เงินรายได้จากทรัพย์สินและสิทธิประโยชน์อื่นที่รัฐบาล หรือหน่วยงานของรัฐถือกรรมสิทธิ์ หรือครอบครองเพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการ แผ่นดินโดยรวม เพราะฉะนั้นเป็นถ้อยคําที่มีความไพเราะ แล้วก็คิดว่าน่าจะมีความสมบูรณ์ เหมาะที่จะใส่ไว้ในบทนิยามของคําว่า เงินแผ่นดิน ได้ ไม่ต้องมาเถียงกันอีกแล้วว่าเงินแผ่นดิน คืออะไร เงินกู้ใช่หรือไม่ใช่ ศาลรัฐธรรมนูญท่านวินิจฉัยไว้แล้ว ก็มีปัญหาอีกครับ ผมคุยกับ อดีตผู้ใหญ่กระทรวงการคลังที่ว่า ท่านก็บอกว่าศาลรัฐธรรมนูญก็ศาลชุดเดิมครับ แต่วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งถูก ฉีกไปแล้ว ตอนนี้เรากําลังร่างรัฐธรรมนูญใหม่ก็ต้องมาตีความกันอีก มาศรีธนญชัยกันอีกว่า เอ๊ะ ถ้าเกิดมีปัญหาหรือมีกรณีเทียบเคียงกันคล้าย ๆ กรณีอย่างนี้ คือการออกกฎหมายพิเศษ เพื่อกู้เงิน เป็นกฎหมายเฉพาะให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เป็นโครงสร้างพื้นฐานให้ อํานาจกระทรวงศึกษาธิการไปปรับปรุงปฏิรูปกระทรวงศึกษาธิการ ปรับปรุงการศึกษา ให้อํานาจกระทรวงสารพัดไปทําอะไรต่ออะไรในอนาคต มันเป็นกฎหมายเฉพาะ กฎหมาย พิเศษ ซึ่งถ้าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ล่ะใครตีความหรือยัง ก็แสดงว่ามีความคิดหรืออาจจะมี ความท้าทายว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีบทบัญญัติเหล่านี้คุ้มครองให้เกิดการกู้เงินเพื่อเป็น กฎหมายฉบับพิเศษเฉพาะหรือไม่ เพราะอะไรครับ เพราะกฎหมายรองลงมาคือกฎหมาย วิธีการงบประมาณท่านเปิดช่องเอาไว้ ผมเจ็บปวดมากที่เราต่อสู้กันในชั้นรัฐสภา เมื่อคราวที่แล้ว จนกระทั่งศาลรัฐธรรมนูญท่านวินิจฉัยออกมาแล้ว ด้วยคาดหวังว่าถ้ามี การแก้ไข มีการปรับปรุงกฎหมาย พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ ท่านจะมี การปรับแก้ตรงนี้ให้มีความรอบคอบรัดกุมอย่าให้เกิดปัญหาขึ้นอีกในอนาคต เพราะผมเชื่อว่า ในอนาคตในที่สุดมันก็จะมีกฎหมายพิเศษหรือกฎหมายเฉพาะเพื่อการกู้เงินเพื่อกรณีใด ๆ ต่าง ๆ เกิดขึ้นอีกแน่นอน บทบัญญัติว่าด้วยกฎหมายพิเศษ หรือกฎหมายเฉพาะนั้น ในกฎหมายพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณฉบับเดิมอยู่ในมาตรา ๒๓ ในกฎหมายที่ท่าน แก้ไขเหาะมาอยู่ในมาตรา ๓๓ ผมอ่านเร็ว ๆ ครับ หน่วยรับงบประมาณจะจ่ายเงินหรือ ก่อหนี้ผูกพันได้แต่เฉพาะตามที่ได้กําหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายหรือตาม พระราชบัญญัตินี้ ขีดเส้นใต้ต่อไปครับ หรือตามอํานาจที่มีอยู่ตามกฎหมายอื่น มาอีกแล้วครับ หรือตามอํานาจที่มีอยู่ตามกฎหมายอื่นมาอีกแล้ว และจะก่อให้เกิดปัญหาอีกแล้วในอนาคต มาดูรัฐธรรมนูญครับ รัฐธรรมนูญฉบับที่กําลังรอการลงประชามตินั้นท่านเห็นความสําคัญ ของวินัยการเงินการคลัง เดิมทีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ หรือปี ๒๕๕๐ ก็แล้วแต่ท่านเขียนไว้ว่า การใช้จ่ายเงินแผ่นดินนั้นให้เป็นไปตาม หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยงบประมาณ รายจ่าย กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ กฎหมายเกี่ยวด้วยการโอนงบประมาณ และกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง แต่กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับที่รอลงประชามตินั้นท่านเพิ่ม อันที่ ๕ เข้าไปครับ คือกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ แสดงว่าท่านให้ ความสําคัญกับวินัยการเงินการคลังของรัฐที่ควรจะต้องมีการกํากับดูแลโดยกฎหมาย ฉบับใหม่ขึ้นมา ถ้าผมจําไม่ผิด รัฐธรรมนูญฉบับที่ สปช. ล้มไป ท่านใส่กฎหมายว่าด้วย วินัยการเงินการคลังเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๑๑ ผมไม่แน่ใจนะครับ ถ้าท่านผู้ใดทราบข้อมูลที่ชัดช่วยกรุณาชี้แจงด้วย ท่านใส่ไว้เป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๑๑ คือกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ ขออภัย เพิ่มเวลาอีกนิดหนึ่งครับ มีความสําคัญเป็นอย่างมาก ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้น ในอนาคต ผมพยายามคิดถ้อยคําที่จะให้เกิดความรอบคอบรัดกุม และแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้น ในอนาคต ในมาตรา ๓๓ ท่านช่วยกรุณาใส่ไว้เป็นวรรคที่สอง วรรคที่หนึ่งท่านตัดคําว่า หรือตามอํานาจที่มีอยู่ตามกฎหมายอื่น แล้วท่านใส่ไว้เป็นวรรคที่สองครับว่า การบัญญัติ กฎหมายเฉพาะเพื่อการกู้เงินเป็นการเฉพาะให้ใช้เฉพาะในกรณีมีความจําเป็นเร่งด่วน และให้ นําส่งเงินนั้นสู่คลังเป็นเงินแผ่นดิน อันนี้จะสามารถแก้ปัญหาได้ และเป็นการอนุวัตตาม คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่วินิจฉัยออกมาเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๕๗ ในกรณีของเงินกู้ ๒ ล้านล้านบาท ผมพยายามไปอ่านทบทวนคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหลายรอบ ประมวลสรุปเป็นเหตุผลมาได้ว่า ที่ศาลบอกว่า กฎหมายกู้เงิน ๒ ล้านล้านบาทนั้น ขัดรัฐธรรมนูญคือประเด็นใหญ่ ๆ ๒ ประเด็นครับ
ประเด็นที่ ๑ ไม่มีความจําเป็นเร่งด่วน พูดง่าย ๆ คือการกู้ไปก่อน ออกกฎหมายมาแล้วก็เอาเงินนั้นมากองเอาไว้อาจจะเป็นการกู้มาทีละ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมแล้วไม่เกิน ๒ ล้านล้านบาท ใช้เวลา ๕ ปี ๖ ปี ๗ ปีก็แล้วแต่ แล้วช่วงนั้นก็มาเขียนโครงการมาทํารายละเอียดแผนงาน จะสร้าง รถไฟฟูา รถไฟความเร็วสูงจากไหนไปไหนมาทําเอาทีหลัง อันอย่างนี้ทําไม่ได้ แต่ถ้าหากว่า มีความจําเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ คนออกกฎหมายคงไม่ใจไม้ไส้ระกําว่าเงิน ก็ไม่มีแล้วให้กู้ก็ไม่ให้กู้ อันนั้นผมว่าคงไม่ใช่ เพราะในรัฐธรรมนูญก็มีอีกในบทบัญญัติว่าด้วย การออกพระราชกําหนดให้ออกเป็นกฎหมายเป็นพระราชกําหนดมาได้ในกรณีที่มี ความจําเป็นเร่งด่วนเพื่อประโยชน์สาธารณะ เพื่อความมั่นคงของรัฐในกรณีที่มีความจําเป็น เร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ อันนี้ทําได้ครับ นี่คือเหตุผลที่ทําไมกฎหมายพระราชกําหนดกู้เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทของรัฐบาลหนึ่งในก่อนหน้านั้นผ่านการพิจารณาวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะท่านวินิจฉัยว่าเป็นความจําเป็นเร่งด่วนเพราะขณะนั้นมีปัญหาทางด้าน เศรษฐกิจเป็นอันมาก แต่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้วินิจฉัยในกรณีของการขัดรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๑๖๙ ว่าด้วยวินัยการเงินการคลัง
ประเด็นที่ ๒ สิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญท่านวินิจฉัยเอาไว้และเห็นว่าเป็นประโยชน์ และควรจะมาปรับแก้กฎหมายที่ท่านกําลังทําทั้ง ๒ ฉบับนี้คือการที่กู้มาแล้วเก็บเอาไว้ที่ ส่วนราชการ คือคุณกู้แล้วเอาไปใช้ประโยชน์ได้เลยโดยไม่ได้นําส่งคลังเป็นเงินแผ่นดิน อันนี้ครับ สําคัญ และศาลรัฐธรรมนูญท่านก็ให้ความสําคัญท่านไปดูคําวินิจฉัยได้เลย ท่านบอกว่ากู้มาแล้วเก็บ เอาไว้ใช้ไม่ได้ส่งคลัง เพราะฉะนั้นกฎหมายที่ท่านจะมีการปรับแก้กู้ได้ในกรณีเร่งด่วนที่ไม่อาจ หลีกเลี่ยงได้ และกรณีที่ ๒ กู้แล้วส่งคลัง ส่งแล้วทําอย่างไรครับ ก็ไปวินิจฉัยหรือไปพิจารณา ปรับแก้ตามโครงสร้างของวิธีการงบประมาณ ในที่สุดถ้าจะมีการออกพระราชบัญญัติ งบประมาณเพิ่มเติมกลางปี ครึ่งปี อะไรก็แล้วแต่ เพราะเหตุผลของการใช้เงินหรือโครงการ ต่าง ๆ นั้นมีประโยชน์ มีความจําเป็น มีความเร่งด่วน อันนั้นก็เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดวิธีการ ออกกฎหมายมาทําให้การใช้จ่ายเงินนั้นเป็น ๒ เส้นทาง เส้นทางหนึ่งคือ พระราชบัญญัติ งบประมาณตามปกติ อีกเส้นทางหนึ่งเป็นเงินกู้ที่เกิดจากการกู้มา อันนั้นก็จะเป็นประโยชน์ ถ้าหากว่าท่านไม่มีการปรับแก้ ดังนั้นสิ่งที่ผมทําการบ้านมาในช่วงวันหยุดนั้นจริง ๆ ก็มีอีกพอสมควร ผมขอเวลาอีกสัก ๑ นาทีได้ไหมครับท่านประธาน คือเรื่องของเงินนอก งบประมาณ เขียนเอาไว้ในรายละเอียดมากมาย มีเงินนอกงบประมาณประกอบด้วยอะไรบ้าง ประกอบด้วยเงินกองทุนต่าง ๆ ประกอบด้วยเงินของรัฐวิสาหกิจ ประกอบด้วยเงินกู้เงินอะไร รวมกันหลายแสน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มากกว่างบประมาณประจําปีอีก ท่านเขียนไว้ในรายงานการศึกษาของท่านว่าจุดบกพร่องคือการที่ไม่ได้มีกฎหมายเขียนไว้ให้ ชัดเจนให้รัดกุมว่าเงินกองทุนหรือเงินนอกงบประมาณเหล่านี้ เงินกองทุนเหล่านี้ให้มี การนําเสนอพิจารณาในชั้นรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้เกิดความโปร่งใส อันนี้ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เงินนอกงบประมาณเหล่านี้เป็นเงินเบี้ยหัวแตกที่กระจัดกระจายอยู่ในรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ ในกองทุนต่าง ๆ เป็น ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เงินงบประมาณแผ่นดินที่อยู่ในพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณนั้น พิจารณากันในชั้นรัฐสภาใช้เวลาเป็นเดือนหลาย ๆ เดือน แต่เงินนอกงบประมาณเหล่านี้ไม่ได้ มีการนํามาพิจารณาในรัฐสภา แต่ผมก็ยังกังวลว่าถ้ากฎหมายรัฐธรรมนูญมิได้เขียนเอาไว้ ผมก็ไม่แน่ใจว่าอยู่ดี ๆ ท่านจะใส่ไว้ในกฎหมายว่าให้เสนอรัฐสภาแล้วรัฐสภาเขายินดีที่จะทํา ตามนี้หรือไม่ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนเอาไว้ เพราะฉะนั้นผมก็ขอเรียนเสนอไว้ในชั้นนี้ เพียงเท่านี้ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ ยังเหลืออีก ๒ ท่านนะครับ และก่อนที่ท่านรองวลัยรัตน์ จะทําหน้าที่ประธาน ผมฝาก ๒ เรื่องนะครับ
เรื่องแรกก็คือว่า เรื่องการลงทุนของประเทศนี้เหลือเพียง ๑๙ เปอร์เซ็นต์ของ จีดีพี (GDP) เท่านั้น ซึ่งก่อนหน้านี้เราเคยลงทุนถึง ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ไม่เคยต่ํากว่า ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพี (GDP) แต่หลังเหตุการณ์ต้มยํากุ้งแล้วได้ลดลงโดยลําดับ ในขณะที่งบประมาณนี้ เป็นเครื่องมือการลงทุนภาครัฐ แล้วก็เรามียุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งแผน ๑๒ ที่ได้มีการประชุมรับฟัง ความเห็นรอบสุดท้ายที่เมืองทองธานีเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ก็เป็นเรื่องที่ต้องไปยึดโยงกับ ยุทธศาสตร์ชาติด้วย ตรงนั้นจะทําอย่างไรนะครับ เพราะงบประมาณจะคิดกันแบบปีต่อปี มันคงไม่ได้แล้วนะครับ หรือว่าจะเป็นเบี้ยหัวแตกกระจัดกระจายไร้ทิศทาง หรือแล้วแต่ว่า ใครเป็นรัฐบาลโดยขาดเปูาหมายร่วมระยะยาวมันคงจะไม่ได้อยู่แล้ว
เรื่องที่ ๒ คือเรื่องงบ ๒ ปีนะครับ คือเรื่องงบประมาณเป็นภาระของ ทุกภาคส่วนจริง ๆ และใช้เวลามากเหลือเกิน ทุกปี ๆ บรรดากระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการต่าง ๆ รัฐวิสาหกิจหรือองค์การมหาชน และแม้แต่กรรมการกองทุน จะต้องใช้ เวลามากมายแบบปีต่อปีเลย ในเรื่องของตั้งแต่คําขอแล้วก็เอามาเสนอในสภาผู้แทนราษฎร รับหลักการเสร็จแล้วก็ไปแปรญัตติ แล้วก็ออกมาเป็นงบประมาณเริ่มต้นในปีงบประมาณใหม่ แล้วก็เริ่มต้นใหม่เลย มันเป็นกระบวนการที่เราใช้เวลาและทรัพยากรและเวลาการทํางาน ของส่วนราชการแล้วก็ทุกภาคส่วนมากเหลือเกิน เคยมีการพูดถึงเรื่องงบประมาณ ๒ ปีครับ ว่าทําได้หรือไม่อย่างไร แทนที่จะต้องพิจารณาปีต่อปีนะครับ ถ้าทําได้เช่นนั้นโดยเฉพาะ ฝุายการเมืองซึ่งจะเข้ามาเป็นรัฐบาลหรือเป็นเสียงข้างมากในสภา แน่นอนอาจจะมีช่วงที่ ขาดตอน จะมีการเชื่อมโยงอย่างไรในขั้นตอนการพิจารณานะครับ เป็นคําตอบตรงนั้น ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องสําคัญ
เรื่องที่ ๓ ก็คือในเรื่องของข้อเสนอ สปช. เดิม เห็นตรงกับสมาชิกแล้วก็ ศึกษาในเรื่องโครงสร้าง กระบวนการ มันต้องมีแผน มีคําขอ ทีนี้การที่จะมาตรงนั้นได้ การมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่ระดับตําบล อําเภอ หมู่บ้าน ระดับที่เป็นแอเรียเบส (Area based) ก็ดี พอมาถึงกรมมันเป็นฟังก์ชันนัลเบส (Functional based) เพราะฉะนั้น ในส่วนนี้เราจะทําอย่างไรให้เกิดการยอมรับที่มีสถานะในการมีส่วนร่วมต่อการพิจารณาตั้งแต่ การทําคําขอ ไม่อย่างนั้นท่านจะเห็นว่าประเทศไทย ๑๐ ปีที่ผ่านมาผมอยู่ในสภานี้ งบทําถนน คอนกรีตในระดับหมู่บ้าน ตําบล เยอะมาก ไม่ได้ไปช่วยในด้านโพรดักทิวิตี (Productivity) ในเรื่องของอาชีพ โดยเฉพาะภาคเกษตรหรือการแปรรูปหรืออื่น ๆ เลยนะครับ ตรงนี้ก็เป็น ปัญหาหนึ่ง
สุดท้ายคืองบแปรญัตติ ผมเห็นในหน้า ๓ ในรายงาน ในวรรคที่สี่นะครับ ท่านชี้ปัญหาไว้ชัดมาก อาจจะยังชี้ไม่ครบด้วย เป็นบางกรมที่ท่านชี้ แต่ว่าโดยข้อเท็จจริง ตอนหลังนี้เรื่องปัญหาความโปร่งใสและการแสวงประโยชน์จากงบประมาณแผ่นดิน ในทุกภาคส่วนก็แล้วกัน ไม่ว่าจะเป็นฝุายการเมือง ภาคราชการหรือว่าภาคธุรกิจที่เราเรียกว่า ๓ ประสานแห่งการคอร์รัปชันจะแก้อย่างไร การแปรญัตติเป็นเงินหลายหมื่นล้านบาท แล้วก็ถูกตรวจสอบขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทํางบฟุตซอล (Futsal) การซื้อโน่นซื้อนี่ ทั้งแพงแล้วก็มีการเรียกว่าทอนเงินกันถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ งบ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ก็ทอนกัน ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาทอย่างนี้ เขาถึงบอกว่างบประมาณมันเหมือนไอศกรีม มันถูก ละลายดูดกินกันจนจะหมดนะครับ บางส่วนราชการนี่ผู้บริหารเหมือนตู้ทอง ตู้เพชรเคลื่อนที่ เลยนะครับ ไม่ต้องว่าหน่วยไหนหรอกครับ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าจะปฏิรูปทั้งที ฝากท่านอาจจะศึกษาไว้แล้ว แล้วก็กําลังสรุปหรือว่าอยู่ในตรงนี้ก็จะรอฟัง ช่วยกรุณาชี้แจง ว่ามีประเด็นเหล่านี้เราจะเดินหน้าอย่างไร โดยเฉพาะการปฏิรูปที่ยังต้องทําต่อ สําหรับ กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งแอ็กทิฟ (Active) มากนะครับ แล้วก็ชื่นชมรายงานนี้ว่าทําได้อย่างดีทีเดียว แล้วก็มีข้อสังเกต ที่อภิปรายกันเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
ต่อไปขอเชิญท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ อดีตปลัดกระทรวงการคลังครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สปท. หมายเลข ๑๕๓ ขอขอบคุณกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินที่ได้กรุณาเสนอ เรื่อง การปฏิรูปงบประมาณและการคลังภาครัฐ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสําคัญ องค์ประกอบสําคัญ ของการบริหารราชการแผ่นดิน ท่านกล่าวถึงการปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังภาครัฐ มิได้พูดเฉพาะถึงเรื่อง งบประมาณเรื่องเดียว แต่พูดถึงเรื่องการคลังในภาพรวมด้วย เมื่อกล่าวถึงการคลังใน ภาพรวม นโยบายการคลังมี ๓ ด้านด้วยกัน ด้านแรกก็คือนโยบายรายได้ ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่ ได้จากภาษีอากร และในหลักการรายได้ทั้งหลายควรจะกลับเข้ามาสู่รัฐบาลและกลายไปเป็น รายจ่ายทางงบประมาณ นโยบายด้านที่ ๒ จึงเป็นนโยบายในเรื่องของรายจ่าย คือทางด้าน งบประมาณ นโยบายด้านที่ ๓ ก็คือนโยบายหนี้สาธารณะ ในกรณีที่รายได้ของรัฐบาล ที่กลายเป็นรายจ่ายไม่เพียงพอ จําเป็นจะต้องมีนโยบายทางด้านหนี้สาธารณะมาเพิ่มเติม ในด้านของรายได้นั้นทางคณะกรรมาธิการได้พยายามกล่าวถึงเรื่องของเงินนอกงบประมาณ ได้กล่าวถึงเรื่องเงินภาษีเพื่อนําไปใช้จ่ายในการใดการหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะว่ารายได้ทุกอย่างนั้นควรจะกลับมาสู่ในระบบของงบประมาณ ถ้าหากว่าจะไม่อยู่ ก็จะต้องเขียนไว้โดยเฉพาะ หรือไม่ก็ต้องเขียนเป็นข้อยกเว้นไว้ต่างหาก แต่ในข้อยกเว้นของ เงินนอกงบประมาณนอกเหนือจากข้อเสนอที่ดีในเรื่องของการปรับคํานิยามแล้ว ท่านไป ยกเว้นเรื่องหน่วยงานขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ คือถ้ายกเว้นเรื่องศาล เรื่องอัยการ ซึ่งถือว่าเป็นอํานาจอีกอํานาจหนึ่งที่แยกจากอํานาจนิติบัญญัติ อํานาจบริหาร อัยการนั้น ถึงแม้ว่ากึ่งบริหาร กึ่งตุลาการ แต่ก็สมควรที่จะมีเรื่องของเงินนอกงบประมาณต่างหาก แต่ในเรื่องขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญนั้น อยากจะให้ท่านได้กรุณาพิจารณาให้รอบคอบ ว่าสมควรที่จะได้รับการปฏิบัติพิเศษไปจากกรณีอื่น ๆ หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ คําว่า องค์กรอิสระ กับ หน่วยงานอิสระ เรายังไม่ค่อยได้แยกให้มีความชัดเจน คําว่า องค์กรอิสระ ควรจะหมายถึงองค์กรอิสระที่ดําเนินงานโดยอิสระจากรัฐบาล ขออนุญาต ใช้ภาษาอังกฤษ อินดีเพนเดนต์ ฟรอม เดอะ กัฟเวิร์นเมนต์ (Independent from the government) แต่คําว่า หน่วยงานอิสระ แตกต่างจาก องค์กรอิสระ เพราะหน่วยงานอิสระนั้น เป็นหน่วยงานกํากับดูแล ปฏิบัติงานในเรื่องของการกํากับดูแลโดยอิสระ แต่ภายใต้นโยบาย ของรัฐบาล หน่วยงานอิสระจึงอิสระภายใต้นโยบายรัฐบาล อินดีเพนเดนต์ วิททิน เดอะ กัฟเวิร์นเมนต์ (Independent within the Government) ถ้าท่านแยก ๒ อันนี้ออกมา ชัดเจนแล้วทําเรื่องนี้ออกมาให้ชัดก็จะเป็นการดี
ในเรื่องของนโยบายรายจ่าย ท่านก็ได้กล่าวถึงไว้อย่างดีมากว่า นโยบาย รายจ่ายนั้นแต่เดิมที่คํานึงถึงเฉพาะภารกิจหน้าที่ของรัฐบาลคงไม่ได้แล้ว คงต้องเพิ่มในเรื่อง ของยุทธศาสตร์และเพิ่มในเรื่องของพื้นที่เข้าไปด้วย ท่านได้กรุณากล่าวถึงเรื่องนโยบาย กึ่งการคลัง ซึ่งผมอยากเรียน ณ ที่ประชุมแห่งนี้ว่า คําว่า นโยบายกึ่งการคลัง ก็คือ การดําเนินนโยบายภาครัฐเพื่อที่จะพัฒนาประเทศให้เติบโตก็ดี เพื่อลดความเหลื่อมล้ําก็ดี เพื่อการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมก็ดี ผ่านทางสถาบันการเงินเฉพาะกิจ หรือที่เรียกกัน โดยทั่วไปว่า สถาบันการเงินของรัฐ คําว่า สถาบันการเงินเฉพาะกิจ นั้น หมายถึงสถาบันการเงินที่ดําเนินงานโดยมีกฎหมาย พิเศษ เช่น ธนาคารออมสินมีกฎหมายของธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและ สหกรณ์การเกษตรมีกฎหมายเฉพาะของตัวเอง ธนาคารอาคารสงเคราะห์มีกฎหมายเฉพาะ ของตัวเอง ธนาคารเหล่านี้เรียกว่าธนาคารเฉพาะกิจ เรียกว่าธนาคารของรัฐ แต่ธนาคาร บางธนาคารที่รัฐถือหุ้นเกินครึ่ง แต่ดําเนินงานในลักษณะของธนาคารพาณิชย์ ธนาคารนั้น ไม่ได้เรียกว่าธนาคารเฉพาะกิจ และไม่ได้เรียกว่าธนาคารของรัฐ เพียงแต่ว่าเป็นธนาคารที่รัฐ ถือหุ้นเกินกว่าครึ่ง เช่นธนาคารกรุงไทย จํากัด (มหาชน) ไม่ใช่ธนาคารเฉพาะกิจ แต่เป็น ธนาคารที่รัฐถือหุ้นเกินกว่าครึ่ง ธนาคารกรุงไทยต้องปฏิบัติทุกอย่างเหมือนธนาคารกรุงเทพ จํากัด (มหาชน) เหมือนธนาคารไทยพาณิชย์ จํากัด (มหาชน) เหมือนธนาคารกสิกรไทย จํากัด (มหาชน) ภายใต้การกํากับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย นี้เองที่ผมเรียนตั้งแต่ตอนต้นว่าเป็นหน่วยงานอิสระ ไม่ใช่องค์กรอิสระ เป็นหน่วยงานอิสระ ที่ดําเนินนโยบายได้และที่ดําเนินงานได้โดยอิสระ แต่ในส่วนของการกํากับสถาบันการเงินนั้น เป็นหน่วยงานอิสระที่อยู่ภายใต้นโยบายรัฐบาล เพราะฉะนั้นในเรื่องของนโยบายกึ่งการคลัง เป็นเรื่องที่ทําผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจซึ่งมีกลไกการดําเนินงานโดยเฉพาะ ไม่ใช่เป็นเรื่อง ของการใช้งบประมาณแล้วสิ้นไป เป็นเรื่องของการให้กู้ยืมเงินผ่านทางสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เหล่านั้น ผู้ที่กู้ยืมเงินไปดําเนินกิจกรรมของตนเอง ซึ่งเป็นส่วนสําคัญในการที่จะทําให้ เศรษฐกิจขยายตัว แต่ไม่ใช่เป็นเรื่องของการนํางบประมาณไปใช้โดยตรง เป็นการใช้ผ่านทาง สถาบันการเงินเฉพาะกิจ จึงเรียกว่า นโยบายกึ่งการคลัง เพราะนโยบายกึ่งการคลังอันนี้ไม่ใช่ เป็นเรื่องของการใช้งบประมาณ จะนําหลักของงบประมาณไปใช้โดยตรงไม่ได้ เพียงแต่ว่า ถ้าเรื่องใดที่เป็นนโยบายของรัฐบาลที่ให้นโยบายหรือสั่งการให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจ เหล่านั้นทํา สถาบันการเงินเฉพาะกิจเหล่านั้นสามารถที่จะของบประมาณเฉพาะในส่วนนั้น มาเพื่อดําเนินการตามนโยบายของรัฐบาลได้ ซึ่งจะต้องจัดทําเป็นบัญชีนโยบายขึ้นมา ที่เรียกกันว่า บัญชีการบริการสาธารณะ หรือ พับบลิก เซอร์วิส แอ็กเคานต์ (Public Service Account) เพราะฉะนั้นการกํากับในเรื่องของนโยบายกึ่งการคลังนั้นก็ควรจะกํากับ เฉพาะในเรื่องที่ได้นําไปใช้ตามนโยบายหรือตามคําสั่งของรัฐบาลเท่านั้น ในเรื่องของ การดําเนินการอื่น ๆ ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เป็นเรื่องของการดําเนินการตามหลักการ ของธนาคารซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหากนอกเหนือจากเรื่องงบประมาณ ท่านยังได้กรุณา กล่าวไปถึงเรื่องหนี้สาธารณะอย่างที่ผมกล่าวไว้ในตอนต้นว่า การพัฒนาประเทศนั้น ๑. ได้มาจากรายได้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาษีอากร ๒. ได้มาจากการก่อหนี้สาธารณะ หลายท่าน เคยถามว่าเมื่อไรประเทศไทยจะหมดหนี้เสียที ผมอยากเรียนว่าถ้าเปรียบเทียบประเทศไทย กับบริษัท บริษัทหนึ่งขยายกิจการงานของตัวเองด้วยเงินของตัวเอง อีกบริษัทหนึ่งขยาย กิจการของตัวเองด้วยเงินของตัวเองส่วนหนึ่ง ด้วยเงินกู้จากธนาคารอีกส่วนหนึ่ง แน่นอน ที่สุดบริษัทที่ ๒ สามารถที่จะขยายงานได้มากกว่า เพราะมีเงินมากกว่าในการขยายงาน เช่นเดียวกันประเทศส่วนใหญ่ของโลกแทบจะเรียกได้ว่าทั้งหมดก็ได้ ดําเนินการพัฒนา ประเทศด้วยเงินงบประมาณของรัฐบาลส่วนหนึ่งและด้วยการก่อหนี้สาธารณะส่วนหนึ่ง เพราะฉะนั้นการก่อหนี้สาธารณะเป็นเรื่องปกติ แต่ท่านเสนอไว้ดีว่าการก่อหนี้สาธารณะนั้น จะต้องมีการกําหนดเพดานไว้ในระดับหนึ่ง แต่การกําหนดเพดานนี้ท่านต้องเขียนข้อยกเว้น ให้ชัดเจน เพราะในบางครั้งที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก เกิดวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ อาจจะมีความจําเป็นต้องใช้เงินเกินกว่าเพดานที่กําหนดไว้ จึงจะต้องเขียนไว้โดยชัดเจน
ในเรื่องของการใช้เงินในกรณีฉุกเฉินที่ท่านได้กล่าวถึงไว้นั้น โดยปกติทั่วไป ก็ต้องผ่านคํานิยามในเรื่องของความฉุกเฉินที่ได้กําหนดไว้แล้ว แต่นอกเหนือจากนั้นการใช้ เงินเพื่อการฉุกเฉินจะต้องมีการกําหนดหลักเกณฑ์ว่าเงินนั้นจะต้องใช้ถูกต้องตาม วัตถุประสงค์ จะต้องมีทาร์เกต (Target) ที่ชัดเจน เงินนั้นจะต้องมีการใช้เป็นการชั่วคราว คือจะต้องเทมโพรารี (Temporary) และการใช้เงินนั้นจะต้องมีความโปร่งใส คือจะต้อง ทรานส์พาเรนต์ (Transparent) และการใช้เงินนั้นต้องใช้อย่างทันกาล ถ้าหมดเวลาแล้ว ก็ไม่ควรจะใช้เงินนั้นอีกแล้วคือไทม์ลี (Timely) จะต้องประกอบด้วย ๔ ที (T) คือทาร์เกต (Target) เทมโพรารี (Temporary) ทรานส์พาเรนต์ (Transparent) แล้วก็ไทม์ลี (Timely) ถ้าบรรจุสิ่งเหล่านี้เข้าไปด้วยก็จะทําให้การใช้เงินที่เป็นข้อยกเว้นจากกรณีพิเศษนั้น มีหลักเกณฑ์ที่ดีเพียงพอ
ในเรื่องขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นท่านเสนอไว้ดีว่า องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นที่แท้จริงนั้นถ้ากระจายอํานาจอย่างสมบูรณ์แบบต้องมีการกระจายอํานาจ ทางการคลังที่ดี ปราศจากการกระจายอํานาจทางการคลังไม่มีทางที่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นจะได้รับการกระจายอํานาจอย่างเต็มที่ เพราะว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ยังอาศัยรายได้ของรัฐบาลอยู่ ตราบใดที่ยังอาศัยรายได้ของรัฐบาลตราบนั้นรัฐบาลก็ยัง จะต้องมีนโยบายให้ใช้เงินของรัฐบาลตามแนวทางของรัฐบาล เพราะฉะนั้นการส่งเสริม เพื่อที่จะให้มีอิสระทางการคลังด้วยการที่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้ของตัวเอง มากขึ้นนั้นเป็นทิศทางที่ถูกต้อง แต่ผมอยากจะเสนอเพิ่มเติมไปว่าในฐานะที่ท่านเป็น กรรมาธิการในเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดิน ในเรื่องขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถ้าจะให้การบริหารนโยบายรายได้ นโยบายรายจ่าย รวมถึงนโยบายหนี้สาธารณะเป็นไป อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ก็จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดโครงสร้างหรือองคาพยพ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล ผมเองมีความเห็นว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับองค์กรปกครองส่วนภูมิภาคจะต้องเป็นเรื่องเดียวกัน ขณะนี้ ปรากฏว่าอาณาเขตขององค์กรปกครองส่วนภูมิภาคกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่เหมือนกัน เทศบาลตําบลบางเทศบาลมีชื่อเรียกเดียวกับอําเภอ แสดงว่ากินเขตไปถึง อําเภอแต่ยังเรียกว่าเทศบาลตําบล ด้วยเหตุนี้เองในเรื่องของการปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ควรจะมีรูปแบบของการปกครองรูปแบบเดียวคือเทศบาล ไม่ว่าจะเป็นเทศบาลตําบล เทศบาลอําเภอ เทศบาลจังหวัด เทศบาลนคร เทศบาลมหานคร แล้วก็เทศบาล เขตเทศบาล กับเขตปกครองควรจะเป็นเขตเดียวกัน ถ้าเขตปกครองไม่เหมาะสมก็ต้องปรับเขตปกครอง เสียใหม่ เขตเทศบาลไม่เหมาะสมก็ต้องปรับเขตเทศบาลใหม่ แต่ว่าเทศบาลกับเขตปกครองนั้น ควรจะเป็นเขตเดียวกัน ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วก็จะทําให้นโยบายของการใช้งบประมาณเป็นไป ในทิศทางเดียวกันมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล โดยสรุปผมสนับสนุนในสิ่งที่ท่านได้เสนอ พร้อมกับข้อสังเกตที่ได้กล่าวไปแล้ว ถ้าหากว่าท่านได้นําข้อสังเกตนี้ไปเพิ่มเติมผมก็คิดว่า จะเป็นประโยชน์กับการบริหารการคลังภาครัฐเป็นอย่างยิ่งครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ เป็นประเด็นที่ดีมากเลยนะคะ ในฐานะอดีตปลัด กระทรวงการคลังเก่า ต่อไปเรียนเชิญท่านสุดท้าย ท่านสมชัย ฤชุพันธุ์ อดีตสมาชิกสภา ปฏิรูปแห่งชาติ กรรมการ ก.พ.ร. ประธานอนุกรรมการระบบการเงินการคลัง ก.พ.ร. กรรมการกฤษฎีกา สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ อดีตอธิบดีกรมสรรพสามิต เรียนเชิญ ท่านสมชัยค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสมชัย ฤชุพันธุ์ สปท. เลขที่ ๑๕๗ ขอขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผมอภิปรายครับ รายงานเรื่อง การปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังภาครัฐฉบับนี้มีข้อเสนอที่ดีอยู่ จํานวนหนึ่ง ขณะเดียวกันก็มีข้อเสนอที่มีปัญหาอยู่จํานวนหนึ่ง ผมขอชมเชยในข้อเสนอที่ดี ซึ่งผมจะไม่อภิปรายเพราะเวลาจํากัด สําหรับข้อเสนอที่เป็นปัญหาผมจะขอกล่าวถึงเพียง ๔ เรื่อง เพราะเวลาจํากัดเหมือนกัน เรื่องที่ผมจะอภิปราย เรื่องที่ ๑ คือเรื่องการรวมหนี้ของ รัฐวิสาหกิจประเภทสถาบันการเงินเข้าไว้ในหนี้สาธารณะ ซึ่งปรากฏอยู่ในหน้า ๓๑ ของ รายงานนะครับ เรื่องที่ ๒ คือเรื่องการเสนอให้ อปท. เป็นหน่วยรับงบประมาณตามหน้า ๒๑ ของรายงาน ส่วนเรื่องที่ ๓ เป็นเรื่องการวิเคราะห์เรื่องเงินนอกงบประมาณในหน้า ๗ หน้า ๘ นะครับ เรื่องที่ ๔ เป็นเรื่องการจัดตั้งสถาบันวิเคราะห์งบประมาณประจํารัฐสภา เรื่องนี้ อาจารย์กอบศักดิ์ได้พูดไว้ชัดเจนแล้ว ผมขอสนับสนุนที่อาจารย์กอบศักดิ์พูดและจะไม่พูดซ้ํา นะครับ
เรื่องแรกคือเรื่องหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน ว่าควรถือเป็นหนี้สาธารณะ หรือไม่ ในรายงานของกรรมาธิการได้เสนอไว้ในหน้า ๓๑ ว่าอยู่ในข้อ ๒.๑.๖ นะครับ ข้อเสนอในการควบคุมการขาดดุลการคลังและหนี้สาธารณะ ก็มีข้อความและมีข้อ ๑ ในข้อ ๒ บอกว่าให้กระทรวงการคลังรายงานหนี้สาธารณะของประเทศให้ครอบคลุมหนี้ที่ รัฐบาลกู้โดยตรง หนี้ที่รัฐบาลค้ําประกัน หนี้ของหน่วยงานอื่นที่มีกฎหมายบัญญัติให้รัฐต้อง จัดสรรงบประมาณให้โดยตรง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมตลอดถึงหนี้ของ รัฐวิสาหกิจประเภทสถาบันการเงินด้วย ผมจะอภิปรายในส่วนที่ว่ารวมตลอดถึงหนี้ของ รัฐวิสาหกิจประเภทสถาบันการเงินด้วย ขณะนี้กระทรวงการคลังไม่ได้รวมหนี้ของรัฐวิสาหกิจ ที่เป็นสถาบันการเงินของรัฐไว้ในหนี้สาธารณะ แล้วก็ไม่ได้รายงานหนี้ตัวนี้ในเวลาที่ กระทรวงการคลังรายงานหนี้สาธารณะ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่าตามพระราชบัญญัติหนี้สาธารณะ พ.ศ. ๒๕๔๘ ได้นิยามคําว่า หนี้สาธารณะ ไว้ว่า หนี้สาธารณะหมายความว่า หนี้ที่ กระทรวงการคลัง หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจกู้ หรือหนี้ที่กระทรวงการคลังค้ําประกัน แต่ไม่รวมถึงหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ทําธุรกิจให้กู้ยืม โดยกระทรวงการคลังมิได้ค้ําประกัน นะครับ อันนี้ก็เป็นประเด็นในเชิงกฎหมาย แต่ว่าความจริงกฎหมายเป็นสิ่งที่เราเขียนขึ้น แล้วก็อาจเปลี่ยนแปลงได้ และที่จริงแล้วผมคิดว่ากรรมาธิการคงเสนอว่าถ้าหากว่าเห็นควรว่า หนี้ของธนาคารของรัฐควรจะต้องรายงานเป็นหนี้สาธารณะด้วย ก็ไปแก้กฎหมายนี้เสีย คราวนี้การที่ไม่รวมหนี้สาธารณะที่ไม่รวมหนี้ของสถาบันการเงินที่เป็นรัฐวิสาหกิจไว้ใน หนี้สาธารณะ เป็นการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล นานาประเทศก็ปฏิบัติเช่นนี้ ไม่มีประเทศใด ในโลกที่รวมหนี้ของสถาบันการเงิน ไม่ว่าจะเป็นหนี้ของสถาบันการเงินของรัฐ หรือหนี้ของ สถาบันการเงินของเอกชนเข้าไว้ในหนี้สาธารณะ ข้อกําหนดของไอเอ็มเอฟ (IMF) ซึ่งเป็น หน่วยงานระดับโลกที่ทําหน้าที่ทางด้านการเงินของโลกเป็นผู้กํากับดูแลเรื่องการชําระเงิน ก็กําหนดไว้ว่าหนี้สาธารณะไม่รวมถึงหนี้ของสถาบันการเงิน ไม่ว่าของรัฐหรือเอกชน เหตุผล ทางเศรษฐกิจมีชัดเจนครับ การที่ไม่รวมหนี้ของสถาบันการเงินของรัฐไว้ในหนี้สาธารณะ ก็เพราะว่าในทางเศรษฐศาสตร์เขามีการแยกภารกิจทางการเงินกับภารกิจทางการคลังออก จากกันอย่างชัดเจน มันนิทารีฟังก์ชัน (Monetary function) กับฟิสคัลฟังก์ชัน (Fiscal function) เป็นคนละฟังก์ชัน (Function) กัน ไม่ว่าใครจะทําก็ตามถ้าทําเรื่องฟิสคัล (Fiscal) มันก็เป็นฟิสคัล (Fiscal) ถ้าทําเรื่องมันนิทารี (Monetary) ก็เป็นมันนิทารี (Monetary) นะครับ การเงินเป็นเรื่องของเงินของประเทศ เกี่ยวกับการรักษาค่าของเงินของประเทศ ของเราก็คือค่าเงินบาท ทั้งค่าภายในซึ่งมีเกี่ยวกับอัตราเงินเฟูอ ถ้าเงินเฟูอเยอะก็แปลว่าค่าของเงินตก อํานาจซื้อของเงินมีน้อย ค่าภายนอกของเงินคือ อํานาจในอัตราแลกเปลี่ยน คืออัตราแลกเปลี่ยนของเงินบาทกับเงินสกุลอื่น เช่น เงินดอลลาร์หรือเงินหยวน เรื่องของการเงินเกี่ยวกับปริมาณเงิน เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย เกี่ยวกับอัตราเงินเฟูอและอัตราแลกเปลี่ยน แต่เรื่องของการคลังนั้นเป็นเรื่องของเงิน ของรัฐบาลหรือเงินของภาครัฐบาล ในประเทศหนึ่ง ๆ ทั้งระบบเศรษฐกิจจะแยกออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งคือภาครัฐบาล อีกส่วนหนึ่งคือภาคเอกชน ถ้าพูดถึงการเงินเป็นการเงิน ของประเทศ คือการเงินของทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชน แต่ถ้าพูดถึงการคลังเป็นการเงิน ของภาครัฐบาล การคลังจะเป็นเรื่องของรายได้ของรัฐบาล ก็เกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีรายได้อื่น เกี่ยวกับรายจ่ายของรัฐบาลคืองบประมาณ เงินนอกงบประมาณ การกู้เงินของรัฐบาล ดุลทางการคลังของรัฐบาล คือผลต่างระหว่างรายได้กับรายจ่าย แล้วก็การบริหาร หนี้สาธารณะและการบริหารทรัพย์สินของแผ่นดิน อันนี้เป็นเรื่องของการคลัง
เรื่องการคลัง ปกติจะเป็นเรื่องของกระทรวงการคลังเป็นหลัก ส่วนเรื่อง การเงินนั้นเป็นเรื่องของธนาคารกลางของประเทศ ของเราก็คือธนาคารชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นหลัก แต่การแบ่งนี้ไม่ได้แบ่งชัดเจนเด็ดขาดเสมอไป มีการคาบเกี่ยวกัน กระทรวงการคลังในการบริหารงานของแผ่นดินของประเทศก็มี ความจําเป็นต้องมีองค์กรซึ่งทําหน้าที่เป็นสถาบันการเงินเพื่อช่วยเหลืองานต่าง ๆ ของรัฐบาล เพราะฉะนั้นกระทรวงการคลังทั่วไปในนานาประเทศก็จะมีสถาบันการเงินของรัฐ ที่เรียกเป็น สถาบันการเงินเฉพาะกิจ ธนาคารชาติก็จะมีงานด้านการเงินเป็นหลัก บางครั้งก็จะทําหน้าที่ ทางด้านการคลังให้กับการคลังด้วย เช่นในประเทศไทยธนาคารชาติก็ยังช่วยรัฐบาล ในการขายพันธบัตรซึ่งเป็นการกู้เงินของรัฐบาลเพื่อมาใช้จ่ายในเรื่องการคลัง
ทีนี้กิจการธนาคารคืออะไร กิจการธนาคารเป็นกิจการที่ทําหน้าที่ระดม เงินทุนด้วยการรับฝากเงินหรือกู้เงินมา แล้วก็มาให้กู้ต่อกับผู้ที่ต้องการใช้เงินไปลงทุนหรือไป ใช้จ่าย การกู้เงินของธนาคารเขาไม่ได้กู้มาเพื่อซื้อสินค้าหรือซื้อบริการ แต่เขากู้มาหรือว่า ระดมเงินฝากมาเพื่อไปให้กู้ต่อ เพราะฉะนั้นนานาประเทศจึงไม่นับหนี้ของสถาบันการเงิน เป็นหนี้สาธารณะ เพราะหนี้ดังกล่าวไม่ต้องไปเก็บภาษีมาใช้หนี้ เพราะหนี้แต่ละตัวแต่ละบาท มันมีเคาน์เตอร์พาร์ต (Counterpart) คือมันมีความเป็นเจ้าหนี้ของแบงก์อยู่ คือธนาคาร ขณะที่เป็นลูกหนี้ของผู้ฝากเงิน และเป็นลูกหนี้ของผู้ที่ให้กู้เงินกับธนาคารเขาก็เป็นเจ้าหนี้ ของผู้ที่มากู้เงินจากธนาคาร เพราะฉะนั้นส่วนนี้มันก็จะบาลานซ์ (Balance) กันไป
ในเรื่องของธนาคารการรับฝากเงินมันอยู่ในฝั่งข้างไลอะบิลิตี (Liability) ถ้าตามสมการทรัพย์สินเท่ากับหนี้สินบวกทุนที่ใช้กันในทั่ว ๆ ไปในระบบบัญชี เงินที่ราชการ รับฝากเป็นไลอะบิลิตี (Liability) ของแบงก์ เป็นหนี้ของแบงก์ ถ้าหากว่านับหนี้ของธนาคาร หรือว่านับเงินฝากเข้าไปด้วย แล้วไปรายงานในหนี้สาธารณะ ตัวเลขเราก็จะผิดจาก ความเป็นจริงไปมาก แล้วจะเป็นการส่งสัญญาณที่ผิดว่าประเทศไทยเป็นหนี้สาธารณะ จํานวนมากซึ่งไม่เป็นความจริง ตัวเลขเงินฝากและเงินกู้ของธนาคารทั้ง ๘ แห่งผมรวบรวม มานี่มีอยู่ในเอกสารนี้ได้ขออนุมัติท่านประธานให้แจกแล้ว เข้าใจว่าแจกแล้วอยู่ในหน้า ๔ จากตารางเราจะเห็นว่าธนาคารของรัฐของประเทศไทยมีเงินฝากอยู่ ๖.๓ ล้านล้านบาท เฉพาะ ๘ แห่งที่เป็นของรัฐ มีเงินกู้ยืมอยู่ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท รวมแล้วจะเป็นเงินที่ ธนาคารเป็นหนี้ทั้งจากเจ้าหนี้และจากผู้ฝากเงิน ๖.๕๗ ล้านล้านบาท ตัวเลขนี้ท่านบอกว่าให้รายงานด้วยในหนี้สาธารณะ ก็จะไปบวกกับยอดหนี้สาธารณะจริง ๆ ของเราซึ่งมีอยู่เพียง ๔.๔๒ ล้านบาท รวมเข้าไปจะเป็น ๑๐.๙๘ ล้านบาท จะเป็นส่งสัญญาณผิด ที่น่าตกใจไปทั่วโลก ซึ่งฐานะทางการเงินของประเทศไทยไม่ได้ตกต่ําอย่างนั้นเลย ฉะนั้น ข้อผิดพลาดอันนี้ในข้อเสนอแนะนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องสําคัญ เกิดจากความเข้าใจในเรื่อง บทบาททางการเงินและการคลังที่แตกต่างกัน ผมหมดเวลาแล้ว ขออนุญาตพูดเฉพาะหัวข้อ อีกสัก ๒-๓ นาทีนะครับ
เรื่องที่ ๒ ที่จะพูดนี่เป็นเรื่องของการเสนอให้ อปท. เป็นหน่วยรับงบประมาณ ฟังดูแล้วเหมือนกับว่าเป็นการเพิ่มสิทธิ เพิ่มอํานาจ เพิ่มโอกาสให้กับ อปท. แต่ว่าวิเคราะห์ จริง ๆ แล้วไม่ใช่ การเสนอให้ อปท. เป็นหน่วยรับงบประมาณนี่เท่ากับเป็นการดึง อปท. เข้ามาอยู่ในกํากับของกติกาทางการเงินของรัฐบาลแห่งชาติ ซึ่งเป็นคนละหลักเกณฑ์กัน อปท. เป็นหน่วยงานเชิงพื้นที่ อยู่ในประเทศไทยต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทย และขี้โกงไม่ได้ ต้องดูแลในเรื่องนี้ด้วย แต่ว่า อปท. ก็พึงต้องมีอิสระในการบริหารจัดการกิจการของ อปท. อํานาจหน้าที่ของ อปท. มีจํากัดเฉพาะในตําบลนั้น ในจังหวัดนั้น ในเทศบาลนั้นเท่านั้น แล้วก็จํากัดเฉพาะเรื่องที่กําหนดไว้ในกฎหมาย อีกทั้ง อปท. ก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่ บังคับใช้อยู่ทั่วประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย ป.ป.ช. หรือกฎหมายอาญา หรือว่า กฎหมายแพ่ง กฎหมายอย่างอื่นก็ตาม แต่ว่า อปท. เราต้องการเห็น อปท. เป็นหน่วยบริหาร จัดการเชิงพื้นที่ที่มีอํานาจรับผิดชอบต่อประชาชนในท้องถิ่น และมีอิสระเพียงพอที่จะ ตัดสินใจที่จะดําเนินนโยบายให้ถูกต้องเหมาะสมกับสภาวะของท้องถิ่น คือแปลว่าทําแตกต่าง กันได้ ฉะนั้นถ้าเอา อปท. เข้ามาเป็นหน่วยรับงบประมาณ แล้วก็ให้ใช้กติกาเดียวกัน เหมือนกันกับทุกที่ในประเทศไทยนี่ก็จะไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ถ้าเราต้องการอย่างนั้น เราไม่ต้องตั้ง อปท. หรอกครับ เราใช้หน่วยบริหารจัดการของส่วนภูมิภาค ซึ่งจะมี ประสิทธิภาพสูงกว่า เพราะว่าเราได้วางระบบไว้ดีอยู่แล้ว การที่เราตั้ง อปท. ขึ้นมาก็เพื่อให้ อปท. เป็นตัวแทน เป็นผู้ที่รับผิดชอบเชิงพื้นที่ในพื้นที่ และประชาชนมีส่วนร่วมและสามารถ ทําได้แตกต่างในกรอบของกรอบ ๓ กรอบที่ผมเรียนแล้ว คือกรอบกฎหมาย กรอบอํานาจ หน้าที่ และกรอบพื้นที่นะครับ เพราะฉะนั้นการให้ อปท. มาเป็นหน่วยรับงบประมาณนี่ ประเด็นจึงอยู่ที่ว่าเราจะสนับสนุนการดําเนินงานของ อปท. ทางด้านการเงินด้วยวิธีใด ผมคิดว่าวิธีที่ถูกต้องคือสนับสนุนให้ อปท. หารายได้เอง จัดเก็บภาษีเอง และให้ อปท. ต้องทํา ทั้งด้านบวกและด้านลบ คือต้องทําทั้งการจัดเก็บภาษีและการนําเอาผลของภาษีนี่ไปใช้จ่าย เพื่อสร้างความเจริญให้ ไม่อย่างนั้น อปท. ก็จะไม่เกิดความรับผิดชอบ การกํากับดูแลของคน ในท้องถิ่นต่อ อปท. ก็จะไม่เป็นผล เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเราคิดว่าให้ อปท. มาใช้ระบบ งบประมาณ แปลว่างบประมาณของชาติจะเป็นผู้สนองทุนหลักให้แก่ อปท. ซึ่งก็จะแปลว่า อปท. จะกลายเป็นหน่วยงานหนึ่งของราชการส่วนกลางหรือส่วนภูมิภาคไป ซึ่งไม่ใช่ ความตั้งใจจริงคือต้องการให้ อปท. เป็นหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นอิสระ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการให้ อปท. เป็นหน่วยของบประมาณเป็นการสวนทางกับกระแส หลักการกระจายอํานาจ
เรื่องสุดท้ายที่จะพูดขอสั้น ๆ นิดเดียวคือเรื่องของเงินนอกงบประมาณ ความจริงเรื่องเงินนอกงบประมาณเป็นปัญหานะครับ ผมไม่ได้บอกว่าไม่เป็นปัญหา เป็นปัญหาอย่างที่ท่านทั้งหลายว่าจริง แต่ว่ามันถูกบอร์นอัป (Born up) ถูกขยายเกิน ความจริงไปเยอะ เพราะว่าไปอาศัยตัวเลขเงินทุนหมุนเวียน ท่านบอกว่าในหน้า ๘ เงินทุน หมุนเวียนมีขนาดถึง ๓.๑๖๒ ล้านล้านบาท ซึ่งใหญ่กว่างบประมาณ ฟังดูแล้วก็เป็นเรื่องที่ น่ากลัว ความจริงเงินทุนหมุนเวียนมีปัญหาจะต้องไปเคลียร์ (Clear) กัน แต่มันใหญ่เท่านี้ จริงหรือ ผมไปดูแล้วในตารางที่ท่านใส่ไว้ในรายงานในนั้นมีเงินทุนอย่างน้อย ๔ อันที่ผมดูคร่าว ๆ แล้ว ตรวจเจอแต่ยังไม่ดูละเอียดครับ ก็คือถ้านับกองทุนประกันสังคม กองทุนเงินทดแทน กองทุน เงินบําเหน็จบํานาญข้าราชการ และกองทุนการออมแห่งชาติไว้ในเงินทุนหมุนเวียนด้วย กองทุนเงินทดแทนนี่ไม่ได้ใช้เงินของรัฐบาล เป็นเงินที่นายจ้างออกจ่ายให้กองทุนเงินทดแทน เพื่อเป็นหลักประกันว่าเวลามีลูกจ้างได้รับบาดเจ็บล้มตายอันเนื่องจากการทํางานเขาจะ ทดแทนให้ เพราะฉะนั้นไม่ใช่เงินรัฐบาล ท่านจะเอาเงินตัวนี้กลับเข้ามาเป็นเงินใน งบประมาณหรือออกมาเป็นเงินนอกงบประมาณ บอกให้มาฝากที่กระทรวงการคลังเอาเข้า คลังเสีย ผมว่าปกติเงินพวกนี้มันก็จะมีภารกิจในการลงทุน เขาไปฝากแบงก์ หรือไปลงทุนใน พันธบัตรรัฐบาล หรือลงทุนในกิจการอื่น ๆ ที่เขาสามารถลงทุนได้ตามกฎหมายนี่เขามี ดอกผล แต่ถ้ามาฝากกระทรวงการคลังเขาไม่มีดอกผลนะครับ กองทุนประกันสังคม ก็เช่นเดียวกัน เป็นเงินของรัฐบาลที่จ่ายไปเป็น ๑ ใน ๓ อีก ๒ ใน ๓ ๑ ใน ๓ เป็นของ ลูกจ้าง อีก ๑ ใน ๓ เป็นของนายจ้าง มันเป็น ๓ ฝุาย เพราะฉะนั้นตัวเลขของ กองทุนประกันสังคมที่บอกว่ามี ๑.๕ ล้านล้านบาท ถ้าจะบอกว่าเป็นเงินรัฐบาลก็เป็นเพียง ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด แต่ตรงนี้รัฐบาลก็เคลม (Claim) ไม่ได้ เพราะเป็น ภาระที่รัฐบาลต้องจ่ายเข้ากองทุนเพื่อเป็นหลักประกันให้กับสมาชิกของกองทุน สมาชิก ถามว่ากองทุนนี่ใช้จ่ายฟุมเฟือยไหม ผมว่าเขามีกติกา มีกฎหมายว่าจ่ายทดแทนอะไร เท่าไร ออกลูกได้เท่าไร ไปรักษาพยาบาลได้เท่าไร ไปเป็นสิทธิตามกฎหมายเขา ตรงนั้นเราไปแก้ไข ไม่ได้ สิ่งที่ท่านจะดูได้คืออันเดียว ก็คือค่าใช้จ่ายในการบริหารของกองทุนซึ่งเป็นส่วน น้อยมาก แต่ถ้ามานับรวม ๑.๕ ล้านล้านบาท เพราะในตัวเลขของสินทรัพย์ของเงินทุน หมุนเวียน นับของ กบข. อีก ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กองทุน กบข. ก็เหมือนกัน กองทุน กบข. ครึ่งหนึ่งเป็นของรัฐบาล เงินรัฐบาลที่จ่ายไป อีกครึ่งหนึ่งเป็นของลูกจ้าง รัฐบาลจ่ายในฐานะ ที่รัฐบาลเป็นนายจ้าง ไม่ใช่ในฐานะที่รัฐบาลเป็นผู้บริหารประเทศแตกต่างกัน เพราะถ้า ในฐานะที่รัฐบาลเป็นผู้บริหารประเทศรัฐบาลต้องจ่ายให้ทุกคนที่เป็นคนไทย แต่นี่รัฐบาลจ่าย ให้ข้าราชการเพราะในฐานะที่รัฐบาลเป็นนายจ้างของข้าราชการ กองทุน กบข. ก็เหมือนกับ กองทุนสํารองเลี้ยงชีพนะครับ คือมี ๒ ฝุาย ลูกจ้างกับนายจ้าง ทีนี้เงิน ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นเงินที่รัฐบาลออกไปครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งเป็นของลูกจ้าง แต่ความจริงตัวนี้มันรวม ดอกผลอยู่ด้วย แล้วมันก็มีกติกา ความจริงคือบัญชีใครบัญชีมัน ท่านทั้งหลายหลายคนในนี้ ก็เป็นสมาชิกและเป็นกรรมการของ กบข. เขาก็ได้สิทธิของเขา ถ้าเขาไม่มารับเงินนั้นก็ยัง ไม่ได้ตกเป็นของรัฐบาลโดยอัตโนมัติ มีเงื่อนไข มีอะไรต่าง ๆ นะครับ อันนี้ไม่ใช่เงินของ รัฐบาล มานับในกองทุนเพื่อท่านจะไปพัฒนาให้มันดีขึ้นอย่างไรผมว่ามันไม่ใช่ตัวเลขนี้ ท่านจะมีสิทธิพูดได้ในบางส่วนก็คือค่าใช้จ่ายในการบริหารของกองทุนนั้นเท่านั้น ฉะนั้น ตัวเลขนี้ที่ผมรวมมานี่ มีแจกให้อยู่ด้วยว่าของ ๔ กองทุนนี้มีเงินอยู่ ๒.๒๙ ล้านล้านบาท ถ้าเอาตัวเลข ๒.๒๙ ไปลบออกจากตัวเลข ๓.๑๖๒ ก็จะเหลือเงินทุนหมุนเวียนที่อาจจะเป็น ปัญหาอยู่ ๐.๙๖๕ ล้านล้านบาท คือ ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ยังเป็นตัวเลขที่ใหญ่อยู่ แต่ไม่ได้ใหญ่อย่าง ๓.๑ ล้านล้านบาท ทีนี้ตรงนี้ถ้าเราไปเน้นว่าตัวเลขนี้มันใหญ่กว่า งบประมาณ ผมว่าท่านเทียบผิด ที่ว่าเทียบผิดเพราะอะไร เพราะว่าตัวนี้คือสินทรัพย์ สินทรัพย์มันเป็นสต็อก (Stock) มันไม่ใช่เป็นโฟลว์ (Flow) งบประมาณเป็นโฟลว์ (Flow) งบประมาณเป็นรายปี ปีละเท่าไร ตัวสินทรัพย์นี่เขาสะสมกันมานานหลายปีจึงได้สินทรัพย์เท่านี้ ตัวสินทรัพย์ย่อมจะใหญ่มันคือ ตัวแคปพิทัล (Capital) เพราะมันสะสมกันหลายปีแล้วมาเทียบกับตัวนี้ใหญ่กว่างบประมาณอีก เพราะว่ามีการเทียบที่ไม่ตรงกัน
ผมมีคําถามครับท่านประธาน ขอเป็นสุดท้ายนะครับ เรื่องนี้ท่านทํามาดี และผมก็เห็นว่ามีเรื่องที่ดีหลายเรื่องซึ่งผมชมไปแล้วนะครับ แต่ว่ามีปัญหาอย่างนี้ผมขอหารือว่า เรื่องที่ท่านทํามานี่มันมีเรื่องเยอะเลย เป็นเรื่องการเงินการคลัง เป็นเรื่องการภาษีอากร แล้วมี เรื่องงบประมาณ ผมอยากจะถามว่าถ้าเราลงมติวันนี้แล้ว เรื่องที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจทําอยู่เช่นอย่างเรื่องภาษีท้องถิ่น ที่เป็นเรื่องของ พระราชบัญญัติรายได้ที่เรากําลังจะเสนอ หรือเรื่องวินัยการคลัง หรือเรื่องสถาบันวิเคราะห์ งบประมาณเรายังจะทําได้ไหม เพราะว่ามันจะมีหลักที่ว่าถ้าเรื่องใดที่ลงมติไปแล้วจะมา เสนอใหม่ไม่ได้ ทีนี้เนื่องจากว่าเวลาเราลงมติเราไม่ได้ลงมติเป็นรายมาตรา เป็นรายประเด็น ลงมติว่ารับรายงานนี้หรือไม่ แต่ในรายงานนี้ท่านคัฟเวอร์ (Cover) ไว้เยอะเลย ท่านคัฟเวอร์ (Cover) ในเรื่องที่ผมทําอยู่ด้วย ผมก็ห่วงว่าถ้ามีมติไปอย่างนั้นรับหรือไม่รับไปแล้วผมจะ เสนองานของผมไม่ได้ ก็จะขอหารือท่านประธานว่าช่วยชี้แล้วก็ช่วยบันทึกไว้ด้วยเพื่อผมจะได้ ปฏิบัติได้ถูกต้อง ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ประเดี๋ยวจะให้กรรมาธิการชี้แจงนะคะ แล้วก็คิดว่า การปรับปรุงของคณะกรรมาธิการชุดนี้จะต้องใช้เวลานานพอสมควรอาจจะเกิน ๗ วันตามที่ เราตกลงกันไว้ และเมื่อปรับปรุงเสร็จแล้วก็น่าจะเอาไปเข้าวิป (Whip) อีกครั้งหนึ่ง ให้วิป (Whip) ตรวจทานดูว่าประเด็นที่อภิปรายทั้งหมดได้มีการปรับปรุงตามนั้นหรือไม่ สมาชิกอภิปรายกันมาทั้งหมด ๑๗ ท่าน ใช้เวลานานมากแล้วนะคะ ต่อไปเรียนเชิญ คณะกรรมาธิการตอบในทุกประเด็นค่ะ เชิญค่ะ
ขอบพระคุณครับ ท่านประธานที่เคารพ ในฐานะที่เป็นประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้าน การบริหารราชการแผ่นดิน ผมขอขอบพระคุณทุกท่านที่กรุณาให้ข้อแนะนําแล้วก็ข้อสังเกต ในเรื่องนี้ผมกราบเรียนว่าเราได้มีการอภิปรายมา ๒ ครั้ง ในครั้งที่ ๑ เมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคมนั้น เราได้ทําตามที่วิป (Whip) มีมติก็คือว่า ให้ท่านรองประธานสภา สปท. ท่านที่สองกับ ท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น รวมทั้ง ท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจอภิปรายโดยไม่จํากัดเวลา ซึ่งก็ได้รับความกรุณาของท่านอย่างดีนะครับ แม้ว่าท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจจะไปต่างประเทศก็ได้กรุณามอบหมายให้ท่านกฤษฎาเป็น ผู้อภิปรายแทน สําหรับท่านอื่น ๆ ที่ได้อภิปรายก็อภิปรายอย่างกัลยาณมิตรอย่างยิ่ง ยกตัวอย่างนะครับ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านอดีตรัฐมนตรีนิกร จํานง ขนาดท่านที่อภิปราย ท่านยังพูดบอกว่าท่านเกรงใจอย่างยิ่ง ก็เป็นความน่ารักของท่านนะครับ ท่านที่กรุณานะครับ รวมทั้งท่านอื่น ๆ ด้วยนะครับ สิ่งที่อภิปรายไปเมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม เราสรุปออกมาได้ เป็น ๘ ประเด็น และใน ๘ ประเด็นนั้นได้นําไปพิจารณาในชั้นอนุกรรมาธิการแล้ว หลายประเด็นเห็นด้วย หลายประเด็นอาจจะต้องมีการพิจารณาโดยรอบคอบยิ่งขึ้น ผมเชื่อว่า ทุกท่านอยากให้รายงานนี้สมบูรณ์ที่สุด ฉะนั้นก่อนที่จะไปถึงจุดนั้นว่าสมบูรณ์ที่สุดหรือไม่ ผมขออนุญาตให้ผู้ที่ร่วมดําเนินการในเรื่องนี้ได้มีโอกาสชี้แจงทําความเข้าใจ ท่านที่ ๑ ผมจะ ขออนุญาตท่านประธานให้ท่านเดชาภิวัฒน์ ณ สงขลา เป็นคนที่จะชี้แจงทําความเข้าใจ นั่นท่านที่ ๑ ท่านที่ ๒ ก็จะขออนุญาตให้ท่านพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ แล้วก็ท่านที่ ๓ คุณณัฏฐา ที่จะเป็นคนชี้แจงเบื้องต้น ขอบพระคุณครับ
ท่านเดชาภิวัฒน์ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานนะครับ และท่านสมาชิกทุกท่านนะครับ ก็พยายามรวบรวมประเด็นที่ทั้ง ๑๗ ท่านได้อภิปรายในวันนี้ นะครับ ผมขอเรียนอย่างนี้ครับว่า ประเด็นที่ท่านทั้งหลายได้กล่าว ผมขอลําดับเป็น กระบวนการอย่างที่ได้เคยชี้แจงเมื่อวันที่ ๑๒ แล้วนะครับ ผมขอเรียนอย่างนี้นะครับว่า ที่ท่านชูชัยถามว่าปฏิรูปอะไรบ้าง คือในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการคราวนี้นี่นะครับ เราก็รวบรวมปัญหาที่ผ่านมาจากที่ สปช. ก็ดี แล้วก็ที่เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและ ท่านทั้งหลายที่เข้ามาในการประชุมของคณะกรรมาธิการ การปฏิรูปครั้งนี้เราจะนําไปสู่ การทํางานในด้านการงบประมาณที่มีความชัดเจนนะครับ มีวัตถุประสงค์และเปูาหมายที่ ชัดขึ้น ชัดขึ้นนี่หมายความว่าอะไรครับ คือ ๑. เราต้องเชื่อมโยงให้ได้นะครับในการจัดทํา งบประมาณกับแผนยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับปัจจุบัน หรือฉบับที่ ๑๒ ที่จะประกาศใช้ในเดือนตุลาคมนี้ นโยบายที่สําคัญของรัฐบาล ซึ่งก็ได้กล่าว ไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานะครับ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวไว้มีอยู่หลายยุทธศาสตร์ แล้วก็ เป็นเรื่องความมั่นคงของประเทศด้วย ทั้งหลายนี่จะต้องเป็นกรอบให้การจัดทํางบประมาณ นําไปสู่ความสําเร็จของยุทธศาสตร์แผนพัฒนานะครับ เรายังดูเรื่องของความครอบคลุม ซึ่งหลาย ๆ ท่านก็ได้อภิปรายมาว่ารวมทั้งเงินนอก นโยบายกึ่งการคลัง เอียร์มาร์กแทกซ์ (Earmarked Tax) ซึ่งเดี๋ยวผมจะขออนุญาตนําเรียนในขั้นตอนเรื่องของการจัดทําคําขอ งบประมาณนะครับ เรื่องของการมีส่วนร่วมโดยประชาชนและทุกภาคส่วนนะครับคงไม่ใช่ เฉพาะประชาชนด้านนั้น เรายังมีภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน ที่มีส่วนร่วม ในการพัฒนาประเทศของเรานะครับ ส่วนเรื่องที่ ๓ ก็เป็นเรื่องของพื้นที่ หลาย ๆ ท่านได้พูดถึง ความสําคัญในระดับพื้นที่ แอเรียเบส (Area based) อันนี้ก็เดี๋ยวจะขอนําเรียนไป แล้วก็เรื่อง ของการติดตามและประเมินผลนะครับ ในอดีตที่ผ่านมาเราอาจจะติดตามได้ไม่มาก ถึงแม้จะ มีส่วนราชการหลายส่วนราชการที่เกี่ยวข้องมาอยู่ในกระบวนการการติดตาม แต่ใน ความเป็นจริงคําถามก็คือว่าติดตามแล้วเอาไปทําอะไรนะครับ อันนี้รวมทั้งเรื่องของเงินกู้ที่ หลายท่านได้อภิปรายอยู่นะครับ เรื่องของเงินเอียร์มาร์กแทกซ์ (Earmarked Tax) ต่าง ๆ หรือ เงินนอกงบประมาณนะครับ ฉะนั้นผมจะขอเรียนอย่างนี้เรื่องของการจัดทําแผนนี่นะครับ หลายท่านก็ได้พูดถึงเรื่องของรายได้ รายได้นี่เป็นเรื่องของกระทรวงการคลังที่จะต้องจัดหา มานะครับ เป็นหน่วยงานโดยตรงนะครับ รายได้จัดเก็บเท่าไร เราก็ได้กําหนดไว้ในกฎหมาย ในฉบับนี้เลยว่าเสนอแนะเลยนะครับว่าจะต้องมีการประชุมอย่างเป็นทางการ ที่ผ่านมา อาจจะเป็นการประชุมร่วมกันนะครับ คราวนี้ก็จะเสนอให้มีท่านนายกรัฐมนตรีหรือ ท่านรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายมาเป็นประธานในที่ประชุมเลยนะครับ ก็ประกอบด้วยสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สํานักงบประมาณ กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นการกําหนดกรอบ งบประมาณรายจ่ายประจําปีในแต่ละปี กรอบงบประมาณรายจ่ายมาจากไหนละครับ ก็ต้อง ดูเรื่องของรายได้จัดเก็บได้เท่าไร ในช่วงสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันท่านก็ทราบดีอยู่ว่า เป็นภาระที่หนัก แต่ก็สามารถดําเนินการจัดเก็บได้ตามเปูาหมายที่ผ่านมา เรื่องของรายจ่าย ละครับจะไปสู่ยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายที่สําคัญ ของรัฐบาล และด้านความมั่นคงอย่างไร มันมีภาระการใช้จ่ายทั้งนั้นนะครับ ฉะนั้นในเรื่อง ของการใช้เงินงบประมาณนี่นะครับมันเป็นส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็คือหนี้สาธารณะที่หลาย ๆ ท่านได้พูดถึง ก็คือเงินกู้ ลําพังงบประมาณอย่างเดียวก็ได้ปีละประมาณ ๒.๗ ล้านล้านบาท เท่านั้นเอง แต่ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน ลดความเหลื่อมล้ํา เพิ่มรายได้ให้กับประชาชนต้องใช้เงินมหาศาล ดังนั้นมันก็ต้องมี การประชุมร่วมกันนะครับ แล้วกําหนดว่าเงินในระบบนั้นจะต้องมีในปริมาณที่เหมาะสม สามารถพัฒนาเศรษฐกิจและดูแลสังคมได้อย่างชัดเจน โดยอย่าลืมด้านความมั่นคงของ ประเทศด้วย ในเรื่องการทํางบประมาณนี่นะครับในการจัดทําแผนอย่างที่ผมนําเรียน เมื่อคุยกันแล้วก็ต้องดูในอดีตที่ผ่านมาด้วยนะครับว่าผลสําเร็จเป็นอย่างไร เราจะทําโครงการ ไหนต่อ หลายท่านก็พูดถึงว่าการจัดทํางบประมาณไม่ได้คํานึงถึงภาระผูกพัน การใช้นโยบายรัฐบาลไม่ได้มีการคํานึงถึงการที่มีที่มาของรายได้ที่จะมาเป็นรายจ่ายใน อนาคต นี่ละครับเป็นสิ่งที่กรรมาธิการได้คํานึงถึง นี่ละครับเป็นสิ่งที่คณะกรรมาธิการชุดเรา พยายามจะกําหนดกรอบและสร้างวินัยนะครับ วินัยนี่ก็คงไม่ใช่เรื่องการคลังอย่างเดียว แต่เป็นวินัยเรื่องรายจ่ายด้วย จะมีประโยชน์อะไรครับที่เราจะบอกว่าจะกู้มา สุดท้าย งบประมาณก็ต้องชดใช้เงินต้นและดอกเบี้ย ต้องมีความสมดุลกัน เหมาะสมกัน เราคง ไม่สามารถกู้จนไม่มีเงินงบประมาณที่จะไปใช้จ่ายอื่น ๆ ยกเว้นในที่สุดนะครับ ไม่อยากจะพูด ว่าตั้งงบประมาณมาก็เป็นเงินเดือนกับเงินต้น เงินดอก คงไม่ใช่ ต้องมาคุยกัน เราต้องร่วมมือกัน ในการที่จะพัฒนาประเทศให้ได้ หลาย ๆ ท่านก็พูดถึงเรื่องของการขอหรือการจัดทํา งบประมาณ บางครั้งได้ดูอะไรกันบ้าง คณะกรรมาธิการชุดนี้เราได้ดูว่าที่ผ่านมานั้นมีการพูด ถึงว่าการจัดทํางบประมาณนั้นไม่มีแผน ไม่มีเปูาหมาย ไม่มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน เราก็ได้กําหนด ขึ้นมาครับว่าในการจัดทํางบประมาณต่อจากนี้ไปแผนของท่านมาจากไหน ผมนําเรียนไปแล้ว นะครับ เมื่อสักครู่นี้เราพูดถึงกรอบงบประมาณ ยุทธศาสตร์ชาติคือยุทธศาสตร์ประเทศ แต่ละกระทรวงต้องไปแปลงยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายรัฐบาลด้านเศรษฐกิจและสังคม และด้านความมั่นคงมาเป็นแผนของกระทรวงครับ จะดําเนินการนอกกรอบไม่ได้ เรามีทิศทางแล้ว กําหนดมาแล้วก็ต้องเดินไปให้ได้ จะกําหนด มาเป็นรายละ ๕ ปีตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก็แบ่งออกเป็น ๔ ช่วง ทําได้ อยู่แล้วครับ เรากําหนดตัวชี้วัดได้ เรามีแผนงาน แผนเงิน ซึ่งแต่ละกรมภายใต้กระทรวงนั้น ก็จะต้องไปดําเนินการต่อไปเป็นรายปีไป ท่านมองเห็นภาพนะครับ จากภาพระดับประเทศชาติ มาถึงระดับกระทรวงและถึงกรม แผนงานนั้นต้องมีความชัดเจนนะครับ เมื่อมี ความชัดเจนแล้วจากนี้ไปเราจะทําอะไรล่ะครับ เราก็ต้องมานั่งดูว่าสิ่งที่เขาขอมานั้น ตอบสนองความต้องการในแต่ละระดับอย่างไร เราพูดถึงระดับชาติ ทีนี้ในเรื่องของการขอ งบประมาณนี่ทางคณะเรามุ่งเน้นไปเรื่องของพื้นที่ แต่ไม่ใช่เฉพาะพื้นที่นะครับ ยังมีเรื่อง ของอะเจนดา (Agenda) เรื่องของพื้นที่ และเรื่องของภารกิจ ๓ ประสานครับ ถ้าท่านจะทํา อย่างใดอย่างหนึ่งนี่เราก็ต้องถามต่อว่าแล้วตอบสนองด้านอื่น ๆ บ้างหรือไม่ อย่างไร ท่านจะ พูดถึงความเหลื่อมล้ํา พูดถึงความยากจน พูดถึงบริหารโครงสร้างพื้นฐาน บริหารจัดการน้ํา เรื่องสวัสดิการต่าง ๆ การศึกษา สาธารณสุข ดูแลความยากจน คนพิการและผู้ด้อยโอกาส ทั้งหมดนี้เป็นทั้งอะเจนดา (Agenda) และเรื่องของฟังก์ชัน (Function) ทีนี้พูดถึงเรื่องพื้นที่ หลาย ๆ ท่านก็พูดถึงแผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ผมขอนําเรียนอย่างนี้ครับ คณะกรรมาธิการเราก็ได้พยายามศึกษานะครับ ถ้าท่านดูแผนภูมิที่ ๑ ว่าเราจะตอบสนอง ความต้องการของประชาชนได้อย่างไร จะเปิดช่องให้เขามามีส่วนร่วมได้อย่างไร เรามีกลไก ท้องที่ก็คือกระทรวงมหาดไทย กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ตําบล แผนอําเภอ หลายท่านก็บอกว่า น่าจะมี กบอ. อันนี้ก็จะเป็นกลไกต่อไปที่จะพัฒนาโดยกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเขามี แผนพัฒนาอําเภออยู่แล้ว จากแผนพัฒนาอําเภอก็จะขึ้นมาสู่เป็นแผนพัฒนาจังหวัดและ กลุ่มจังหวัดซึ่งมีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน อันนี้เรื่องของท้องที่ และท้องถิ่น ล่ะครับ ก็แน่นอน อบต. เทศบาล และ อบจ. ประชาชนสามารถเข้าได้ ๒ ทางแล้วนะครับ ทางที่ ๓ ก็คือเรื่องของส่วนราชการที่มีอยู่ในภูมิภาค เขาก็ต้องแสดงความต้องการไปสู่ ส่วนราชการที่เป็นระดับอําเภอ ระดับจังหวัด ทั้งหลายทั้งปวงนี่ต้องมารวมกันเป็น แผนพัฒนาจังหวัดครับ แผนพัฒนาจังหวัดจะสะท้อนถึงความต้องการของระดับประชาชน แต่ที่เรามุ่งเน้นก็คือว่า ในการจัดทําแผนพัฒนาจังหวัดนั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องเข้ามามีส่วนร่วม ด้วยนะครับ ภาคเอกชน สภาอุตสาหกรรม หอการค้า อันนี้ยกตัวอย่างนะครับ ข้าราชการหรือส่วนราชการที่เป็นส่วนกลาง เราจะได้ยินเสมอว่าส่วนภูมิภาคจาก ๔๒๐ หน่วยงาน ส่วนทบวง กรมนี่นะครับ มีแค่ ๓๘ หน่วยงานเองที่เป็นส่วนภูมิภาค ที่เหลือ จะเป็นส่วนกลาง ทําอย่างไรที่ส่วนกลางจะรับทราบนะครับว่าประชาชนต้องการอะไร เราได้ยิน อยู่เสมอนะครับว่าสิ่งที่ให้ไปไม่ได้ต้องการ แต่สิ่งที่ต้องการกลับไม่ได้ ฉะนั้นถ้าแผนพัฒนา จังหวัดที่ดีตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจนะครับจัดมาทํา เป็นกรอบ และเป็นแผนพัฒนาจังหวัดสามารถทําได้ดีครับ ตอนนี้ก็ได้ริเริ่มกันมาแล้วนะครับ รัฐบาลชุดนี้ก็ได้ริเริ่มมาจากตําบลละ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๒๐๐,๐๐๐ บาทต่อหมู่บ้าน กลไก ตื่นตัวครับ ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมแล้ว นี่เฉพาะเสนอความต้องการ ถ้าแผนจังหวัดดี นะครับ ๗๖ จังหวัด ไม่รวม กทม. นะครับ ท่านก็ลองคิดดูนะครับว่าประชาชนจะได้รับ การตอบสนองอย่างไร ทุกภาคส่วนที่มีส่วนร่วมในการจัดทําแผนพัฒนาจังหวัดจะทราบที่มา ของความต้องการ จะก้าวไปอย่างไรใน ๕ ปีข้างหน้า ๑๐ ปี ๑๕ ปี และ ๒๐ ปีข้างหน้า เราจะไปไหน จะต้องมีความชัดเจนนะครับ ฉะนั้นผมก็นําเรียนได้เลยว่าถ้าแผนเราดีนะครับ มีแผนงานที่ดี แผนเงินที่ดี ก็แน่นอนครับงบประมาณก็จะลงไปสู่พื้นที่ แต่การมีแผนงานที่ดี ไม่ง่ายครับ ท่านที่อยู่ภาคเอกชนก็ดี หรือข้าราชการ อดีตข้าราชการก็ดี การจัดทําแผนงาน ไม่ใช่ของง่าย มันมีที่มา ก็ต้องถามว่าที่มานั้นมาอย่างไรนะครับ มาโดยภารกิจ มาโดย การเมือง หรือมาจากภาคอื่น ๆ อย่างไร ก็ต้องมีการวิเคราะห์ครับ อย่างที่บางท่านได้แนะนํา นะครับตัวชี้วัดนี่สําคัญ รายละเอียดต้องมี ต้องมีการศึกษาผลตอบแทนในด้านการลงทุน ผลตอบแทนในด้านสังคม เศรษฐกิจต้องมี เราก็จะเริ่มที่ตรงนี้ละครับ คณะของเราก็พยายาม ที่จะส่งเสริมให้ส่วนราชการได้มามีส่วนที่จะพัฒนาประเทศโดยเริ่มการจัดทําแผนที่ดี นี่ภายใต้กรอบแผนจังหวัดนะครับ เมื่อมีแผนที่ดีก็ต้องมีที่มาของเงิน ฉะนั้นเงินในจังหวัด ก็อาจจะแบ่งได้เป็นหลายส่วน
ส่วนแรกก็คืองบที่ท้องถิ่นได้รับจัดสรรจากงบประมาณ ปีหนึ่งก็ประมาณ ๒๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ส่วนที่เขาเก็บได้เองนะครับ และส่วนที่รัฐจัดให้และแบ่งให้ ทั้งหมด ก็อยู่หรือควรจะได้รับความร่วมมือจากท้องถิ่นในการจัดทําเป็นแผนพัฒนาจังหวัด
ส่วนที่ ๒ ก็คือส่วนที่รัฐจัดสรรให้ตรง ก็งบผู้ว่าซีอีโอ (CEO) ในปี ๒๕๕๙ ก็ประมาณ ๒๔,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๐ ก็ประมาณ ๒๗,๐๐๐ ล้านบาท มันเป็นส่วนเติม ให้เต็ม นี่ ๒ ส่วนนะครับ
ส่วนที่ ๓ ก็จากส่วนราชการ และส่วนอื่น ๆ ก็ต้องเป็นภาคเอกชนที่เข้ามา มีส่วนร่วมด้วย องค์การมหาชน รัฐวิสาหกิจ ถ้าทําได้มันมีละครับ ๑. จะทําอะไร ๒. ใครเป็น ผู้ทํา ๓. และใช้เงินจากตรงไหน ตรงนี้นะครับผมก็หวังว่าคณะกรรมาธิการของเราที่พยายาม ที่จะผลักดันให้เกิดกลไกนี้ตามแผนภูมิที่ ๑ นี่นะครับ เราก็คาดหวังไว้ว่าจะเกิดขึ้นได้ แต่ก็ต้องค่อยเป็นค่อยไปนะครับ เพราะว่าอย่างที่หลาย ๆ ท่านก็บอกเราต้องดูว่าเขาพร้อม หรือเปล่า ความพร้อมในที่นี้ก็หมายถึงว่าเราต้องพัฒนาองค์กรเหล่านี้ให้มีศักยภาพ ในการจัดทําแผน มีศักยภาพในการจัดทําแผนเงิน และสุดท้ายดําเนินการโดยสุจริตและ โปร่งใส ถ้าไม่อย่างนั้นก็ไม่มีประโยชน์ หลายท่านก็บอกว่าใช้เงินโดยไร้ประสิทธิภาพ ไม่มีประสิทธิผล กลไกเหล่านี้เราต้องค่อย ๆ คิดสร้าง ไม่ใช่ค่อย ๆ ค่อย ๆ ไม่ใช่เป็น ระยะนานครับ แต่ต้องระยะเร็วนี่ละครับ ในช่วงนี้ โอกาสนี้ เป็นโอกาสทองที่จะทํานะครับ ฉะนั้นผมก็ขออนุญาตนําเรียนว่าสิ่งที่เราพยายามจะทําอยู่นี้ เราก็ต้องการให้เกิดขึ้น และพยายามเสนอเข้าไปยังรัฐบาลว่าคณะปฏิรูปของเรา กรรมาธิการชุดนี้มีประเด็นอะไร ที่สําคัญที่ท่านจะรับไปรับฟังต่อและไปปฏิบัติต่อ แน่นอนมันก็คงต้องมีความละเอียด และมีความรอบคอบอย่างที่หลายท่านได้แนะนํา ในเรื่องของการขอนี่นะครับ การจัดทํา นี่นะครับ สิ่งที่เราพยายามทําอยู่ก็คือจัดทําปฏิทินของท้องถิ่น ถ้าท่านเปิดไปท่านจะเห็นว่า ในแต่ละเดือน ในการจัดทําแผนพัฒนาจังหวัด กลุ่มจังหวัด หรือท้องถิ่นจะเข้ามามีส่วน หรือตรงไหน อย่างไร สิ่งเหล่านี้เราต้องประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ หลาย ๆ ท่านบอกว่า ประชาชนอยากมีส่วนร่วม แต่จะเข้ามาร่วมอย่างไร ไม่ได้มีอินเทอร์เน็ต (Internet) ตลอด ไม่ได้เข้าถึงคอมพิวเตอร์ ไม่ได้มีเว็บไซต์ (Web site) อันนี้เป็นเรื่องของภารกิจของท้องที่ และท้องถิ่นที่จะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ประเทศเราประชาชนหลายท่านก็ยังไม่มี หรือยังเข้าไม่ถึงข้อมูล แต่จะต้องเป็นการเปิดเผยให้ได้ เราจะได้เห็นว่าสิ่งที่ประชาชนร้องขอ หรือต้องการนั้นได้รับการตอบสนองอย่างไร
เรื่องที่ ๓ ที่ผมอยากนําเรียนก็คือเรื่องของการอนุมัติ การอนุมัติงบประมาณ กระบวนการที่หลายท่านพูดอยู่ก็คือเรื่องของเวลาของบประมาณแล้วมีอยู่ ๒ ส่วน คือเงินงบประมาณ และ ๒. เงินที่ถือว่าเป็นเงินนอกงบประมาณ ถ้าอย่างนั้นเวลาเราพูดถึง เงินนอกนี่นะครับ เราหมายถึงอะไรที่ไม่ได้เป็นเงินงบประมาณ แต่ท่านมาใช้จ่ายร่วมกับ การใช้จ่ายเงินงบประมาณครับ ของกองทุนที่เมื่อสักครู่นี้ที่ท่านสมชัย ขออนุญาตต้อง เอ่ยนามนะครับ กองทุนของผู้ใช้แรงงาน เงินทดรองอะไรต่าง ๆ นี้เราก็คงไม่ได้แตะต้อง หรอกครับ แต่สิ่งที่เราอยากทราบก็คือว่าเมื่อท่านมาของบประมาณแล้วนี่ ในขณะเดียวกัน ท่านก็มีเงินนอกงบประมาณ ท่านใช้จ่ายภารกิจอะไรบ้าง ซ้ําซ้อนกับที่ท่านของบประมาณ หรือไม่ แค่นี้ละครับเพื่อเป็นการประหยัดเงินงบประมาณไปใช้ด้านอื่น ๆ ฉะนั้นตรงนี้ ผมก็ขออนุญาตเรียนว่าการจัดทํางบประมาณและอนุมัติงบประมาณเราต้องดูให้รอบคอบ และครอบคลุมครับ มีท่านหนึ่ง หลายท่านก็บอกว่าสถาบันวิเคราะห์งบประมาณของรัฐสภา มีความสําคัญ จริงครับ บทบาทที่เราเสนอนั้นไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมเลย ภารกิจต่าง ๆ ครบถ้วน แต่ที่เราเสนอนั้นก็คือค่อยเป็นค่อยไป เราไม่อยากให้มีการจัดตั้งองค์กรขึ้นมาใหม่ หรือสถาบันขึ้นมาใหม่ในระยะเวลานี้ เราต้องค่อยศึกษานะครับ ตอนนี้มันเป็นหน่วยงาน ภายในสังกัดรัฐสภา ก็มีความเป็นอิสระอยู่แล้ว ดังนั้นในสิ่งที่ข้อมูลที่ท่านอยากจะถามว่า เข้าถึงหรือไม่ กลไกของฝุายนิติบัญญัติก็ยังมีคณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ อยู่ ตอนนี้ที่อยู่ตึก ๒ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจําปี พ.ศ. ๒๕๖๐ ก็มีการดู รายละเอียดของค่าใช้จ่าย มีการพูดถึงแผน ตัวชี้วัดและวงเงินที่ขอเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร ฉะนั้นในกระบวนการนี้ก็ขอรับฟังไว้ว่าการอนุมัติเงินงบประมาณนี่นะครับจะต้อง มีหน่วยงานที่คอยสนับสนุนข้อมูลให้กับฝุายกรรมาธิการ
ในเรื่องของการบริหารนะครับ หลายท่านก็บอกว่ากฎหมายอื่น ๆ หรือ เปิดช่องว่างให้กฎหมาย หรือให้รัฐบาล หรือฝุายบริหารมีการกู้เงินได้ อันนี้ต้องนําเรียนว่า ในการใช้จ่ายเงินงบประมาณปีหนึ่ง ๆ เป็นไปตามระยะเวลา ตามปฏิทินงบประมาณ เราเริ่มตอน เดือนมกราคม อนุมัติเป็นพระราชบัญญัติออกมาก็เดือนกันยายน แต่ช่วงระหว่างปีที่ทาง พระราชบัญญัติได้ยกไว้ว่าให้กฎหมายอื่นหรือท่านตั้งข้อสังเกตมาว่าเป็นการกู้เงิน ก็เปิดโอกาสให้ฝุายบริหารโดยกระทรวงการคลังเป็นฝุายกู้หรือเป็นเรื่องของการบริหาร จัดการหนี้ ปัญหาที่เราพบนี่นะครับก็คือเรื่องของการใช้หรือที่มาของพระราชบัญญัติเงินกู้ ต่าง ๆ เราก็เสนอไว้ว่าต่อจากนี้ไปจะต้องมีความชัดเจนเรื่องแผนงานไม่ใช่เอาเงินมาก่อนแล้ว ค่อยคิด แต่ต้องคิดก่อนแล้วค่อยหาแหล่งเงิน ถ้างบประมาณมีไม่เพียงพอก็แน่นอนครับ จะต้องกู้ อันนี้เราจะหารือร่วมกับทางคณะกรรมาธิการฝุายเศรษฐกิจอีกครั้งหนึ่งเพื่อ ความชัดเจนรัดกุมแล้วก็ให้มีความสมบูรณ์ในเรื่องของการบริหารโดยอํานาจฝุายบริหาร
สุดท้ายที่จะขอสั้น ๆ ก็คือเรื่องของการติดตาม หลาย ๆ ท่านก็พูดถึงว่า เราใช้จ่ายไปแล้วมันไม่เป็นบทเรียนนะครับ ทําอย่างไรจะให้มีการทบทวนไม่ใช่เฉพาะ เงินงบประมาณนะครับ แต่เรื่องของเงินกู้ด้วยมาเป็นบทเรียนที่เราจะไม่ทําอีกต่อไป การใช้จ่าย จะต้องมีประสิทธิภาพคํานึงถึงผลประโยชน์ที่จะได้แก่ทุกภาคส่วน ฉะนั้นสิ่งที่ คณะกรรมาธิการชุดนี้พยายามจะทําอยู่ก็คือการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการที่มีอยู่ ให้ดีขึ้น และมีการปฏิรูปให้ถูกต้องตามทิศทาง ในเบื้องต้นถ้ายังไม่ได้ตอบท่านใดเดี๋ยวท่านก็ อาจจะขึ้นมาได้นะครับ แล้วเดี๋ยวจะพยายามตอบให้ แต่ในเบื้องต้นนี้ขอรวบรวมเป็นประเด็น แล้วก็ตอบไปตามกระบวนการในครั้งนี้ก่อนนะครับ ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ท่านต่อไปที่จะชี้แจงเรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพครับ ผมมีประเด็น สั้น ๆ ครับเป็นเรื่องเชิงคําถาม เพราะว่าการอธิบายในแง่แนวความคิดภาพรวมของระบบ การเงินการคลังและงบประมาณของภาครัฐนี้ท่านเดชาภิวัฒน์ได้กรุณาฉายภาพที่เป็น หลักการสําคัญ ๆ ให้เห็นภาพรวมไปแล้ว
ประเด็นที่เป็นคําถามท่านแรกนะครับคือของท่านคุรุจิต ท่านถามกรณีที่ สปช. ท่านได้เสนอให้มีการตั้งหน่วยงานในการพัฒนาระบบการคลังท้องถิ่นขึ้นมาใน กระทรวงการคลัง ซึ่งเรื่องนี้ทางคณะกรรมาธิการก็ได้นํามาพิจารณานะครับ แล้วก็เห็นด้วย ในหลักการอย่างยิ่งว่าควรจะมีหน่วยงานหรือองค์กรใดที่จะต้องทําหน้าที่นี้ แต่เมื่อตรวจสอบ ระบบการทํางานในเรื่องของการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นก็ปรากฏว่ามีหน่วยงานที่ทํา หน้าที่นี้โดยตรงอยู่แล้ว ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านสมาชิกหลายท่านก็ได้อภิปรายแสดงความเห็น ในเรื่องนี้ หน่วยงานแรกก็คือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ท่านก็มี ทั้งกฎระเบียบ ทั้งอํานาจหน้าที่ตามกฎหมายที่จะดูแลในเรื่องของการพัฒนาศักยภาพของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในภาพรวมอยู่แล้ว และท่านก็จะเป็นหน่วยงานที่ช่วยเหลือ สนับสนุนการทํางานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในมิติเกี่ยวกับการเงินการคลังมา โดยตลอดอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว อีกหน่วยงานหนึ่งก็คือคณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นเป็นคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอน การกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หลายท่านได้มีการอภิปรายถึงเล็กน้อย แต่ที่จริงเรื่องกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายใหญ่แล้วเป็นกฎหมายสําคัญที่จะนําไปสู่เรื่อง การปฏิรูประบบการเงินการคลังของท้องถิ่นในเชิงท้องที่ คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่โดยตรง ในการที่จะดูแลพัฒนาเรื่องการเงินการคลังท้องถิ่น มีหน้าที่ในการเสนอกฎหมาย ออกกฎ ออกระเบียบแล้วก็มีการสร้างตัวชี้วัดต่าง ๆ ด้วย แต่เราอาจจะยังไม่ค่อยได้ยินบทบาทหน้าที่นี้ ของคณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากนัก ซึ่งเราก็ได้ เสนอเป็นแนวความคิดเชิงพัฒนาไปที่จะให้คณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทในเรื่องของการบูรณาการการใช้งบประมาณเชิงพื้นที่ ต่อไป
อีกประเด็นหนึ่งที่อยากเรียนสรุปในประเด็นนี้ก็คือเราเห็นว่าเรามีหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องทําหน้าที่นี้อยู่แล้วก็เลยไม่จําเป็นที่จะต้องไปตั้งหน่วยงานใหม่ซึ่งมันอาจจะเกิด ความซ้ําซ้อน แล้วก็เท่าที่ประชุม สปท. หลายท่านก็อภิปรายมาตลอดว่าเรื่องการตั้ง หน่วยงานใหม่นี้ก็ขอให้ระมัดระวัง เพราะมันจะกระทบเรื่องโครงสร้าง เรื่องความซ้ําซ้อน ในหน้าที่ต่าง ๆ ตามมา
อีกประเด็นหนึ่งมีท่านสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายเกี่ยวกับตาราง ตาราง ว่าด้วยการพิจารณางบประมาณเชิงพื้นที่ซึ่งในเอกสารที่แจกท่านสมาชิกไปเป็นตาราง หมายเลข ๑ ถ้าอยู่ในเอกสารจะอยู่ในหน้าที่ ๓๔ เมื่อสักครู่ท่านเดชาภิวัฒน์กรรมาธิการ ท่านได้เล่าคอนเซ็ปต์ (Concept) ทั้งหมดให้ฟังแล้ว ผมเรียนเพิ่มเติมนิดเดียวเพื่อความเข้าใจ นะครับว่า วันนี้ปัญหาของการบริหารงบประมาณเชิงพื้นที่ เรามีองค์กรที่ทํางานเรื่องเชิงพื้นที่ อยู่ตามกฎหมาย ๓ รายด้วยกัน รายที่หนึ่ง ผมขอเอารายที่เป็นแกนกลางก่อน ก็คือ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบูรณาการงบประมาณของท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ที่เราเรียกว่า กบจ. หรือคณะกรรมการจัดทําแผนพัฒนาจังหวัด ซึ่งเมื่อสักครู่ได้พูดไปแล้ว อันนี้เป็น แกนกลาง มีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน การทําแผนขึ้นตรงต่อคณะกรรมการที่มี ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีสํานักงาน ก.พ.ร. เป็นฝุายเลขานุการ นี่คือแกนกลาง ในรูปนั้นท่านจะเห็นว่าอยู่ตรงกลางเลย ทางขวามือนี่ก็เป็นที่รู้จักกันก็คือหน่วยงานราชการ ส่วนกลางและส่วนภูมิภาคคือกระทรวง ทบวง กรมนั่นละครับ กระทรวงมีกรม กรมก็ลงไปที่ ส่วนภูมิภาค ส่วนภูมิภาคก็ทํางานในพื้นที่เหมือนกัน ซีกซ้ายมือ ซึ่งเป็นซีกที่มีท่าน สปท. หลายท่านตั้งคําถามเกี่ยวกับเรื่อง อปท. ที่จะรายงานตรงไปที่คณะกรรมการการกระจาย อํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นผ่านสํานักงาน ผมเรียนอย่างนี้ครับว่าอาจจะเป็น การอธิบายที่ยังไม่ชัดเจนเท่าไร ต้องเรียนว่าจริง ๆ หน้าที่นี้สํานักงานคณะกรรมการ การกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยคณะกรรมการการกระจายอํานาจ ชุดใหญ่ที่มีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีหน้าที่รับรายงานเรื่องแผนพัฒนาและ แผนกระจายอํานาจของท้องถิ่นอยู่แล้ว กฎหมายกําหนดไว้ชัดเจนครับ ต้องรายงานอยู่แล้ว แต่การรายงานเข้าไปมันก็จะจบอยู่ในคณะกรรมการการกระจายอํานาจ เราเลยสร้าง แบบฟอร์ม (Form) ขึ้นมาว่า ๓ แท่งที่ลงไปทํางานในพื้นที่ควรจะมีการเชื่อมข้อมูลซึ่งกัน และกัน ท้องถิ่นมีแผนพัฒนา มีแผนกระจายอํานาจท้องถิ่นของท่านผู้ว่าราชการจังหวัด มีแผนพัฒนาจังหวัด มีแผนกลุ่มจังหวัด ราชการภูมิภาคมีแผนกระทรวง ทบวง กรม ทั้งหมด นี่ปัญหาทุกวันนี้ก็คือเราขาดการประสานกันในระดับการทําแผนและการมีส่วนร่วมของ ประชาชนในพื้นที่ ฉะนั้นแบบฟอร์ม (Form) ที่ออกมานี่เป็นแบบฟอร์ม (Form) เชิง ข้อเสนอแนะ ไม่ได้ไปแก้กฎหมายอะไรครับ เพียงแต่ต้องการให้ทั้ง ๓ แท่งที่อยู่ในพื้นที่ โดย เราหวังที่จะให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านมีหน้าที่ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหาร ราชการแผ่นดิน ท่านมีพระราชบัญญัติที่อยู่ในมือท่านมาก แม้กระทั่งเรื่องท้องถิ่น ท่านก็มี อํานาจในเรื่องของการตรวจสอบงบประมาณซึ่งท้องถิ่นจัดทําขึ้นมา มีอํานาจในการยับยั้ง มีอํานาจในการตั้งข้อสังเกต ส่วนภูมิภาคส่วนใหญ่ถึงแม้ว่าจะเป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงกับกรม หรือกระทรวง แต่ท่านก็สามารถกํากับดูแลบังคับบัญชาตามกฎหมายอื่น ๆ ได้ เพราะฉะนั้น ในแนวความคิดของคณะกรรมาธิการเราต้องการเห็น ๓ แท่งที่อยู่ในพื้นที่ทํางานเชิง ประสานกัน ท่านจะเห็นว่าแต่เดิมสํานักงานคณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นท่านจะจบอยู่ในตัวของท่าน ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ทราบหรอก ครับว่า ท้องถิ่นมีแผนพัฒนาและแผนกระจายอํานาจในพื้นที่อย่างไร ผมเคยมีโอกาสไปร่วม ประชุมกับคณะกรรมการ ก.น.จ. ไม่เคยมีการพูดเรื่องนี้ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดไม่รู้หรอก ครับ ในส่วนของส่วนภูมิภาคก็เหมือนกันครับ ผู้ว่าราชการจังหวัดจะมารู้ว่าภูมิภาคมีเงินลงไป ทําอะไรในพื้นที่ ผมว่าบางทีใกล้ ๆ จะสิ้นปีงบประมาณถึงจะเห็น เพราะขั้นตอนที่กระทรวง กรม กว่าจะโอนเงินไป กว่าจะบริหารงบประมาณภายในกระทรวงก็มีขั้นตอนอยู่ ฉะนั้น เจตนาคือต้องการสร้างเส้นประขึ้นมาในระหว่าง ๓ แท่งนี้ จะเป็นเส้นในเชิงของการ แลกเปลี่ยนการทําข้อมูลร่วมกัน เพื่อให้เกิดแผนที่ดีตามที่ท่านเดชาภิวัฒน์บอก เมื่อแผนที่ดี มาแล้วนี่การใส่เงินก็จะไม่ซ้ําซ้อน ไม่สับสน ประชาชนก็ไม่สับสนนะครับ นี่คือเจตนาของ การสร้างแผนภูมินี้ขึ้นมา แผนภูมินี้ไม่ได้ไปแก้กฎหมายอะไรนะครับ ไม่ได้ไปเพิ่มขั้นตอน ไม่ได้ไปทําอะไรเลย เพียงแต่แนะนําว่าท่านผู้ว่าราชการจังหวัดต้องใช้อํานาจของท่าน ทั้งในฐานะเป็นผู้นํา ทั้งในฐานะตามกฎหมาย ทั้งในฐานะที่ท่านมีกฎหมายอื่น ๆ อยู่ในมือเยอะ ในการที่จะบูรณาการงานพื้นที่ทั้งหมด ส่วนเรื่องขั้นตอนในการจัดสรรงบประมาณนั้น ผมเพิ่มเติมนิดหนึ่ง อยู่ในพระราชบัญญัติงบประมาณฉบับที่กําลังจะปรับปรุงแก้ไขนี่นะครับ อยู่ในมาตรา ๑๓ มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕ เงินจะลงพื้นที่ด้วยวิธีใด เป็นหน้าที่ที่ท่านผู้อํานวยการสํานักงบประมาณจะไปทําความตกลงวางหลักเกณฑ์ วางวิธีการ วางขั้นตอน เพื่อเจตนารมณ์ของการที่จะให้เงินลงพื้นที่เป็นไปตามเจตนาของ กฎหมายที่จะให้พื้นที่ได้รับงบประมาณและใช้งบประมาณตรงตามความต้องการของ ประชาชนสูงสุดครับ ขอบพระคุณครับ
คณะกรรมาธิการ เชิญท่านณัฏฐา พาชัยยุทธ ค่ะ
กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและสมาชิกทุกท่าน กระผม ณัฏฐา พาชัยยุทธ นะครับ ขอเรียนชี้แจงใน ๓ ประเด็นหลัก
ท่านณัฏฐากรุณาพูดดัง ๆ หน่อยนะคะ สมาชิกจะได้ได้ยิน
ครับ ขอเรียน ชี้แจงใน ๓ ประเด็นหลัก ๆ นะครับ เรื่องแรกก็คือ เรื่องของสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี (GDP) ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เรื่องที่ ๒ ก็คือว่าคณะกรรมาธิการได้เสนอให้นําสถาบันการเงินของ รัฐเป็นส่วนหนึ่งของหนี้สาธารณะหรือไม่ เรื่องที่ ๓ ก็คือว่าคณะกรรมาธิการนี้สนับสนุน ข้อเสนอของกระทรวงการคลังที่ปรากฏอยู่ในร่างพระราชบัญญัติการเงินการคลังหรือไม่ อย่างไร เอาประเด็นแรกก่อนนะครับ
ประเด็นแรกก็คือ เรื่องของ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ๖๐ เปอร์เซ็นต์มีกรอบแนวคิด ที่มาแบบนี้ครับ ในปัจจุบันนี้การกําหนดสัดส่วนหรือว่าการตั้งเพดานเงินกู้ของประเทศไทย กําหนดอยู่ในกฎหมายหลายฉบับและปรากฏอยู่ในหลายมาตรานะครับ เอาสัดส่วนแรกก่อน นะครับ ก็คือการชดเชยการขาดดุลงบประมาณหรือเมื่อรายจ่ายสูงกว่ารายได้ในปีงบประมาณ ซึ่งอันนี้ก็จะปรากฏอยู่ในร่างพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณฉบับใหม่ ปรากฏอยู่ใน พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ ฉบับปี ๒๕๐๒ แล้วก็ปรากฏอยู่ในพระราชบัญญัติ การบริหารหนี้สาธารณะ ปี ๒๕๔๘ ซึ่งกําหนดเอาไว้ว่าร้อยละ ๒๐ ของจํานวนเงิน งบประมาณรายจ่ายประจําปีและงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม หรือของจํานวนเงิน งบประมาณรายจ่ายประจําปีที่ล่วงมาแล้ว และร้อยละ ๘๐ ของงบประมาณรายจ่ายที่ตั้งไว้ สําหรับชําระคืนต้นเงินกู้ หรือที่กระทรวงการคลังหรือสํานักงบประมาณเราเรียกกันสั้น ๆ ว่า ๒๐ ๘๐ นะครับ ๒๐ ๘๐ อันนี้เป็นการชดเชยการขาดดุลงบประมาณเท่านั้นนะครับ นอกเหนือจาก ๒๐ ๘๐ แล้วยังมีอํานาจในการกู้เงินที่นอกเหนือจากนี้อยู่ในพระราชบัญญัติ การบริหารหนี้สาธารณะ ปี ๒๕๔๘ ซึ่งให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เพื่อพัฒนาตลาดตราสารหนี้ ค้ําประกันเงินกู้ให้แก่รัฐวิสาหกิจ กู้เพื่อให้รัฐวิสาหกิจกู้ต่อเป็นเงินบาท กู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคม กู้เพื่อให้รัฐวิสาหกิจกู้ต่อเป็นเงินตราต่างประเทศ ซึ่งการกู้รายการต่าง ๆ เหล่านี้ ก็จะมีอํานาจแล้วก็สัดส่วนหรือเพดานกําหนดเอาไว้ในกฎหมายหลากหลายมาตราตาม พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ ปี ๒๕๔๘ ทีนี้กระทรวงการคลังเองท่านก็ตระหนัก ถึงความสําคัญในการมีกรอบในการบริหารภาพรวมของหนี้สาธารณะ เพราะฉะนั้นท่านเอง ก็ได้มีการพัฒนาสิ่งที่เราเรียกกันว่า กรอบความยั่งยืนทางการคลัง ซึ่งกรอบความยั่งยืน ทางการคลังก็จะมีตัวชี้วัดอยู่หลายอย่างด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น ๑. ก็คือประมาณการ หนี้สาธารณะต่างประเทศต่อรายได้จากการส่งออกสินค้าและบริการ ระดับหนี้สาธารณะต่อ จีดีพี (GDP) หรือภาระหนี้ต่องบประมาณ เป็นต้น
ทีนี้คําถามก็คือว่าในทางปฏิบัติกรอบความยั่งยืนทางการคลังถูกเอาไปใช้ อย่างไร กระทรวงการคลังต้องพัฒนาแผนบริหารหนี้สาธารณะประจําปีงบประมาณ ซึ่งกระทรวงการคลังต้องนําเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติ ซึ่งในแผนบริหารหนี้ประจําปีก็จะ มีการสรุปยอดของหนี้ตามกฎหมายต่าง ๆ ที่ผมได้พูดไปแล้วเมื่อสักครู่ เช่น ค้ําประกันเงินกู้ ต่อรัฐวิสาหกิจ กู้เพื่อพัฒนาตราสารหนี้ต่าง ๆ ก็ดี ประกอบกับสรุปภาพรวมของหนี้ สาธารณะว่าเป็นไปตามกรอบความยั่งยืนทางการคลังหรือไม่ ซึ่งอันนี้ก็เป็นสิ่งที่ กระทรวงการคลังรายงานคณะรัฐมนตรีและสามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดปีแผนบริหารหนี้ นะครับ คําถามก็คือ กรอบความยั่งยืนทางการคลังมีสถานะทางกฎหมายอย่างไร กรอบความยั่งยืนทางการคลังกําหนดมานานแล้ว ยกตัวอย่างเช่น ช่วงระหว่างปี ๒๕๔๔ ถึง ปี ๒๕๔๕ กรอบได้กําหนดเอาไว้ ๖๕ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ต่อมาได้มีการปรับ หลายครั้ง เป็น ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ๕๕ เปอร์เซ็นต์ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ จนกระทั่งในเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๕๒ ได้ปรับเป็น ๖๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ใช้สัดส่วนนี้มาจนถึงปัจจุบัน แต่ในทางกฎหมาย แล้วได้มีการเอ่ยถึงกรอบความยั่งยืนทางการคลังอยู่ที่เดียว ซึ่งเป็นระเบียบของ กระทรวงการคลังในการบริหารหนี้ ปี ๒๕๔๙ ทีนี้ความเห็นของคณะกรรมาธิการ ก็คือในเมื่อ กระทรวงการคลังก็ได้เห็นความสําคัญในการมีกรอบใหญ่ในการบริหารระดับหนี้สาธารณะ เพื่อให้อยู่ในเกณฑ์ที่สามารถบริหารจัดการได้ ไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อฐานะทางการคลัง ของประเทศจนเกินไปนัก ทางคณะกรรมาธิการจึงเห็นว่าควรจะมีการนํากรอบ ๖๐ เปอร์เซ็นต์บัญญัติเอาไว้เป็น กฎหมายเพื่อให้มีการบังคับใช้เพดานหนี้สาธารณะอย่างมีความเป็นรูปธรรม แทนที่แต่ก่อน ที่ไม่มีผลบังคับตามกฎหมายนะครับ นอกจากนี้คณะกรรมาธิการยังมีความรู้สึกว่าอํานาจ ในการกําหนดสัดส่วนหนี้สาธารณะควรจะเป็นของฝุายนิติบัญญัติ เพราะในปัจจุบันแล้ว ไม่ว่า ๒๐ ๘๐ ที่กล่าวมา ไม่ว่าการกู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจก็ดี สัดส่วนเหล่านี้ถูกกําหนดไว้ ในกฎหมาย ฉะนั้นเพดานรวมของหนี้ทั้งหมดก็น่าจะถูกกําหนดเอาไว้เป็นกฎหมาย ซึ่งเป็น อํานาจของฝุายนิติบัญญัติ ก็เป็นอํานาจของฝุายบริหารที่จะไปบริหารจัดการภายใต้กรอบที่ ฝุายนิติบัญญัติได้กําหนดเอาไว้ให้
ทีนี้ก็มีคําถามต่อมาอีกนะครับว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์เราเอามาจากไหน เมื่อสักครู่ผมก็ได้กล่าวไปสั้น ๆ แล้วว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์จริง ๆ เราเอามาจากกรอบ ความยั่งยืนทางการคลังที่กระทรวงการคลังเองใช้อยู่ ๒. เผอิญไปตรงกับกรอบวินัยทาง การคลังที่สหภาพยุโรปใช้อยู่ตามสนธิสัญญามาสทริชต์ (Maastricht) ซึ่งเราก็เห็นว่าน่าจะ เป็นกรอบที่มีความเหมาะสมในการเริ่มต้นพัฒนาความยั่งยืนทางการคลังของประเทศไทย ทีนี้ในขั้นตอนการทํางานเราก็ได้มีการหารือกันพอสมควรว่าควรจะมีข้อยกเว้นหรือไม่ เช่น ในกรณีของสงคราม ของภัยพิบัติ หรือกรณีของวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งถ้าเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ เราก็สามารถอาจจะมีแนวทางให้ฝุายบริหารนั้นหารือกับฝุายนิติบัญญัติเพื่อหาทางออกต่อไป แต่ว่าท้ายที่สุดแล้วเราก็เห็นว่าเพื่อสร้างความเป็นรูปธรรมมากที่สุดจึงไม่ได้กําหนดข้อยกเว้น เอาไว้ให้นะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็คือที่มาที่ไปของสัดส่วนหนี้สาธารณะ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ต่อจีดีพี (GDP)
ส่วนเรื่องที่ ๒ ที่อยากจะนําเรียนก็คือเรื่องของสถาบันการเงินของรัฐ ว่าข้อเสนอที่ปรากฏอยู่ในมาตรา ๘ วรรคสามของร่างพระราชบัญญัติการเงินการคลังนั้น มีเจตนาที่จะขยายคําจํากัดความของหนี้สาธารณะให้รวมถึงหนี้ของสถาบันการเงินของรัฐ หรือไม่ อันนี้คณะกรรมาธิการก็ทราบดีว่าหนี้ของสถาบันการเงินนั้นมีความผิดแผก มีความแปลกจากหนี้ปกติอย่างที่ท่านอาจารย์สมชัย ขออภัยที่เอ่ยนาม ได้กล่าวไว้แล้วว่า เงินฝากถือเป็นหนี้หรือมีหนี้ค้างข้ามคืน เป็นต้น ทีนี้เจตนารมณ์ในการเสนอเรื่องสถาบัน การเงินของรัฐในมาตรานี้ไม่ใช่เป็นเรื่องของการขยายขอบเขตของหนี้สาธารณะแต่อย่างใด นะครับ แต่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องข้อเสนอเกี่ยวกับการจัดทํานโยบายและแผนการคลังประจําปี และแผนการคลังระยะปานกลาง ๓ ถึง ๕ ปีนะครับ พูดง่าย ๆ ก็คือว่าในการที่ กระทรวงการคลังจะต้องจัดทําแผนการคลังประจําปีและระยะ ๓ ถึง ๕ ปีนั้น เราอยากจะให้ คํานึงถึงความเสี่ยงที่สถาบันการเงินของรัฐมีต่อฐานะทางการคลังและระบบเศรษฐกิจของ ประเทศ สถาบันการเงินของรัฐนั้นมีขนาดและสัดส่วนที่ใหญ่ในภาคการเงินของประเทศไทย ข้อมูลที่เรามีอันนี้ย้อนหลังไปหลายปีเหมือนกันนะครับ ก็จะเห็นได้ว่ามีสัดส่วนมูลค่า สินทรัพย์ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ของภาคการเงิน มีสัดส่วนสินเชื่อประมาณ ๒๘ เปอร์เซ็นต์ของ ภาคการเงิน กระทรวงการคลังเองท่านก็ได้ตระหนักถึงความสําคัญของสถาบันการเงินของรัฐ ฉะนั้นเวลาที่ท่านจัดทํารายงานความเสี่ยงการคลังประจําปี ท่านก็จะมีบทหนึ่งเลยว่าด้วย ความเสี่ยงของสถาบันการเงินของรัฐ ซึ่งท่านก็จะแบ่งเป็นสถาบันการเงินที่มีผลประกอบการดี ซึ่งท่านก็จะเฝูาตามเฝูาดูสัดส่วนทางการเงินต่าง ๆ เช่น บีไอเอส เรโช (BIS ratio) นะครับ แล้วท่านก็จะเฝูาดูด้วยถึงสถาบันการเงินที่กําลังอยู่ระหว่างการฟื้นฟู เช่น ธนาคารอิสลาม และธนาคารเอสเอ็มอี (SMEs) เจตนาของเราไม่ต้องการขยายขอบเขตของนิยาม แต่ทํา อย่างไรให้เอาผลการวิเคราะห์ความเสี่ยงของสถาบันการเงินเหล่านี้ใส่เข้าไปในการกําหนด นโยบายและแผนการคลังประจําปีและระยะ ๓ ถึง ๕ ปี เพื่อให้สะท้อนภาพรวมของ ความเสี่ยงต่อฐานะทางการคลังของประเทศให้อย่างครบถ้วนและสมบูรณ์นะครับ
ประเด็นสุดท้ายที่อยากจะชี้แจงก็คือเรื่องของการสนับสนุนข้อเสนอตาม ร่างพระราชบัญญัติการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. .... ในวันนั้นท่านผู้แทนคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจได้อภิปรายว่าถ้าคณะกรรมาธิการมีความเห็นชอบ หรือมีความเห็นตรงกันกับข้อเสนอของกระทรวงการคลังในร่างพระราชบัญญัติการเงิน การคลังภาครัฐ พ.ศ. .... ก็ควรที่จะเพิ่มเนื้อหาในรายงานเพื่อสนับสนุนข้อเสนอดังกล่าว ที่ปรากฏอยู่ในร่างพระราชบัญญัติการเงินการคลังภาครัฐ พ.ศ. .... ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะ ปรากฏอยู่ในมาตรา ๒๕ ซึ่งจะมีอยู่ ๓ ประเด็นด้วยกัน
ประเด็นแรกก็คือมาตรา ๒๕ (๑) งบลงทุนไม่น้อยกว่าวงเงินที่ขาดดุลของ งบประมาณประจําปีนั้น มาตรา ๒๕ (๓) งบประมาณเพื่อชําระคืนต้นเงินกู้ต้องไม่น้อยกว่า ร้อยละ ๓ ของงบประมาณรายจ่ายประจําปีนั้น และมาตรา ๒๕ วงเล็บสุดท้าย (๕) กําหนด เงื่อนไขในการตั้งงบรายจ่าย งบกลางรายการสํารองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจําเป็น ต้องไม่เกินร้อยละ ๒.๕ ของงบประมาณรายจ่ายประจําปี โดยหลักการคณะกรรมาธิการ เห็นด้วยกับมาตรา ๒๕ (๑) (๓) และ (๕) ดังกล่าว แล้วก็จะขอนําไปหารือในรายละเอียดกับ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจต่อไปว่าจะสามารถแก้ไข รายงานให้สะท้อนความเห็นชอบร่วมกันนี้อย่างไร ขอบคุณครับ
เชิญท่านรัชกฤตค่ะ เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม พลเอก รัชกฤต กาญจนวัฒน์ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังภาครัฐ ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เพราะคณะนี้ได้ตั้งอนุกรรมาธิการนี้ ขึ้นมาเป็นอนุกรรมาธิการซึ่งมีการทําอยู่ส่วนหนึ่งแล้วในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ คณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบงบประมาณ และการคลังภาครัฐเกือบจะหยุดทํางานแล้ว ด้วยความเมตตาของท่านนายกรัฐมนตรีที่ท่าน ได้สั่งการไปยังกระทรวงการคลัง สั่งการไปยังสํานักงบประมาณให้เสนอพระราชบัญญัติ การเงินการคลังของรัฐ ให้ยกร่างพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. .... และยังกรุณา เมตตาสั่งให้เสร็จด้วยภายในเดือนตุลาคม ๒๕๕๙ นะครับ ซึ่งสิ่งนี้ก็คือหัวใจของการปฏิรูป ระบบงบประมาณและการคลังภาครัฐ คณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบ งบประมาณและการคลังภาครัฐเป็นคนไปหาเรื่องมาเอง
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าท่านคือ ภาพรวมของร่างพระราชบัญญัติการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. .... นําเสนอมานี่เพื่อให้ท่านดู ไม่รู้เรื่อง เพราะนี่คือภาพที่กระทรวงการคลังให้ผมมาเมื่อตอนมาชี้แจง ขอมากกว่านี้ก็ไม่ให้ ให้เท่านี้นะครับ เราได้ไปดิ้นรนด้วยวิธีการที่เหมาะสม ได้ร่างพระราชบัญญัติการเงินการคลัง ของรัฐ พ.ศ. .... ที่ปรากฏอยู่ในผนวก ข ตามเอกสารที่วางอยู่ตรงหน้าท่านนะครับ ขณะนี้ ท่านกําลังอภิปรายหลัก ๆ ในร่างพระราชบัญญัติการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. .... เป็นส่วนใหญ่ เกือบทั้งหมด แล้วก็กระทบเข้าไปถึงร่างพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. .... เป็นโชคดี ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินเหลือเกิน ที่ได้ขยายระยะเวลามาประชุมต่อในวันนี้ทําให้ท่านมีโอกาสได้ทําการบ้านอย่างมาก ได้ข้อคิดเห็นซึ่งขณะนี้กระผมจดแล้วหนาประมาณสัก ๔๐ หน้า ๕๐ หน้าแล้ว ก็เป็นข้อคิดเห็น ที่ดีมาก เราจะน้อมรับข้อคิดเห็นต่าง ๆ เหล่านี้มาพิจารณาแล้วก็จะเสนอว่าจะแก้ไขภาพที่ ปรากฏตรงหน้าท่านนี่นะครับในร่างพระราชบัญญัติการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. .... ในมาตราใดบ้าง เพื่อเร่งเสนอไปยังสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพราะขณะนี้เราไม่ได้ อยู่ในกระบวนการนะครับ คณะรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีได้อนุมัติแล้วส่งไปให้สํานักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกาปรับแก้แล้วนะครับ แล้วก็เมื่อออกมาแล้วผ่านเข้า ครม. ต่อไปก็จะ เข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แต่เราโชคดีเหลือเกินที่ได้มีโอกาสมารวบรวมข้อเสนอ ข้อคิดเห็น ข้อสังเกตที่ดี ๆ ของท่านอย่างมากนะครับ ประสบการณ์ของท่านคํานูณ ท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ท่านสมชัย ฤชุพันธุ์ เราจะนําเข้ามาปรับปรุงนะครับ แต่ขออนุญาตพิจารณาทบทวนหน่อยว่าตรงนั้นอาจจะเหมาะสมไหม ประเด็นใด เพราะมีบางท่านเสนออํานาจหน้าที่ของผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ แม้กระทั่งฝากเด็ก เข้าเรียนนะครับ เราอาจจะไม่สามารถรับไปทุกประเด็นได้ ก็จะมาพิจารณาในจุดที่เหมาะสม แล้วก็จะมาแก้ไข ซึ่งก็จะปรากฏในตัวเอกสารนี้ในข้อ ๒.๖ นะครับ ก็คือการแก้ไขกฎหมาย ทั้ง ๒ ฉบับนี้ เพื่อเร่งส่งออกไปโดยเร็วให้เข้าไปสู่สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพราะหนทางยังอีกยาวไกลนัก ผ่านวันนี้ออกไปกว่าจะไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี กว่าจะอนุมัติ กว่าจะดําเนินงานต่าง ๆ อีก ๒ เดือน ๓ เดือนถึงจะย้อนลงไปถึงสํานักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกา ไม่รู้ว่าตอนนั้นร่างกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับนี้จะพิจารณาจบไปแล้ว หรือยังนะครับ เพราะฉะนั้นเป็นจุดที่จะต้องขอความกรุณาจากสมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศได้กรุณาพิจารณาอนุมัติแผนการปฏิรูปอันนี้ เพื่อเราจะได้รวบรวมข้อเสนอ ของท่านในการแก้ไขกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับนี้ออกไปโดยเร็วให้ถึงสํานักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกาครับ เพราะว่าในตัวเอกสารท่านกรุณาเปิดดูที่ร่างรายงานที่หน้า ๔๙ ครับ ที่วางอยู่ ตรงหน้าท่านหนาเป็นปึก กรุณาเปิดดูสักเล็กน้อย เราเสนอไปยังคณะรัฐมนตรี เสนอไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีให้สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีการพิจารณาปรับแก้ ร่างพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. .... ในมาตราต่าง ๆ ตามข้อ ๒.๖ ในตัวรายงานที่วางอยู่ตรงหน้าท่าน แล้วก็จะปรับปรุง แก้ไขเพิ่มเติมในประเด็นที่เหมาะสมที่ท่านได้อภิปรายมา ที่ท่านได้ให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมขึ้นมา ในมาตราต่าง ๆ อีกมาก หรือแม้กระทั่งอาจจะตัดตามข้อเสนอแนะที่เหมาะสมของท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช แก้ไขในบางประเด็นต่าง ๆ แน่นอนเราจะปรับปรุง เมื่อสมเหตุสมผล เมื่อมีเหตุผลที่สมควรที่จะปรับปรุงแก้ไขจะเร่งดําเนินการโดยเร็วนะครับ ส่วนในข้อเสนอแนะที่เหลืออื่น ๆ นั้นก็เป็นการเสนอเพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการคลัง ท้องถิ่น การเร่งรัดพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แล้วก็นําไปสู่กระบวนการ ในการจัดทํางบประมาณเชิงพื้นที่ ก็คือให้ทางสํานักงบประมาณจัดทําปฏิทินงบประมาณ แค่คิดวันนี้ก็ต้องไปเริ่มทําในปฏิทินงบประมาณปี ๒๕๖๑ ซึ่งกระบวนการในการจัดทํา งบประมาณจะเริ่มตั้งแต่บัดนี้แล้วนะครับ เพื่อแทรกกระบวนการงบประมาณเชิงพื้นที่ การมีส่วนร่วมของประชาชนเข้าไปในกระบวนการที่เป็นทางการในส่วนของทางราชการครับ หลังจากนั้นเมื่อทดลองแล้ว ภาพที่ท่านพงศ์ศักติฐ์ได้นําเสนอกระบวนการต่าง ๆ นั้น ก็จะ นําไปสู่การปฏิบัติ นําไปสู่การทดลอง แล้วจึงค่อยมาทบทวนหลังจากนั้นนะครับ โดยใน ข้อเสนอนั้นจะปรากฏอยู่ในข้อ ๖.๔ ในหน้า ๔๙ ก็คือต้องกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น ที่จะเป็นหลักร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ สํานักงานคณะกรรมการต่าง ๆ ในการปรับ กระบวนการในการจัดทําแผนพัฒนาจังหวัด กลุ่มจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ ในกระบวนการต่าง ๆ ตรงจุดนี้ เพื่อมาประเมินผล เพื่อมาวิเคราะห์ว่ากระบวนการต่อไป ในอนาคตตรงนี้เหมาะสมหรือไม่ จะดําเนินการต่อไปอย่างไร การจัดทําแผนปฏิบัติการต่าง ๆ ตามข้อ ๖.๕ หลังจากนั้นแล้วอีกเกือบ ๑ ปี ก็คือภายในเดือนธันวาคม ปี ๒๕๖๐ จึงค่อย นําเอาผลที่ได้จากการปฏิบัติมาวิเคราะห์ มาประกอบการพิจารณาว่าจําเป็นที่จะต้องปรับแก้ กฎหมายอะไร หรือไม่ ซึ่งจะเป็นขั้นตอนในการดําเนินการต่าง ๆ ต่อไปนะครับ ขออนุญาต ให้ดูภาพบันทึกข้อความของสํานักงบประมาณนะครับ ไม่ค่อยมีท่านใดพูดถึงพระราชบัญญัติ วิธีการงบประมาณ พ.ศ. .... นัก ภาพนี้ก็ไม่ต้องการให้ท่านอ่านออกเช่นเดียวกันนะครับ มันคือหนังสือปะหน้าของสํานักงบประมาณ ลงวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ตามสั่งการของ ท่านนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๕๙ เพียงแค่ ๑๐ กว่าวันเท่านั้นเอง ๒๐ วัน เสนอร่างพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. .... ฉบับใหม่ขึ้นมาเลยนะครับ แต่นี่เป็น ความกรุณาของสภาปฏิรูปแห่งชาตินะครับได้ร่วมในการดําเนินการกับสํานักงบประมาณ มาตั้งแต่เริ่มแรก เมื่อท่านนายกรัฐมนตรีสั่ง สํานักงบประมาณจึงสามารถที่จะหยิบบล็อก ตรงนี้ขึ้นมาดําเนินการพัฒนาหน่วยรับ งบประมาณเป็นการตอบสนองสิ่งที่สภาปฏิรูปแห่งชาติได้เสนอขึ้นมาว่าให้มีหน่วยรับ งบประมาณ รวมไปถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย จังหวัดและกลุ่มจังหวัดที่แทรกต่าง ๆ เข้ามา ดูที่ภาพถัดไปครับ ตรงนี้ก็จะมีหลักการ เหตุผลต่าง ๆ ที่สํานักงบประมาณยกขึ้นมา ในการดําเนินการเพื่อดําเนินการตอบสนองต่อท่านนายกรัฐมนตรีภายใน ๒ สัปดาห์ ๓ สัปดาห์เท่านั้น เพราะฉะนั้นขณะนี้เรากําลังพยายามรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ อย่างยิ่งจากท่าน จากสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพื่อสรุปประเด็นในการแก้ไข กฎหมายทั้ง ๒ ฉบับนี้ เร่งในการดําเนินการเสนอออกไปโดยเร็วเพื่อตอบสนองข้อคิดเห็นที่มี คุณค่ามีประโยชน์อย่างยิ่งของท่านเพื่อประกอบในการดําเนินการต่อไป ขอความกรุณาได้ เมตตาในการสนับสนุนแผนการปฏิรูปด้วยครับ
ท่านประธานกรรมาธิการเชิญสรุปค่ะ
กราบเรียน ท่านประธาน สปท. ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติทุกท่าน ในฐานะที่เป็นประธาน กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน กระผมเห็นว่า เรื่องนี้มีความสําคัญทั้งในเรื่องของสารัตถะและระยะเวลา มีผู้กล่าวถึงเมื่อต้นการอภิปรายว่า เรื่องนี้ไม่มีนักการเงินการคลังอยู่ในคณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ อยากกราบเรียนว่า ดอกเตอร์พิสิฐ ลี้อาธรรม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังเป็นอนุกรรมาธิการ อยู่ด้วย นั่นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ อยากกราบเรียนว่าโดยหลักการของกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินนั้นระลึกอยู่เสมอว่าการทํางานนั้น ต้องบูรณาการกัน ในชั้นการพิจารณาของคณะอนุกรรมาธิการนั้นได้รับความกรุณาจาก ท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่นเข้าไปร่วม ปรึกษาหารือด้วย และหลังจากที่ผ่านไปเมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคมที่ผ่านมาท่านก็กรุณาไลน์ (Line) เข้ามาบอกว่าท่านจะช่วยร่างผังให้
สําหรับทางกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เราได้มี หนังสือเชิญ และมีผู้แทนของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เข้ามาร่วมด้วย ร่วมประชุมอย่างน้อย ๒ หรือ ๓ ครั้ง ฉะนั้นกราบเรียนว่าเรื่องนี้ได้มี การพิจารณาด้วยกัน
ถัดไปอีกท่านหนึ่งนะครับ อาจารย์ที่ผมเคารพยิ่งท่านหนึ่ง ที่พูดถึงถาม คําถามว่าเรื่องทํานองนี้กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจก็ได้มี การศึกษา จะนําเข้าเสนอสภาได้หรือไม่ โดยความเห็นส่วนตัวกระผมเห็นว่าในการศึกษาของ กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจนั้น เนื้อหาและรายละเอียดน่าจะ ไม่ตรงกันนัก น่าจะไม่ซ้ําซ้อนกัน และถ้าเห็นว่ากรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจเห็นสมควรเสนอสภา ผมไม่ได้ตรวจสอบข้อบังคับ เมื่อหัวข้อไม่ตรงกัน เนื้อหา ไม่ตรงกัน ก็น่าจะเสนอสภาได้ อันนั้นก็คือโดยสรุปสั้น ๆ กระผมจะไม่ลงไปในรายละเอียด เพราะว่าเขาบอกว่ากันว่าการเลี้ยงต้องเลิกรา สัมมนาต้องเลิกเร็ว ฉะนั้นก็ไม่รบกวนเวลาท่าน นะครับ ถ้าเป็นไปได้ที่ท่านประธานได้กล่าวถึงว่าจะต้องไปเข้าวิป (Whip) อีก ผมยืนยันว่า สิ่งที่ท่านทั้งหลายได้อภิปรายได้ให้ความเห็นเราจะดูอย่างรอบคอบและดูอย่างดีที่สุด ผมว่า หลักการเราเห็นตรงกัน เราจะต้องมีการปฏิรูประบบงบประมาณและการเงินภาครัฐให้มี ประสิทธิภาพยิ่งขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่ในขณะเดียวกันเราก็จะต้องดูเรื่องความสมดุล ในการที่เมื่อควบคุมกํากับแล้ว แต่เมื่อมีสภาวการณ์ใดที่จําเป็นจะต้องพิจารณา ที่จะต้อง แก้ไข ก็น่าจะต้องทําได้ นั่นคือสิ่งที่ผมเห็นว่าเรื่องนี้กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดินจะรับมา
ที่ท่านอีกท่านหนึ่ง ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านไม่ได้อยู่ในห้องแล้ว ท่านพูดถึงว่าน่าจะมีวรรคหนึ่งที่ยกเว้นเอาไว้ร้อยละ ๖๐ นั้นอีกวรรคหนึ่งว่า เมื่อเหตุจําเป็น อะไรเรายินดีรับไว้พิจารณาในเรื่องของความเห็นที่ท่านได้กรุณาเสนอ ขอบพระคุณอีกครั้ง สําหรับท่านประธาน ขอบคุณอีกครั้งสําหรับท่านทั้งหลายที่ได้กรุณาให้ข้อชี้แนะ ให้ข้อแนะนําที่เป็นอย่างกัลยาณมิตรอย่างยิ่งครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ เชิญท่านกษิตค่ะ เป็นประเด็นที่ท่านอภิปรายถามไปแล้ว ใช่ไหมคะ
ใช่ครับ ท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. อันดับที่ ๗ ผมอภิปรายไว้เมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ไม่ได้อภิปรายเช้านี้ แต่คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวกัน ทั้ง ๒ วันแล้วก็ต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่ได้รับคําชี้แจง คําตอบหรือปฏิกิริยาอย่างแน่ชัด แล้วก็ประเด็นปัญหาท่านประธานเป็นอย่างนี้ครับ คือในหลาย ๆ ครั้ง ๗ เดือน ๘ เดือน ที่ผ่านมา เราก็ได้อภิปรายให้ข้อคิดเห็นแล้วก็ทางฝุายกรรมาธิการทั้งหลายก็บอกว่าจะรับไป พิจารณาแล้วก็จะประมวลผนวกอยู่ในรายงานที่จะส่งต่อไปให้ทางฝุายรัฐบาล แต่ครั้งนี้ มีบางประเด็นปัญหาที่จําเป็นที่จะต้องตกลงกันที่นี่ว่าควรจะผนวกไปหรือไม่ หรือไม่ผนวก เข้าไปเสียเลย เพราะว่ามันเป็นเรื่องพื้นฐานหรือว่าภาษาอังกฤษขอใช้คําว่า ฟันดาเมนทัล (Fundamental) อย่างไร ๆ ก็รวมเข้าไปไม่ได้
เรื่องแรกก็คืออย่างนี้ครับ เรื่องกู้เงินมหาศาลนอกงบประมาณ ผมอยู่ใน สภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้วหามรุ่งหามค่ํา ต่อสู้กับการมีพระราชบัญญัติที่จะกู้เงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อย่างโชกโชนในสภา แล้วก็เอกสารประกอบการกู้เงินก็แผ่น สองแผ่นกระดาษเท่านั้นเอง ไม่มีการศึกษาเบื้องต้น ไม่มีรายละเอียดอะไร แล้วรัฐสภาก็ใช้ เสียงข้างมากเป็นใหญ่ ไม่มีวินัยทางการเงินการคลัง ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ไม่มีจิตวิญญาณของการที่จะมีคุณธรรม จริยธรรมของการที่จะต้องรักษาผลประโยชน์ของ ประเทศชาติ การเมืองมันก็ทะลักไหลออกจากสภาไปสู่ท้องถนน ผลที่ได้ก็คือพวกเรามานั่ง ที่นี่หลังจากการปฏิวัติรัฐประหาร แล้ว ณ วันนี้เรายังจะมาพิจารณาว่ายังจะเปิดช่องทางให้มี การกู้เงินมหาศาลแล้วก็อ้างว่ามันมีเมกะโปรเจกต์ (Mega project) อันนี้รับไม่ได้ครับ ต้องอยู่ในงบประมาณ ต้องอยู่ในวินัยการเงินการคลังของประเทศ จะให้ใช้รัฐบาลใดก็ตาม จะมาจากการเลือกตั้ง ไม่มาจากการเลือกตั้ง ใช้เสียงข้างมากแล้วก็กู้เงินมหาศาล แล้วก็อ้าง โครงการโน้นโครงการนี้ อันนี้รับไม่ได้ครับ เอาไม่เอา ผมก็ขอเสนอเรื่องนี้ต้องตัดออกไป ทุกสิ่งทุกอย่างต้องอยู่ในวินัยทางการเมือง แล้วก็ในหลาย ๆ อย่างเมื่อสักครู่นี้ท่านคํานูณ เพื่อนสมาชิกก็ได้พูดไว้บ้างแล้ว โครงการใหญ่ ๆ มันสามารถที่จะเกลี่ยใช้งบประมาณ ประจําปี ก็กู้นิด ๆ หน่อย ๆ ได้ เพิ่มเติม แต่ไม่ใช่เป็นการกู้เป็นหลักแล้วก็มากกว่า งบประมาณประจําปี ไม่มีประเทศใดในโลกเขาทําเช่นนี้ แล้วทําไปแล้วครั้งหนึ่งก็พอแล้ว ไม่ควรจะเปิดโอกาสให้ทําอีกต่อ ๆ ไป เรื่องนี้สําคัญยิ่งครับ แล้วผมรับไม่ได้และไม่ยอมรับ นะครับ นั่นเป็นประเด็นที่ ๑
อันที่ ๒ ผมก็ได้บอกว่าการที่จะมอบให้ท้องถิ่น ท้องที่ จังหวัดทําอะไรไปนี่ มันต้องเริ่มที่ต้นทางเสียก่อนว่าจะกระจายอํานาจ มอบอํานาจจากส่วนกลางไปสู่ท้องถิ่น มากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่อยู่ดี ๆ ก็ไปบอกให้เขาทําแผนขึ้นมาว่าจะใช้งบประมาณเท่าไร มันครึ่ง ๆ กลาง ๆ ครับ ต้องบอกเสียก่อนว่า อบจ. คือจังหวัดทั้งหมดนี่เขามีอํานาจอะไร รวมทั้ง อปท. อบต. ต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย แล้วให้เขาจัดงบประมาณมาสอดคล้องกับ ภาระหน้าที่ของเขาในท้องถิ่น ที่เหลือเป็นของรัฐบาลกลาง
อีกประเด็นหนึ่งที่ผมได้พูดไว้ก็ไม่มีคําตอบ คือบรรดากองทุนทั้งหลายซึ่งมีอยู่ ๒๐ กว่ากองทุน แล้วก็องค์การมหาชน ผมก็ได้พูดคราวที่แล้วว่ายุบได้ไหม เพราะมันทํางาน ซ้ําซ้อนกับกระทรวง ทบวง กรม และหลาย ๆ กองทุน และหลาย ๆ องค์การมหาชนนี่ ตั้งขึ้นมาเพื่อจะรองรับตําแหน่งหน้าที่ทางการเมือง ผมก็ได้พูดว่าผู้อํานวยการบางตําแหน่ง ๓๐๐,๐๐๐ บาท นายกรัฐมนตรีได้เงินเดือน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ประธานสภาเช่นกัน มันก็เป็นช่องทางหากินแล้วก็ตอบแทนผลประโยชน์ทางการเมืองของระบบอุปถัมภ์ เลิกไปสิครับ แล้วถ้าเผื่อเลิกไปได้หมดนี่มันก็จะมีงบประมาณมาใส่ที่กองกลาง การที่โอกาส ที่จะไปลดการกู้เงินถึงซีลลิง (Ceiling) ๖๐ เปอร์เซ็นต์มันก็ไม่ต้อง เอาแค่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ มันก็จะมีวินัยทางการเงิน นอกจากนั้นแล้วผมก็ได้พูดคราวที่แล้วว่า มีธนาคารของรัฐ ๕ แห่ง ๖ แห่ง แต่ละธนาคารมีภารกิจเฉพาะ ออมสินก็ออมสิน ธ.ก.ส. ก็ ธ.ก.ส. เอ็กซิมแบงก์ (EXIM Bank) ก็เอ็กซิมแบงก์ (EXIM Bank) เอสเอ็มอีแบงก์ (SME Bank) ก็เอสเอ็มอีแบงก์ (SME Bank) แต่มีรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มานี้ไปเอาเงินเหล่านี้มาเพื่อจะตอบสนองนโยบายประชานิยม แล้วก็ เอาเงินงบประมาณมาคอยอะไรครับ ทําจุดในเอ็นพีเอล (NPL) ต่าง ๆ ที่ได้เกิดขึ้น อันนี้ ก็ไม่ได้ครับ มันต้องมองในภาพรวมว่าปล่อยให้รัฐบาล ให้ธนาคารของรัฐกลายเป็นเครื่องมือ ทางการเมืองโดยที่ไม่มีวินัยเลยไม่ได้เป็นอันขาด อันนี้เป็นยุคปฏิรูปก็ต้องปฏิรูปให้มันเป็น เรื่องเป็นราว อย่าปล่อยอะไรที่มันได้เคยเป็นความผิดพลาดของการบริหารราชการ ทําความเสียหายอย่างใหญ่หลวงแล้วก็นําไปสู่การแตกแยกในสังคม และเราก็ยังจะมาชวน ที่จะทํากันอีก แล้วเราบอกว่าเราอยู่ในสภาปฏิรูปแต่เราไม่ได้มีการปฏิรูปเลย ผมไม่ใช้เวลามาก แต่ว่า ๔ ประเด็น ๕ ประเด็นนี้ผมต้องการคําตอบ ไม่ใช่บอกว่าจะรวมไปอยู่ในการพิจารณา แล้วก็จะรายงานไป อะไรที่มันไม่ควรจะทํามันต้องตอบกันตรงนี้ครับ ขอขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ
เชิญท่านประธานกรรมาธิการ
ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน ที่ให้โอกาสกรรมาธิการได้มีโอกาสชี้แจงนะครับ ประเด็นที่ท่านพูดนะครับ ผมว่าก็มีความหมายมาก จริง ๆ โดยส่วนตัวเองผมเห็นด้วยนะครับ อภิปรายคราวที่แล้ว ขออนุญาตเอ่ยนิดหนึ่ง หลังห้องประชุมนะครับ ก็มีท่านที่อภิปรายในเรื่องนี้ก็มาหารือ ผมก็บอกว่าโดยส่วนตัวผมเห็นด้วยนะครับ โดยหลักการนะครับ ทีนี้ว่าในการที่จะพิจารณา ตรงนี้นะครับ ผมว่าเพื่อความรอบคอบเราก็จะบันทึกสิ่งที่ท่านได้ให้ความเห็นไว้ และถ้าจะให้ ดียิ่งขึ้นเราจะนัดประชุมกันเช้าวันพุธนะครับ ห้อง ๒๒๐ ความเห็นของท่านจะเป็นประโยชน์ อย่างยิ่ง ถ้าท่านจะกรุณามาช่วยมาชี้แนะเรานะครับ ให้เราเห็นประเด็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น รวมทั้งท่านอื่น ๆ ด้วยนะครับ ยกตัวอย่างท่านคํานูณซึ่งมีหัวข้อที่เกี่ยวเนื่องกัน รวมทั้ง ท่านคุณหมอเฉลิมชัยด้วย หรือรวมทั้งท่านอื่น ๆ ด้วย เรายินดีครับ เพราะถือว่างานที่จะ ออกไปไม่ใช่งานของกรรมาธิการ ผมพูดอยู่เสมอว่าเมื่อผ่าน สปท. แล้วงานนั้นเป็นของ สปท. นะครับ ฉะนั้นถ้าท่านจะกรุณาไปให้เวลาเรา ไปให้ข้อแนะนําเราอีก เราก็ยินดีเป็นอย่างมากครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านคํานูณครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ อันที่จริงผมไม่ใช่สมาชิกที่จะยื้อนะครับ แต่ว่าผมอภิปรายไป ๒ รอบภายใน ๒ อาทิตย์ก็ดูเหมือนว่าไม่ได้มีคําตอบที่ชัดเจน แต่เมื่อ ไม่ได้มีคําตอบที่ชัดเจนผมก็ต้องอนุมานว่าท่านยังคงเห็นด้วยกับรายงานที่เสนอ รวมทั้ง ร่างพระราชบัญญัติการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. .... ในมาตราที่เกี่ยวข้องก็คือมาตรา ๓๐ จนถึงมาตรา ๓๓ กระผมยินดีที่จะให้ความร่วมมือกับท่านนะครับ เพียงแต่วันพุธนี่ผมรับงาน สัมมนาอภิปรายของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคมที่จัดนอกสถานที่ ไม่อาจจะมาร่วมได้ด้วยนะครับ แต่ว่าจะขออนุญาตจะพยายามทําเอกสารไปมอบให้ท่าน ภายในสัปดาห์นี้ และกระผมขออนุญาตให้ท่านรับปากกับกระผมว่า ท่านควรจะต้องนํา คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๓-๔/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๑๒ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ นี่นะครับแนบไว้ในรายงานด้วย และขอให้ตั้งเป็นข้อสังเกตของกระผมว่า ร่างพระราชบัญญัติ การเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. .... โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา ๓๐ จนถึงมาตรา ๓๓ ถ้ากระผม จําไม่ผิดนั้น อาจจะขัดหรือแย้งกับคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในมาตรานี้ในองค์นี้ แม้ว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จะไม่มีผลใช้บังคับไปแล้ว แต่คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็ถือว่า เป็นหนึ่งในประเพณีการปกครองที่เราจะต้องยึดถือและเดินตาม ถ้าท่านประธานกรรมาธิการ จะกรุณานี่นะครับ ผมจะพยายามทําเอกสารมอบให้ท่าน แต่ว่าสิ่งที่ท่านสามารถจะปรินต์ (Print) ได้จากเว็บไซต์ (Web site) ของศาลรัฐธรรมนูญเลยนี่นะครับ ท่านเอาคําวินิจฉัยนี้ แนบท้ายเข้าไปแล้วตั้งเป็นข้อสังเกตอย่างที่กระผมได้อภิปรายเข้าไว้ กระผมว่าก็น่าจะเป็น ประโยชน์อย่างยิ่ง กราบขอบพระคุณครับ
ท่านประธาน
รับปฏิบัติครับ ยินดีครับ รับมาครับ เป็นพระคุณอย่างยิ่งครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านเฉลิมชัย
ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม สปท. ๓๑ ท่านประธานครับ เฉกเช่นเดียวกับท่านคํานูณ ผมได้อภิปรายในประเด็น เดียวกันนี้ไว้ ๒ ครั้ง ครั้งที่แล้วและครั้งนี้ และด้วยหลักการที่ยืนหยัดหนักแน่นว่า การออก กฎหมายเฉพาะหรือกฎหมายพิเศษซึ่งมีบทบัญญัติอนุญาตให้ส่วนราชการกู้เงิน และเงินกู้นั้น ไม่ต้องนําส่งคลังเป็นเงินแผ่นดินนั้นมิอาจกระทําได้ตามคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๕๗ แม้ว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นจะถูกฉีกทิ้งไปแล้ว แต่เชื่อว่าหลักคิดวิธีคิดนั้นยังยืนหยัดอยู่ เพราะฉะนั้นกรรมาธิการท่านกรุณาไปทบทวน อ่านคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนหลาย ๆ รอบ ด้วยความเคารพว่าเมื่อเราจะ ปฏิรูปจะทําการแก้ไขกฎหมายที่เป็นกฎหมายแม่ของวิธีการพิจารณางบประมาณของชาติ แล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และเป็นเรื่องสําคัญมาก ผมได้กราบเรียนไปแล้วว่าบันไดขั้นแรก ที่นําไปสู่เหตุการณ์ ๒๒ พฤษภาคมนั้นคือเหตุการณ์การลักหลับ การพิจารณาร่างกฎหมาย กู้เงิน ๒ ล้านล้านบาทหามรุ่งหามค่ําโดยไม่ฟังเสียงคัดค้าน เพราะฉะนั้นการดื้อดึงกฎหมาย ฉบับนั้นนําไปสู่ความวุ่นวายของบ้านเมืองเป็นบันไดขั้นต่อ ๆ มาในที่สุด กฎหมายฉบับนี้ ผมทราบว่ากระทรวงการคลังท่านเห็นชอบด้วย ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับกรรมาธิการนอกรอบ เมื่อการพิจารณาคราวที่แล้วว่าท่านเห็นอย่างไรกับบทบัญญัติที่จะอนุญาตให้ส่วนราชการ ออกกฎหมายกู้เงินเพื่อเป็นไปตามมาตรา ๒๓ ในฉบับเก่า และกลายเป็นมาตรา ๓๓ ในกฎหมายพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณฉบับใหม่ คําตอบคือท่านบอกว่าขึ้นอยู่กับ กระทรวงการคลัง ผมเข้าใจครับ ท่านคงจะต้องตอบแบบนั้น เพราะว่าจริง ๆ แล้วมันก็ขึ้นอยู่ กับกระทรวงการคลัง แต่ท่านกําลังขอความเห็นจาก สปท. และท่านจะสรุปความเห็นนี้เสนอ ไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาหรือรัฐบาลในวาระต่อไป ผมจึงขอร่วมกับท่านคํานูณ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ผมขออนุญาตท่านนะครับ ท่านช่วยร่างและผมจะเซ็นหนังสือด้วย ส่งให้กับทางกรรมาธิการ และท่านกรรมาธิการก็ควรจะมีคําตอบที่ชัดเจนเรื่องนี้ ท่านจะสรุป ความเห็นของสมาชิกไป อันนั้นเป็นสิทธิของท่าน แต่ว่าผมคิดว่าเมื่อจะทําการปฏิรูปท่านก็ ควรจะมีความเห็นของกรรมาธิการส่งไปด้วยว่าท่านมีความเห็นเรื่องนี้ไว้อย่างไร ผมขออนุญาตขอบคุณท่านกษิต ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ที่ท่านเห็นพ้องกับพวกเรา ๒ ท่าน ๓ ท่านนี้ เพราะฉะนั้นช่วยกรุณาพิจารณาเรื่องนี้ด้วยครับท่านกรรมาธิการ ขอบพระคุณครับ
ท่านประธานกรรมาธิการรับปากไปแล้วนะครับ เชิญคุณหมอชูชัยครับ
ขอบพระคุณครับท่านประธาน ผมขอหารือครับว่า ไม่ทราบจะเป็นไปได้ไหมว่าคําอภิปรายให้ข้อคิดเห็นทั้งเมื่อวันที่ ๑๒ และวันนี้ คณะกรรมาธิการรวบรวมไปแล้วไปพิจารณาแล้วยังไม่ต้องรีบลงมติในวันนี้ กลับมานําเสนอ อีกครั้งหนึ่ง คงไม่ใช่เป็นการตรวจสอบหรือว่าไม่ให้ความเห็นชอบนะครับ แต่ว่าเพื่องานที่ สําคัญเช่นนี้จะได้ช่วยกันดูช่วยกันพิจารณาก่อนที่จะส่งออกไปจากสภาแห่งนี้ ผมขอหารือ เฉย ๆ นะครับ ไม่ทราบว่ามีความเป็นไปได้แค่ไหน อย่างไร ขอบคุณครับ
เชิญท่านประธานครับ
ขอบพระคุณครับ ความจริงแล้วความเห็นของท่านทั้งหลายเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แต่ระยะเวลาก็มีความสําคัญ เรื่องนี้เข้าสภามาแล้ว ๒ ครั้ง สิ่งที่ท่านทั้งหลายอภิปรายนี่นะครับ เรายินดีรับไปพิจารณา อย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนะครับ ความจริงมีคําตอบในใจอยู่แล้ว ผมก็ไม่เห็นด้วย ในเรื่องของเงินนอกงบประมาณ โดยส่วนตัวนะครับ เงินนอกงบประมาณ เงินกู้ที่ไปใช้โดยที่ ไม่ได้มีการควบคุมที่ดีพอ วันที่ ๑๒ กรกฎาคม ผมจําได้ว่าหลังบัลลังก์ผมเห็นด้วยแต่ผมต้อง หารือในกรรมาธิการ ขณะนี้ผมหารือบนชั้นนี้ว่าจะเห็นด้วยไหมกับประเด็นที่ท่าน ขออนุญาต เอ่ยนาม ท่านคํานูณพูดถึงว่านําคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาประกอบ หลายท่านวันนี้ เห็นด้วย ฉะนั้นผมรับผิดชอบที่ผมจะไปเติมตรงนั้นให้สอดคล้องกับสิ่งที่ทั้ง ๓ ท่าน ขออนุญาตไม่เอ่ยนามซ้ํานะครับ ว่าพูดถึงนะครับ นั่นประเด็น เป็นหน้าที่ของเรา เป็นจุดยืน ของ สปท. ว่าจะเป็นอย่างนี้ นั่นประเด็นที่ ๑ ที่มีความสําคัญ
และประเด็นที่ ๒ ในเรื่องของสถาบันวิเคราะห์งบประมาณ ความจริงก็มีอยู่ ในใจแล้วนะครับ แต่บังเอิญว่าสถาบันวิเคราะห์งบประมาณตอนที่เราเสนอไปสมัย สปช. ทางรัฐบาลไม่เห็นด้วย ฉะนั้นเราก็ต้องมานั่งคิดให้ดีว่า เอ๊ะ เราจะเสนอซ้ําไปหรือไม่ แต่ผมมี ทางออกอยู่อันหนึ่งที่ตั้งใจไว้แล้ว นั่นก็คือว่าสถาบันวิเคราะห์งบประมาณไม่ใช่เพียงแต่หาคน เข้ามาเท่านั้น จะต้องเตรียมคนนะครับ ฉะนั้นตั้งใจอยู่ในใจแล้วนะครับ บังเอิญผมจะต้องไป ดูเรื่องของกฎหมายแผนและขั้นตอนการปฏิรูป แล้วในนั้นมีกําหนดเวลา ตั้งใจอยู่แล้วครับว่า สถาบันวิเคราะห์งบประมาณน่าจะต้องทําให้แล้วเสร็จ จัดตั้งขึ้นภายใน ๓ ปีหรือ ๕ ปี ในระหว่างนี้นะครับก็จะต้องไปเตรียมหาคนส่งคนไปเรียนหรืออะไรอย่างนั้นเตรียมคน นี่เป็น ตัวอย่างนะครับ ฉะนั้นในสิ่งที่ท่านอภิปรายทั้งหลายนี่เอาไปคิดครับ กราบเรียนอย่างนั้น ตรง ๆ เอาไปคิด ฉะนั้นสิ่งที่ท่านทั้งหลายอภิปรายนั้น สิ่งที่ท่านทั้งหลายแนะนํานั้น เป็นประโยชน์ ฉะนั้นผมขอว่าถ้าเป็นไปได้นะครับ ขอให้โหวตเสียวันนี้นะครับ ส่วนคําอภิปรายทั้งหลายที่ท่านเห็นอย่างไร ผมน้อมรับแล้วผมจะไปดูแลอย่างมีเหตุมีผล แล้วก็ถ้าสงสัยในประเด็นนั้น ๆ ว่าควรจะออกเป็นอย่างไรดี ที่ออกแล้วเป็นประโยชน์กับ แผ่นดิน แต่เป็นสิ่งที่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้จริงนะครับ ผมจะยึดอย่างนั้น แล้วก็โดยจะเชิญ ท่านไปร่วมให้ความคิดเห็นด้วย ขอบพระคุณครับ
คุณหมอชูชัยไม่ติดใจนะครับ ก็ไปช่วยกันดู ท่านสุรินทร์ครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ กระผมคิดว่าเรื่องเงินทอง เป็นของบาดใจนะครับ แล้วยิ่งกรอบกระบวนการกฎหมายหลักของการที่จะใช้เงินยิ่งบาดลึก เข้าไปในกระดองใจและกระดูกสันหลัง ผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องรอบคอบ การที่ท่านจะเชิญ สปท. ท่านใดท่านหนึ่งไปประชุมกรรมาธิการร่วม แล้วท่านก็โมเมส่งไปเลย นี่นะครับ ผมคิดว่าเป็นการมัดมือ สปท. ชก และเป็นการมัดมือท่านประธาน รองประธานสภา สปท. ชกด้วย ผมคิดว่าไม่ได้เสียเวลาอะไร เมื่อท่านจะเชิญใครไปก็เชิญ เชิญข้างนอกมาอีกแล้วก็มานั่งดูกันให้สะเด็ดน้ํา แล้วท่านก็เข้าอีกสักทีหนึ่งว่าตามที่ สปท. ท่านทั้งหลายบอก ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ นี่นะครับ มันเป็นอย่างนี้ครับ เพื่อชาติบ้านเมืองครับ มันเป็น อย่างนี้ครับ ผมไม่เห็นจะเสียเวลา ท่านลองคิดดูระเบียบวาระก็ไม่ได้มีมาก พรุ่งนี้ก็ไม่ได้มี การประชุม ผมคิดว่าน่าจะเสนอนะครับ ท่านเอากลับไปแล้วเอาไปประมวลนะครับ เพราะคราวที่แล้วที่เลื่อนมาถึงวันนี้ก็ไม่ได้หมายถึงว่าท่านเอาไปพิจารณา ก็เอามาพิจารณา ค้างต่อ ผมคิดว่าเพื่อความสบายใจของประชาชนทั้งประเทศ และความสบายใจของ สปท. เมตตาเถอะครับ ท่านเสียเวลาอีกสักนิดหน่อย อย่างไรก็ตามเถอะ หลังวันที่ ๗ แล้วท่านก็ยัง ไม่ถูกยุบหรอก ผมกราบเรียนด้วยความเคารพครับ
ขออนุญาตครับ ท่านประธานครับ ขออนุญาตชี้แจงครับ
ท่านยงยุทธเชิญครับ
ท่านที่อภิปราย เมื่อสักครู่ดูเหมือนว่า พูดเสมือนว่า ผมไม่ได้มาต่อล้อต่อเถียงนะครับ พูดเสมือนว่าหลังจาก วันที่ ๑๒ กรกฎาคมแล้วคณะกรรมาธิการไม่ได้ดําเนินการ กราบเรียนนะครับ ผมเรียนชี้แจง ไปแล้วเอาไปพิจารณาครับ เดี๋ยวผมส่งให้ท่านประธานดู เราไปวิเคราะห์นะครับ ตารางสรุป ประเด็นการอภิปรายในการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและข้อเสนอแนะของ คณะอนุกรรมาธิการเป็นเอกสารครับ มีชื่อผู้อภิปราย มีประเด็นอภิปราย อันนี้ผมว่า ต้องให้ความเป็นธรรมกับคณะกรรมาธิการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นธรรมของ คณะอนุกรรมาธิการครับ เขาทํางานวันหยุดนะครับ ขอบพระคุณครับ ผมส่งประธานครับ
ท่านสมาชิกครับ ผมคิดว่าในกรณีนี้หลังจากลงมติแล้วทางคณะกรรมาธิการ จะต้องไปปรับปรุงนะครับ ซึ่งท่านเลขานุการวิป (Whip) ช่วยเป็นธุระแทนสมาชิกท่านอื่น ๆ ก็คือในระหว่างของการจัดทําการปรับปรุงให้ประสานอย่างใกล้ชิดในประเด็นสําคัญ ๆ นะครับ เพราะว่ายังมีอีกหลายขั้นตอนครับ จากนี้ไปก็จะต้องไปที่ ๓ ฝุายอีก เพราะฉะนั้น ก็ยังมีขั้นตอนของการพิจารณาในเรื่องเหล่านี้ ผมจะเข้าสู่กระบวนการการลงมตินะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง การปฏิรูประบบงบประมาณและการคลัง ภาครัฐแล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุมผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุมแสดงตนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุมแสดงตน)
สมาชิกได้ใช้สิทธิแสดงตนนะครับ เสียบบัตรแล้วก็กดปุมเป็นที่เรียบร้อย เจ้าหน้าที่ดูท่าน พลเอก ชูศักดิ์ครับ หยุดไปเข้าพรรษาก็เลยบัตรใช้ไม่ได้ มีท่านอื่นอีกไหมครับ ที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิแสดงตน หรือว่ามีปัญหากับเรื่องของบัตรแล้วก็เครื่องเสียบบัตร ท่านสมพงษ์ สระกวี มีปัญหานะครับ เจ้าหน้าที่ช่วยดูด้วยครับ ท่าน พลเอก ชูศักดิ์เรียบร้อยไหมครับ ท่านสมพงษ์เรียบร้อยไหมครับ เดี๋ยวใช้วิธีขานชื่อก็ได้ครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ แล้วก็เพิ่ม ท่านสมพงษ์ สระกวี อีกท่านหนึ่งนะครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๗๐ ท่านนะครับ เป็นอันว่า ครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การปฏิรูป ระบบงบประมาณและการคลังภาครัฐหรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการจะได้นํา ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปนะครับ ต่อไปเป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ นะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรว่างดออกเสียงโปรดกดปุม งดออกเสียง ขอเชิญใช้สิทธิครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุมลงคะแนน)
ยังมีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนไหมครับ ถ้ามีขอใช้สิทธิ ออกเสียงนะครับ ของท่านสมพงษ์เรียบร้อยไหมครับ ถ้าไม่เรียบร้อยผมบวกคะแนนให้ ๑ นะครับ ลงคะแนนเรียบร้อยทุกท่านแล้วนะครับ ผมขอปิดการลงคะแนนนะครับ ขอทราบ ผลคะแนนครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๗๑ ท่าน เห็นด้วย ๑๑๙ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๖ ท่าน งดออกเสียง ๔๖ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่อง การปฏิรูประบบงบประมาณและ การคลังภาครัฐแล้วนะครับ จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินแล้ว ขอขอบคุณท่านประธาน คณะกรรมาธิการและผู้ชี้แจงทุกท่านนะครับ
ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓.๒ รายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เรื่อง การปฏิรูป ประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยใช้การประเมินเป็นตัวชี้วัดนะครับ
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่ครับ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
ด้วยประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและ กระบวนการยุติธรรม ได้มีหนังสือขออนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมประชุม เพื่อให้ข้อมูล และตอบประเด็นข้อซักถามของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งประธานสภาพิจารณา แล้วจึงได้อนุญาตตามข้อบังคับ ข้อ ๕๘ จํานวน ๖ ท่าน คือ ๑. นางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช รองประธานอนุกรรมาธิการ คนที่สอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม ๒. นางสาวสุนทรียา เหมือนพะวงศ์ อนุกรรมาธิการ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจํากองผู้ช่วยผู้พิพากษา ในศาลฎีกา ๓. นายวิพล กิติทัศนาสรชัย อนุกรรมาธิการ อัยการจังหวัดประจํา สํานักงานอัยการสูงสุด ๔. นายปัญญา จันทร์เหมือนเผือก อนุกรรมาธิการ อาชีพทนายความ ๕. พันโท ณัฐวุฒิ พรหมศร อนุกรรมาธิการและเลขานุการ อัยการผู้ช่วยฝุายวิชาการ สํานักงานอัยการทหาร กรมพระธรรมนูญ ๖. พลเรือตรี เผ่าเทพ ประสานพานิช ที่ปรึกษา ประจําคณะอนุกรรมาธิการ เป็นตุลาการพระธรรมนูญ หัวหน้าศาลทหารกรุงเทพ ขอเชิญผู้มี รายชื่อดังกล่าวเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมด้วยนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการ ท่านวิรัช ชินวินิจกุล นะครับ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม รองประธานศาลฎีกา ได้นําเสนอรายงาน ต่อที่ประชุมครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กระผม นายวิรัช ชินวินิจกุล ประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ขอเสนอรายงาน เรื่อง การปฏิรูปประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยใช้การประเมินเป็นตัวชี้วัด ในโอกาสนี้ผมขออนุญาตท่านประธานให้ท่าน พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ ในฐานะ ประธานอนุกรรมาธิการ ที่รับผิดชอบในเรื่องนี้เป็นผู้นําเสนอรายงานครับ
ขอเชิญท่าน พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ ประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูป การเพิ่มประสิทธิภาพในการอํานวยความยุติธรรมเพื่อประชาชน รองเจ้ากรมพระธรรมนูญ สํานักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ได้นําเสนอรายงานครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปการเพิ่ม ประสิทธิภาพในการอํานวยความยุติธรรมเพื่อประชาชน ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ขออนุญาตนําเสนอรายงาน เรื่อง การปฏิรูปประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยใช้การประเมินเป็นตัวชี้วัด ต่อที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในวันนี้ เพื่อกรุณาพิจารณาพร้อมทั้งให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อให้การจัดทํารายงานฉบับนี้ สมบูรณ์ครบถ้วนยิ่งขึ้น กระผมขอเรียนว่าคณะอนุกรรมาธิการได้แต่งตั้งคณะทํางานขึ้น เพื่อพิจารณาจัดทํารายงานฉบับนี้ในรายละเอียดตามหลักการและแนวทางที่ คณะกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการกําหนดให้โดยมี นายวิพล กิติทัศนาสรชัย อนุกรรมาธิการเป็นหัวหน้าคณะทํางาน ขออนุญาตเรียนย่อ ๆ ถึงประวัติหัวหน้าคณะทํางาน เพื่อจะได้ประกอบการพิจารณารายงานฉบับนี้นะครับ นายวิพลซึ่งเป็นหัวหน้าคณะทํางาน มีความคุ้นเคยและเข้าใจเกี่ยวกับตัวชี้วัดในด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเป็นอย่างดี เนื่องจากเริ่มการปฏิบัติงานจากเป็นพนักงานอัยการ แล้วก็ได้ไปทํางานกับสํานักงาน สหประชาชาติด้านการต่อต้านอาชญากรรมและยาเสพติดนะครับ ยูไนเต็ด เนชัน ออฟฟิศ ออน ดรักส์ แอนด์ ไครม์ (United Nation Office on Drugs and Crime) หรือยูเอ็นโอดีซี (UNODC) แล้วก็ต่อมาได้มาปฏิบัติงานที่สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) ในตําแหน่งที่ปรึกษากระบวนการยุติธรรมทางอาญา แล้วก็ปัจจุบันกลับมา รับราชการตําแหน่งอัยการจังหวัดประจําสํานักงานอัยการสูงสุดที่สํานักงานคดีค้ามนุษย์ กระผมขอเรียนว่าประสิทธิภาพและคุณภาพของการอํานวยความยุติธรรมเป็นเรื่องสําคัญ ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย การทําให้ กระบวนการยุติธรรมเป็นที่เชื่อถือและยอมรับของทุกภาคส่วน จําเป็นต้องมีเครื่องมือ ที่สามารถมองเห็นผลของการอํานวยความยุติธรรม นั่นก็คือตัวชี้วัดประสิทธิภาพ กระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทย ตัวชี้วัดที่ดีสามารถนํามาบ่งชี้จุดแข็ง จุดอ่อน ปัญหา และอุปสรรคเกี่ยวกับการอํานวยความยุติธรรม และยังสามารถใช้ติดตามผลการปฏิรูป กระบวนการยุติธรรมได้ สามารถช่วยสร้างความโปร่งใสเชิงรุกและความน่าเชื่อถืออย่างมี น้ําหนักในสายตาของประชาชน ที่สําคัญยังสามารถให้ข้อมูลที่สําคัญต่อผู้กําหนดนโยบาย และผู้มีอํานาจหน้าที่เกี่ยวข้องในการตัดสินใจ นําไปสู่การปฏิรูป พัฒนา ปรับปรุงระบบ ต่าง ๆ ในกระบวนการยุติธรรมได้อย่างตรงจุดและทันกาล ซึ่งต่อไปประเทศไทยสามารถนํา ตัวชี้วัดกระบวนการยุติธรรมทางอาญาทั้งระบบไปใช้ประกอบการจัดทํารายงานประจําปีของ ประเทศไทยในเรื่องต่าง ๆ เช่น รายงานด้านสิทธิมนุษยชน หรือรายงานเกี่ยวกับการปูองกัน และปราบปรามการค้ามนุษย์ เป็นต้น นอกจากนั้นหากมีการปฏิรูปตัวชี้วัดกระบวนการ ยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทย จะทําให้กระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทย เป็นที่ยอมรับและเชื่อถือของต่างประเทศมากยิ่งขึ้น ทั้งประชาคมอาเซียน (ASEAN) และ รวมทั้งประชาคมโลก นอกจากนั้นการปฏิรูปตัวชี้วัดกระบวนการยุติธรรมทางอาญาจะทําให้ การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพจริงจัง เข้มข้นและเข้มแข็งยิ่งขึ้น กระผมขอเรียนว่า หน่วยงานต่าง ๆ ในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยต่างก็มีประสบการณ์จากการจัดทํา หรือใช้ตัวชี้วัดตามระบบของสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือที่เรียกชื่อย่อ ก.พ.ร. มาแล้ว แต่ต่างหน่วยต่างก็จัดทําตัวชี้วัดของหน่วยงานตนเอง ยังไม่ได้ร่วมกันหรือ บูรณาการจัดทําตัวชี้วัดที่สะท้อนถึงแก่นสารหรือหัวใจและความเสถียรของตัวชี้วัดของงาน ด้วยกันทั้งระบบ ในลําดับต่อไปกระผมขออนุญาตให้นายวิพล กิติทัศนาสรชัย อนุกรรมาธิการและหัวหน้าคณะทํางานรายงานฉบับนี้ได้กล่าวชี้แจงในรายละเอียดต่อไป ขอบคุณครับ
ขอเชิญคุณวิพล กิติทัศนาสรชัย ประธานคณะทํางาน ได้รายงานต่อที่ประชุม แล้วก็ประธานอนุญาตเรื่องการนําเสนอเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) นะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ กระผม นายวิพล กิติทัศนาสรชัย ในฐานะหัวหน้าคณะทํางาน และอนุกรรมาธิการ ปฏิรูปการเพิ่มประสิทธิภาพในการอํานวยความยุติธรรมของประชาชน ของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ขอนําเสนอรายงาน เรื่อง การปฏิรูปประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยใช้ การประเมินเป็นตัวชี้วัดต่อที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในวันนี้ เพื่อกรุณา พิจารณา พร้อมทั้งให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ตลอดจนข้อสังเกตเพื่อให้รายงานฉบับนี้ ครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่งขึ้นครับ การนําเสนอนี้จะประกอบด้วยเนื้อหาโดยย่อภายใต้ ๔ หัวข้อ ย่อยด้วยกันคือ
๑. หลักการและเหตุผลอันเป็นที่มาของเรื่องนี้ครับ
๒. สภาพปัญหาที่ทําให้เกิดแนวคิด ความจําเป็นในการปฏิรูปเรื่องนี้
๓. แนวทางในการปฏิรูปอันว่าด้วยสิ่งที่ต้องปฏิรูปและวิธีการปฏิรูป
๔. ประโยชน์ที่จะได้รับหากปฏิรูปเรื่องนี้สําเร็จ ทั้งประโยชน์ในระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว
ท่านประธานครับ ในเบื้องต้นกระผมขอกราบเรียนว่าหน่วยงานทั้งหลาย ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทย ไม่ว่าจะเป็นสํานักงานตํารวจแห่งชาติ สํานักงาน อัยการสูงสุด หรือสํานักงานศาลยุติธรรม ล้วนยึดหลักการและมีค่านิยมในการทํางานที่ดีและ เป็นสากล เช่น สํานักงานตํารวจแห่งชาติตามที่ประกาศให้ประชาชนได้รับรู้ทั่วไปเน้นค่านิยม ๔ ประการด้วยกันครับ คือ เน้นสมรรถนะในการทํางาน เน้นความสุจริตในการทํางานและ ความเป็นธรรม มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และ ๔. มุ่งบริการประชาชนด้วยใจ นอกจากนี้ วิสัยทัศน์ของสํานักงานตํารวจแห่งชาติที่ระบุในแผนยุทธศาสตร์ซึ่งโยงถึงความเป็นตํารวจ มืออาชีพนั้นหมายถึงตํารวจที่มีความรู้ความสามารถ รู้ลึก รู้รอบ รู้จริงในงานที่ทํา และต้อง เป็นคนดีมีคุณธรรม ซื่อสัตย์ ซื่อตรง อดทน เสียสละ ต้องขยัน และมีการพัฒนาตัวเองอย่าง ต่อเนื่อง สิ่งสําคัญต้องตระหนักอยู่เสมอว่าเปูาหมายในการทํางานของตํารวจคือความผาสุก ของประชาชน
ในทํานองเดียวกันครับ สํานักงานอัยการสูงสุดซึ่งทํางานเกี่ยวเนื่องเกี่ยวโยง กับสํานักงานตํารวจแห่งชาติในขั้นตอนถัดมาในกระบวนการยุติธรรม เน้นค่านิยมที่เป็นตัวย่อ เรียกว่าจัสทิซ (Justice) ดังนี้ครับ
๑. การใช้ดุลยพินิจอย่างรอบคอบ
๒. ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายในองค์กร
๓. การมีจิตใจให้บริการ
๔. ความโปร่งใสและตรวจสอบได้
๕. ความซื่อสัตย์และเชื่อถือได้
๖. การอุทิศตนต่อองค์กรและสังคม
๗. การปฏิบัติต่อประชาชนอย่างเท่าเทียม
ทั้งนี้ สํานักงานอัยการสูงสุดมีวิสัยทัศน์ที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทาง อาญาคือ องค์กรอัยการมีความเป็นเลิศในการยุติธรรมและเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชน และมี พันธกิจที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ อํานวยความยุติธรรมทางอาญาและบังคับใช้กฎหมายตามหลัก นิติธรรม
ทีนี้มาที่สํานักงานศาลยุติธรรมครับ วิสัยทัศน์ของสํานักงานศาลยุติธรรม คือศาลยุติธรรมเป็นผู้ใช้อํานาจตุลาการในการดํารงอํานาจอธิปไตยและรักษาความสงบ เรียบร้อยของสังคม โดยการอํานวยความยุติธรรมภายใต้หลักนิติธรรมด้วยความรวดเร็ว เป็นธรรม และมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ทั้งมุ่งนําเทคโนโลยีที่เหมาะสมและ ทันสมัยมาใช้เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการอํานวยความยุติธรรมของศาลยุติธรรมได้โดยง่าย
ตามแผนยุทธศาสตร์ของสํานักงานศาลยุติธรรม พุทธศักราช ๒๕๕๗ ถึง พุทธศักราช ๒๕๖๐ พันธกิจลําดับที่ ๑ ของสํานักงานศาลยุติธรรมคือการอํานวย ความยุติธรรมที่มีมาตรฐานระดับสากล โดยพิจารณาพิพากษาคดีด้วยความถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม และเน้นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างเสมอภาคครับ
นอกจากนี้สํานักงานศาลยุติธรรมได้อธิบายไว้ด้วยครับว่า การอํานวย ความยุติธรรมที่มีมาตรฐานระดับสากลนั้นหมายถึงการยึดกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิ ของพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อที่ ๑๔ ซึ่งเน้นสิทธิของราษฎรทุกรายที่จะได้รับ การปฏิบัติอย่างเสมอภาคและเป็นธรรมครับ
ท่านประธานครับ หลังจากวิเคราะห์และสังเคราะห์จากค่านิยม วิสัยทัศน์ และหลักการทั้งหลายที่ผมกล่าวมานั้น ควบคู่ไปกับการศึกษาตัวอย่างของสหประชาชาติและ ของต่างประเทศนะครับ จะเห็นได้ว่าอย่างน้อยหลักการและคุณค่าเหล่านี้เราคิดว่าน่าจะเป็น หัวใจของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
ความโปร่งใสและตรวจสอบได้น่าจะเป็นส่วนสําคัญนะครับ ความซื่อสัตย์และ เชื่อถือได้ ต่อมาคือความเสมอภาคและความเป็นธรรม ความรวดเร็วแล้วก็ต้องเป็นธรรมด้วย ทั้งนี้ ความคาดหวังที่จะให้เกิดคุณภาพในด้านต่าง ๆ เหล่านั้นย่อมต้องคํานึงถึงสมรรถนะ ตามกําลังทรัพยากรทางด้านต่าง ๆ ที่กระบวนการยุติธรรมของแต่ละประเทศมีอยู่ ซึ่งก็หมายความว่าหากเราจะทําเรื่องนี้เราก็ต้องประเมินถึงสมรรถนะความพร้อมทางด้าน ทรัพยากรบุคคลและงบประมาณต่าง ๆ ของหน่วยงานในประเทศไทยเราเองด้วย นอกจากนี้ สิ่งที่สังคมควรได้รับจากกระบวนการยุติธรรมโดยรวมทั้งระบบน่าจะได้แก่ อาชญากรรมลดลง สังคมปลอดภัยขึ้น ผู้กระทําความผิดที่ทําผิดซ้ําน้อยลงเมื่อผ่านกระบวนการยุติธรรมแล้ว ได้มีการปรับปรุงพฤตินิสัยและไม่กระทําความผิดซ้ํานะครับ นอกจากนี้สังคมน่าจะมี ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมเพิ่มขึ้นจากการที่อาชญากรรมลดลง
ประเด็นหลักที่เป็นโจทย์ในการปฏิรูปเรื่องนี้จึงได้แก่ รัฐบาลและประชาชน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทั้งหลายในกระบวนการยุติธรรมเอง จะทราบได้อย่างไรว่ากระบวนการ ยุติธรรมของไทยโดยรวมทั้งระบบกําลังผลิตผลลัพธ์ตามคุณค่าและวิสัยทัศน์ตามที่กระผม กล่าวมาแล้วมากน้อยแค่ไหน อย่างไร ดังนั้นชื่อของโครงการปฏิรูปนี้จึงใช้คําว่า การปฏิรูป ประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ทั้งนี้นะครับ คําว่า ประสิทธิภาพ ในที่นี้ ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ อิงมาจากคําว่า เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Performance) หรือหมายถึง คุณภาพในการอํานวยความยุติธรรม ไม่ได้หมายถึงเรื่องของความคุ้มค่าทางการเงินหรือ เอฟฟิเชียนซี (Efficiency) แต่อย่างใดครับ แผนการปฏิรูปนี้ทางคณะกรรมาธิการและ คณะอนุกรรมาธิการหวังผลในระดับมหภาค หวังผลในภาพใหญ่ เสมือนเป็นระดับเดียวกับ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทางอาญาทั้งระบบในระยะยาว โดยมุ่งหวังจากจุดเริ่มต้นให้มี การปฏิรูปสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเบื้องแรกก่อน คือปฏิรูปความหมายของประสิทธิภาพ กระบวนการยุติธรรมทางอาญา ปฏิรูปความคิดความเข้าใจเกี่ยวกับประสิทธิภาพของ กระบวนการยุติธรรมทางอาญา ปฏิรูปการประเมินที่ทํากันอยู่ ให้เน้นผลลัพธ์ของแต่ละ ส่วนงานที่สําคัญ และให้แต่ละหน่วยงานมุ่งไปสู่เปูาหมายที่มีความเชื่อมโยงกัน เนื่องจาก อยู่ในกระบวนการยุติธรรมเดียวกัน นอกจากนี้ในภาพรวม ประเทศของเราควรเริ่มต้น ที่จะประเมินผลลัพธ์ของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาโดยรวมทั้งระบบอีกด้วย ด้วยการใช้ ตัวชี้วัดที่สะท้อนที่แก่นสารหรือหัวใจของงานของแต่ละส่วน และหัวใจของกระบวนการ ยุติธรรมทางอาญาทั้งระบบโดยรวมครับ
ทั้งนี้ กระผมขอเรียนว่าประชาชนและรัฐบาลจะทราบได้อย่างแท้จริงว่า กระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทยนั้นกําลังทํางานได้อย่างดีที่สุดเท่าที่จะได้อยู่หรือไม่นั้น จําต้องอาศัยระบบการประเมินด้วยตัวชี้วัดที่ดี เป็นระบบที่ดีครับ ซึ่งสิ่งที่แผนปฏิรูปนี้กําลัง นําเสนอจึงมิใช่เพียงแค่การสํารวจความคิดเห็นของประชาชนในเรื่องต่าง ๆ เป็นครั้งเป็นคราว ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การเก็บสถิตินะครับ แต่เป็นกระบวนการกําหนดการจัดทําตัวชี้วัดและ การใช้ประโยชน์จากตัวชี้วัดอย่างเต็มที่ ด้วยการกําหนดตัวชี้วัดตามคุณค่าที่เป็นแก่นสาร ของงาน ทางคณะอนุกรรมาธิการและคณะทํางานจึงเน้นที่คําว่า แก่นสารและหัวใจของงาน ในกระบวนการยุติธรรมครับ โดยจะต้องประเมินตามตัวชี้วัดด้วยการวิเคราะห์และสังเคราะห์ ข้อมูลประเภทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสถิติข้อมูลของทางราชการในหน่วยงานทั้งหลาย ในกระบวนการยุติธรรม การสํารวจความคิดเห็นของประชาชนมาประกอบด้วย นอกจากนั้น อาจจะต้องพึ่งอาศัยการสํารวจความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญและผู้ปฏิบัติ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครับ ในลําดับถัดไป กระผมขอกล่าวถึงสภาพปัญหาของประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อันเนื่อง มาจากการขาดระบบการประเมินที่ดีดังนี้ครับ ปัจจุบันนี้ตัวชี้วัดที่ทํากันอยู่นั้นต่างหน่วย ต่างทํา ต่างกําหนดตัวชี้วัดของตนเอาเอง จึงทําให้ขาดเปูาหมายที่เชื่อมโยงกันระหว่าง งานของตํารวจ งานของอัยการ งานของศาล กรมคุมประพฤติและกรมราชทัณฑ์ นอกจากนี้ หากเราจะทําเรื่องนี้ก็คงจะต้องมีการปฏิรูปวิธีการประเมินตัวชี้วัดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ด้านอื่น ๆ อีก อย่างเช่น ด้านปราบปรามยาเสพติด ปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ
สภาพปัญหาอีกด้านหนึ่งก็คือตัวชี้วัดส่วนใหญ่ที่เราใช้กันอยู่ปัจจุบันนี้ ไม่สะท้อนแก่นสารของกระบวนการยุติธรรมและมักประเมินในสิ่งที่ไม่สําคัญที่สุด เสมือนการตรวจสุขภาพที่ตรวจเฉพาะมือ แขน ขา ใบหน้า ซึ่งแม้ผลที่ออกมานั้นอาจจะดูดี แต่ไม่อาจทราบได้เลยว่าสภาพของหัวใจเป็นอย่างไร และนอกจากนี้ยังขาดการประเมิน ที่ผลลัพธ์หรือผลกระทบโดยรวมของกระบวนการยุติธรรมที่มีต่อสังคม
สภาพปัญหาประการถัดมาคือตัวชี้วัดที่แต่ละหน่วยงานเลือกใช้ในปัจจุบันนี้ ไม่มีความเสถียร เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ จึงทําให้ขาดโอกาสในการเห็นแนวโน้มเมื่อเวลา ผ่านไปหลาย ๆ ปี จึงทําให้ไม่สามารถเห็นสภาพของจุดอ่อนจุดแข็งที่กําลังจะเกิดขึ้น จะเปลี่ยนแปลงไปในระยะกลางและระยะยาวของคุณภาพกระบวนการยุติธรรมของไทย ที่สําคัญครับ ผู้บริหารระดับสูงขาดความตระหนักว่าระบบตัวชี้วัดที่ดีนั้นมีประโยชน์มาก ถึงขนาดที่สามารถเป็นเครื่องมือที่ก่อให้เกิดการปฏิรูปประสิทธิภาพการทํางานจากเนื้อใน ส่วนที่ว่าจะมีผลเสมือนเป็นการปฏิรูปประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรมจากเนื้อในอย่างไรนั้น กระผมขอกล่าวในลําดับถัดไปในส่วนที่ ๔ ซึ่งเป็นส่วนสุดท้ายของการนําเสนอครับ
ท่านประธานครับ ในชั้นนี้ผมจะขอกล่าวถึงสิ่งที่ต้องปฏิรูป เพื่อให้เกิดผล เป็นการปฏิรูปประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยใช้การประเมินเป็นตัวชี้วัดว่า ต้องปฏิรูปอะไรบ้าง และควรปฏิรูปอย่างไรครับ สิ่งที่ต้องได้รับการปฏิรูปมีดังนี้ครับ ๑. ต้องปฏิรูปกระบวนการกําหนดตัวชี้วัด ๒. ต้องปฏิรูปวิธีการจัดเก็บ การบริหารและ จัดการข้อมูลสถิติของภาคราชการในหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม และ ๓. ต้องมี การปฏิรูปการใช้ประโยชน์จากตัวชี้วัดให้เต็มศักยภาพของมันครับ
ในเบื้องต้นในส่วนของการปฏิรูปกระบวนการกําหนดตัวชี้วัด เราต้องเริ่ม ทําให้กระบวนการกําหนดตัวชี้วัดจากเดิมที่เป็นระบบปิดแต่ละหน่วยงานทําตัวชี้วัดและเลือก ตัวชี้วัดของตนเอง ไม่เกี่ยวโยงและเกี่ยวเนื่องและเชื่อมกับหน่วยงานข้างเคียง ให้กลายเป็น ระบบเปิด กล่าวคือผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ ในกระบวนการยุติธรรมต้องมีส่วนร่วม ในการกําหนดตัวชี้วัดของกันและกัน อย่างเช่น สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ตอนที่จะพิจารณา กําหนดตัวชี้วัดของตนนั้น ควรจะต้องมีส่วนร่วมจากสํานักงานอัยการสูงสุดและสํานักงาน ศาลยุติธรรมด้วย ในทํานองเดียวกันครับ เมื่อสํานักงานอัยการสูงสุดจะกําหนดตัวชี้วัดของ ตัวเองก็ควรจะต้องหารือมีส่วนร่วมจากสํานักงานตํารวจแห่งชาติและสํานักงานศาลยุติธรรมด้วย และต้องรับประกันว่ากระบวนการกําหนดตัวชี้วัดนั้นกําหนดออกมาแล้วได้ตัวชี้วัดที่ตรงตาม แก่นสารและหัวใจของงานในแต่ละส่วน ตัวชี้วัดในแต่ละส่วนที่กําหนดขึ้นมานั้นต้องเชื่อมโยง ไปสู่เปูาหมายของกระบวนการยุติธรรมโดยรวมที่สอดคล้องกัน และเมื่อกําหนดตัวชี้วัดที่ดี แล้วไม่ควรเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ แต่แน่นอนครับ เมื่อใช้ตัวชี้วัดชุดใดชุดหนึ่งผ่านไป เป็นเวลาปี ๒ ปี ๓ ปี อาจจะมีความจําเป็นจะต้องปรับต้องแต่งได้ แต่ไม่ควรที่จะต้องเปลี่ยน ชุดคุณค่าจากสิ่งหนึ่งไปอีกสิ่งหนึ่งเลย เพราะว่าเมื่อเจอสิ่งที่เป็นแก่นสารแล้วก็ควรนิ่ง ประเมินอยู่ที่ตรงนั้น เพื่อที่ว่าเราจะได้เห็นภาพรวมและแนวโน้มเมื่อเวลาผ่านไปหลายปีครับ นอกจากนี้เราควรต้องเปิดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาสังคมด้วย ที่สําคัญ เมื่อมีการปรับปรุงกระบวนการกําหนดตัวชี้วัดจนสามารถตกลงกันได้ว่าเรื่องใดเป็นแก่นสาร หรือเป็นหัวใจของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาแล้ว ก็ควรเน้นประเมินตรงจุดที่สําคัญ เท่านั้น ระบบการประเมินตัวชี้วัดที่ดีไม่จําเป็นต้องมีตัวชี้วัดมากมายหลายตัว แต่ต้องไม่พลาด ที่จะประเมินในเรื่องที่เป็นหัวใจ
กรอบเวลาสําหรับการปฏิรูปการกําหนดตัวชี้วัดนี้ตามแผนการปฏิรูป เราคาดหวังว่าควรจะเริ่มดําเนินการได้ตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีนี้เป็นต้นไป และน่าจะสามารถ ปฏิรูปกระบวนการกําหนดตัวชี้วัดได้เสร็จในเดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐ หลังจาก กําหนดตัวชี้วัดให้ทุกหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมเดินไปข้างหน้าในทิศทางเดียวกันได้แล้ว สิ่งที่ขาดเสียมิได้ก็คือ การปฏิรูปการจัดเก็บ การบริหารและการจัดการข้อมูลและสถิติ ของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม โดยเราต้องพยายามยกระดับสาธารณูปโภค ด้านเทคโนโลยี ข้อมูลข่าวสารของแต่ละหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้มี ความทันสมัย สามารถจัดเก็บข้อมูลไปพร้อม ๆ กับในขณะที่ปฏิบัติงาน เพื่อมิให้เป็นภาระ เพิ่มเติม ว่าจะต้องไปกรอกข้อมูลเพิ่มเติมอีกนะครับ โดยต้องยึดโยงและเชื่อมประสานข้อมูล สถิติที่จําเป็นต่อการวิเคราะห์และการสังเคราะห์ตามตัวชี้วัดที่กําหนดขึ้น ตามแนวคิด ซึ่งจริง ๆ แล้วในกระทรวงยุติธรรม สํานักงานกิจการยุติธรรม ได้พยายามริเริ่มแนวคิด เกี่ยวกับการบูรณาการข้อมูลสถิติอยู่แล้วครับ ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษที่ทางสํานักงาน กิจการยุติธรรมเรียกนะครับ ดีเอ็กซ์ซี (DXC) หรือดาต้า เอกซ์เชนจ์ เซ็นเตอร์ (Data Exchange Center) และที่สําคัญครับ หน่วยงานวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินผล ตามตัวชี้วัดต้องมีความอิสระจากหน่วยงานที่ถูกประเมิน แต่อย่างไรก็ตามยังคงต้องได้รับ ความร่วมมือจากหน่วยงานที่ได้รับการประเมินด้วย มิฉะนั้นแล้วเรื่องของตัวชี้วัดอาจจะ กลายสภาพเป็นเรื่องของการเล่นแร่แปรธาตุกับตัวเลขเพื่อให้ได้ผลออกมาดูดีเท่านั้น ในการดําเนินงานในส่วนนี้นะครับ ที่จะต้องปฏิรูปเพื่อให้เกิดการบูรณาการการจัดเก็บ บริหารและจัดการข้อมูลนั้น ตามแผนที่คณะกรรมาธิการชุดนี้กําลังเสนอ เห็นว่าควรเริ่ม ดําเนินการคู่ขนานไปกับการปฏิรูปการกําหนดตัวชี้วัดในส่วนที่ ๑ เพื่อให้เสร็จพร้อมกับเรื่อง ที่จะต้องทําเกี่ยวกับการกําหนดตัวชี้วัดพร้อม ๆ กันในเดือนมีนาคมปีหน้า ทั้งนี้ ภายใน เดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐ ตามแผนของเรา น่าจะสามารถดําเนินการจัดเก็บข้อมูล สถิติตามระบบตัวชี้วัดใหม่ที่ปฏิรูปได้สําเร็จแล้ว โดยเราน่าจะสามารถเห็นผลการประเมิน ตามระบบตัวชี้วัดใหม่นี้ รอบแรกได้ในช่วงปลายปีพุทธศักราช ๒๕๖๑ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ทั้งหมดทั้งปวง ที่เกี่ยวกับการปฏิรูปการประเมินประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่กระผมกําลัง นําเสนออยู่นี้มีศูนย์กลางของเรื่องอยู่ที่การปฏิรูปการใช้ประโยชน์จากตัวชี้วัดครับ เราปฏิรูป การกําหนดตัวชี้วัดได้แล้ว ปฏิรูปเพื่อเกิดบูรณาการสถิติข้อมูลได้แล้ว เราจะต้องใช้ประโยชน์ จากระบบตัวชี้วัดให้ได้อย่างเต็มที่ครับ กล่าวคือปัจจุบันนี้แต่ละหน่วยงานต่างกําหนดแผน และยุทธศาสตร์ของตนเองแล้วค่อยมากําหนดตัวชี้วัดเพื่อตอบแผนงานและยุทธศาสตร์ ที่กําหนดขึ้น จากการประเมินจุดอ่อนจุดแข็ง โอกาส และความเสี่ยงหรือสวอต อะนาลิซิส (SWOT Analysis) ที่เราคุ้นเคยกัน แต่เป็นการประเมินที่ขาดกระบวนการที่ยึดโยงกับ หลักฐานเชิงประจักฺษ์ แต่หากเรามีการปฏิรูปการประเมินเสียใหม่ตามแนวคิดของแผน การปฏิรูปนี้แล้ว ผลที่ได้จากตัวชี้วัดที่เราไปวัดที่แก่นสารของงานและวัดที่หัวใจของงาน ย่อมจะเป็นข้อมูลหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ทุกหน่วยงานต้องนําไปเป็นโจทย์ในการยกร่าง ยุทธศาสตร์และแผนงานของตน ดังนั้นแต่ละหน่วยงานต้องกําหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ อย่างสอดคล้องกับผลของตัวชี้วัดประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศเรา เพื่อให้ตอบสนองกับการแก้ไขปัญหาจุดอ่อนและรักษาจุดแข็งเอาไว้ ในระยะกลางถึง ระยะยาวเราอาจจะต้องมีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมของประเทศเราอีกรอบ ดังนั้น ในการปฏิรูปในรอบหน้าซึ่งไม่แน่ใจว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด ย่อมจะได้รับผลประโยชน์จากระบบ ตัวชี้วัดที่เราได้ปฏิรูปใหม่นี้แล้วด้วยที่จะมาเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ ว่าแท้จริงแล้ว กระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทยควรจะต้องแก้ไขปัญหาที่จุดไหน อย่างไรครับ
นอกจากนี้ประโยชน์ที่ใหญ่หลวงอีกประการหนึ่งของระบบการประเมินด้วย ตัวชี้วัดที่ดีคือ เราสามารถใช้ตัวชี้วัดเป็นสื่อในการยกระดับความรับรู้และความเข้าใจของ ประชาชน เพื่อที่เขาจะได้ศรัทธากับกระบวนการยุติธรรมของเราตามเนื้อหาของคุณภาพ ที่เขามองเห็นได้อย่างโปร่งใส เช่น เราสามารถนําผลของตัวชี้วัดด้านความโปร่งใส ด้านการตรวจสอบการทุจริตประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ หรือด้านคุณภาพของสํานวน การสอบสวน คุณภาพของการใช้ดุลยพินิจในการสั่งฟูองหรือไม่ฟูอง รวมทั้งคุณภาพของ การตัดสินวินิจฉัยคดีในภาพรวมมาถกแถลงชี้แจงต่อประชาชน เพื่อให้เห็นแนวโน้มที่ เปลี่ยนไปในแต่ละช่วงปี อันจะช่วยให้บทสนทนาสาธารณะหรือที่เรียกกันว่า พับบลิกไดอะล็อก (Public dialog) นั้นยกระดับขึ้นจากการที่ชาวบ้านปัจจุบันนี้เพียงแต่สนใจข่าวอาชญากรรม ที่สะเทือนขวัญ จะได้เคลื่อนพัฒนาความสนใจของตนมาจากเรื่องที่ฉาบฉวยนั้นมาสู่เรื่องที่ เป็นเนื้อหาสาระอย่างแท้จริงของกระบวนการยุติธรรม นอกจากนี้เรายังสามารถใช้ผลของ ตัวชี้วัดมาเพิ่มน้ําหนักอย่างที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการได้กล่าวไปแล้วในรายงานของ ประเทศไทยที่จะต้องรายงานอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นรายงานที่เกี่ยวกับคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติการต่อต้านการค้ามนุษย์ และที่สําคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคนี้ ที่สหประชาชาติมีกรอบเปูาหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนนะครับ ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษว่า ซัสเทเนเบิล ดีเวลอปเมนต์ โกลส์ (Sustainable Development Goals) ซึ่งข้อที่ ๑๖ นั้น เกี่ยวข้องกับผลความคืบหน้าในการพัฒนายกระดับกระบวนการยุติธรรมและการเข้าถึง ความเป็นธรรม เราสามารถใช้ผลของตัวชี้วัดที่ปฏิรูปใหม่นี้แล้วไปประกอบรายงานในเวที นานาชาติต่าง ๆ เหล่านี้ได้ด้วย และจะทําให้รายงานของประเทศไทยมีน้ําหนักมากขึ้นตาม มาตรฐานสากลครับ
ทีนี้คําถามถัดไปคือเราจะปฏิรูปการประเมินประสิทธิภาพกระบวนการ ยุติธรรมทางอาญานี้กันอย่างไร แม้จากการศึกษาค้นคว้าของคณะอนุกรรมาธิการจะพบว่า ในต่างประเทศที่ใช้ระบบตัวชี้วัดประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรมอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างดีนั้น มักมีกฎหมายกําหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาอยู่ภายใต้ระบบการประเมิน ด้วยตัวชี้วัด อย่างไรก็ตามกระผมขอเรียนว่า แผนการปฏิรูปที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมกําลังนําเสนออยู่นี้ เห็นว่าควรใช้ กลไกตามพระราชบัญญัติพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๔๙ ซึ่งมีคณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติอยู่แล้ว มีท่านนายกรัฐมนตรีหรือ รองนายกรัฐมนตรีที่ท่านนายกรัฐมนตรีมอบหมาย รวมทั้งหัวหน้าสูงสุดของแต่ละหน่วยงาน ในกระบวนการยุติธรรมเป็นองค์ประกอบคณะกรรมการอยู่แล้วครับ โดยอาจมีการตั้ง อนุกรรมการขึ้นมารับผิดชอบในการผลักดันและขับเคลื่อนการปฏิรูปนี้โดยเฉพาะ และให้ กระทรวงยุติธรรมซึ่งมีสํานักงานกิจการยุติธรรมที่ถนัดในเรื่องของข้อมูลสถิติอยู่แล้วมาเป็น ฝุายเลขานุการ โดยอาศัยงบประมาณของกระทรวงยุติธรรมในการอํานวยการขับเคลื่อน กระบวนการปฏิรูปนี้ครับ ทั้งนี้และทั้งนั้นจากประสบการณ์ของต่างประเทศที่ผ่านมา บทเรียนในเรื่องนี้หลาย ๆ ประเทศพบว่า ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่กล่าวไว้ในหนังสือคู่มือ การจัดทําตัวชี้วัดของสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) ที่ทาง คณะอนุกรรมาธิการได้แจกให้กับท่านสมาชิกทุกท่านนะครับ คู่มือและประสบการณ์ จากนานาชาติได้เน้นย้ําให้เห็นถึงความสําคัญของการเอาจริงเอาจังและภาวะผู้นําของผู้นํา ในกระบวนการยุติธรรมทั้งหลายว่า จะต้องมีการเอาจริงเอาจังและขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง และโดยปกติแล้วเรื่องทํานองนี้ในประเทศต่าง ๆ แม้ประเทศที่พัฒนาแล้วก็เจอแรงต้านเป็น ธรรมดาครับ เนื่องจากมันจะเป็นภาระหน้าที่ และจะทําให้การทํางานการใช้อํานาจของ เจ้าหน้าที่อาจจะดูเหมือนในระยะแรกมีความยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากว่าเรากะว่า ในช่วงแรกนี้จะไม่ใช้การออกกฎหมายหรือแก้กฎหมายนะครับ แต่ถ้าหากว่าเรียนรู้จาก ประสบการณ์ของประเทศต่าง ๆ ที่ผ่านมาแล้วเราเห็นว่าสักระยะหนึ่งอาจจะเป็นช่วง ประมาณเดือนเมษายนปีหน้าเมื่อดําเนินกระบวนการปฏิรูปตามแผนนี้แล้ว ถ้าหากเห็นว่า แรงขับเคลื่อนยังไม่เข้มแข็งพอในแผนการปฏิรูปของเราก็ระบุเผื่อไว้ว่าเมื่อถึงเวลานั้นอาจจะ ต้องมีการพิจารณากําหนดเป็นกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขพระราชบัญญัติพัฒนา การบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๔๙ หรือยกร่างขึ้นมาใหม่ทั้งฉบับ เพื่อกําหนดบังคับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาต้องเข้ามา อยู่ภายใต้ระบบและวิธีการประเมินตัวชี้วัดที่ปฏิรูปนี้แล้ว
ท่านประธานครับ การนําเสนอครั้งนี้ของผมมาถึงในส่วนสุดท้ายแล้วครับ ส่วนที่ ๔ ซึ่งว่าด้วยประโยชน์ที่จะได้รับจากการปฏิรูปนี้ครับ กระผมขอนําเสนอสั้น ๆ ดังนี้ครับ ประโยชน์ที่น่าจะได้ก็คือการมีระบบการประเมินและตัวชี้วัดที่ดีและเป็นสากลนั้น เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในสายตานานาชาติในการธํารงรักษาหลัก นิติธรรมอันเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับกระบวนการยุติธรรมของไทยที่จะก้าวไป ข้างหน้าอย่างต่อเนื่องตามมาตรฐานสากล นอกจากนี้ตัวชี้วัดที่ดีย่อมเป็นเครื่องมือให้รัฐบาล สามารถติดตามตรวจสอบคุณภาพของกระบวนการยุติธรรมได้ทั้งในระยะกลางและระยะยาว ถึงจะเปลี่ยนรัฐบาลเปลี่ยนยุคสมัยกระบวนการยุติธรรมของเราก็ยังคงนิ่งอยู่กับคุณค่าที่เป็น แก่นสารตามตัวชี้วัดที่เสถียรแล้ว โดยเจ้าหน้าที่และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายไม่อาจ เปลี่ยนพฤติกรรมในการทํางานของตน เพื่อตอบสนองนโยบายที่ไม่เป็นทางการของผู้มีอํานาจ ในแต่ละยุคได้โดยง่าย เพราะกรอบการทํางานจะถูกประเมินตามตัวชี้วัดที่สังคมจับตาอยู่
สุดท้ายนี้การประเมินตัวชี้วัดด้วยระบบตัวชี้วัดที่ดีนั้นจะเป็นการเพิ่มคุณภาพ ในการทํางานของข้าราชการในกระบวนการยุติธรรมอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่มีนัยสําคัญ ตามแนวคิดที่เสมือนเป็นการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทางอาญาจากเนื้อในที่ผมได้กล่าวไป ในตอนต้น ด้วยการทําให้ตัวชี้วัดเป็นกรอบหรือสภาพแวดล้อมในการทํางานที่ส่งเสริม คนทํางานดี คนในกระบวนการยุติธรรมที่มีความยุติธรรมก็จะได้รับการส่งเสริม สภาพแวดล้อมในการทํางานใหม่แบบนี้เท่านั้นที่จะเปิดทางให้สามารถแต่งตั้ง เลื่อนตําแหน่ง และโยกย้ายตามระบบคุณธรรมหรือเมอริตซิสเต็ม (Merit system) ได้อย่างแท้จริงครับ
ก่อนที่ผมจะจบการนําเสนอนี้ กระผมขออนุญาตที่ประชุมแห่งนี้กราบเรียน ขออนุญาตท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนําเสนอสั้น ๆ ด้วยภาพครับว่า เทพที่เป็นสัญลักษณ์แทนกระบวนการยุติธรรมคือเทพทีมิส (Themis) นี่นะครับ ถ้าประชาชนในบ้านเราที่ยังยากจนอยู่เสมือนเป็นประชาชนตัวเล็กตัวน้อยตามภาพนี่นะครับ สิ่งที่โครงการปฏิรูปนี้คิดจะทํานะครับ ในภาพสไลด์ (Slide) ถัดไปก็คือพยายามมองง่าย ๆ ครับชื่อเล่นโครงการนี้ก็เคยเรียกกันมาก่อนว่าเป็นเสมือนโครงการที่จะสร้างสายวัดรอบเอว กระบวนการยุติธรรมทางอาญาให้กับประชาชนได้มีเครื่องมือในการวัดในการประเมิน ในเบื้องต้น ซึ่งเมื่อมีเครื่องมือวัดแล้วเราจะได้รู้ว่าเทพทีมิส (Themis) ของเรานั้น กระบวนการยุติธรรมทางอาญาทั้งระบบนั้นมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์สามารถถือตราชั่งได้ อย่างสูงและตรง เที่ยงธรรม ดาบไม่ตกนะครับ ไม่สมบูรณ์อ้วนท้วนเกินไป หรืออ่อนแรงไม่มี ประสิทธิภาพที่จะทํางานนะครับ และเมื่อทําไปนาน ๆ เราก็หวังว่าประชาชนเองก็จะเหมือน มีสายวัดตัวนี้อยู่กับตัว เมื่อเข้าใจว่าเนื้อแท้แก่นสารหัวใจของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา คืออะไร เขาก็จะคอยเฝูาดูเฝูาฟังรายงานประจําปี รายงานประจํา ๒ ปี ว่าคุณค่าในแต่ละด้าน เพิ่มขึ้นลดลงอย่างไรครับ เมื่อทําไปนาน ๆ สัก ๕ ปี ๑๐ ปี สภาพของการประเมินของ ประเทศเราเองนี้น่าจะมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น เสมือนในรูปนี้ที่ว่านอกจากจะแค่มี สายวัดรอบเอวแล้วก็เสมือนเป็นคุณหมอครับ เราจะมีอุปกรณ์ในการตรวจหัวใจส่องไปถึง โสตประสาทวัดดูสุขภาพโดยรวมได้นะครับ
สุดท้ายนี้ครับ กระผมขอเรียนว่าในฐานะหัวหน้าคณะทํางานเรื่องนี้กระผม พร้อมที่จะนําข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ตลอดจนข้อสังเกตที่จะได้รับจากท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทุกท่านไปปรับปรุงรายงานฉบับนี้ให้สมบูรณ์ครบถ้วนยิ่งขึ้น กระผมขอจบ การนําเสนอแต่เพียงเท่านี้ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศและท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพทุกท่านครับ
เมื่อคณะกรรมาธิการได้แถลงรายงานต่อที่ประชุมแล้วนะครับ ต่อไปขอเชิญ ท่านสมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็นโดยใช้เวลาท่านละไม่เกิน ๑๐ นาทีนะครับ ขอเชิญ ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตรองประธานสภา ร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ในส่วนรายงานของ กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่สภากําลังพิจารณาอยู่นี้ ต้องกราบเรียนว่าเป็นรายงาน ที่ทรงคุณค่า เป็นรายงานที่มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อบ้านเมือง ถ้าพูดตรง ๆ นะครับ มีความสําคัญไม่น้อยไปกว่าการปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังของภาครัฐตามรายงาน ที่สภาได้พิจารณาไปก่อนหน้านี้เลย แต่ด้วยความเข้าใจกับเนื้อหาอาจจะดูเหมือนประหนึ่งว่า รายงานดังกล่าวนี้ไม่ค่อยมีความสําคัญ เพราะว่าสมาชิกเราหลายท่านก็ติดอยู่ในหลาย กรรมาธิการมีภารกิจมาก จริง ๆ อยากให้สมาชิกได้พิจารณาด้วยความคิดเห็นที่หนาแน่น เหมือนกับรายงานปฏิรูปงบประมาณและการคลังภาครัฐ ตามรายงานที่ผ่านมา ที่กราบเรียน ท่านประธานครับว่าตามรายงานดังกล่าวนี้มีความสําคัญยิ่งที่จะให้กระบวนการยุติธรรมนั้น มีการเปลี่ยนแปลงไปในเชิงข้อมูล เรามีข้อเรียกร้องกันมากครับในบ้านเมืองไทยเราว่า กระบวนการยุติธรรมมีการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่ค่อยได้ผล ประชาชนไม่ค่อยได้รับ ความเป็นธรรมจากกระบวนการทางกฎหมาย ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากปัญหา ในทางกฎหมาย รวมถึงการจะพัฒนากระบวนการยุติธรรมในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น ในส่วนของตํารวจเอง ในส่วนของอัยการเอง ในส่วนศาล หรือในกระบวนการยุติธรรมอื่น ๆ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจแล้วก็เป็นเรื่องสําคัญอย่างยิ่งในบ้านเมืองไทยเรา ตามรายงานดังกล่าวนี้ต้องขอบพระคุณทางกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้าน กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ที่ให้ความสําคัญแล้วเห็นถึงปัญหาที่แท้จริงในประเทศไทย เราจากปัญหาที่เกิดขึ้นเราไม่สามารถที่จะตอบได้ว่าเราจะแก้ปัญหากันอย่างไรในภาพรวม ๆ ที่เป็นประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชน เราอาจจะมีตัวชี้วัดการทํางานของแต่ละ หน่วยงานอย่างที่กรรมาธิการว่า แต่ตัวชี้วัดของในแต่ละหน่วยงานดังกล่าวนั้นไม่สามารถ ที่จะมาเป็นข้อมูลให้เกิดการปฏิรูปหรือการเปลี่ยนแปลงให้กระบวนการยุติธรรมของเราดีขึ้น ดังนั้นแนวทางของกระบวนการแก้ปัญหาโดยใช้ตัวชี้วัดจากการประเมินดังกล่าวนี้ จึงเป็น เรื่องสําคัญ ถ้าหากว่าเรามีการประเมินตัวชี้วัดดังกล่าวนี้อย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่แรกครับ มันจะไม่เกิดปัญหาอย่างที่ผ่านมา เราจะไม่เกิดปัญหาเรื่องการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ที่ไม่ได้ มาตรฐานตามที่สหรัฐอเมริกาเขากําหนดระดับการแก้ปัญหามาตรฐานการค้ามนุษย์ของเรา จากเทียร์ ๒ (Tier2) ในระหว่างเฝูาดูไปเป็นเทียร์ ๓ (Tier3) แล้วก็เพิ่งกลับให้มีระดับอยู่ใน เทียร์ ๒ (Tier2) ก็คือดีขึ้น ซึ่งทําให้ปัญหาของประเทศของบ้านเมืองเรานั้นไม่เป็นที่ยอมรับ แต่ถ้าเรามีมาตรฐานตัวชี้วัดตั้งแต่แรก แล้วก็เป็นปัญหาประเมินตัวชี้วัดดังกล่าวใน การทํางาน หรือในคดีความต่าง ๆ ผมเชื่อครับว่ามันจะไม่เกิดสภาพอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แล้วมันก็อาจจะไปอยู่ในระดับหนึ่ง หรือเทียร์ ๑ (Tier1) อยู่ในระดับที่เป็นที่ไว้วางใจได้ว่าเรามีมาตรการปูองกัน มีการแก้ปัญหา ไม่ให้คดีค้ามนุษย์มันเกิดมากมายอย่างที่เป็นอยู่ นี่คือตัวชี้วัด ซึ่งเราไม่มีการนําข้อมูลดังกล่าว ไปแก้ปัญหาตั้งแต่แรก หรือรวมถึงปัญหาประมง เราไม่มีมาตรฐานในการแก้ปัญหา ไม่ให้ ความสนใจ ไม่มีการรายงาน ไม่สามารถจะแก้ปัญหาการทําประมงที่มีมาตรฐานได้ สหภาพ ยุโรปหรืออียู (EU) เขาก็ไม่ยอมรับครับท่านประธาน เขาไม่ยอมรับครับ แล้วก็ให้ใบเหลืองเรามา เป็นที่น่าวิตกกังวลว่าระบบกระบวนการยุติธรรมเรา เราไม่ได้ให้ความสําคัญในเรื่องเหล่านี้เลย เราจึงไปถูกให้ใบเหลืองในเรื่องของการทําประมงที่เรียกตัวย่อว่าไอยูยู (IUU) นั้นนี่นะครับ ผมว่านี่คือตัวอย่างซึ่งทําให้เห็นได้ว่าบ้านเมืองเราถ้าเกิดว่าในกระบวนการยุติธรรมเรา สามารถที่จะสร้างความเชื่อถือในการที่จะมีกระบวนการยุติธรรมที่เป็นที่ยอมรับได้ มันก็จะ ไม่เกิดปัญหา หรือว่าระบบการบินพลเรือนที่มีปัญหา ขาดมาตรฐานความปลอดภัยก็เพราะ เราไม่ใส่ใจ เราไม่สร้างมาตรฐาน เราไม่มีการประเมินการทํางาน จนกระทั่งเกิดเรื่องเกิดราว เขาไม่เป็นที่ยอมรับ เครื่องบินก็บินไม่ได้อย่างที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่ นี่เป็นตัวอย่างให้เห็นนี่นะครับ ว่ากรรมาธิการได้เสนอแนวทางสําคัญยิ่งของประเทศในส่วนของงานกระบวนการยุติธรรม พี่น้องประชาชนที่อยู่ในภวังค์อยู่ในภาวะที่มีความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมเพราะ กระบวนการยุติธรรมนี่นะครับ ก็จะได้มีโอกาสว่าการดํารงชีวิตที่เป็นอยู่นั้น พี่น้องประชาชน ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรม หรือได้รับความเดือดร้อนจากกระบวนการ ยุติธรรมมากน้อยแค่ไหน มันก็ต้องมีการประเมิน ประเมินว่าในช่วงเวลาหรือช่วงหนึ่งแต่ละปีนั้น ประชาชนมีความพึงพอใจในกระบวนการยุติธรรมมากน้อยอย่างไร แล้วข้อมูลเหล่านี้มันเป็น กระจกครับ มันเป็นกระจกในทั้งปัจจุบันและอนาคต ว่าถ้าหากว่าเรามีการประเมินข้อมูล มีสถิติจํานวนคดีที่เกิดขึ้นในเรื่องเหล่านี้มันจะทําให้เกิดการพัฒนากระบวนการยุติธรรมหรือ ที่เรียกว่าการปฏิรูปที่ดีขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอยู่ที่เหตุผลครับ เหตุผลและข้อมูลในคดีความต่าง ๆ ที่ผ่านมามันเคยเกิดปัญหาอย่างนี้ครับ มันมีพื้นที่บางพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่ตํารวจเขาก็ดูแลอย่างดี ไม่เกิดคดีความเกิดขึ้นหรือเกิดคดีน้อยมาก แต่ในระบบเราไม่มีข้อมูล ไม่มีการประเมิน มันก็เลยทําให้ถูกมองไปว่าในพื้นที่ดังกล่าวที่ไม่ค่อยเกิดคดีนั้นเจ้าหน้าที่ตํารวจไม่ทํางาน ไม่ปฏิบัติหน้าที่ ไม่มีผลงาน ดังนั้นประชาชนก็จะถูกยัดเยียดข้อหาที่เรียกว่าไปช่วยราชการหน่อย เพื่อให้มีผลงานคดีเกิดขึ้น ทั้ง ๆ ที่ในพื้นที่ดังกล่าวนั้นเป็นพื้นที่ที่มีความสงบเรียบร้อย แต่ขาดข้อมูล ขาดการประเมินผล ขาดข้อเท็จจริงที่เป็นตัวชี้วัด อย่างนี้เป็นต้น ดังนั้น ที่กรรมาธิการได้จัดทํารายงานดังกล่าว เรื่อง การปฏิรูปประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรม ทางอาญา โดยใช้การประเมินเป็นตัวชี้วัด ถือว่าเป็นเรื่องสําคัญยิ่งของประเทศ ถ้าหากว่า เรื่องดังกล่าวนี้ได้ดําเนินการเป็นกระจกส่องและเป็นบันไดที่จะก้าวไปในหลาย ๆ ก้าว นี่นะครับ มันก็จะทําให้กระบวนการยุติธรรมเรานี่นะครับมีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ และเป็นที่ยอมรับ ของสังคมโลก ของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ แล้วก็จะเป็นกระบวนการยุติธรรมในทาง กฎหมายที่เป็นที่ยอมรับ ที่ทุกฝุายเห็นว่าเป็นเรื่องจําเป็นที่ต้องให้กระบวนการยุติธรรม เรานั้นมีการพัฒนาให้ดีขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นก็มาจากการประเมินที่เป็นตัวชี้วัดในการที่จะนําไป พิจารณาแล้วก็ตัดสินใจดําเนินการก้าวไปข้างหน้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรมทั้งระบบ อันนี้ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่กรรมาธิการได้นําเสนอรายงานดังกล่าวนี้ที่เป็นประโยชน์กับ ประเทศชาติและพี่น้องประชาชนจริง ๆ ครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปอีกท่านหนึ่งนะครับ ท่านสมพงษ์ สระกวี ผู้อํานวยการบริหารบริษัท สื่อปัญญาไทย จํากัด และอดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสงขลา ขอเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ต้องเรียนท่านประธานว่า เมื่อผมได้อ่านรายงาน เรื่อง การปฏิรูปประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยการใช้การประเมินเป็นตัวชี้วัดจบลงนั้น ตั้งแต่ส่งไปที่บ้าน ผมใคร่เรียนท่านประธานว่า ผมรู้สึกตื่นเต้นนะครับ แล้วก็เห็นว่ารายงานฉบับนี้ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมนั้น เป็นงานที่เป็นเปูาหมายแห่ง การปฏิรูปจริง ๆ นี่ครับคืองานของการปฏิรูปที่สําคัญยิ่ง ที่เป็นที่เรียกร้องต้องการของ ประชาชนจริง ๆ ถ้าผมเป็นโฆษกของ สปท. สื่อถามผมว่าการปฏิรูปของพวกคุณนี่ ทําอะไรบ้าง ผมก็จะยกเรื่องนี้แหละว่านี่คือการปฏิรูปที่ตรงเปูาหมาย ตรงจุดประสงค์ ตรงความเรียกร้องต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง และเป็นการปฏิรูปที่ยากที่สุด อยู่ใน ความสนใจของประชาชนมากที่สุด มีความละเอียดอ่อนมากที่สุด แต่ถ้าเราขับเคลื่อน การปฏิรูปในประเด็นนี้ได้ ก็ถือว่าเป็นหลักไมล์สําคัญของการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ตลอดทั้งกระบวน ท่านประธานครับ เวลาเราเปรียบเทียบเรื่องตาบอดคลําช้าง ผมก็อยากจะ เปรียบเทียบเรื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เพราะกระบวนการยุติธรรมมันช้างตัวใหญ่ ในสภาแห่งนี้เราจะพูดถึงเรื่องการปฏิรูปตํารวจเป็นสําคัญ สังคมก็จะพูดถึงเรื่องการปฏิรูป ตํารวจเป็นสําคัญ วันดีคืนดีก็มีความรู้สึกว่าพอตํารวจจับแล้วนี่อัยการก็เกี่ยว พออัยการแล้วก็ ยังจะไปศาล ศาลตัดสินแล้วก็ไปอยู่ที่ราชทัณฑ์ จะเห็นได้ว่าในกระบวนแถวอันยาวเหยียดนี้ เรื่องของความยุติธรรมที่ประชาชนเรียกหาและกล่าวได้ว่าเป็นปัญหาของแผ่นดินในรอบ หลายสิบปีมานี้ที่ต้องการการปฏิรูปอย่างสําคัญและอย่างเร่งด่วน จริงอยู่เนื้อหานี้ผมถึง เสียดายเหมือนอย่างที่ท่านประธานเสรีว่า ถูกใช้อยู่ในหัวข้อการประเมินตัวชี้วัดว่าเราจะ ประเมิน จะชี้วัดอย่างไร การประเมินการชี้วัดเดิมมันเป็นระบบปิดอย่างไร มันไม่ได้เปิดเผยสู่ สังคมอย่างไร หรือว่าหลักแห่งความยุติธรรมอันเป็นสากลนั้นที่จะใช้มาปฏิรูปกระบวนการ ยุติธรรมของประเทศให้มีประสิทธิภาพอย่างไรนั้นต้องใช้การประเมินเป็นตัวชี้วัด เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ จะให้ผมอภิปรายเรื่องนี้โดยไม่ยกตัวอย่างเจ็บ ๆ เห็นจะไม่ได้ เพราะผมบอกแล้วว่าเรื่องของกระบวนการยุติธรรมทั้งเป็นความกังวลนะครับ ที่หนักไปกว่านั้น ผมอยากจะใช้คํานี้กับท่านประธานกรรมาธิการครับว่าเป็นความเจ็บปวดของประชาชน จริง ๆ ครับ ถ้าไม่ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมนะครับ ซึ่งท่านได้เริ่มต้นโดยการใช้ตัวชี้วัด ซึ่งเป็นข้อเสนอในครั้งนี้นั้น ซึ่งนับเป็นการก้าวการปฏิรูปครั้งสําคัญในครั้งนี้นั้น ก็จะไม่ สามารถเยียวยาบาดแผลเดิมซึ่งหมักหมมอยู่หรือว่ายังเป็นแผลเป็นอยู่ รวมทั้งจะไม่สามารถ เยียวยาบาดแผลซึ่งเน่าอยู่ในขณะนี้ได้เลย จนกระทั่งพูดกันว่าความสามัคคีไม่เกิด ถ้าความยุติธรรมไม่เกิดในแผ่นดินนี้ ยังไม่รู้ว่าความขัดแย้งในแผ่นดินนี้ยังจะคุกรุ่นไปอีกนาน เท่าไร ทั้ง ๆ ที่ทุกฝุายที่อยู่บนความขัดแย้งนั้นพูดถึงสิ่งเดียวกัน เรียกหาถึงสิ่งเดียวกัน นั่นคือ เรียกหาความยุติธรรมและกระบวนการยุติธรรม เรียกหาสิ่งเดียวกันเลย เพราะฉะนั้นในเมื่อ เรียกหาสิ่งนี้เราจะทําการปฏิรูปทั้งประเทศครั้งสําคัญ เราจะไม่มีคําตอบในเรื่องนี้ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นหัวข้อการปฏิรูปที่ท่านกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมได้ทําไว้นี้ ผมจึงถือว่าเป็นหลักไมล์สําคัญนะครับ เป็นเรื่องสําคัญ ที่ท่านได้ลงหลักปักฐานไว้ว่าด้วยเรื่องประสิทธิภาพหรือประสิทธิผลของกระบวนการยุติธรรม โดยมีตัวชี้วัดที่มีประสิทธิภาพเป็นหลักไว้ เพราะอะไรครับท่านประธาน ผมยกตัวอย่างว่า อย่างเวลาเราพูดถึงเรื่องปฏิรูปนะครับ ซึ่งท่านประธานก็ได้พูดไว้ในรายงานนี้แล้ว เวลาปฏิรูปตํารวจก็คือเอาตํารวจออกจากกระทรวงมหาดไทย ปฏิรูปราชทัณฑ์ก็เอาราชทัณฑ์ ออกจากกระทรวงมหาดไทย ปฏิรูปดีเอสไอ (DSI) ก็ตั้งดีเอสไอ (DSI) ขึ้นมาใหม่นะครับ ปฏิรูปศาลก็ขึ้นเงินเดือนให้ศาลแยกออกจากกระทรวงยุติธรรม ปฏิรูปอัยการก็เอาอัยการ มาตั้งอัยการแห่งชาติ แล้วก็ขึ้นเงินเดือนให้เท่าผู้พิพากษา ก็เรียกว่าปฏิรูปเหมือนกันล่ะครับ แต่ถามว่าถ้าปฏิรูปด้วยการคิดเพียงแค่นั้นนี่แล้วทําไมสังคมนี้ถึงยังเรียกหา โหยหาแต่คําว่า ความยุติธรรม กันอยู่ไม่สิ้นสุดล่ะครับ ความยุติธรรมอยู่หนไหนล่ะครับ เพราะฉะนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงรู้สึกต่อเรื่องนี้อย่างสําคัญยิ่ง เมื่อสภาแห่งนี้พูดเรื่อง การปฏิรูปตํารวจ นายกรัฐมนตรีพูดถึงเรื่องการปฏิรูปตํารวจ การปฏิรูปตํารวจถูกบรรจุไว้ใน วาระการปฏิรูปในรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ แต่พอเวลาพูดกันนี่ครับคืออะไร มหาวิทยาลัยรังสิตโดยอธิการบดีซึ่งสนใจเรื่องการปฏิรูปตํารวจมากบอกว่า เอาตํารวจไปอยู่ นครบาล กับเอาตํารวจไปอยู่ต่างจังหวัด ก็ไปขึ้นกับผู้ว่าราชการจังหวัด ก็คิดแบบแค่นี้ครับ ได้คิดถึงตัวหลักวัดประสิทธิภาพประสิทธิผลที่จะดํารงความยุติธรรมหรือหลักนิติธรรม ไม่ได้ พูดถึงกันเลย ตํารวจอยู่ที่ไหนไม่สําคัญ สําคัญว่าประสิทธิภาพประสิทธิผลที่ดํารงหลักนิติธรรม ไว้ได้ ดํารงความยุติธรรมให้ประชาชนอุ่นใจได้ อยู่ที่ตรงไหนต่างหาก เพราะอัยการก็เป็นอิสระ ตํารวจก็เป็นอิสระ หรือแม้แต่ในสภาแห่งนี้ ขอประทานโทษ ผมพูดควานหาศัตรูไปเรื่อย นะครับ ผมก็เห็นพูดครับ มีนายตํารวจเก่า ๆ มาพูด ปฏิรูปตํารวจ ปฏิรูปเพียงแค่ ก.ตร. อย่าให้นายกรัฐมนตรีมานั่งเป็นประธาน อย่าให้นักการเมืองเข้ามายุ่ง เพราะว่าตํารวจ ไปคลานรับใช้นักการเมือง ก็พูดนะครับ ก็ใช่นั่นเป็นข้อเท็จจริง แต่ว่าหลักประสิทธิภาพ ประสิทธิผลของตํารวจที่จะดํารงความยุติธรรม เป็นต้นน้ําแห่งความยุติธรรมอยู่ตรงไหน ต่างหาก มีหลักชี้วัดตรงไหน มีตัวชี้วัดที่พูดกันไว้อย่างไร มีตัวประเมินอย่างไร เพราะฉะนั้นเมื่อคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการ ยุติธรรมได้ยกเรื่องนี้ขึ้นมาเรื่องการปฏิรูป นี่ละครับจึงเรียกได้ว่าเป็นการปฏิรูปที่แท้จริง ตํารวจจะได้ไปขึ้นที่นครบาลหรือจะไปขึ้นอยู่กับผู้ว่าราชการต่างจังหวัด ก.ตร. จะมี นายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธานหรือไม่มีนายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธาน แต่ตัวชี้วัดที่เป็นหลักที่ เปิดเผยที่ดํารงไว้ซึ่งหลักนิติธรรมนี่ เดอะ รูล ออฟ ลอว์ (The rule of law) สามารถเป็น หลักประกันให้กับประชาชนในแผ่นดินนี้ได้หรือไม่ หรือดีเอสไอ (DSI) อุตส่าห์ตั้งขึ้นมาใหม่ ที่จะดํารงความยุติธรรม เป็นอย่างไรครับ ก็นี่มีคดีรถหายออกจากคลังสินค้าทัณฑ์บน รถหรู ๕๐๐ คัน หายจากคลังสินค้าทัณฑ์บนของกรมศุลกากร หายไป ๕๐๐ คัน ตามจับมาได้แค่ ๑๐๐ คัน ผมไม่เห็นดีเอสไอ (DSI) จะรายงานเลย แต่พอรถเบนซ์ของวัดปากน้ํานี่รายงานจัง ไล่จับจัง หมายความว่าอย่างไร คดีระเบิดที่สะเทือนขวัญที่ภาคใต้ไม่ใช่เรื่อง ๓ จังหวัด แต่เป็นคดี ระเบิดสะเทือนขวัญที่สมุย ที่เซ็นทรัลสมุยนะครับท่านประธาน แล้วก็เรื่องไฟไหม้โคออป (Co-op) ในเวลาไล่เลี่ยกันนั้นเป็นอย่างไรครับ กับเหตุการณ์คดีอุยกูร์ด้วยที่วางระเบิด ศาลพระพรหม หัวหน้าตํารวจที่เป็นหัวหน้าดําเนินคดีเรื่องระเบิดเซ็นทรัลสมุยและคดีอุยกูร์นั้น ผมไม่อยากถามท่านประธานหรอกครับว่าตอนนี้เขาเป็นอะไร แต่คดีไปถึงไหน พอได้สร้าง หลักความมั่นใจให้เกิดขึ้นในประชาชนที่ติดตามคดีเหล่านี้ได้แค่ไหน อะไรเป็นตัวชี้วัด หัวหน้าคดีนี้คดีไม่คืบหน้าเลยแต่ว่าหัวหน้าคดีใหญ่เอา ๆ หมายความว่าอย่างไร ประเทศนี้ เราอยู่กันแบบนี้ ประชาชนจึงแสวงหา โหยหาแต่คําว่า ความยุติธรรม หลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม เพราะฉะนั้นในวันที่เราลุกขึ้นมาพูดคําว่า ปฏิรูป นั้นต้องเข้าให้ถึงเนื้อแท้ แห่งการปฏิรูป ผมจึงชื่นชมจริง ๆ นะครับ ชื่นชมรายงานของท่านที่เต็มไปด้วยเนื้อหาสาระ เข้าสู่หัวใจแห่งปัญหาได้อย่างตรงจุดนะครับ เพราะทุกประเทศเขาล้วนแต่ทุ่มเททั้งทรัพยากร ทุ่มเททั้งความรู้ ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อนํามาสู่ความศักดิ์สิทธิ์ ความน่าเชื่อถือและ ความไว้วางใจได้ในกระบวนการยุติธรรมของประเทศเขา ส่วนประเทศเรานั้นอยู่กันจนชาชิน กับความว่าความอยุติธรรม จับไปตรงไหนก็เจอแต่คําว่า อยุติธรรม ไร้ความน่าเชื่อถือ และผมจะ จบลงให้เจ็บปวดหัวใจผมเองท่านประธานครับ เกิดคดีฆ่ากันกลางวันแสก ๆ นะครับ ๒ คดี คดีหนึ่งฆ่ากันตอนพลบค่ํา แต่ฆ่ากันกลางถนน คือคดี พลเอก ร่มเกล้า และคดีสังหารนักข่าว ญี่ปุน ดีเอสไอ (DSI) มี ตํารวจมี หน่วยพิสูจน์หลักฐาน เขาเรียกอะไรนะครับ มี ผ่านไปไม่รู้กี่ปี สับสนปนเปอยู่อย่างนั้น สถานทูตญี่ปุนมาตามคดีทุกปี ตายด้วยอาก้าบ้าง ตายด้วย เอ็ม ๑๖ (M16) บ้าง ตายด้วยระเบิดบ้าง ตายด้วยมือสังหารไร้ทิศไร้ทาง คนตายกลางถนน ชัด ๆ ท่ามกลางผู้คนเยอะแยะหาคดีไม่เจอ หาตัวการไม่เจอ นักข่าวญี่ปุนก็ตายฟรีไป พลเอก ร่มเกล้า ภรรยาเขาก็ตามหาความยุติธรรมมาตลอด ในเวลาเดียวกัน พลตรี ขัตติยะ สวัสดิผล นั่นตายกลางวันแสก ๆ ตายท่ามกลางนักข่าวช่างภาพถ่ายรูปเห็นชัด แบกกัน ข้างถนน ตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ นี่ปี ๒๕๕๙ จะปี ๒๕๖๐ อยู่แล้ว ๖ ปีผ่านไปไม่รู้ใครฆ่า ไม่รู้ตาย เพราะอะไร ไม่รู้อย่างไรหมายเรียกไม่ออก หมายจับไม่มี ท่านประธานครับ ความยุติธรรม ในบ้านนี้เมืองนี้พูดกันได้ไม่จบไม่สิ้น เมื่อเรานั่งลงประกาศกับผู้คนทั้งแผ่นดินว่าจะทําการปฏิรูป และหนึ่งในการปฏิรูปนั้นคือ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ให้ความอุ่นใจ ให้หลักประกันแห่งความยุติธรรมได้เป็นหลัก อันเป็นสากล เป็นหลักที่ประชาชนไว้วางใจได้ จะไม่ให้ผมชื่นชมรายงานฉบับนี้ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นผมก็ขอหวังว่าด้วยรายงานฉบับนี้จะนําไปสู่การสร้างประสิทธิภาพและ ประสิทธิผลของกระบวนการยุติธรรมไทยอันจะเป็นการปฏิรูปที่ยิ่งใหญ่และสําคัญ ในความหมายของ ผมคิดว่าของ สปท. ทั้งหมด และของผมเองด้วย ขอขอบพระคุณครับ
ท่านสุดท้ายตามรายชื่อขณะนี้นะครับ คือท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สปท. หมายเลข ๑๕๓ ผมขอชื่นชม คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่ได้ เสนอ เรื่อง การปฏิรูปประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยใช้การประเมินเป็น ตัวชี้วัด ในการบริหารของรัฐนั้น หน้าที่เบื้องแรกที่สําคัญที่สุดคือการรักษาความสงบ เรียบร้อย ในประเทศเพื่อนบ้านประเทศหนึ่งได้ดําเนินการวิจัยว่ามีอะไรบ้างที่สร้างความสุข ให้กับประชาชนในนโยบายต่าง ๆ ของรัฐ ผลปรากฏว่าประชาชนบอกว่าถ้าบ้านเมือง มีความสงบเรียบร้อย มีความยุติธรรมเขามีความสุขมากที่สุด เพราะฉะนั้นการดําเนินการ เรื่องใดก็ตามที่นําไปสู่ความยุติธรรม ที่นําไปสู่ความสงบเรียบร้อยของประชาชน ถือเป็น นโยบายเบื้องต้นที่สําคัญของรัฐ และเป็นนโยบายที่นํามาซึ่งความสุขของประชาชนโดยทั่วไป ประเทศไทยได้ชื่อว่ามีกฎหมายมากมาย และมีกฎหมายจํานวนมากที่เป็นกฎหมายที่ดี แต่ในขณะเดียวกันก็มีการตั้งข้อสังเกตว่าท่ามกลางการมีกฎหมายที่ดีนั้น การบังคับใช้ กฎหมายของไทยยังต้องปรับปรุงอีกมาก การที่กําหนดให้มีการปฏิรูปประสิทธิภาพ กระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยใช้การประเมินเป็นตัวชี้วัด จะเป็นเครื่องมือที่สําคัญ ในการที่จะทําให้การบังคับใช้กฎหมายของประเทศดีขึ้น เพราะว่าการประเมินนั้นจะนําไปสู่ ประสิทธิภาพในการดําเนินงานในกระบวนการยุติธรรม แล้วก็จะทําให้การบังคับใช้ของ กฎหมายดีขึ้น สิ่งที่ท่านได้เสนอมานั้นเป็นการเสนอที่ดีมาก ได้อ้างอิงและนําหลักการสากล มาใช้ แล้วก็ได้มีการปฏิรูปโดยยึดถือข้อเท็จจริงและสามารถปฏิบัติได้ เพราะได้เริ่มต้นจาก กฎหมายที่มีอยู่แล้วคือพระราชบัญญัติพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๙ ได้เริ่มต้นจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว มุ่งเข้าไปสู่ระดับสากล สิ่งที่ผมอยากตั้งข้อสังเกต ซึ่งท่านอาจจะ คํานึงอยู่แล้วเพียงแต่ผมอยากจะเน้นย้ําว่า ในการกําหนดตัวชี้วัดนั้นจะต้องพัฒนาไปถึงระดับ ที่ผู้ใช้งานในการกําหนดตัวชี้วัดได้เข้าใจตัวชี้วัดทั้งในส่วนที่เป็นผลผลิตและผลลัพธ์ ท่านได้กล่าวไว้ในรายงานด้วยเช่นเดียวกัน แต่อยากจะเน้นว่าตัวชี้วัดทางด้านผลลัพธ์นั้น มีความสําคัญ มิฉะนั้นแล้วถ้าคํานึงถึงตัวชี้วัดทางด้านผลผลิต ในบางครั้งมีบางหน่วยงานมีตัวชี้วัดทางด้าน ผลผลิตว่า ถ้าได้มีคดีมากขึ้นในการดําเนินการก็ถือว่ามีผลงานมากขึ้น บางหน่วยงานจึงได้นํา คดีบางคดีซึ่งผู้กระทําผิดเป็นคนเดียวกัน การกระทําเป็นเรื่องเดียวกันซ้ํา ๆ กัน ที่ควรจะเป็น คดีรวมกันในคดีเดียวกันได้ ก็แยกกันเป็นหลายคดีตามรายวันตามรายการกระทํา ก็ทําให้เห็น ว่ามีผลผลิตมากขึ้น แต่ในเชิงผลลัพธ์แล้วก็คือเสียเวลามากมาย เพราะว่าสามารถที่จะรวมเป็น เรื่องเดียวกันกลายเป็นผลลัพธ์เดียวกันได้ หรือบางเรื่องที่มีบางท่านได้กล่าวไปแล้ว บางพื้นที่ ไม่มีรายงานทางคดีเลย ซึ่งไม่ได้หมายความว่าได้ดําเนินการบังคับใช้กฎหมายได้ดีเท่านั้น แต่อาจจะหมายถึงว่าหย่อนประสิทธิภาพ ไม่ได้มีการจับกุมเลยก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นการมุ่ง ในเรื่องของผลลัพธ์เป็นตัวชี้วัดเป็นเรื่องที่สําคัญ ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ ผลผลิตก็คือเป็น เอาต์พุต (Output) แต่ว่าเนื้อเอาต์พุต (Output) ก็คือเอาต์คัม (Outcome) ที่เรียกว่า ผลลัพธ์ ตรงนั้นที่จะต้องสอดรับกับวัตถุประสงค์อย่างแท้จริง โดยรวมแล้วถือว่าเป็น การนําเสนอการปฏิรูปที่สําคัญเรื่องหนึ่งของสภาแห่งนี้ที่ผมขอชื่นชม แล้วก็ถ้าสามารถ ดําเนินการได้ตามนี้ก็จะทําให้กระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นจนถึงกระบวนการยุติธรรม ขั้นสุดท้าย ท่านทั้งหลายก็คงจะทราบอยู่แล้วว่ากระบวนการยุติธรรมนั้นมิได้อยู่ที่ศาลยุติธรรม เพียงแห่งเดียว แท้ที่จริงแล้วที่ศาลยุติธรรมนั้นกลับมีคํากล่าวด้วยซ้ําไปว่า ศาลยุติธรรมเป็น ที่พึ่งแหล่งสุดท้ายของประชาชน ความหมายก็คือว่าถ้าไม่ได้รับความยุติธรรมตั้งแต่ขั้นต้น ยังมีศาลเป็นผู้ให้ความยุติธรรมขั้นสุดท้าย แต่อีกความหมายหนึ่งก็คือว่า ความยุติธรรมนั้น ต้องให้ตั้งแต่ต้น ต้องให้ในทุกขั้นตอน ต้องให้ตั้งแต่ชั้นจับกุม ต้องให้ตั้งแต่ชั้นสอบสวน ต้องให้ตั้งแต่ชั้นฟูองร้อง มิใช่รอให้ทุกอย่างไปอยู่ที่ศาลแล้วก็ให้ศาลให้ความยุติธรรมในเบื้อง สุดท้ายแต่เพียงอย่างเดียว ระบบประเมินผลนี้ก็จะช่วยทําให้ความยุติธรรมทุกระดับเกิดผลได้ มีประสิทธิภาพได้ ผมเชื่อว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แล้วก็ถ้าสิ่งเหล่านี้ได้นําไปปฏิบัติ การปฏิรูปนี้สําเร็จขึ้นมา คํากล่าวในเรื่องของกระบวนการยุติธรรมที่บอกว่า จะรักษาไว้ ซึ่งความยุติธรรมแม้ว่าฟูาจะถล่ม ดินจะทลายก็ตาม ก็คงจะเป็นจริงขึ้นมาได้ ขอบคุณครับ
มีอีก ๒ ท่านนะครับ พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงยุติธรรม ขอเชิญครับ
พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ : กราบเรียนท่านประธานสภา ท่านกรรมาธิการ ท่านเพื่อนสมาชิก สปท. ที่เคารพ ผม พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ สปท. ลําดับที่ ๓๙ ก่อนอื่นผมก็ชื่นชมกับการนําเสนอในวันนี้ของคณะกรรมาธิการ เพราะตั้งแต่ฟัง ในเรื่องการปฏิรูปตํารวจและกระบวนการยุติธรรมนั้นผมยังมองเห็นเปูาไม่ชัดนะครับ แต่วันนี้ พอคณะกรรมาธิการนําเสนอเคพีไอ (KPI) หรือตัวชี้วัดขึ้นมา ผมถือว่าชัดเจนมาก ๆ ถือว่า เป็นเปูาหมายที่เราจะนําไปปฏิรูปตํารวจและกระบวนการยุติธรรมอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดีนะครับ อย่างที่ทางคณะกรรมาธิการได้นําเสนอว่า การชี้วัดตัวชี้วัดในอดีตนั้นเป็นระบบปิด ผมยืนยัน ว่าจริง เป็นเรื่องของต่างหน่วยงานต่างทําและกําหนดตัวชี้วัดขึ้นมาเองจากสถิติที่เกิด เป็นตัวชี้วัดที่ใช้มาตั้งแต่ดั้งเดิมต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้นะครับ ซึ่งมันควรจะเป็นระบบเปิด ควรจะให้บุคคลภายนอกหรือคนกลางที่เข้ามาดูว่าตัวชี้วัดของท่านนั้นมันเที่ยงตรงจริงไหม ตัวนี้นะครับ เพราะว่าประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมและตํารวจสําคัญมากนะครับ เพราะนําไปสู่ การสร้างความเป็นธรรมในสังคม สร้างความสงบสุขในสังคม ถือว่าเป็นปัจจัยสําคัญพื้นฐาน ในการอยู่ร่วมกัน นี่ถือว่าเป็นปัจจัยร่วมกันที่เราจะต้องทํา นอกจากนี้แล้วโลกเรามันเล็ก การลงทุนหรือการท่องเที่ยว ความปลอดภัย ความเป็นธรรม ถือว่าเป็นตัวหนึ่งที่จะเป็น การจูงใจที่จะทําให้ประเทศชาติของเราเพิ่มการแข่งขันนั้นได้ สร้างความเชื่อมั่นอย่างที่ท่าน ได้พูดมา ผมได้ไปดูในเอกสารที่นําเสนอ ผมก็รู้สึกว่าชอบมาก ๆ นะครับ ที่สหประชาชาติ ได้นําเสนอ ไม่ว่าจะเป็นตํารวจ อัยการ ศาล และราชทัณฑ์ โดยใช้ตัวชี้วัดหลัก ๆ อยู่ ๔ ประเด็น ไม่ว่าประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ความเที่ยงตรง ความโปร่งใสและ การตรวจสอบได้ การเคารพสิทธิมนุษยชน และไม่เลือกปฏิบัติ และสมรรถภาพ และนอกจากนั้นก็ยังมีตัวชี้วัดย่อย ๆ ไปอีก ผมถือว่าสําคัญมากนะครับ และตัวที่ผมชอบมาก อาจจะว่าชอบมากที่จะเป็นปากเสียงแทนข้าราชการและหน่วยข้าราชการ ไม่ว่าจะเป็น ตํารวจ อัยการ ศาล หรือราชทัณฑ์ ก็คือสมรรถภาพ ในนั้นจะบอกถึงความพร้อมทางด้าน อุปกรณ์และเครื่องมือ ความพร้อมทางด้านทรัพยากรบุคคล ประสิทธิภาพในการบริหารงาน เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นหน่วยตํารวจก็ดี อัยการก็ดี ศาลก็ดี ราชทัณฑ์ก็ดี สมรรถภาพเขาจะ ระบุถึง ๓ ประเด็นนี้นะครับ ๓ ประเด็นนี้เป็นสิ่งสําคัญนะครับ เพราะว่าถ้าเผื่อบุคลากร ในกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นตํารวจ อัยการ ศาล หรือราชทัณฑ์ ถ้าเผื่อไม่มี ความพร้อมในด้านอุปกรณ์หรือคุณภาพของทรัพยากรบุคคล หรือประสิทธิภาพ ในการบริหารงานในการจัดการต่ํา ผมก็เชื่อว่าประสิทธิภาพตัวเคพีไอ (KPI) ก็คงจะออกมา ต่ํามากนะครับ หลาย ๆ ท่านอาจจะพูดถึงปัญหาการบังคับใช้กฎหมายของเรามีปัญหา ผมก็ยอมรับว่ามีปัญหา อย่างเรื่องกฎหมายจราจร ถ้าเผื่อเรารู้ว่าอุบัติเหตุของเราเกิดจาก ความเร็วมาอันดับ ๑ แต่ท่านทราบไหมว่าเครื่องตรวจวัดความเร็วของเราจากพระราม ๒ ไปจนถึงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีเครื่องตรวจจับความเร็วกี่ตัวครับ ถ้าผมฟังจากตํารวจ ทางหลวงเขาบอกเขามีเพียงตัวเดียวแล้วจะไปจับอะไรได้ ถ้าเป็นประเทศที่เจริญแล้วเขาจะมี เครื่องดักจับทุก ๑๐ กิโลเมตร ถ้าคุณผ่านปฺุบตรงหน่วยข้างหน้าดักแล้ว ใครก็ไม่กล้าที่จะ ฝุาฝืนความเร็ว เพราะฉะนั้นตัวนี้เป็นตัวหนึ่งที่ประสิทธิภาพในการทํางานมันจะฟูองออกมา เลยครับ เครื่องไม้เครื่องมือก็ดี ประสิทธิภาพก็ดี พวกเหล่านี้ก็ดี เพราะฉะนั้นเวลาท่านปฏิรูป ตํารวจหรือกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่ท่านบอกว่าเคพีไอ (KPI) ตัวนี้คุณก็ไม่ทํา เรื่องนี้ก็ไม่ทํา แต่ความพร้อมของบุคลากรในกระบวนการเขามีความพร้อมไหมครับ เครื่องไม้เครื่องมือ เขาพร้อมไหม พวกเหล่านี้เราต้องดูด้วยไม่ใช่ว่าเราสั่ง สั่งมันสั่งได้ครับ เพราะฉะนั้นผมถึง มองว่าตัวเคพีไอ (KPI) ที่ท่านนําเสนอมานี้ถูกทางครับ ถูกทาง เป็นครบประเด็น และเป็น มาตรฐานสากลด้วยที่สหประชาชาติเป็นคนกําหนด ถ้าเผื่อท่านเอาตัวนี้เป็นตัวชี้วัดของ ๔ หน่วยงาน และแก้ปัญหาให้หน่วยงานเหล่านั้น ผมเชื่อว่าตํารวจและกระบวนการยุติธรรม ของเราจะดีขึ้นเยอะนะครับ แล้วมันจะเป็นทิศทางที่ถูกต้องด้วย ขอขอบคุณครับ
ขอเชิญท่านกษิต ภิรมย์ ครับ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อดีต ส.ส. บัญชีรายชื่อ และอดีตเอกอัครราชทูต
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. ลําดับที่ ๗ ได้อ่านเอกสารคร่าว ๆ แต่ไม่มีคําว่า ดิจิทัลซิสเต็ม (Digital System) หรือว่า ดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) แต่ว่าเราได้คุยกันเรื่องการใช้ระบบเทคโนโลยีสื่อสาร สมัยใหม่ในที่ประชุมนี้หลายครั้ง โดยเฉพาะในกรอบของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ หรือว่าในการที่จะใช้เศรษฐกิจสมัยใหม่ แล้วก็เรามี ๖ หน่วยงาน ๗ หน่วยงานที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด ผมก็อยากจะ ขอเสนอหรือว่าคํายืนยันจากกรรมาธิการนะครับ ผ่านท่านประธานสภาไปว่า เราจะใช้ระบบ ดิจิทัล (Digital) เป็นสําคัญ ทีนี้ถ้าเผื่อจะใช้ตรงนี้มันเป็นงานที่จะต้องไปพึ่งพากระทรวง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และสํานักงานสถิติแห่งชาติใช่หรือไม่ หรือว่าจะมอบ ให้กระทรวงยุติธรรมเป็นหน่วยงานกลางในการที่จะให้สํานักงานอัยการสูงสุด ปปง. ป.ป.ช. ดีเอสไอ (DSI) สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ต้องส่งข้อมูลเกี่ยวกับสถานะของแต่ละคดีที่อยู่ ในมือมาที่ส่วนกลาง เพราะฉะนั้นมันต้องมีศูนย์กลางสัก ๑ แห่ง ด้วยระบบดิจิทัล (Digital) แล้วจะใช้เวลาเท่าไร ๓ เดือน ๖ เดือนจะได้ไหม อย่างไม่รอช้า อย่างน้อยให้มีข้อมูลที่มัน พร้อมดังที่ได้ปรากฏอยู่ในเอกสารสรุปทั้งหมด ก่อนที่อายุของ สปท. จะสิ้นสุดได้หรือไม่ อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ แล้วมันก็เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ต่อรัฐบาล ๑. ได้รู้ รัฐบาลจะได้ ช่วยเร่งคดีต่าง ๆ ที่มันดูเสมือนไม่คืบหน้า อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ หรือว่ามันมีคดีดัง ๆ ขึ้นมา กลบคดีที่มันดัง ๆ มาก่อน แล้วก็ไม่รู้ว่าสถานะของแต่คดีนั้นเป็นอย่างไร อันนั้นเป็นประเด็นที่ ๑
ส่วนอันที่ ๒ ก็คือว่าเรากําลังจะพูดถึงคดีที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมจะเป็น ระดับตรงตํารวจมาอัยการไปที่ศาลยุติธรรม หรือจะอยู่ที่ ปปง. ป.ป.ช. ที่กําลังจะส่งเรื่องมาที่ สํานักงานอัยการสูงสุด อันนั้นเราจะเร่งดําเนินการและให้มีการบูรณาการในการที่จะ ประมวลเก็บข้อมูล แล้วก็ได้มีการที่จะประเมินผล มันก็มาสู่ประเด็นที่ ๒ จะให้ใครเป็น ผู้ประเมิน หน่วยงานให้ทําเอง แล้วก็ประเมินเองไม่ค่อยจะสําเร็จ เราก็เห็น ๆ กันอยู่เรามีทั้ง อ.ก.พ. กระทรวง มี สตง. ประจํากระทรวงอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ มันก็ต้องมีหน่วยงาน ประเมินกลาง จะขอความร่วมมือจากแวดวงขององค์การสหประชาชาติได้หรือไม่นะครับ ในเครือข่ายต่าง ๆ ขององค์การสหประชาชาติ หรือจะว่าจ้างบริษัทคอนซัลแทนต์ (Consultant) ที่จะทํา หรือว่าเราจะส่งเสริมภาคประชาสังคมของเราพวกฮิวแมน ไรท์ วอตช์ (Human Right Watch) คอร์รัปชันวอตช์ (Corruption Watch) หรืออะไรต่าง ๆ เหล่านี้ หรือจะเป็นในเครือข่ายของคณะกรรมาธิการกฎหมายระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา หรือว่าของยุโรป หรือแม้กระทั่งจะมอบให้ทางเครือข่ายของสภาทนายความหรือว่า พวกเอ็นจีโอ (NGOs) ได้หรือไม่ มันต้องเอาองค์กรที่ ๓ เป็นผู้ที่จะประเมินการรวบรวมข้อมูล สถิติสถานะของคดีของหน่วยงาน ๕ หน่วยงาน ๖ หน่วยงานที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม ต้องเป็นกลางนิดหนึ่งนะครับ อันที่ ๒
ส่วนประเด็นที่ ๓ ผมอยากจะขอมาพูดที่ต้นทางสักนิดหนึ่ง ตอนที่เรื่องราว คดีเริ่มมาที่สํานักงานตํารวจแห่งชาติ อันนี้ก็ต้องดูด้วยนะครับว่าคดีที่เข้ามาที่โรงพักหรือ ตํารวจออกไปจับกุมอะไรต่าง ๆ นั้น การตั้งข้อหาจะมีใครช่วยมอนิเตอร์ (Monitor) ผมก็เจอ คดีหมิ่นประมาทครอบจักรวาลเยอะแยะครับ คดีอื่น ๆ ด้วย แต่ว่าการตั้งข้อหาต่อประชาชน ธรรมดา ๆ มันยกกฎหมายทุกฉบับมาตั้งข้อหาได้ แล้วมันไม่ได้เกี่ยวโยงกับสภาพ ความเป็นจริงหรือสิ่งที่ได้เกิดขึ้นเลย ให้อํานาจกับสํานักงานตํารวจแห่งชาติและสํานักงาน อัยการสูงสุดตั้งข้อหาต่อประชาชนอย่างครอบจักรวาลไม่มีความยุติธรรมใด ๆ เลย อันนี้ จะแก้อย่างไร นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ประเด็นที่ ๒ ก็คือผมไม่สามารถจะเข้าใจได้ ผู้ที่หนี กระบวนการยุติธรรมของไทยไปอยู่ต่างประเทศ กระบวนการยุติธรรมของเราไปไม่ถึง ทําไม เราถึงจะพิพากษา ภาษาอังกฤษเขาว่า ไทรอัล อิน แอบเซนเทีย (Trial in absentia) คือ สามารถที่จะตัดสินใจได้ ลงโทษได้ เพราะว่าเขาไม่อยู่ในต่างประเทศ แต่ว่าที่มันมหัศจรรย์ คือนักโทษหนีคุกเหล่านี้ที่อยู่ในต่างประเทศสามารถที่จะตั้งทนายมาฟูองร้องชาวบ้านเขา ทุกวี่ทุกวันได้ บุคคลคนเดียวในแง่หนึ่ง ศาลไปไม่ถึงเพราะอยู่ต่างประเทศ แต่ในอีกแง่หนึ่ง บุคคลคนนี้ก็สามารถที่จะตั้งทนายเข้ามาเล่นงานชาวบ้านที่มีความเห็นต่าง ๆ เหล่านี้ได้ ผมคิดว่าต้องดูตรงต้นทางอันนี้ด้วย เป็นเรื่องที่สําคัญ เพราะมันเป็นจุดเริ่มต้นของ ความยุติธรรม แล้วเป็นจุดเริ่มต้นของความโปร่งใสของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ
ส่วนประเด็นสุดท้ายได้อ่านหนังสือพิมพ์ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมาว่า ทางสํานักงานตํารวจแห่งชาติได้ตั้งคณะกรรมการที่จะปฏิรูปตนเอง ประเสริฐเลิศรสนะครับ แต่ว่าจะมีการประสานงานกับทาง สปท. หรือเปล่าจะได้วิ่งไปด้วยกัน ไม่ใช่ปฏิรูปตนเอง อันนี้รับไม่ค่อยได้นะครับ แล้วก็ถ้าเผื่อ สปท. กําลังจะปฏิรูปตํารวจอยู่แล้ว คณะรัฐบาลก็ได้มี การตั้งคณะทํางานในระดับรองนายกรัฐมนตรีที่จะดูเรื่องบริหารราชการด้วย ทําไมตํารวจถึง จะต้องมาทํา ณ ตอนนี้ ปล่อยให้คนนอกทําจะไม่ดีกว่าหรือครับ อันนี้มันจะได้เพิ่ม ความโปร่งใสแล้วก็จะได้เร่งการดําเนินการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะสํานักงาน ตํารวจแห่งชาติได้ ขอขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ
ยังมีอีก ๒ ท่านนะครับ ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธาน กรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีต ส.ว. ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณ ที่ท่านประธานให้โอกาส ก็จะขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ นะครับเพื่อให้กําลังใจกับ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนในด้านนี้ที่ได้เสนอเรื่องซึ่งสมาชิกทุกท่านที่ลุกขึ้นอภิปรายก็ได้ เรียนชี้แจงแล้วว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญอย่างยิ่งในการดําเนินการที่จะปฏิรูปประสิทธิภาพ ของกระบวนการยุติธรรมเพราะเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับทุก ๆ คน และกระบวนการยุติธรรม ของเราก็มีปัญหาอยู่พอสมควรตามที่หลายท่านได้อภิปรายแล้ว เพราะฉะนั้นการปฏิรูป ตัวชี้วัดก็เป็นแนวทางหนึ่ง เนื่องจากเรามีอยู่หลายหน่วยงาน กระผมก็คงจะขอพูดในส่วนที่ เกี่ยวข้องกับประเด็นในเรื่องต่างประเทศนะครับ เมื่อต้นปีได้มีโอกาสไปชี้แจงเรื่องเกี่ยวกับ ทิปรีพอร์ต (TIP Report) เรื่องเกี่ยวกับไอยูยูฟิชชิง (IUU Fishing) ที่ประเทศเยอรมันและที่ ประเทศเบลเยียม ก็ได้อ่านรายงานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ทําเกี่ยวกับไอยูยูฟิชชิง (IUU Fishing) ขออนุญาตพูดภาษาอังกฤษคือ อิลลีกัลอันรีพอร์ตเตด (Illegal unreported) แล้วก็อันเรกูเลเตดฟิชชิง (Unregulated fishing) คือการประมงอย่างไม่ถูกกฎหมาย แล้วก็ เรื่องของทิปรีพอร์ต (TIP Report) ก็คือทราฟฟิกกิง อิน เพอร์ซันส์ (Trafficking in persons) หรือเรื่องของการค้ามนุษย์ ในรายงานต่าง ๆ เหล่านี้พูดถึงปัญหาของประเทศไทย อยู่หลายประเด็น ประเด็นที่กรรมาธิการดําเนินการอยู่ผมคิดว่าก็จะช่วยแก้จุดอ่อนหรือ ปัญหาในการดําเนินการทั้ง ๒ เรื่องเพื่อให้เราได้รับสถานะที่ดีขึ้น อย่างสหรัฐอเมริกาเองเขาก็ ได้ยกระดับการค้ามนุษย์ของเราจากเทียร์ ๓ (Tier3) ไปสู่เทียร์ ๒ (Tier2) ที่เฝูาระวัง ก็เนื่องจากเรามีกฎหมายที่ออกมาเกี่ยวกับการใช้แรงงานเด็กต่าง ๆ ในส่วนของไอยูยู (IUU) หรือการประมงที่ผิดกฎหมายเรายังได้ใบเหลืองอยู่ ซึ่งเขาก็จะรอประเมินเป็นช่วง ๆ ในทั้ง ๒ รายงาน สิ่งที่เป็นจุดอ่อนของเราคือการมีกฎหมายที่ไม่ครอบคลุมในการดําเนินการต่อ ทั้งเรื่องการค้ามนุษย์และเรื่องของการประมงที่ผิดกฎหมายมีหลายฉบับ ในรัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งมีอํานาจค่อนข้างจะเบ็ดเสร็จสามารถที่จะเร่งรัดการออกกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เพื่อตอบสนองต่อจุดอ่อนต่าง ๆ ที่มีอยู่ในกระบวนการทั้งการค้ามนุษย์และการประมง ที่ผิดกฎหมายไปแล้วหลายฉบับนะครับ แต่ก็ยังไม่ครบถ้วน เพราะฉะนั้นผมก็เลยยังอยากจะ เรียนเป็นข้อคิดเห็นว่าในกระบวนการยุติธรรมเราจะเพิ่มประสิทธิภาพส่วนสําคัญส่วนหนึ่ง คือการมีกฎหมายที่ครอบคลุม กฎหมายที่เป็นที่ยอมรับในสากล แล้วกฎหมายที่จะช่วย แก้ปัญหาต่ออาชญากรรมต่าง ๆ ได้ เพราะฉะนั้นก็จึงฝากว่ามันจะไปอยู่ส่วนไหนของรายงานนี้ ที่เราไปพูดถึงตัวชี้วัดที่ทําตามกฎหมาย แต่ตัวกฎหมายเองซึ่งประเทศไทยยังต้องถือว่า ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ในเรื่องต่าง ๆ ไม่ใช่เฉพาะ ๒ เรื่องที่ผมพูดมาแล้วนะครับ หรือแม้แต่ การลงนามในกฎหมายต่าง ๆ ที่สหประชาชาติให้ความเห็นชอบแล้วเราก็ยังขาดที่จะลงนาม อยู่อีกหลายฉบับ เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้จะมีตัวชี้วัดต่อกระบวนการยุติธรรมอย่างไร เพื่อประเทศไทยได้มีความเป็นสากลแล้วก็สามารถที่จะแก้ปัญหาที่สําคัญ ๆ ของประเทศ ได้ด้วยนะครับ
ประเด็นสุดท้ายที่จะกราบเรียนคืออย่างที่เราทราบว่าเรากําลังพูดถึงตัวชี้วัด ของหน่วยงาน ๕ องค์กร ๖ องค์กร ซึ่งอยู่ในที่ต่าง ๆ อยู่ในกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ อย่างสํานักงานอัยการสูงสุดก็เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญนะครับ ฉะนั้นเราก็คาดหวัง ว่าเขาจะร่วมมือกันที่จะทํางานตามแนวปฏิรูปที่เราได้ร่างขึ้น ว่าในกี่เดือนจะต้องมี การประชุม ในกี่เดือนจะต้องมีการมากําหนดตัวชี้วัดที่สอดคล้องกัน ที่มีความเป็นระบบ มีความเป็นสากล หรืออาจจะอาศัยพระราชบัญญัติพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๔๙ มาเป็นตัวขับเคลื่อน แต่ในพระราชบัญญัติฉบับนั้นก็ไม่ได้กําหนด กฎเกณฑ์อย่างชัดเจนในประเด็นที่เรามุ่งในการปฏิรูป กระผมจึงยังคิดว่าด้วยระบบราชการ แบบไทย ๆ ด้วยการทํางานที่อาจจะไม่สามารถที่จะรวมตัวกันทํางานอย่างเป็นองคาพยพ เดียวกันได้ อาจจะต้องเสนอแนะให้มีการยกร่างกฎหมายเพื่อดําเนินการในเรื่องนี้โดยเฉพาะ เพราะตัวชี้วัดอย่างที่ทางคณะกรรมาธิการได้ศึกษาจากประเทศต่าง ๆ มันก็มีความแตกต่าง กันอยู่พอสมควร และในปัจจุบันนี้เราต้องยอมรับว่าอาชญากรรมข้ามชาติเป็นเรื่องที่มี ความสําคัญยิ่ง และจะมีความสําคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต ผมคิดว่าประเทศไทย หนีไม่พ้นต่อการที่จะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ ไม่ใช่เฉพาะเรื่อง การค้ามนุษย์ซึ่งก็ถือเป็นอาชญากรรมข้ามชาติอยู่แล้ว เรื่องของการก่อการร้าย เรื่องของ การหลบหนีเข้ามาในบ้านเมืองเรา ในอดีตเราก็เคยมีกรณีที่ผู้ก่อการร้ายระดับโลกหลบเข้ามา อยู่ในบ้านเรา เพราะฉะนั้นในเรื่องของตัวชี้วัดที่เกี่ยวกับอาชญากรรมข้ามชาติก็จะต้องให้ ความสําคัญที่จะกําหนดขึ้น เพื่อจะเป็นการวัดสมรรถภาพของหน่วยงานในการที่จะสามารถ ปฏิบัติการหรือว่าที่จะต่อสู้กับไครม์ (Crime) หรืออาชญากรรมเหล่านั้นได้ ก็ขอกราบเรียน ข้อคิดเห็น ๒ ประเด็น ๓ ประเด็นนี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ขอเชิญท่านวิทยา แก้วภราดัย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย ครับ ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการนะครับที่ได้ส่ง เรื่อง การปฏิรูป ประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยใช้การประเมินเป็นตัวชี้วัด ผมดูตาม รายงานนะครับ ก็คือข้อบ่งชี้ที่ต้องใช้ตัวประเมินเป็นการชี้วัด เพราะว่าแต่ละหน่วยงาน ถ้าปล่อยให้ประเมินตัวเองนะครับ ความเบี่ยงเบนก็เกิดขึ้นสูงจริง ๆ ครับ คราวนี้กระบวนการ ยุติธรรมในทางอาญาของประเทศไทยมันมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ไม่มากมายครับ ถ้าพูดถึง พฤติกรรมของมนุษย์เป็นล้าน ๆ เรื่อง แล้วก็ประมวลกฎหมายที่มีความผิดทางอาญา เป็นพัน ๆ ฉบับ แต่กระบวนการยุติธรรมเราค่อนข้างจะแคบมากครับ ขออนุญาตถกกับ คณะกรรมาธิการได้เปิดทางปัญญานะครับ เราเริ่มต้นกระบวนการยุติธรรมจากตํารวจ มาอัยการ ไปศาล ไปราชทัณฑ์ ถ้ามากกว่านั้นก็อาจจะเริ่มจากดีเอสไอ (DSI) ถ้าไกลออก กว่านั้นอาจจะเริ่มจาก ป.ป.ช. และไปจบกระบวนการที่ศาล และไปราชทัณฑ์ ถามว่า กระบวนการทางอาญาของเราประเทศนี้มีกฎหมายที่มีโทษทางอาญาแผ่กระจายอยู่ทั้งหมด ผมว่าหลายพันฉบับ เรามีกระทรวงอยู่ทั้งหมด ๒๐ กระทรวง ทุกกระทรวงถือกฎหมาย ที่มีโทษทางอาญาอยู่ทุกกระทรวง ถามว่าขนาดฐานของการที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม กว้างจาก ๒๐ กระทรวง เราลดงานจาก ๒๐ กระทรวงเหลือสํานักงานเดียวคือสํานักงาน ตํารวจแห่งชาติ ผมจําได้เรียนกฎหมายอาญาใหม่ ๆ เรารู้จักปลัดฝุายฟูองคดี ปลัดอําเภอยังมี คดีบางคดีก็ให้อํานาจปลัดอําเภอฟูองคดีด้วยปากเปล่า กระบวนการจบที่กระบวนการศาล และต้องยอมรับครับว่าในกระบวนการยุติธรรมของไทยทั้งหมดทุกขั้นตอน ศาลเป็นองค์กรเดียว ที่ได้รับการยอมรับอย่างมั่นคงที่สุดมาโดยตลอด แต่ขณะนี้เรามีสถาบันการศึกษานิติศาสตร์ในประเทศนี้เกือบทุกสถาบัน แม้แต่ในราชภัฏ ก็เปิดนะครับ จะไปรอดไม่รอดอีกเรื่องหนึ่ง เรามีนักกฎหมายที่จบมาปีละหลายหมื่นคน เรามี นิติกรอยู่ทุกกรมในทุกกระทรวง ถามว่าเราปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมเราแคบเข้ามา เหลือเริ่มต้นจากสํานักงานตํารวจแห่งชาติได้อย่างไร ถ้าแคบอยู่แค่นั้นมันก็จะเจอปัญหาที่เรา ได้ยินแล้วไม่สบายใจก็คือ ป.ป.ช. ส่งอัยการ นั่นมีอํานาจส่งเองนะครับไม่ผ่านตํารวจ อัยการ สั่งไม่ฟูอง ป.ป.ช. ฟูองคดีเอง ศาลตัดสินลงโทษตามคําฟูองของ ป.ป.ช. ถ้าประเมินครับ แค่กระบวนการยุติธรรมมันคอขวดอยู่ที่อัยการตรงนั้นครับ ปรากฏว่าเราก็เห็นความแตกต่าง เกิดขึ้นแล้ว ผมคิดไปว่าถ้าจะปฏิรูปกันจริง ๆ ครับ มันมีหลายเรื่องที่ต้องกระทบ ถ้าเรากล้า ออกกฎหมายที่จะปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่เปิดฐานออกไปกว้าง ท่ามกลาง หน่วยงานที่เราไม่เชื่อมั่นหลายหน่วยงานในวันนี้ เช่น หน่วยงานตํารวจซึ่งสะเทือนเพราะ การเผาผลาญตัวเองจนเดี๋ยวนี้หาคนไว้ใจยาก หน่วยงานอัยการที่สร้างมาตรฐานตัวเองมาจน เงินเดือนเท่าศาล สวัสดิการต่าง ๆ เท่าศาล แต่ปรากฏว่าผลจากการที่สั่งบ้าง ไม่สั่งบ้าง ผลจากการที่ไปเป็นบอร์ด (Board) องค์กรโน้น องค์กรนี้ วันนี้องค์กรอัยการสั่นสะเทือนครับ ถ้าจะปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมกันสักที ผมเสนอคณะกรรมาธิการนะครับว่าถ้าผมคิดว่า เราจะเปิดฐานกระบวนการยุติธรรมให้เข้าสู่ระบบศาลกว้างขึ้นกว่าเดิม เป็นไปได้ไหมครับว่า กรมสรรพากรจับผู้ทุจริตเรื่องกฎหมายสรรพากร กรมสรรพากรส่งฟูองศาลเองได้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ปุา และพันธุ์พืชมีผู้บุกรุกปุาไม่ต้องรอไปแจ้งความกับตํารวจ รวบรวมส่งนิติกร นิติกรส่งฟูองศาลได้ กรมสรรพสามิตมีคนกระทําผิดกฎหมาย ทําเหล้าเถื่อน บริษัทเหล้าติดแสตมป์เถื่อน เป็นไปได้ไหมครับกรมสรรพสามิตนํากระบวนเข้าสู่ศาลได้ ถ้าเราเปิดฐานกว้างขนาดนี้นะครับ ผมคิดว่าทุกหน่วยงานเป็นหน่วยงานเริ่มต้นของ กระบวนการยุติธรรมจริง ๆ เพราะเขาถือกฎหมายอยู่ทุกคน มีกฎหมายทางอาญา ให้ทุกกระทรวงถืออยู่ครับ แต่ถึงเวลากระทรวงเวลาจะจับกุมต้องไปแจ้งความตํารวจมาจับ จับเสร็จตัวเองไปเป็นพยานให้ตํารวจสอบสวน ตํารวจสอบเสร็จ มันเริ่มคอดกันแล้วครับท่าน ตํารวจร่วมจับ ตํารวจสอบ ตํารวจฟูองส่งอัยการ ส่งไปศาลหน่วยงานที่จับกว่าจะรู้ครับ ปรากฏว่าสํานวนหายไปเสียแล้ว สั่งไม่ฟูองจบไปแล้ว เพราะฉะนั้นความรู้สึกผมถ้าเราเริ่มต้น ว่าจะแก้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาครั้งใหญ่สักรอบหนึ่งครับ ในการที่จะเปิด ช่องของนักกฎหมายที่มีอยู่เต็มประเทศนี้ครับ เดี๋ยวนี้เรียนกฎหมายเยอะมาก เอานักกฎหมายแต่ละกรมผ่านการอบรมจากศาลยุติธรรมที่มีความเชี่ยวชาญกฎหมายสูงสุด อบรมให้เขาครับ สร้างหน่วยงานตัวเองขึ้นมาฟูองคดีเอง ไม่ต้องใช้ทนายของแผ่นดิน เพราะว่าบางช่วงสถานการณ์ผมสะอึกมาแล้วครับกับประมุขทนายของแผ่นดินนี่ครับ ที่ประพฤติตนทําให้บ้านเมืองต้องเกิดวิกฤตการณ์วันนี้เกิดจากตรงนั้นละครับ และวันนี้จะ ขยายฐานอํานาจเข้าไปอีกเรื่อย ๆ จากอํานาจตุลาการเบื้องต้นสั่งไม่ฟูองคดีได้ วันนี้อํานาจ ชะลอคดีก็จะเกิด ท่านประธานกรรมาธิการคงรู้ดีครับ ต่อไปท่านจะมีคู่แข่งตุลาการขนาดใหญ่ องค์กรหนึ่งขึ้นมาแทนที่ รีบกระจายมันออกก่อนเถอะครับ ถ้ากระจายออกอย่างนี้การปฏิรูป ตํารวจก็จะง่ายเข้าครับ ไม่ต้องทั้งหมดคอคอดมาแจ้งความตํารวจ ตํารวจเป็นกองกําลังรักษา ความมั่นคงภายในสนับสนุนกฎหมายทุกฉบับที่มีอยู่ในมือของทุกกระทรวง ผมเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขจะจับยาเรื่อง อย. ไม่ต้องตั้งกองกําลังครับ โทรศัพท์ สั่งตํารวจมา ถ้าตํารวจไม่ให้ความร่วมมือ มีองค์กรกลางไว้จัดการตํารวจอีกที เพราะผมไม่ต้อง สร้างกองกําลัง วันนี้บอกได้เลยครับว่าหน่วยงานแต่ละหน่วยงานที่ปฏิบัติทางราชการ เขารู้สึกมั่นใจเวลาได้เรียกใช้ทหารครับ นี่ผมอ่านข่าวจากบ้านผมเมื่อสักครู่บุกอุทยานบุกขึ้นยึดที่ปุาที่คนบุกรุกปุาใช้กําลังทหารหมดครับ เขามั่นใจกว่าครับ คราวนี้ถ้าเราปรับองค์กรตํารวจเสนอท่านพ่วงไปเลยนะครับ เพราะท่าน ศึกษาเรื่องปฏิรูปตํารวจเอาองค์กรตํารวจเป็นกองกําลังกลางในเรื่องความมั่นคง ภายในประเทศ ไว้เป็นกองกําลังสําหรับทุกกระทรวง ทบวง กรม ในการเรียกใช้ ส่วนคนที่ บังคับใช้กฎหมายแต่ละกรมก็ว่าของตัวเอง กรมศิลปากรมีคนละเมิดเรื่องกรมศิลปากร พี่น้องชาวกรมศิลปากรคงไม่มีกําลังไปจับใครครับ แต่ถ้าศิลปากรเขตยกโทรศัพท์ผู้บัญชาการ ตํารวจภูธรภาคบอกว่าต้องการจับกุมเรื่องนี้ไม่ได้รับความร่วมมือ มีองค์กรกลางแบบ นายกรัฐมนตรีเข้าควบคุมครับ อย่างนี้ไปได้ ก็เห็นด้วยครับ รายงานในการต้องตั้งตัวประเมิน นะครับ แต่ผมเสนอไปไกลกว่านั้นอีกนิด สมมุติว่าเอากันถึงปฏิรูปวิธีพิจารณาความอาญา เข้าสู่ในกระบวนการยุติธรรมเปิดกว้างมากกว่าตํารวจและอัยการ เราก็จะเจอฐานที่ ประชาชนเดินเข้าง่ายขึ้นและกระบวนการยุติธรรมไทยเราก็จะมั่นคงยิ่งกว่าเดิมครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ
ท่านสุดท้ายตามรายชื่อนะครับ พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก อดีตรองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ขอเชิญครับ
พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก : กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ และคณะกรรมาธิการผู้ทรงเกียรติ แล้วก็เพื่อนสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กระผม พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๒๔ ครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทางคณะกรรมาธิการนะครับ ตามที่ทุกท่าน ได้อภิปรายว่าท่านมีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะทําในสิ่งที่สําคัญนะครับ ถึงแม้ว่าดูจากรูปลักษณ์ ภายนอกจะไม่ใช่เป็นเรื่องที่เข้มข้นหรือเป็นเรื่องที่ดึงดูดอะไรมาก แต่มองให้ลึกลงไปแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องหัวใจสําคัญของชีวิตตํารวจนะครับ แล้วก็เป็นชีวิตของผู้อยู่ในเส้นทาง สายอาชีพของกระบวนการยุติธรรมนะครับ ซึ่งเป็นส่วนที่ทําให้คนหรือคนที่อยู่ในบ้านนี้ หลังใหญ่ เกิดความที่มีประสิทธิภาพอย่างที่เรียกว่าภาษาอังกฤษก็คือเกิดพวกเอาต์พุต (Output) เอาต์คัม (Outcome) อะไรพวกนี้ที่ดีนะครับ และคนที่ได้รับก็คือพี่น้องประชาชน ที่จะได้รับสิ่งที่สมควร อย่างเช่นเราคงได้ยินที่ท่านได้ล่วงลับไปแล้ว ท่านปัญญานันทภิกขุ ท่านบอกว่าข้าราชการไม่ว่าจะเป็นข้าราชการใดหรือข้าราชการในกระทรวงใดก็ตาม หรือแม้แต่ข้าราชการในกระบวนการยุติธรรมมีหน้าที่หลักคือทําให้ประชาชนชื่นใจนะครับ เฉกเช่นเดียวกันนะครับ เราคงได้ยินที่เมื่อวานผมนั่งอ่านดูนะครับ เรื่องเคพีไอ (KPI) หรือเรื่องตัวชี้วัดสําคัญนะครับ และได้ยินว่าตัวชี้วัดนี่วัดใครนะครับ คนโดยทั่ว ๆ ไป เหมือนตํารวจทั่วไปไม่อยากถูกตรวจสอบหรือไม่อยากให้คนอื่นมาวิจารณ์นะครับ อันนี้เป็น เรื่องของธรรมชาติของมนุษย์ แต่ท้ายสุดแล้วโลกนี้ก็ต้องเป็นกติกานะครับ กติกาขั้นต่ําหรือ กติกาขั้นพื้นฐานจะต้องมี เราอาจจะเรียกอะไรก็ตาม หรือพวกเราเรียกว่าเคพีไอ (KPI) เข้าใจ ง่ายดีนะครับ นักวิชาการ อย่างเช่นผมจําได้ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเคยพูดไว้ว่า ผมก็ไม่ เข้าใจว่าแท้จริงแล้วเคพีไอ (KPI) หรือตัวชี้วัดในกระบวนการประเมินคือเครื่องมือแห่งอํานาจ นะครับ ผมว่าอํานาจอะไร อํานาจที่จะทําให้ข้าราชการหรือหน่วยที่อยู่ กลไก บุคลากรหรือ สมาชิกในหน่วยนั้น ๆ ทําให้บุคคลอื่นหรือสังคมเกิดความพึงพอใจหรือประชาชนชื่นใจ นะครับ สิ่งเหล่านี้ผมวกมาส่วนของกลไกของตํารวจซึ่งเป็นกลไกพื้นฐานของกระบวนการ ยุติธรรมส่วนหนึ่ง บางคนบอกว่าถ้าลงเสาเข็มดีในการก่อสร้างหรือในการสร้างบ้าน ถ้าสร้าง บ้านดีตั้งแต่แรก สิ่งต่อ ๆ ไปก็น่าจะดีนะครับ เป็นสายธารแห่งความยุติธรรมนะครับ แต่ทั้งนั้นบริบททั้งหลายแหล่ผมว่าจะดีหรือไม่ดี แม่น้ําสายนี้ก็คงจะต้องร่วมกันทุกส่วน นะครับ ฉะนั้นหวนมาเรื่องตัวชี้วัดที่ดีถ้าเป็นตัวชี้วัดที่ดีของเหล่าตํารวจก็คือว่าจะต้องเข้าใจในเรื่อง ของอัตลักษณ์และโครงสร้างของตํารวจ อัตลักษณ์คือความเป็นตัวตนของตํารวจว่าตํารวจ ทําหน้าที่อะไร ทําหน้าที่หลัก ๕ ส่วน เช่น ปูองกัน ปราบปราม สืบสวน สอบสวน จราจร หรืองานอํานวยความยุติธรรม หรืองานธุรการต่าง ๆ เหล่านี้ ก็ต้องอยู่บริบทของธรรมชาติ ของงานเหล่านี้ แล้วผมก็อภิปรายหลายครั้งว่างานของตํารวจบางทีถึงแม้ว่าจะมีไฮเทคโนโลยี (High technology) นวัตกรรมทางปัญญา ปัญญาประดิษฐ์ หรือแม้แต่โลกศิวิไลซ์ (Civilize) ไปมาก แต่ตํารวจนั้นยังคงต้องอยู่กับส่วนของการทําแบบใช้แรงงาน แล้วก็ใช้ความเป็นตัวตน ของตํารวจต้องมีตํารวจอยู่ทุกที่นะครับ ก็คือว่าอัตลักษณ์ของตํารวจแล้วก็โครงสร้างของ ตํารวจจะต้องเข้าใจนํามาเป็นกระบวนการในบริบทของตํารวจแต่ละประเทศหรือตํารวจไทย ก็ตามว่า ในการที่จะสร้างตัวชี้วัดนั้นตํารวจแต่ละประเทศหรือตํารวจไทยจริง ๆ แล้วต้อง ขอบคุณในเอกสารนะครับ ในคณะกรรมาธิการได้พยายามให้เข้าถึงแก่นแกนหรือส่วนของ สาระจริง ๆ ที่จะให้วัดได้นะครับ แต่ทีนี้ว่าทั้งอัตลักษณ์และโครงสร้างของตํารวจถึงแม้ใน ภาพรวมเราทํามา ๓ ทศวรรษแล้วนะครับ ตั้งแต่ประมาณปี ๒๕๓๐ มีการปฏิรูปทั้งสายธาร เลยนะครับ ได้มีการแยกหน่วยงานต่าง ๆ ออกมาอันนั้นก็เป็นทางกายภาพนะครับ แต่ในส่วนเนื้อในจริง ๆ แล้วก็คือว่าอยากเสนอว่าท่านประธานครับ
ข้อที่ ๑ ในการปฏิรูปนี่การกําหนดตัวชี้วัดควรจะเป็นระบบ เห็นด้วยกับใน เอกสารที่บอกว่าเป็นระบบจากระบบปิดก็ไปสู่ระบบพยายามเปิด หรือเปิดนะครับ จะเห็นว่า คนเราอยู่ด้วยกันรู้ว่าจิตใจเป็นอย่างไรนะครับ เหมือนที่ผมพูดเสมอว่าพ่อต้องรู้ลูกนะครับ เพื่อนร่วมงานก็ต้องรู้ ลูกน้องต้องรู้ว่านายคนนี้เป็นอย่างไร คนนี้เป็นตํารวจที่ยกมือไหว้ ได้ไหม เหมือนพระเขาไหว้ผ้าเหลือง แต่นอกจากไหว้ผ้าเหลืองแล้วเราบอกว่านอกจากไหว้ ผ้าเหลืองแล้วต้องไหว้ความเป็นพระด้วย เฉกเช่นเดียวกันตํารวจสวมแต่งเครื่องแบบสีกากี ก็เขาไหว้เครื่องแบบสีกากีคือผู้พิทักษ์ หมวกสันติราษฎร์ไหว้อยู่แล้ว แต่ต้องให้เขาไหว้ ความเป็นตัวตน ยามใดที่พ้นจากแต่งเครื่องแบบแล้วให้เขาไหว้ด้วยไม่ใช่หนี เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็คือว่าต้องให้ลูกน้องหรือผู้ร่วมงานหรือผู้บังคับบัญชาที่ใกล้ตัวประเมินเพื่อนร่วมงาน ด้วยว่าคนนี้มันดีไหม ไม่ใช่ไปวิ่งเต้นไปหาเอาโน่นนี่มาทิ้งงาน ทิ้งงานก็คือทิ้งประชาชน นะครับ งานตามโรงพักต่าง ๆ ไม่เอาไปหาคนที่เหนือกว่าหรืออะไรต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ แล้วคนที่ภายนอกก็พยายามจะทําในสิ่งที่ถูกต้องช่วยกันประคับประคองนะครับ ก็คือว่า แล้วท้ายสุดเองพี่น้องประชาชนก็ต้องช่วยด้วย อย่างเมื่อสักครู่นี้ถ้าเราฟังข่าวว่าท่าน ผบ.ตร. ได้ให้โฆษกแถลงว่าการให้สินบนกับตํารวจนั้น แถว ๆ ชลบุรีมีการกระทําผิดทั้ง ๒ ฝุาย เราพูดว่าตํารวจไม่เคยรบชนะ เราไม่ใช่กรีฑาทัพไล่ถล่มอริศัตรูให้ย่อยยับไป แต่ผู้ที่ชนะ จริง ๆ คือพี่น้องประชาชน ตํารวจเกิดมาบางทีไม่เคยชนะเลยนะครับ ตามอุดมคติตํารวจ ๙ ประการ ซึ่งพระสังฆราชองค์ที่ ๑๖ ท่านได้บัญญัติไว้ทั้ง ๙ ประการ ดูเป็นคําอ่อนหวาน เป็นคําจากพระแต่เข้าถึงหัวใจของตํารวจทุกคนและอยู่ได้ในสิ่งเหล่านี้ อย่างเฉกเช่นพนักงาน สอบสวนก็มีจริยธรรมของพนักงานสอบสวน จรรยาบรรณของพนักงานสอบสวนเราอยู่ได้ ผมคงไม่พูดเพราะผมพูดหลายครั้งแล้วว่าต้องทํางานท่ามกลางความขาดแคลนให้ได้นะครับ และผมรู้ว่าผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองเราพยายามจะช่วยกันและทุกฝุายขอบคุณ ในการปฏิรูปตํารวจ ผมบอกเสมอว่าการปฏิรูปตํารวจนี่ตํารวจทุกคนพร้อมที่จะให้ปฏิรูปและ ไม่ใช่เอาอันโน้นอันนี้มา อึกอักเกิดอะไรเกิดขึ้นที่ไม่ดีไม่งามหรือบางส่วนเพลี่ยงพล้ําไปแล้วก็ ปฏิรูปผ่าตัดดําเนินกันเชิงว่าผ่าตัด ตํารวจเองนั้นบางครั้งก็บอบช้ําทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหรืออะไรก็ตาม ตํารวจเป็นเพียงลูกหาบ ลูกหาบ เขาสั่งให้ทําอะไรก็ทําไปอย่างนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ข้อที่ ๑ ผมบอกว่า จากระบบปิด พยายามไปเป็นระบบเปิด แล้วก็มีผู้บังคับบัญชาช่วยสอดส่องดูแลประเมินด้วย เพื่อนร่วมงานประเมินด้วย หรือดีไม่ดีก็พี่น้องประชาชนเขาเป็นผู้รับการบริการเขาจะรู้ดีว่า ตํารวจคนนี้ดีหรือไม่ดีนะครับ
อันที่ ๒ ก็คือว่าการใช้ตัวชี้วัดก็ควรจะให้เท่าที่จําเป็นนะครับ เรื่องนี้ความจริง มันเรื่องยาว เพราะว่าสรรพสิ่งต้องมีการเปลี่ยนแปลงนะครับ อาชญากรรมก็เกิดขึ้นคู่กับโลกเสมอ แต่ว่าในหลักของการประเมินจะเป็นทฤษฎีทางตะวันตกหรือทางไหนก็ตามพยายามจะให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุดตามทฤษฎีต่าง ๆ จะใช้การลงทุนที่น้อยและผลงอกงาม ผลมาก ๆ พูดสั้น ๆ พูดตรง ๆ ก็คือว่าใช้คนน้อย ใช้เครื่องมือน้อย หรือว่างบประมาณน้อย แต่จับคดีให้ มากขึ้น จับคดีอันเก่าให้มากขึ้น คดีอย่าเกิด ฟังดูนี่ผลมันดีนะครับ มันควรจะเป็นอย่างนั้น ตํารวจเป็นพันธุ์พิเศษควรจะเป็นอย่างนั้น คือว่าใช้คนน้อยใช้คน ๒๐๐,๐๐๐ คนที่มีอยู่ มันเยอะแล้ว ใช้งบประมาณปีหนึ่งก็เยอะ สมมุติอย่างเช่นหน่วยงานงบประมาณบอกว่า ผมเคยไปชี้แจงบอกว่างบประมาณตํารวจจงดีใจเถอะ กลับไปนอนยิ้มเถอะว่าเหมือนเราเป็น ระบบตัดเค้ก เค้กถอยไป ๕ ปี เค้กของตํารวจใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ผมบอกว่าผมก็ดีใจไปวันหนึ่ง พอวันที่ ๓ ผมมาชี้แจงบอกผมขอคืนแล้ว ผมขอให้เค้กที่แบ่งให้ผมเล็กลงก็ได้ แต่เงาของ ปัญหาที่ตํารวจต้องแบกอึ้งและรับมันพองมากกว่าเค้กนั้นสิบเท่า คือพูดง่าย ๆ ปัญหาที่ ตํารวจแบกอยู่มันใหญ่มากขึ้นทุกวันตามบริบทของความเจริญบ้านเมืองทั้งแนวดิ่ง แนวราบ แนวใต้ทะเล แนวอากาศนะครับ โจรผู้ร้าย เพราะฉะนั้นผมขอให้เค้กเท่าเดิม ๕ ปี หน่วยงาน ทางกระทรวงที่เกี่ยวกับการเงินงบประมาณมาหารือผม ว่าผมคิดมาจากอะไร ใช้ทฤษฎีอะไร บอกเออจริงนะครับ เพราะฉะนั้นส่วนที่ ๑ ก็คือว่า จากระบบปิดเป็นระบบเปิด ๒. ก็คือมี ตัวชี้วัดเท่าที่สําคัญจริง ๆ และเป็นไปตามธรรมชาติของงานตํารวจ อาชญากรรมต้องเกิดขึ้น คู่กับสังคม การที่กดคดีไว้นะครับ คนคิดคิดได้ แต่คนทําไม่ได้ทํานะครับ หัวอกของคนทํา มันก็ลําบาก และจําเป็นต้องทําอย่างนี้ มันก็อาจจะผิดเพี้ยนไป ผิดเพี้ยนไปก็คือความเป็นจริง จะคลาดเคลื่อนหมดทุกระบบ เพราะเราติดกระดุมเม็ดแรกผิด เพราะฉะนั้นต้องผิดไปตลอด มีการกดคดีมีอะไรต่าง ๆ เหล่านี้มันจะผิดเพี้ยนไปหมด
อันที่ ๓ คือจะทําอะไรก็ตาม บ้านใครใครก็รักศักดิ์ศรีความเป็นสถาบันตั้งแต่ สมัยพระบรมไตรโลกนาถ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ พระองค์เป็นพระบิดาของตํารวจ แล้วก็ได้ พระบารมีของพระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชจนกระทั่งถึงองค์ปัจจุบันนะครับ ท่านได้ ประสิทธิ์ประสาทแล้วก็ได้ทรงสถาปนาสถาบันตํารวจไว้ การจะปฏิรูปนั้นต้องทําให้ดีขึ้น ผู้นําตํารวจก็ได้พยายาม และผู้นําของประเทศเราก็ได้พยายามบอกว่า ๑. ผมพูด ๓ ครั้งแล้ว ว่าต้องทําให้หัวใจของตํารวจและคนนั้น รวมทั้งสถาบันตํารวจ รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องกับตํารวจ นะครับว่าจะต้องให้มีเกียรติ คําว่า มีเกียรติ ก็คืออะไร มันเกี่ยวกับตัวชี้วัดด้วยนะครับ ไม่ใช่ไป วัดว่าเลว ว่าอย่างนั้นไม่ดีอะไรต่าง ๆ เหล่านั้น และ ๒. ก็คือว่าต้องให้มีความพร้อมในหัวใจ และในกาย ก็คือมีความพร้อมทั้งเครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ มันจะเกี่ยวกับ ตัวชี้วัด เพราะตัวชี้วัดที่ว่าจะต้องประหยัด ตัวชี้วัดที่ดีก็คือต้องบอกว่าตัวชี้วัดที่ท่าน สร้างสรรค์ หรือท่านเนรมิตมา ท่านรู้หรือไม่ว่าการทําอะไรก็ตามมันจะต้องมีอุปกรณ์ ส่วนเสริมนะครับ พูดง่าย ๆ คือทรัพยากรที่สนับสนุนตัวชี้วัด ให้ผู้ปฏิบัติตามตัวชี้วัดทํางาน ได้ดี มีหัวใจที่จะทํางานให้ดี มนุษย์ทุกคนใฝุดีทั้งนั้นนะครับ ไม่ว่าเป็นอาชีพอะไรก็ตามก็ใฝุดี เพราะฉะนั้นขอร้องว่าต้องมีการสนับสนุนหรือพิจารณาเรื่องทรัพยากร ทรัพยากรก็คือได้แก่ งบประมาณ อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จะช่วยส่งเสริมให้ตํารวจหรือข้าราชการหรือบุคลากรใน สายงานกระบวนการยุติธรรมได้เกิดการปฏิบัติงานให้ประชาชนชื่นใจ โดยไม่ใช่คิดแต่ทฤษฎี อย่างเดียวล้วน ๆ ว่าจะต้องได้รับเอาต์คัม (Outcome) ที่ประเสริฐเลิศหรู โดยที่ละเลย ปัจจัยพื้นฐานในการสนับสนุน กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ผมขอวิงวอนและขอให้ ทางคณะกรรมาธิการซึ่งทําดีอยู่แล้วช่วยพิจารณาในส่วน ๓ ข้อที่ผมได้ฝากไว้ครับ ท่านประธานครับ กราบขอบคุณครับ
มีสมาชิกท่านใดจะอภิปรายแสดงความคิดเห็นอีกไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)
ถ้าไม่มี ผมขอปิดการอภิปรายนะครับ ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการและ กรรมาธิการชี้แจงตอบข้อซักถามของสมาชิกครับ
กราบเรียน ท่านประธานครับ กระผม นายวิพล ในฐานะอนุกรรมาธิการ ขอกราบขอบพระคุณ ท่านสมาชิกทุกท่านที่ให้การสนับสนุนข้อคิดเห็น ตลอดจนข้อชี้แนะและข้อพิจารณา ซึ่งกระผมขอน้อมรับไว้นะครับ ในที่นี้ผมขออนุญาตใช้เวลาเพียงเล็กน้อยเพื่อตอบคําถามของ ท่านสมาชิก ท่านกษิต ภิรมย์ ขออนุญาตขออภัยที่เอ่ยนาม ด้วยกัน ๒ ข้อนะครับ
ข้อแรกก็คือ เกี่ยวกับประเด็นดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) หรือ การทํางานที่ใช้ระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในเรื่องข้อมูลข่าวสาร ซึ่งในรายงานของเรานั้นได้ ตระหนักตรงนี้ แล้วก็ได้เกริ่นไว้ถึงความสําคัญเรื่องของอีออฟฟิศ (e-Office) สํานักงาน อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งตอนนี้เท่าที่ทราบทั้งสํานักงานอัยการสูงสุด สํานักงานตํารวจแห่งชาติ สํานักงานศาลยุติธรรมก็ได้เริ่มขยับเข้าไปสู่การใช้สารบบคดีอิเล็กทรอนิกส์แล้ว และเราได้ เน้นย้ําในรายงานของเราว่าเป็นเครื่องมือสําคัญที่จะเอื้อให้เรื่องนี้ทําได้ง่ายขึ้นได้มาก นอกจากนี้ก็ได้โยงถึงเรื่องของการบูรณาการข้อมูลข่าวสารและสถิติในกระบวนการยุติธรรม ที่เรียกว่าดีเอกซ์ซี (DXC) ที่กระผมได้นําเสนอไปแล้ว ดาต้า เอกซ์เชนจ์ เซ็นเตอร์ (Data Exchange Center) ที่สํานักงานกิจการยุติธรรมของกระทรวงยุติธรรมได้ริเริ่มแนวคิดนี้ มาก่อนแล้ว
นอกจากนั้นท่านสมาชิกได้ให้คําแนะนําว่ากลไกการประเมินควรที่จะต้องเป็น กลไกที่อิสระจากผู้ได้รับการประเมิน ซึ่งในรายงานของเรานั้นก็ได้ระบุตรงนี้ไว้ว่ากลไก การประเมินที่ดีนั้นต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่ถูกประเมิน แต่ในขณะเดียวกัน ต้องมีความอิสระจากผู้ที่ได้รับการประเมิน ขอตอบเพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ
จะชี้แจงเพิ่ม เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกและท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ดิฉัน สุนทรียา เหมือนพะวงศ์ เป็นอนุกรรมาธิการ แล้วก็ขออนุญาตจะชี้แจงเพิ่มเติมข้อมูลที่ท่านสมาชิกได้สอบถาม
ในประเด็นแรก เรื่องของการที่จะมีคณะอนุกรรมการด้านการประเมิน ประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรมที่อาจจะมีคนจากภายนอก คณะอนุกรรมาธิการก็ได้ พิจารณาเรื่องนี้ แล้วก็ได้คิดถึงขั้นว่าจะมีตัวแทนจากภาคประชาชนหรือภาคประชาสังคม มาอยู่ร่วมด้วยหรือไม่ แล้วก็ได้มีมติว่าให้มีตัวแทนของสภาทนายความเข้าร่วม รวมทั้ง หน่วยงานที่เรียกว่าสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นองค์กรของรัฐไทย ที่ได้รับการรับรองจากสหประชาชาติ ซึ่งน่าจะมีความเป็นกลางและมีมาตรฐานในระดับหนึ่ง
ในประเด็นถัดไป เกี่ยวกับเรื่องของการพัฒนาการทํางานของตํารวจหรือว่า อัยการ โดยเฉพาะการตั้งข้อหาหรือว่าการสอบสวน จริง ๆ แล้วเราจะมีการตั้งตัวชี้วัดที่คิดไว้ จะเป็นเรื่องของการทํางานข้ามหน่วยในลักษณะที่ถ้าการสอบสวนหรือว่าการสั่งฟูองของ ตํารวจและอัยการก็จะเชื่อมโยงกัน หรือว่าการทํางานของศาลชั้นต้นก็จะถูกประเมินโดย ศาลสูง เพราะฉะนั้นกระบวนการทั้งหมดจะถูกพิจารณา ถูกประเมินเชื่อมโยงกัน แล้วก็จะมี การทํางานร่วมกัน อันนี้ก็น่าจะทําให้ท่านหมดห่วงมากขึ้นนะคะ
อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นงานของคณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ที่กําลังทําอยู่ก็คือ การพยายามจัดทําร่างกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้เสียหายในคดีอาญา ซึ่งคงจะเน้น เรื่องของการเข้าถึงข้อมูล ที่ตัวชี้วัดเราจะได้เก็บข้อมูลทั้งหมดซึ่งไม่ได้เก็บไว้ลอย ๆ แต่จะ นําไปใช้งานอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการให้ผู้เสียหายหรือผู้ได้รับผลกระทบเข้าถึงข้อมูลได้ อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งร่างกฎหมายนี้คงจะได้มีการนําเสนอต่อไป
สุดท้ายเป็นประเด็นเรื่องที่ท่านห่วงใยว่าคดีสําคัญหลายเรื่อง ถ้าจําเลยหรือว่า ผู้ต้องหาได้หนีไปแล้วจะมีผลกระทบอย่างไร ท่านคงได้รับทราบแล้วว่าเมื่อไม่นานมานี้เอง สนช. ก็ได้ผ่านกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งเราถือว่า คดีเกี่ยวกับการทุจริตทั้งหมดเป็นคดีสําคัญ และจะมีการกําหนดกฎหมายไว้ว่าจําเลยแม้จะหนีไปก็สามารถดําเนินคดีต่อไปได้ ถ้าหนีไปแล้วก็จะมีผลกระทบถึงขั้นว่าจําเลยจะมีโทษอาญาเพิ่มเติม เช่น โทษฐานหลบหนีคดี และอาจจะตัดสิทธิจําเลยที่จะห้ามอุทธรณ์ ฎีกาต่าง ๆ เพราะฉะนั้นคิดว่ามาตรการเหล่านี้ จะเป็นเบื้องต้น ไม่ครอบคลุมทุกคดีอาญาโดยตรง แต่อย่างน้อยจะครอบคลุมคดีอาญา ที่สําคัญทั้งหมด และศาลคดีทุจริตจะเริ่มเปิดทําการตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคมในปีนี้ค่ะ ก็ขออนุญาตกราบเรียนให้ที่ประชุมทราบค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณดอกเตอร์สุนทรียา เหมือนพะวงศ์ นะครับ ท่านเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ประจํากองผู้ช่วยผู้พิพากษาในศาลฎีกานะครับ ท่าน พลโท กฤษณะ ประธานอนุกรรมาธิการ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครับ กระผมขอเรียนเพิ่มเติมว่าในการที่จะพยายามกําหนด ตัวชี้วัดที่สะท้อนแก่นสารของกระบวนการยุติธรรมนะครับ ไม่จําเป็นต้องเน้นให้ความสําคัญ กับการบังคับใช้กฎหมายคดีอุกฉกรรจ์เท่านั้น เช่น ในยุคนี้สังคมไทยอาจต้องให้ความสําคัญ กับการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นคดีอุกฉกรรจ์ เช่น กฎหมายจราจร หรือกฎหมายควบคุม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นพิเศษ เพราะความหย่อนยานในการบังคับใช้กฎหมาย ๒ ฉบับ ข้างต้นนี่ได้สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินมากมาย ซึ่งเห็นได้ว่าความหย่อนยาน ในการบังคับใช้กฎหมายในบางเรื่องที่แม้อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่หากปล่อยปละละเลยจน ผู้คนในสังคมเกิดความชินตาและละเมิดกฎจนเคยชิน ย่อมส่งผลกระทบให้กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ลงไปเรื่อย ๆ นะครับ และขอเรียนเพิ่มเติม เกี่ยวกับรายงานฉบับนี้นะครับว่า ท่านวิรัช ชินวินิจกุล ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมนะครับ ได้นําคณะกรรมาธิการ และคณะอนุกรรมาธิการเข้าพบท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเมื่อวันพุธที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๙ ณ กระทรวงยุติธรรม ซึ่งในการไปพบหารือดังกล่าวก็ได้นําเสนอหลักการ และเหตุผลของการปฏิรูปประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรมทางอาญาตามรายงานฉบับนี้ ให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้รับทราบ ซึ่งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ท่านก็เห็นชอบ แล้วก็แจ้งว่ากระทรวงยุติธรรมพร้อมจะมีส่วนร่วมหรือเป็นกลไกสําคัญ ในการปฏิรูปรายงานที่ได้นําเสนอต่อท่านสมาชิกในวันนี้นะครับ
สุดท้ายนี้นะครับ สําหรับข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะและข้อสังเกตที่ได้รับ ความกรุณาจากท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในวันนี้นะครับ คณะกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการพร้อมจะน้อมรับไปแก้ไขปรับปรุงรายงานฉบับนี้ ให้สมบูรณ์ครบถ้วนยิ่งขึ้นครับ กระผมขอขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งครับ
ขอบคุณทางคณะกรรมาธิการนะครับ มีประเด็นที่ท่านกษิต ภิรมย์ ได้ถาม ความเกี่ยวโยงระหว่าง สปท. กับการปฏิรูปกิจการตํารวจนะครับ ก็ต้องเรียนว่าภายใต้ การทํางานแบบทีมเวิร์ก (Teamwork) ร่วมกันนะครับ ทางสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ซึ่งอยู่ภายใต้การกํากับของท่านรองนายกรัฐมนตรี พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ซึ่งเป็นรองฝุาย ความมั่นคง ขณะเดียวกันก็เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดินนะครับ ได้นําแผนปฏิรูปของ สปช. และแผนปฏิรูปกิจการ ตํารวจของ สปท. ซึ่งเรามีอยู่ ๙ แผนไปประกอบการพิจารณาในการจัดทํายุทธศาสตร์และ แผนปฏิรูปของกิจการตํารวจนะครับ โดยที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ส่งยุทธศาสตร์และ แผนให้กับท่านนายกรัฐมนตรีโดยตรง แล้วก็ได้แจ้งในคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนที่แล้วนะครับ ในขณะเดียวกันทางท่านประธานวิรัชแล้วก็ท่านประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตํารวจ คือ พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา ก็ได้ประชุมกับทางผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ แล้วก็มี ท่านผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติก็คือท่าน พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ซึ่งเป็น สปท. ด้วย และเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ตลอดจนกรรมาธิการของเรา ก็ได้ ทํางานร่วมกันครับ จนกระทั่งเมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายนที่ผ่านมา ทางสํานักงานตํารวจแห่งชาติ โดย ผบ.ตร. และคณะ รวมทั้งตัวแทน สปท. เรานี่ก็ได้มีการประชุมดีเดย์ (D-day) การปฏิรูป กิจการตํารวจครับ เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายนที่ผ่านมา อันนี้ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งนะครับ โดยที่ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของแผนปฏิรูปกิจการตํารวจนั้นสอดคล้องกับข้อเสนอของ สปช. และ สปท. ครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องเรียนว่าก็ยังต้องทํางานกันอย่างต่อเนื่องต่อไป นะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง การปฏิรูปประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรม ทางอาญา โดยใช้การประเมินเป็นตัวชี้วัดแล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ผมขอ ตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุมแสดงตนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุมแสดงตน)
ขอเชิญใช้สิทธิแสดงตนนะครับ ท่าน พลเอก จิระ มีท่านใดยังไม่ใช้สิทธิ แสดงตนไหมครับ ใช้สิทธิกันเรียบร้อยนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๕๓ ท่าน เป็นอันว่าครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การปฏิรูป ประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยใช้การประเมินเป็นตัวชี้วัดหรือไม่ ซึ่งหาก เห็นชอบคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุง ก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปนะครับ ต่อไปเป็น การลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ นะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะครับ ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุม งดออกเสียงครับ ขอเชิญสมาชิกใช้สิทธิลงคะแนนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุมลงคะแนน)
มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิลงคะแนนไหมครับ ถ้าไม่มี ผมขอปิด การลงคะแนนนะครับ ขอทราบผลคะแนนครับ ผลของการลงคะแนนนะครับ มีผู้เข้าประชุม ๑๕๕ ท่าน เห็นด้วย ๑๕๒ คน ไม่เห็นด้วย ไม่มีนะครับ งดออกเสียง ๓ คน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เรื่อง การปฏิรูปประสิทธิภาพ กระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยใช้การประเมินเป็นตัวชี้วัดนะครับ เป็นการจบ การพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและ กระบวนการยุติธรรมแล้วนะครับ ขอขอบคุณท่านประธานตลอดจนคณะกรรมาธิการและ ผู้ชี้แจงนะครับ
ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ไม่มี
วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้วนะครับ ขอขอบคุณสมาชิกและ กรรมาธิการและผู้มาชี้แจงทุกท่านนะครับที่มาประชุม แล้วก็ขอปิดประชุมครับ