สมพงษ์ สระกวี หารือการปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังภาครัฐ โดยตั้งคำถามถึงความทันสมัยของกฎหมายวิธีการงบประมาณที่ใช้มายาวนาน พร้อมเรียกร้องให้มีการปรับปรุงเพื่อรองรับอนาคต โดยชี้ว่าการปฏิรูปที่ผ่านมาเน้นแต่วินัยการคลังโดยละเลยการหารายได้ ทำให้ขาดหัวใจสำคัญของการใช้อำนาจอธิปไตยของประชาชนอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันวิพากษ์การจัดสรรงบประมาณที่ถูกครอบงำโดยข้าราชการประจำและสำนักงบประมาณ จนรัฐบาลมีอำนาจต่อรองน้อย ส่งผลให้เกิดโครงการซ้ำซ้อนและขาดประสิทธิภาพในการใช้เงินแผ่นดิน จึงเสนอให้มีการจัดตั้งสถาบันวิเคราะห์งบประมาณประจำรัฐสภา เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประเมินผลการใช้งบประมาณอย่างเป็นกลาง
ท่านประธานครับ เรื่อง การปฏิรูประบบงบประมาณ และการคลังภาครัฐนั้นเราได้พูดกันพอสมควรว่าเป็นเรื่องใหญ่นะครับ แล้วก็เป็นเรื่องซึ่งเป็น อนาคตของการปฏิรูปประเทศเรื่องสําคัญนะครับ เพราะว่าในความเป็นรัฐหรือความเป็น ประเทศนั้น เรื่องการใช้จ่ายงบประมาณหรือเรื่องระบบงบประมาณนั้นย่อมเป็นเรื่องที่เป็น ชะตากรรมของประเทศนะครับ เป็นเรื่องทิศทางของประเทศ และดูเหมือนเรื่องงบประมาณนั้น จะกําหนดความเป็นรัฐ ความเป็นประเทศที่สําคัญยิ่ง เพราะฉะนั้นจะเป็นเรื่องซึ่งปล่อยให้ เป็นไปตามยถากรรมดังที่เป็นมาคงจะไม่ได้ หรือแม้กระทั่งพระราชบัญญัติวิธีการ งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ ที่ท่านอดีตปลัดกระทรวงการคลังได้พูด เวลาอ้างก็อ้าง พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ อะไรอย่างนี้นี่มันปี ๒๕๕๙ แล้ว ประเทศนี้ เรื่องพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ ๕๐ ถึง ๖๐ ปีแล้วเขาไม่เปลี่ยนกันเลย หรืออย่างไรครับ แสดงว่าทันสมัยใช้ได้มีประสิทธิภาพหรือกระไร
ต่อมาในเรื่องนี้ผมก็ยังตั้งข้อสังเกตว่าดูจะขาดความสมบูรณ์อย่างยิ่งเวลาเรา พูดถึงเรื่องการปฏิรูประบบงบประมาณ เพราะพอเริ่มต้นปั๊บของท่านนี่ ท่านขาดหัวใจของ คําว่า งบประมาณ ไปหัวใจห้องใหญ่เลย ถ้าหัวใจมี ๔ ห้องนะครับ นั่นก็คือเวลาเราพิจารณา เรื่องงบประมาณนั้นเราต้องพูดถึงเรื่องรายได้เป็นสําคัญนะครับ ประเทศซึ่งรายได้ต่ํานี่ คุณจัดงบประมาณอย่างไรก็ไปไม่รอดหรอกครับ เราก็จะพูดกันแต่เรื่องงบประมาณขาดดุล งบประมาณสมดุล งบประมาณเกินดุล ซึ่งเป็นเรื่องสําคัญนะครับ แต่ของท่านไม่พูดถึงเลย ในการปฏิรูประบบงบประมาณนี้ครับ ถ้าไม่พูดถึงรายได้ของรัฐ หรือที่มีรายได้ของรัฐ หรือไม่พูดถึง เรื่องศักยภาพและความสามารถในการจัดการรายได้ของรัฐเสียแล้วนี่จะไปพูดเรื่องอะไรล่ะครับ เพราะนี่คือหัวใจสําคัญนะครับ จะเห็นได้ว่าในเรื่องการปฏิรูปของท่านผมเกรงใจเต็มที เพราะท่านก็เริ่มต้นจากเรื่องว่าวินัยการคลังเลย คือพูดง่าย ๆ ว่าประเทศนี้มีปัญหาอยู่ เรื่องเดียวล่ะถ้าเรื่องงบประมาณ หารายได้ไม่เก่งไม่เป็นไร หารายได้ได้แค่ไหนก็เอากัน แค่นั้นล่ะนะครับ แต่ว่าถ้าเริ่มต้นปั๊บจะปฏิรูปก็คือเรื่องวินัยทางการคลัง คือราวกับประเทศนี้ ศักยภาพการพัฒนาของประเทศหรือเรื่องงบประมาณของประเทศนั้นต้องว่าด้วยวินัย ทางการคลังเป็นหลัก เมื่อท่านเริ่มต้นด้วยวินัยทางการคลังแล้วท่านก็เริ่มต่อ ก็คือเรื่องให้ ควบคุมการดําเนินนโยบายที่เกิดภาวะทางการคลังในอนาคต ให้ควบคุมเรื่องการเงิน ภาษีอากรไปใช้อย่างอื่นไม่ได้ ให้ควบคุมเรื่องการตั้งงบประมาณรายจ่ายกลาง ให้ควบคุม เรื่องการขาดดุลการคลังและหนี้สาธารณะ ให้ควบคุมเรื่องการนําเงิน ถูกแปรญัตติ คือพูดง่าย ๆ ว่าท่านกําลังจะเป็นตํารวจงบประมาณนะครับ หรือเป็นผู้ตรวจสอบกํากับ งบประมาณมากกว่าการปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังของภาครัฐ ถ้าเป็นอย่างนี้ไม่มี อะไรใหม่หรอกครับ ที่จริงแล้วนี่นะครับท่านประธาน หัวใจของเรื่องงบประมาณนั้น ผมได้เคยอภิปรายไปรอบหนึ่งแล้วว่าแท้จริงแล้วมันเป็นเรื่องการสะท้อนปัญหาอํานาจ อธิปไตยที่เป็นของปวงชนชาวไทยที่ใช้ใน ๒ ทาง
ทางที่ ๑ ก็คือทางคณะรัฐมนตรีหรือฝุายบริหารซึ่งเป็นผู้ใช้ ซึ่งอันนี้ครับ ดูเหมือนท่านจะเน้นในเรื่องนี้ล่ะ ก็คือสนใจว่าคนใช้เงินต้องใช้อย่างมีวินัยการเงินการคลังนะ และจริง ๆ แล้วคนที่ใช้งบประมาณในประเทศนี้ท่านประธานครับ ฝุายบริหารนี่มีจุดอ่อน ที่สุด เดี๋ยวเข้ามา เดี๋ยวออกไป เดี๋ยวเป็นรัฐมนตรีครึ่งปีก็ออกไปแล้ว ถามท่านวิทยาได้ เป็นรัฐมนตรีไม่ทันตั้งงบประมาณ คนที่เป็นคนใช้งบประมาณแทนอํานาจอธิปไตย ของปวงชนชาวไทยจริง ๆ คือข้าราชการประจํา คือสํานักงบประมาณ ข้าราชการประจํา และสํานักงบประมาณถึงใหญ่มาก ผมไม่ได้พูดเอาเองนะครับ เพราะผมไม่ได้อยู่ภาคราชการ แต่ใคร ๆ ก็พูดกันทั้งสภาแห่งนี้ เมื่อครู่นี้ท่าน สปท. ท่านหนึ่งก็บอกว่าเป็นงบประจํา งบเงินเดือน งบอะไรที่เป็นงบประจํานี่ ตั้งกันเพิ่มขึ้นปีละ ๕ เปอร์เซ็นต์ ๖ เปอร์เซ็นต์ ก็ว่ากันไป แต่เป็นงบลงทุนหรืองบประมาณเพื่อสร้างศักยภาพของประเทศกันจริง ๆ มี ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๘๐ เปอร์เซ็นต์เป็นงบที่ข้าราชการประจําทํามาตลอด ผมเห็นนี่ครับ หรือคน ที่เคยนั่งในสภาแห่งนี้จะเห็น เดือนนี้ ตอนนี้ นาทีนี้ ไปดูได้เลยที่ตึก ๑ ปรากฏว่าข้าราชการ ประจํามากันเป็นกองร้อยเพื่อจะมาอธิบายว่าจะใช้งบประมาณอะไรบ้าง ลงในรายละเอียด กันมากมายนะครับ ลงละเอียดกันมากมาย ผมถามว่าแล้วประเทศนี้ใครปกครองกันแน่ ในเมื่อคนที่กํากับงบประมาณกลายเป็นข้าราชการประจํา ไม่ต้องมีเลือกตั้งประเทศก็เดินได้ เพราะข้าราชการประจําเป็นคนกําหนดงบประมาณ ในขณะที่เราบอกว่าอํานาจอธิปไตย เป็นของปวงชนชาวไทยใช้ผ่านทางรัฐสภาและฝุายบริหาร ฝุายบริหารก็คือคณะรัฐมนตรีครับ แต่คณะรัฐมนตรีก็เข้ามาออกไป หรือล้ําเส้นไม่ค่อยได้ ในที่สุดก็ต้องมอบหมายไว้กับ สํานักงบประมาณ สํานักงบประมาณจึงเป็นหน่วยงานใหญ่ มีอิทธิพล ผมเห็นเวลาคนเขาจะ วิ่งงบประมาณ ผมฟังพวกข้าราชการเขาบอกต้องไปคอยวิ่งอยู่ที่สํานักงบประมาณ อะไรทํานองนี้ ท่านประธานครับ ในเรื่องนี้มันก็มาโยงกันว่าในวันเวลาหนึ่งเวลาใด เมื่อข้าราชการการเมืองหรือเรียกว่า ฝุายบริหาร ฝุายรัฐบาล มีอํานาจที่จะต่อรองหรือสั่ง ฝุายข้าราชการประจําได้ ใช้อํานาจแทนประชาชนในเรื่องนี้ ก็เลยได้เกิดเรื่องซึ่งถูกนินทา ซึ่งผมก็นินทาไม่สิ้นสุดอยู่เหมือนกัน นั่นก็คือการใช้งบประมาณที่ไม่มีประสิทธิภาพและ เกิดประสิทธิผล เพราะเวลาเราพูดเรื่องงบประมาณนี่นะครับ ข้าราชการประจําก็จะตะแบง เรื่องหนึ่ง ไม่ใช่ตะแบงละครับ ขอโทษ ขออภัยจริง ๆ เพื่อนข้าราชการเยอะมากในสภาแห่งนี้ คือข้าราชการก็จะยืนยันว่าก็ประมูลถูกต้องนี่ครับ เป็นอีบิดดิง (e-Bidding) ครับ เราปรับปรุงวิธีประมูล เรียบร้อยแล้วครับ ไม่มีโกง ถูกต้อง เป็นการประมูลที่ถูกต้องว่า อย่างนั้นเถอะ ผมยกตัวอย่าง มีการใช้เงินไปหลายร้อยหลายพันล้านบาทเพื่อสร้างสนามบิน ที่โคราชและสนามบินที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ท่านประธานครับ เวลาเราชี้นิ้วว่าเกิดสนามบินร้าง ขึ้นในประเทศนี้ ชี้แรกที่เราชี้ไปก็คือชี้ไปที่นักการเมือง เพราะนักการเมืองแหละมันจะดัน ให้มีสนามบินในจังหวัดมัน นี่เอางบประมาณไปสร้างสนามบินแล้วร้างอยู่ที่โคราช จังหวัดนครราชสีมา สนามบินจังหวัดเพชรบูรณ์น่ะ จังหวัดบุรีรัมย์ก็พ้นตัวไปหน่อย เพราะตอนนี้มีบินแล้ว ก็จะด่าไปที่นักการเมือง สํานักงบประมาณสนองนักการเมือง เวลาคนบอกว่านี่โกงกันชัด ๆ นี่หว่าเอาสนามบินร้างไปสร้างไว้เสียงบประมาณแผ่นดินนี่ ก็จะเถียงบอกว่า ไหน ป.ป.ช. ไม่เห็นชี้เลย ให้ สตง. ไปตรวจก็ได้ สํานักงบประมาณควบคุมอย่างเรียบร้อย ก็คือควบคุมอะไรครับ ควบคุมการประมูล จัดซื้อจัดจ้าง ก็เรียกว่าสนามบินร้าง ทั้ง ๒ แห่งนี้นั้นประมูลจัดซื้อจัดจ้างถูกต้องตามระเบียบราชการทุกประการ เพราะฉะนั้น ความผิดอยู่ที่นักการเมืองแล้ว ในฐานะที่เป็นคนเสนอหรือเปล่าผมไม่รู้ แต่เอาเป็นว่า ชี้ไปที่นักการเมืองแล้วกัน ลากสนามบินไปสร้างที่จังหวัดของตัว สํานักงบประมาณ หน่วยงานราชการรอดตัว เพราะอีบิดดิง (e-Bidding) ประมูลถูกต้อง มีผู้เข้าประมูลชัดเจน แข่งขันเป็นธรรม แต่ประทานโทษครับ เวลาเขาพิจารณาเรื่องการใช้เงินของแผ่นดินนี่ เขาไม่ได้ดูตอนสุดท้ายด้วยหรือครับว่ามีประสิทธิภาพ มีประสิทธิผลคุ้มค่าหรือไม่ เงินของ แผ่นดินเป็นพัน ๆ ล้านบาทไปสร้างสนามบินให้ร้างอยู่นี่ ที่ผมยกตัวอย่างได้นี่สร้างสนามบิน ให้เกิดการร้างขึ้นนี่ไม่มีที่โทษเลยหรือครับ โทษได้แต่กับนักการเมืองหรือครับ โทษข้าราชการประจําไม่ได้ใช่ไหมครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่าเรื่อง การปฏิรูปงบประมาณนั้นไม่เพียงแต่เอาแต่กรอบ แต่วิธีการ แต่โครงสร้าง แต่เอาหัวใจกัน หน่อยได้ไหมครับว่าประเทศนี้จะเจริญก้าวหน้า ประเทศนี้จะมีศักยภาพการแข่งขันของประเทศ นั้นนี่เราจะต้องมีรัฐที่หาเงินเป็น และใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างมีประสิทธิผลด้วย ไม่ใช่แต่เอาแต่กรอบหรือเอาแต่รูปแบบ และเอาแต่ควบคุม ๆ ดังที่ปรากฏอยู่ในเอกสารนี้
และสุดท้ายท่านประธานครับ ขอย้ําอีกทีหนึ่งเถอะครับ เนื่องจากว่า ในการพิจารณาประสิทธิภาพและประสิทธิผล และเรื่องของบประมาณนั้นยังมีอีกอํานาจ อธิปไตยหนึ่งครับที่ประชาชนเขาไว้วางใจ และเป็นหนึ่งในหลักอธิปไตยของปวงชนคือรัฐสภา รูปแบบรัฐสภาเป็นคนอนุมัตินะครับงบประมาณพวกนี้ แต่ปรากฏว่าในการพิจารณา งบประมาณท่านประธานนั่งอยู่ตรงนั้นทราบดี มีเอกสารประมาณเป็นร้อยเล่ม ใส่ลัง ๒ ลัง หนักสัก ๒๐ กิโลกรัม ๕๐ กิโลกรัม แล้วมานั่งพิจารณากัน คนที่ไม่ได้เป็นกรรมาธิการก็นั่ง พิจารณาในสภาแห่งนี้ครับ ๒ วันจบ ใช้เงินของแผ่นดินไป ๒.๒ ล้านล้านบาท มาจากไหนไม่รู้ จ่ายไปอย่างไรไม่รู้ สนใจแต่ว่าจะเอาถนนไปลงที่บ้านผมไหม อ่างน้ําบ้านผมหรือว่าสนามบิน บ้านผมมันจะไปไหมปีนี้ ก็ยอมรับครับว่าสมาชิกรัฐสภาเขามาจากพื้นที่ เขาก็ประสงค์จะเห็น งบประมาณลงไปพื้นที่ เพราะประชาชนในพื้นที่เรียกร้อง ถ้าเช่นนั้นเรากําลังพูดถึงศักยภาพ การแข่งขันของประเทศโดยรวม ไม่ได้พูดถึงเรื่องศักยภาพของจังหวัดหนึ่งจังหวัดใด ผมก็ยัง อยากถามว่าข้อเสนอของ สนช. ที่ส่งต่อมาจนถึง สปท. นี่นะครับ เสนอเล่น ๆ ไม่ได้หรอกครับ นั่นก็คือเรื่องการให้มีสถาบันวิเคราะห์งบประมาณประจํารัฐสภา ไม่เกิดไม่ได้แล้วละครับ เลื่อนเลยมานานแล้วละครับเป็น ๑๐ ปี ๒๐ ปีแล้วครับ ที่รัฐสภาจะต้องมีเครื่องมือที่ เป็นกลาง เครื่องมือที่จะวิเคราะห์ตั้งแต่รายได้ ตั้งแต่รายจ่ายที่สุจริต การประมูลจัดซื้อจัดจ้าง ที่ถูกต้อง และที่สําคัญที่สุดจะได้วิเคราะห์เรื่องประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงบประมาณ จะปล่อยให้งบประมาณใช้จ่ายกันโดยไร้ประสิทธิภาพ ไร้ประสิทธิผล เอาเงินไปสร้าง สนามบินแล้วเป็นสนามบินร้างดังที่ตําตากันอยู่ทุกวันนี้มันจะได้ไม่เกิด และผมชอบอยู่ครับ ในรายงานของกรรมาธิการบอกว่าให้สถาบันนี้เผยแพร่บทวิเคราะห์ให้สาธารณชนได้รับทราบ โดยทั่วกัน อันจะนําไปสู่ความเข้าใจของประชาชนในนโยบายการใช้จ่ายเงินของภาครัฐ อันนี้ คือหัวใจครับ สถาบันวิเคราะห์งบประมาณประจํารัฐสภาจึงจะต่างจากสํานักงบประมาณของ รัฐบาลที่เรียกสํานักงบประมาณ จะต่างกันโดยสิ้นเชิงเลยครับ เพราะอันนี้เขามีหน้าที่วิเคราะห์ ตรวจสอบ ชี้นํา ศึกษาและบอกกับประชาชนจะได้บอกว่า การที่สร้างสนามบินแล้วร้างนี่แล้วเกิดขึ้นซ้ําแล้วซ้ําเล่านี่ สนามบินแล้วสนามบินเล่านี่ปัญหา อยู่ตรงไหนทําไมประสิทธิภาพประสิทธิผลถึงไม่เกิดแล้วยังจะสร้างสนามบินกันแบบนี้ ต่ออีกไหม หรือแม้กระทั่งว่าหลายคนบอกว่าตรงนี้ต้องเป็นกลาง อันนี้ผมก็เห็นด้วย เพราะอย่างน้อยที่สุดจะได้บอกกับรัฐบาลว่าจํานําข้าวนี่มันเสียเงินแผ่นดินไปโดย เปล่าประโยชน์นะ หรือว่าซื้อเรือดําน้ํานี่มันเหมาะสมอยู่หรือในโลกปัจจุบันนี้ในวันที่เราต้อง ใช้เงินอีกหลายอย่างหลายด้าน ท่านประธานครับ เรื่องการใช้เงินของแผ่นดินจะต้องถูก ยกขึ้นมาวิเคราะห์ทุกด้านไม่ว่าจํานําข้าวหรือซื้อเรือดําน้ํา แล้วประชาชนก็ได้เกิดปัญญา ชาติเราก็จะได้ก้าวหน้า เราจะได้มีศักยภาพการแข่งขันกับประเทศที่จะสู้กับประเทศอื่นได้ โดยผ่านการปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังของภาครัฐ ดังเอกสารที่อยู่ตรงหน้าเรา ขณะนี้ ขอบคุณครับท่านประธาน