สมชัย ฤชุพันธุ์ วิพากษ์การปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังภาครัฐ โดยตั้งคำถามถึงการรวมหนี้รัฐวิสาหกิจการเงินเข้าในหนี้สาธารณะ ชี้ว่าขัดกับหลักการแยกการคลังและการเงิน และอาจทำให้ตัวเลขคลาดเคลื่อน ส่งสัญญาณผิดต่อสถานะการเงินของประเทศ พร้อมคัดค้านแนวคิดให้ อปท. เป็นหน่วยรับงบประมาณเพราะขัดหลักกระจายอำนาจ และติงการนำสินทรัพย์สะสมของกองทุนมาเปรียบเทียบกับงบประมาณรายปีว่าไม่เหมาะสม พร้อมเรียกร้องให้ทบทวนความเข้าใจผิดด้านการคลังและการบัญชีอย่างรอบด้าน
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสมชัย ฤชุพันธุ์ สปท. เลขที่ ๑๕๗ ขอขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผมอภิปรายครับ รายงานเรื่อง การปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังภาครัฐฉบับนี้มีข้อเสนอที่ดีอยู่ จํานวนหนึ่ง ขณะเดียวกันก็มีข้อเสนอที่มีปัญหาอยู่จํานวนหนึ่ง ผมขอชมเชยในข้อเสนอที่ดี ซึ่งผมจะไม่อภิปรายเพราะเวลาจํากัด สําหรับข้อเสนอที่เป็นปัญหาผมจะขอกล่าวถึงเพียง ๔ เรื่อง เพราะเวลาจํากัดเหมือนกัน เรื่องที่ผมจะอภิปราย เรื่องที่ ๑ คือเรื่องการรวมหนี้ของ รัฐวิสาหกิจประเภทสถาบันการเงินเข้าไว้ในหนี้สาธารณะ ซึ่งปรากฏอยู่ในหน้า ๓๑ ของ รายงานนะครับ เรื่องที่ ๒ คือเรื่องการเสนอให้ อปท. เป็นหน่วยรับงบประมาณตามหน้า ๒๑ ของรายงาน ส่วนเรื่องที่ ๓ เป็นเรื่องการวิเคราะห์เรื่องเงินนอกงบประมาณในหน้า ๗ หน้า ๘ นะครับ เรื่องที่ ๔ เป็นเรื่องการจัดตั้งสถาบันวิเคราะห์งบประมาณประจํารัฐสภา เรื่องนี้ อาจารย์กอบศักดิ์ได้พูดไว้ชัดเจนแล้ว ผมขอสนับสนุนที่อาจารย์กอบศักดิ์พูดและจะไม่พูดซ้ํา นะครับ
เรื่องแรกคือเรื่องหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน ว่าควรถือเป็นหนี้สาธารณะ หรือไม่ ในรายงานของกรรมาธิการได้เสนอไว้ในหน้า ๓๑ ว่าอยู่ในข้อ ๒.๑.๖ นะครับ ข้อเสนอในการควบคุมการขาดดุลการคลังและหนี้สาธารณะ ก็มีข้อความและมีข้อ ๑ ในข้อ ๒ บอกว่าให้กระทรวงการคลังรายงานหนี้สาธารณะของประเทศให้ครอบคลุมหนี้ที่ รัฐบาลกู้โดยตรง หนี้ที่รัฐบาลค้ําประกัน หนี้ของหน่วยงานอื่นที่มีกฎหมายบัญญัติให้รัฐต้อง จัดสรรงบประมาณให้โดยตรง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมตลอดถึงหนี้ของ รัฐวิสาหกิจประเภทสถาบันการเงินด้วย ผมจะอภิปรายในส่วนที่ว่ารวมตลอดถึงหนี้ของ รัฐวิสาหกิจประเภทสถาบันการเงินด้วย ขณะนี้กระทรวงการคลังไม่ได้รวมหนี้ของรัฐวิสาหกิจ ที่เป็นสถาบันการเงินของรัฐไว้ในหนี้สาธารณะ แล้วก็ไม่ได้รายงานหนี้ตัวนี้ในเวลาที่ กระทรวงการคลังรายงานหนี้สาธารณะ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่าตามพระราชบัญญัติหนี้สาธารณะ พ.ศ. ๒๕๔๘ ได้นิยามคําว่า หนี้สาธารณะ ไว้ว่า หนี้สาธารณะหมายความว่า หนี้ที่ กระทรวงการคลัง หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจกู้ หรือหนี้ที่กระทรวงการคลังค้ําประกัน แต่ไม่รวมถึงหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ทําธุรกิจให้กู้ยืม โดยกระทรวงการคลังมิได้ค้ําประกัน นะครับ อันนี้ก็เป็นประเด็นในเชิงกฎหมาย แต่ว่าความจริงกฎหมายเป็นสิ่งที่เราเขียนขึ้น แล้วก็อาจเปลี่ยนแปลงได้ และที่จริงแล้วผมคิดว่ากรรมาธิการคงเสนอว่าถ้าหากว่าเห็นควรว่า หนี้ของธนาคารของรัฐควรจะต้องรายงานเป็นหนี้สาธารณะด้วย ก็ไปแก้กฎหมายนี้เสีย คราวนี้การที่ไม่รวมหนี้สาธารณะที่ไม่รวมหนี้ของสถาบันการเงินที่เป็นรัฐวิสาหกิจไว้ใน หนี้สาธารณะ เป็นการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล นานาประเทศก็ปฏิบัติเช่นนี้ ไม่มีประเทศใด ในโลกที่รวมหนี้ของสถาบันการเงิน ไม่ว่าจะเป็นหนี้ของสถาบันการเงินของรัฐ หรือหนี้ของ สถาบันการเงินของเอกชนเข้าไว้ในหนี้สาธารณะ ข้อกําหนดของไอเอ็มเอฟ (IMF) ซึ่งเป็น หน่วยงานระดับโลกที่ทําหน้าที่ทางด้านการเงินของโลกเป็นผู้กํากับดูแลเรื่องการชําระเงิน ก็กําหนดไว้ว่าหนี้สาธารณะไม่รวมถึงหนี้ของสถาบันการเงิน ไม่ว่าของรัฐหรือเอกชน เหตุผล ทางเศรษฐกิจมีชัดเจนครับ การที่ไม่รวมหนี้ของสถาบันการเงินของรัฐไว้ในหนี้สาธารณะ ก็เพราะว่าในทางเศรษฐศาสตร์เขามีการแยกภารกิจทางการเงินกับภารกิจทางการคลังออก จากกันอย่างชัดเจน มันนิทารีฟังก์ชัน (Monetary function) กับฟิสคัลฟังก์ชัน (Fiscal function) เป็นคนละฟังก์ชัน (Function) กัน ไม่ว่าใครจะทําก็ตามถ้าทําเรื่องฟิสคัล (Fiscal) มันก็เป็นฟิสคัล (Fiscal) ถ้าทําเรื่องมันนิทารี (Monetary) ก็เป็นมันนิทารี (Monetary) นะครับ การเงินเป็นเรื่องของเงินของประเทศ เกี่ยวกับการรักษาค่าของเงินของประเทศ ของเราก็คือค่าเงินบาท ทั้งค่าภายในซึ่งมีเกี่ยวกับอัตราเงินเฟูอ ถ้าเงินเฟูอเยอะก็แปลว่าค่าของเงินตก อํานาจซื้อของเงินมีน้อย ค่าภายนอกของเงินคือ อํานาจในอัตราแลกเปลี่ยน คืออัตราแลกเปลี่ยนของเงินบาทกับเงินสกุลอื่น เช่น เงินดอลลาร์หรือเงินหยวน เรื่องของการเงินเกี่ยวกับปริมาณเงิน เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย เกี่ยวกับอัตราเงินเฟูอและอัตราแลกเปลี่ยน แต่เรื่องของการคลังนั้นเป็นเรื่องของเงิน ของรัฐบาลหรือเงินของภาครัฐบาล ในประเทศหนึ่ง ๆ ทั้งระบบเศรษฐกิจจะแยกออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งคือภาครัฐบาล อีกส่วนหนึ่งคือภาคเอกชน ถ้าพูดถึงการเงินเป็นการเงิน ของประเทศ คือการเงินของทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชน แต่ถ้าพูดถึงการคลังเป็นการเงิน ของภาครัฐบาล การคลังจะเป็นเรื่องของรายได้ของรัฐบาล ก็เกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีรายได้อื่น เกี่ยวกับรายจ่ายของรัฐบาลคืองบประมาณ เงินนอกงบประมาณ การกู้เงินของรัฐบาล ดุลทางการคลังของรัฐบาล คือผลต่างระหว่างรายได้กับรายจ่าย แล้วก็การบริหาร หนี้สาธารณะและการบริหารทรัพย์สินของแผ่นดิน อันนี้เป็นเรื่องของการคลัง
เรื่องการคลัง ปกติจะเป็นเรื่องของกระทรวงการคลังเป็นหลัก ส่วนเรื่อง การเงินนั้นเป็นเรื่องของธนาคารกลางของประเทศ ของเราก็คือธนาคารชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นหลัก แต่การแบ่งนี้ไม่ได้แบ่งชัดเจนเด็ดขาดเสมอไป มีการคาบเกี่ยวกัน กระทรวงการคลังในการบริหารงานของแผ่นดินของประเทศก็มี ความจําเป็นต้องมีองค์กรซึ่งทําหน้าที่เป็นสถาบันการเงินเพื่อช่วยเหลืองานต่าง ๆ ของรัฐบาล เพราะฉะนั้นกระทรวงการคลังทั่วไปในนานาประเทศก็จะมีสถาบันการเงินของรัฐ ที่เรียกเป็น สถาบันการเงินเฉพาะกิจ ธนาคารชาติก็จะมีงานด้านการเงินเป็นหลัก บางครั้งก็จะทําหน้าที่ ทางด้านการคลังให้กับการคลังด้วย เช่นในประเทศไทยธนาคารชาติก็ยังช่วยรัฐบาล ในการขายพันธบัตรซึ่งเป็นการกู้เงินของรัฐบาลเพื่อมาใช้จ่ายในเรื่องการคลัง
ทีนี้กิจการธนาคารคืออะไร กิจการธนาคารเป็นกิจการที่ทําหน้าที่ระดม เงินทุนด้วยการรับฝากเงินหรือกู้เงินมา แล้วก็มาให้กู้ต่อกับผู้ที่ต้องการใช้เงินไปลงทุนหรือไป ใช้จ่าย การกู้เงินของธนาคารเขาไม่ได้กู้มาเพื่อซื้อสินค้าหรือซื้อบริการ แต่เขากู้มาหรือว่า ระดมเงินฝากมาเพื่อไปให้กู้ต่อ เพราะฉะนั้นนานาประเทศจึงไม่นับหนี้ของสถาบันการเงิน เป็นหนี้สาธารณะ เพราะหนี้ดังกล่าวไม่ต้องไปเก็บภาษีมาใช้หนี้ เพราะหนี้แต่ละตัวแต่ละบาท มันมีเคาน์เตอร์พาร์ต (Counterpart) คือมันมีความเป็นเจ้าหนี้ของแบงก์อยู่ คือธนาคาร ขณะที่เป็นลูกหนี้ของผู้ฝากเงิน และเป็นลูกหนี้ของผู้ที่ให้กู้เงินกับธนาคารเขาก็เป็นเจ้าหนี้ ของผู้ที่มากู้เงินจากธนาคาร เพราะฉะนั้นส่วนนี้มันก็จะบาลานซ์ (Balance) กันไป
ในเรื่องของธนาคารการรับฝากเงินมันอยู่ในฝั่งข้างไลอะบิลิตี (Liability) ถ้าตามสมการทรัพย์สินเท่ากับหนี้สินบวกทุนที่ใช้กันในทั่ว ๆ ไปในระบบบัญชี เงินที่ราชการ รับฝากเป็นไลอะบิลิตี (Liability) ของแบงก์ เป็นหนี้ของแบงก์ ถ้าหากว่านับหนี้ของธนาคาร หรือว่านับเงินฝากเข้าไปด้วย แล้วไปรายงานในหนี้สาธารณะ ตัวเลขเราก็จะผิดจาก ความเป็นจริงไปมาก แล้วจะเป็นการส่งสัญญาณที่ผิดว่าประเทศไทยเป็นหนี้สาธารณะ จํานวนมากซึ่งไม่เป็นความจริง ตัวเลขเงินฝากและเงินกู้ของธนาคารทั้ง ๘ แห่งผมรวบรวม มานี่มีอยู่ในเอกสารนี้ได้ขออนุมัติท่านประธานให้แจกแล้ว เข้าใจว่าแจกแล้วอยู่ในหน้า ๔ จากตารางเราจะเห็นว่าธนาคารของรัฐของประเทศไทยมีเงินฝากอยู่ ๖.๓ ล้านล้านบาท เฉพาะ ๘ แห่งที่เป็นของรัฐ มีเงินกู้ยืมอยู่ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท รวมแล้วจะเป็นเงินที่ ธนาคารเป็นหนี้ทั้งจากเจ้าหนี้และจากผู้ฝากเงิน ๖.๕๗ ล้านล้านบาท ตัวเลขนี้ท่านบอกว่าให้รายงานด้วยในหนี้สาธารณะ ก็จะไปบวกกับยอดหนี้สาธารณะจริง ๆ ของเราซึ่งมีอยู่เพียง ๔.๔๒ ล้านบาท รวมเข้าไปจะเป็น ๑๐.๙๘ ล้านบาท จะเป็นส่งสัญญาณผิด ที่น่าตกใจไปทั่วโลก ซึ่งฐานะทางการเงินของประเทศไทยไม่ได้ตกต่ําอย่างนั้นเลย ฉะนั้น ข้อผิดพลาดอันนี้ในข้อเสนอแนะนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องสําคัญ เกิดจากความเข้าใจในเรื่อง บทบาททางการเงินและการคลังที่แตกต่างกัน ผมหมดเวลาแล้ว ขออนุญาตพูดเฉพาะหัวข้อ อีกสัก ๒-๓ นาทีนะครับ
เรื่องที่ ๒ ที่จะพูดนี่เป็นเรื่องของการเสนอให้ อปท. เป็นหน่วยรับงบประมาณ ฟังดูแล้วเหมือนกับว่าเป็นการเพิ่มสิทธิ เพิ่มอํานาจ เพิ่มโอกาสให้กับ อปท. แต่ว่าวิเคราะห์ จริง ๆ แล้วไม่ใช่ การเสนอให้ อปท. เป็นหน่วยรับงบประมาณนี่เท่ากับเป็นการดึง อปท. เข้ามาอยู่ในกํากับของกติกาทางการเงินของรัฐบาลแห่งชาติ ซึ่งเป็นคนละหลักเกณฑ์กัน อปท. เป็นหน่วยงานเชิงพื้นที่ อยู่ในประเทศไทยต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทย และขี้โกงไม่ได้ ต้องดูแลในเรื่องนี้ด้วย แต่ว่า อปท. ก็พึงต้องมีอิสระในการบริหารจัดการกิจการของ อปท. อํานาจหน้าที่ของ อปท. มีจํากัดเฉพาะในตําบลนั้น ในจังหวัดนั้น ในเทศบาลนั้นเท่านั้น แล้วก็จํากัดเฉพาะเรื่องที่กําหนดไว้ในกฎหมาย อีกทั้ง อปท. ก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่ บังคับใช้อยู่ทั่วประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย ป.ป.ช. หรือกฎหมายอาญา หรือว่า กฎหมายแพ่ง กฎหมายอย่างอื่นก็ตาม แต่ว่า อปท. เราต้องการเห็น อปท. เป็นหน่วยบริหาร จัดการเชิงพื้นที่ที่มีอํานาจรับผิดชอบต่อประชาชนในท้องถิ่น และมีอิสระเพียงพอที่จะ ตัดสินใจที่จะดําเนินนโยบายให้ถูกต้องเหมาะสมกับสภาวะของท้องถิ่น คือแปลว่าทําแตกต่าง กันได้ ฉะนั้นถ้าเอา อปท. เข้ามาเป็นหน่วยรับงบประมาณ แล้วก็ให้ใช้กติกาเดียวกัน เหมือนกันกับทุกที่ในประเทศไทยนี่ก็จะไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ถ้าเราต้องการอย่างนั้น เราไม่ต้องตั้ง อปท. หรอกครับ เราใช้หน่วยบริหารจัดการของส่วนภูมิภาค ซึ่งจะมี ประสิทธิภาพสูงกว่า เพราะว่าเราได้วางระบบไว้ดีอยู่แล้ว การที่เราตั้ง อปท. ขึ้นมาก็เพื่อให้ อปท. เป็นตัวแทน เป็นผู้ที่รับผิดชอบเชิงพื้นที่ในพื้นที่ และประชาชนมีส่วนร่วมและสามารถ ทําได้แตกต่างในกรอบของกรอบ ๓ กรอบที่ผมเรียนแล้ว คือกรอบกฎหมาย กรอบอํานาจ หน้าที่ และกรอบพื้นที่นะครับ เพราะฉะนั้นการให้ อปท. มาเป็นหน่วยรับงบประมาณนี่ ประเด็นจึงอยู่ที่ว่าเราจะสนับสนุนการดําเนินงานของ อปท. ทางด้านการเงินด้วยวิธีใด ผมคิดว่าวิธีที่ถูกต้องคือสนับสนุนให้ อปท. หารายได้เอง จัดเก็บภาษีเอง และให้ อปท. ต้องทํา ทั้งด้านบวกและด้านลบ คือต้องทําทั้งการจัดเก็บภาษีและการนําเอาผลของภาษีนี่ไปใช้จ่าย เพื่อสร้างความเจริญให้ ไม่อย่างนั้น อปท. ก็จะไม่เกิดความรับผิดชอบ การกํากับดูแลของคน ในท้องถิ่นต่อ อปท. ก็จะไม่เป็นผล เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเราคิดว่าให้ อปท. มาใช้ระบบ งบประมาณ แปลว่างบประมาณของชาติจะเป็นผู้สนองทุนหลักให้แก่ อปท. ซึ่งก็จะแปลว่า อปท. จะกลายเป็นหน่วยงานหนึ่งของราชการส่วนกลางหรือส่วนภูมิภาคไป ซึ่งไม่ใช่ ความตั้งใจจริงคือต้องการให้ อปท. เป็นหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นอิสระ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการให้ อปท. เป็นหน่วยของบประมาณเป็นการสวนทางกับกระแส หลักการกระจายอํานาจ
เรื่องสุดท้ายที่จะพูดขอสั้น ๆ นิดเดียวคือเรื่องของเงินนอกงบประมาณ ความจริงเรื่องเงินนอกงบประมาณเป็นปัญหานะครับ ผมไม่ได้บอกว่าไม่เป็นปัญหา เป็นปัญหาอย่างที่ท่านทั้งหลายว่าจริง แต่ว่ามันถูกบอร์นอัป (Born up) ถูกขยายเกิน ความจริงไปเยอะ เพราะว่าไปอาศัยตัวเลขเงินทุนหมุนเวียน ท่านบอกว่าในหน้า ๘ เงินทุน หมุนเวียนมีขนาดถึง ๓.๑๖๒ ล้านล้านบาท ซึ่งใหญ่กว่างบประมาณ ฟังดูแล้วก็เป็นเรื่องที่ น่ากลัว ความจริงเงินทุนหมุนเวียนมีปัญหาจะต้องไปเคลียร์ (Clear) กัน แต่มันใหญ่เท่านี้ จริงหรือ ผมไปดูแล้วในตารางที่ท่านใส่ไว้ในรายงานในนั้นมีเงินทุนอย่างน้อย ๔ อันที่ผมดูคร่าว ๆ แล้ว ตรวจเจอแต่ยังไม่ดูละเอียดครับ ก็คือถ้านับกองทุนประกันสังคม กองทุนเงินทดแทน กองทุน เงินบําเหน็จบํานาญข้าราชการ และกองทุนการออมแห่งชาติไว้ในเงินทุนหมุนเวียนด้วย กองทุนเงินทดแทนนี่ไม่ได้ใช้เงินของรัฐบาล เป็นเงินที่นายจ้างออกจ่ายให้กองทุนเงินทดแทน เพื่อเป็นหลักประกันว่าเวลามีลูกจ้างได้รับบาดเจ็บล้มตายอันเนื่องจากการทํางานเขาจะ ทดแทนให้ เพราะฉะนั้นไม่ใช่เงินรัฐบาล ท่านจะเอาเงินตัวนี้กลับเข้ามาเป็นเงินใน งบประมาณหรือออกมาเป็นเงินนอกงบประมาณ บอกให้มาฝากที่กระทรวงการคลังเอาเข้า คลังเสีย ผมว่าปกติเงินพวกนี้มันก็จะมีภารกิจในการลงทุน เขาไปฝากแบงก์ หรือไปลงทุนใน พันธบัตรรัฐบาล หรือลงทุนในกิจการอื่น ๆ ที่เขาสามารถลงทุนได้ตามกฎหมายนี่เขามี ดอกผล แต่ถ้ามาฝากกระทรวงการคลังเขาไม่มีดอกผลนะครับ กองทุนประกันสังคม ก็เช่นเดียวกัน เป็นเงินของรัฐบาลที่จ่ายไปเป็น ๑ ใน ๓ อีก ๒ ใน ๓ ๑ ใน ๓ เป็นของ ลูกจ้าง อีก ๑ ใน ๓ เป็นของนายจ้าง มันเป็น ๓ ฝุาย เพราะฉะนั้นตัวเลขของ กองทุนประกันสังคมที่บอกว่ามี ๑.๕ ล้านล้านบาท ถ้าจะบอกว่าเป็นเงินรัฐบาลก็เป็นเพียง ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด แต่ตรงนี้รัฐบาลก็เคลม (Claim) ไม่ได้ เพราะเป็น ภาระที่รัฐบาลต้องจ่ายเข้ากองทุนเพื่อเป็นหลักประกันให้กับสมาชิกของกองทุน สมาชิก ถามว่ากองทุนนี่ใช้จ่ายฟุมเฟือยไหม ผมว่าเขามีกติกา มีกฎหมายว่าจ่ายทดแทนอะไร เท่าไร ออกลูกได้เท่าไร ไปรักษาพยาบาลได้เท่าไร ไปเป็นสิทธิตามกฎหมายเขา ตรงนั้นเราไปแก้ไข ไม่ได้ สิ่งที่ท่านจะดูได้คืออันเดียว ก็คือค่าใช้จ่ายในการบริหารของกองทุนซึ่งเป็นส่วน น้อยมาก แต่ถ้ามานับรวม ๑.๕ ล้านล้านบาท เพราะในตัวเลขของสินทรัพย์ของเงินทุน หมุนเวียน นับของ กบข. อีก ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กองทุน กบข. ก็เหมือนกัน กองทุน กบข. ครึ่งหนึ่งเป็นของรัฐบาล เงินรัฐบาลที่จ่ายไป อีกครึ่งหนึ่งเป็นของลูกจ้าง รัฐบาลจ่ายในฐานะ ที่รัฐบาลเป็นนายจ้าง ไม่ใช่ในฐานะที่รัฐบาลเป็นผู้บริหารประเทศแตกต่างกัน เพราะถ้า ในฐานะที่รัฐบาลเป็นผู้บริหารประเทศรัฐบาลต้องจ่ายให้ทุกคนที่เป็นคนไทย แต่นี่รัฐบาลจ่าย ให้ข้าราชการเพราะในฐานะที่รัฐบาลเป็นนายจ้างของข้าราชการ กองทุน กบข. ก็เหมือนกับ กองทุนสํารองเลี้ยงชีพนะครับ คือมี ๒ ฝุาย ลูกจ้างกับนายจ้าง ทีนี้เงิน ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นเงินที่รัฐบาลออกไปครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งเป็นของลูกจ้าง แต่ความจริงตัวนี้มันรวม ดอกผลอยู่ด้วย แล้วมันก็มีกติกา ความจริงคือบัญชีใครบัญชีมัน ท่านทั้งหลายหลายคนในนี้ ก็เป็นสมาชิกและเป็นกรรมการของ กบข. เขาก็ได้สิทธิของเขา ถ้าเขาไม่มารับเงินนั้นก็ยัง ไม่ได้ตกเป็นของรัฐบาลโดยอัตโนมัติ มีเงื่อนไข มีอะไรต่าง ๆ นะครับ อันนี้ไม่ใช่เงินของ รัฐบาล มานับในกองทุนเพื่อท่านจะไปพัฒนาให้มันดีขึ้นอย่างไรผมว่ามันไม่ใช่ตัวเลขนี้ ท่านจะมีสิทธิพูดได้ในบางส่วนก็คือค่าใช้จ่ายในการบริหารของกองทุนนั้นเท่านั้น ฉะนั้น ตัวเลขนี้ที่ผมรวมมานี่ มีแจกให้อยู่ด้วยว่าของ ๔ กองทุนนี้มีเงินอยู่ ๒.๒๙ ล้านล้านบาท ถ้าเอาตัวเลข ๒.๒๙ ไปลบออกจากตัวเลข ๓.๑๖๒ ก็จะเหลือเงินทุนหมุนเวียนที่อาจจะเป็น ปัญหาอยู่ ๐.๙๖๕ ล้านล้านบาท คือ ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ยังเป็นตัวเลขที่ใหญ่อยู่ แต่ไม่ได้ใหญ่อย่าง ๓.๑ ล้านล้านบาท ทีนี้ตรงนี้ถ้าเราไปเน้นว่าตัวเลขนี้มันใหญ่กว่า งบประมาณ ผมว่าท่านเทียบผิด ที่ว่าเทียบผิดเพราะอะไร เพราะว่าตัวนี้คือสินทรัพย์ สินทรัพย์มันเป็นสต็อก (Stock) มันไม่ใช่เป็นโฟลว์ (Flow) งบประมาณเป็นโฟลว์ (Flow) งบประมาณเป็นรายปี ปีละเท่าไร ตัวสินทรัพย์นี่เขาสะสมกันมานานหลายปีจึงได้สินทรัพย์เท่านี้ ตัวสินทรัพย์ย่อมจะใหญ่มันคือ ตัวแคปพิทัล (Capital) เพราะมันสะสมกันหลายปีแล้วมาเทียบกับตัวนี้ใหญ่กว่างบประมาณอีก เพราะว่ามีการเทียบที่ไม่ตรงกัน
ผมมีคําถามครับท่านประธาน ขอเป็นสุดท้ายนะครับ เรื่องนี้ท่านทํามาดี และผมก็เห็นว่ามีเรื่องที่ดีหลายเรื่องซึ่งผมชมไปแล้วนะครับ แต่ว่ามีปัญหาอย่างนี้ผมขอหารือว่า เรื่องที่ท่านทํามานี่มันมีเรื่องเยอะเลย เป็นเรื่องการเงินการคลัง เป็นเรื่องการภาษีอากร แล้วมี เรื่องงบประมาณ ผมอยากจะถามว่าถ้าเราลงมติวันนี้แล้ว เรื่องที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจทําอยู่เช่นอย่างเรื่องภาษีท้องถิ่น ที่เป็นเรื่องของ พระราชบัญญัติรายได้ที่เรากําลังจะเสนอ หรือเรื่องวินัยการคลัง หรือเรื่องสถาบันวิเคราะห์ งบประมาณเรายังจะทําได้ไหม เพราะว่ามันจะมีหลักที่ว่าถ้าเรื่องใดที่ลงมติไปแล้วจะมา เสนอใหม่ไม่ได้ ทีนี้เนื่องจากว่าเวลาเราลงมติเราไม่ได้ลงมติเป็นรายมาตรา เป็นรายประเด็น ลงมติว่ารับรายงานนี้หรือไม่ แต่ในรายงานนี้ท่านคัฟเวอร์ (Cover) ไว้เยอะเลย ท่านคัฟเวอร์ (Cover) ในเรื่องที่ผมทําอยู่ด้วย ผมก็ห่วงว่าถ้ามีมติไปอย่างนั้นรับหรือไม่รับไปแล้วผมจะ เสนองานของผมไม่ได้ ก็จะขอหารือท่านประธานว่าช่วยชี้แล้วก็ช่วยบันทึกไว้ด้วยเพื่อผมจะได้ ปฏิบัติได้ถูกต้อง ขอบคุณครับ