เดชาภิวัฒน์ ณ สงขลา หารือการปฏิรูประบบงบประมาณให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ โดยเน้นการจัดสรรงบประมาณอย่างโปร่งใส มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน และการติดตามประเมินผลอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังเสนอเสริมขีดความสามารถหน่วยงานวิเคราะห์งบประมาณ ตรวจสอบความซ้ำซ้อน และทบทวนการใช้จ่ายทั้งจากงบประมาณและเงินกู้ เพื่อให้การบริหารราชการเกิดประสิทธิภาพและเป็นแบบอย่างในอนาคต
กราบเรียนท่านประธานนะครับ และท่านสมาชิกทุกท่านนะครับ ก็พยายามรวบรวมประเด็นที่ทั้ง ๑๗ ท่านได้อภิปรายในวันนี้ นะครับ ผมขอเรียนอย่างนี้ครับว่า ประเด็นที่ท่านทั้งหลายได้กล่าว ผมขอลําดับเป็น กระบวนการอย่างที่ได้เคยชี้แจงเมื่อวันที่ ๑๒ แล้วนะครับ ผมขอเรียนอย่างนี้นะครับว่า ที่ท่านชูชัยถามว่าปฏิรูปอะไรบ้าง คือในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการคราวนี้นี่นะครับ เราก็รวบรวมปัญหาที่ผ่านมาจากที่ สปช. ก็ดี แล้วก็ที่เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและ ท่านทั้งหลายที่เข้ามาในการประชุมของคณะกรรมาธิการ การปฏิรูปครั้งนี้เราจะนําไปสู่ การทํางานในด้านการงบประมาณที่มีความชัดเจนนะครับ มีวัตถุประสงค์และเปูาหมายที่ ชัดขึ้น ชัดขึ้นนี่หมายความว่าอะไรครับ คือ ๑. เราต้องเชื่อมโยงให้ได้นะครับในการจัดทํา งบประมาณกับแผนยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับปัจจุบัน หรือฉบับที่ ๑๒ ที่จะประกาศใช้ในเดือนตุลาคมนี้ นโยบายที่สําคัญของรัฐบาล ซึ่งก็ได้กล่าว ไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานะครับ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวไว้มีอยู่หลายยุทธศาสตร์ แล้วก็ เป็นเรื่องความมั่นคงของประเทศด้วย ทั้งหลายนี่จะต้องเป็นกรอบให้การจัดทํางบประมาณ นําไปสู่ความสําเร็จของยุทธศาสตร์แผนพัฒนานะครับ เรายังดูเรื่องของความครอบคลุม ซึ่งหลาย ๆ ท่านก็ได้อภิปรายมาว่ารวมทั้งเงินนอก นโยบายกึ่งการคลัง เอียร์มาร์กแทกซ์ (Earmarked Tax) ซึ่งเดี๋ยวผมจะขออนุญาตนําเรียนในขั้นตอนเรื่องของการจัดทําคําขอ งบประมาณนะครับ เรื่องของการมีส่วนร่วมโดยประชาชนและทุกภาคส่วนนะครับคงไม่ใช่ เฉพาะประชาชนด้านนั้น เรายังมีภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน ที่มีส่วนร่วม ในการพัฒนาประเทศของเรานะครับ ส่วนเรื่องที่ ๓ ก็เป็นเรื่องของพื้นที่ หลาย ๆ ท่านได้พูดถึง ความสําคัญในระดับพื้นที่ แอเรียเบส (Area based) อันนี้ก็เดี๋ยวจะขอนําเรียนไป แล้วก็เรื่อง ของการติดตามและประเมินผลนะครับ ในอดีตที่ผ่านมาเราอาจจะติดตามได้ไม่มาก ถึงแม้จะ มีส่วนราชการหลายส่วนราชการที่เกี่ยวข้องมาอยู่ในกระบวนการการติดตาม แต่ใน ความเป็นจริงคําถามก็คือว่าติดตามแล้วเอาไปทําอะไรนะครับ อันนี้รวมทั้งเรื่องของเงินกู้ที่ หลายท่านได้อภิปรายอยู่นะครับ เรื่องของเงินเอียร์มาร์กแทกซ์ (Earmarked Tax) ต่าง ๆ หรือ เงินนอกงบประมาณนะครับ ฉะนั้นผมจะขอเรียนอย่างนี้เรื่องของการจัดทําแผนนี่นะครับ หลายท่านก็ได้พูดถึงเรื่องของรายได้ รายได้นี่เป็นเรื่องของกระทรวงการคลังที่จะต้องจัดหา มานะครับ เป็นหน่วยงานโดยตรงนะครับ รายได้จัดเก็บเท่าไร เราก็ได้กําหนดไว้ในกฎหมาย ในฉบับนี้เลยว่าเสนอแนะเลยนะครับว่าจะต้องมีการประชุมอย่างเป็นทางการ ที่ผ่านมา อาจจะเป็นการประชุมร่วมกันนะครับ คราวนี้ก็จะเสนอให้มีท่านนายกรัฐมนตรีหรือ ท่านรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายมาเป็นประธานในที่ประชุมเลยนะครับ ก็ประกอบด้วยสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สํานักงบประมาณ กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นการกําหนดกรอบ งบประมาณรายจ่ายประจําปีในแต่ละปี กรอบงบประมาณรายจ่ายมาจากไหนละครับ ก็ต้อง ดูเรื่องของรายได้จัดเก็บได้เท่าไร ในช่วงสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันท่านก็ทราบดีอยู่ว่า เป็นภาระที่หนัก แต่ก็สามารถดําเนินการจัดเก็บได้ตามเปูาหมายที่ผ่านมา เรื่องของรายจ่าย ละครับจะไปสู่ยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายที่สําคัญ ของรัฐบาล และด้านความมั่นคงอย่างไร มันมีภาระการใช้จ่ายทั้งนั้นนะครับ ฉะนั้นในเรื่อง ของการใช้เงินงบประมาณนี่นะครับมันเป็นส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็คือหนี้สาธารณะที่หลาย ๆ ท่านได้พูดถึง ก็คือเงินกู้ ลําพังงบประมาณอย่างเดียวก็ได้ปีละประมาณ ๒.๗ ล้านล้านบาท เท่านั้นเอง แต่ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน ลดความเหลื่อมล้ํา เพิ่มรายได้ให้กับประชาชนต้องใช้เงินมหาศาล ดังนั้นมันก็ต้องมี การประชุมร่วมกันนะครับ แล้วกําหนดว่าเงินในระบบนั้นจะต้องมีในปริมาณที่เหมาะสม สามารถพัฒนาเศรษฐกิจและดูแลสังคมได้อย่างชัดเจน โดยอย่าลืมด้านความมั่นคงของ ประเทศด้วย ในเรื่องการทํางบประมาณนี่นะครับในการจัดทําแผนอย่างที่ผมนําเรียน เมื่อคุยกันแล้วก็ต้องดูในอดีตที่ผ่านมาด้วยนะครับว่าผลสําเร็จเป็นอย่างไร เราจะทําโครงการ ไหนต่อ หลายท่านก็พูดถึงว่าการจัดทํางบประมาณไม่ได้คํานึงถึงภาระผูกพัน การใช้นโยบายรัฐบาลไม่ได้มีการคํานึงถึงการที่มีที่มาของรายได้ที่จะมาเป็นรายจ่ายใน อนาคต นี่ละครับเป็นสิ่งที่กรรมาธิการได้คํานึงถึง นี่ละครับเป็นสิ่งที่คณะกรรมาธิการชุดเรา พยายามจะกําหนดกรอบและสร้างวินัยนะครับ วินัยนี่ก็คงไม่ใช่เรื่องการคลังอย่างเดียว แต่เป็นวินัยเรื่องรายจ่ายด้วย จะมีประโยชน์อะไรครับที่เราจะบอกว่าจะกู้มา สุดท้าย งบประมาณก็ต้องชดใช้เงินต้นและดอกเบี้ย ต้องมีความสมดุลกัน เหมาะสมกัน เราคง ไม่สามารถกู้จนไม่มีเงินงบประมาณที่จะไปใช้จ่ายอื่น ๆ ยกเว้นในที่สุดนะครับ ไม่อยากจะพูด ว่าตั้งงบประมาณมาก็เป็นเงินเดือนกับเงินต้น เงินดอก คงไม่ใช่ ต้องมาคุยกัน เราต้องร่วมมือกัน ในการที่จะพัฒนาประเทศให้ได้ หลาย ๆ ท่านก็พูดถึงเรื่องของการขอหรือการจัดทํา งบประมาณ บางครั้งได้ดูอะไรกันบ้าง คณะกรรมาธิการชุดนี้เราได้ดูว่าที่ผ่านมานั้นมีการพูด ถึงว่าการจัดทํางบประมาณนั้นไม่มีแผน ไม่มีเปูาหมาย ไม่มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน เราก็ได้กําหนด ขึ้นมาครับว่าในการจัดทํางบประมาณต่อจากนี้ไปแผนของท่านมาจากไหน ผมนําเรียนไปแล้ว นะครับ เมื่อสักครู่นี้เราพูดถึงกรอบงบประมาณ ยุทธศาสตร์ชาติคือยุทธศาสตร์ประเทศ แต่ละกระทรวงต้องไปแปลงยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายรัฐบาลด้านเศรษฐกิจและสังคม และด้านความมั่นคงมาเป็นแผนของกระทรวงครับ จะดําเนินการนอกกรอบไม่ได้ เรามีทิศทางแล้ว กําหนดมาแล้วก็ต้องเดินไปให้ได้ จะกําหนด มาเป็นรายละ ๕ ปีตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก็แบ่งออกเป็น ๔ ช่วง ทําได้ อยู่แล้วครับ เรากําหนดตัวชี้วัดได้ เรามีแผนงาน แผนเงิน ซึ่งแต่ละกรมภายใต้กระทรวงนั้น ก็จะต้องไปดําเนินการต่อไปเป็นรายปีไป ท่านมองเห็นภาพนะครับ จากภาพระดับประเทศชาติ มาถึงระดับกระทรวงและถึงกรม แผนงานนั้นต้องมีความชัดเจนนะครับ เมื่อมี ความชัดเจนแล้วจากนี้ไปเราจะทําอะไรล่ะครับ เราก็ต้องมานั่งดูว่าสิ่งที่เขาขอมานั้น ตอบสนองความต้องการในแต่ละระดับอย่างไร เราพูดถึงระดับชาติ ทีนี้ในเรื่องของการขอ งบประมาณนี่ทางคณะเรามุ่งเน้นไปเรื่องของพื้นที่ แต่ไม่ใช่เฉพาะพื้นที่นะครับ ยังมีเรื่อง ของอะเจนดา (Agenda) เรื่องของพื้นที่ และเรื่องของภารกิจ ๓ ประสานครับ ถ้าท่านจะทํา อย่างใดอย่างหนึ่งนี่เราก็ต้องถามต่อว่าแล้วตอบสนองด้านอื่น ๆ บ้างหรือไม่ อย่างไร ท่านจะ พูดถึงความเหลื่อมล้ํา พูดถึงความยากจน พูดถึงบริหารโครงสร้างพื้นฐาน บริหารจัดการน้ํา เรื่องสวัสดิการต่าง ๆ การศึกษา สาธารณสุข ดูแลความยากจน คนพิการและผู้ด้อยโอกาส ทั้งหมดนี้เป็นทั้งอะเจนดา (Agenda) และเรื่องของฟังก์ชัน (Function) ทีนี้พูดถึงเรื่องพื้นที่ หลาย ๆ ท่านก็พูดถึงแผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ผมขอนําเรียนอย่างนี้ครับ คณะกรรมาธิการเราก็ได้พยายามศึกษานะครับ ถ้าท่านดูแผนภูมิที่ ๑ ว่าเราจะตอบสนอง ความต้องการของประชาชนได้อย่างไร จะเปิดช่องให้เขามามีส่วนร่วมได้อย่างไร เรามีกลไก ท้องที่ก็คือกระทรวงมหาดไทย กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ตําบล แผนอําเภอ หลายท่านก็บอกว่า น่าจะมี กบอ. อันนี้ก็จะเป็นกลไกต่อไปที่จะพัฒนาโดยกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเขามี แผนพัฒนาอําเภออยู่แล้ว จากแผนพัฒนาอําเภอก็จะขึ้นมาสู่เป็นแผนพัฒนาจังหวัดและ กลุ่มจังหวัดซึ่งมีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน อันนี้เรื่องของท้องที่ และท้องถิ่น ล่ะครับ ก็แน่นอน อบต. เทศบาล และ อบจ. ประชาชนสามารถเข้าได้ ๒ ทางแล้วนะครับ ทางที่ ๓ ก็คือเรื่องของส่วนราชการที่มีอยู่ในภูมิภาค เขาก็ต้องแสดงความต้องการไปสู่ ส่วนราชการที่เป็นระดับอําเภอ ระดับจังหวัด ทั้งหลายทั้งปวงนี่ต้องมารวมกันเป็น แผนพัฒนาจังหวัดครับ แผนพัฒนาจังหวัดจะสะท้อนถึงความต้องการของระดับประชาชน แต่ที่เรามุ่งเน้นก็คือว่า ในการจัดทําแผนพัฒนาจังหวัดนั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องเข้ามามีส่วนร่วม ด้วยนะครับ ภาคเอกชน สภาอุตสาหกรรม หอการค้า อันนี้ยกตัวอย่างนะครับ ข้าราชการหรือส่วนราชการที่เป็นส่วนกลาง เราจะได้ยินเสมอว่าส่วนภูมิภาคจาก ๔๒๐ หน่วยงาน ส่วนทบวง กรมนี่นะครับ มีแค่ ๓๘ หน่วยงานเองที่เป็นส่วนภูมิภาค ที่เหลือ จะเป็นส่วนกลาง ทําอย่างไรที่ส่วนกลางจะรับทราบนะครับว่าประชาชนต้องการอะไร เราได้ยิน อยู่เสมอนะครับว่าสิ่งที่ให้ไปไม่ได้ต้องการ แต่สิ่งที่ต้องการกลับไม่ได้ ฉะนั้นถ้าแผนพัฒนา จังหวัดที่ดีตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจนะครับจัดมาทํา เป็นกรอบ และเป็นแผนพัฒนาจังหวัดสามารถทําได้ดีครับ ตอนนี้ก็ได้ริเริ่มกันมาแล้วนะครับ รัฐบาลชุดนี้ก็ได้ริเริ่มมาจากตําบลละ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๒๐๐,๐๐๐ บาทต่อหมู่บ้าน กลไก ตื่นตัวครับ ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมแล้ว นี่เฉพาะเสนอความต้องการ ถ้าแผนจังหวัดดี นะครับ ๗๖ จังหวัด ไม่รวม กทม. นะครับ ท่านก็ลองคิดดูนะครับว่าประชาชนจะได้รับ การตอบสนองอย่างไร ทุกภาคส่วนที่มีส่วนร่วมในการจัดทําแผนพัฒนาจังหวัดจะทราบที่มา ของความต้องการ จะก้าวไปอย่างไรใน ๕ ปีข้างหน้า ๑๐ ปี ๑๕ ปี และ ๒๐ ปีข้างหน้า เราจะไปไหน จะต้องมีความชัดเจนนะครับ ฉะนั้นผมก็นําเรียนได้เลยว่าถ้าแผนเราดีนะครับ มีแผนงานที่ดี แผนเงินที่ดี ก็แน่นอนครับงบประมาณก็จะลงไปสู่พื้นที่ แต่การมีแผนงานที่ดี ไม่ง่ายครับ ท่านที่อยู่ภาคเอกชนก็ดี หรือข้าราชการ อดีตข้าราชการก็ดี การจัดทําแผนงาน ไม่ใช่ของง่าย มันมีที่มา ก็ต้องถามว่าที่มานั้นมาอย่างไรนะครับ มาโดยภารกิจ มาโดย การเมือง หรือมาจากภาคอื่น ๆ อย่างไร ก็ต้องมีการวิเคราะห์ครับ อย่างที่บางท่านได้แนะนํา นะครับตัวชี้วัดนี่สําคัญ รายละเอียดต้องมี ต้องมีการศึกษาผลตอบแทนในด้านการลงทุน ผลตอบแทนในด้านสังคม เศรษฐกิจต้องมี เราก็จะเริ่มที่ตรงนี้ละครับ คณะของเราก็พยายาม ที่จะส่งเสริมให้ส่วนราชการได้มามีส่วนที่จะพัฒนาประเทศโดยเริ่มการจัดทําแผนที่ดี นี่ภายใต้กรอบแผนจังหวัดนะครับ เมื่อมีแผนที่ดีก็ต้องมีที่มาของเงิน ฉะนั้นเงินในจังหวัด ก็อาจจะแบ่งได้เป็นหลายส่วน
ส่วนแรกก็คืองบที่ท้องถิ่นได้รับจัดสรรจากงบประมาณ ปีหนึ่งก็ประมาณ ๒๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ส่วนที่เขาเก็บได้เองนะครับ และส่วนที่รัฐจัดให้และแบ่งให้ ทั้งหมด ก็อยู่หรือควรจะได้รับความร่วมมือจากท้องถิ่นในการจัดทําเป็นแผนพัฒนาจังหวัด
ส่วนที่ ๒ ก็คือส่วนที่รัฐจัดสรรให้ตรง ก็งบผู้ว่าซีอีโอ (CEO) ในปี ๒๕๕๙ ก็ประมาณ ๒๔,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๐ ก็ประมาณ ๒๗,๐๐๐ ล้านบาท มันเป็นส่วนเติม ให้เต็ม นี่ ๒ ส่วนนะครับ
ส่วนที่ ๓ ก็จากส่วนราชการ และส่วนอื่น ๆ ก็ต้องเป็นภาคเอกชนที่เข้ามา มีส่วนร่วมด้วย องค์การมหาชน รัฐวิสาหกิจ ถ้าทําได้มันมีละครับ ๑. จะทําอะไร ๒. ใครเป็น ผู้ทํา ๓. และใช้เงินจากตรงไหน ตรงนี้นะครับผมก็หวังว่าคณะกรรมาธิการของเราที่พยายาม ที่จะผลักดันให้เกิดกลไกนี้ตามแผนภูมิที่ ๑ นี่นะครับ เราก็คาดหวังไว้ว่าจะเกิดขึ้นได้ แต่ก็ต้องค่อยเป็นค่อยไปนะครับ เพราะว่าอย่างที่หลาย ๆ ท่านก็บอกเราต้องดูว่าเขาพร้อม หรือเปล่า ความพร้อมในที่นี้ก็หมายถึงว่าเราต้องพัฒนาองค์กรเหล่านี้ให้มีศักยภาพ ในการจัดทําแผน มีศักยภาพในการจัดทําแผนเงิน และสุดท้ายดําเนินการโดยสุจริตและ โปร่งใส ถ้าไม่อย่างนั้นก็ไม่มีประโยชน์ หลายท่านก็บอกว่าใช้เงินโดยไร้ประสิทธิภาพ ไม่มีประสิทธิผล กลไกเหล่านี้เราต้องค่อย ๆ คิดสร้าง ไม่ใช่ค่อย ๆ ค่อย ๆ ไม่ใช่เป็น ระยะนานครับ แต่ต้องระยะเร็วนี่ละครับ ในช่วงนี้ โอกาสนี้ เป็นโอกาสทองที่จะทํานะครับ ฉะนั้นผมก็ขออนุญาตนําเรียนว่าสิ่งที่เราพยายามจะทําอยู่นี้ เราก็ต้องการให้เกิดขึ้น และพยายามเสนอเข้าไปยังรัฐบาลว่าคณะปฏิรูปของเรา กรรมาธิการชุดนี้มีประเด็นอะไร ที่สําคัญที่ท่านจะรับไปรับฟังต่อและไปปฏิบัติต่อ แน่นอนมันก็คงต้องมีความละเอียด และมีความรอบคอบอย่างที่หลายท่านได้แนะนํา ในเรื่องของการขอนี่นะครับ การจัดทํา นี่นะครับ สิ่งที่เราพยายามทําอยู่ก็คือจัดทําปฏิทินของท้องถิ่น ถ้าท่านเปิดไปท่านจะเห็นว่า ในแต่ละเดือน ในการจัดทําแผนพัฒนาจังหวัด กลุ่มจังหวัด หรือท้องถิ่นจะเข้ามามีส่วน หรือตรงไหน อย่างไร สิ่งเหล่านี้เราต้องประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ หลาย ๆ ท่านบอกว่า ประชาชนอยากมีส่วนร่วม แต่จะเข้ามาร่วมอย่างไร ไม่ได้มีอินเทอร์เน็ต (Internet) ตลอด ไม่ได้เข้าถึงคอมพิวเตอร์ ไม่ได้มีเว็บไซต์ (Web site) อันนี้เป็นเรื่องของภารกิจของท้องที่ และท้องถิ่นที่จะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ประเทศเราประชาชนหลายท่านก็ยังไม่มี หรือยังเข้าไม่ถึงข้อมูล แต่จะต้องเป็นการเปิดเผยให้ได้ เราจะได้เห็นว่าสิ่งที่ประชาชนร้องขอ หรือต้องการนั้นได้รับการตอบสนองอย่างไร
เรื่องที่ ๓ ที่ผมอยากนําเรียนก็คือเรื่องของการอนุมัติ การอนุมัติงบประมาณ กระบวนการที่หลายท่านพูดอยู่ก็คือเรื่องของเวลาของบประมาณแล้วมีอยู่ ๒ ส่วน คือเงินงบประมาณ และ ๒. เงินที่ถือว่าเป็นเงินนอกงบประมาณ ถ้าอย่างนั้นเวลาเราพูดถึง เงินนอกนี่นะครับ เราหมายถึงอะไรที่ไม่ได้เป็นเงินงบประมาณ แต่ท่านมาใช้จ่ายร่วมกับ การใช้จ่ายเงินงบประมาณครับ ของกองทุนที่เมื่อสักครู่นี้ที่ท่านสมชัย ขออนุญาตต้อง เอ่ยนามนะครับ กองทุนของผู้ใช้แรงงาน เงินทดรองอะไรต่าง ๆ นี้เราก็คงไม่ได้แตะต้อง หรอกครับ แต่สิ่งที่เราอยากทราบก็คือว่าเมื่อท่านมาของบประมาณแล้วนี่ ในขณะเดียวกัน ท่านก็มีเงินนอกงบประมาณ ท่านใช้จ่ายภารกิจอะไรบ้าง ซ้ําซ้อนกับที่ท่านของบประมาณ หรือไม่ แค่นี้ละครับเพื่อเป็นการประหยัดเงินงบประมาณไปใช้ด้านอื่น ๆ ฉะนั้นตรงนี้ ผมก็ขออนุญาตเรียนว่าการจัดทํางบประมาณและอนุมัติงบประมาณเราต้องดูให้รอบคอบ และครอบคลุมครับ มีท่านหนึ่ง หลายท่านก็บอกว่าสถาบันวิเคราะห์งบประมาณของรัฐสภา มีความสําคัญ จริงครับ บทบาทที่เราเสนอนั้นไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมเลย ภารกิจต่าง ๆ ครบถ้วน แต่ที่เราเสนอนั้นก็คือค่อยเป็นค่อยไป เราไม่อยากให้มีการจัดตั้งองค์กรขึ้นมาใหม่ หรือสถาบันขึ้นมาใหม่ในระยะเวลานี้ เราต้องค่อยศึกษานะครับ ตอนนี้มันเป็นหน่วยงาน ภายในสังกัดรัฐสภา ก็มีความเป็นอิสระอยู่แล้ว ดังนั้นในสิ่งที่ข้อมูลที่ท่านอยากจะถามว่า เข้าถึงหรือไม่ กลไกของฝุายนิติบัญญัติก็ยังมีคณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ อยู่ ตอนนี้ที่อยู่ตึก ๒ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจําปี พ.ศ. ๒๕๖๐ ก็มีการดู รายละเอียดของค่าใช้จ่าย มีการพูดถึงแผน ตัวชี้วัดและวงเงินที่ขอเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร ฉะนั้นในกระบวนการนี้ก็ขอรับฟังไว้ว่าการอนุมัติเงินงบประมาณนี่นะครับจะต้อง มีหน่วยงานที่คอยสนับสนุนข้อมูลให้กับฝุายกรรมาธิการ
ในเรื่องของการบริหารนะครับ หลายท่านก็บอกว่ากฎหมายอื่น ๆ หรือ เปิดช่องว่างให้กฎหมาย หรือให้รัฐบาล หรือฝุายบริหารมีการกู้เงินได้ อันนี้ต้องนําเรียนว่า ในการใช้จ่ายเงินงบประมาณปีหนึ่ง ๆ เป็นไปตามระยะเวลา ตามปฏิทินงบประมาณ เราเริ่มตอน เดือนมกราคม อนุมัติเป็นพระราชบัญญัติออกมาก็เดือนกันยายน แต่ช่วงระหว่างปีที่ทาง พระราชบัญญัติได้ยกไว้ว่าให้กฎหมายอื่นหรือท่านตั้งข้อสังเกตมาว่าเป็นการกู้เงิน ก็เปิดโอกาสให้ฝุายบริหารโดยกระทรวงการคลังเป็นฝุายกู้หรือเป็นเรื่องของการบริหาร จัดการหนี้ ปัญหาที่เราพบนี่นะครับก็คือเรื่องของการใช้หรือที่มาของพระราชบัญญัติเงินกู้ ต่าง ๆ เราก็เสนอไว้ว่าต่อจากนี้ไปจะต้องมีความชัดเจนเรื่องแผนงานไม่ใช่เอาเงินมาก่อนแล้ว ค่อยคิด แต่ต้องคิดก่อนแล้วค่อยหาแหล่งเงิน ถ้างบประมาณมีไม่เพียงพอก็แน่นอนครับ จะต้องกู้ อันนี้เราจะหารือร่วมกับทางคณะกรรมาธิการฝุายเศรษฐกิจอีกครั้งหนึ่งเพื่อ ความชัดเจนรัดกุมแล้วก็ให้มีความสมบูรณ์ในเรื่องของการบริหารโดยอํานาจฝุายบริหาร
สุดท้ายที่จะขอสั้น ๆ ก็คือเรื่องของการติดตาม หลาย ๆ ท่านก็พูดถึงว่า เราใช้จ่ายไปแล้วมันไม่เป็นบทเรียนนะครับ ทําอย่างไรจะให้มีการทบทวนไม่ใช่เฉพาะ เงินงบประมาณนะครับ แต่เรื่องของเงินกู้ด้วยมาเป็นบทเรียนที่เราจะไม่ทําอีกต่อไป การใช้จ่าย จะต้องมีประสิทธิภาพคํานึงถึงผลประโยชน์ที่จะได้แก่ทุกภาคส่วน ฉะนั้นสิ่งที่ คณะกรรมาธิการชุดนี้พยายามจะทําอยู่ก็คือการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการที่มีอยู่ ให้ดีขึ้น และมีการปฏิรูปให้ถูกต้องตามทิศทาง ในเบื้องต้นถ้ายังไม่ได้ตอบท่านใดเดี๋ยวท่านก็ อาจจะขึ้นมาได้นะครับ แล้วเดี๋ยวจะพยายามตอบให้ แต่ในเบื้องต้นนี้ขอรวบรวมเป็นประเด็น แล้วก็ตอบไปตามกระบวนการในครั้งนี้ก่อนนะครับ ขอบคุณครับ