เลิศรัตน์ รัตนวานิช ท้วงติงร่างกฎหมายการเงินและการคลังของรัฐที่ขัดแย้งกันเองระหว่างข้อเสนอไม่ให้มีข้อยกเว้นในการจัดสรรภาษีนอกงบประมาณ กับการเห็นชอบมาตราที่อนุญาตให้กันเงินภาษีและรายได้แผ่นดินไปใช้เฉพาะโดยไม่ผ่านกระบวนการงบประมาณประจำปี ซึ่งอาจนำไปสู่การใช้จ่ายในลักษณะประชานิยมและขาดความโปร่งใส
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณ ท่านประธานที่ได้กรุณาให้โอกาสในการอภิปรายในวาระการปฏิรูปที่มีความสําคัญยิ่ง คือการปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังภาครัฐ ซึ่งเราได้ใช้เวลาอภิปรายกันแล้วก็ข้ามมา เป็นสัปดาห์ที่ ๒ นะครับ แล้วก็มีผู้ให้ความสําคัญสนใจในการอภิปรายครั้งที่แล้วและครั้งนี้ เป็นจํานวนมาก ก็ต้องขอขอบพระคุณทางคณะกรรมาธิการที่ได้หยิบเรื่องที่เป็นหัวใจของ การบริหารการปกครองประเทศขึ้นมาดําเนินการ และดําเนินการได้อย่างครอบคลุมในทุกมิติ ของระบบการเงินการคลังของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการงบประมาณนะครับ ผมคงไม่ใช้เวลามาก ก็เพียงแต่ขึ้นมาทวงถามในสิ่งที่ได้อภิปรายไว้แล้ว แล้วก็เผอิญอยากจะเพิ่มเติมเมื่อเห็น อีกมาตราหนึ่งก็เกี่ยวข้องกันกับเรื่องที่ได้อภิปรายครั้งที่แล้ว คือเรื่องของเอียร์มาร์กแทกซ์ (Earmarked Tax) นะครับ หรือภาษีอากรที่เราหักออกแล้วก็นําไปจัดสรรให้กับหน่วยงาน หรือกองทุนโดยไม่ต้องผ่านระบบงบประมาณของรัฐ ในวิธีการปฏิรูปหน้า ๓๐ ของรายงาน ในข้อ ๒.๑.๓ กรรมาธิการได้ให้ข้อคิดเห็นไว้ใน (๑) ว่ากําหนดหลักการกรณีการกันเงิน ภาษีอากรเพื่อนําไปใช้จ่ายโดยไม่ได้จัดทําเป็นงบประมาณรายจ่ายประจําปีจะกระทํามิได้ โดยไม่มีข้อยกเว้น นี่คือข้อเสนอในการปฏิรูปของกรรมาธิการ โดยไม่มีข้อยกเว้น เพื่อเป็น การบังคับให้ความต้องการใช้จ่ายเงินงบประมาณของหน่วยงานของรัฐต้องเข้าสู่กระบวนการ จัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจําปี ผมอ่านแล้วผมก็ชื่นใจ เพราะมันตรงใจแล้วก็คิดว่าเป็น เรื่องที่ดี เพราะว่าการกันเงินภาษีอากรให้กับหน่วยงานหรือกองทุนบางกองทุนนั้นก็เป็น การใช้จ่ายงบประมาณแบบประชานิยมชนิดหนึ่ง อยู่ที่รัฐบาลไหนจะเลือกให้กับใคร ยิ่งไปอ่านในตัวร่างพระราชบัญญัติแล้วยิ่งกลับตกใจครับ เพราะมันไม่ตรงกับที่กรรมาธิการ มีความเห็น ใน (๑) กรรมาธิการมีความเห็นว่าไม่มีข้อยกเว้น แต่พอ (๒) กรรมาธิการ ไปเขียนว่า (๒) นะครับในย่อหน้าที่ ๒ กรรมาธิการมีความเห็นว่า มาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ แห่งร่างพระราชบัญญัติการเงินและการคลังของรัฐ พ.ศ. .... คือร่างที่อยู่ที่คณะกรรมการ กฤษฎีกาหรืออยู่ที่รัฐบาล มีความเกี่ยวข้องกับเงินภาษีซึ่งเป็นรายได้ของแผ่นดินและ มีหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบอยู่แล้ว ประกอบกับข้อความที่ปรากฏอยู่ตามมาตรา ๑๔ มาตรา ๑๔ คือเรื่องเอียร์มาร์กแทกซ์ (Earmarked Tax) เรื่องภาษีอากร และมาตรา ๑๕ คือการกันเงิน พวกเงินค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ให้กับกองทุน เช่น กองทุน กสทช. เป็นต้น มีการกําหนดหลักการกรณีกันเงินภาษีอากรและกําหนดหลักการที่เป็นข้อยกเว้น ในกรณี การกันเงินรายได้แผ่นดินที่ไม่ใช่ภาษีอากรอยู่แล้ว ซึ่งเห็นชอบตามมาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ แห่งร่างพระราชบัญญัติการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. .... ไม่ทราบว่าผมอ่านและผมไม่เข้าใจ หรือว่ากรรมาธิการมีเจตนาเป็นอย่างนั้น (๑) (๒) ของกรรมาธิการมันขัดกันแบบเรียกว่า คนละทางเลย (๑) ท่านบอกว่าไม่มีข้อยกเว้น พอ (๒) ท่านไปเห็นด้วยกับมาตรา ๑๔ ของร่างพระราชบัญญัติ เราดูมาตรา ๑๔ ของร่างพระราชบัญญัตินะครับ มาตรา ๑๔ ของร่างพระราชบัญญัติการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. .... การจัดเก็บรายได้ แผ่นดินที่เป็นภาษีอากรจะกระทําได้ก็แต่โดยอาศัยอํานาจตามกฎหมาย ดีครับ ประโยคนี้ ใช้ได้ การยกเว้นหรือการลดภาษีใด ๆ จะกระทําได้ก็แต่โดยอาศัยอํานาจตามกฎหมายที่ให้ อํานาจจัดเก็บภาษีอากรนั้น ยกเว้นได้แล้วนะครับ ถ้ามีกฎหมายให้ยกเว้น โดยให้คํานึงถึง ความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ เสร็จแล้วพอมาตรา ๑๕/๑ ผมไม่ทราบว่าใคร เขียนทับ ๑ เลยไม่เข้าใจว่าคนที่ใส่ทับ ๑ เป็นใคร ไม่ทราบว่าเป็นกรรมาธิการชุดนี้ใส่ หรือไม่ ทราบว่าเป็นคนที่แก้อยู่ที่คณะกรรมการกฤษฎีกาใส่ เพราะมาตรา ๑๕/๑ นี่ยิ่งหนักหนา สาหัสเลย เขียนว่า การกันเงินภาษีตามมาตรา ๑๔ และรายได้แผ่นดินตามมาตรา ๑๕ มาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ นิดหนึ่ง มาตรา ๑๔ ก็เอียฺร์มาร์กแทกซ์ (Earmarked Tax) คือภาษีอากรที่เราบอกว่าให้ไทยพีบีเอส (Thai PBS) ไปเลย ให้ สสส. ไปเลย กองทุน พัฒนาการกีฬาแห่งชาติไปเลย ส่วนรายได้แผ่นดินตามมาตรา ๑๕ ก็พวกกองทุนของ กสทช. ต่าง ๆ พวกนี้นะครับ ในแต่ละปีเมื่อรวมกันทั้งหมดต้องไม่เกินร้อยละ ๑ ของงบประมาณ รายจ่ายประจําปี อ่านตรงนี้แล้วตกใจมาก ครั้งที่แล้วอ่านเร็วมากให้เวลาน้อยเลยไม่ได้ดู ก็เลยพูดไปครึ่งเดียว อันนี้อยากจะพูดครึ่งที่ ๒ คือครึ่งนี้ละครับ ครึ่งที่บอกว่า การกันเงิน ภาษีตามมาตรา ๑๔ และรายได้แผ่นดินตามมาตรา ๑๕ ในแต่ละปีเมื่อรวมกันทั้งหมดต้อง ไม่เกินร้อยละ ๑ ของงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณรายจ่ายประจําปีผมเข้าใจว่า ก็เป็นงบที่เสนอมาในงบประมาณแผ่นดิน ปีนี้ก็ ๒.๗ ล้านล้านบาท ปีหน้าผมคํานวณว่า ประมาณ ๓ ล้านล้านบาท อีก ๑๐ ปีผมคํานวณว่าประมาณ ๔ ล้านล้านบาทเป็นอย่างน้อย ถ้า ๓ ล้านล้านบาท ๑ เปอร์เซ็นต์นี่คิดเร็ว ๆ ก็ประมาณ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าไปถึง ๔ ล้านล้านบาทเมื่อไรก็จะเป็น ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้ ๓ กองทุนรวมกันนะครับ คือไทยพีบีเอส (Thai PBS) สสส. และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ น่าจะอยู่ที่หมื่นนิด ๆ คนละ ๒,๐๐๐ ล้านบาทบ้าง ๓,๐๐๐ ล้านบาทบ้าง ๔,๐๐๐ ล้านบาทบ้าง แล้วก็ยังไม่รู้ว่า ตัวเลขของเงินรายได้ที่หักไว้เลย พวกกองทุนของ กสทช. พวกนี้รวมกันเป็นเท่าไร แต่อันนั้น ต้องรวมถึงรายได้ที่หักไว้แล้วกันไปใช้ประโยชน์เองนะครับ ถ้าหักไว้อย่างเช่นไปประมูลมาได้ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้วส่งให้รัฐ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ไม่ได้รับ เอาเฉพาะที่หักไว้ใช้ ประโยชน์ตามที่กรรมการกองทุนจะเห็นชอบ ก็สรุปว่ามีช่องเยอะเลย ครม. ในอนาคต ยังสามารถเสนอ แน่นอนครับถ้า ครม. เสนอกฎหมายเข้าสภาในภาวะปกติหรือในภาวะปัจจุบัน โอกาสที่กฎหมายนั้นจะผ่านสภาก็มีร้อยละ ๙๙ เพราะฉะนั้นในอนาคตถ้ารัฐบาลเห็นว่า น่าจะให้มีเอียร์มาร์กแทกซ์ (Earmarked Tax) กับอีก ๑ กิจกรรม อาจจะเกี่ยวกับคนพิการ เกี่ยวกับการศึกษา มันสําคัญทั้งนั้นปัญหาบ้านเมืองเรา มีปัญหาอะไรที่ไม่สําคัญบ้าง สําคัญ หมดทุกปัญหา แต่อยู่ที่ว่าผู้มีอํานาจจะพิจารณาว่าจะให้กับใคร เขาก็สามารถทําได้อีกหลาย กองทุนเลย เพราะตั้งซีรีส์ (Series) ไว้ตั้ง ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท และในอนาคตอีก ๑๐ ปี กลายเป็น ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็แสดงว่าต้องการให้มีกองทุนนี้เกิดขึ้นทุกปี ๆ ปีละ ๑ กองทุน ถึง ๒ กองทุน เมื่องบประมาณเพิ่มขึ้น เพราะกองทุนหนึ่งก็ใช้ประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ๓,๐๐๐ ล้านบาท ๔,๐๐๐ ล้านบาท ผมก็อยากจะเรียนถาม ท่านกรรมาธิการว่า (๑) กับ (๒) ของท่านนี่ท่านจะเลือกอนุมาตราไหน ถ้าท่านเลือก (๑) ท่านต้องบอกว่าท่านไม่เห็นด้วยกับมาตรา ๑๔ กับมาตรา ๑๕/๑ แต่ถ้าท่านบอกว่าดี เอียร์มาร์กแทกซ์ (Earmarked Tax) นี่เป็นประโยชน์ ก็แสดงว่าท่านต้องไปแก้ (๑) ของท่านใหม่ ที่บอกว่า โดยไม่มีข้อยกเว้นนี่ มิฉะนั้นมันจะขัดกันเอง ก็กราบเรียนทวงถามเล็ก ๆ ไม่ซีเรียส (Serious) ท่านจะเอาอย่างไรผมก็ไม่ว่า เพียงแต่ผมอ่านแล้วมันขัดกัน ขอบพระคุณครับ