คํานูณ ค้านร่างกฎหมายการเงิน ชี้เปิดช่องกู้นอกงบฯ ขัดรัฐธรรมนูญ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓๗ · ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๙

คํานูณ สิทธิสมาน คัดค้านร่างกฎหมายการเงินการคลังและงบประมาณฉบับใหม่ที่เปิดช่องให้กู้เงินนอกงบประมาณ โดยเห็นว่าขัดรัฐธรรมนูญและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ขาดหลักนิติธรรม และอาจทำให้การบริหารงบประมาณคลาดเคลื่อน เนื่องจากไม่มีการควบคุมที่ชัดเจนจากนิติบัญญัติ โดยเฉพาะการให้รัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดระเบียบการใช้จ่ายได้เองโดยไม่ต้องส่งเงินเข้าคลัง ซึ่งเท่ากับการหลีกเลี่ยงบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 144 และมาตรา 62 ที่มุ่งป้องกันการทุจริตและรักษาวินัยการเงินการคลัง พร้อมย้ำว่าร่างกฎหมายนี้ไม่ใช่ของใหม่แต่เป็นร่างที่มีมาตั้งแต่ปี 2551 และเคยก่อปัญหาการใช้จ่ายเงินกู้ในอดีต จึงเรียกร้องให้ทบทวนและปรับปรุงให้สอดคล้องกับหลักการเงินการคลังที่โปร่งใสและมีการตรวจสอบได้

นายคํานูณ สิทธิสมาน

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนะครับ ตลอดระยะเวลา ๒ สัปดาห์ ที่ผ่านมาก็ได้ไปศึกษาเอกสารอย่างละเอียดเพิ่มขึ้น ก็มีประเด็นเพิ่มเติมนะครับ คือกล่าวได้ว่า ประเด็นเดิมที่กระผมเห็นต่างจากคณะกรรมาธิการเป็นอย่างยิ่งก็คือว่า การสนับสนุน ร่างพระราชบัญญัติการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. .... ที่อยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการ กฤษฎีกาในขณะนี้ และร่างพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. .... นั้น กระผมได้ อภิปราย ขอย้อนไปสักนิดนะครับท่านประธาน เมื่อ ๒ สัปดาห์ที่แล้วว่า กระผมไม่เห็นด้วย ตรงที่มันยังเปิดช่องให้มีการออกกฎหมายพิเศษเพื่อกู้เงินก้อนโต แล้วก็อนุญาตให้ใช้เงินกู้ ก้อนโตนั้นออกไปนอกพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี ซึ่งอาจจะเป็นหลายปี ต่อเนื่องกัน ซึ่งกระผมเห็นมาโดยตลอดตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ว่ามีลักษณะขัดกับรัฐธรรมนูญ ทั้งปี ๒๕๕๐ แล้วก็ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และทางศาลรัฐธรรมนูญก็ได้มีคําวินิจฉัย ออกมาแล้วเมื่อต้นปี ๒๕๕๗ ในคําวินิจฉัยที่ ๓-๔/๒๕๕๗ และในร่างพระราชบัญญัติ ของทั้ง ๒ ฉบับนี้ก็ยังไม่ได้นําคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาปรับเพื่อให้เกิดความชัดเจน ตรงกันข้ามครับ กลับยังคงสารัตถะเดิมของพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๒๓ เอาไว้ในพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณฉบับใหม่ มาตรา ๓๓ แล้วก็เมื่อ ๒ สัปดาห์ก่อนกระผมอ่านพบเพียงว่าในร่างพระราชบัญญัติการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. .... ก็จะอยู่ในมาตรา ๑๗ ซึ่งแม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะยังไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นนี้ แต่กระผม เห็นว่าถ้าเผื่อเราจะเคารพคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว เมื่อเรามีโอกาสที่จะเขียน กฎหมายใหม่ ร่างกฎหมายใหม่ก็คงควรที่จะต้องบัญญัติทางออกไว้ให้ชัดเจน ๑. ก็คือ การนิยามคําว่า เงินแผ่นดิน เอาไว้ในร่างพระราชบัญญัติการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. .... ๒. ก็คือการปรับแก้พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ มาตรา ๒๓ แต่การมิได้เป็นเช่นนั้น กระผมจึงอภิปรายคัดค้าน ซึ่งก็เป็นจุดยืนเดิมที่กระผมเคยคัดค้านมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๖ แล้วก็เป็นหนึ่งในผู้ที่นําเรื่องไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ จนกระทั่งมีคําวินิจฉัยออกมา เมื่อต้นปี ๒๕๕๗ เมื่อกระผมใช้เวลา ๒ อาทิตย์กลับไปอ่านดู การกลับปรากฏว่าหนักหนา สาหัสยิ่งกว่านั้นครับ ก็คือในร่างพระราชบัญญัติการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. .... นั้น นอกจากจะมีมาตรา ๑๗ ซึ่งคงสารัตถะของมาตรา ๒๓ พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ แล้วนี่นะครับ ถ้าท่านประธาน ท่านกรรมาธิการและเพื่อนสมาชิกจะกรุณา เปิดดูเอกสาร ผมไม่ทราบว่าจะเรียกเลขหน้าอะไร ก็คือในร่างพระราชบัญญัติการเงิน การคลังของรัฐ พ.ศ. .... ฉบับที่กําลังร่างกันอยู่นี่นะครับ ในหน้า ๙ มาตรา ๓๐ มาตรา ๓๑ มาตรา ๓๒ และมาตรา ๓๓ นอกจากจะไม่ได้อนุวัตตามคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ยังเป็นการเขียนทางแก้คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเอาไว้อีก ก็คือเปิดโอกาสอย่างชัดเจน ให้มีการออกกฎหมายพิเศษเพื่อกู้เงินก้อนโตนอกกฎเกณฑ์ของพระราชบัญญัติการบริหาร หนี้สาธารณะ พ.ศ. ๒๕๔๘ แล้วก็ใช้เงินกู้ก้อนโตนั้นออกไปโดยช่องทางพิเศษนอกเหนือจาก พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี ผมขออนุญาตอ่านมาตรา ๓๐

มาตรา ๓๐ การกู้เงินนอกเหนือจากที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการบริหาร หนี้สาธารณะ ให้กระทรวงการคลังกระทําได้ก็แต่โดยอาศัยอํานาจตามกฎหมายที่ตราขึ้นเป็น การเฉพาะในกรณีที่มีความจําเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ ขีดเส้นใต้ตรงคําว่า กฎหมาย ที่ตราขึ้นเป็นการเฉพาะ ซึ่งจะหมายถึงพระราชบัญญัติก็ได้ จะหมายถึงพระราชกําหนดก็ได้

วรรคสองนะครับ กฎหมายที่ตราขึ้นตามวรรคหนึ่ง ต้องระบุวัตถุประสงค์ของ การกู้เงิน แผนการใช้จ่ายเงินกู้ และหน่วยงานของรัฐซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการดําเนินการที่ใช้ จ่ายเงินกู้นั้น พร้อมต้องมีกําหนดระยะเวลาและแหล่งเงินในการชําระหนี้ไว้เป็นการเฉพาะ นอกเหนือจากเงินงบประมาณตามมาตรา ๒๕ (๓)

วรรคสาม สําคัญมากนะครับ เงินที่ได้รับจากการกู้เงินตามวรรคหนึ่ง ให้นําไปใช้ตามวัตถุประสงค์ตามที่กฎหมายกําหนดโดยไม่ต้องนําส่งคลัง เว้นแต่กฎหมาย จะกําหนดเป็นอย่างอื่น ขีดเส้นใต้ตรงคําว่า ไม่ต้องนําส่งคลัง

และวรรคสุดท้าย วรรคสี่ การใช้เงินกู้ตามมาตรานี้ให้เป็นไปตามระเบียบ ที่รัฐมนตรีกําหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ความหมายคืออะไรครับท่านประธาน ความหมายก็คือว่าอนุญาตให้กระทรวงการคลังสามารถกู้เงินจะเท่าไรก็ได้ ไม่ได้มีกําหนดไว้ นอกเหนือกฎเกณฑ์ของพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ ซึ่งถ้ากระผมจะลงมาตราไป ก็คือมาตรา ๒๐ และมาตรา ๒๒ นอกจากนั้นที่สําคัญอย่างยิ่งและกระผมไม่เห็นด้วย เป็นอย่างยิ่งก็คือเมื่อกู้มาแล้วนี่ไม่ต้องนําส่งคลัง ก็แปลว่าเป็นเงินนอกงบประมาณ และเมื่อกู้ มาแล้วก็ให้ใช้จ่ายเงินกู้ก้อนนี้ไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกําหนด ก็คือรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังกําหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ก็หมายความว่าถ้ากระผม จะพูดอย่างหนักสักนิดหนึ่งก็คือว่า เฉพาะมาตรานี้จะมีผลเป็นการยกเว้นรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ถ้าเผื่อว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็มาตรา ๑๔๐ แน่นอนและมีผล เป็นการยกเว้นพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ มาตรา ๒๐ และมาตรา ๒๒ และใช้ เพียงระเบียบในการใช้เงิน ซึ่งโดยปกติแล้วการกู้เงินทํานองนี้จะเป็นการกู้เงินก้อนโตระดับ ล้านล้านบาทขึ้นไป ตัวอย่างล่าสุดนี่ ๒ ล้านล้านบาท ซึ่งใช้กัน ๗ ปีงบประมาณรายจ่าย ก็หมายความว่าในทุกปีงบประมาณรายจ่ายนี่นะครับท่านประธาน เราจะมีเงิน ๒ ก้อนครับ เงินก้อนหนึ่งเป็นงบลงทุนตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี ก็ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทบวกลบนะครับ กับเงินอีกก้อนหนึ่งนี่นะครับใช้จ่ายโดยระเบียบ ที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติก็ ๓๐๐,๐๐๐ ถึง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้วแต่งวดของงาน ซึ่งก็จะทําให้ ระบบงบประมาณ ระบบควบคุมกํากับการใช้จ่ายของประเทศผิดเพี้ยนไป นี่เป็นจุดยืน ที่กระผมคัดค้านมาโดยตลอด นอกจากนั้นมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๒ มาตรา ๓๓ ก็เป็นบริบท ของมาตรา ๓๐ ทั้งสิ้น ท่านประธานครับ การกําหนดเป็นหลักเกณฑ์หรือเป็นกฎเหล็ก ในการใช้งบประมาณแผ่นดิน หรือเงินแผ่นดินที่ร่างกฎหมายฉบับนี้หลีกเลี่ยงที่จะบัญญัติ นิยามศัพท์คําว่า เงินแผ่นดิน นี่ให้เป็นไปตามกฎหมาย ๔ ฉบับแม่บทนะครับ ก็คือกฎหมาย งบประมาณรายจ่ายประจําปี กฎหมายโอนงบประมาณ กฎหมายวิธีการงบประมาณ และกฎหมายเงินคงคลัง ที่ยืนหยัดเป็นหลักการมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๔๙๒ นี่นะครับ ก็เพื่อให้อํานาจแก่ฝุายนิติบัญญัติในการกํากับ การควบคุมการใช้จ่ายเงินแผ่นดินอย่างมี ประสิทธิภาพ โดยหลักการก็คือว่าการใช้จ่ายเงินแผ่นดินนั้นต้องกระทําโดยพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปี ซึ่งมีลักษณะพิเศษกว่าพระราชบัญญัติทั่วไปนะครับ พระราชบัญญัติทั่วไป เวลาเสนอเข้าสู่สภาก็จะบังคับให้มีเพียงหลักการและเหตุผลเท่านั้น แต่ว่าพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีนี่นะครับ ในการเสนอเข้าสู่สภานี่ ท่านรองประธาน คนที่หนึ่ง คงจะทราบดีว่าจะมีกฎเกณฑ์พิเศษที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และหรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๘ ซึ่งมีรายละเอียดทั้งสิ้น ๘ ถึง ๙ ประการที่จะส่งเข้าสู่สภา แล้วรัฐธรรมนูญ ก็บัญญัติรับรองไว้ ผมขอเวลาอีกสักเล็กน้อยนะครับ เพราะว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างสําคัญ นะครับ และพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณฉบับใหม่ที่ทางคณะกรรมการกฤษฎีกากําลัง ร่างอยู่นี่นะครับก็นํามาบัญญัติซ้ําไว้ในมาตรา ๑๙ ยังคงเหมือนเดิมครับว่าในการเสนอ พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีนั้นจะเสนอแต่เพียงตัวร่างแล้วก็มีเพียงหลักการ และเหตุผลไม่ได้ครับ ต้องมีประกอบอีกอย่างน้อย ๘ ประการด้วยกันคือ

๑. คําแถลงประกอบงบประมาณแสดงฐานะและนโยบายการคลัง และการเงิน

๒. รายรับ รายจ่ายเปรียบเทียบระหว่างปีที่ล่วงมา ปีปัจจุบัน และปีที่ขอตั้ง งบประมาณ

๓. คําอธิบายเกี่ยวกับงบประมาณรายรับ

๔. คําอธิบาย คําชี้แจงเกี่ยวกับงบประมาณรายจ่ายที่ขอตั้ง

๕. รายงานเกี่ยวกับการเงินของหน่วยรับงบประมาณ

๖. คําอธิบายเกี่ยวกับหนี้ของรัฐบาล ทั้งที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันและหนี้ที่เสนอ เพิ่มเติม

๗. ผลการดําเนินงานและการใช้จ่ายงบประมาณของปีงบประมาณ ที่ล่วงมาแล้ว และ

๘. ถึงเป็นตัวร่างพระราชบัญญัติ

อันนี้ครับคือกฎเหล็กของการใช้เงินแผ่นดินที่จะต้องไม่ให้ตกหล่น ทีนี้ถ้าเรา เปิดโอกาส โดยเขียนกฎหมายให้มีการใช้จ่ายเงินแผ่นดินออกไปนอกงบประมาณนี่นะครับ อะไรจะเกิดขึ้นครับ จ่ายโดยระเบียบที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ ในขณะที่เงินก้อนหนึ่งนี่นะครับ เงินงบลงทุนในงบประมาณรายจ่ายประจําปีไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทบวก ๆ หรอก แต่ว่าเงินพิเศษก้อนนี้ปีหนึ่งมันอาจจะเท่ากันครับ แต่จ่ายออกไปอีกระบบหนึ่ง ไม่ได้ผ่าน การควบคุมตรวจสอบโดยฝุายนิติบัญญัตินะครับ และเงินกู้ ตามกฎหมายพิเศษพวกนี้ ส่วนใหญ่ก็คือจะอนุญาตให้กระทรวงการคลังกู้ทีเดียว กู้ก้อนเดียวแต่ทยอยกู้ หลายปีงบประมาณ ซึ่งอันที่จริงสามารถจะกู้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี ได้นะครับ อันนี้ครับเป็นหลักการที่กระผมเห็นว่าไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะคงเอาไว้นะครับ เพราะว่าท่านประธานครับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่กําลังจะรอลง ประชามติในวันที่ ๗ สิงหาคมนี้นะครับ มีอยู่มาตราหนึ่งที่ได้รับการประชาสัมพันธ์ว่า เป็นสุดยอดของมาตรการปราบโกง คือมาตราอะไรครับท่านประธาน ก็คือมาตรา ๑๔๔ เรื่อง การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี ท่านคงจะทราบดี นะครับว่า กรรมการร่างรัฐธรรมนูญนี่บัญญัติไว้ว่า แต่เดิมเคยมีบัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภามีจํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจํานวน สมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา เห็นว่ามีการกระทําที่ฝุาฝืนบทบัญญัติตามวรรคสอง ก็คือการเสนอการแปรญัตติหรือการกระทําด้วยประการใด ๆ ที่มีผลให้สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาหรือกรรมาธิการมีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ในการใช้งบประมาณรายจ่ายจะกระทํามิได้ อันนี้ผิดนะครับ แต่เดิมมีอยู่แล้ว แต่กรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มขึ้นมานะครับ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่โฆษณากันไปทั่วประเทศนะครับว่า ถ้าผู้กระทําการดังกล่าวเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาให้ผู้กระทําการนั้น สิ้นสุดสมาชิกภาพนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัย และให้เพิกถอนสิทธิสมัคร รับเลือกตั้งของผู้นั้นตลอดชีวิตนะครับ เว้นแต่ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้กระทําการ หรืออนุมัติให้กระทําการ หรือรู้ว่ามีการกระทําดังกล่าวแล้วแต่มิได้สั่งยับยั้งให้คณะรัฐมนตรี พ้นจากตําแหน่งทั้งคณะนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัย และให้เพิกถอนสิทธิสมัคร รับเลือกตั้งของรัฐมนตรีที่พ้นจากตําแหน่งนั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้อยู่ในที่ประชุม ในขณะที่มีมติและให้ผู้กระทําการดังกล่าวต้องรับผิดชดใช้เงินนั้นคืนพร้อมด้วยดอกเบี้ย อันนี้หนักหนาสาหัสมากนะครับ พ้นทั้งคณะเว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตัวเองไม่อยู่ในที่ประชุม เราบัญญัติกฎเกณฑ์ไว้ควบคุมนักการเมืองอย่างเข้มข้น แต่รัฐธรรมนูญมาตรานี้มันจะมี ความหมายก็ต่อเมื่อการใช้เงินแผ่นดินนั้นจะต้องกระทําการผ่านพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจําปี แต่เรากําลังจะเสนอให้มีการกู้เงินและใช้เงินนั้นไปนอกงบประมาณรายจ่าย ประจําปีโดยระเบียบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกําหนดโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรี ก็แปลว่าที่มาตรา ๑๔๔ ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นี่นะครับก็จะใช้บังคับได้แต่เฉพาะ เงินแผ่นดินที่ผ่านงบประมาณรายจ่ายประจําปีเท่านั้น แต่เงินกู้นอกงบประมาณซึ่งกฎหมาย จงใจไม่บัญญัติว่าเป็นเงินแผ่นดินหรือไม่ ทั้ง ๆ ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นเงินแผ่นดิน นี่นะครับ สามารถใช้ไปได้นอกพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี ผมจะเอาหน้า ไปชี้แจงกับพี่น้องประชาชนที่ไหนครับว่ามาตรา ๑๔๔ นี้มีความหมาย เพราะว่าในอนาคต ก็อาจจะมีการออกกฎหมายพิเศษเพื่อกู้เงินพิเศษมาสัก ๒ ล้านล้านบาท ทยอยจ่าย ๗ ปีงบประมาณ แล้วก็จ่ายไปโดยระเบียบที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ ประเด็นนี้เป็นประเด็น ที่กระผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ อีกนิดเดียวครับท่านประธาน กระผมไปพิจารณาศึกษาดู ๒ สัปดาห์ แล้วก็มาค้นเอกสาร ที่สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรและสํานักงานเลขาธิการวุฒิสภา ก็อยากจะขอ กราบเรียนว่า ความเป็นมาของร่างพระราชบัญญัติการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. .... ที่เรา กําลังพิจารณาอยู่ฉบับนี้ไม่ใช่ของใหม่ครับ เป็นร่างพระราชบัญญัติการเงินการคลัง ที่กระทรวงการคลังจัดทําขึ้นมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ เพราะรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๖๗ วรรคสาม ระบุให้มีพระราชบัญญัติการเงินการคลังของรัฐ แล้วก็ให้เสร็จภายใน ๒ ปี คณะรัฐมนตรีชุดพรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านมีมติเมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๒ ตอนเกือบจะครบ ๒ ปีพอดี ผ่านร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ แล้วก็ส่งไปคณะกรรมการกฤษฎีกา เผอิญโชคร้ายครับ เป็นช่วงจังหวะเวลาที่รัฐบาล ในขณะนั้นออกพระราชกําหนดไทยเข้มแข็งขึ้นมา แล้วก็เกิดมีปัญหาว่าจะสามารถใช้เงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทไปในโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ๒๕๕๕ ไทยเข้มแข็ง นอกพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีได้หรือไม่ คณะกรรมการกฤษฎีกา คณะ ๑๒ วินิจฉัยมาเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๒ ว่าใช้ได้ เพราะท่านบอกว่าเงินกู้ไม่ใช่ เงินแผ่นดิน ซึ่งเป็นคําวินิจฉัยที่วิปริตอย่างยิ่ง ท่านประธานครับ จากนั้นร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ก็ถูกดองอยู่ในคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นระยะเวลา จนกระทั่งรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ นั้นถูกฉีกไป ไม่ได้มีการนําเสนอเข้าสภา แต่ว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับแรกนะครับที่ผ่านมติคณะรัฐมนตรี ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๒ นั้น ท่านทราบไหมครับว่าแตกต่างจากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้อย่างไร ก็แปลว่าเมื่อเริ่มต้นนั้น เขามีนิยามคําว่า เงินแผ่นดิน ไว้ครับ อันนี้เป็นเอกสารที่ผมปรินต์ (Print) ออกมาจากใน สารบบของสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร น่าจะเป็นร่างพระราชบัญญัติตัวแรกที่อยู่ ในช่วงปี ๒๕๕๒ มีการนิยามคําว่า เงินแผ่นดิน ไว้ในมาตรา ๓ เงินแผ่นดิน หมายความว่า เงินทั้งปวงที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ กองทุนสาธารณะ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งที่เป็นเงินงบประมาณรายจ่าย เงินรายได้แผ่นดิน และเงินนอกงบประมาณ และให้หมายความรวมถึงเงินคงคลังด้วย และที่ไม่มีก็คือไม่มีมาตรา ๓๑ ถึงมาตรา ๓๓ ที่เสนอเพิ่มเข้ามาในครั้งหลังที่เป็นการอนุญาตให้มีการกู้เงินโดยกฎหมาย พิเศษได้ แล้วก็ใช้เงินไปโดยระเบียบที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติได้ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า ความเป็นมาต่าง ๆ เหล่านี้เราก็ต้องถามตัวเราเองกันครับว่าเหตุวิกฤตที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานี้ ความพยายามที่จะกู้เงินขนาดใหญ่แล้วใช้เงินกู้ไปนอกกฎหมาย งบประมาณนะครับ แล้วก็ผ่านการวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญมาแล้วเมื่อต้นปี ๒๕๕๗ นั้น ทําไมเมื่อเราจะปฏิรูปประเทศกันทั้งทีเราไม่นําเอาคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น มาบัญญัติไว้เสียให้ชัดเจนในร่างพระราชบัญญัติการเงินการคลังภาครัฐ พ.ศ. .... กระผม ขอกราบเรียนว่ามิได้ขัดขวางความเจริญของประเทศครับที่จะต้องมีการลงทุนโครงสร้าง ขนาดใหญ่ แต่กระผมมีความเชื่อมั่นโดยบริสุทธิ์ว่าสามารถจะกระทําการผ่านพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปีได้ และถ้ากลัวว่าจะถูกตัด ก็สามารถมีทางที่จะปรับโดยระบุให้ เป็นเงินที่ต้องจ่ายที่ไม่สามารถจะตัดได้ มีหนทางหลายหนทางมากครับ ถ้าหนทางยังไม่ ชัดเจนนี่นะครับ ในเมื่อเราจะปฏิรูปทั้งทีเราก็เขียนไว้ให้ชัดเจนเสียในคราวเดียวกัน ในร่างพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. .... จะไม่ดีกว่าหรือครับ หลักการก็คือ เงินแผ่นดินควรจะต้องใช้ผ่านระบบการควบคุมที่เข้มงวดครับ กระผมไม่เห็นด้วยว่าจะไป กําหนดจํานวนวงเงินกู้ว่าต้องกี่เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) นั่นเป็นเรื่องสําคัญก็จริงครับ แต่มีเรื่องถกเถียงกันได้มาก แต่ต่อให้ใช้เงินกู้ไปต่ํากว่าเปอร์เซ็นต์ที่กําหนดไว้ แต่ใช้ไปโดย ปราศจากกฎเกณฑ์หรือเป็นกฎเกณฑ์ที่ไม่เข้มข้นตามที่รัฐธรรมนูญเขากําหนดไว้แล้วนะครับ อย่าว่าถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์เลยครับ แม้แต่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ก็ไม่บังควร เพราะฉะนั้นกระผมขอยืนยันเป็นข้อสังเกตว่าไม่เห็นด้วยเฉพาะในประเด็นนี้ ความจริง มีเหตุการณ์และมีสถานการณ์ที่สามารถจะอธิบายในเชิงวิชาการได้อีกมาก แต่กระผมเห็นว่า นี่ก็ไม่ใช่การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติอย่างจริงจัง จริงจังครับ แต่ว่ายังไม่ใช่ขั้นตอน ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แล้วกว่าจะผ่านไปถึงคณะรัฐมนตรี กว่าจะผ่านมาถึง สภานิติบัญญัติแห่งชาติก็ต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง แต่ขออนุญาตอภิปรายเพื่อบันทึกไว้ นะครับว่าเราลงแรงร่วมแรงร่วมใจมาเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองเพื่อปฏิรูปประเทศ เรามี ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง เรามีศาลรัฐธรรมนูญที่ได้รับการเพิ่มอํานาจให้มากขึ้น เพื่อยับยั้งวิกฤตของประเทศ แต่เราไม่เคารพคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาแล้ว แต่เราพยายามที่จะสร้างมาตรการที่เป็นข้อยกเว้นของร่างรัฐธรรมนูญในมาตราที่เกี่ยวกับ การปราบโกงที่เข้มข้นที่สุดนะครับ

และที่สําคัญสุดท้ายแล้วครับท่านประธาน ก็น่าสงสัยเหมือนกันครับว่าถ้าจะ มีการเร่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ออกไปมันจะเป็นร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยการเงิน การคลังตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่มาตรา ๖๒ หรือไม่ กระผมได้หารือกับท่านประธาน กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ แล้วก็ขออนุญาตอ้างอิงท่าน ท่านยืนยัน ว่าไม่ใช่ครับ แค่ชื่อก็ไม่เหมือนกันแล้ว นี่คือร่างพระราชบัญญัติการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. .... ที่พิจารณามาตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๒ แต่ว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๒ กําหนดให้มี ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. .... และในมาตราท้าย ๆ ในบทเฉพาะกาลนั้นก็กําหนดไว้ให้คณะรัฐมนตรีมีอํานาจที่จะสั่งให้หน่วยงานของรัฐ หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งจัดทําร่างพระราชบัญญัตินี้ขึ้นมาแล้วก็เสนอต่อสภานิติบัญญัติ แห่งชาติภายใน ๒๔๐ วัน เพราะฉะนั้นก็คงจะต้องเคลียร์ (Clear) กันก่อนครับว่าสิ่งที่เราจะ ลงมติไปในวันนี้นี่จะเป็นอะไรกันแน่เพราะแค่ชื่อก็ไม่เหมือนกันแล้ว แล้วถ้าเผื่อว่าออกมาก่อน ก็คงจะไม่ก่อนนะครับ เพราะอีก ๒ สัปดาห์ก็คงจะรู้ผลแล้วว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่าน ประชามติหรือไม่ แต่อยากขอให้มีการเคลียร์ (Clear) กัน และที่สําคัญที่สุดก็คือกระผม อยากเห็นจุดยืนของคณะกรรมาธิการครับว่า ท่านมีความเห็นอย่างไรต่อการที่มีกฎหมาย เปิดช่องให้มีการกู้เงินก้อนโตนอกงบประมาณและใช้เงินนั้นไปแต่ละปี ๆ นอกพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปี โดยมีเกณฑ์ควบคุมเพียงระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกําหนด ถ้าคณะรัฐมนตรีเป็นคนดี เป็นผู้ที่มาปฏิรูปประเทศชาติบ้านเมืองอย่างคณะรัฐมนตรี ชุดปัจจุบันภายใต้การนําของท่านนายกรัฐมนตรี ท่านหัวหน้า คสช. ไม่เป็นปัญหาครับ แต่ถ้า เผื่อกลับกันล่ะครับ เรากําลังจะเซ็นเช็คเปล่าให้กับคณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีคนไหน ก็ไม่ทราบที่จะใช้อํานาจเข้ามาออกกฎหมายพิเศษเพื่อกู้เงินก้อนโต แล้วใช้เงินงบประมาณ ก้อนโตนั้นไปนอกการควบคุมของรัฐสภาตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี กระผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง กราบขอบพระคุณครับ