กษิต ภิรมย์ หารือการพัฒนาระบบดิจิทัลเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลคดีจากทุกหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม โดยเสนอให้มีศูนย์ข้อมูลกลางภายใต้การกำกับของกระทรวงยุติธรรม พร้อมเรียกร้องให้เปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคมและหน่วยงานภายนอกมีส่วนร่วมในการประเมินและปฏิรูประบบ เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และประสิทธิภาพในการดำเนินคดีอย่างเป็นธรรม รวมถึงทบทวนจุดบกพร่องที่เอื้อให้บุคคลบางกลุ่มหลีกเลี่ยงการขึ้นศาลได้ในขณะที่ใช้กระบวนการตั้งข้อหากับผู้เห็นต่าง
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. ลําดับที่ ๗ ได้อ่านเอกสารคร่าว ๆ แต่ไม่มีคําว่า ดิจิทัลซิสเต็ม (Digital System) หรือว่า ดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) แต่ว่าเราได้คุยกันเรื่องการใช้ระบบเทคโนโลยีสื่อสาร สมัยใหม่ในที่ประชุมนี้หลายครั้ง โดยเฉพาะในกรอบของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ หรือว่าในการที่จะใช้เศรษฐกิจสมัยใหม่ แล้วก็เรามี ๖ หน่วยงาน ๗ หน่วยงานที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด ผมก็อยากจะ ขอเสนอหรือว่าคํายืนยันจากกรรมาธิการนะครับ ผ่านท่านประธานสภาไปว่า เราจะใช้ระบบ ดิจิทัล (Digital) เป็นสําคัญ ทีนี้ถ้าเผื่อจะใช้ตรงนี้มันเป็นงานที่จะต้องไปพึ่งพากระทรวง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และสํานักงานสถิติแห่งชาติใช่หรือไม่ หรือว่าจะมอบ ให้กระทรวงยุติธรรมเป็นหน่วยงานกลางในการที่จะให้สํานักงานอัยการสูงสุด ปปง. ป.ป.ช. ดีเอสไอ (DSI) สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ต้องส่งข้อมูลเกี่ยวกับสถานะของแต่ละคดีที่อยู่ ในมือมาที่ส่วนกลาง เพราะฉะนั้นมันต้องมีศูนย์กลางสัก ๑ แห่ง ด้วยระบบดิจิทัล (Digital) แล้วจะใช้เวลาเท่าไร ๓ เดือน ๖ เดือนจะได้ไหม อย่างไม่รอช้า อย่างน้อยให้มีข้อมูลที่มัน พร้อมดังที่ได้ปรากฏอยู่ในเอกสารสรุปทั้งหมด ก่อนที่อายุของ สปท. จะสิ้นสุดได้หรือไม่ อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ แล้วมันก็เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ต่อรัฐบาล ๑. ได้รู้ รัฐบาลจะได้ ช่วยเร่งคดีต่าง ๆ ที่มันดูเสมือนไม่คืบหน้า อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ หรือว่ามันมีคดีดัง ๆ ขึ้นมา กลบคดีที่มันดัง ๆ มาก่อน แล้วก็ไม่รู้ว่าสถานะของแต่คดีนั้นเป็นอย่างไร อันนั้นเป็นประเด็นที่ ๑
ส่วนอันที่ ๒ ก็คือว่าเรากําลังจะพูดถึงคดีที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมจะเป็น ระดับตรงตํารวจมาอัยการไปที่ศาลยุติธรรม หรือจะอยู่ที่ ปปง. ป.ป.ช. ที่กําลังจะส่งเรื่องมาที่ สํานักงานอัยการสูงสุด อันนั้นเราจะเร่งดําเนินการและให้มีการบูรณาการในการที่จะ ประมวลเก็บข้อมูล แล้วก็ได้มีการที่จะประเมินผล มันก็มาสู่ประเด็นที่ ๒ จะให้ใครเป็น ผู้ประเมิน หน่วยงานให้ทําเอง แล้วก็ประเมินเองไม่ค่อยจะสําเร็จ เราก็เห็น ๆ กันอยู่เรามีทั้ง อ.ก.พ. กระทรวง มี สตง. ประจํากระทรวงอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ มันก็ต้องมีหน่วยงาน ประเมินกลาง จะขอความร่วมมือจากแวดวงขององค์การสหประชาชาติได้หรือไม่นะครับ ในเครือข่ายต่าง ๆ ขององค์การสหประชาชาติ หรือจะว่าจ้างบริษัทคอนซัลแทนต์ (Consultant) ที่จะทํา หรือว่าเราจะส่งเสริมภาคประชาสังคมของเราพวกฮิวแมน ไรท์ วอตช์ (Human Right Watch) คอร์รัปชันวอตช์ (Corruption Watch) หรืออะไรต่าง ๆ เหล่านี้ หรือจะเป็นในเครือข่ายของคณะกรรมาธิการกฎหมายระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา หรือว่าของยุโรป หรือแม้กระทั่งจะมอบให้ทางเครือข่ายของสภาทนายความหรือว่า พวกเอ็นจีโอ (NGOs) ได้หรือไม่ มันต้องเอาองค์กรที่ ๓ เป็นผู้ที่จะประเมินการรวบรวมข้อมูล สถิติสถานะของคดีของหน่วยงาน ๕ หน่วยงาน ๖ หน่วยงานที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม ต้องเป็นกลางนิดหนึ่งนะครับ อันที่ ๒
ส่วนประเด็นที่ ๓ ผมอยากจะขอมาพูดที่ต้นทางสักนิดหนึ่ง ตอนที่เรื่องราว คดีเริ่มมาที่สํานักงานตํารวจแห่งชาติ อันนี้ก็ต้องดูด้วยนะครับว่าคดีที่เข้ามาที่โรงพักหรือ ตํารวจออกไปจับกุมอะไรต่าง ๆ นั้น การตั้งข้อหาจะมีใครช่วยมอนิเตอร์ (Monitor) ผมก็เจอ คดีหมิ่นประมาทครอบจักรวาลเยอะแยะครับ คดีอื่น ๆ ด้วย แต่ว่าการตั้งข้อหาต่อประชาชน ธรรมดา ๆ มันยกกฎหมายทุกฉบับมาตั้งข้อหาได้ แล้วมันไม่ได้เกี่ยวโยงกับสภาพ ความเป็นจริงหรือสิ่งที่ได้เกิดขึ้นเลย ให้อํานาจกับสํานักงานตํารวจแห่งชาติและสํานักงาน อัยการสูงสุดตั้งข้อหาต่อประชาชนอย่างครอบจักรวาลไม่มีความยุติธรรมใด ๆ เลย อันนี้ จะแก้อย่างไร นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ประเด็นที่ ๒ ก็คือผมไม่สามารถจะเข้าใจได้ ผู้ที่หนี กระบวนการยุติธรรมของไทยไปอยู่ต่างประเทศ กระบวนการยุติธรรมของเราไปไม่ถึง ทําไม เราถึงจะพิพากษา ภาษาอังกฤษเขาว่า ไทรอัล อิน แอบเซนเทีย (Trial in absentia) คือ สามารถที่จะตัดสินใจได้ ลงโทษได้ เพราะว่าเขาไม่อยู่ในต่างประเทศ แต่ว่าที่มันมหัศจรรย์ คือนักโทษหนีคุกเหล่านี้ที่อยู่ในต่างประเทศสามารถที่จะตั้งทนายมาฟูองร้องชาวบ้านเขา ทุกวี่ทุกวันได้ บุคคลคนเดียวในแง่หนึ่ง ศาลไปไม่ถึงเพราะอยู่ต่างประเทศ แต่ในอีกแง่หนึ่ง บุคคลคนนี้ก็สามารถที่จะตั้งทนายเข้ามาเล่นงานชาวบ้านที่มีความเห็นต่าง ๆ เหล่านี้ได้ ผมคิดว่าต้องดูตรงต้นทางอันนี้ด้วย เป็นเรื่องที่สําคัญ เพราะมันเป็นจุดเริ่มต้นของ ความยุติธรรม แล้วเป็นจุดเริ่มต้นของความโปร่งใสของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ
ส่วนประเด็นสุดท้ายได้อ่านหนังสือพิมพ์ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมาว่า ทางสํานักงานตํารวจแห่งชาติได้ตั้งคณะกรรมการที่จะปฏิรูปตนเอง ประเสริฐเลิศรสนะครับ แต่ว่าจะมีการประสานงานกับทาง สปท. หรือเปล่าจะได้วิ่งไปด้วยกัน ไม่ใช่ปฏิรูปตนเอง อันนี้รับไม่ค่อยได้นะครับ แล้วก็ถ้าเผื่อ สปท. กําลังจะปฏิรูปตํารวจอยู่แล้ว คณะรัฐบาลก็ได้มี การตั้งคณะทํางานในระดับรองนายกรัฐมนตรีที่จะดูเรื่องบริหารราชการด้วย ทําไมตํารวจถึง จะต้องมาทํา ณ ตอนนี้ ปล่อยให้คนนอกทําจะไม่ดีกว่าหรือครับ อันนี้มันจะได้เพิ่ม ความโปร่งใสแล้วก็จะได้เร่งการดําเนินการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะสํานักงาน ตํารวจแห่งชาติได้ ขอขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ