อลงกรณ์ หารือปฏิรูปตำรวจ ชูระบบประเมินผลเปิด-เน้นจริยธรรม

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓๗ · ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๙

อลงกรณ์ พลบุตร หารือถึงความสำคัญของการปฏิรูปตำรวจ โดยเน้นให้ใช้ตัวชี้วัดการปฏิบัติงานที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์และโครงสร้างขององค์กร เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการอำนวยความยุติธรรมและสร้างความพึงพอใจให้ประชาชน พร้อมเสนอระบบประเมินผลแบบเปิดที่รวมถึงความคิดเห็นจากผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน และประชาชน เพื่อเสริมสร้างความรับผิดชอบ ยึดหลักจริยธรรมตามอุดมคติตำรวจ 9 ประการ และเรียกร้องการสนับสนุนงบประมาณและทรัพยากรอย่างเพียงพอเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพและได้รับความเชื่อมั่นจากสังคม

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านสุดท้ายตามรายชื่อนะครับ พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก อดีตรองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ขอเชิญครับ

พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก : กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ และคณะกรรมาธิการผู้ทรงเกียรติ แล้วก็เพื่อนสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กระผม พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๒๔ ครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทางคณะกรรมาธิการนะครับ ตามที่ทุกท่าน ได้อภิปรายว่าท่านมีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะทําในสิ่งที่สําคัญนะครับ ถึงแม้ว่าดูจากรูปลักษณ์ ภายนอกจะไม่ใช่เป็นเรื่องที่เข้มข้นหรือเป็นเรื่องที่ดึงดูดอะไรมาก แต่มองให้ลึกลงไปแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องหัวใจสําคัญของชีวิตตํารวจนะครับ แล้วก็เป็นชีวิตของผู้อยู่ในเส้นทาง สายอาชีพของกระบวนการยุติธรรมนะครับ ซึ่งเป็นส่วนที่ทําให้คนหรือคนที่อยู่ในบ้านนี้ หลังใหญ่ เกิดความที่มีประสิทธิภาพอย่างที่เรียกว่าภาษาอังกฤษก็คือเกิดพวกเอาต์พุต (Output) เอาต์คัม (Outcome) อะไรพวกนี้ที่ดีนะครับ และคนที่ได้รับก็คือพี่น้องประชาชน ที่จะได้รับสิ่งที่สมควร อย่างเช่นเราคงได้ยินที่ท่านได้ล่วงลับไปแล้ว ท่านปัญญานันทภิกขุ ท่านบอกว่าข้าราชการไม่ว่าจะเป็นข้าราชการใดหรือข้าราชการในกระทรวงใดก็ตาม หรือแม้แต่ข้าราชการในกระบวนการยุติธรรมมีหน้าที่หลักคือทําให้ประชาชนชื่นใจนะครับ เฉกเช่นเดียวกันนะครับ เราคงได้ยินที่เมื่อวานผมนั่งอ่านดูนะครับ เรื่องเคพีไอ (KPI) หรือเรื่องตัวชี้วัดสําคัญนะครับ และได้ยินว่าตัวชี้วัดนี่วัดใครนะครับ คนโดยทั่ว ๆ ไป เหมือนตํารวจทั่วไปไม่อยากถูกตรวจสอบหรือไม่อยากให้คนอื่นมาวิจารณ์นะครับ อันนี้เป็น เรื่องของธรรมชาติของมนุษย์ แต่ท้ายสุดแล้วโลกนี้ก็ต้องเป็นกติกานะครับ กติกาขั้นต่ําหรือ กติกาขั้นพื้นฐานจะต้องมี เราอาจจะเรียกอะไรก็ตาม หรือพวกเราเรียกว่าเคพีไอ (KPI) เข้าใจ ง่ายดีนะครับ นักวิชาการ อย่างเช่นผมจําได้ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเคยพูดไว้ว่า ผมก็ไม่ เข้าใจว่าแท้จริงแล้วเคพีไอ (KPI) หรือตัวชี้วัดในกระบวนการประเมินคือเครื่องมือแห่งอํานาจ นะครับ ผมว่าอํานาจอะไร อํานาจที่จะทําให้ข้าราชการหรือหน่วยที่อยู่ กลไก บุคลากรหรือ สมาชิกในหน่วยนั้น ๆ ทําให้บุคคลอื่นหรือสังคมเกิดความพึงพอใจหรือประชาชนชื่นใจ นะครับ สิ่งเหล่านี้ผมวกมาส่วนของกลไกของตํารวจซึ่งเป็นกลไกพื้นฐานของกระบวนการ ยุติธรรมส่วนหนึ่ง บางคนบอกว่าถ้าลงเสาเข็มดีในการก่อสร้างหรือในการสร้างบ้าน ถ้าสร้าง บ้านดีตั้งแต่แรก สิ่งต่อ ๆ ไปก็น่าจะดีนะครับ เป็นสายธารแห่งความยุติธรรมนะครับ แต่ทั้งนั้นบริบททั้งหลายแหล่ผมว่าจะดีหรือไม่ดี แม่น้ําสายนี้ก็คงจะต้องร่วมกันทุกส่วน นะครับ ฉะนั้นหวนมาเรื่องตัวชี้วัดที่ดีถ้าเป็นตัวชี้วัดที่ดีของเหล่าตํารวจก็คือว่าจะต้องเข้าใจในเรื่อง ของอัตลักษณ์และโครงสร้างของตํารวจ อัตลักษณ์คือความเป็นตัวตนของตํารวจว่าตํารวจ ทําหน้าที่อะไร ทําหน้าที่หลัก ๕ ส่วน เช่น ปูองกัน ปราบปราม สืบสวน สอบสวน จราจร หรืองานอํานวยความยุติธรรม หรืองานธุรการต่าง ๆ เหล่านี้ ก็ต้องอยู่บริบทของธรรมชาติ ของงานเหล่านี้ แล้วผมก็อภิปรายหลายครั้งว่างานของตํารวจบางทีถึงแม้ว่าจะมีไฮเทคโนโลยี (High technology) นวัตกรรมทางปัญญา ปัญญาประดิษฐ์ หรือแม้แต่โลกศิวิไลซ์ (Civilize) ไปมาก แต่ตํารวจนั้นยังคงต้องอยู่กับส่วนของการทําแบบใช้แรงงาน แล้วก็ใช้ความเป็นตัวตน ของตํารวจต้องมีตํารวจอยู่ทุกที่นะครับ ก็คือว่าอัตลักษณ์ของตํารวจแล้วก็โครงสร้างของ ตํารวจจะต้องเข้าใจนํามาเป็นกระบวนการในบริบทของตํารวจแต่ละประเทศหรือตํารวจไทย ก็ตามว่า ในการที่จะสร้างตัวชี้วัดนั้นตํารวจแต่ละประเทศหรือตํารวจไทยจริง ๆ แล้วต้อง ขอบคุณในเอกสารนะครับ ในคณะกรรมาธิการได้พยายามให้เข้าถึงแก่นแกนหรือส่วนของ สาระจริง ๆ ที่จะให้วัดได้นะครับ แต่ทีนี้ว่าทั้งอัตลักษณ์และโครงสร้างของตํารวจถึงแม้ใน ภาพรวมเราทํามา ๓ ทศวรรษแล้วนะครับ ตั้งแต่ประมาณปี ๒๕๓๐ มีการปฏิรูปทั้งสายธาร เลยนะครับ ได้มีการแยกหน่วยงานต่าง ๆ ออกมาอันนั้นก็เป็นทางกายภาพนะครับ แต่ในส่วนเนื้อในจริง ๆ แล้วก็คือว่าอยากเสนอว่าท่านประธานครับ

ข้อที่ ๑ ในการปฏิรูปนี่การกําหนดตัวชี้วัดควรจะเป็นระบบ เห็นด้วยกับใน เอกสารที่บอกว่าเป็นระบบจากระบบปิดก็ไปสู่ระบบพยายามเปิด หรือเปิดนะครับ จะเห็นว่า คนเราอยู่ด้วยกันรู้ว่าจิตใจเป็นอย่างไรนะครับ เหมือนที่ผมพูดเสมอว่าพ่อต้องรู้ลูกนะครับ เพื่อนร่วมงานก็ต้องรู้ ลูกน้องต้องรู้ว่านายคนนี้เป็นอย่างไร คนนี้เป็นตํารวจที่ยกมือไหว้ ได้ไหม เหมือนพระเขาไหว้ผ้าเหลือง แต่นอกจากไหว้ผ้าเหลืองแล้วเราบอกว่านอกจากไหว้ ผ้าเหลืองแล้วต้องไหว้ความเป็นพระด้วย เฉกเช่นเดียวกันตํารวจสวมแต่งเครื่องแบบสีกากี ก็เขาไหว้เครื่องแบบสีกากีคือผู้พิทักษ์ หมวกสันติราษฎร์ไหว้อยู่แล้ว แต่ต้องให้เขาไหว้ ความเป็นตัวตน ยามใดที่พ้นจากแต่งเครื่องแบบแล้วให้เขาไหว้ด้วยไม่ใช่หนี เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็คือว่าต้องให้ลูกน้องหรือผู้ร่วมงานหรือผู้บังคับบัญชาที่ใกล้ตัวประเมินเพื่อนร่วมงาน ด้วยว่าคนนี้มันดีไหม ไม่ใช่ไปวิ่งเต้นไปหาเอาโน่นนี่มาทิ้งงาน ทิ้งงานก็คือทิ้งประชาชน นะครับ งานตามโรงพักต่าง ๆ ไม่เอาไปหาคนที่เหนือกว่าหรืออะไรต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ แล้วคนที่ภายนอกก็พยายามจะทําในสิ่งที่ถูกต้องช่วยกันประคับประคองนะครับ ก็คือว่า แล้วท้ายสุดเองพี่น้องประชาชนก็ต้องช่วยด้วย อย่างเมื่อสักครู่นี้ถ้าเราฟังข่าวว่าท่าน ผบ.ตร. ได้ให้โฆษกแถลงว่าการให้สินบนกับตํารวจนั้น แถว ๆ ชลบุรีมีการกระทําผิดทั้ง ๒ ฝุาย เราพูดว่าตํารวจไม่เคยรบชนะ เราไม่ใช่กรีฑาทัพไล่ถล่มอริศัตรูให้ย่อยยับไป แต่ผู้ที่ชนะ จริง ๆ คือพี่น้องประชาชน ตํารวจเกิดมาบางทีไม่เคยชนะเลยนะครับ ตามอุดมคติตํารวจ ๙ ประการ ซึ่งพระสังฆราชองค์ที่ ๑๖ ท่านได้บัญญัติไว้ทั้ง ๙ ประการ ดูเป็นคําอ่อนหวาน เป็นคําจากพระแต่เข้าถึงหัวใจของตํารวจทุกคนและอยู่ได้ในสิ่งเหล่านี้ อย่างเฉกเช่นพนักงาน สอบสวนก็มีจริยธรรมของพนักงานสอบสวน จรรยาบรรณของพนักงานสอบสวนเราอยู่ได้ ผมคงไม่พูดเพราะผมพูดหลายครั้งแล้วว่าต้องทํางานท่ามกลางความขาดแคลนให้ได้นะครับ และผมรู้ว่าผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองเราพยายามจะช่วยกันและทุกฝุายขอบคุณ ในการปฏิรูปตํารวจ ผมบอกเสมอว่าการปฏิรูปตํารวจนี่ตํารวจทุกคนพร้อมที่จะให้ปฏิรูปและ ไม่ใช่เอาอันโน้นอันนี้มา อึกอักเกิดอะไรเกิดขึ้นที่ไม่ดีไม่งามหรือบางส่วนเพลี่ยงพล้ําไปแล้วก็ ปฏิรูปผ่าตัดดําเนินกันเชิงว่าผ่าตัด ตํารวจเองนั้นบางครั้งก็บอบช้ําทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหรืออะไรก็ตาม ตํารวจเป็นเพียงลูกหาบ ลูกหาบ เขาสั่งให้ทําอะไรก็ทําไปอย่างนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ข้อที่ ๑ ผมบอกว่า จากระบบปิด พยายามไปเป็นระบบเปิด แล้วก็มีผู้บังคับบัญชาช่วยสอดส่องดูแลประเมินด้วย เพื่อนร่วมงานประเมินด้วย หรือดีไม่ดีก็พี่น้องประชาชนเขาเป็นผู้รับการบริการเขาจะรู้ดีว่า ตํารวจคนนี้ดีหรือไม่ดีนะครับ

อันที่ ๒ ก็คือว่าการใช้ตัวชี้วัดก็ควรจะให้เท่าที่จําเป็นนะครับ เรื่องนี้ความจริง มันเรื่องยาว เพราะว่าสรรพสิ่งต้องมีการเปลี่ยนแปลงนะครับ อาชญากรรมก็เกิดขึ้นคู่กับโลกเสมอ แต่ว่าในหลักของการประเมินจะเป็นทฤษฎีทางตะวันตกหรือทางไหนก็ตามพยายามจะให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุดตามทฤษฎีต่าง ๆ จะใช้การลงทุนที่น้อยและผลงอกงาม ผลมาก ๆ พูดสั้น ๆ พูดตรง ๆ ก็คือว่าใช้คนน้อย ใช้เครื่องมือน้อย หรือว่างบประมาณน้อย แต่จับคดีให้ มากขึ้น จับคดีอันเก่าให้มากขึ้น คดีอย่าเกิด ฟังดูนี่ผลมันดีนะครับ มันควรจะเป็นอย่างนั้น ตํารวจเป็นพันธุ์พิเศษควรจะเป็นอย่างนั้น คือว่าใช้คนน้อยใช้คน ๒๐๐,๐๐๐ คนที่มีอยู่ มันเยอะแล้ว ใช้งบประมาณปีหนึ่งก็เยอะ สมมุติอย่างเช่นหน่วยงานงบประมาณบอกว่า ผมเคยไปชี้แจงบอกว่างบประมาณตํารวจจงดีใจเถอะ กลับไปนอนยิ้มเถอะว่าเหมือนเราเป็น ระบบตัดเค้ก เค้กถอยไป ๕ ปี เค้กของตํารวจใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ผมบอกว่าผมก็ดีใจไปวันหนึ่ง พอวันที่ ๓ ผมมาชี้แจงบอกผมขอคืนแล้ว ผมขอให้เค้กที่แบ่งให้ผมเล็กลงก็ได้ แต่เงาของ ปัญหาที่ตํารวจต้องแบกอึ้งและรับมันพองมากกว่าเค้กนั้นสิบเท่า คือพูดง่าย ๆ ปัญหาที่ ตํารวจแบกอยู่มันใหญ่มากขึ้นทุกวันตามบริบทของความเจริญบ้านเมืองทั้งแนวดิ่ง แนวราบ แนวใต้ทะเล แนวอากาศนะครับ โจรผู้ร้าย เพราะฉะนั้นผมขอให้เค้กเท่าเดิม ๕ ปี หน่วยงาน ทางกระทรวงที่เกี่ยวกับการเงินงบประมาณมาหารือผม ว่าผมคิดมาจากอะไร ใช้ทฤษฎีอะไร บอกเออจริงนะครับ เพราะฉะนั้นส่วนที่ ๑ ก็คือว่า จากระบบปิดเป็นระบบเปิด ๒. ก็คือมี ตัวชี้วัดเท่าที่สําคัญจริง ๆ และเป็นไปตามธรรมชาติของงานตํารวจ อาชญากรรมต้องเกิดขึ้น คู่กับสังคม การที่กดคดีไว้นะครับ คนคิดคิดได้ แต่คนทําไม่ได้ทํานะครับ หัวอกของคนทํา มันก็ลําบาก และจําเป็นต้องทําอย่างนี้ มันก็อาจจะผิดเพี้ยนไป ผิดเพี้ยนไปก็คือความเป็นจริง จะคลาดเคลื่อนหมดทุกระบบ เพราะเราติดกระดุมเม็ดแรกผิด เพราะฉะนั้นต้องผิดไปตลอด มีการกดคดีมีอะไรต่าง ๆ เหล่านี้มันจะผิดเพี้ยนไปหมด

อันที่ ๓ คือจะทําอะไรก็ตาม บ้านใครใครก็รักศักดิ์ศรีความเป็นสถาบันตั้งแต่ สมัยพระบรมไตรโลกนาถ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ พระองค์เป็นพระบิดาของตํารวจ แล้วก็ได้ พระบารมีของพระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชจนกระทั่งถึงองค์ปัจจุบันนะครับ ท่านได้ ประสิทธิ์ประสาทแล้วก็ได้ทรงสถาปนาสถาบันตํารวจไว้ การจะปฏิรูปนั้นต้องทําให้ดีขึ้น ผู้นําตํารวจก็ได้พยายาม และผู้นําของประเทศเราก็ได้พยายามบอกว่า ๑. ผมพูด ๓ ครั้งแล้ว ว่าต้องทําให้หัวใจของตํารวจและคนนั้น รวมทั้งสถาบันตํารวจ รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องกับตํารวจ นะครับว่าจะต้องให้มีเกียรติ คําว่า มีเกียรติ ก็คืออะไร มันเกี่ยวกับตัวชี้วัดด้วยนะครับ ไม่ใช่ไป วัดว่าเลว ว่าอย่างนั้นไม่ดีอะไรต่าง ๆ เหล่านั้น และ ๒. ก็คือว่าต้องให้มีความพร้อมในหัวใจ และในกาย ก็คือมีความพร้อมทั้งเครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ มันจะเกี่ยวกับ ตัวชี้วัด เพราะตัวชี้วัดที่ว่าจะต้องประหยัด ตัวชี้วัดที่ดีก็คือต้องบอกว่าตัวชี้วัดที่ท่าน สร้างสรรค์ หรือท่านเนรมิตมา ท่านรู้หรือไม่ว่าการทําอะไรก็ตามมันจะต้องมีอุปกรณ์ ส่วนเสริมนะครับ พูดง่าย ๆ คือทรัพยากรที่สนับสนุนตัวชี้วัด ให้ผู้ปฏิบัติตามตัวชี้วัดทํางาน ได้ดี มีหัวใจที่จะทํางานให้ดี มนุษย์ทุกคนใฝุดีทั้งนั้นนะครับ ไม่ว่าเป็นอาชีพอะไรก็ตามก็ใฝุดี เพราะฉะนั้นขอร้องว่าต้องมีการสนับสนุนหรือพิจารณาเรื่องทรัพยากร ทรัพยากรก็คือได้แก่ งบประมาณ อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จะช่วยส่งเสริมให้ตํารวจหรือข้าราชการหรือบุคลากรใน สายงานกระบวนการยุติธรรมได้เกิดการปฏิบัติงานให้ประชาชนชื่นใจ โดยไม่ใช่คิดแต่ทฤษฎี อย่างเดียวล้วน ๆ ว่าจะต้องได้รับเอาต์คัม (Outcome) ที่ประเสริฐเลิศหรู โดยที่ละเลย ปัจจัยพื้นฐานในการสนับสนุน กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ผมขอวิงวอนและขอให้ ทางคณะกรรมาธิการซึ่งทําดีอยู่แล้วช่วยพิจารณาในส่วน ๓ ข้อที่ผมได้ฝากไว้ครับ ท่านประธานครับ กราบขอบคุณครับ

มีสมาชิกท่านใดจะอภิปรายแสดงความคิดเห็นอีกไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)

ถ้าไม่มี ผมขอปิดการอภิปรายนะครับ ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการและ กรรมาธิการชี้แจงตอบข้อซักถามของสมาชิกครับ