วิทยา ชี้กระบวนการยุติธรรมไทยแคบ ต้องปฏิรูปประเมินผลอย่างเป็นกลาง

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓๗ · ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๙

วิทยา แก้วภราดัย หารือการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยเสนอให้ขยายฐานอำนาจให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่มีกฎหมายอาญาสามารถส่งคดีเข้าสู่ศาลได้โดยตรง เพื่อลดคอขวดและเพิ่มประสิทธิภาพ แทนการผ่านเพียงตำรวจและอัยการเพียงหน่วยงานเดียว

นายวิทยา แก้วภราดัย

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย ครับ ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการนะครับที่ได้ส่ง เรื่อง การปฏิรูป ประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยใช้การประเมินเป็นตัวชี้วัด ผมดูตาม รายงานนะครับ ก็คือข้อบ่งชี้ที่ต้องใช้ตัวประเมินเป็นการชี้วัด เพราะว่าแต่ละหน่วยงาน ถ้าปล่อยให้ประเมินตัวเองนะครับ ความเบี่ยงเบนก็เกิดขึ้นสูงจริง ๆ ครับ คราวนี้กระบวนการ ยุติธรรมในทางอาญาของประเทศไทยมันมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ไม่มากมายครับ ถ้าพูดถึง พฤติกรรมของมนุษย์เป็นล้าน ๆ เรื่อง แล้วก็ประมวลกฎหมายที่มีความผิดทางอาญา เป็นพัน ๆ ฉบับ แต่กระบวนการยุติธรรมเราค่อนข้างจะแคบมากครับ ขออนุญาตถกกับ คณะกรรมาธิการได้เปิดทางปัญญานะครับ เราเริ่มต้นกระบวนการยุติธรรมจากตํารวจ มาอัยการ ไปศาล ไปราชทัณฑ์ ถ้ามากกว่านั้นก็อาจจะเริ่มจากดีเอสไอ (DSI) ถ้าไกลออก กว่านั้นอาจจะเริ่มจาก ป.ป.ช. และไปจบกระบวนการที่ศาล และไปราชทัณฑ์ ถามว่า กระบวนการทางอาญาของเราประเทศนี้มีกฎหมายที่มีโทษทางอาญาแผ่กระจายอยู่ทั้งหมด ผมว่าหลายพันฉบับ เรามีกระทรวงอยู่ทั้งหมด ๒๐ กระทรวง ทุกกระทรวงถือกฎหมาย ที่มีโทษทางอาญาอยู่ทุกกระทรวง ถามว่าขนาดฐานของการที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม กว้างจาก ๒๐ กระทรวง เราลดงานจาก ๒๐ กระทรวงเหลือสํานักงานเดียวคือสํานักงาน ตํารวจแห่งชาติ ผมจําได้เรียนกฎหมายอาญาใหม่ ๆ เรารู้จักปลัดฝุายฟูองคดี ปลัดอําเภอยังมี คดีบางคดีก็ให้อํานาจปลัดอําเภอฟูองคดีด้วยปากเปล่า กระบวนการจบที่กระบวนการศาล และต้องยอมรับครับว่าในกระบวนการยุติธรรมของไทยทั้งหมดทุกขั้นตอน ศาลเป็นองค์กรเดียว ที่ได้รับการยอมรับอย่างมั่นคงที่สุดมาโดยตลอด แต่ขณะนี้เรามีสถาบันการศึกษานิติศาสตร์ในประเทศนี้เกือบทุกสถาบัน แม้แต่ในราชภัฏ ก็เปิดนะครับ จะไปรอดไม่รอดอีกเรื่องหนึ่ง เรามีนักกฎหมายที่จบมาปีละหลายหมื่นคน เรามี นิติกรอยู่ทุกกรมในทุกกระทรวง ถามว่าเราปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมเราแคบเข้ามา เหลือเริ่มต้นจากสํานักงานตํารวจแห่งชาติได้อย่างไร ถ้าแคบอยู่แค่นั้นมันก็จะเจอปัญหาที่เรา ได้ยินแล้วไม่สบายใจก็คือ ป.ป.ช. ส่งอัยการ นั่นมีอํานาจส่งเองนะครับไม่ผ่านตํารวจ อัยการ สั่งไม่ฟูอง ป.ป.ช. ฟูองคดีเอง ศาลตัดสินลงโทษตามคําฟูองของ ป.ป.ช. ถ้าประเมินครับ แค่กระบวนการยุติธรรมมันคอขวดอยู่ที่อัยการตรงนั้นครับ ปรากฏว่าเราก็เห็นความแตกต่าง เกิดขึ้นแล้ว ผมคิดไปว่าถ้าจะปฏิรูปกันจริง ๆ ครับ มันมีหลายเรื่องที่ต้องกระทบ ถ้าเรากล้า ออกกฎหมายที่จะปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่เปิดฐานออกไปกว้าง ท่ามกลาง หน่วยงานที่เราไม่เชื่อมั่นหลายหน่วยงานในวันนี้ เช่น หน่วยงานตํารวจซึ่งสะเทือนเพราะ การเผาผลาญตัวเองจนเดี๋ยวนี้หาคนไว้ใจยาก หน่วยงานอัยการที่สร้างมาตรฐานตัวเองมาจน เงินเดือนเท่าศาล สวัสดิการต่าง ๆ เท่าศาล แต่ปรากฏว่าผลจากการที่สั่งบ้าง ไม่สั่งบ้าง ผลจากการที่ไปเป็นบอร์ด (Board) องค์กรโน้น องค์กรนี้ วันนี้องค์กรอัยการสั่นสะเทือนครับ ถ้าจะปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมกันสักที ผมเสนอคณะกรรมาธิการนะครับว่าถ้าผมคิดว่า เราจะเปิดฐานกระบวนการยุติธรรมให้เข้าสู่ระบบศาลกว้างขึ้นกว่าเดิม เป็นไปได้ไหมครับว่า กรมสรรพากรจับผู้ทุจริตเรื่องกฎหมายสรรพากร กรมสรรพากรส่งฟูองศาลเองได้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ปุา และพันธุ์พืชมีผู้บุกรุกปุาไม่ต้องรอไปแจ้งความกับตํารวจ รวบรวมส่งนิติกร นิติกรส่งฟูองศาลได้ กรมสรรพสามิตมีคนกระทําผิดกฎหมาย ทําเหล้าเถื่อน บริษัทเหล้าติดแสตมป์เถื่อน เป็นไปได้ไหมครับกรมสรรพสามิตนํากระบวนเข้าสู่ศาลได้ ถ้าเราเปิดฐานกว้างขนาดนี้นะครับ ผมคิดว่าทุกหน่วยงานเป็นหน่วยงานเริ่มต้นของ กระบวนการยุติธรรมจริง ๆ เพราะเขาถือกฎหมายอยู่ทุกคน มีกฎหมายทางอาญา ให้ทุกกระทรวงถืออยู่ครับ แต่ถึงเวลากระทรวงเวลาจะจับกุมต้องไปแจ้งความตํารวจมาจับ จับเสร็จตัวเองไปเป็นพยานให้ตํารวจสอบสวน ตํารวจสอบเสร็จ มันเริ่มคอดกันแล้วครับท่าน ตํารวจร่วมจับ ตํารวจสอบ ตํารวจฟูองส่งอัยการ ส่งไปศาลหน่วยงานที่จับกว่าจะรู้ครับ ปรากฏว่าสํานวนหายไปเสียแล้ว สั่งไม่ฟูองจบไปแล้ว เพราะฉะนั้นความรู้สึกผมถ้าเราเริ่มต้น ว่าจะแก้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาครั้งใหญ่สักรอบหนึ่งครับ ในการที่จะเปิด ช่องของนักกฎหมายที่มีอยู่เต็มประเทศนี้ครับ เดี๋ยวนี้เรียนกฎหมายเยอะมาก เอานักกฎหมายแต่ละกรมผ่านการอบรมจากศาลยุติธรรมที่มีความเชี่ยวชาญกฎหมายสูงสุด อบรมให้เขาครับ สร้างหน่วยงานตัวเองขึ้นมาฟูองคดีเอง ไม่ต้องใช้ทนายของแผ่นดิน เพราะว่าบางช่วงสถานการณ์ผมสะอึกมาแล้วครับกับประมุขทนายของแผ่นดินนี่ครับ ที่ประพฤติตนทําให้บ้านเมืองต้องเกิดวิกฤตการณ์วันนี้เกิดจากตรงนั้นละครับ และวันนี้จะ ขยายฐานอํานาจเข้าไปอีกเรื่อย ๆ จากอํานาจตุลาการเบื้องต้นสั่งไม่ฟูองคดีได้ วันนี้อํานาจ ชะลอคดีก็จะเกิด ท่านประธานกรรมาธิการคงรู้ดีครับ ต่อไปท่านจะมีคู่แข่งตุลาการขนาดใหญ่ องค์กรหนึ่งขึ้นมาแทนที่ รีบกระจายมันออกก่อนเถอะครับ ถ้ากระจายออกอย่างนี้การปฏิรูป ตํารวจก็จะง่ายเข้าครับ ไม่ต้องทั้งหมดคอคอดมาแจ้งความตํารวจ ตํารวจเป็นกองกําลังรักษา ความมั่นคงภายในสนับสนุนกฎหมายทุกฉบับที่มีอยู่ในมือของทุกกระทรวง ผมเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขจะจับยาเรื่อง อย. ไม่ต้องตั้งกองกําลังครับ โทรศัพท์ สั่งตํารวจมา ถ้าตํารวจไม่ให้ความร่วมมือ มีองค์กรกลางไว้จัดการตํารวจอีกที เพราะผมไม่ต้อง สร้างกองกําลัง วันนี้บอกได้เลยครับว่าหน่วยงานแต่ละหน่วยงานที่ปฏิบัติทางราชการ เขารู้สึกมั่นใจเวลาได้เรียกใช้ทหารครับ นี่ผมอ่านข่าวจากบ้านผมเมื่อสักครู่บุกอุทยานบุกขึ้นยึดที่ปุาที่คนบุกรุกปุาใช้กําลังทหารหมดครับ เขามั่นใจกว่าครับ คราวนี้ถ้าเราปรับองค์กรตํารวจเสนอท่านพ่วงไปเลยนะครับ เพราะท่าน ศึกษาเรื่องปฏิรูปตํารวจเอาองค์กรตํารวจเป็นกองกําลังกลางในเรื่องความมั่นคง ภายในประเทศ ไว้เป็นกองกําลังสําหรับทุกกระทรวง ทบวง กรม ในการเรียกใช้ ส่วนคนที่ บังคับใช้กฎหมายแต่ละกรมก็ว่าของตัวเอง กรมศิลปากรมีคนละเมิดเรื่องกรมศิลปากร พี่น้องชาวกรมศิลปากรคงไม่มีกําลังไปจับใครครับ แต่ถ้าศิลปากรเขตยกโทรศัพท์ผู้บัญชาการ ตํารวจภูธรภาคบอกว่าต้องการจับกุมเรื่องนี้ไม่ได้รับความร่วมมือ มีองค์กรกลางแบบ นายกรัฐมนตรีเข้าควบคุมครับ อย่างนี้ไปได้ ก็เห็นด้วยครับ รายงานในการต้องตั้งตัวประเมิน นะครับ แต่ผมเสนอไปไกลกว่านั้นอีกนิด สมมุติว่าเอากันถึงปฏิรูปวิธีพิจารณาความอาญา เข้าสู่ในกระบวนการยุติธรรมเปิดกว้างมากกว่าตํารวจและอัยการ เราก็จะเจอฐานที่ ประชาชนเดินเข้าง่ายขึ้นและกระบวนการยุติธรรมไทยเราก็จะมั่นคงยิ่งกว่าเดิมครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ