ธวัชชัย เทอดเผ่าไทย แสดงความเห็นต่อร่างข้อเสนอการกระจายอำนาจ โดยตั้งข้อสังเกต 5 ประการเกี่ยวกับโครงสร้างและกลไกการกำกับดูแลงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชี้ว่ากระทรวงมหาดไทยมีอำนาจตามกฎหมายในการปฏิรูประบบได้ทันทีผ่านกลไกเดิม โดยไม่จำเป็นต้องตั้งหน่วยงานใหม่ พร้อมเสนอให้คงบทบาทของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นในการจัดทำและกำกับงบประมาณ เหตุมีโครงสร้างรองรับอยู่แล้ว และเห็นว่าการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศภายใต้การดูแลนี้ยังมีประสิทธิภาพเพียงพอ ขณะเดียวกันตั้งข้อสังเกตว่าการจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลท้องถิ่นใหม่อาจขัดหลักการปกครองตนเองและบทบาทของคณะกรรมการกระจายอำนาจ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ผม นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๗๑ ซึ่งผมมีข้อสังเกตและมีความเห็นในประเด็นข้อเสนอของคณะกรรมาธิการที่จะ ให้แก้ไขอํานาจหน้าที่ของสํานักงานคณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น เพื่อให้เป็นหน่วยงานหลักในการที่จะทําหน้าที่ในการรวบรวมคําของบประมาณ แล้วก็กํากับดูแลการใช้จ่ายงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีข้อสังเกตรวม ๕ ข้อนะครับ
- ๑ ๑ / ๑
ข้อแรกนั้นสํานักงานคณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นเกิดขึ้นตามมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจาย อํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งมีอํานาจและหน้าที่รับผิดชอบงาน ธุรการของคณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ปัจจุบัน มีโครงสร้างอัตรากําลังเฉพาะส่วนกลาง โดยคณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นก็มีหน้าที่กําหนดนโยบายการพัฒนาการกระจายอํานาจให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น
สําหรับในประเด็นที่ ๒ หรือข้อที่ ๒ ก็คือพระราชบัญญัติระเบียบบริหาร ราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ นั้นได้บัญญัติให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอําเภอซึ่งสังกัด กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ใช้อํานาจกํากับดูแลและบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ประกอบกับ กฎหมายจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งได้แก่ พระราชบัญญัติองค์การบริหาร ส่วนจังหวัด พ.ศ. ๒๕๔๐ พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ และพระราชบัญญัติ สภาตําบลและองค์การบริหารส่วนตําบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ได้บัญญัติให้กระทรวงมหาดไทยนั้น เป็นผู้ตราระเบียบข้อบังคับว่าด้วยการเงินการคลัง ตลอดจนวิธีการงบประมาณเพื่อให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นได้ถือปฏิบัติ ดังนั้นหากจะมีการปฏิรูประบบการเงินการคลัง และการงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็สามารถดําเนินการได้ทันทีโดยอาศัย อํานาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในการที่จะไปออกระเบียบหรือปรับปรุงแก้ไข ระเบียบการปฏิบัติงานดังกล่าวเพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิรูปโครงสร้างอํานาจหน้าที่ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่กําลังดําเนินการอยู่ในปัจจุบัน แล้วก็ใช้กลไกของ กระทรวงมหาดไทยทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และท้องถิ่น รวมทั้งในระดับท้องที่ บูรณาการงานในทุกมิติของพื้นที่หรือที่เราเรียกว่าแอเรียเบส (Area based) นี่นะครับ โดยมี ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอําเภอเป็นผู้กํากับดูแล แล้วก็สํานักงานส่งเสริมการปกครอง ท้องถิ่นจังหวัดเป็นผู้ช่วยเหลือ ให้คําแนะนํา ปรึกษา แก้ไขปัญหาในการปฏิบัติงานของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนั้นจึงไม่มีความจําเป็นที่จะต้องสร้างกลไกในการกํากับหรือว่า เพิ่มอํานาจหน้าที่ให้แก่สํานักงานคณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นแต่อย่างใด
ประเด็นที่ ๓ นั้นก็คือการสร้างองค์กรเพื่อทําหน้าที่กํากับดูแลองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้นจากหน่วยงานหลักที่ทําหน้าที่อยู่ในปัจจุบัน ก็คือกระทรวงมหาดไทยนั้น นอกจากจะเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ตามประเพณีของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่ต้องการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นมีความเป็นอิสระตามหลักการปกครองตนเอง แล้วนะครับ ยังขัดแย้งกับบทบาทอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีภารกิจในด้านการพัฒนาการกระจายอํานาจให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น นอกจากนี้การแก้ไขกฎหมายโดยเพิ่มเฉพาะอํานาจหน้าที่ในเรื่อง ดังกล่าวให้สํานักงานคณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ไม่ใช่เป็นเครื่องยืนยันว่าจะสามารถกํากับดูแลระบบการเงินการคลังแล้วก็งบประมาณของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพได้ เนื่องจากสํานักงานคณะกรรมการ การกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นไม่มีกลไกการบริหารงานในระดับ ภูมิภาคแล้วก็ระดับท้องถิ่น
สําหรับประเด็นที่ ๔ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากระทรวงมหาดไทย โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารการเงิน การคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาเป็นระยะ โดยให้ความสําคัญในการนําระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยมาใช้ในการบริหารงานการเงินการคลังเพื่อความสะดวก รวดเร็ว แล้วก็เกิดความโปร่งใสในการปฏิบัติงาน เช่น การพัฒนาโปรแกรมระบบบัญชี คอมพิวเตอร์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วก็การจัดทําโปรแกรมแผนที่ภาษีแล้วก็ ทะเบียนทรัพย์สิน การนําระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐอีจีพี (e-GP) มาใช้ในการจัดซื้อ จัดจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
สําหรับประเด็นสุดท้ายนั้นก็คือสําหรับข้อเสนอที่ให้สํานักงานคณะกรรมการ การกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นเป็นหน่วยงานในการที่จะรวบรวม คําของบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรีและ สํานักงบประมาณเป็นผู้พิจารณานั้น ผมเห็นว่าการจัดทํางบประมาณขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นจะต้องใช้แผนพัฒนาท้องถิ่นเป็นเครื่องมือ โดยถือปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดทําแผนพัฒนาท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๘ แล้วก็นําแผนโครงการไปจัดทําเป็นงบประมาณรายจ่ายประจําปีตามระเบียบ กระทรวงมหาดไทยว่าด้วยวิธีการงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งปัจจุบันนั้นกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นก็ได้มีการปรับปรุงแก้ไขระเบียบ กระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดทําแผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยให้มี ระยะเวลาการจัดทําแผน ๔ ปี แล้วก็เพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัดและแผนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งก็จะทําให้เกิดประโยชน์ต่อการบูรณาการในการบริหารงานเชิงพื้นที่ ทั้งนี้หาก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะขอรับการสนับสนุนด้านงบประมาณตามร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. .... ที่เสนอนี้ ก็จะต้องใช้แผนงานโครงการ ที่บรรจุในแผนพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งปัจจุบันกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ ในการดําเนินงาน ทั้งในด้านการกํากับ การปฏิบัติตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง และการเสนอ คําของบประมาณต่อสํานักงบประมาณ จึงเห็นควรว่าภารกิจหน้าที่ดังกล่าวก็อยู่ใน ความรับผิดชอบของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นต่อไปนะครับ ไม่ใช่ให้ทางสํานักงาน คณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งไม่ได้มีกลไกในระดับ พื้นที่เป็นผู้รับผิดชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมาธิการในเรื่องของการปฏิรูปเอาไว้นะครับ ผมขออนุญาตนําเสนอ ๕ ประเด็นครับ ขอบคุณครับ