กษิต ท้วงติงกู้เงินนอกงบ-เรียกร้องปฏิรูปโครงสร้าง-ยึดมั่นวินัยการคลัง

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓๗ · ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๙

กษิต ภิรมย์ ท้วงติงรัฐบาลที่เพิกเฉยต่อปัญหาสำคัญที่เคยหารือไว้ และเรียกร้องให้รับประเด็นพื้นฐานเข้าสู่กระบวนการพิจารณาโดยเร็ว พร้อมคัดค้านการกู้เงินนอกงบประมาณที่ไม่มีหลักการทางการเงินชัดเจน ย้ำถึงความจำเป็นในการยึดมั่นวินัยการคลังเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติ ทั้งยังหารือเรื่องการกระจายอำนาจไปยังท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเสนอให้กำหนดบทบาทและภารกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างชัดเจนเพื่อการจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสม รวมถึงท้วงติงการตั้งองค์การมหาชนและกองทุนที่ซ้ำซ้อนและการใช้ธนาคารรัฐเพื่อสนับสนุนนโยบายประชานิยม โดยเรียกร้องให้มีการปฏิรูปโครงสร้างอย่างจริงจังและเรียกคืนวินัยการเงินการคลังให้มั่นคงอีกครั้ง

นายกษิต ภิรมย์

ใช่ครับ ท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. อันดับที่ ๗ ผมอภิปรายไว้เมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ไม่ได้อภิปรายเช้านี้ แต่คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวกัน ทั้ง ๒ วันแล้วก็ต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่ได้รับคําชี้แจง คําตอบหรือปฏิกิริยาอย่างแน่ชัด แล้วก็ประเด็นปัญหาท่านประธานเป็นอย่างนี้ครับ คือในหลาย ๆ ครั้ง ๗ เดือน ๘ เดือน ที่ผ่านมา เราก็ได้อภิปรายให้ข้อคิดเห็นแล้วก็ทางฝุายกรรมาธิการทั้งหลายก็บอกว่าจะรับไป พิจารณาแล้วก็จะประมวลผนวกอยู่ในรายงานที่จะส่งต่อไปให้ทางฝุายรัฐบาล แต่ครั้งนี้ มีบางประเด็นปัญหาที่จําเป็นที่จะต้องตกลงกันที่นี่ว่าควรจะผนวกไปหรือไม่ หรือไม่ผนวก เข้าไปเสียเลย เพราะว่ามันเป็นเรื่องพื้นฐานหรือว่าภาษาอังกฤษขอใช้คําว่า ฟันดาเมนทัล (Fundamental) อย่างไร ๆ ก็รวมเข้าไปไม่ได้

เรื่องแรกก็คืออย่างนี้ครับ เรื่องกู้เงินมหาศาลนอกงบประมาณ ผมอยู่ใน สภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้วหามรุ่งหามค่ํา ต่อสู้กับการมีพระราชบัญญัติที่จะกู้เงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อย่างโชกโชนในสภา แล้วก็เอกสารประกอบการกู้เงินก็แผ่น สองแผ่นกระดาษเท่านั้นเอง ไม่มีการศึกษาเบื้องต้น ไม่มีรายละเอียดอะไร แล้วรัฐสภาก็ใช้ เสียงข้างมากเป็นใหญ่ ไม่มีวินัยทางการเงินการคลัง ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ไม่มีจิตวิญญาณของการที่จะมีคุณธรรม จริยธรรมของการที่จะต้องรักษาผลประโยชน์ของ ประเทศชาติ การเมืองมันก็ทะลักไหลออกจากสภาไปสู่ท้องถนน ผลที่ได้ก็คือพวกเรามานั่ง ที่นี่หลังจากการปฏิวัติรัฐประหาร แล้ว ณ วันนี้เรายังจะมาพิจารณาว่ายังจะเปิดช่องทางให้มี การกู้เงินมหาศาลแล้วก็อ้างว่ามันมีเมกะโปรเจกต์ (Mega project) อันนี้รับไม่ได้ครับ ต้องอยู่ในงบประมาณ ต้องอยู่ในวินัยการเงินการคลังของประเทศ จะให้ใช้รัฐบาลใดก็ตาม จะมาจากการเลือกตั้ง ไม่มาจากการเลือกตั้ง ใช้เสียงข้างมากแล้วก็กู้เงินมหาศาล แล้วก็อ้าง โครงการโน้นโครงการนี้ อันนี้รับไม่ได้ครับ เอาไม่เอา ผมก็ขอเสนอเรื่องนี้ต้องตัดออกไป ทุกสิ่งทุกอย่างต้องอยู่ในวินัยทางการเมือง แล้วก็ในหลาย ๆ อย่างเมื่อสักครู่นี้ท่านคํานูณ เพื่อนสมาชิกก็ได้พูดไว้บ้างแล้ว โครงการใหญ่ ๆ มันสามารถที่จะเกลี่ยใช้งบประมาณ ประจําปี ก็กู้นิด ๆ หน่อย ๆ ได้ เพิ่มเติม แต่ไม่ใช่เป็นการกู้เป็นหลักแล้วก็มากกว่า งบประมาณประจําปี ไม่มีประเทศใดในโลกเขาทําเช่นนี้ แล้วทําไปแล้วครั้งหนึ่งก็พอแล้ว ไม่ควรจะเปิดโอกาสให้ทําอีกต่อ ๆ ไป เรื่องนี้สําคัญยิ่งครับ แล้วผมรับไม่ได้และไม่ยอมรับ นะครับ นั่นเป็นประเด็นที่ ๑

อันที่ ๒ ผมก็ได้บอกว่าการที่จะมอบให้ท้องถิ่น ท้องที่ จังหวัดทําอะไรไปนี่ มันต้องเริ่มที่ต้นทางเสียก่อนว่าจะกระจายอํานาจ มอบอํานาจจากส่วนกลางไปสู่ท้องถิ่น มากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่อยู่ดี ๆ ก็ไปบอกให้เขาทําแผนขึ้นมาว่าจะใช้งบประมาณเท่าไร มันครึ่ง ๆ กลาง ๆ ครับ ต้องบอกเสียก่อนว่า อบจ. คือจังหวัดทั้งหมดนี่เขามีอํานาจอะไร รวมทั้ง อปท. อบต. ต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย แล้วให้เขาจัดงบประมาณมาสอดคล้องกับ ภาระหน้าที่ของเขาในท้องถิ่น ที่เหลือเป็นของรัฐบาลกลาง

อีกประเด็นหนึ่งที่ผมได้พูดไว้ก็ไม่มีคําตอบ คือบรรดากองทุนทั้งหลายซึ่งมีอยู่ ๒๐ กว่ากองทุน แล้วก็องค์การมหาชน ผมก็ได้พูดคราวที่แล้วว่ายุบได้ไหม เพราะมันทํางาน ซ้ําซ้อนกับกระทรวง ทบวง กรม และหลาย ๆ กองทุน และหลาย ๆ องค์การมหาชนนี่ ตั้งขึ้นมาเพื่อจะรองรับตําแหน่งหน้าที่ทางการเมือง ผมก็ได้พูดว่าผู้อํานวยการบางตําแหน่ง ๓๐๐,๐๐๐ บาท นายกรัฐมนตรีได้เงินเดือน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ประธานสภาเช่นกัน มันก็เป็นช่องทางหากินแล้วก็ตอบแทนผลประโยชน์ทางการเมืองของระบบอุปถัมภ์ เลิกไปสิครับ แล้วถ้าเผื่อเลิกไปได้หมดนี่มันก็จะมีงบประมาณมาใส่ที่กองกลาง การที่โอกาส ที่จะไปลดการกู้เงินถึงซีลลิง (Ceiling) ๖๐ เปอร์เซ็นต์มันก็ไม่ต้อง เอาแค่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ มันก็จะมีวินัยทางการเงิน นอกจากนั้นแล้วผมก็ได้พูดคราวที่แล้วว่า มีธนาคารของรัฐ ๕ แห่ง ๖ แห่ง แต่ละธนาคารมีภารกิจเฉพาะ ออมสินก็ออมสิน ธ.ก.ส. ก็ ธ.ก.ส. เอ็กซิมแบงก์ (EXIM Bank) ก็เอ็กซิมแบงก์ (EXIM Bank) เอสเอ็มอีแบงก์ (SME Bank) ก็เอสเอ็มอีแบงก์ (SME Bank) แต่มีรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มานี้ไปเอาเงินเหล่านี้มาเพื่อจะตอบสนองนโยบายประชานิยม แล้วก็ เอาเงินงบประมาณมาคอยอะไรครับ ทําจุดในเอ็นพีเอล (NPL) ต่าง ๆ ที่ได้เกิดขึ้น อันนี้ ก็ไม่ได้ครับ มันต้องมองในภาพรวมว่าปล่อยให้รัฐบาล ให้ธนาคารของรัฐกลายเป็นเครื่องมือ ทางการเมืองโดยที่ไม่มีวินัยเลยไม่ได้เป็นอันขาด อันนี้เป็นยุคปฏิรูปก็ต้องปฏิรูปให้มันเป็น เรื่องเป็นราว อย่าปล่อยอะไรที่มันได้เคยเป็นความผิดพลาดของการบริหารราชการ ทําความเสียหายอย่างใหญ่หลวงแล้วก็นําไปสู่การแตกแยกในสังคม และเราก็ยังจะมาชวน ที่จะทํากันอีก แล้วเราบอกว่าเราอยู่ในสภาปฏิรูปแต่เราไม่ได้มีการปฏิรูปเลย ผมไม่ใช้เวลามาก แต่ว่า ๔ ประเด็น ๕ ประเด็นนี้ผมต้องการคําตอบ ไม่ใช่บอกว่าจะรวมไปอยู่ในการพิจารณา แล้วก็จะรายงานไป อะไรที่มันไม่ควรจะทํามันต้องตอบกันตรงนี้ครับ ขอขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ