รังสรรค์ ชี้ร่างกฎหมายการเงินการคลังรวมฉบับเดียว แก้ซ้ำซ้อน-เพิ่มประสิทธิภาพ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓๗ · ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๙

รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ หารือร่างพระราชบัญญัติการเงินการคลังของรัฐ พร้อมเสนอให้รวมกฎหมายการคลังที่กระจายอยู่ให้เป็นระบบเดียว เพื่อแก้ปัญหาความซ้ำซ้อน วินัยการคลัง และการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณที่ไม่มีประสิทธิภาพ รวมถึงกังวลต่ออำนาจรัฐมนตรีที่อาจครอบงำการจัดสรรงบประมาณท้องถิ่น และตั้งคำถามต่อกรอบหนี้สาธารณะที่เหมาะสมกับศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศ

นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ ผมขอเรียนท่านประธานให้ทราบว่าร่างพระราชบัญญัติการเงิน การคลังของรัฐ พ.ศ. .... นี้นะครับ กระทรวงการคลังได้เคยเสนอร่างพระราชบัญญัติ อันนี้มานานแล้วก็คือประมาณเกือบ ๆ ๑๐ ปีแล้วนะครับ ก็คิดว่าคราวนี้น่าจะมีการอภิปราย กันใน สปท. ของเราอย่างรอบคอบ แล้วก็คิดว่าในเรื่องเกี่ยวกับปัญหาของการเงินการคลัง ของประเทศมีความสําคัญเป็นอย่างยิ่งนะครับ เพราะสภาพปัจจุบันกฎหมายทางด้านการเงิน การคลังมีกระจัดกระจายไม่มีการรวบรวมกันที่จะเป็นปึกแผ่น การที่จะไปทําอะไร สักอย่างหนึ่งต้องไปอ้างกฎหมาย พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ ไปอ้าง พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. ๒๕๔๘ หรือไปอ้างพระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ. ๒๔๙๑ ซึ่งมีการใช้กันมานานแล้ว แล้วก็มีการตัดปะผุกันมาโดยตลอดนะครับ ซึ่งเราคิดว่าอันนี้การที่ทาง สปท. เรามาทําร่างพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. .... คิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศ เราเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งการที่เราจะรวบรวมกฎหมายแต่ละฉบับเอามาไว้ในฉบับเดียวกันคิดว่า จะช่วยทําให้มีบทบัญญัติอะไรที่ซ้ําซ้อนก็เห็นได้ชัด อะไรที่ไม่เป็นไปในทางเดียวกันก็จะมี ประโยชน์แก่ผู้ปฏิบัตินะครับ ซึ่งพระราชบัญญัติการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. .... จะแก้ปัญหาได้หลายเรื่อง อย่างเช่น วินัยทางการคลังนะครับ เรื่องวินัยทางการคลังปัจจุบัน นอกจากการใช้จ่ายที่จะผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีของภาครัฐ แล้วนะครับ ก็ยังมีการใช้จ่ายจากเงินนอกงบประมาณ เงินนอกงบประมาณซึ่งท่านก็ทราบ แล้วว่ามีเงินกองทุนอะไรต่าง ๆ ที่มีทรัพย์สินของกองทุนประมาณ ๓.๓ ล้านล้านบาท ซึ่งมากกว่างบประมาณประจําปีเสียอีกนะครับ แต่เงินกองทุนมันก็มีภารกิจของมัน บางประเภทอย่างเช่น ประกันสังคม กบข. กยศ. อะไรต่าง ๆ มันก็เป็นเงินกองทุนที่มีภารกิจ ที่ชัดเจน แต่บางกองทุนมีภารกิจที่ไม่ชัดเจน ก็ขึ้นอยู่กับกองทุนนั้นขึ้นอยู่กับกระทรวง ในสังกัดกระทรวงไหนก็มีการใช้จ่ายเงินนี้ไม่เป็นไปตามระเบียบทางวินัยทางการคลังนะครับ มีการนําเงินไปใช้จ่ายที่ไม่มีประสิทธิภาพ ก็ทําให้การใช้จ่ายเงินของแผ่นดินซึ่งอาจจะเกิด จากภาษีอากรของประชาชน หรืออาจจะเกิดจากรายได้ที่กองทุนนั้นหามาเองแต่จริง ๆ โดยอาศัยเครื่องมือของรัฐนะครับ โดยอาศัยจากงบประมาณแผ่นดินในการหา แล้วก็เงินนี้ไม่นําส่งคลังมีการขอกันไว้ใช้จ่าย นะครับ แล้วก็เงินประเภทเงินนอกงบประมาณที่มีกฎหมายกําหนดโดยเฉพาะอะไรต่าง ๆ เงินทุนหมุนเวียนที่เราบอกว่ามีตั้ง ๑๑๕ กองทุน สมัยนี้นะครับ ในปัจจุบันนี้มีถึง ๑๑๕ กองทุน ซึ่งอันนี้ก็เป็นการใช้จ่ายเงินไม่ผ่านโดยกระบวนการงบประมาณ แล้วก็กองทุน บางแห่งต้องพึ่งพาอาศัยงบประมาณแผ่นดินเป็นหลักนะครับ ไม่ได้หาเลี้ยงตัวเองได้นะครับ เพราะฉะนั้นก็จะเป็นภาระกับงบประมาณของแผ่นดินนะครับ แล้วก็ยังมีตามที่ ร่างพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. .... มาตรา ๒๔ หรือมาตรา ๒๕ นะครับ วิธีการ งบประมาณที่เสนอเข้ามาว่า ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนะครับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเสนอ คําของบประมาณต่อรัฐมนตรีที่กํากับดูแลนะครับ แล้วก็เป็นการให้อํานาจรัฐมนตรีมาก เกินไป เราเห็นว่าอันนี้เป็นการให้อํานาจรัฐมนตรีมากเกินไปนะครับ ก็จะทําให้ต่อไปนี้ถ้าอยู่ ในอํานาจรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นจังหวัดที่จะใช้เงิน หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะใช้ เงินก็ต้องมาขอรัฐมนตรีอีก อาจจะต้องให้โอนเงินไปเร็ว ๆ หรืออะไรทํานองนี้นะครับ ก็อาจจะมาเข้าในรูปแบบเดิม มีการที่จะดึงงบประมาณไว้ในส่วนกลาง แล้วก็ไม่จ่ายไปให้กับ จังหวัดแล้วก็ท้องถิ่นนะครับ แล้วก็เรื่องเกี่ยวกับที่พูดกันเมื่อสักครู่หลายท่านพูดกันว่า หนี้สาธารณะของประเทศนะครับ หนี้สาธารณะของประเทศที่กําหนดเพดานไว้ว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ใช่ไหมครับ ที่กําหนดกรอบไว้ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) บางท่านก็บอก ว่าควรจะเปิดไปเลยว่าไม่มีการกําหนดไว้เป็นเปอร์เซ็นต์ คือเปิดโอเพน (Open) ไว้เลยว่า คุณจะกู้เท่าไรก็ได้ จะกู้ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ๘๐ เปอร์เซ็นต์เหมือนประเทศอื่นหรือร้อยกว่า เปอร์เซ็นต์เหมือนหลาย ๆ ประเทศ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศนะครับ เพราะเราต้องดูว่า การที่แต่ละประเทศความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจนะครับ หรือการหารายได้ของประเทศ นั้น ๆ คุณหารายได้ที่จะเข้ามาซัปพอร์ต (Support) งบประมาณได้เพียงพอหรือไม่ เพราะอย่างประเทศเรา เราบอกว่าเราจะตั้งงบประมาณสมดุลในปี ๒๕๖๐ ซึ่งปีหน้าก็จะถึง แล้วนะครับ ก็ดูแล้วไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ที่ว่าเราจะจัดงบประมาณสมดุลในปี ๒๕๖๐ นะครับ ก็คิดว่าใน ๒ ถึง ๓ ปีที่ผ่านมาการหารายได้ของประเทศ การจัดเก็บรายได้ของ ประเทศไม่เป็นไปตามเปูาหมายนะครับ เพราะแต่ละปี ๆ การจัดเก็บรายได้ต่ํากว่าเปูาเป็น แสนล้านบาทนะครับ บางทีบางปีก็ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ ก็คิดว่าการที่เราตั้ง งบประมาณรายจ่ายประจําปีของประเทศเราก็ตั้งจากอะไร เราก็ต้องประมาณการรายได้ขึ้น มาแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเก็บรายได้ไม่เข้าเปูาส่วนที่ต่างนั้นก็คือต้องไปกู้มา ส่วนต่างนั้นก็ต้องไป กู้มานะครับ เพราะฉะนั้นการกู้เงินก็คือเป็นการใช้จ่ายเงินล่วงหน้า เป็นการใช้จ่ายเงินล่วงหน้า เพราะปีต่อ ๆ ไปเราก็จะต้องมาตั้งงบประมาณเพื่อมาชดเชยเงินกู้ ใช้หนี้เงินกู้นะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็ต้องดูด้วยว่าเราจะมีการพิจารณาว่าการตั้งงบประมาณรายจ่ายของ ประเทศ มันก็จะต้องให้สอดคล้องกับทางด้านรายได้ด้วยเพราะเราดูจากมาตรการต่าง ๆ ที่ ผ่านมานะครับ มาตรการต่าง ๆ ที่ผ่านมาการที่จะมีมาตรการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ หรือช่วยเหลือผู้ประกอบการรายเล็ก รายใหญ่ต่าง ๆ ส่วนใหญ่ก็จะมีการยกเว้นภาษีทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจะทําให้ระบบภาษี การจัดเก็บจัดหารายได้ของประเทศด้อยลงไป จัดเก็บไม่ได้ ตามเปูานะครับ เพราะฉะนั้นเราคิดว่าการที่จะพิจารณาเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับการเงินการคลังอะไรต่าง ๆ ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ซึ่งเท่าที่ผมดูหลาย ๆ ประเด็นที่ผ่านมาที่ได้ไปศึกษาช่วงเวลา สัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ทางสภาเราได้มีการขยายเวลาการอภิปรายออกมาในสัปดาห์นี้ เราก็เห็นว่า มีหลายประเด็นที่จะต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ ซึ่งผมก็ได้ดูท่านกรรมาธิการ ที่พิจารณานําเสนอเรื่องนี้ ท่านก็มีความเชี่ยวชาญทางด้านงบประมาณ ทางด้านการบริหาร ราชการแผ่นดิน แต่ก็ดูแล้วยังไม่พบเลยว่ามีอดีตข้าราชการที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน การเงินการคลังอยู่ในนั้นด้วย หรือท่านบอกว่าอาจจะมีการหารือกันนอกรอบบ้าง แต่ผมคิดว่า เรื่องนี้เราถือว่าเป็นเรื่องสําคัญที่เราจะต้องมีการพิจารณากันอย่างรอบคอบ แล้วก็จริง ๆ ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เราก็ได้มีการคุยกัน เหมือนกันว่าน่าจะมีการประชุมร่วมกันระหว่างคณะกรรมาธิการ ๒ ชุดนี้ เพื่อที่จะมี การอภิปรายให้รอบคอบ แล้วก็ครบประเด็น เพื่อที่เวลานําไปปฏิบัติแล้วจะไม่เป็นปัญหากับ ผู้ปฏิบัติต่อไป ขอบคุณครับ