รายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๗/๒๕๕๘
วันอังคารที่ ๓ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๘
ณ ตึกรัฐสภา
กราบเรียนเพิ่มเติมดังต่อไปนี้นะครับว่า ตามที่ข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศได้ออกมาเมื่อวานนี้นั้น อยากจะเรียนเพิ่มเติมว่าเราเป็นสภาวิชาการ สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทั้ง ๒๐๐ คนเปรียบเสมือนที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เรามีหน้าที่ศึกษา เสนอแนะ และเสนอนายกรัฐมนตรีโดยผ่านคณะรัฐมนตรี สํานักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีนั่นเอง ถ้าข้อมูลเราถูกต้อง ครบถ้วนมากที่สุด โอกาส ที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะเห็นชอบด้วยมีสูงมาก แต่ถึงกระนั้นก็ตามในฐานะที่เราเป็นที่ปรึกษา เราต้องมอบอํานาจและความรับผิดชอบให้ท่านเป็นผู้ตัดสินใจเอาเองว่าท่านจะเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย เพราะในการตัดสินใจนั้นท่านจะต้องรับผิดชอบคนทั้งประเทศ มีหลายมิติ มากกว่านั้นเยอะจากที่เราศึกษาและเสนอแนะไป บางเรื่องเป็นเรื่องสหวิทยาการ ไม่ใช่ เรื่องหนึ่งเรื่องใดโดยเฉพาะ เพราะฉะนั้นท่านต้องคิดให้รอบคอบด้วย นอกจากนั้นแล้ว เราจะต้องตั้งเป้าหมายว่าเราจะต้องขับเคลื่อนให้ข้อเสนอแนะของเรานั้นออกมาเป็น ในรูปของกฎหมายให้ได้จะได้ยั่งยืน ไม่ใช่เพียงแต่ส่งกระทรวงไปพิจารณาเฉย ๆ กระทรวง ให้ความเห็นกลับมาแล้วจะส่งคืนมาที่ ครม. สํานักงานเลขาธิการ ครม. ก็จะส่งคืนมาให้เรา พิจารณาอีกครั้งหนึ่งแล้วเราจะได้ขับเคลื่อนให้เป็นกฎหมายต่อไป เมื่อเป็นกฎหมายแล้ว หน้าที่หลักของเราอีกอันหนึ่งก็คือติดตาม ประเมินผล ให้มีการปฏิบัติตามกฎหมาย ในแต่ละเรื่องที่เราได้เสนอให้เป็นกฎหมายด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราทํางานสืบต่อจาก สปช. เดิมนั้นเอง ๓๗ วาระบวก รวมประมาณ ๗๓ เรื่องด้วยกันเราก็จะต้องจัดให้เข้าหัวข้อใหม่ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗ ที่กําหนดว่ามี ๑๑ วาระ คสช. ก็มี ๑๑ วาระ ครม. ก็ ๑๑ วาระ เพราะฉะนั้น สปท. ก็ ๑๑ วาระด้วย อย่างนี้เป็นต้น ทีนี้บังเอิญวาระในเรื่องของการทุจริต ประพฤติมิชอบเป็นวาระพิเศษ เพราะฉะนั้นเราจะถือว่าวาระนี้นอกจาก ๑๑ ด้าน ของเราแล้วจะเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญเรื่องนี้โดยเฉพาะเลยทีเดียว ซึ่งในข้อบังคับ ของเราก็คือว่าคณะกรรมาธิการทั้ง ๑๑ ด้านจะส่งผู้แทนเข้าไปในคณะกรรมาธิการวิสามัญ ๑๑ ด้านด้วยกัน ด้วยเหตุนั้นสําหรับท่านผู้ใดที่จะกรอกแบบฟอร์ม (form) สามารถจะกรอก แบบฟอร์ม (Form) ว่าท่านประสงค์จะอยู่ในคณะกรรมาธิการสามัญชุดใดซึ่งได้คนละชุดเดียว ถ้าเฉพาะสามัญ แต่วิสามัญไม่จํากัด แล้วก็แม้กระทั่งคณะอนุกรรมาธิการก็ไม่จํากัดจํานวน เหมือนกัน ท่านดูที่ข้อบังคับก็แล้วกัน เพราะฉะนั้นถ้าท่านประสงค์จะไปอยู่ใน คณะกรรมาธิการวิสามัญการทุจริตและประพฤติมิชอบท่านก็ย่อมระบุไว้ได้เพิ่มเติม เป็นลายลักษณ์อักษรก็ได้ นั่นอันหนึ่ง
อีกอันหนึ่งก็กราบเรียนตรง ๆ ว่าท่านสมาชิกทุกท่าน ๒๐๐ ท่าน ณ ที่นี้ นอกจากท่านเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีจํานวน ๒๐๐ คนนั้น ทุกคนเป็นผู้ยิ่งใหญ่อยู่ในตัว เพราะฉะนั้นในที่ประชุมของเราทุกคนมีความเสมอภาคเท่าเทียมกันทั้งนั้น และทุกคน มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและในการตัดสินลงมติของตัวเอง ด้วยเหตุนั้น เพื่อความเข้าใจร่วมกัน การทํางานของเราก็จะเป็นอย่างนี้
ทีนี้ในกรณีที่ข้อบังคับ สปท. ได้มอบอํานาจให้ประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศเป็นผู้แต่งตั้งประธานกรรมาธิการชุดต่าง ๆ ก็ตาม หรือกรรมาธิการ ลงในคณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ ก็ตามนั้น อันนี้ถ้าระบุไว้ว่าควรจะมีคณะกรรมการ กลั่นกรองดังกล่าวก็จะทําให้ผมสบายใจขึ้น เมื่อท่านไม่ได้ระบุไว้ในข้อบังคับดังกล่าวนั้น ผมก็จะต้องตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองขึ้นมาด้วยตัวเอง เพราะผมจะทําอะไรโดยพลการ คงไม่ได้ ในชีวิตของผมนี้หลักการและอุดมการณ์ก็คือเพื่อส่วนรวมละเอียดจนถึงขั้นว่า ทุกนาที ทุกกิจกรรม เพราะฉะนั้นถ้านาทีใด กิจกรรมใดไม่เพื่อส่วนรวมผมถือว่าผมมีความผิด ด้วยเหตุนั้นผมจะต้องสร้างกลไกมาช่วยควบคุมและตรวจสอบตัวเอง เพราะฉะนั้น กรรมการกลั่นกรองพิจารณาการแต่งตั้งประธานกรรมาธิการก็ตาม หรือกรรมการชุดต่าง ๆ ก็ตามนี้ ผมจะตั้งกรรมการชุดนั้นขึ้นมาประมาณบ่าย ๆ วันนี้ให้เสร็จ ซึ่งผมก็จะเลือกบุคคล ที่เป็นคนที่มีเกียรติภูมิสูงเป็นที่ยอมรับ ซึ่งท่านคงจะไม่ผิดหวังทีเดียว แล้วก็คงจะเป็นเกณฑ์ ก็คือคงจะต้องไม่เป็นคนที่น่าจะเป็นประธานกรรมการชุดต่าง ๆ ด้วย เพราะอาจจะเกิด ผลประโยชน์ทับซ้อนขึ้นมาได้ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นต้องระวังยกตัวอย่าง กราบเรียน ด้วยความตรงไปตรงมาว่าผมจะไม่ทําจะไม่ใช้อํานาจโดยพลการเด็ดขาดครับ จะต้องควบคุม ตัวผมเองและต้องตรวจสอบตัวผมเองด้วย คณะกรรมการชุดนี้จะช่วยผมอย่างมาก เพราะฉะนั้นผมจะตั้งภายในบ่าย ๆ วันนี้ให้ได้นะครับ ผมก็ขอเรียนให้ทราบไว้เพียงแค่นี้ก่อน นั่นอันหนึ่ง
ท่านประธานครับ
ท่านเสรีครับ เรียนเชิญ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ สปท. ขอกราบเรียนเสริมท่านประธานนิดเดียวในเรื่องแบบแสดงความจํานง ที่ทางท่านประธานได้แจกให้สมาชิกไปแล้ว ซึ่งกําหนดเฉพาะคณะกรรมาธิการสามัญประจําสภา และท่านประธานได้ชี้แจงให้ที่ประชุมได้ทราบว่าถ้าหากว่าสมาชิกท่านใดประสงค์ที่จะ เป็นกรรมาธิการวิสามัญด้านป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ตามข้อบังคับ ข้อ ๗๘ แล้วนี้ ให้สามารถเขียนชื่อมาได้ลงประเด็นนี้ได้เลย แต่มีสมาชิก มาถามว่าแล้วจําเป็นไหมที่จะต้องสมัครอยู่ในคณะกรรมาธิการสามัญประจําสภาก่อน ตามข้อบังคับ ก็เลยกราบเรียนเพื่อความชัดเจนว่าสมาชิกท่านใดถ้าหากว่าต้องการที่จะ อยู่ในด้านการป้องกันและปราบปรามการคอร์รัปชัน และท่านไม่ประสงค์จะอยู่กรรมาธิการสามัญ ประจําสภาท่านก็สามารถทําได้ก็โดยระบุเฉพาะในส่วนกรรมาธิการนั้นเพียงคณะเดียว ก็กราบเรียนให้สมาชิกได้เข้าใจตรงกัน ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านวันชัยครับเรียนเชิญ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สปท. วันชัย สอนศิริ ก่อนที่จะเข้าสู่ระเบียบวาระกระผมขออนุญาตหารือต่อท่านประธานสัก ๒-๓ ประเด็น สั้น ๆ ครับท่านประธาน
ประเด็นแรก ผมอยากจะขอความกรุณาท่านประธานตามดําริของ ท่านรองประธานอลงกรณ์ได้เคยพูดไว้ว่าพวกเราเองยังรู้จักกันน้อยและไม่ค่อยรู้จักกันเท่าไร เพราะฉะนั้นเวลายืนขึ้นอภิปรายท่านอลงกรณ์ได้บอกไว้ว่าถ้าจะกรุณาช่วยแนะนําตัวด้วย ก็จะทําให้เรารู้จักกันมากยิ่งขึ้น แต่เผอิญผมคุยกับเพื่อนสมาชิกหลายท่านบอกว่าเขินครับ ถ้าจะแนะนําตัวเอง เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ผมเห็นท่านอลงกรณ์ทําอยู่ ก็คือมักจะบอกว่า ท่านผู้นี้เป็นใครแล้วก็ลดความเขินลงไปได้ แต่ทําให้พวกเรารู้จักกันมากยิ่งขึ้น เห็นตัว เห็นหน้า แล้วก็รู้ว่าท่านเป็นอดีตปลัด อธิบดี ทํางานตรงอธิการบดีโน่น นี่ นั่น ผมคิดว่าถ้าเป็นไปได้ ถ้าท่านประธานจะมีรายชื่อและประวัติอยู่บ้างก็จะเป็นพระคุณ ต่อที่ประชุม นั่นประการที่ ๑ นะครับ
ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ ผมว่าสิ่งหนึ่งที่เพื่อนสมาชิกเราพูดกันมาก ความจริงผมอยากจะไปกราบเรียนท่านโดยส่วนตัวก็ได้ แต่ขออนุญาตกราบเรียนเสียตรงนี้ คือการบริการต่าง ๆ ทั้งหมดเราเป็นคนใหม่กัน ไม่รู้ว่านั่งตรงไหน อยู่ตรงไหน กินตรงไหน อะไรแบบไหน มีบริการเครื่องบินตรงไหน อะไร อย่างไรต่าง ๆ เหล่านี้ มีเพื่อนสมาชิก หลายคนว่าจะใช้ตรงนี้ ใช้ตรงไหน อ้ายโน่น อ้ายนี่ ผมคิดว่าจะมีกระบวนการหรือวิธีการ แนะนําการให้บริการเหมือนเราไปอยู่ ณ ที่แห่งใหม่อย่างหนึ่งอย่างใดน่าจะกระทํา เหมือนกันนะครับท่านประธาน แม้แต่การแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญ ผู้ปฏิบัติงาน บางทีเพื่อน ๆ ก็มาถามกันเยอะแยะ ผมว่าน่าจะมีกระบวนการอะไรแนะนําย่อ ๆ พอสังเขป ซึ่งเราก็เป็น ผู้หลักผู้ใหญ่กันอยู่แล้ว นั่นประการที่ ๒ นะครับ
ประการที่ ๓ อีกสักนิดหนึ่งนะครับท่านประธาน ผมสังเกตดูเวลาคนจะ อภิปราย ซึ่งข้อบังคับใหม่ประกาศใช้เมื่อวาน ให้แจ้งความจํานงต่อท่านประธาน แต่ผมเห็นมีเจ้าหน้าที่เอากระดาษมาให้ผมลงนามว่าจะอภิปราย ซึ่งกระบวนการตรงนี้ ถ้าเป็นไปได้นะครับท่านประธาน เพียงยื่นความจํานงโดยยกมือ เจ้าหน้าที่เขาจะมองอยู่แล้ว แล้วก็เป็นอํานาจของท่านประธาน เพราะผมเรียนว่าการอภิปราย ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ท่านได้พูดไว้แล้วต้องเป็นลักษณะ ๒ ทาง บางครั้งนั่งอยู่อยากจะขออภิปรายบ้างก็น่าจะ ให้โอกาส เพราะฉะนั้นการแจ้งความจํานงโดยการเป็นเอกสารผมว่าเป็นกระบวนการ ที่น่าจะปรับวิธีนะครับ อันนี้เป็นข้อสังเกตประการที่ ๓
ประการที่ ๔ ครับ ผมเองก็นึกมาก ๆ เลยว่าจะพูดดีหรือไม่พูด แต่ตัดสินใจแล้ว เพราะเพื่อนสมาชิกได้ปรารภพูดกันมาตลอดในหลายครั้งหลายโอกาส สมัยหนึ่งที่ผมเป็น สปช. อาหารเย็นไม่ค่อยจะมีกิน ตอนนั้นผมก็เป็นคนหนึ่งที่พูดว่าท่านประธานนี่ประชุมกัน แล้วจนกระทั่ง ๖ โมง ๑ ทุ่ม ทําไมไม่มีอาหารเย็นบริการเจ้าหน้าที่เขาก็จัดให้เหลือเฟือ ทีเดียว ตอนนี้มีความดําริของท่านประธานว่าเลิกสัก ๔-๕ โมงก็พอ อาหารเย็นเราเยอะมาก เลยนะครับ มีคนทานอยู่สัก ๔-๕ คน ผมก็เกรงใจเจ้าหน้าที่นะครับ เป็นความปรารถนาดี เดี๋ยวเขาจะบอกว่าเอ๊ะอาจารย์วันชัยนี่พอเขาจัดให้ก็มาโวย ไม่จัดให้ก็โวย แต่ทั้งหมดเพื่อน ๆ เราเป็นคนพูดกันเองว่าทําไมเหลือเยอะแยะเบอะบาน จะไปทําอะไรกันนักหนา อันนี้ก็อยาก ให้ท่านประธานทั้ง ๓ เลยครับพิจารณาได้ว่าวันใดควรจัดมากน้อยแค่ไหน เพียงใด สงสาร เงินหลวงครับท่านประธาน ด้วยความเคารพจริง ๆ ผมพูดเบา ๆ แล้วนะครับ เจ้าหน้าที่ อย่าโกรธผมนะครับ
ท่านนิกร จํานง ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นิกร จํานง สปท. ลําดับที่ ๗๙ ต่อประเด็นที่ผมเห็นว่ามีความสําคัญมาก ๆ ก็คือที่ท่านประธานได้นําเสนอ แล้วก็คือคณะกรรมาธิการวิสามัญป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งเรา ได้ตั้งขึ้นมาเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญ ผมในฐานะเป็นกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับอยู่นะครับ มีความเห็นว่าในชุดนี้มีข้อสังเกตว่าเรากําหนดว่าจะมีกรรมาธิการโดยตําแหน่ง ๑๑ คน จาก ๑๑ คณะ เพราะฉะนั้นเรากําหนดไปซึ่งตรงนี้คงจะพลาดมาเราไม่ได้แก้ ตอนนั้น ผมเสนอว่าเดิมเรามี ๑๙ ตรงนี้ให้มีสัก ๒๑ เพื่อจะได้คล่องตัว ดึงคนนอกอะไรเอามาร่วมบ้าง เป็นวิสามัญ ซึ่งเป็นวิสามัญที่วิสามัญอีกที คือตั้งขึ้นมาให้เห็นว่าเราให้ความสําคัญเรื่องนี้ ดังนั้นบุคคลที่จะมาเป็นต่อได้จะเหลืออีกแค่ ๑๐ คน เดิม ๑๙ แล้วค่อยขยายตรงนี้เป็น ๒๑ ในที่ประชุมนะครับ แต่ขณะนี้เราขยับชุดปกติไปเป็น ๒๓ ตรงนี้ก็เหลือ ๒๑ ก็คงจะเป็นไปตามนั้น แต่ตรงนี้ผมเรียนว่าจะเหลือแค่ ๑๐ คน ทีนี้ ประเด็นของกรรมาธิการวิสามัญตรงนี้เราเห็นว่าในที่ประชุมที่ยกร่างข้อบังคับกันเห็นว่า เรื่องนี้มีความสําคัญทุกคนก็ปรารถนาอยากจะให้มี ดังนั้นกระผมเห็นว่าชุดอื่นที่จะมีวิสามัญ คงจะมีได้ทางสภาคงจะต้องรีบสรุปให้เร็วว่าจะมีคณะไหนบ้าง เพราะขณะนี้เรามี ๑๑ คณะ แล้วงานเราแบ่งไปเข้าแต่ละชุด แล้วแต่ละชุดตรงนั้นอาจจะต้องตั้งคณะอนุกรรมาธิการขึ้นมา ศึกษาเป็นเรื่อง ๆ เพราะว่าบางคณะแตกออกเป็นประเด็นย่อย ซึ่งบางเรื่องไม่ตรงกันเลย แต่ด้วยข้อจํากัดที่ว่าเราจะต้องยกร่างขึ้นมาให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ๑๑ ด้านก็เป็น ความจําเป็น แต่บางชุดเช่นสาธารณสุขกับสิ่งแวดล้อมที่ว่ามีปัญหาอยู่ตรงนี้ก็เลยอาจจะต้อง มีคณะอนุกรรมาธิการ ดังนั้นทางสภาคงต้องรีบสรุปให้เร็วแล้ววิสามัญเราจะมีอะไรบ้างโดยเร็ว เพื่อจะได้จัดเป็นกลุ่มว่าอันนี้วิสามัญ แล้วก็ที่เหลือจะได้แตกไปเป็นคณะอนุกรรมาธิการ ต่อจากชุดที่เป็นชุดหลัก งานจะได้รัน (Run) ต่อไปได้ ไม่อย่างนั้นถ้ารออยู่ก็จะมีปัญหา ก็เป็นข้อสังเกตที่นําเรียนท่านประธานเพื่อทราบครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ขอเรียนเชิญท่านกษิต ภิรมย์ และคนต่อไปก็คิว (Queue) ดังนี้นะครับ ก็คือ พลตํารวจโทขอประทานโทษ ท่านกษิต ภิรมย์ เท่านั้น
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. หมายเลข ๗ ครับ ผมจะขอกลับไปที่ประเด็นหัวข้อเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันที่จะมีการจัดตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญ แต่ผมอยากจะเสนอว่าก่อนที่จะมีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ หรือการประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญทางด้านนี้ เอาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันกลับมา ที่ประชุมเต็มคณะได้ไหมครับ เหมือนกับเราที่ได้ผ่านมา ๒ สัปดาห์ที่เราได้อภิปรายแบบ โหมโรง ๑๑ ประเด็นหลักของการปฏิรูปประเทศไทย แต่ว่าเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันนี่มัน คาบเกี่ยวกับทุก ๑๑ ประเด็นเลย ผมอยากจะให้เราใช้เวลาสัก ๒ วันในสัปดาห์ต่อ ๆ ไป หรือวันหนึ่งเต็มเวลาแล้วก็ให้มีการอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมวันนี้ว่าด้วยการแก้ปัญหา การทุจริตคอร์รัปชันของประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นปัญหาที่ทําให้การเมืองยุ่งเหยิงมาตลอดเวลา แล้วก็กระทบกระเทือนการพัฒนาของประเทศไทยครับ ผมขอเสนอเป็นอย่างนี้ ขอบคุณครับ ท่านประธาน
ขอบพระคุณครับ อันนี้ก็ขอบพระคุณที่กรุณาแนะนํามานะครับ เราก็จะจัดให้ ๑ วันเต็ม จะนัดหมายกันต่อไป
ต่อไปเป็นวาระเรื่องด่วนนะครับ คือการอภิปรายทั่วไปเพื่อเสนอวิธีการปฏิรูป ประเทศ ๑๑ ด้าน ตามมาตรา ๒๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ๑. ด้านการศึกษา ๒. ด้านสื่อสารมวลชน ก่อนที่ผมจะอนุญาตให้ ท่านสมาชิกได้อภิปรายเป็นการทั่วไปเพื่อเสนอวิธีการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ผมได้ เชิญให้ผู้แทนของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ของสภาปฏิรูปแห่งชาติเข้าร่วมนําเสนอภาพรวมของด้านการศึกษา ซึ่งประกอบด้วย ๑. นายวิวัฒน์ ศัลยกําธร ๒. นายเขมทัต สุคนธสิงห์ ๓. นายอมรวิชช์ นาครทรรพ ซึ่งท่าน เป็นรองประธานกรรมาธิการ กรรมาธิการ และโฆษกกรรมาธิการของด้านดังกล่าว ขอเรียนเชิญ ท่านทั้ง ๓ ครับ ขอเชิญผู้แทนคณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สภาปฏิรูป แห่งชาติ นําเสนอภาพรวมของด้านการศึกษาครับ เรียนเชิญ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพทุกท่านครับ ผม นายอมรวิชช์ นาครทรรพ อดีตโฆษกกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สภาปฏิรูป แห่งชาติ ในนามของท่านอดีตประธานกรรมาธิการ ท่านอาจารย์พารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา ใคร่ขอกราบเรียนที่ประชุมนะครับว่าท่านอาจารย์พารณเดิมท่านเจตนาอย่างยิ่งที่จะมาร่วม ชี้แจงวันนี้ด้วยตนเอง แต่เนื่องจากปัญหาสุขภาพแล้วก็คําสั่งแพทย์ท่านจึงไม่สามารถมาได้ แล้วก็ได้มอบหมายให้กระผมได้ทําหน้าที่กล่าวนําเกี่ยวกับข้อเสนอการปฏิรูปของทาง สปช. ก็อยากขอกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าผมเองในนามของท่านอดีตประธานกรรมาธิการ ของสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เราก็มีภารกิจตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ นี่ที่จะต้องดําเนินการพิจารณาศึกษาและให้ข้อเสนอแนะเพื่อให้เกิดการปฏิรูปด้านการศึกษา และการพัฒนามนุษย์ ทางคณะกรรมาธิการเองก็ได้ดําเนินการพิจารณา ศึกษา ค้นคว้า วิเคราะห์ ข้อสนเทศ ประมวลความรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิ ตลอดจนไปรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ทั่วประเทศ ซึ่งคณะกรรมาธิการได้รวบรวมและเสนอเป็นรายงานแนวทางการปฏิรูปการศึกษา และการพัฒนามนุษย์ ซึ่งในทัศนะของพวกเรากรรมาธิการตอนนั้นเราก็ถือว่าเป็นพิมพ์เขียว ของแผนการปฏิรูปการศึกษาในระยะยาวนะครับ ซึ่งภายใต้กรอบวาระการปฏิรูปดังกล่าว ที่ทาง สปช. กําหนดก็จะมีวาระการปฏิรูป ๓ วาระด้วยกันนะครับ มีวาระปฏิรูปที่ ๑๖ การปฏิรูประบบการจัดการศึกษา วาระปฏิรูปที่ ๑๗ การปฏิรูประบบการคลังด้านการศึกษา ด้านอุปสงค์ และวาระปฏิรูปที่ ๑๘ การปฏิรูประบบการเรียนรู้นะครับ ซึ่งในแต่ละวาระนั้น ก็มีความสอดคล้องกันนะครับ ภายใต้ระบบการเรียนรู้ใหม่ก็ต้องการการบริหารจัดการใหม่ ที่จะเป็นการศึกษาที่มันตอบโจทย์คนทุกช่วงวัย เป็นการศึกษาซึ่งไม่ใช่เรื่องวิชาการอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องชีวิตและการมีงานทํา เป็นไปตามสภาพเศรษฐกิจ ภูมิสังคมแต่ละพื้นที่ และภายใต้ ระบบบริหารจัดการใหม่นั้นก็ต้องการการจัดสรรทรัพยากรใหม่ทางด้านการศึกษาเช่นกันนะครับ ๓ วาระก็จะมีรายละเอียดซึ่งสอดคล้องต้องกัน ซึ่งสักครู่ก็จะได้เรียนเชิญท่านอาจารย์เขมทัต สุคนธสิงห์ ท่านรองประธานกรรมาธิการได้ชี้แจงรายละเอียดเรื่องนี้นะครับ ทั้งนี้รายงาน แผนปฏิรูปของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาดังกล่าวได้ผ่านความเห็นชอบของ สภาปฏิรูปแห่งชาติ และได้เสนอไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการแล้วเมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๘ นอกจากนี้ทางคณะกรรมาธิการยังได้ส่งมอบรายงานแผนปฏิรูปการศึกษา และการพัฒนามนุษย์ดังกล่าวให้แก่ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ ไปแล้ว เมื่อวันพุธที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๘ ณ สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร ซึ่งในวันนั้นก็เป็นการนําเสนอในบรรยากาศที่ดีมาก ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็ได้เห็นชอบ และได้กล่าวถึงหลักการหลายเรื่องที่สําคัญนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกระจายบทบาท ความรับผิดชอบในการจัดการศึกษาไปยังภาคส่วนต่าง ๆ ที่จะช่วยทําให้การศึกษาจัดการเรียนรู้ ที่มีความหมายกับคนทุกช่วงวัยอย่างแท้จริงตั้งแต่เด็กเล็กถึงผู้สูงวัยนะครับ ไปจนถึง เรื่องการตั้งกลไกถาวรที่จะยืนระยะการปฏิรูปการศึกษาซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศให้ได้ อย่างน้อย ๑๐-๑๕ ปี นั่นก็คือตั้งซูเปอร์บอร์ด (Super board) การศึกษาถาวรขึ้นมานะครับ รับไม้ต่อจากซูเปอร์บอร์ด (Super board) ระยะสั้นที่จะหมดอายุไปในรัฐบาลนี้ รวมทั้ง ต่อมาเมื่อวันศุกร์ที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๘ ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ ทางคณะกรรมาธิการก็ได้ไปขอเรียนพบท่านรัฐมนตรีว่าการ ท่าน พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ พร้อมด้วยท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการและผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง เพื่อหารือแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นกันในการส่งต่อแผนปฏิรูปของทางคณะกรรมาธิการให้กับทางกระทรวงพิจารณา ดําเนินการซึ่งก็เป็นบรรยากาศของการแลกเปลี่ยนที่ดีเช่นกันนะครับ ยังได้มีการมอบหมาย ให้ทางอดีตสมาชิก สปช. โดยเฉพาะอดีตกรรมาธิการการศึกษาได้ไปทําการบ้านต่อหลายเรื่อง ที่ท่านรัฐมนตรีดาว์พงษ์เองก็บอกว่าเรื่องไหนที่คิดว่าสําคัญก็ให้นําเสนอท่านได้เลยนะครับ ก็คิดว่าเรื่องนี้เป็นนิมิตหมายที่ดีนะครับ ผมคิดว่าเรื่องการศึกษาเป็นเรื่องสําคัญเรื่องใหญ่ เรื่องหนึ่งของการปฏิรูปประเทศที่มีข้อขัดแย้งกันค่อนข้างน้อย ไม่ว่าจะทาง สปช. เอง ในขณะนั้น หรือทางสภานิติบัญญัติโดยกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา หรือว่าทาง กระทรวงเองค่อนข้างเห็นตรงกัน คิดว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่น่าจะเป็นเรื่องที่เราน่าจะ ขับเคลื่อนได้เร็วหลายเรื่องนะครับ แล้วในขณะนี้เองก็มีอดีตคณะกรรมาธิการปฏิรูป การศึกษาของ สปช. ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศถึง ๕ ท่าน ด้วยกันนะครับ ซึ่งก็น่าจะได้มีส่วนเชื่อมต่อสิ่งที่จะกราบเรียนในวันนี้นะครับ นําไปสู่ ความเป็นรูปธรรมในทางปฏิบัติที่ทําให้เรื่องการศึกษากลายเป็นเครื่องมือของการยกระดับ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะยาวได้ สําหรับวันนี้ก็มีอดีตกรรมาธิการ ปฏิรูปศึกษาของ สปช. ๓ ท่าน ได้แก่ ท่านอาจารย์เขมทัต สุคนธสิงห์ ท่านเป็นอดีต กรรมาธิการ ตัวกระผมเองในฐานะอดีตโฆษกกรรมาธิการ แล้วก็ท่านอาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกําธร ท่านเป็นอดีตรองประธานกรรมาธิการ ซึ่งปัจจุบันท่านก็เป็นสมาชิกของ สปท. ด้วย ก็จะมา นําเสนอแนวทางการปฏิรูปการศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของคณะกรรมาธิการของ สปช. ตามที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้มีหนังสือเชิญมาร่วมประชุมในวันนี้ ในโอกาสนี้กระผมขออนุญาตท่านประธานให้กรรมาธิการ ๓ ท่านที่ผมเอ่ยนามไปได้นําเสนอ แนวทางการปฏิรูปการศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ต่อที่ประชุมของสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ พร้อมทั้งขออนุญาตนําเสนอด้วยเพาเวอร์พอยนท์ (PowerPoint) และแจกเอกสารสรุปให้แก่สมาชิกสภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศด้วยครับ ขอบคุณครับ
อนุญาตนะครับ เรื่องเพาเวอร์พอยนท์ (PowerPoint) การใช้ดิจิทัล (Digital) แล้วก็เอกสารที่แจก เจ้าหน้าที่ช่วยมาแจกให้ประธานด้วยนะครับ แล้วก็เชิญท่านเขมทัตครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกทุกท่านนะครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าเรื่องของการศึกษานั้นเป็นเรื่องใหญ่มาก แล้วก็คงไม่สามารถจะใช้เวลาสรุปภายใน ๒๐ นาทีหรือ ๔๕ นาทีได้หมด เพราะฉะนั้น ผมกราบเรียนว่าเอกสารคงมี ๒ ส่วน สําหรับท่านที่สนใจนะครับ
ส่วนแรก คือเอกสารที่จะแจกให้มีประมาณ ๗๐ สไลด์ (Slide) นี่นะครับ จะเป็นข้อสรุปซึ่งมีการเรียบเรียงให้เห็นความเป็นมาที่ง่าย ๆ นะครับ เลือกเน้นแต่ประเด็น ที่สําคัญ ส่วนเอกสารรายละเอียดนั้นก็จะอยู่ในหนังสือเอกสารฉบับนี้นะครับ ท่านก็สามารถ จะดูรายละเอียดได้ แล้วถ้าเผื่อท่านยังสนใจว่าที่มาที่ไปอย่างไรนะครับ มีรายงานสรุปผล การสัมมนาการรับฟังความคิดเห็นประชาชนด้านปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ อีกจํานวน ๕-๖ รายงาน ซึ่งท่านที่สนใจก็สามารถจะได้ข้อมูลตรงนี้นะครับ อันนี้เรียนเพื่อให้ ท่านได้รับทราบเพราะว่าเรื่องมันเยอะมาก ผมขออนุญาตที่นําเสนอที่เป็นประเด็นหลัก ๆ จะเห็นว่าคณะกรรมาธิการนั้นเริ่มต้นโดยการที่เอารัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) มาตรา ๒๗ วรรคสอง เป็นตัวตั้งในการที่เราจะมองเรื่องการปฏิรูป สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อันนั้น อยู่ในสไลด์ (Slide) ที่ ๒ นะครับ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติก็กําหนดเป้าหมายเรื่องของ ประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๗๕ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ก็เป็นความคิดรวมของ สปช. ทั้งมวลแล้วก็ นํามาดําเนินการโดยที่ถ้าเราไปสไลด์ (Slide) ที่ ๔ เราพูดถึงปรัชญาการจัดการศึกษาก็คือ การศึกษาสร้างคน คนสร้างชาติ แล้วก็พูดถึงวิสัยทัศน์การศึกษาที่จะพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ ที่สมบูรณ์อยู่ดีมีสุข เป็นพลเมืองที่ตื่นรู้ ปรับตัวเองเข้ากับสถานการณ์โลกที่มีการเปลี่ยนแปลง เป็นพลเมืองที่มีความเข้มแข็ง มีคุณสมบัติที่จะสนับสนุนความสามารถในการแข็งขันก็คือ เป็นพลังของเมืองนะครับ ทีนี้ผมอยากจะเรียนสรุปให้ท่านทราบว่าการศึกษาของเรานี้ ปัญหาคืออะไรนะครับ ที่จริงปัญหามีเยอะมากนะครับ แต่ในสไลด์ (Slide) ที่ ๗ นั้นจะเป็นสรุปที่ค่อนข้างจะชัดเจนตามช่วงวัยต่าง ๆ หรือถ้าเรา มองถึงการศึกษาขึ้นพื้นฐานเด็กร้อยละ ๗๐ ออกสู่โลกของงานด้วยวุฒิ ม. ๖ หรือ ปวช. หรือ ม. ๓ แต่คนเหล่านี้เรียนแล้วก็ได้ใบประกาศนียบัตรไม่มีการเตรียมทักษะที่ถูกต้อง อันนี้ เป็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่เกิดขึ้น แรงงานที่อยู่ในภาคแรงงานปัจจุบันนั้นร้อยละ ๓๕-๔๐ ไม่มี กลไกที่จะเข้าไปยกระดับตามสถานการณ์เศรษฐกิจของโลกที่เปลี่ยนไป อันนี้ก็คือคนที่ ออกจากระบบการศึกษาไปแล้วไม่ได้ถูกยกระดับ ผู้ที่สนใจจะไปเรียนในระดับปริญญาเมื่อได้ ปริญญามาแล้วกลับตกงานเพราะไม่มีงานรองรับเนื่องจากไปเรียนทางด้านสาขาสังคมศาสตร์ ค่อนข้างมาก ที่สําคัญมากที่สุดอันหนึ่งก็คือเด็กในขั้นปฐมวัยซึ่งจะต้องถูกพัฒนาทั้งร่างกาย สมองให้มีความพร้อมที่จะเติบโตไม่ได้รับการดูแล เพราะฉะนั้นจะพบว่าเด็กเหล่านี้ถูกละเลย แล้วก็มีพัฒนาการล่าช้า ในระดับมหาวิทยาลัยนั้นเรามีมหาวิทยาลัยจํานวนมากนะครับ แต่ว่างานวิจัยในมหาวิทยาลัยนั้นไม่ตอบโจทย์ภาคการผลิตหรือภาคอุตสาหกรรมได้เร็วพอ รัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการที่ผ่านมาก็พยามจะแก้ปัญหาทั้งปัญหาเรื่องครู ปัญหา เรื่องการอ่านออกเขียนได้ เรื่องของการมีงานทํา อาชีวศึกษาทวิภาคี หรือเรื่องธรรมาภิบาล แต่ไม่ได้แก้หรือไม่ได้ปฏิรูปอย่างเป็นระบบ อันนี้คือปัญหาหลัก ๆ นะครับ ปัญหาปลีกย่อยนั้น มีมากมาย
กราบเรียนในสไลด์ (Slide) ต่อไปนะครับ ก็คือสังคมไทยนั้นใน ๒ ทศวรรษมานี้ มีการเปลี่ยนบริบทไปอย่างมากมาย เรากําลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย เด็กที่เกิดน้อยลงแรงงาน เริ่มขาด เราต้องเปลี่ยนแปลงเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม เรื่องการรวมตัวของประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียนนั้นจําเป็นที่จะต้องคํานึงถึงพหุวัฒนธรรม เราไม่สามารถจะใช้แรงงานที่ไร้ทักษะ ได้อีกต่อไป เป็นความจําเป็นที่จะต้องเพิ่มผลิตภาพโดยการยกระดับการพัฒนาแรงงานขึ้นมา เรื่องของเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) นั้นเป็นแรงขับเคลื่อนของเศรษฐกิจยุคใหม่ ซึ่งเรายังล่าช้ามากพวกเมกะโปรเจกต์ (Megaproject) ทั้งหลายที่รัฐบาลพยายามทําทั้ง ในระบบคมนาคมระบบการสื่อสาร เพื่อที่จะเชื่อมกลุ่มสุวรรณภูมิให้เป็นเมืองเศรษฐกิจขึ้นมานั้น ก็จะต้องได้รับการดูแลแล้วก็พัฒนาคนไทย สิ่งที่สําคัญมากที่สุดก็คือทิศทางการกระจาย ความรับผิดชอบของงาน การพัฒนาลงสู่ฐานพื้นที่ ทั้งหมดมันรวมอยู่ในส่วนกลางไม่ได้
สไลด์ (Slide) ต่อไปที่เป็นรูปก็เพียงให้ท่านเห็นว่าปัญหามีหลากหลาย รถติดหล่ม รถตกเขา เครื่องบินตก ตายหมดหรือเปล่าก็ยังไม่ทราบ
ทีนี้ผมขออนุญาตไปสไลด์ (Slide) ที่ ๙ สไลด์ (Slide) ที่ ๙ จะบอกปัญหา ในเชิงประจักษ์ให้ชัด ๆ ไม่พูดถึงปัญหาปลีกย่อย เรื่องของระบบการจัดการศึกษาในปัจจุบันนั้น การจัดรูปแบบองค์กรท่านคงทราบนะครับว่าเรามี ๕ แท่งในกระทรวงศึกษาธิการ แล้วนอกจาก ๕ แท่งแล้วยังมีอีก ๒ กล่อง ก็คือกล่องของคณะกรรมการครูและบุคลากร ทางการศึกษา แล้วก็แท่งขององค์การค้าคุรุสภา ก็คือ สกสค. ทั้ง ๕ แท่งนั้นต่างคนต่างก็มีอิสระ ในการทําแล้วก็ทําให้เกิดปัญหาในการบริหารจัดการ เรื่องของคณะกรรมการครูนั้นที่จริง ควรจะทําหน้าที่เหมือนอย่างคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนคือออกระเบียบ หรือว่า แนวทางในการที่จะดูเรื่องข้อร้องเรียนหรือทําให้เกิดความเป็นธรรม ให้เกิดธรรมาภิบาล กลับเป็นเรื่องที่จะไปบริหารจัดการครูทั้งประเทศซึ่งทําให้เกิดความล่าช้า สิ่งหนึ่งถ้าเรา กลับไปย้อนดูประวัตินะครับ ครู อาจารย์ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ที่ขาดแคลนนั้น ไม่ใช่ขาดแคลน ยุคหนึ่งเรามีโครงการคุรุทายาท ผลิตครู อาจารย์ทางด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ออกมาเป็นจํานวนไม่น้อยนะครับ แต่ครู อาจารย์เหล่านี้ไม่ได้รับการบรรจุ เพราะว่าการจัดอัตราของ ก.ค.ศ. นั้นมีเรื่องของการทุจริตการเรียกร้องผลประโยชน์ ก็ทําให้ ผู้ที่จบการศึกษาเหล่านี้ไม่ได้รับการบรรจุ แล้วเราก็มาบอกกันว่าขาดแคลน เรื่องนี้ข้าราชการในกระทรวงศึกษาธิการทราบนะครับ แต่ก็ไม่ทําอะไร อันนี้ก็ต้องพูดกันให้ชัด ๆ เลยว่าทราบ ท่านไปถามครูในกระทรวงศึกษาธิการ ก็ทราบหมด ครูเองอยากจะบรรจุก็ต้องสอบบรรจุรวมที่เดียวกันแล้วจะส่งไปไหนก็ไม่รู้ เมื่อส่งไปแล้วก็พยายามจะดิ้นรนกลับไปที่ของตัวเอง ได้พูดคุยกับบุคลากรครู ครูบอกว่าถ้าเผื่อ เสียสัก ๓๐๐,๐๐๐ บาท เหมือนกับไปดาวน์ (Down) รถปิกอัพคันหนึ่ง แต่สิ่งที่ได้กลับมา ก็คือได้เงินเดือน ได้สวัสดิการของบิดามารดา ได้เงินตําแหน่ง เพราะฉะนั้น ๓๐๐,๐๐๐ บาท นี่มันคุ้มมาก เพราะฉะนั้นระบบเหล่านี้ก็เป็นระบบที่ สปช. เรียกว่าระบบสามานย์ที่ทําให้ทั้งหมด เกิดปัญหา สิ่งที่พูดนั้นนี่นะครับคงไม่มีใบเสร็จรับเงิน แต่ว่าท่านทั้งหลายที่เป็น สปท. สามารถจะเอาสิ่งที่ผมกราบเรียนไปถามได้จากบุคลากรครูทั้งหลาย อันนี้คือเรื่องของการจัด รูปแบบองค์กรแล้วก็การบริหารแบบเป็นศูนย์รวม นโยบายจากกระทรวงศึกษาธิการ เรามีท่านรัฐมนตรี ๑๐ กว่าคนนะครับ ในช่วงที่ปฏิรูปการศึกษาปี ๒๕๔๒ มาแล้วเปลี่ยนไป ประมาณ ๑๗ ท่านนะครับ ถ้าผมจําไม่ผิด ฉะนั้น ๑๗ ท่าน แต่ละท่านมาก็จะมีนโยบาย เมื่อมีนโยบายมาก็สั่งลงมาตามหัวหน้าหน่วยราชการ ก็สั่งไปตามผู้อํานวยการเขตการศึกษา ท่านก็สั่งต่อไปยังโรงเรียน เพราะฉะนั้นภาระทั้งหมดตกไปอยู่ที่โรงเรียน เพราะท่านที่เป็น ตรงกลางเหล่านั้นท่านเป็นผู้กํากับดูแล ท่านบอกท่านไม่ใช่คนปฏิบัติ ตกลงก็เลยไม่มีคนปฏิบัติ ภาระทั้งหมดก็ไปอยู่กับครูที่โรงเรียน แล้วเราก็บอกว่าครูไม่มีเวลาให้ศิษย์ อันนี้คือการบริหาร แบบเป็นศูนย์รวมที่เป็นปัญหา ถ้าเราไม่แก้ไขตรงนี้ทําอย่างไรก็แก้ไม่ได้นะครับ
อีกเรื่องหนึ่งซึ่งเราได้แต่คิดแต่ไม่ได้ทําก็คือเรื่องของการคัดเลือกผู้เข้าเรียน จะพบว่าเด็กไทยต้องกวดวิชาตั้งแต่เริ่มอนุบาลเพื่อที่จะเข้าประถม ที่จะเข้ามัธยม ที่จะเข้า มหาวิทยาลัย ทุกคนถูกโน้มน้าวผลักดันให้แข่งขันกันอย่างเดียวนะครับ ฉะนั้นอันนี้ก็เป็น วงจรอุบาทว์ซึ่งทําให้เด็กไทยไม่มีความสุข ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับการแข่งขัน เรื่องของการให้ ก็ถูกตัดทิ้งไป เพราะทุกคนจะต้องแข่งเพื่อที่จะเอาชนะคนอื่น ๆ ให้ได้นะครับ ก็เป็นวงจร อุบาทว์อีกอันหนึ่ง
เรื่องของการสร้างมาตรฐานและการประกันคุณภาพของสถานศึกษา อันนี้ ก็เป็นปัญหาที่บุคลากรทางด้านการศึกษาไม่ได้เข้าใจถึงเรื่องการที่จะดูแลคุณภาพของตัวเอง ให้ดี และเมื่อเราตั้งสถาบันสํานักงานประกันคุณภาพมาตรฐานการศึกษาขึ้นมาก็ทําตัว เป็นตํารวจไปคอยตรวจ มันก็เลยเป็นเรื่องของตํารวจจับผู้ร้าย ก็เป็นเรื่องที่ทะเลาะกัน ตกลง แทนที่เราจะพัฒนาคุณภาพหรือประกันคุณภาพเพื่อการพัฒนากลายเป็นเรื่องที่มาถกเถียงกัน แล้วก็บอกว่าควรจะล้มองค์กรนั้นองค์กรนี้ เพราะทั้งหมดไปผิดทิศทางไม่ได้เข้าใจปรัชญา ของการทํางาน
เรื่องของกระบวนการคัดเลือกและบรรจุบุคลากรเมื่อสักครู่ผมเรียนไปแล้ว ก.ค.ศ. คือไม่ได้ทําหน้าที่แต่เพียงการที่ออกกฎหมายหรือดูแลความเป็นธรรม แต่กลับไปทํา หน้าที่บริหารจัดการทั้งหมด แล้วก็ตั้งอนุ ก.ค.ศ. ขึ้นมา ทั้งหมดก็คือความอุบาทว์ทั้งระบบ ละครับ
เรื่องของการพัฒนาและการสร้างครูเพื่อให้มีคุณภาพดีขึ้น เราก็ใช้ระบบ กระดาษและดินสอเขียนรายงานเพื่อที่จะเทียบ เพื่อที่ให้ยกระดับ เพื่อที่จะได้มีผลตอบแทน เรื่องของคนที่จะมาเป็นผู้บริหารสถานศึกษาบางครั้งจบมาสอบเก่งก็สามารถจะสอบเป็น ผู้บริหารได้ สอนหนังสือไม่เป็นนะครับ เมื่อเป็นผู้บริหารการศึกษาก็เข้าไปนั่งอยู่เฉย ๆ แล้วก็คอยสั่งการ อันนี้ก็เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงมาตลอดเวลา
สิ่งสุดท้ายที่เป็นปัญหาระบบการจัดการนี่นะครับ เราบอกว่าระบบอุดมศึกษานั้น ได้ให้อิสรภาพกับการจัดการ มีกรรมการสถานศึกษา มีสภาสถาบัน แต่กรรมการสถานศึกษา และสภามหาวิทยาลัยเหล่านั้นก็ทําในสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ทับซ้อนเอื้อซึ่งกันและกันที่เรา เรียกว่าสังคมเกาหลังนะครับ อันนี้ก็เป็นปัญหา ถ้าไม่แก้เราก็คงแย่แน่ ๆ นะครับ ก็เรียน ท่าน สปท. ว่าท่านลองช่วยพิจารณาสิ่งที่ผมรายงานแล้วลองคิดว่าเราจะไปผลักดันให้เกิด การแก้ไขอย่างไร
เรื่องต่อไปสไลด์ (Slide) ที่ ๑๑ นั้นเป็นปัญหาเรื่องระบบงบประมาณ ประเทศไทยใช้งบประมาณทางด้านการศึกษาเมื่อเทียบกับจีดีพี (GDP) สูงเป็นอันดับ ๒ ของโลก แต่ว่าการศึกษาเราก็ยังอยู่ในความตกต่ํา ปัญหาอย่างที่ผมกราบเรียนไปแล้ว ทั้งนี้เพราะว่า งบประมาณถูกใช้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ งบประมาณนั้นถูกใช้เพื่อการวางแผนการกํากับ ดูแลมากกว่าที่จะเอางบประมาณนั้นลงไปพัฒนาผู้เรียน เพราะฉะนั้นจากส่วนกลางลงไป ถึงเขตต่าง ๆ นั้น งบถูกใช้ในการวางแผน ใช้ในการกํากับดูแล มีการอบรม มีการพัฒนา แต่ว่าผู้เรียนกลับไม่ได้รับผลพวงจากตรงนี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะเป็นข้อเสนอที่ทาง สปท. เสนอว่าจะแก้ตรงนี้อย่างไร งบประมาณกระจายไม่ทั่วถึง ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ํา เราพูดกันถึงโรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนขนาดใหญ่ โรงเรียนขนาดใหญ่ก็จะได้งบประมาณ มากเพราะว่านับตามรายหัว ในขณะที่โรงเรียนใหญ่จนแทบจะระเบิด ทุกคนก็แย่งกันเข้า มันก็ย้อนกลับไปปัญหาเรื่องการคัดเลือกผู้เรียน เพราะว่าทุกคนก็อยากจะไปเข้าโรงเรียนใหญ่ เพราะมีงบประมาณเยอะ งบประมาณเวลาที่ส่งตรงเข้ามาสถานศึกษานั้นก็เป็นเหตุการณ์ ที่ว่ามือใครยาวสาวได้สาวเอา โรงเรียนใหญ่มีชื่อเสียงบอกว่ามีนักเรียนเยอะก็จะได้ งบประมาณเยอะ งบประมาณนั้นก็จะให้ตามปีที่เคยได้มา ให้ตามโรงเรียน นักเรียน ไม่ได้ ดูว่าคุณภาพเป็นอย่างไร ในขณะที่โรงเรียนเล็กนั้นก็เหมือนกับต้นข้าวคอยฝนก็ไม่มีน้ํามาสักที อันนี้เป็นปัญหาเรื่องงบประมาณ
สุดท้ายนะครับ อันนี้ใหญ่ที่สุดก็คือปัญหาการเรียนรู้ของคนไทย วันนี้คนไทย เรียนหวังจะได้ตั๋ว ได้กระดาษ ได้ปริญญา ได้อะไร เพื่อที่จะเอาไปทํางาน ไม่ได้คิดหรอกครับ ว่าจะได้ความรู้หรือเปล่า ก็เอาตั๋วเข้าไปสมัครงาน เด็กไทยไม่เคยได้รับคําแนะนําให้ค้นหา อนาคตหรือสิ่งที่ตัวเองชอบนะครับ สังคมพาไป แห่กันไปเรียนด้านโน้นด้านนี้ที่คิดว่ามันดี พ่อแม่อยากจะให้ลูกเรียนสิ่งที่ตัวเองคิดว่าดี เรียนแพทย์ เรียนวิศวะ ทั้ง ๆ ที่เด็กนั้นอาจจะ ไม่ชอบเลย อันนี้เป็นปัญหาที่ใหญ่มาก เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้คนไทยก็มุ่งแข่งขันดูกัน ตามผลลัพธ์ จบมาแล้วใครจะได้เงินเดือนมากกว่ากัน ไม่ได้ดูว่าตัวเองทําประโยชน์อะไร ให้กับสังคม หรือทําประโยชน์อะไรให้กับประเทศชาติ ดูอย่างเดียวว่าจะทําประโยชน์อย่างไร ให้กับตัวเองโดยที่มีผลลัพธ์รายได้สูงสุด หลักสูตรการศึกษาไม่เอื้อต่อการทํางานเพื่อพัฒนา ถิ่นเกิด และเป็นหลักสูตรที่ไม่ผ่อนปรน อันนี้ต้องเติมไปอีกคําหนึ่งนะครับว่า ไม่ได้เอื้อ เพื่อการทํางาน รายงานของยูเนสโก (UNESCO) ซึ่งเพิ่งถูกออกมาโดยท่านดอกเตอร์กมล รอดคล้าย เมื่อไม่กี่วันมานี้นะครับ ก็บอกชัดเจนว่าหลักสูตรของเรามันใช้ไม่ได้ การเรียน ของเราเองนั้นก็มุ่งแต่เรียนในห้อง พึ่งผู้สอนอย่างเดียว เพราะฉะนั้นเราก็บอกว่าครูไม่อยู่นักเรียน ก็ไม่รู้จะเรียนอย่างไร เราไม่เคยฝึกนักเรียนให้เรียนด้วยตัวเอง เด็กเรียนก็ต้องเชื่อครู เพราะหวังจะได้คะแนน ถ้าตอบไม่ตรงที่ครูสอนก็ไม่ได้คะแนน ทําให้ไม่มีความคิด ก็คือใช้แต่ความจํา อย่างเดียว การวัดผลการศึกษาก็คือปรนัย อาจจะเลือกหมุนดินสอ ปั่นแปะ อะไรก็แล้วแต่ เด็กไม่ได้ใช้ความรู้ รวมทั้งตอนหลังการออกข้อสอบนั้นก็มาออกข้อสอบเชิงความคิด แต่เป็น เชิงความคิดที่โรงเรียนไม่ได้เตรียมเด็กให้คิด ข้อสอบที่เราเรียกว่าตามพิซา (PISA) นี่นะครับ ก็ทําให้เกิดปัญหา เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้คือปัญหาหลัก ๆ ที่ผมกราบเรียนท่านเพื่อให้ท่าน ได้พิจารณา ทั้งหมดท่านไม่ต้องเชื่อผมนะครับ ท่านลงไปดูข้อเท็จจริง ลงไปดูรายงานที่ผม กราบเรียน เพราะฉะนั้นเมื่อผมกราบเรียนปัญหาท่านแล้วเราควรจะทําอย่างไร กรรมาธิการ ปฏิรูปการศึกษาของ สปช. นั้นก็คิดอย่างเดียวว่าเราคงต้องจัดทําเป้าหมายใหม่ เป้าหมาย สําคัญคือการจัดการศึกษาเพื่อคนไทยทั้งมวลตอบสนองคนทุกวัย ไม่ใช่ตอบสนองคนแค่ ๙,๐๐๐,๐๐๐ คนแล้วใช้งบประมาณมากมาย เราต้องเลือกวิธีจัดการใหม่ แต่เป็นการจัดการ ที่กระจายความรับผิดชอบให้ทุกภาคส่วนไม่ใช่ทั้งหมดไปโทษกระทรวงศึกษาธิการว่าคุณจัดการ การศึกษาไม่ดี การศึกษาเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่เรื่องของกระทรวงศึกษาธิการอย่างเดียว เรื่องของการเลือกใช้ทรัพยากร เราไม่มีทางเลือกนะครับ เรามีครูมากมาย เราคงต้องหาวิธี แล้วก็สร้างกลไกที่จะจัดการระดับพื้นที่ที่รองรับการกระจายบทบาทความรับผิดชอบ รวมทั้ง การจัดการงบประมาณทรัพยากรเท่าเดิม สิ่งที่เรานําเสนอนั้น งบประมาณทางด้านการศึกษาจะไม่เพิ่มขึ้นนะครับ แต่จะเป็นการใช้งบประมาณที่มี ประสิทธิผลกว่าเดิมและลงไปสู่ผู้เรียนมากกว่าเดิมมาก ๆ เราต้องสร้างวิธีคิดใหม่ก็คือ ความเป็นอิสระของสถานศึกษาให้สามารถบริหารจัดการงบประมาณบุคลากรและหลักสูตร ได้เอง ที่ผ่านมาโรงเรียนเป็นนิติบุคคลโดยนิตินัยนะครับ แต่โดยพฤตินัยไม่ได้เป็น เพราะส่วนกลางไม่ปล่อยอํานาจออกไป อันนี้เรียนให้ท่านทราบนะครับ เป็นนิตินัย ตามกฎหมาย พ.ร.บ. การศึกษา ปี ๒๕๔๒ โรงเรียนเป็นนิติบุคคล แต่ไม่ได้ปฏิบัติในความเป็น นิติบุคคล เพราะอํานาจไม่ได้ถูกกระจายลงไป เราคงต้องมีทัศนคติใหม่นะครับ ก็คือเรื่องของ การที่เราจะใช้การศึกษานั้นเป็นการพัฒนาคนไทยตั้งแต่ปฏิสนธิจนถึงเสียชีวิตที่เราบอกว่า ตั้งแต่ครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอน เรามีหลักปฏิรูป
สไลด์ (Slide) ที่ ๑๕ และ ๑๖ หลักใหญ่ ๆ ก็คือการกระจายผู้จัด รัฐนั้น ปรับบทบาทมาเป็นผู้กํากับดูแลแล้วจัดการศึกษาเป็นพื้นที่หลักปฏิรูปต้องสร้างกลไกธรรมาภิบาล และภาวะรับผิดชอบให้แก่ผู้จัดการศึกษาและสังคมต้องปรับเปลี่ยนการจัดสรรทรัพยากรให้เป็น หลักอุปสงค์ก็คือดีมานด์ไซด์ (Demand side) ตามผู้เรียน เพราะเราต้องการจะพัฒนาผู้เรียน เราต้องสร้างขีดความสามารถและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคเอกชนและชุมชน โจทย์ใหม่ที่เราทําก็คือตอนนี้เราต้องเรียนรู้เพื่อชีวิตและเพื่องาน ไม่ใช่เรียนรู้เพื่อเอากระดาษ ถ้าไม่อย่างนั้นเราก็จะล้าหลังอยู่ในอาเซียน (ASEAN) เรื่องของ คานงัดนั้นเดี๋ยวท่านอาจารย์อมรวิชช์คงจะพูดต่อ ผมจะไม่พูดนะครับ
ขออนุญาตไปสไลด์ (Slide) ที่ ๑๘ สไลด์ (Slide) ที่ ๑๘ เราผลักดันว่า กุญแจดอกแรกของความสําเร็จนั้นคือต้องออกนโยบายการจัดการศึกษาเพื่อคนไทยทั้งปวง ที่มีระบบการแก้ไขปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมานั้นเราไม่เคยมีการปรับปรุงแก้ไขนะครับ คือหมายถึงว่าไม่มีฟีดแบคซิสเต็ม (Feedback system) ไม่มีการสอบย้อนกลับ ผู้ที่ได้รับผลกระทบก็ได้แต่บ่น แต่ไม่ได้เข้าไปทําอะไรให้มันมีการแก้ไข เพราะฉะนั้นการที่จะ จัดนโยบายการศึกษาเพื่อคนไทยทั้งปวงที่มีระบบติดตามแก้ไขปรับปรุงอย่างต่อเนื่องได้นั้น เราได้เสนอให้ตั้งคณะกรรมการนโยบายการศึกษาและพัฒนามนุษย์แห่งชาติหรือที่เราเรียกกันว่า ซูเปอร์บอร์ด (Super board) เพื่อที่จะทํางานอย่างถาวร อันนี้เป็นกุญแจสําคัญที่สุด อยู่ในสไลด์ (Slide) หน้า ๑๘
ส่วนการทํางานขอความกรุณาท่านไปดูเอง สไลด์ (Slide) หน้า ๑๙ หน้า ๒๐ หน้า ๒๑ หน้า ๒๒ ผมไม่ต้องการจะเสียเวลาท่าน
ผมขออนุญาตไปสไลด์ (Slide) ที่ ๒๓ สไลด์ (Slide) ที่ ๒๓ นั้นเราสรุปว่า วาระการปฏิรูปที่เราเสนอนั้นมี ๓ วาระ
วาระที่ ๑๖ ก็คือปฏิรูประบบการจัดการศึกษา ก็เพื่อตอบคําถามเมื่อสักครู่นี้ ว่าระบบมันไม่ดีหรืออย่างไรเราถึงต้องปฏิรูป
วาระที่ ๑๗ ก็คือปฏิรูประบบการคลังด้านการศึกษา ด้านอุปสงค์ก็เพื่อจะ ตอบเมื่อสักครู่นี้ที่เราบอกว่างบประมาณจัดสรรไม่ถูกต้องอย่างไร
วาระที่ ๑๘ คือปฏิรูประบบการเรียนรู้เพื่อที่จะตอบปัญหาว่าการเรียนรู้ ของเรานั้นเพื่อวัตถุประสงค์อะไรกันแน่ แล้วควรจะจัดการเรียนรู้อย่างไร ทั้งหมดนั้นไม่ง่าย เรามองว่าจะต้องจัดการทั้งหมดอย่างน้อยที่สุด ๑๗ ปี แต่ต้องเริ่มทําเสียตั้งแต่วันนี้
ฉะนั้นในสไลด์ (Slide) ที่ ๒๔ นี้ก็จะชี้ให้ดูว่าถึงปี ๒๕๖๐ เราหวังอะไร ปี ๒๕๖๕ เราหวังอะไร แล้วปี ๒๕๗๕ ซึ่งเรามีประชาธิปไตยครบ ๑๐๐ ปีนั้นเราหวังอะไร
ขอให้ดูสไลด์ (Slide) ที่ ๒๖ เราก็มองเป็นขั้นบันไดในเบื้องต้น ซึ่งภาษาที่ สปช. เรียกว่าควิกวิน (Quick win) นั้นเราจะพูดว่า ๒ ปีแรกนั้นจะทํานําร่องการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ ซึ่งเดี๋ยวท่านอาจารย์อมรวิชช์จะเสนอ แล้วจากนั้นไปอีก ๕ ปีก็ดําเนินการกระจายอํานาจ และทรัพยากรสู่ฐานกลไกจังหวัด ค่อย ๆ ทํานะครับใช้เวลา ๕ ปี ช่วยกันสร้างกรรมการ การศึกษาจังหวัดและสมัชชาการศึกษาจังหวัดให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ ต่อไปจนกระทั่งถึงปี ๒๕๗๕ ก็คือการค่อย ๆ ปรับหลักสูตรที่ตอบสนองโจทย์ของภูมิสังคม แล้วก็ปรับพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ให้สูงขึ้น กฎหมายที่ต้องแก้ไขปรับปรุงแน่ ๆ เลยก็คือ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติซึ่งเนื้อหา ดีอยู่แล้ว แต่มีบางส่วนที่ทําไม่ครบ ระเบียบบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการ อันนี้ คือปัญหา พ.ร.บ. ครูและบุคลากรทางการศึกษาคือ ก.ค.ศ. ที่ผมกราบเรียนไปแล้ว อันนี้ ต้องปรับแน่นอน แล้วก็เสนอไปใน สปช. คือร่าง พ.ร.บ. คณะกรรมการนโยบายการศึกษาและพัฒนามนุษย์ แห่งชาติ อันนี้ก็เชื่อว่า สนช. ท่านคงผลักดันให้เกิด ส่วนเรื่อง พ.ร.บ. งบประมาณประจําปี นั่นก็คือแก้ไขเพื่อให้เป็นระบบอุปสงค์
สไลด์ (Slide) ที่ ๒๖ นั้นเป็นแนวความคิดที่ให้ท่านเข้าใจว่าระบบการจัดการ องค์กรนั้นควรจะจัดการอย่างไร จะมี ๓ ชั้นนะครับ ชั้นแรก คือชั้นนโยบาย ก็จะมีซูเปอร์บอร์ด (Super board) ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ มีผู้ที่ทํางานเต็มเวลา ทําหน้าที่กําหนดนโยบาย วางมาตรฐานกลางติดตามการปฏิบัติงาน ประเมินผล จัดสรรงบประมาณ คือหมายถึงว่า ช่วยจัดสรรงบประมาณให้เป็นธรรม คุ้มครองทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิตนะครับ คือไม่ใช่คุ้มครอง ผู้บริโภคอย่างเดียว ต้องคุ้มครองสถานศึกษาที่ดีด้วย แล้วก็มีแอกเคานทะบิลิตี (Accountability) คือต้องรายงานผลต่อสาธารณะว่าการศึกษานั้นเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นซูเปอร์บอร์ด (Super board) นั้นจะต้องมีความรับผิดชอบต่อสาธารณะ ในเลเยอร์ (Layer) ที่ ๒ ชั้นที่ ๒ นั้น เป็นเรื่องของการกํากับดูแล เรามีกระทรวงต่าง ๆ ๑๑ กระทรวง ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา เพราะฉะนั้นทั้ง ๑๑ กระทรวงนั้นก็ยังทําอยู่นะครับ กํากับ ดูแล ดําเนินการตามนโยบาย ของคณะกรรมการนโยบายข้างบน ส่งเสริม สนับสนุนงบประมาณให้กับสถานศึกษา ส่งเสริม พัฒนาคุณภาพมาตรฐานของสถานศึกษาในกํากับ ต้องไปช่วยแก้ปัญหาคุณภาพนะครับ ไม่ใช่ส่งไปให้โรงเรียนแก้กันเอง แล้วก็รายงานผลต่อคณะกรรมการนโยบายข้างบน ลําดับชั้น ที่ต่ําสุดคือระดับปฏิบัติการก็คือการจัดการศึกษานั้นก็มีมากมาย การศึกษาระดับปฐมวัย การศึกษาพื้นฐาน เรื่องของมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา รวมทั้งการศึกษาตลอดชีวิตใครจัดก็ได้ เป็นของทุกภาคส่วน เราแนะนําให้เป็นการจัดการเป็นพื้นที่จังหวัด กลุ่มจังหวัด หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษที่อาจจะต้องมีขึ้น ขอให้มีการจัดการศึกษาโดยท้องถิ่น ชุมชน เอกชน โรงเรียน สถานศึกษาที่มีความหลากหลาย ส่วนที่เป็นของรัฐบาลที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล แล้วก็ค่อย ๆ ทําให้เข้มแข็งขึ้น
สไลด์ (Slide) ที่ ๒๗ นั้นอาจจะอ่านยาก แต่เป็นแนวคิดที่ฉายภาพการมีส่วนร่วม ในการจัดการพัฒนามนุษย์ทุกภาคส่วน ตั้งแต่ปฏิสนธิจนถึงเชิงตะกอน รายละเอียดนั้นผมจะ ไม่ใช้เวลาแต่เรียนว่าทั้งหมดอยู่ในนี้ แล้วถ้าเผื่อต่อไปท่านใดต้องการรายละเอียดผมยินดีที่จะ มาชี้แจงให้ข้อมูล
สไลด์ (Slide) ที่ ๒๘ อันนี้เป็นสไลด์ (Slide) ที่ค่อนข้างสําคัญเพราะที่เรา บอกว่าจะต้องปรับปรุงกระบวนการ ในขณะที่เราบอกว่ากระทรวงศึกษาธิการนั้นจัดเป็นแท่ง บวกกับอีก ๒ กล่อง ที่มีปัญหานี้เราอยากจะให้เขาทําหน้าที่กํากับดูแลและเปลี่ยนฟังก์ชัน (Function) เป็นการสนับสนุน เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อเราดูในสไลด์ (Slide) ที่ ๒๘ ข้างล่าง เราจะมีอยู่ ๕ กล่อง เป็น ๕ ฟังก์ชัน (Function) เราไม่ได้ไปบอกนะครับว่าจะทําอย่างไร แต่บอกว่าจะต้องมี ๕ ฟังก์ชัน (Function) นี้ ๕ ฟังก์ชัน (Function) นี้ก็คือสํานักงาน คณะกรรมการนโยบายการศึกษา ซึ่งจะต้องรับฟังทั้งจากภาคเอกชนหรือผู้ใช้ซึ่งอยู่ทางซีกซ้าย แล้วก็คนที่ทํามาตรฐานที่อยู่ตรงซีกขวาก็คือสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ สภาวิชาชีพต่าง ๆ อันนี้ ต้องรับฟังเป็นฟีดแบค (Feedback) นะครับ ส่วนในกระทรวงศึกษาธิการนั้นก็จะมี ๔ กลุ่ม ก็เป็นสํานักงานหลักประกันโอกาสทางการศึกษาเพื่อให้ลดความเหลื่อมล้ํา จะต้อง มีสํานักงานพัฒนาส่งเสริมการประกันคุณภาพก็คือส่วนกลางในเลเยอร์ (Layer) ที่ ๒ ที่ผมเรียนนะครับ ก็ต้องไปส่งเสริมให้คุณภาพทางการศึกษาดีขึ้น เรื่องของสํานักงาน วางแผนการผลิตกําลังคน จะเห็นว่าที่ผ่านมาเราผลิตกําลังคนแล้วคนก็ออกจากท้องถิ่น มาอยู่ส่วนกลาง เพราะฉะนั้นท้องถิ่นก็พัฒนาไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรานําเสนอก็คือต่อไป ท้องถิ่นจะต้องมีการวางแผนการผลิตกําลังคนของตัวเอง แล้วก็ต้องช่วยกันสร้างเพื่อให้ กําลังคนเพียงพอจะได้ไม่เกิดการย้ายถิ่นแล้วก็สามารถจะพัฒนาท้องถิ่นได้ กลุ่มนี้ก็สําคัญ กลุ่มสุดท้าย ก็คือสถาบันวิจัยระบบการศึกษาก็คือทั้งการสร้างองค์ความรู้ใหม่ การที่จะ เอาภูมิปัญญาท้องถิ่นใส่เทคโนโลยีเข้าไป อันนี้เป็น ๔ ฟังก์ชัน (Function) หลัก ๆ ซึ่งเรา เสนอกระทรวงศึกษาธิการว่าควรจะพิจารณา แต่วันนี้เท่าที่ข่าวออกมา ๕ แท่งจะยุบ เหลือแท่งเดียว ยิ่งรวบอํานาจเข้าไปใหญ่เลย ยิ่งน่ากลัวมากขึ้นก็กลับไปเป็นอย่างเก่า ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา ก็คือลดซี ๑๑ ลงมาให้มันแบน แต่ก็มีคนเดียว ซึ่งคุมทั้งหมด มันก็กระจายอํานาจไม่ได้ มันก็จะกลับไปเป็นปัญหาอย่างเก่าที่เคยเกิดก่อน ปี ๒๕๔๒ ก็ฝากท่าน
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมขออนุญาตฝากเป็นเรื่องสุดท้าย เนื่องจากเท่าที่ผมทราบจะ ไม่มีคณะกรรมาธิการทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม เท่าที่ผมฟังข่าวนะครับ เพราะฉะนั้นในส่วนของการศึกษานั้นอาจจะต้องผนวกเรื่องของการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสร้างนวัตกรรม เข้าไปด้วยนะครับ เพราะถ้าเผื่อถ้าท่านลดลงไปเหลือ ๑๑ กลุ่ม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยนําเข้าที่สําคัญอันหนึ่ง ขออนุญาต เอ่ยนามท่านคุรุจิต ขอความกรุณาท่านผลักดันตรงนี้ให้เกิดเพราะว่าเป็นเรื่องที่สําคัญมาก ที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยให้ไปข้างหน้าได้ ผมขออนุญาตจบการนําเสนอ ถ้ามีข้อสงสัย ก็ยินดีจะตอบนะครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านเขมทัตนะครับ
ขอโทษ ผมนิดเดียวถ้าให้ผมอธิบาย
ผมขอหน้า ๒๑ นะครับ
ได้ครับ อันนี้อาจจะฟังแล้วยากหน่อย อันนี้เป็น เรื่องที่กราบเรียนว่าคณะกรรมการสังเคราะห์ร่วมกับคณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษา และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้พิจารณาแล้วก็กําหนดเป้าหมายที่ผมเรียนว่าปฏิรูป คือการกําหนดเป้าหมายใหม่
ข้อแรก อัตราคนว่างงานบวกกับอัตราเงินเฟ้อตัวนี้เป็นตัวชี้วัดซึ่งไม่ถึงกับ เป็นทางการ แต่เป็นตัวเลขที่น่าสนใจเขาเรียก มิเซอรีสกอร์ (Misery score) ก็คือดูว่า ในแต่ละปีนั้นประเทศนั้นมีอัตราคนว่างงานกี่เปอร์เซ็นต์ แล้วก็มีอัตราเงินเฟ้อกี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตัวนี้มันอิมพลาย (Imply) ก็คือเป็นตัวที่จะช่วยบ่งชี้ให้เห็นว่าคนนั้นจะมีความสุขหรือเปล่า หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าถ้าเผื่อไม่ว่างงานคนก็มีความสุขคือมีงานทํา ถ้าเงินเฟ้อ ไม่มากคนก็มีความสุขเพราะมีเงินในกระเป๋ามากพอที่จะใช้ ปีที่ผ่านมาประเทศไทย อยู่ในอันดับหนึ่งนะครับ แล้วที่ผ่านมา ๑๐ ปีเราก็อยู่ตรงนี้ทุกที หลายครั้งที่มีเรื่องไม่ดี เกี่ยวกับประเทศไทยแต่ไปดูการวัดสกอริง (Scoring) เกี่ยวกับเรื่องความสุขเราไม่เคยหลุด ๑ ใน ๑๐ อันนี้เป็นสิ่งที่เราจะต้องพึงรักษาไว้ให้ได้
อันที่ ๒ เรื่องของผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา อยู่ในอันดับ ๒ ของอาเซียน (ASEAN) แต่ก่อนเราก็อยู่ต้น ๆ ชนะประเทศสิงคโปร์เสียด้วยซ้ําที่ ๑ นะครับ ตอนนี้เราอยู่อันดับ ๗ อันดับ ๘ แล้ว ต้องกลับมาอยู่อันดับ ๒ ให้ได้ ถามว่าทําไมที่กลับมาอยู่อันดับ ๒ ให้ได้ ทําไมไม่เป็นอันดับ ๑ อันดับ ๑ ประเทศสิงคโปร์เขาเป็นซิตี้คันทรี (City country) เพราะฉะนั้นจํานวนคนของเขาน้อยกว่า ดังนั้นถ้าวิธีวัดเราไม่มีทางไปแข่งได้ด้วยตัวชี้วัด แต่ทําอย่างไรเราถึงจะอยู่ในอันดับ ๑-๕ ของเอเชีย อันนี้ก็เป็นความทะเยอทะยาน นวัตกรรมไทยอยู่ในอันดับ ๑ ใน ๕ ของเอเชีย ทําให้เราสามารถจะสร้างนวัตกรรมใหม่ จากภูมิปัญญาดั้งเดิมแล้วก็เทคโนโลยี ถ้าชี้วัดตัวนี้เราก็ต้องทําให้ได้ อันสุดท้ายนี้สําคัญมาก คือถ้าเผื่อเราพัฒนาประชาชนให้เป็นพลเมือง ให้มีความเข้าใจ มีความรับผิดชอบค่าคะแนน การไม่ยอมรับทุจริตประพฤติมิชอบที่เราเรียกว่าเป็นคอร์รัปชัน เพอร์เซปชวล อินเด็กซ์ (Corruption perceptual index) นั้นควรจะต้องสูงกว่า ๖๐ ของเราตอนนี้ ๘๐ กว่า ต้องทําให้ลงมาอยู่ที่ ๖๐ ต้องทําตรงนี้ให้ได้ อันนี้ก็เป็นคําอธิบายในส่วนนี้ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ท่านสมาชิกครับ ช่วงนี้เป็นช่วงการนําเสนอวาระปฏิรูป การศึกษา ซึ่งสําคัญที่สุดกว่าทุก ๆ วาระเลยนะครับ แล้วก็ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูป การศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของ สปช. ได้กรุณาจัดเตรียมเอกสารอย่างดี ในส่วน สปท. เองสํานักวิชาการก็ได้จัดเอกสารให้สมาชิก และระหว่างนี้อยากให้สมาชิกได้รับฟัง อย่างมีสมาธิเพราะว่าเป็นการปฏิรูปที่สําคัญมาก แล้วความคืบหน้าพิมพ์เขียวของ สปช. ได้นําเสนอทั้งกรอบเวลา ทั้งโครงสร้างกลไก และตัวบทกฎหมายสมบูรณ์ที่สุด และนี่ก็เป็นเรื่องสําคัญที่สุด ดังนั้นอย่าเพิ่งจับกลุ่มวิเคราะห์ขับเคลื่อนปฏิรูปการศึกษา โปรดนั่งประจําที่ของท่านด้วยนะครับ เพราะว่าเราก็ต้องให้เกียรติผู้มานําเสนอนะครับ เชิญดอกเตอร์อมรวิชช์ครับ
ผมขออนุญาตนําเสนอต่อจากท่านอาจารย์เขมทัต จากที่ท่านอาจารย์เขมทัตพูดไปคงจะเห็นเรื่องการศึกษาเป็นเรื่องซึ่งใหญ่มาก มันไม่ใช่การศึกษา ของเด็กในระบบอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว มันเป็นเรื่องของเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไปถึงวันสุดท้ายของชีวิต ทําอย่างไรคนไทยจะ มีการเรียนรู้ที่ดีตลอดชีวิต แล้วก็ไม่ใช่การเรียนรู้ที่เป็นรูปแบบเดียว แต่เป็นการเรียนรู้ ที่มีรูปแบบหลากหลาย ตอบสนองความเป็นจริงในชีวิตของคนหลาย ๆ แบบได้นะครับ ซึ่งตรงนี้ในระบบการศึกษาแบบเดิมไม่สามารถตอบสนองได้ แน่นอนหลายเรื่อง ผมเรียนตามตรงว่าถ้าจะมีเรื่องที่ผมอยากเห็นแล้วก็เสนอต่อจากท่านอาจารย์เขมทัตนะครับ อยากเห็นสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้กรุณาช่วยกันฝากให้เป็นรูปธรรม ถ้าผมจะเรียนขอได้ก็คงขอเพียงแค่สัก ๒ เรื่อง อันแรก คือทําให้เกิดกลไกที่จะยืนระยะ การปฏิรูประยะยาว ๑๕ ปี ๒๐ ปีได้อย่างที่เรียน เพราะว่าเรื่องการศึกษาเป็นเรื่องใหญ่มาก แน่นอนครับ มันมีเรื่องที่เราทําได้เร็วและกระทรวงก็ทําอยู่แล้ว เช่นการปรับระบบ การบริหารงานบุคคล การเข้าสู่ตําแหน่งของผู้บริหาร ซึ่งก็ยังมีความผิดเพี้ยนอยู่ เรื่องการบรรจุ แต่งตั้ง โยกย้ายครูต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งก็เริ่มมาตั้งแต่ ครม. ชุดที่แล้วนะครับ เรื่องการลดภาระงานครู ซึ่งอันนี้เอาเวลาการสอนของครูไปมากมายทั้งของ สพฐ. เอง ของหน่วยงานประเมินต่าง ๆ เรื่องการประเมินคุณภาพของ สมศ. ซึ่งตอนนี้ก็อยู่ในสิ่งที่ ทางกระทรวงกําลังพยายามจะปรับไม่ให้เป็นงานกระดาษอีกนะครับ อันนั้นก็อาจจะเป็น สิ่งที่เรียกว่าเป็นควิกวิน (Quick win) ได้นะครับ เป็นการปฏิรูปเร็ว แต่อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่างานส่วนใหญ่จะเป็นสโลว์วิน (Slow win) เป็นงานปฏิรูประยะยาว ไม่ว่า จะเป็นเรื่องการปรับหลักสูตรให้สอดคล้องรองรับสิ่งที่เราต้องการเห็นความหลากหลาย ของการจัดการศึกษานะครับ แม้แต่เรื่องซึ่งปัจจุบันทางกระทรวงประกาศออกมา นโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ เลิกเรียนบ่ายสองโมงนี่นะครับ ถ้าจะทําให้ครบองค์ และเกิดประโยชน์เต็มที่ก็คงหนีไม่พ้นการปรับหลักสูตรที่ยืดหยุ่นขึ้นปรับคาบเวลาเรียน ปรับวิธีวัดผล ปรับระบบแนะแนวไปจนถึงปรับในเรื่องคุณภาพครูที่จะเข้าใจเด็กแต่ละคนว่า เขาเหมาะกับกิจกรรมการเรียนรู้แบบไหนตามศักยภาพของเขานะครับ พวกนี้เป็น เรื่องใหญ่ทั้งสิ้นครับ ยังไม่รวมถึงเรื่องที่เป็นปัญหาคาราคาซังมานานนะครับ การแก้ปัญหา โรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งตัวเลขที่คณะกรรมาธิการมีก็คือเป็นตัวเลขของเวิลด์แบงก์ (World bank) ว่าโรงเรียนขนาดเล็กเรามีประมาณ ๑๕,๐๐๐-๑๖,๐๐๐ โรงเรียน ซึ่งเกินครึ่งของโรงเรียนที่เรามี แล้วก็เป็นโรงเรียนซึ่งขนาดเฉลี่ยเด็กแค่ ๕๐ คนเท่านั้นเอง เป็นโรงเรียนกลุ่มซึ่งร้อยละ ๘๐-๙๐ เป็นโรงเรียนซึ่งไม่ผ่านการประเมินแล้วผลสัมฤทธิ์ ของโอเน็ต (O-NET) ก็ต่ํา ตรงนี้มีทางออกทางแก้มากมาย เรื่องของตัวเลขที่เรามีของ เวิลด์แบงก์ (World bank) ก็คือว่าโรงเรียนเหล่านี้ ๘๕ เปอร์เซ็นต์อยู่ในระยะเดินทาง ๑๕-๒๐ นาที ถ้าจัดระบบดี ๆ จะเป็นเรื่องการควบรวม ทําโรงเรียนเครือข่าย ทําระบบ รับส่งต่าง ๆ ทําได้ บางส่วนที่ไม่สามารถมีเด็กอยู่แล้วจะแปลงไปเป็นศูนย์การเรียนรู้ชุมชน โดยท้องถิ่นจัดการดูแลก็ได้เช่นกัน แล้วก็มีโรงเรียนอยู่อีกสักประมาณ ๑๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ประมาณ ๒,๐๐๐ โรงเรียนที่ต้องเป็นโรงเรียนที่สแตนด์อโลน (Stand alone) คือ เป็นโรงเรียนที่จิ๋วแต่แจ๋ว ทําให้เขาเป็นโรงเรียนซึ่งมีทรัพยากรที่พอ ไม่ใช่แค่มีค่าใช้จ่ายรายหัว แต่ว่าเรื่องนี้ก็ต้องใช้เวลาแก้ เราเป็นแมคโครแพลน (Macro plan) เรามีการดีไซน์ (Design) ก็จริง แต่ว่าต้องอาศัยแมคโครแพลนนิง (Macro planning) ในการทําให้เป็นจริง ซึ่งเรื่องนี้ที่ผมเรียนว่าต้องมีกลไกระยะยาวในการมาดูแลเรื่องนี้ยังไม่รวมถึงเรื่อง เขตเศรษฐกิจพิเศษ เขตพัฒนาพิเศษที่เรื่องการศึกษา เรื่องงานวิจัย เรื่องการพัฒนากําลังคน ต้องเดินคู่กัน อย่างที่ท่านอาจารย์เขมทัตได้เรียนแล้วว่าอยากเห็นเรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัย นวัตกรรม กับเรื่องพัฒนากําลังคนเดินคู่กัน อันนี้ผมก็คิดว่า เป็นเรื่องระยะยาวเช่นกัน เรื่องการผลิตครู พัฒนาครูผู้บริหาร เรื่องของระบบการเงิน ดีมานด์ ไซด์ ไฟแนนซิง (Demand side financing) อันนี้ก็ใช้เวลานะครับ เราตั้งใจ จะให้ค่าใช้จ่ายทางการศึกษาใหม่แปรผันตามผู้เรียนแล้วก็โรงเรียน ตรงนี้ต้องอาศัย การศึกษาวิจัยต้นทุนที่แท้จริงนะครับ ในระบบการจัดสรรทรัพยากรใหม่จะต้องเป็นระบบ ซึ่งเด็กได้ค่าใช้จ่ายพื้นฐานเท่ากัน แต่ว่าเด็กยากจน เด็กที่ด้อยโอกาส เด็กพิการ เด็กในพื้นที่ ห่างไกลน่าจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มในปริมาณที่พอเพียงและเป็นธรรม เราถึงจะสร้างสังคมที่ เท่าเทียมกันได้อย่างแท้จริง เรื่องของการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน การปฏิรูป การอาชีวศึกษา เรื่องการสร้างสังคมผู้ประกอบการ การศึกษาที่สร้างมนุษย์เงินเดือน สร้างแต่แรงงานที่มีทักษะอย่างเดียวคงไม่พอแล้ว เราตั้งเป้าใน สปช. นะครับว่า ๑๗ ปี ข้างหน้า จีดีพี เพอร์ แคพิตา (GDP per capita) น่าจะเพิ่ม ๓ เท่า จาก ๕,๐๐๐ เหรียญ ไปเป็น ๑๕,๐๐๐ เหรียญต่อปี ตรงนี้ถ้าเราให้การศึกษาเป็นเพียงการผลิตมนุษย์เงินเดือน คงไปไม่ได้ แต่ถ้าการศึกษาสร้างผู้ประกอบการ สร้างคนที่กล้าลงทุน สร้างนวัตกรรม ทางธุรกิจคู่ไปกับการลงทุนด้านการวิจัยพัฒนา ตรงนี้มีความเป็นไปได้ครับ แต่อย่างไรก็ตาม อย่างที่ผมเรียนว่าเรื่องนี้เป็นระบบ เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการทํางานระยะยาวทั้งสิ้น จึงมาถึงประเด็นที่ผมรับหน้าที่ต่อที่คิดว่าจะเป็นคานงัดสําคัญ เมื่อสักครู่นี้ผมเรียน ท่านสมาชิกแล้วว่าถ้าจะมีเรื่องที่ผมขอได้สัก ๒ เรื่องก็คงมี
เรื่องแรก คือกลไกยืนระยะการปฏิรูประยะยาว นั่นก็คือเรื่องการตั้ง คณะกรรมการนโยบายการศึกษาและพัฒนามนุษย์ขึ้นมา หรือซูเปอร์บอร์ด (Super board) ถาวรที่จะยืนระยะการปฏิรูปในเรื่องใหญ่ ๆ ที่ผมกราบเรียนมาได้
เรื่องที่ ๒ ถ้าผมคิดว่าผมขอได้ก็คงจะเป็นเรื่องของการทําให้เรื่องการกระจาย บทบาทในการปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ลงไปสู่ฐานพื้นที่จังหวัดให้ได้ เรามีคนดีคนเก่งในทุกจังหวัด แล้วก็หลายจังหวัดตอนนี้ขับเคลื่อนได้ดี ผมขออนุญาตท่านสมาชิกดูสไลด์ (Slide) ที่ ๑๖ ซึ่งพูดถึงคานงัดสําคัญของการปฏิรูปการศึกษาก็จะมาเป็นเรื่องแรกที่เราคิดว่าสําคัญมาก ในทัศนะของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของ สปช. นั่นคือ การกระจายอํานาจสู่ฐานพื้นที่จังหวัดหรือกลุ่มจังหวัดนะครับ มีกลไก ๒ กลไกที่เราใช้เรียก อยู่ตอนนี้ก็คือกรรมการการศึกษาจังหวัด กับสมัชชาศึกษาจังหวัด ทําหน้าที่ต่างกัน กรรมการ การศึกษาจังหวัดเป็นกรรมการวางแผน คนไม่เยอะอาจจะ ๑๕-๒๐ ท่าน แต่ว่ามาจาก ทุกภาคส่วน ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคท้องถิ่น ภาคประชาสังคม เป็นกรรมการ ที่จะคอยดูแลทิศทางการศึกษาให้เป็นไปตามโจทย์จังหวัด ผมยกตัวอย่างอย่างจังหวัดตราด เขาก็มีวิสัยทัศน์ของเขา ตอนนี้จังหวัดตราดเป็นจังหวัดหนึ่งในจังหวัดนําร่องโครงการจังหวัด ปฏิรูปการเรียนรู้ ก็มีวิสัยทัศน์ จังหวัดตราดอยากเป็นเกษตรไฮเทค (High-tech) อยากเป็น การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ แล้วก็อยากเป็นศูนย์ระบายสินค้าสู่กัมพูชาของอาเซียน (ASEAN) สิ่งเหล่านี้มีนัยต่อการวางแผนกําลังคนของจังหวัดตราดทั้งหมดตั้งแต่การเตรียมคน ทั้งระดับ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้มีเซอร์วิสมายนด์ (Service mind) ไปจนกระทั่งถึงการเตรียม กําลังคน ด้านโลจิสติกส์ (Logistics) เพื่อรองรับการเป็นศูนย์ระบายสินค้าชายแดน อย่างนี้เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่กรรมการการศึกษาจังหวัด ในขณะเดียวกันสมัชชาการศึกษาจังหวัด จะเป็นเสียงสะท้อนจากประชาชนส่วนใหญ่ของจังหวัดในการบอกความต้องการ ของแต่ละพื้นที่ อาจจะแต่ละโซน (Zone) แต่ละอําเภอขึ้นมา ในขณะเดียวกันก็เป็นกลไก เฝ้าระวังติดตามด้วยว่าการศึกษาที่เกิดขึ้นกับลูกหลานเขาในพื้นที่ตําบลเขา อําเภอเขาเป็นจริง อย่างที่เขาต้องการหรือไม่ เป็นกลไกที่จะถ่วงดุลกรรมการการศึกษาจังหวัดอีกทีหนึ่ง ตรงนี้ ก็เป็นคานงัดใหญ่อันแรกที่ สปช. เห็นว่าสําคัญมาก แล้วตรงนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ ๒ ที่ผมคิดว่า ถ้าผลักดันได้ตอนนี้ก็มีจังหวัดที่พร้อมหลายเรื่องก็เดินงานไปแล้ว เรื่องการบริหารจัดการ โรงเรียนแบบใหม่ เรื่องของการที่ลงไปศึกษาต้นทุนค่าใช้จ่ายผู้เรียน เรื่องการนําภาคเอกชน เข้ามาเป็นแรงขับเคลื่อนในการจัดการศึกษาเพื่อจะมีงานทํา เรื่องการไปผลิตพัฒนาครู ทั้งระบบลงไปทดลองทําเป็นบางพื้นที่ การปฏิรูปหลักสูตรกระบวนการเรียนรู้ การวัดประเมิน อย่างเช่นตอนนี้นโยบายลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ก็มีหลายจังหวัดรับโจทย์นี้ไปช่วย ท่านรัฐมนตรีดาว์พงษ์คิดต่อ อย่างจังหวัดภูเก็ตก็รับโจทย์เรื่องนี้ไปทํา ซึ่งผมเชื่อว่า โดยขนาดพื้นที่โดยกําลังคนโดยเครือข่ายที่เข้มแข็งในระดับพื้นที่จังหวัดก็สามารถทํางาน คู่ขนานกับทางกระทรวงแล้วก็มีข่าวดีที่เป็นควิกวิน (Quick win) หรืออาจจะเป็นควิก ไซโคโลจิคัล วิน (Quick psychological win) เป็นชัยชนะทางจิตวิทยากับประชาชนว่า มันเกิดการกระจายบทบาทลงไปที่ฐานพื้นที่จริง ๆ แล้วก็เป็นข่าวดีให้กับทางกระทรวง กับทางรัฐบาลได้ ทั้งนี้ก็จะอยู่ภายใต้การกํากับดูแลของคณะกรรมการนโยบายหรือซูเปอร์บอร์ด (Super board) ถาวรที่ผมได้กราบเรียนไปแล้ว ๒ เรื่องนี้ผมคิดว่าเป็นคานงัดใหญ่ที่สําคัญมาก ที่จะรับโจทย์สําคัญในเรื่องที่กราบเรียนไปทําต่อได้ ตอนนี้ทิศทางที่เป็นอยู่ในสไลด์ (Slide) ที่ ๑๗ ก็คือการสร้างกลไกบูรณาการระหว่างหน่วยงานแต่ละจังหวัด ตอนนี้ก็น่ายินดีว่าเดิมที่เรา บริหารงานราชการการศึกษาแบบไซโล สํานักงานเขตพื้นที่ก็ขึ้นอยู่กับ สพฐ. ตอนนี้ มีการประสานแนวราบคู่ขนานไปด้วย หลายจังหวัดมีการนํางบฟังก์ชัน (Function) มาหนุนงาน เชิงแอเรีย (Area) ด้วยซ้ําไป ก็เป็นภาพที่ดีของการทํางานโดยระบบความสัมพันธ์ในพื้นที่ ระหว่างหน่วยงานต่างสังกัดกัน แล้วก็เป็นการทํางานครอบคลุมทุกช่วงวัย เอาภาคสาธารณสุข เข้ามาดูแลเรื่องเด็กเล็ก ท้องถิ่นเข้ามาด้วยเช่นกัน ไปจนถึงแรงงานจังหวัดที่เข้ามาดูแล เชื่อมโยงกับสภาหอการค้าสภาอุตสาหกรรมจังหวัด ดูแลเรื่องกําลังคนให้สอดคล้องกับสิ่งที่ จังหวัดต้องการ
สิ่งที่สําคัญอีกอันหนึ่งที่ตอนนี้เคลื่อนขบวนกันอยู่ก็คือเรื่องการทําข้อมูล กําลังคนของจังหวัดซึ่งเป็นงานสําคัญ ตอนนี้เราพบว่าหลายจังหวัดกลายเป็นจังหวัดซึ่งผลิตคน ไปพัฒนาจังหวัดอื่น แล้วก็ใช้คนจังหวัดอื่นมาพัฒนาจังหวัดตัวเอง ในวิสัยทัศน์ที่เราหวัง การศึกษาที่เราปฏิรูปสําเร็จใน ๑๕-๒๐ ปีข้างหน้าเป็นการศึกษาซึ่งรักษาคนให้กับท้องถิ่น ได้สร้างงาน สร้างอาชีพให้ท้องถิ่นได้ เติบโตสร้างชีวิตที่มั่นคง สร้างครอบครัวที่มั่นคง ในท้องถิ่นได้ ไม่ใช่เรื่องของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างเดียวครับ เป็นการแก้ปัญหา สังคมด้วย ตอนนี้ปัญหาเด็ก เยาวชนที่มีมากมายเริ่มต้นมาจากปัญหาครอบครัวทั้งสิ้น และตอนนี้เด็กของเราส่วนใหญ่มีศูนย์เด็กเล็กอยู่กับปู่ย่าตายายไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ด้วยซ้ําไป ตรงนี้เป็นการรักษาทั้งความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ รักษาอาการเจ็บป่วยทางสังคมด้วย ตอนนี้ก็มีการเคลื่อนเวทีในหลาย ๆ จังหวัด ตัวอย่างที่อยู่ในบทสุดท้าย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลําปาง จังหวัดภูเก็ต จังหวัดชลบุรี จังหวัดอํานาจเจริญ ก็เป็นตัวอย่างจังหวัดซึ่งมี กลไกการจัดการเหล่านี้ไปได้ค่อนข้างดี ที่จริงมีอีกหลายจังหวัด จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดยะลา จังหวัดตราด เป็นต้น ซึ่งในจังหวัดเหล่านี้ผมคิดว่าถ้ารัฐบาลส่งสัญญาณให้ชัด มีนโยบายที่สนับสนุน สร้างเงื่อนไขที่เอื้อ ไม่ว่าจะเป็นการให้การรับรองสถานะกรรมการ การศึกษาจังหวัดก็ดี สมัชชาศึกษาจังหวัดก็ดี การเจียดจ่ายงบประมาณลงมาสนับสนุน สมทบกับทางจังหวัดก็ดี ในการพัฒนาการศึกษาของพื้นที่นี้เราจะเห็นการปฏิรูปเร็วได้นะครับ แต่ถ้าเป็นการคิดใหญ่ ทําใหญ่จากส่วนกลางอย่างเดียวก็จะมีโอกาสเสี่ยงที่จะกลับไป เหมือนเดิมคือไม่เกิดอะไรขึ้น แต่ถ้าคิดใหญ่ เริ่มเล็ก หรือทําให้ประณีต ใช้พื้นที่จังหวัด เป็นฐาน เอากลไกจังหวัดที่มีอยู่แล้ว ๔-๕ จังหวัดที่เอ่ยนามไปนี้ผมเชื่อว่าตรงนี้จะเห็น การปฏิรูปที่มีโอกาสประสบความสําเร็จสูง ผมขออนุญาตใช้เวลาช่วงสุดท้ายในส่วนของผม ก่อนจะปิดท้ายโดยท่านอาจารย์วิวัฒน์ พูดถึงการจัดการเรียนรู้หรือการปฏิรูปการเรียนรู้ โดยใช้พื้นที่จังหวัดเป็นฐาน ตอนนี้ก็เป็นข้อมูลที่อยากเรียนให้ท่านสมาชิก สปท. ได้ทราบว่า มีขบวนเคลื่อนอยู่แล้วเพื่อให้เห็นความเป็นได้ ซึ่งถ้าเราออกแรงผลักอีกนิดหนึ่งผมเชื่อว่า ตรงนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง คงข้ามเรื่องที่มาที่ไปไปนะครับ เพราะว่าตรงนี้ก็คงเป็น ที่เข้าใจอยู่แล้วว่าโดยระบบราชการการศึกษาซึ่งใหญ่โตมาก
ที่เห็นในสไลด์ (Slide) ที่ ๕๔ เรามีโรงเรียนตั้ง ๓๐,๐๐๐ กว่าโรงเรียน โรงเรียนเองก็ขาดอิสระในการริเริ่มนวัตกรรม กระทรวงเองก็ไม่สามารถจะสร้างการเปลี่ยนแปลง ทีเดียวกับโรงเรียน ๓๐,๐๐๐ โรงเรียนได้
ตรงนี้ถ้าไปที่สไลด์ (Slide) หน้า ๕๕ ถ้าเรากระจายทรัพยากรลงสู่พื้นที่ให้ ภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามามีโอกาสร่วมกันในการตัดสินใจการศึกษาของพื้นที่ได้ผมเชื่อว่าตรงนี้ จะเป็นทิศทางที่ถูกต้องแล้วก็จะตอบโจทย์ทั้งเรื่องความเป็นธรรม ทั้งเรื่องคุณภาพได้ โจทย์หลายเรื่องที่ผมเรียนไปตอนนี้หลายจังหวัดก็ทําอยู่แล้ว เช่น การแก้ปัญหาโรงเรียน ขนาดเล็ก การสํารวจเด็กออกกลางคัน เด็กด้อยโอกาสนอกระบบ เป็นต้น ไปจนถึง เรื่องการพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก
สไลด์ (Slide) ที่ ๕๖ เป็นสไลด์ (Slide) ซึ่งสําคัญ ชี้ให้เห็นความชอบธรรม แล้วก็โอกาสว่าทําไมเราเลือกจังหวัดเป็นกลไกและเป็นคานงัดของการปฏิรูป เพราะถ้าดู เทียบกันในกรอบซ้ายระดับประเทศ เราพูดถึงงบประมาณการศึกษา ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี เด็ก เยาวชน ถ้านับเด็กเล็กแล้ว นักเรียน นักศึกษาในอุดมศึกษาด้วยประมาณ ๑๕ ล้านคน สถานศึกษาประมาณ ๓๒,๐๐๐ แห่ง ครูประมาณ ๖๒๐,๐๐๐ คน แต่พอมาย่อส่วน เป็นจังหวัดเราเหลืองบการศึกษาประมาณ ๗,๘๐๐ ล้านบาท เด็กนักเรียนประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ คน สถานศึกษาประมาณ ๕๐๐ แห่ง ครูประมาณ ๘,๒๐๐ คน ขนาดการจัดการ มีความเป็นไปได้มากกว่าเยอะ ในหลายจังหวัดที่เริ่มงานตอนนี้ก็ทํางานเป็นโซน (Zone) เป็นอําเภอด้วยซ้ําไป ก็ยิ่งเห็นความเป็นไปได้มากขึ้น ผมถึงเรียนว่าอันนี้เป็นทั้งควิกวิน (Quick win) และควิก ไซโคโลจิคัล วิน (Quick psychological win) ที่ทําให้เห็น เรื่องการกระจายอํานาจเป็นจริง แล้วถ้าได้รับแรงผลักจากทางสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เรื่องนี้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แล้วก็ไปในแนวทางอย่างที่เราหวังจะเห็น ผมคงไม่ลงรายละเอียดมากคงขอข้ามไปที่สไลด์ (Slide) ๕๙
สไลด์ (Slide) ๕๙ ซึ่งพูดถึงวงจรหรือกลไกที่เราวางผังไว้ในการทํางาน ของจังหวัดซึ่งเรื่องนี้สําคัญนะครับ จะเป็นเรื่องของการทํากลไกการทํางานหลายภาคีเข้ามา ร่วมกันวางแผนจัดการศึกษา แล้วก็ทําเรื่องข้อมูลสารสนเทศต่าง ๆ ทํางานเป็นลูป (Loop) ครบวงจรนะครับ ตอนนี้ก็มีหลายจังหวัดซึ่งทํางานไปเกือบจะครบลูป (Loop) แล้วมีนะครับ แต่ว่าก็เป็นกระบวนการซึ่งต้องได้แรงหนุนต่อเนื่อง ตรงนี้เป็นโครงการซึ่งริเริ่มโดยทาง สกว. กับ สสค. อย่างที่กราบเรียนไปแล้วนะครับ ซึ่งผมคิดว่าตอนนี้เป็นโครงการนําร่อง เราหวังอย่างยิ่งว่าจะไม่ใช่โครงการที่ไปติดอยู่ในร่องอย่างเดียว เป็นโครงการซึ่งสร้างต้นแบบ การจัดการที่ดี ทางสํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยหรือ สกว. ก็ดี ทางสํานักงานส่งเสริม สังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชนหรือ สสค. ก็ดี ตอนนี้เข้าไปเป็นพี่เลี้ยงให้กับ ๑๗ จังหวัดนี้ แล้วอย่างที่เรียนไปอย่างน้อยมี ๕-๖ จังหวัดตอนนี้ ที่เรื่องกลไกก็ดี เรื่องข้อมูลเด็ก เยาวชนในพื้นที่จังหวัดก็ดี ทําได้ค่อนข้างดี เห็นเป้าหมายการทํางานชัด ถ้ามีการหนุนอย่างชัดเจน มีการสร้างเงื่อนไขที่เอื้ออย่างที่กราบเรียนไปแล้วก็น่าจะเป็น คานงัดสําคัญในเรื่องนี้ได้ เราไม่ได้ให้จังหวัดทํางานโดยที่ไม่ได้วางแผนเป็นระบบ
ถ้าดูในสไลด์ (Slide) ที่ ๖๑ ก็จะเห็นเรื่องขั้นตอนการทํางานในเรื่องต่าง ๆ ในเรื่องกลไกมี ๔-๕ ขั้นตอน จากระดับล่างที่สร้างความเข้าใจไปจนถึงสูงสุดคือวางรูปแบบกลไกที่ชัดเจนได้ เรื่องระบบ ข้อมูลจังหวัดนะครับ จากเรื่องการวางแผนออกแบบระบบข้อมูลไปจนกระทั่งมีระบบ สารสนเทศที่เชื่อมโยงหน่วยงานทุกหน่วยงานในจังหวัดได้ เรื่องแผนพัฒนาจังหวัด แผนพัฒนาการศึกษาของจังหวัด จากเรื่องการมีข้อมูลมาวิเคราะห์ปัญหาไปสู่การมีแผน แล้วเอาแผนไปปรับโครงสร้างการจัดการศึกษาในจังหวัดได้ พวกนี้เป็นขั้นตอนที่เราใช้เป็น เรียกง่าย ๆ ว่าเป็นตัวเบนช์มาร์ค (Benchmark) การทํางานของจังหวัดแต่ละจังหวัดนะครับ ว่าใครคืบหน้าไปแค่ไหนบ้าง
ในสไลด์ (Slide) ที่ ๖๒-๖๔ ก็จะพูดถึงพัฒนาการของจังหวัดที่อยู่ในโครงการตอนนี้ ๑๗ จังหวัดว่าใครก้าวหน้ามาก ก้าวหน้าน้อย ก็จะมีจังหวัดที่ผมเอ่ยนามไปหลายจังหวัด ที่ทําไปค่อนข้างเยอะนะครับ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดภูเก็ต เป็นต้น ซึ่งนี่คือพื้นที่ของการปฏิรูป เป็นพื้นที่ซึ่งผมเชื่อว่าถ้าเราลงไปช่วยกันหนุนจะเป็นพื้นที่ซึ่งให้คําตอบของการปฏิรูป ที่เป็นรูปธรรม สัมผัสได้ แล้วก็เป็นประโยชน์กับเด็ก เยาวชน กับประชาชน กับแรงงาน ในพื้นที่แน่นอนนะครับ
ในส่วนสุดท้ายเป็นข้อเสนอจากพื้นที่จังหวัดนะครับ จากการประชุมเมื่อสัก เดือนที่แล้วที่ไทยพีบีเอส (Thai PBS) ตัวแทนจังหวัดก็ได้เสนอข้อเสนอ ซึ่งผมได้กราบเรียน ที่ประชุมไปแล้วว่าเป็นการขอสัญญาจากภาครัฐที่ชัดกับขอเงื่อนไขที่เอื้อนะครับ
ส่วนแรก ก็เป็นเรื่องของการส่งเสริมเรื่องให้มีสมัชชาการศึกษาจังหวัด ซึ่งล่าสุดก็เกิดขึ้นแล้วที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีนะครับ
เรื่องที่ ๒ ก็เป็นเรื่องของการทําให้เกิดกลไกที่จะขับเคลื่อนเรื่องนี้คือ คณะกรรมการการศึกษาจังหวัด ซึ่งก็มีผู้ทรงคุณวุฒิ มีภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาร่วม จะให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหัวขบวนก็ได้นะครับ อันนี้ก็สุดแท้แต่ ซึ่งอันนี้ก็มีพื้นที่ ที่มีศักยภาพอยู่หลายจังหวัดอย่างที่ผมเรียนไปแล้ว มีเซเครทาเรียตออฟฟิศ (Secretariat Office) มีสํานักงานเลขานุการหรือสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาจังหวัดที่จะเข้ามาช่วย รัน (Run) งาน ตรงนี้ก็จะเป็นจุดสําคัญซึ่งทําให้เราเห็นการกระจายบทบาทการจัดการศึกษา ที่หลากหลายลงไปสู่พื้นที่จริง ๆ นะครับ ก็จะมีบทบาทตามที่แสดงอยู่ตามหน้า ๖๗
ปิดท้ายด้วยสไลด์ (Slide) ที่ ๖๘ นะครับ เรื่องการสนับสนุนในเชิงทรัพยากร ตอนนี้ก็มีหลายจังหวัดที่พร้อมจะเอางบท้องถิ่นเข้ามาสมทบกับงบส่วนกลางในการเข้าไปพัฒนา ปัญหาเฉพาะในพื้นที่จังหวัดของเขานะครับ ในขอบเขตประมาณ ๕๐-๑๐๐ ล้านบาท ซึ่งถ้า รัฐบาลให้การสนับสนุนนะครับ และผมย้ําอีกครั้งว่าเรื่องการกระจายอํานาจนี่ทําเร็ว ไม่ได้ทําในบางจังหวัดก่อน เพราะฉะนั้นคงไม่ได้ใช้ทรัพยากรมาก ถ้ารัฐบาลสร้างตั้งแต่ที่เอื้อ ในเรื่องการรับรองสถานะความชอบธรรมของกลไกจังหวัด กลไกพื้นที่ ไปจัดการศึกษาที่มี ความหลากหลายตามสภาพภูมิสังคมของพื้นที่บวกกับเรื่องทรัพยากรที่จัดลงในพื้นที่เรื่องนี้ น่าจะหวังผลได้แน่นอนครับ
๒ สไลด์ (Slide) สุดท้ายหน้า ๖๙ หน้า ๗๐ นั่นเป็นเพียงตัวอย่างครับว่า ตอนนี้เรามีปัญหาเด็กหลุดระบบอยู่มากมายแค่ไหนนะครับ อย่างที่เรียนไปแล้วเด็กเรา หลุดออกไปก่อน ม. ๓ ๑๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ แล้วก็หลุดไปตอน ม. ๓ อีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เหลือมาถึง ม. ๖ ประมาณ ๕๐ : ๕๐ นะครับ ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าหลายจังหวัดจับโจทย์นี้แล้ว หลายจังหวัดมีข้อมูลจังหวัดที่ตามเด็กได้ แล้วก็หลายจังหวัดเริ่มมีแผนงานโครงการที่จะ ดึงเด็กกลับมาเรียนหรือสร้างงานสร้างอาชีพให้กับเด็ก เยาวชนของเรานะครับ หลายจังหวัด ตั้งโจทย์ไปถึงเรื่องการสร้างสังคมผู้ประกอบการทํางานร่วมกับภาคเอกชน ให้เด็กฝึกงาน ที่จะออกมาเป็นผู้ประกอบการริเริ่มธุรกิจในพื้นที่ได้ ตั้งโจทย์เหมือนที่ผมกราบเรียน ที่ประชุมไปครับ ก็คือเรื่องจัดการศึกษาที่จะรักษาคนไว้กับพื้นที่กับท้องถิ่นได้ อันนี้ก็เป็น ภาพรวมเร็ว ๆ นะครับเกี่ยวกับเรื่องพิมพ์เขียวการปฏิรูปของทางคณะกรรมาธิการการปฏิรูป การศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของ สปช. ซึ่งอย่างที่ท่านอาจารย์เขมทัตได้เรียน ตอนแรกแล้วนะครับ เรื่องนี้เราลงรายละเอียดแล้วก็วางเป้าหมายจากระยะสั้นไปถึงระยะยาว ๑๗ ปีนะครับ ซึ่งแน่นอนครับ ในเวลา ๔๐-๔๕ นาทีอาจจะไม่สามารถอธิบายรายละเอียด ได้หมดนะครับ แต่ว่ามีรายงานอยู่ในเอกสารของทาง สปช. ซึ่งอยู่ในเว็บไซต์ (Web site) ของทางสภาอยู่แล้วซึ่งดาวน์โหลด (Download) มาได้ ก็หวังอย่างยิ่งครับว่าสิ่งที่เราคิดกันมา ทํากันมาจะถูกรับช่วงต่อนะครับ และหลายเรื่องซึ่งเป็นเรื่องสําคัญเป็นคานงัดใหญ่ ๒-๓ เรื่อง ที่ผมกราบเรียนไป ทางสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจะได้กรุณาพิจารณานะครับ และทําให้ เรื่องนี้เป็นจริงโดยการประสานกับทางกระทรวงแล้วก็ทางรัฐบาลต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณดอกเตอร์อมรวิชช์ นาครทรรพ นะครับ ก็ได้เห็นทั้งตัววาระปฏิรูป ทั้งเป้าหมายแล้วก็ปัญหานะครับ เราจะต่อยอดต่อไปนะครับ ต่อไปเชิญท่านวิวัฒน์ ศัลยกําธร ซึ่งเป็นรองประธานกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในชุด ของ สปช. ตอนนี้ท่านก็มาเป็น สปท. นะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก สปท. ที่เคารพครับ กระผมในฐานะอดีตรองประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษา และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของ สปช. แล้วก็ทําหน้าที่เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการ ปฏิรูปกลไกการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ขออนุญาตสรุป มี ๒ ประเด็นหลัก ๆ ที่จะให้ ท่านได้ลองดูครับ มีชาร์ท (Chart) อยู่ ๒ หน้าครับ เดี๋ยวผมจะสรุปจากชาร์ท (Chart) ๒ หน้านี้ หน้า ๓ จะเป็นประเทศไทยปี ๒๕๗๕ ในหน้า ๓ พูดถึงความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน อันหนึ่ง แล้วก็หน้าสุดท้าย ที่จริงอยากอธิบายประมาณ ๑๗-๑๘ นาที แต่เข้าใจว่าเวลาน่าจะไม่เหมาะ แล้วก็หน้าสุดท้ายหน้า ๗๒ พูดถึงองค์กรที่เหมาะสมกับการจัดการศึกษาในสังคมใหม่
ประเด็นแรก ผมอยากให้ท่านลองช่วยวิเคราะห์ดูนะครับ เพราะว่างาน แปลงหลักคิด หรือทฤษฎี หรือผลการศึกษา ไปสู่การปฏิบัติในอีกประมาณ ๑๐ กว่าเดือน ข้างหน้าจะเป็นงานที่ค่อนข้างเชื่อว่าทําไม่ได้ทั้งหมดที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษา และพัฒนาทรัพยกรมนุษย์เราได้ศึกษาเอาไว้ ท่านคงได้มีวิจารณญาณในการเลือกเอาสิ่งที่ ท่านเห็นว่าเป็นประโยชน์เอาไปทําต่อ การเมืองมั่นคง ด้านขวานะครับ การเมืองมั่นคง โปร่งใส น่าเชื่อถือ อันนี้อันที่ ๑ อันที่ ๒ เศรษฐกิจมั่งคั่ง เราคุยกันเยอะมากเรื่องแข่งขันได้ เราถามกันหลายครั้งว่าระหว่างสังคมโลกซึ่งจะเร่งพัฒนาคนไปแข่งกัน กับพัฒนาคน ไปช่วยเหลือแบ่งปันกันเอาอันไหน คําตอบออกมาทุกครั้งครับ เราจะสร้างคนไปช่วยเหลือกัน แบ่งปันกัน เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจจึงมีมิติความมั่นคง แล้วความมั่งคั่งพูดถึงความพอเพียง แบ่งปัน แต่ต้องแข่งขันได้ นี่เป็นมิติที่ ๒ ซึ่ง ๒ เรื่องนี้เป็นฐานสําคัญ ทําให้สังคมนี้ยั่งยืน ก็พูดถึงความเสมอภาค ปรองดอง ภายใต้นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่เหมาะสมกับยุคสมัยนี้ ในขณะเดียวกันทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ต้องเอื้อด้วย เพราะว่าโลกกําลังวิตกกังวลที่สุดเรื่องไคลเมทเชนจ์ (Climate change) ก็จะเป็นประเด็น ทั้งหมดนี้จะเกิดได้หรือเปล่าอยู่ที่คนครับ ระบบเอย กฎหมายเอย ระเบียบเอย โครงสร้างเอย ไม่ว่าเราจะปฏิรูปเปลี่ยนแปลงได้ครับ แต่ถ้าคนเหมือนเดิม เมื่อวานนี้ผมฟังแล้วรู้สึก หลายท่านเห็นด้วยว่าถ้าคนไม่มีวินัย เด็กไม่เข้าแถว อย่างอื่นแทบจะไปหวังอะไรไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นภารกิจการพัฒนาคนซึ่งเป็นเรื่องของทุกภาคส่วนอย่างที่ทั้งท่านอาจารย์อมรวิชช์ ท่านอาจารย์เขมทัตได้ย้ําแล้วย้ําอีกว่าการพัฒนามนุษย์ไม่ใช่เรื่องของกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น อย่าปล่อยให้กระทรวงศึกษาธิการทําแต่เพียงผู้เดียวโดดเดี่ยวไม่ได้ สังคมนี้ต้องลุกขึ้นมาช่วย กระทรวงศึกษาธิการทํางานพัฒนามนุษย์ ซึ่งในราชการเรามีถึง ๑๑ กระทรวงอยู่แล้ว มี ๑๑ กระทรวงทําหน้าที่พัฒนาคน ให้การศึกษาคนอยู่แล้วทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เรามีอยู่แล้ว กระทรวงสาธารณสุข ผมเหลือบไปเห็นหน้าท่านปลัดกระทรวง ก็ทําหน้าที่พัฒนาบุคลากรทางสาธารณสุขอยู่แล้ว ทหารมีตั้งแต่พัฒนาพลทหารจนไปพัฒนา ระดับสูง ทุกหน่วยราชการ แต่ลําพังหน่วยราชการนี่ไม่พอครับ ยุคสังคมปัจจุบัน หน่วยงาน ที่พร้อมที่จะเข้ามาช่วยกันทําในสังคมปัจจุบันนี้ ใน สปช. ได้นําเสนอกฎหมายฉบับหนึ่ง คือกฎหมายโซเชียลเอนเตอร์ไพรซ์ (Social enterprise) หรือที่เรียกว่าธุรกิจเพื่อสังคมไปแล้ว แล้วรัฐบาลก็รับเรื่อง ท่านนายกรัฐมนตรีอยากผลักดันเรื่องนี้ ข้อเสนอซึ่งเราได้คุยกันมาก ในการทําเวิร์กชอป (Workshop) ผมกราบเรียนที่ประชุมแห่งนี้ผ่านท่านประธานไปว่าในตลอดระยะเวลา ๕ ปีมานี่เราจัดเวิร์กชอป (Workshop) โครงการ เราจะส่งมอบประเทศไทยอย่างไรให้ลูกหลาน ๕ ปีมานี้มี ๔๒ เวิร์กชอป (Workshop) ๓๒ เวิร์กชอป (Workshop) พูดถึงการศึกษาและพัฒนาคน อีก ๒๐ ปีข้างหน้า ๑๐๐ ปี ประชาธิปไตยเราจะส่งมอบประเทศไทยอย่างไรให้ลูกหลาน การศึกษาเป็นเรื่องสําคัญ และทุกเวิร์กชอป (Workshop) พูดตรงกันว่าการศึกษาปล่อยให้ ระบบราชการกระทรวงเดียวทําอยู่ขณะนี้ไม่ได้ครับเพราะฉะนั้นการปฏิรูปโครงสร้าง ๓ ระบบ ๓ วาระ ซึ่งทั้ง ๒ ท่านได้เรียนให้ที่ประชุมย่อ ๆไปแล้ว ในขณะเดียวกัน หลาย ๆ เรื่องใช้ธุรกิจเพื่อสังคมมาทําไม่ได้ จึงต้องมีองค์กรในลักษณะองค์กรผสม หรือที่เรียกว่า ไฮบริดออร์กะไนเซชัน (Hybrid organization) คือองค์กรที่จะร่วมมือกันทํา จะต้องมีทั้งรัฐร่วมกับเอกชนก็มี เอกชนร่วมกับภาคประชาชนก็จําเป็น มีอยู่แล้วนะครับที่พูดถึง แม้แต่ภาคเอกชนร่วมกับภาคประชาชนเองแล้วก็มาจดทะเบียนเป็นโซเชียลเอนเตอร์ไพรซ์ (Social enterprise) เป็นธุรกิจเพื่อสังคม แต่ทั้งหมดนี้ทําหน้าที่ให้การศึกษาและพัฒนาคน ตอนเราทําเวิร์กชอป (Workshop) ที่ สปท. ท่านประธานของเราไปเยี่ยมแล้วท่านก็บอกว่า ถ้าเราพัฒนาคนสร้างคุณธรรมให้คนไม่ได้อย่างอื่นล้มเหลว ท่านว่าอย่างนั้น ผมเห็นด้วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ผมเคยมีโอกาสได้ไปพูดให้กับคณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษา รอบ ๒ เมื่อสักเกือบ ๑๐ ปีที่แล้วจําปีไม่ได้ ก็ตั้งคําถามเดียวกันว่าระหว่างลูกของท่านให้เป็น คนเก่งกับเป็นคนดีเอาอันไหนก่อน ยกมือพร้อมกันครับ ต้องการให้ลูกทุกคนเป็นคนดีก่อนเก่ง ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะฉะนั้นกลไกสําคัญในกระบวนการเรียนรู้ซึ่งเป็น ๑ ในวาระปฏิรูป ไม่ว่า จะเป็นหลักสูตรเอย ไม่ว่าจะเป็นครูเอย ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารเอย ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมเอย ต้องสร้างให้คนเป็นคนดีมีวินัยเสียก่อน เรื่องอื่น ๆ เป็นเรื่องต้องทําไม่ใช่ไม่ต้องทํา แต่ต้องทําให้คนดีมีวินัยเสียก่อนนี่เป็นเรื่องสําคัญ
อันที่ ๒ ต้องมีระบบตรวจสอบ ถ้าบอกว่าการเป็นคนดีจะวัดได้อย่างไร ต้องวัดได้สิครับ อันนี้เป็นภารกิจต้องช่วยกัน ต้องมีมาตรการวัดให้ได้ว่าเราจะวัดได้อย่างไร การเป็นคนดี ซึ่งผมเชื่อว่ามีความสามารถในการวัดได้ แม้แต่ความสุขก็ยังวัดได้ถูกไหมครับ เพราะฉะนั้นเป้าหมายสําคัญของการจัดการศึกษาซึ่งเรา สปช. อดีตวันนี้ก็ยังทํางานร่วมกันอยู่ ในช่วงบ่ายก็จะมีกรรมาธิการด้านสื่อมาคุยให้ฟัง เราตั้งคณะกรรมการร่วมเรียกว่า ครอสคัตติง (Cross cutting) ๓ คณะกรรมาธิการ มีคณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษา และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ร่วมกับคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชน และเทคโนโลยีสารสนเทศ แล้วก็ร่วมกับคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส เพราะสื่อเป็นโรงเรียนที่มีพลังยิ่งกว่าพ่อแม่และครู พ่อแม่สอน ครูสอน เขาฟังสื่อแป๊บเดียวเขาไปตามสื่อเลย เพราะฉะนั้นสื่อจึงมีอิทธิพล ต่อการพัฒนามนุษย์และเปลี่ยนวัฒนธรรมเปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์ได้ดีกว่าพ่อแม่และครู วันนี้ครูกูหรืออาจารย์กู๋ อาจารย์กู้เป็นที่พึ่งของเด็กได้ทุกระดับเลย เพราะฉะนั้นสื่อจึงมี บทบาทมากในสังคมยุคปัจจุบัน เพราะฉะนั้นการปฏิรูปการศึกษาไม่พูดถึงการปฏิรูปสื่อไม่ได้ครับ มันมีความสัมพันธ์กันไป อันนี้ก็ขออนุญาตสรุปโดยย่อว่าการศึกษาและการพัฒนามนุษย์ ทําลําพังกระทรวงเดียวอีกต่อไปภายใต้คนเพียง ๖๐๐,๐๐๐ กว่าคน ภายใต้งบประมาณ ก้อนที่โตที่สุดในประเทศไทยไม่ได้จะต้องทํางานร่วมกัน ซึ่งข้อเสนอของเราประเด็นสําคัญ คือให้มีซูเปอร์บอร์ด (Super board) ท่านนายกรัฐมนตรีรับเรื่องนี้แล้วแล้วก็กําลัง ดําเนินการอยู่ ส่วนซูเปอร์บอร์ด (Super board) จะทํางานแล้วออกมาอย่างไร ผมเชื่อว่า จากการประชุมแม่น้ํา ๕ สายเที่ยวที่แล้วชัดเจน ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าเราควรจะทํางาน ร่วมกัน ๕ สาย เพราะฉะนั้นก็ยังมีความเชื่อมั่นว่าทิศทางการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งผมใช้คําว่าต้องระดม สรรพกําลังของทุกภาคส่วนในประเทศไทยมาช่วยกันพัฒนาคนไทยตั้งแต่อยู่ในท้องไปจนถึง หลังเกษียณ เรากําลังเป็นสังคมผู้สูงวัยนะครับ เพราะฉะนั้นความจําเป็นที่จะต้องให้ผู้ที่ เกษียณอายุแล้วมามีบทบาทในการพัฒนาประเทศ ไม่ได้ปล่อยให้เหงาแล้วก็ตายไป ก็จึงมี ความสัมพันธ์ เพราะฉะนั้นบทบาทสําคัญของการปฏิรูปการศึกษาคือการปฏิรูปเพื่อคนทั้ง ๗๐ ล้านคนตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอน อันนี้คือภาพงานใหม่ ดูเสมือนว่า เป้าหมายใหญ่กว่าเดิมเยอะ แต่ต้องไม่ใช้งบประมาณเพิ่มจะทําอย่างไร ลักษณะของ การระดมสรรพกําลังความร่วมมือทุกภาคส่วนเข้ามาช่วยกันพวกเราเชื่อมั่นว่าอยู่ในวิสัย ที่ทําได้ และเราในฐานะคณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของ สปช. เราก็ฝากไว้กับพวกท่าน ผมเป็นส่วนหนึ่งที่จะเสนอตัวเข้าไปร่วมในการปฏิรูป การศึกษาด้วย สุดแท้แต่ว่าประธานท่านจะเลือกไปอยู่ในคณะกรรมาธิการชุดไหน แต่เราก็ได้ ยื่นข้อเสนอว่าจะเข้าไปร่วมในการปฏิรูปการศึกษาต่อ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณท่านวิวัฒน์ ศัลยกําธร เผอิญมีประเด็นหนึ่งสําคัญมากเพื่อให้จบ ครบสมบูรณ์ใน ๓ วาระปฏิรูปที่เป็นเหมือนคานงัดสําคัญในพิมพ์เขียวปฏิรูปการศึกษา ทั้งหมดและทรัพยากรมนุษย์นะครับ ก็ขอให้ทางท่านดอกเตอร์อมรวิชช์ช่วยนําเสนอสั้น ๆ คือกฎหมายปฏิรูปด้านการศึกษาครับ
ขอบพระคุณท่านประธานครับ ถ้าจะพูดถึง กฎหมายซึ่งจะเป็นตัวแรงผลักสําคัญของการปฏิรูปคราวนี้ผมคิดว่ามีอยู่สัก ๓-๔ ฉบับ ที่จริงก็มีอยู่ในกระบวนการที่จัดร่างไว้แล้วนะครับ
อันแรก ก็คือร่าง พ.ร.บ. คณะกรรมการนโยบายการศึกษา และพัฒนามนุษย์แห่งชาติ อันนี้มีการจัดร่างแล้วนะครับ ก็คงอยู่ในกระบวนการ ที่ต้องผลักดันต่อเข้า ครม. และ สนช. ต่อไป ฉบับที่ ๒ ก็คือการแก้ไข ซึ่งฉบับแรก จะไปรองรับเรื่องการมีกลไกยืนระยะการปฏิรูประยะยาว หรือที่ผมใช้คําว่า ซูเปอร์บอร์ด (Super board) ระยะยาวนั่นเอง
ฉบับที่ ๒ ก็คือร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ ซึ่งตอนนี้ ก็มีการเตรียมการร่างแก้ไขไว้แล้วยังไม่แล้วเสร็จ แต่ว่าในหลักการในแนวคิดว่า จะต้องทําอะไรบ้าง เช่น ไปรองรับในเรื่องการมีกลไกกรรมการจังหวัด สมัชชาจังหวัด เรื่องของการที่ไปปลดล็อกเรื่องระบบการประเมินผลภายนอกอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ก็มี การเตรียมการร่างไว้แล้วนะครับ ทีนี้ก็คงต้องอาศัยการผลักดันต่อ การแก้ไข พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ ซึ่งก็คงเสนอเข้า ครม. และ สนช. ต่อไปเช่นกัน อันที่ ๓ จะไปรองรับเรื่องใหญ่สําคัญครับ ซึ่งอันนี้ในเชิงประเด็นว่ามีเรื่องที่ต้องแก้ไขอะไรบ้าง ได้มีการคิดไว้แล้วนะครับ แต่ว่าตัวกฎหมายยังไม่ได้แก้ก็คือ พ.ร.บ. ครูและบุคลากร ทางการศึกษา ซึ่งตรงนี้ทาง ก.ค.ศ. หรือคณะกรรมการครูและบุคลากรทางการศึกษาดูแลอยู่ ตรงนี้มีปัญหามากนะครับอย่างที่ผมกราบเรียนไป
ภาคสุดท้ายนะครับ ผมเรียนย้ําอีกทีว่าเรากระจายอํานาจ เราไม่ใช่ไปตั้ง กระทรวงใหม่ที่จังหวัด เรากระจายอํานาจสุดท้ายลงไปที่ห้องเรียน ไปที่โรงเรียนครับ แล้วโจทย์ที่ยากที่สุดของการปฏิรูปการศึกษาไทยคือการทําให้มีครูดีทุกห้องเรียน มีผู้บริหารที่ดีทุกโรงเรียน อันนั้นคือโจทย์ที่ท้าทายที่สุดนะครับ แล้วตัวหนึ่งที่เป็นอุปสรรค สําคัญคือกฎหมายครูและบุคลากรที่ไปสร้างเงื่อนไขที่ไม่เอื้อต่อการมีครูดีและผู้บริหารดี เช่นกฎ ระเบียบที่เอื้อให้ครูย้ายได้หลังจากสอน ๒ ปีเป็นต้น ตรงนี้ก็ไปทําร้ายโรงเรียน ชายขอบ โรงเรียนของเด็กยากจน โรงเรียนในถิ่นทุรกันดารมากนะครับ หรือกฎหมาย ที่เอื้อให้ครูแต่ไม่ได้เอื้อกับเด็ก คือให้ครูสามารถที่จะสอบเป็นผู้บริหารได้เมื่อสอนมา ๕ ปี ตรงนี้ก็ส่งผลลบมากครับ เราเสียครูที่อาจจะเก่งได้ไปคนหนึ่ง ได้ผู้บริหารซึ่งยังไม่พร้อม มาอีกคนหนึ่ง ระเบียบเหล่านี้รวมทั้ง พ.ร.บ. ของ ก.ค.ศ. ที่พูดถึงอํานาจในการสอบบรรจุ แต่งตั้งครูในฐานะที่เป็นโรงเรียนตินิบุคคลก็ติดล็อกอยู่ตรงนี้นะครับ ยังไม่ได้มีการแก้ไข เพราะฉะนั้น พ.ร.บ. ครูและบุคลากรทางการศึกษาก็จะเป็นส่วนที่ ๓ ที่สําคัญแล้วก็คิดว่า คงจะต้องมีการผลักดันแก้ไขให้ได้
อันที่ ๔ อันสุดท้ายนี่ก็คือ พ.ร.บ. อุดมศึกษาก็มีปัญหาอยู่มากพอสมควร ที่ตอนนี้ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากเรื่องธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัย บทบาทของ สภามหาวิทยาลัยที่จะแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม เรื่องนี้ในร่าง พ.ร.บ. ตัวนี้ก็มี การเตรียมการไว้แล้วนะครับ ถ้าได้รับการผลักดันต่อโดยเฉพาะในประเด็นสําคัญคือการสร้าง ภาวะรับผิดชอบของสภามหาวิทยาลัยในการจัดการศึกษา ตรงนี้ก็จะเป็นส่วนสําคัญ อีกฉบับหนึ่งที่จําเป็น ที่เหลือท่านประธานครับ มันจะเป็นเรื่องระยะยาวเรื่องการปรับ โครงสร้างกระทรวง ซึ่งเราหวังว่าในระยะยาวเราจะเคลื่อนระบบการศึกษาบนฐานความรู้ มีสถาบันวิจัยระบบการศึกษาก็ดี มีสถาบันที่วิจัยพัฒนาหลักสูตรก็ดี สิ่งเหล่านี้ยังอยู่ ในกระดาษ เป็นคอนเซปท์ (Concept) อย่างที่ผมเรียนเสนอที่ประชุมไปวันนี้ แต่ถ้าได้รับ ความเห็นชอบแล้วก็ทุกฝ่ายสนับสนุน เรื่องนี้ก็จะนําไปสู่การร่างกฎหมายจัดตั้งองค์กรใหม่ เหล่านี้ขึ้นมาในโครงสร้างใหม่ของกระทรวงต่อไป ก็ขอกราบเรียนท่านประธานสั้น ๆ เพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณทางผู้แทนของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สภาปฏิรูปแห่งชาติ นะครับ ที่ได้กรุณานําเสนอ ๓ วาระสําคัญของการปฏิรูปการศึกษา คือ วาระที่ ๑๖ ปฏิรูประบบการจัดการศึกษา วาระที่ ๑๗ ปฏิรูประบบการคลัง ด้านการศึกษา ด้านอุปสงค์ วาระที่ ๑๘ ปฏิรูประบบการเรียนรู้ รวมทั้งการจัดเอกสารและเพาเวอร์พอยนท์ (PowerPoint) อย่างดียิ่ง ก็ขอขอบคุณที่เราจะได้ทํางานร่วมกันแล้วก็ต่อยอดกันต่อไปนะครับ
ท่านสมาชิกครับ บัดนี้เป็นช่วงเวลาของการอภิปรายทั่วไปเพื่อให้ท่านสมาชิก ได้แสดงความคิดเห็นเพื่อเสนอวิธีการปฏิรูปประเทศโดยใช้เวลาท่านละไม่เกิน ๕ นาทีนะครับ สําหรับสมาชิกที่ได้แสดงความจํานงไว้แล้วผมจะอ่าน ๕ รายชื่อแรก ลําดับแรกก็คือ ท่าน พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ท่านผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ซึ่งความจริง ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา จะมาจากอาชีพตํารวจ อาชีพไหน แต่ว่าความสนใจแต่ละท่านนั้น ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นท่านก็เป็นผู้รอบรู้เรื่องนี้มาก ท่านได้จัดทําเอกสารประกอบ การนําเสนอแล้วก็รวมทั้งเพาเวอร์พอยนท์ (PowerPoint) ซึ่งท่านประธานได้อนุญาต ให้นําเสนอได้ ท่านที่ ๒ พลเอก พหล สง่าเนตร ท่านเป็นอดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม เช่นกันครับ ได้มีการทําเอกสารการนําเสนอแล้วก็เพาเวอร์พอยนท์ (PowerPoint) ซึ่งท่านประธานทินพันธุ์ก็ได้อนุญาตเรียบร้อย ท่านที่ ๓ นางสาวปิยะธิดา ประดิษฐบาทุกา ซึ่งท่านเป็นผู้อํานวยการหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และเป็นกรรมการอิสระ บริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จํากัด (มหาชน) ด้วยนะครับ ท่านก็ได้นําเสนอเอกสารพร้อมกับเพาเวอร์พอยนท์ (PowerPoint) ก็ทําการบ้านเตรียมการมาอย่างดี ส่วนท่านที่ ๔ ท่านจินดา วงศ์สวัสดิ์ ท่านเป็น อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลําปาง ท่านที่ ๕ พลเอก นคร สุขประเสริฐ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก เป็นพลเอกหมาด ๆ เลยนะครับ ก็ขอเชิญท่าน พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ครับ
พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : กราบเรียนท่านประธานและสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน กระผม พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ อดีตผู้บัญชาการศึกษาสํานักงานตํารวจแห่งชาติ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๗๖ ขออภิปรายวิธีการการปฏิรูป การศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ โดยขออนุญาตใช้เพาเวอร์พอยนท์ (PowerPoint) และเอกสารครับ
ขออนุญาตสักครู่นะครับ ท่านครับ บัดนี้มีคณะอาจารย์และนักศึกษา จากมหาวิทยาลัยทักษิณ จังหวัดสงขลา จํานวน ๖๐ คน ได้เข้ามาทัศนศึกษาชมการทําหน้าที่ ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก็ยินดีต้อนรับคณะครูบาอาจารย์แล้วก็นักศึกษา จากมหาวิทยาลัยทักษิณนะครับ เชิญท่านสุวิระต่อครับ
พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : กรอบการปฏิรูปการศึกษาและพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์ของประเทศจะต้องพิจารณาองค์รวม ๕ ปัจจัย ประกอบด้วย ๑. อินพุท (Input) คือปัจจัยนําเข้า ๒. โพรเซส (Process) คือกระบวนการ ๓. เอาท์พุท (Output) คือผลผลิต ๔. เอาท์คัม (Outcome) คือผลลัพธ์ และ ๕. อิมแพกท์ (Impact) คือผลลัพธ์สุดท้ายครับ ในปัจจัยนําเข้านะครับ ครูนับว่า เป็นปัจจัยที่สําคัญที่สุดครับ จะต้องมีครูเป็นมืออาชีพนะครับ ครูมืออาชีพจะเกิดขึ้นได้จะต้อง มีเครื่องมือการคัดกรองที่ดี ให้บุคคลที่จะไปเป็นครูมีศักยภาพพื้นฐานส่วนบุคคลที่เหมาะสม กับการเป็นครูมืออาชีพ และสถาบันผลิตครูก็ต้องผลิตครูมืออาชีพ และนอกเหนือจากนั้น เมื่อครูมาเป็นครูระยะหนึ่งแล้ว ก็ต้องมีสถาบันการพัฒนาครูให้เป็นครูที่เป็นมืออาชีพ และที่สําคัญที่สุดจะต้องมีระบบการบริหารและการประเมินผลครูให้เป็นครูมืออาชีพ ในการประเมินผลเมื่อสักครู่นั้น ท่านเขมทัตได้กล่าวถึงว่าเป็นการประเมินที่เน้นในเรื่อง โพรเซส (Process) ก็คือเน้นการทําเอกสาร แต่จากนี้ไปขอให้เน้นในเรื่องของการดูที่ เอาท์พุท (Output) คือผลผลิตแล้วก็ผลลัพธ์เป็นหลักครับ ปัจจัยนําเข้าที่สําคัญอีกอันหนึ่ง ก็คือเด็กนักเรียน จะต้องทําการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของนักเรียนเป็นรายบุคคลเพื่อดูแล และจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสม เพื่อให้เขาจบการศึกษาทุกคน และจบอย่างมีคุณภาพ
ปัจจัยที่ ๒ ที่จะพิจารณาคือกระบวนการนั้น จะต้องทําการปฏิรูประบบ การจัดการศึกษา ปฏิรูประบบการคลังด้านการศึกษา และปฏิรูปการเรียนรู้ตามที่ท่าน สปช. ได้นําเสนอเมื่อสักครู่แล้วนะครับ ในกระบวนการโพรเซส (Process) นี้ที่สําคัญมากก็คือว่า ผู้ปกครองต้องมีส่วนร่วมครับ
และปัจจัยที่ ๓ ที่ต้องพิจารณาก็คือเอาท์พุท (Output) หรือผลผลิตนะครับ จํานวนนักเรียนที่จบการศึกษาในภาคบังคับจะต้องมีอัตราเพิ่มขึ้นนะครับ ในปัจจุบัน มีประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เหลืออีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์นั้นต้องออกไปจากระบบการศึกษา ตรงนี้จะเป็นปัญหาทางด้านสังคมและเศรษฐกิจของชาติ และศักยภาพในการพัฒนา ของประเทศในอนาคตครับ จะต้องเพิ่มขึ้นครับจาก ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๙๕ เปอร์เซ็นต์ เป็นอย่างน้อยในระยะเวลาอันสั้นนี้ครับ
ปัจจัยที่ ๔ เอาท์คัม (Outcome) คือผลลัพธ์นะครับ จากศักยภาพ ความสามารถของนักเรียนที่จบนะครับ ปัจจุบันนี้ประเทศไทยของเราอยู่ในอันดับ ๖ ของประเทศอาเซียน (ASEAN) ต้องเลื่อนเป็นอันดับ ๓ ครับ จากอันดับ ๓ มาจากไหนครับ มาดูจากจีดีพี (GDP) นะครับ อันดับ ๑ ประเทศสิงคโปร์ อันดับ ๒ ประเทศมาเลเซีย อันดับ ๓ ประเทศไทย เพราะฉะนั้นระดับการศึกษาของไทยต้องไม่ควรต่ํากว่าอันดับที่ ๓ ทักษะทางด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์นั้นควรเลื่อนจากระดับ ๕ มาเป็นระดับ ๓ นะครับ ทักษะภาษาอังกฤษควรเลื่อนจากอันดับ ๕๓ มาเป็นอันดับ ๒๗ อันดับ ๕๓ มาจากไหนครับ มาจากประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษ ๕๔ ประเทศทั่วโลก ประเทศไทยประเมินแล้ว อยู่อันดับที่ ๕๓ ครับเราอยู่ในระดับที่ต่ํามาก ต่ํามากที่สุดนะครับ เลื่อนเป็นอันดับที่ ๒๗ ถือว่าแค่ต่ํามากเท่านั้น ก็อยากจะให้มีการปรับปรุงเลื่อนไปอยู่ตรงนั้นครับ สถานภาพของเรา ต้องอยู่ตรงนั้นนะครับ
อันดับต่อไปตัวชี้วัดผลลัพธ์ ความสามารถในการอ่านภาษาไทย ต้องเลื่อน จากระดับ ๑ เป็นระดับ ๖ ครับ เพราะปัจจุบันนี้ถัวเฉลี่ยแล้วอ่านออกแต่ไม่เข้าใจความ เพราะฉะนั้นต้องพัฒนาตรงนี้ครับ ถือว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน
และปัจจัยที่ ๕ ต้องพิจารณานะครับ ก็คือผลลัพธ์สุดท้าย ถ้าเราได้ผลผลิต และผลลัพธ์บรรลุผลแล้วจะส่งผลต่อพลเมืองที่เข้มแข็ง สังคมมีคุณภาพ และมีความพร้อม ในการพัฒนาประเทศ รวมทั้งปฏิรูปประเทศด้วยนะครับ มาตรการที่จะดําเนินการนั้น มีทั้งดําเนินการได้ในทันที แผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวนะครับ ผมขอนําเสนอ มาตรการที่สามารถดําเนินการได้ทันที และสามารถเห็นผลเป็นรูปธรรมได้โดยเร็ว ด้วยการเสนอให้ทางฝ่ายบริหารออกเป็นคําสั่งหรือออกกฎในการประเมินผลการปฏิบัติงาน การแต่งตั้ง การเลื่อนตําแหน่ง การเลื่อนซี และการโยกย้าย โดยให้วัดผลจากผลผลิต ผลลัพธ์ ในเรื่องของคุณภาพทางการศึกษาดังที่กล่าวแล้วข้างต้น ถ้าผลผลิตและผลลัพธ์ไม่ดีขึ้น ต้องมีผลต่อผู้รับผิดชอบ ผู้บริหารเขตการศึกษาสามารถทําให้ตัวชี้วัดทางด้านผลผลิต และผลลัพธ์ดีขึ้น ก็ควรที่จะได้เลื่อนตําแหน่งสูงขึ้น หรือย้ายไปรับผิดชอบเขตการศึกษา ที่ใหญ่ขึ้นเพื่อเตรียมตัวเลื่อนตําแหน่งสูงขึ้นต่อไป ถ้าตัวชี้วัดลดลงก็พิจารณาปรับย้าย ไปรับผิดชอบเขตการศึกษาที่เล็กลง ส่วนระดับผู้อํานวยการโรงเรียนต่าง ๆ ก็ใช้มาตรการ เช่นเดียวกับผู้บริหารเขตการศึกษา แต่วัดในระดับโรงเรียน ส่วนครูประจําชั้น ครูแนะแนว และครูประจําวิชา ก็ดําเนินการในทํานองเดียวกัน แต่วัดในระดับชั้นเรียนหรือรายวิชาที่สอน ที่รับผิดชอบ ผมมั่นใจว่าเมื่อมาตรการนี้ประกาศออกไปจะเกิดการตื่นตัวและเกิด การเปลี่ยนแปลงทางด้านผลผลิตและผลลัพธ์ไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในทันที ส่วนแผนระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ก็ขอให้ดําเนินการตามโรดแมป (Roadmap) ที่ สปช. ได้นําเสนอไว้แล้วข้างต้น แต่สําคัญครับ ต้องยึดตัวชี้วัดที่เป็นผลผลิตและผลลัพธ์เสมอ จึงขอฝาก ท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการเพื่อดําเนินการขับเคลื่อนต่อไปครับ
ขอบคุณท่าน พลตํารวจโท ดอกเตอร์สุวิระ ทรงเมตตา ก่อนที่จะไปท่านที่ ๒ ผมจะอนุญาตให้มีการสําเนาเอกสารแจกสมาชิกสําหรับลําดับที่ ๖ ศาสตราจารย์ดอกเตอร์อิศรา ศานติศาสน์ แล้วก็ท่านดอกเตอร์วินัย ดะห์ลัน เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีเวลาที่จะไปทําสําเนา ก็อนุญาตนะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกลําดับถัดไปนะครับ ท่าน พลเอก พหล สง่าเนตร อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาและเพื่อนสมาชิก ที่เคารพ กระผม พลเอก พหล สง่าเนตร สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๐๖ ก็ต้องขออนุญาตกล่าวแนะนําตัวนิดหนึ่ง เพราะว่าท่านประธานก็คงยังไม่รู้จัก แล้วก็เพื่อน สมาชิกหลายคนก็คงไม่รู้จัก ผมไม่ใช่คนดังอย่างท่านวันชัย ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ผมเป็นนายทหารนอกราชการเกษียณอายุมานานแล้ว ตําแหน่งสุดท้ายอย่างที่ท่านได้กล่าว ก็คือเป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหม แต่ตลอดชีวิตรับราชการนั้นผมอยู่ในภาคการศึกษา นอกกระทรวงศึกษาธิการอย่างที่ท่านวิวัฒน์ได้พูดถึงก็มีหลายภาคส่วน ใช้ชีวิตเป็นครู เป็นนักเรียน เป็นผู้จัดการศึกษา เป็นผู้ประเมินการศึกษา เป็นผู้จัดระบบการศึกษาของ กองทัพมาโดยตลอด ก็คิดว่าจะมีข้อแนะนําบางส่วนที่เป็นประโยชน์สําหรับคณะกรรมาธิการ ของ สปท. ต่อไป ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการจาก สปช. ที่ได้ทําการศึกษาไว้โดยละเอียด เสนอแนะวิธีการต่าง ๆ ค่อนข้างชัดเจน ผมมองดูเป้าหมายสําคัญเช่นเดียวกัน คือเป้าหมาย ที่จะพัฒนาคน ประเทศเรามีปัญหามากมายเมื่อวานนี้ก็พูดกันว่าจะทําอย่างไรให้คนดีเข้าสภา คนดีมาเล่นการเมือง มีวิธีระยะสั้นระยะยาวมากมาย ผมเชื่อว่าถ้าเราพัฒนาการศึกษาได้ดี ไม่มีปัญหาเพราะทุกคนเป็นคนดี ก็มีคนดีเข้าสภาแน่นอนครับ เพราะฉะนั้นความมุ่งหมาย ของผมคือต้องการให้คนไทยอยู่รอดในสังคมใหม่ซึ่งเป็นประชาคมอาเซียน (ASEAN) และคนไทย ต้องรักเมืองไทย ร่วมกันสร้างชาติไทยไม่ทําร้ายประเทศไทย มีตัวอย่างมากมายที่คนไทย รับจ้างต่างชาติกล่าวร้ายประเทศไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ อันนี้ต้องเป็นผลผลิต ที่ไม่ดีของระบบการศึกษาแน่นอนครับ ถึงแม้ว่าคณะ สปช. จะได้ทําการพิจารณาโดย ละเอียดรอบคอบแล้วก็ตาม กระผมยังมีข้อพิจารณาเพิ่มเติมที่จะได้นําเพิ่มเติมเพื่อให้ คณะกรรมาธิการของ สปท. ได้ไปดําเนินการต่อไป
ประเด็นแรก ประเด็นตัวบ่งชี้ปีพุทธศักราช ๒๕๗๕ คือ ๑๐๐ ปี ประชาธิปไตยไทยนะครับ ค่าสําคัญคือค่าการไม่ยอมรับการทุจริตประพฤติมิชอบที่ตั้งเป้าไว้ ว่า ๖๐ ใน ๑๐๐ หรือ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ผมว่าน่าจะต่ําเกินไปนะครับ ถ้าจะแก้ปัญหาของชาติ ตรงนี้น่าจะไม่ต่ํากว่า ๘๕-๙๐ เปอร์เซ็นต์ ผมว่าเป็นเป้าหมายเร่งด่วนที่ไม่ควรจะให้ต่ําไปกว่า ๘๐ หรือ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ การไม่ยอมรับการทุจริตเป็นปัญหาเร่งด่วนจริง ๆ ซึ่งเรา มีคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะเกิดขึ้นอยู่แล้วนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ประเด็นกรอบระยะเวลากับการปฏิรูปการศึกษา ได้มีการวาง ระบบว่าใน ๒ ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร จนถึงใน ๒๐ ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ผมมองดูว่า เป้าหมายที่ต้องการให้ระบบผลิตพัฒนาและระบบการบริหารงานบุคคลให้เป็นระบบที่มี คุณภาพ ซึ่งหมายถึงการพัฒนาครูให้แล้วเสร็จใน ๑๐๐ ปีประชาธิปไตยไทยน่าจะช้าเกินไป เพราะครูคือกําลังสําคัญที่สุดในการพัฒนาการศึกษา ผมว่าถ้าไม่ ๒ ปีหน้า หรือ ๕ ปีหน้า ก็จะช้าไปแล้วละครับ เพราะฉะนั้นการพัฒนาครูให้แล้วเสร็จน่าจะเป็นวาระเร่งด่วนที่เร็วที่สุด มาถึงวาระที่ ๑๖ ในการปฏิรูประบบการจัดการศึกษา ผมก็ให้ความสําคัญของคนเป็นเครื่องมือหลัก เช่นเดียวกันนะครับ สนใจในการบรรจุผู้บริหารและการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษา ทั้ง ๒ ประเด็นนี้มีความเห็นเช่นเดียวกันว่านอกจากจะพิจารณาความรู้ความสามารถแล้ว ที่สําคัญที่สุดในการที่จะสร้างคนไทยให้รักประเทศไทย สร้างประเทศไทย หรือต้องการสร้าง อุดมการณ์ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ผลการคัดเลือกบรรจุผู้บริหารนอกจากพิจารณา ความรู้ความสามารถ ประสบการณ์การสอน ทัศนคติทางวิชาชีพ วิชาการแล้ว จะต้องมี การประเมินผลการปฏิบัติงาน การบริหารที่ผ่านมา รวมทั้งการสัมภาษณ์ถึงอุดมการณ์ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ด้วยนะครับ เช่นเดียวกับเรื่องทั้งการพัฒนาบุคลากร ทางการศึกษา ต้องมีการพัฒนานอกเหนือจากทักษะ ความรู้ วิชาชีพแล้ว คุณธรรมจริยธรรม และอุดมการณ์ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ต้องเป็นประเด็นสําคัญในการพัฒนาบุคลากร ทางด้านนี้ ถ้าครูหรือผู้บริหารการศึกษาไม่มั่นคงในเรื่องนี้ แน่นอนนักเรียนก็ต้องไม่มั่นคง ด้วยนะครับ
ในประเด็นต่อไป เรื่องของการปฏิรูประบบการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม ผมว่ากลไกสําคัญที่ยังไม่ได้เข้ามาในภาคของการมีส่วนร่วมคือภาคการเมือง ในทุกภาคส่วน ที่เข้าไปมีส่วนร่วมผมว่าภาคการเมืองเป็นส่วนสําคัญที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าภาคใด ๆ นะครับ ทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่นจะเข้ามาสวมได้ในทุกส่วนของการจัดการศึกษา ในส่วนของ การปฏิรูประบบการเรียนรู้หลักสูตร ขออภัยสักเล็กน้อยนะครับ การปฏิรูปหลักสูตร ต้องสร้างความรู้ความสามารถที่เหมาะสมกับช่วงวัยของการเรียนรู้ และขณะเดียวกัน ต้องเน้นการสร้างคนให้เป็นคนดีมีคุณธรรมจริยธรรม มีคุณค่าต่อสังคมและประเทศชาติ อาจจะเพิ่มเติมในเรื่องของประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ความรู้ความเข้าใจในชาติและสถาบัน เช่นเดียวกันหลักคิดที่สําคัญที่สุดที่คิดว่าคนไทยในยุคหน้าจะอยู่รอดได้คือหลักคิดของ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนะครับ อย่างที่ผมได้เคยกล่าว อภิปรายไว้ในครั้งแรกแล้วต้องให้ทุกคนมีหลักคิดนี้ในใจ ในการทําอะไรก็ตามต้องมีเหตุผล มีความพอประมาณ คิดถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นและทางแก้ไขไว้ คือมีภูมิคุ้มกันโดยใช้ความรู้ และคุณธรรมเป็นหลักจะทําให้สังคมอยู่อย่างเป็นสุขและสร้างสรรค์สังคมไทยให้เข้มแข็ง สําหรับวิธีการเรียนนั้นเพื่อเน้นให้คนเป็นคนที่อยู่ในสังคมได้ ต้องเน้นการมีส่วนร่วม ในการเรียนทั้งกิจกรรมและการปฏิบัติงานร่วมกัน ซึ่งแน่นอนเมื่อมีกระบวนการเรียน นอกห้องเรียนหลากหลายวิธี การวัดผลการศึกษาต้องวัดผลให้สอดคล้องกับกระบวนการเรียน นั่นคือมีการวัดผลจากกิจกรรมและกระบวนการเรียนร่วมกันด้วย ซึ่งตรงนี้น่าจะเป็นส่วนหนึ่ง ในการวัดผลเข้าไปศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาด้วยเช่นกันนะครับ ไม่ใช่เฉพาะภาควิชาการ หรือภาคความรู้อย่างเดียวนะครับ ผมเชื่อว่าถ้าเราได้มีการตั้งเป้าหมายที่สําคัญในการ พัฒนาคนให้สมบูรณ์ครบถ้วนโดยเฉพาะทางด้านจิตวิญญาณแล้วคนไทยในอนาคตจะไม่สร้าง ปัญหาให้ประเทศชาติ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ท่านได้เป็นตัวอย่างหนึ่งในการศึกษาถึงรายงานพิมพ์เขียว ปฏิรูปการศึกษาในวาระ ๓ วาระที่สําคัญ แล้วมาจัดลําดับความสําคัญพร้อมกับปรับกรอบเวลา รวมทั้งการโฟกัส (Focus) ประเด็นปฏิรูป ซึ่งอันนี้ก็เป็นตัวอย่าง เราไปลงลึกกันในชั้น กรรมาธิการอีกครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นก็ขอขอบคุณนะครับ ลําดับถัดไปนะครับ ขอเชิญ นางสาวปิยะธิดา ประดิษฐบาทุกา นะครับ ซึ่งเป็นผู้อํานวยการหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญนะครับ และเป็นกรรมการอิสระ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จํากัด (มหาชน) เชิญครับ
เรียนประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เคารพ เนื่องด้วยทาง สปช. ทั้ง ๓ ท่านได้กรุณาให้รายละเอียดและข้อมูลในภาพรวมของ ปัญหาด้านการศึกษาและแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาเพื่อทําให้เกิดความเข้าใจ แก่ทุกท่านพอควรแล้ว ดิฉัน ปิยะธิดา ประดิษฐบาทุกา สมาชิกลําดับที่ ๙๘ จึงขอนําเสนอ วิธีการในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เนื่องด้วยกรอบระยะเวลาในการ ทํางานของ สปท. ที่มีอยู่จํากัด และแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาที่ทาง สปช. ได้ทํา เสนอไว้แล้วในวาระปฏิรูปที่ ๑๖ ที่ ๑๗ และที่ ๑๘ ครอบคลุม ๒๖ ประเด็นปฏิรูปเพื่อที่จะให้ สามารถตอบสนองต่อบริบทความเปลี่ยนแปลงของโลกและของประเทศได้ ดังนั้นวิธีการ ที่จะช่วยขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาให้เป็นไปตามแผนได้อย่างรวดเร็วและเห็นผล เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนภายในเวลาที่กําหนด จึงมีความสําคัญและจําเป็นยิ่ง ด้วยเหตุและผลที่กล่าวมา จึงขอเสนอให้นําระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อการศึกษา ที่ทั่วถึงและการศึกษาตลอดชีวิตโดยการนําระบบการจัดการเรียนการสอนผ่านระบบ ออนไลน์ (Online) มาประยุกต์ใช้กับการจัดการเรียนการสอนในระบบการศึกษา นอกระบบ การศึกษา และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ตัวอย่างเช่น การนําระบบการจัดการเรียนการสอน ผ่านระบบออนไลน์ (Online) มาประยุกต์ใช้กับการจัดการเรียนการสอนในห้องเรียน เพื่อพัฒนาคุณภาพการสอนของครูในโรงเรียน และลดความจําเป็นในการเรียนกวดวิชา ของเด็กนักเรียนในระบบการศึกษาไทย เพื่อให้สอดคล้องกับกรอบระยะเวลาปฏิรูปเร็ว ในเรื่องที่มีผลกระทบโดยตรงกับเด็กและครู โดยการให้ผู้ที่ได้การยอมรับในเรื่องของเทคนิค และวิธีการสอน เช่น ครูกวดวิชาที่มีชื่อเสียง หรือครูที่ผ่านการคัดเลือกจากโครงการโทรทัศน์ครู หรือผ่านการคัดเลือกโดยวิธีการอื่นตามความเหมาะสม และให้ครูที่ผ่านการคัดเลือก เป็นผู้ผลิตเนื้อหาวิชาและกําหนดเอกสารประกอบการเรียนการสอนรายวิชาเพื่อให้ครูผู้สอน นําไปใช้การเรียนการสอนผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยที่ครูผู้สอนจะทําหน้าที่ ในส่วนที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนโดยตรง โดยเป็นผู้ที่คอยช่วยในการตอบคําถาม หรืออธิบายเพิ่มเติม และเป็นผู้ที่ช่วยสรุปและทบทวนเนื้อหาวิชาตอนท้ายชั่วโมงการเรียนการสอน เป็นผู้ให้การบ้าน ตรวจการบ้าน ออกข้อสอบ ตรวจข้อสอบ และดําเนินการจัดกิจกรรมอื่น ที่เกี่ยวกับการเรียนการสอน วิธีการดังกล่าวนอกจากจะทําให้ครูผู้สอนได้รับประโยชน์โดยตรงจาก การใช้เนื้อหาวิชาที่ผลิตโดยผู้ที่ได้รับการยอมรับในเรื่องของเทคนิคและวิธีการสอนที่ทําให้ นักเรียนเกิดความเข้าใจในเนื้อหาวิชานั้น ๆ ได้ดียิ่งขึ้นแล้ว ครูผู้สอนเองก็สามารถ นําประโยชน์จากเนื้อหาวิชา เทคนิค และวิธีการสอนดังกล่าวไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนา คุณภาพการสอนของตนเอง และยังเป็นการช่วยกระตุ้นให้ครูในโรงเรียนเกิดความตื่นตัว ในการที่จะพัฒนาคุณภาพการสอนของตนเองให้เท่าเทียมกับครูที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็น ผู้ผลิตเนื้อหาวิชาดังที่กล่าวมาแล้วในข้างต้น นอกจากนี้ครูผู้สอนก็จะได้มีเวลาเพิ่มขึ้น เนื่องจากไม่ต้องจัดเตรียมเนื้อหาการสอนสําหรับชั้นเรียนที่ใช้เนื้อหาวิชาที่ผลิตโดยครูผู้ที่ ได้รับการคัดเลือก จึงทําให้มีเวลาเพิ่มขึ้นสําหรับการเรียนกิจกรรมอื่นที่เกี่ยวกับการเรียน การสอนที่จะช่วยเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและทักษะในวิชานั้น ๆ วิธีการที่ได้กล่าวมานั้น เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการนําระบบการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ (Online) มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาระบบการศึกษา และเป็นเพียงทางหนึ่งที่สามารถทําได้โดยเร็ว อันจะส่งผลให้การเรียนในโรงเรียนเพียงพอที่จะใช้ในการสอบแข่งขัน จึงจะช่วยบรรเทา ความเดือดร้อนของพ่อแม่ผู้ปกครองที่เกิดจากความจําเป็นในการต้องเรียนกวดวิชา ของเด็กนักเรียนในระบบการศึกษาไทย และยังเป็นการลดความเหลื่อมล้ําในเรื่องของ คุณภาพการเรียนการสอนที่ไม่เท่าเทียมกันในโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลได้อีกทางหนึ่งด้วย แต่อย่างไรก็ตามข้อเสนอแนะในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ที่ได้กล่าวไปแล้วนั้น รวมถึงแผนการปฏิรูปประเทศทั้ง ๑๑ ด้าน ที่ทาง สปช. ได้ทําเสนอไว้ เป็นลายลักษณ์อักษรในเอกสารเป็น ๑๐๐ ฉบับ คงจะกลายเป็นความจริงได้ยาก ถ้าขาดความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ดังพระบรมราโชวาทในเรื่อง การพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ว่า เข้าใจเข้าถึง และร่วมกันพัฒนา ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณคุณปิยะธิดานะครับ วันนี้ได้นําเสนอวิธีการปฏิรูปโดยใช้ระบบดิจิทัล เอดูเคชัน (Digital education) แล้วก็แยกระหว่างครูผู้สอนกับครูผู้ผลิตเนื้อหาวิชา ครูบางท่าน เป็นคนนําเสนอได้เก่ง เก่งมาก ๆ แต่บางท่านที่ทําสาระได้เก่งแต่ไม่ใช่ผู้นําเสนอได้เก่ง คือสอนไม่ได้เก่งก็ทําสาระได้เก่ง อันนี้ก็เป็นแนวทางหนึ่ง ต่อไปเชิญท่านจินดา วงศ์สวัสดิ์ ครับ
ขอบคุณท่านประธาน ผม จินดา วงศ์สวัสดิ์ สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๒๖ ครับ อยากจะเรียนเสนอท่านประธาน เกี่ยวกับเรื่องการศึกษาซึ่งเป็นเรื่องสําคัญอันดับ ๒ รองจากกรรมการทุจริตและคอร์รัปชัน ผมมีประเด็นเล็กน้อยสัก ๒ ประเด็นที่จะนําเสนอต่อคณะกรรมาธิการด้านการศึกษา
ประเด็นแรก ก็คือเรื่องของการกระจายโอกาสทางการศึกษา ซึ่งผมได้ฟัง ท่าน สปช. พูดจะเน้นไปเรื่องของการกระจายอํานาจการจัดการศึกษาซึ่งเป็นวาระที่สอง ที่ผมจะเสนอ ผมมี ๒ ประเด็น คือ กระจายโอกาสทางการศึกษา กับกระจายอํานาจ ทางการศึกษา เรื่องของการกระจายโอกาสทางการศึกษา ผมอยากยกตัวอย่างกรณี ของการศึกษาทางไกลขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งผมฟังรายงานของ สปช. แล้วไม่ได้พูดถึงเรื่องการกระจายโอกาส เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ ณ ปัจจุบัน เราทราบว่าการศึกษาเรามีปัญหา โอกาสเด็กชายขอบที่จะมาเรียนรู้การศึกษาเหมือนเด็ก กรุงเทพฯ ไม่มี เพราะเด็กกรุงเทพฯ มีการศึกษามากมาย มีโรงเรียนกวดวิชามากมาย แต่ผมอยากจะเรียนท่านประธานให้ทราบว่าการแก้ปัญหาของกระทรวงศึกษาธิการที่ผ่านมา กลายเป็นแทนที่จะเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนมากขึ้น กลับไปปิดโอกาสของคนกรุงเทพฯ แทนที่จะไปเปิดโอกาสให้คนต่างจังหวัดได้เรียนมากขึ้น กลายเป็นแก้ปัญหากลับด้าน ก็คือไปปิดโอกาสคนในกรุงเทพฯ แต่ไม่ได้พูดถึงการกระจายโอกาสให้คนต่างจังหวัด โดยการออกมาตรการกระทรวงศึกษาธิการ ออกมาตรการหลายอย่างที่ออกมาเพื่อจะกีดกัน เรื่องของการเรียนการสอนของเอกชนเรื่องการสอนพิเศษ ผมถือว่าเขาไม่ได้ทําผิด แต่เขาสร้างโอกาสให้กับประเทศเราด้วยซ้ําไป ผมคิดว่าเป็นการผิดทิศทาง สิ่งที่ผม อยากเสนอให้กระจายโอกาสให้การศึกษากับต่างจังหวัดก็คือใช้เทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ เข้ามาเกี่ยวข้อง นั่นก็คือกระทรวงศึกษาธิการ ณ ปัจจุบันนี้ผมเรียนว่ากระทรวงศึกษาธิการนั้น มีศักยภาพมาก มีครู มีอาจารย์ มีอะไรเก่งมากมายมหาศาลแต่ไม่ได้ใช้ตัวนี้ออกมา ให้เกิดประโยชน์โดยใช้ควบคู่กับเทคโนโลยีที่ใช้อยู่ในปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการไม่ได้ใช้ ผมมองเห็นว่ากระทรวงศึกษาธิการมีครูเก่ง ๆ ยกตัวอย่างนะครับ มีครูเก่ง ๆ เยอะเลย แต่ละสาขาวิชาที่จะสามารถทําระยะเร่งด่วนระยะแรกได้เพื่อจะให้โอกาสกับเด็กต่างจังหวัด ได้เรียนเหมือนกับเด็กในกรุงเทพฯ นั่นก็คือกระทรวงศึกษาธิการสามารถหาคนเก่งในแต่ละ วิชาสาขาของกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ว่าคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ทุก ๆ สาขา แล้วผลิตครูเก่ง ๆ พวกนี้สอนแล้วทําซีดี (CD) ต้นทุนไม่มากทําซีดี (CD) แต่ละวิชาแต่ละสาขา ทําเป็นเล่ม ทําเป็นชุด ๆ แล้วส่งไปให้เด็กต่างจังหวัดได้เรียน เด็กต่างจังหวัดก็จะมีโอกาส เรียนกับครูเก่ง ๆ ได้เพราะครูเก่ง ๆ มีจํากัด มันไม่สามารถจะไปสอนเด็กตามชายขอบ ตามต่างจังหวัดได้ แต่ใช้วิธีการกระจายโอกาสก็คือเอาความรู้ของครูเก่ง ๆ ซึ่งมีจํานวนจํากัด ที่กระทรวงศึกษาธิการมีอยู่แล้วเอามาทําออกซีดี (CD) แล้วทําส่งไปให้ทุกโรงเรียนทั่วประเทศ เด็กก็จะได้เรียนเหมือนกับเด็กกรุงเทพฯ หมดเลยครับ ไม่จําเป็นจะต้องผลิตครู เพราะว่า ผมเห็นกระทรวงศึกษาธิการกําลังประกาศรับครูมากมายมหาศาล อันนี้คือต้นทุนประจํา ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการผมเคยอยู่คณะกรรมาธิการงบประมาณ กระทรวงศึกษาธิการ ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เป็นงบประมาณประจํา ไม่มีงบประมาณสําหรับพัฒนาการศึกษา อะไรให้เด็กเลย ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ประมาณเกือบ ๙๕ เปอร์เซ็นต์เป็นงบประจํา ถ้าบรรจุ ครูมากอีกก็เพิ่มงบประจําให้อีก ผลสุดท้ายเงินไม่ถึงเด็กเหมือนที่ทาง สปช. เสนอ เงินไม่ถึง ถึงการจัดการ ถึงแค่ระบบหมดไม่ถึงเด็ก แต่อันนี้คือระยะเร่งด่วน ผมคิดว่า ทางคณะกรรมาธิการ สปช. ด้านการศึกษาน่าจะทําได้ทันที เสนอกระทรวงศึกษาธิการ คัดครูเก่ง ๆ แล้วก็ทําซีดี (CD) แจกไปทั่วประเทศเลย เด็กไปก๊อปปี้ (Copy) กันอ่าน อยู่บ้าน ไม่ต้องเรียนหนังสือที่ครูก็ได้ อยู่บ้านก็ไปเปิดดูได้ครับ เรียนไปมีปัญหาแก้ปัญหาทางอินเทอร์เน็ต (Internet) ตั้งศูนย์ตอบคําถาม เด็กถามมาอาจารย์ที่กรุงเทพฯ ตอบไป รู้หมด ใช้ครูน้อย ต้นทุนน้อย อันนี้ผมฝาก อันนี้เป็นการปฏิรูประยะเร่งด่วนที่จะแก้ปัญหาในโอกาส ระยะเร่งด่วน อันนี้ผมฝากทางคณะกรรมาธิการว่าเพราะทุกอย่างนั้นต้องมีการแข่งขัน อยากเรียนถามท่านประธานนิดหนึ่งครับ ท่านประธานเอานักกีฬาไปแข่งต่างประเทศ ก่อนที่จะไปแข่งนักกีฬาจะต้องฝึก นักกรีฑาก็ต้องวิ่ง นักมวยก็ต้องซ้อม ท่านไปต่างประเทศ ท่านประธานเอาไปถึงท่านจับสลากเอารางวัลมาหรือเปล่าครับ ไม่ใช่ ท่านต้องแข่ง ถ้าท่านจะแข่งท่านต้องฝึก เหมือนกันครับเด็กเราก็ต้องฝึก ฝึกก็คือเขาต้องเรียนในห้องเรียน แล้วเขาต้องไปหาพิเศษเรียน เขาต้องหาความสามารถ ของเขาเองเพิ่มขึ้นมา ประเทศเราก็ไม่ได้อยู่หนึ่งเดียวในโลก ประเทศเราก็ต้องแข่ง ทุกประเทศทั่วโลก ถ้าเราไม่มีคนเก่งแล้วเราจะเอาใครไปเป็นผู้นําไปแข่งขันกับเขา ฉะนั้น ผมไม่เห็นด้วยที่จะไปจํากัด ต้องให้เกิดการแข่งขัน แต่ถ้าเราสามารถกระจายโอกาสให้กับ โรงเรียนทั่วประเทศให้เด็กนักเรียน ไม่มีใครควักสตางค์ไปเรียนพิเศษครับ ถ้าโรงเรียน ทุกโรงเรียนทําได้ แต่ตอนนี้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าก็คือให้กระทรวงทําอย่างที่ผมเสนอนะครับ เป็นการกระจายโอกาส ให้คัดครูเก่ง ๆ ที่สอนเก่ง ๆ ให้โอกาสกับเด็กบ้านนอกก่อนนะครับ อันนี้ผมฝากเป็นประเด็นแรก คงจะใช้เวลาท่านประธานอีกสักนิดหนึ่งครับ ขอประเด็นที่ ๒ นิดเดียวครับ
ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องการกระจายอํานาจการศึกษา ผมเห็นท่านอาจารย์อมร เสนอเมื่อสักครู่นี้ผมเห็นด้วยกับทาง สปช. ที่ทําเรื่องสรุปมาเรื่องการกระจายอํานาจ ทางการศึกษา แต่ผมฝากนิดหนึ่ง ๒ ประเด็น ประเด็นแรก ท่านไม่ได้พูดถึงเรื่ององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะในอนาคตนั้นมันต้องกระจายอํานาจไปสู่ท้องถิ่นให้ได้ เพราะว่า จะต้องแก้ปัญหาพื้นฐาน แล้วองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเป็นแหล่งงบประมาณที่จะ ซัพพอร์ต (Support) ให้กับการกระจายอํานาจการศึกษาครับ อันนี้เป็นการกระจายอํานาจ การจัดการศึกษา อันนี้เป็นเรื่องที่ผมฝากว่าจะต้องเกี่ยวข้องกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่จะต้องเข้าไปร่วมในการจัดการศึกษาท้องถิ่น
อีกประเด็นหนึ่งนะครับ ซึ่งเป็นประเด็นต้องกราบเรียนท่านประธานว่า ประเทศไทยเราเป็นรัฐเดี่ยว ฉะนั้นองค์กรทุกองค์กรที่จัดขึ้นต้องขึ้นตรงต่อรัฐ สิ่งหนึ่งที่จะทํา ให้ประชาชนหรือให้ทุกคนรักประเทศชาติ อย่างที่ท่าน พลเอก พหลได้เสนอเมื่อสักครู่นี้ นั่นก็คือจะต้องทําอย่างไรให้คนไทยรู้ว่ากําเนิดประเทศไทยกําเนิดมาอย่างไร นั่นก็คือต้องมี ประวัติศาสตร์ของชาติเราขึ้นมาให้ได้ ผมเคยทําประวัติศาสตร์ท้องถิ่นบ้านผมเอางบ
ช่วยสรุปนะครับ เกินมา ๒ นาทีกว่าแล้วครับ
ต้องทําประวัติศาสตร์ของชาติแล้วใช้ประวัติศาสตร์ ของชาติไปเป็นวิชาบังคับเรียนแต่ละโรงเรียนทั่วประเทศ อันนี้คือสร้างประวัติศาสตร์ สร้างความรักชาติขึ้นมาให้ได้ อันนี้ผมยกตัวอย่างแค่วิชาเดียว ถ้ามีวิชาอื่นกระทรวงศึกษาธิการ ก็เล็กลง แต่กระจายอํานาจให้กับท้องถิ่นเป็นผู้ดําเนินการครับ ขอบคุณครับท่านประธาน เกินเวลามา ๒ นาที ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ขอบคุณท่านจินดา วงศ์สวัสดิ์ นะครับ ความจริงการขับเคลื่อน การปฏิรูปการศึกษาดําเนินการมาไม่น้อยกว่า ๑ ปีแล้ว โดยเฉพาะยุคท่านรัฐมนตรีดาว์พงษ์ เราจะเห็นพาราไดม์ (Paradigm) ใหม่ ๆ ของการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม แล้วก็ จริง ๆ ส่วนใหญ่ที่ได้มีการนําเสนอก็ดําเนินการแล้ว ตรงนี้ที่บอกว่าเวลาเราจะขับเคลื่อน จึงต้องเชิญทาง สปช. เขามานําเสนอ แล้วพอชั้นของกรรมาธิการจะมีตัวแทนกระทรวง มาร่วมนั่งอยู่ด้วยครับ เราจะได้รู้ว่าเขาทําอะไรแล้ว บางทีเราอาจจะไม่มีเวลาพอได้ติดตาม ก็เลยไม่ทราบว่าเขาได้ทําไปแล้ว หรือบางเรื่องเราก็หาข้อสรุปว่าเราจะปฏิรูปอย่างไร เพราะฉะนั้นกระบวนการที่ออกแบบไว้จะทําให้การขับเคลื่อนเป็นจริงขึ้นมา ต่อไปขอเชิญ ท่าน พลเอก นคร สุขประเสริฐ ครับ มีเวลาไม่เกิน ๕ นาทีครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม พลเอก นคร สุขประเสริฐ หมายเลข ๗๗ ขอขอบพระคุณท่านกรรมาธิการด้านการศึกษาของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่ได้มาสรุปกรอบงานปฏิรูปที่ท่านได้ทําแล้วก็นําเสนอให้ทราบในวันนี้ สําหรับกรอบที่ท่าน นําเสนอนั้นก็จะเป็นกรอบในภาพกว้างเป็นหลัก ก็อย่างที่ท่านได้เรียนไปแล้วว่าส่วนใหญ่ ก็จะเป็นระยะกลาง ระยะยาว สําหรับประเด็นที่ผมจะนําเสนอในครั้งนี้ ผมก็เคยนําเสนอ ในสภาปฏิรูปแห่งชาติในสมัยที่เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากจังหวัดร้อยเอ็ด แล้วก็ได้นําเรียน ให้คณะกรรมาธิการด้านการศึกษาที่เข้าไปพบนําเสนอในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในคราวที่ผมเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ สําหรับการปฏิรูปที่อยากจะให้ข้อเสนออีกครั้งหนึ่งนั้น ก็อยากจะฝากไปยังกรรมาธิการศึกษาของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่จะตั้งขึ้น ในอนาคตนี้ให้พิจารณาเป็นประเด็นการปฏิรูปเร่งด่วน ซึ่งจะต่างจากการนําเสนอ ของท่านสมาชิกท่านอื่น ๆ ซึ่งก็จะเป็นกรอบภาพกว้าง ประเด็นที่ผมนําเสนอนี้เป็นประเด็นที่เราได้พบและได้ประสบในพื้นที่ที่เราเห็นอยู่ ซึ่งก็คิดว่า เป็นเรื่องสําคัญถ้าเราไปดูในภาพกว้าง ส่วนใหญ่แล้วเราไม่คํานึงถึงพื้นฐานจริง ๆ การจะก้าว ไปสู่ความสําเร็จตรงนั้นก็คงจะเป็นเรื่องลําบาก
สําหรับในเรื่องที่ผมจะนําเสนอในวันนี้ก็เป็นเรื่องของบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งนับเป็นหัวใจหลักของการปฏิรูป โดยจะฝากไว้ในประเด็นเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์ ในการย้ายบุคลากรทางการศึกษา อันนี้ผมถือว่าเป็นประเด็นสําคัญ จะเกี่ยวโยงกันทุกเรื่อง ในเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชันนําไปสู่ประเด็นการเมืองซึ่งเราจะพบเห็นในพื้นที่ ฉะนั้น การเรียกรับผลประโยชน์นั้นผมไม่ได้พูดเหมารวมทั้งหมด ส่วนใหญ่ก็ดี แต่ส่วนไม่น้อย ก็ยังมีอยู่ ฉะนั้นก็จะนําเสนอให้เห็นในส่วนที่ว่าเราสามารถทําได้ทันทีโดยการประสาน กับส่วนราชการของกระทรวงศึกษาธิการโดยไม่ต้องไปรอเวลาอะไรเลย การเรียกรับ ผลประโยชน์ผมจะเจาะจงลงไปในหน่วย สพฐ. สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ก็คงจะลงไปถึง สพป. สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา แล้วก็ สพม. สําหรับงาน เขตการพื้นที่มัธยมศึกษา สําหรับอันนี้ในพื้นที่ที่เราอยู่ ใน สปช. เกือบทุกจังหวัดที่พูด เรามีข้อมูลแล้วก็ได้รับการร้องเรียนมาว่าการย้ายต้องมีการเรียกรับผลประโยชน์ เป็นกิโลเมตร ย้ายจากอําเภอไปอําเภอ ๑๐๐,๐๐๐-๒๐๐,๐๐๐ บาท ย้ายจากอําเภอ ไปจังหวัด ๓๐๐,๐๐๐-๔๐๐,๐๐๐ บาท ย้ายข้ามเขต ๕๐๐,๐๐๐ บาทบวก อย่างนี้เป็นต้น มีหลักฐานร้องเรียนเทป (Tape) วิดีโอ (Video) นําเสนอไปยังท่าน สปช. ที่เป็นตัวแทน เข้าไปทางกระทรวงศึกษาธิการแล้วก็ขอให้ไปติดตาม แล้วก็คิดว่าเรื่องนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น สําหรับหน่วยที่เกี่ยวข้องก็คือ อ.ก.ค.ศ. คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลกร ทางการศึกษาของ สพป. และ สพม. อันนี้คณะนี้มีการเลือกตั้งเข้ามา ก็ไม่ต่างจากการเมือง มีการซื้อเสียง มีการวิ่งเต้นเข้ามา ฉะนั้นเมื่อมีที่มาเข้ามาแล้วก็คงไม่ต้องคํานึงถึงว่า อนาคตจะเป็นอย่างไร มีนายหน้าเรียกรับผลประโยชน์ ฉะนั้นถ้าเราจัดการตรงนี้ไม่ได้ ก็ไม่ต้องไปหวังว่าจะปฏิรูปการศึกษาได้ อันนี้ผมก็ฝากเอาไว้ ก็จะไม่ลงรายละเอียดไปเยอะ ข้อมูลผมคิดว่าท่านคงมีแล้ว ผมฝากผ่านท่าน สปช. ในสมัยที่แล้วไปถึงรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ มีแจ้งความ มีเทป (Tape) บันทึกเสียง มีถอดเทป (Tape) รายละเอียดทั้งหมด ก็ฝากไปตาม ถ้าท่านอยากจะเอาใหม่อันที่เก่าหายไปก็ขอใหม่ได้ครับ ผมจะขอไป ดราฟต์ (Draft) จากในพื้นที่มาให้ อันนี้ก็เรียนเอาไว้ว่าอันนี้ผมถือว่าเป็นเรื่องสําคัญ และเราควรจะต้องปฏิรูป เราไปวาดวิมานไว้ข้างบนแต่ว่าข้างล่างยังไม่พร้อม เราเป็น ผู้บังคับบัญชาเราจะต้องดูแลบําบัดทุกข์บํารุงสุขครูเหล่านี้ ถ้าเขาลําบากเขายังไม่ได้รับ ความเป็นธรรมก็คงจะหวังว่าเยาวชนของชาติจะได้รับการดูแลอย่างดีและคงเป็นไปไม่ได้ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะไปกระทบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในท้องถิ่น เราจะเห็นว่าบุคลากร ทางการศึกษาโดยเฉพาะผู้อํานวยการหรือว่าผู้บริหารก็ไปเดินตามนักการเมืองเพราะว่า เขามาจากระบบการเมือง ฉะนั้นก็ฝากประเด็นเหล่านี้เอาไว้ว่าเราจะแก้ไขตรงนี้ได้อย่างไร
ขอเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งนะครับ สําหรับที่กระทบก็คือการขาดแคลนบุคลากร ทางการศึกษา ก็ฝากให้ไปดูว่าในสํานักการประถมศึกษา สํานักการมัธยมศึกษามีข้าราชการ ที่เกินกว่าความต้องการอยู่เยอะ เพราะทุกคนวิ่งเต้นมาอยู่ตรงนี้เพื่อความสบาย โรงเรียน ในจังหวัดใหญ่ ๆ ท่านไปดูอัตรา ๒๐๐ มีบางโรงเรียน ๒๕๐-๓๐๐ ในโรงเรียนที่ห่างไกล ผมเคยไปตรวจในฐานะผู้ประเมิน โรงเรียนหนึ่งมีนักเรียนอยู่ ๓๐ คน มีครู ๑ คน ดูแล้วว่า เป็นสัดส่วนที่พอได้ แต่จริง ๆ แล้วครู ๑ คน สอน ป. ๑ ถึง ป. ๖ ฉะนั้นผลสัมฤทธิ์ ทางการศึกษาก็ไม่ต้องไปคาดหวัง อันนี้ก็ฝากเอาไว้ สิ่งที่ผมพูดขึ้นมาก็อยากจะเรียนว่า เคยเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องแล้วก็ดํารงอยู่อย่างมั่นคง ถ้าไม่ปฏิรูปในอนาคตก็จะฝังราก บั่นทอนประเทศชาติต่อไปครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ก็เป็นประเด็นสําคัญเรื่องธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการ การศึกษา รวมทั้งแนวทางการปฏิรูปแบบตาดูดาวเท้าติดดินนี้ครับ เราคงต้องดูทั้งข้างบน ข้างล่างด้วย ขอบคุณมาก ต่อไปผมเรียนท่านสมาชิก บัดนี้มีผู้แสดงความจํานงจะอภิปราย ทั่วไป ๑๕ ท่าน เราผ่านไป ๑ ใน ๓ ขณะนี้ก็เหลืออีก ๑๐ ท่าน ดังนั้นก็ขอเชิญ ท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ อิศรา ศานติศาสน์ ท่านเป็นศาสตราจารย์อยู่ที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยครับ ท่านมีเอกสารในการนําเสนอและได้รับการอนุญาตให้แจก ให้สมาชิกแล้วครับ เชิญครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม อิศรา ศานติศาสน์ สปท. หมายเลข ๑๙๑ ในส่วนตัวผมเองก็รู้จักกับคณะกรรมาธิการของ สปช. หลายท่านที่ทําเรื่องของการศึกษา ผมเชื่อมั่นว่าทุกท่านได้ทําการบ้านเป็นอย่างดี ครอบคลุม ปรัชญา วิสัยทัศน์ องค์กร ระบบการศึกษา ระบบอนุมาน ตรงนี้ขออนุญาตใช้มุมมอง จากนักวิจัยที่ทํางานเกี่ยวกับพื้นที่ เช่น พื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วก็ใช้มุมมอง ของผู้ปกครองคนหนึ่งที่เคยพาลูกไปเรียนต่างประเทศ ชั้นประถมต่างประเทศ แล้วกลับมา เรียนที่เมืองไทย
ในพาร์ท (Part) แรก ขออนุญาตพูดถึงเรื่องความแตกต่างในด้านชาติพันธุ์ ศาสนา ภาษาถิ่น ผมเข้าใจว่าไม่ว่าเราจะออกแบบระบบทั้งหมดมาดีอย่างไร ถ้าเราไม่มอง ถึงตัวนี้ก็ยากจะประสบความสําเร็จได้ตามที่เราวางแผนเอาไว้ เพราะว่าคนไทยนั้น มีความหลากหลายในชาติพันธุ์ ในด้านศาสนา และภาษาถิ่น ภาษาพื้น ภาษาบ้าน มีงานวิจัย ที่สนับสนุนโดยสํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยหรือ สกว. แล้วก็ สสส. ก็คือสํานักงาน กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพจํานวนหนึ่งที่ชี้ว่าปัจจัยทางด้านชาติพันธุ์ ศาสนา และภาษาถิ่นนั้นเป็นเรื่องที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้เต็มศักยภาพ งานวิจัยที่สนับสนุนโดย สกว. ชี้ว่าถ้าให้โอกาสเยาวชนได้ปรับตัวทางด้านภาษา คือเยาวชน บางพื้นที่เขาเกิดขึ้นมาเขาโตในบ้านซึ่งไม่ได้พูดภาษาไทยเหมือนพวกเรา หรือถ้าพูด ภาษาไทยก็ไม่ภาษาไทยสําเนียงกลางเหมือนเราในห้องนี้ ถ้าเรามีโอกาสให้เขาได้ปรับตัว เสียก่อน เขาจะมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาดีขึ้นในทุก ๆ ด้าน แล้วก็เมื่อแยกเป็นชายและหญิง ก็ดีขึ้นเหมือนกันเมื่อเทียบกับโรงเรียนอื่น อันนี้เป็นประเด็นที่ดีมาก ผมเข้าใจว่าตรงนี้ ยังหลุดอยู่
อีกอันหนึ่ง คืองานวิจัยที่สนับสนุนโดย สสส. คิดว่าการบูรณาการศาสนา ในตําราเรียนซึ่งจะนํามาเรียนในตอนหลักสูตรแกนกลาง จะช่วยให้การเสริมสร้างสุขภาวะดีขึ้น เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับปัจจัยต่าง ๆ ที่เป็นภัยต่อสุขภาพได้ดีขึ้น ซึ่งเมื่อนําไปใช้แล้วได้รับ การตอบรับจากโรงเรียนและผู้ปกครองในท้องที่ได้ค่อนข้างมาก ก็ขออนุญาตฝากตรงนี้ไว้นะครับ
ปัญหาการศึกษาอีกส่วนหนึ่งผมเรียนรู้มาจากตอนที่เป็นผู้ปกครองพาลูกไป เรียนหนังสือที่โรงเรียนในต่างประเทศตอนนั้นพาลูกไปเรียนอนุบาลลูกก็ร้องไห้จะกลับบ้าน ตามผมกับภรรยา ผมเองก็อยากให้ลูกเงียบก็บอกว่าเดี๋ยวพ่อมารับ ครูบอกไม่ได้เลยยู (You) กําลังไม่พูดความจริงกับลูก บอกไปเลยว่าไม่รับหรอกเย็นมารับปล่อยให้ร้องไห้ไปจนกว่า จะเมื่อยเอง นั่นคือเขาสอนลงไปในจิตวิญญาณครูอยู่ในนั้นเลย ซึ่งผมเชื่อว่าหลายอย่าง ในเรื่องระบบหรือหลักสูตรมันทําไม่ได้ ผมอยากจะยกตัวอย่างปัญหาการศึกษาส่วนหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องของระบบหรือหลักสูตร ถึงแม้เราจะทําหลักสูตรแกนกลางตรงตามแกนกลาง ทุกอย่าง แต่ว่ามีบางอย่างเป็นสิ่งซึ่งถูกประดิษฐ์ขึ้นมานอกหลักสูตร เมื่อวานนี้ผมไปดูงาน ความเรียงของเยาวชนในพื้นที่ภาคใต้เรื่องเมื่อฉันมีเงิน ๑๐ ล้านบาทจะทําอะไร เชื่อไหมครับ เด็กบอกว่าจะซื้อรถยนต์แจกคนในหมู่บ้าน ซื้อโทรศัพท์มือถือแจกคนในหมู่บ้าน ซื้อจักรยานยนต์แจกคนในหมู่บ้าน ซื้อประมาณ ๕-๖ ซื้อแจกอย่างเดียว อันนี้สะท้อนให้เห็นว่า เขาเติบโตมาในสังคมซึ่งมีการซื้อสิทธิขายเสียง บางโรงเรียนที่ผมมีประสบการณ์นั้น เวลาเลือกตั้งประธานนักเรียน กรรมการสมาคมผู้ปกครอง เด็ก ๆ ซึ่งเป็นลูกของคนที่สมัคร เป็นกรรมการนั้นเอาขนมมาแจกเพื่อนฝูงเพื่อขอซื้อเสียงให้พ่อแม่ที่สมัครเป็นกรรมการ อันนี้ ไม่อยู่ในหลักสูตร เป็นเรื่องของจิตวิญญาณ ความรู้สึก ความเข้าใจ การใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ในโรงเรียน เช่น ปัจจุบันนี้ผมถามหลาย ๆ ท่านท่านก็มีความเห็นแบบเดียวกับผมว่า สมัยก่อนนี้เราเรียนหนังสือกันใช้รองเท้าคู่เดียว เป็นทั้งรองเท้าใส่เรียนหนังสือปกติในชั้นเรียน รองเท้าพละ รองเท้าลูกเสือ ปัจจุบันนี้เด็กใช้รองเท้า ๓-๔ คู่นะครับ ซึ่งก็ไม่อยู่ในหลักสูตร แต่ว่าเป็นเรื่องของวิธีคิด ของครูของโรงเรียนซึ่งสอนให้เด็กฟุ่มเฟือย ไม่รู้จักใช้อย่างประหยัด ใช้ไปได้ ๓-๔ คู่ตอนจบ ก็ทิ้งเพราะยังไม่ทันพังนะครับ ผมได้มีงานวิจัยอยู่ชิ้นหนึ่งจากสภาการศึกษาแห่งชาติ วิเคราะห์ตําราเรียนคณิตศาสตร์เพื่อจะดูสิว่ามีปัญหาอะไรบ้าง เราพบว่าโจทย์คณิตศาสตร์ ๑๐๐ กว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์สอนให้เด็กเอาเงินจากพ่อแม่ ขอเงินพ่อแม่ไปซื้อครับ ซื้อเสร็จ มีเงินเหลือทําอะไรซื้ออะไรได้ต่ออีกครับ ร้อยละ ๔๐ กว่านะครับ มีประมาณร้อยละ ไม่ถึง ๑ ครับที่สอนเด็กว่าซื้อเสร็จแล้วให้เอาเงินไปออมหรือไปทําบุญให้กับสถานศาสนา หรือกับคนยากคนจนนะครับ มีประมาณร้อยละ ๓๐-๔๐ ที่สอนให้เอาไปใช้ในเรื่องของ การประกอบการการค้าการขาย ดังนั้นถ้าสิ่งเหล่านี้ไม่สอดแทรกไปในเรื่องที่ไม่ใช่เรื่อง ในหลักสูตร เรื่องในเนื้อหาในการลงมือทํางานจริง ๆ ก็ยากที่เราจะแก้ปัญหาจริยธรรม ยากที่จะแก้ปัญหาบริโภคนิยมของเยาวชนของเราได้ครับ ขอบพระคุณมากครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไปเชิญท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน ครับ อดีตผู้บัญชาการตํารวจภูธรภาค ๑ เข้าใจว่าเป็นคุณครูตํารวจอยู่ ๔ ปีด้วยนะครับ
พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : ถูกต้องท่านประธานครับ เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผมขออนุญาตท่านประธาน ที่จะย้ายที่อภิปรายมาอยู่ด้านบน เพราะด้านล่างมันอยู่ใต้ชายคามองไม่เห็นหน้า ขออนุญาตครับ ผมเองเคยรับราชการเป็นรองผู้บัญชาการกองบัญชาการศึกษา สํานักงาน ตํารวจแห่งชาติ เพื่อนสมาชิกอภิปรายกันในเรื่องของคุณภาพการศึกษาไปหลายท่านแล้ว เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตที่จะไม่แตะตรงนั้น ผมขออนุญาตที่จะพูดใน ๒ ประเด็นครับ ผมขออนุญาตนําข้อเท็จจริงมาเสนอตรงนี้ก่อนครับ ผมเป็นตํารวจอยู่ในนครบาลจะต้องจัด ตํารวจในตอนเช้าไปเฝ้าถนน ไม่ใช่ดูแลการจราจรนะครับ ไปยืนตามป้ายรถประจําทาง ไปยืนตามหลืบตามมุมจนกระทั่งถึงหน้าโรงเรียน เพื่อป้องกันไม่ให้นักเรียนก่อเหตุ ทะเลาะวิวาททําร้ายร่างกายกันถึงขนาดฆ่ากันตาย ผมเป็นผู้บัญชาการตํารวจภูธรภาค ๑ เมื่อปีที่แล้ว เสียชีวิตไป ๑๑ ศพ นักเรียนอาชีวะตีกันแม้กระทั่งนักเรียนระดับมัธยม เขาเรียกว่านักเรียนนักเลงขาสั้น ข่าวพาดหัวเป็นประจํา ผมถามว่ามีประเทศใดในโลก เป็นอย่างนี้บ้าง เราไปดูงานในต่างประเทศ เอาใกล้ ๆ ครับ ที่ญี่ปุ่น ที่เกาหลี เราจะเห็นภาพ เด็กนักเรียนเล็ก ๆ ยืนเข้าแถวกัน รอขึ้นรถเมล์ รอขึ้นรถโรงเรียน เด็กญี่ปุ่นกําลังเข้าคิว ขึ้นรถเมล์ เด็กไทยไล่ตีกันบนรถเมล์ โตขึ้นไปหน่อยไล่ยิงกัน โตไปกว่านั้นขว้างระเบิดกัน เราอย่าพูดแต่มาตรฐานการศึกษา เราต้องสร้างวินัยให้แก่เด็ก ใครล่ะ สร้างอย่างไรล่ะ เอาตรงไหนไปสร้าง ๒ ชั่วโมงที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีก็ดี กระทรวงศึกษาธิการก็ดี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการก็ดี ให้ลดชั่วโมงวิชาการลงมา ไม่ได้แปลว่า ปล่อยเด็กกลับบ้านและให้ไปตีกันใน ๒ ชั่วโมงนั้น อันตรายมากเข้าไปอีก แต่เป็นการไป เสริมสร้างให้เด็กคิดเป็นครับ ปฏิรูปอย่างไรก็ได้ครับให้เด็กคิดเป็น คิดจะไม่ตีกันตอนไป เรียนหนังสือ คิดไม่ตีกันตอนขากลับ คิดที่จะไม่นํารถออกมาขับในท้องถนนในเวลากลางคืน แล้วก็เป็นฮีโร่ (Hero) ผู้ชายคนขี่เขาเรียกแว๊นบอย คนซ้อนท้ายเป็นเด็กผู้หญิงสก๊อยเกิร์ล เป็นวีรบุรุษ เป็นวีรสตรีของประเทศนี้แล้วหรือ เราต้องสร้างวินัย
ในประเด็นที่ ๒ ครับ เมื่อวานนี้พูดกันมาก การสร้างประชาธิปไตย การไม่ซื้อสิทธิไม่ขายเสียง โยงกับการศึกษาได้ด้วย เราต้องสร้างให้เด็กได้ซึมซับ ได้เข้าใจ ได้เรียนรู้เรื่องประชาธิปไตยมาตั้งแต่เด็ก ๆ ต้องเข้าใจเรื่องการซื้อสิทธิขายเสียงเป็นเรื่องที่ น่ารังเกียจ ต้องต่อต้าน ต้องกระทําให้เป็นรูปธรรม ต้องให้เข้าใจมาพร้อม ๆ กับธงชาติไทยมี ๓ สี คือทําอย่างไรครับ โมเดล (Model) ไม่ยากครับ ผมกําลังจะเข้าพบรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการนําเรื่องนี้ไปเสนอท่านอยู่ ในฐานะเป็นประธานคณะกรรมการ การเลือกตั้งประจํากรุงเทพมหานคร ปกติเมื่อวานนี้ผมต้องไปพบท่าน แต่บังเอิญท่านไป ราชการต่างประเทศ ขอเลื่อนนัด เอาโมเดล (Model) มาจากโรงเรียนอนุบาลอุตรดิตถ์ ผมอยากให้คณะกรรมาธิการด้านการศึกษาไปดูงานเหลือเกิน ที่นั่นได้รับโล่จนไม่มีที่จะวางแล้วครับ เขาสร้างประชาธิปไตยในโรงเรียนมาตั้งแต่ชั้นอนุบาลครับ ในโรงเรียนนั้นในห้องเรียน เขาเลือก อบต. องค์การบริหารส่วนตําบล ในชั้นเรียนเขาเลือก อบจ. องค์การบริหารส่วนจังหวัด ทั้งโรงเรียนเขาเลือกนายกรัฐมนตรีของโรงเรียน มีคณะรัฐมนตรี ในระหว่างหาเสียงเขาเชิญ ผู้ปกครองไปช่วยหาเสียงด้วย ผู้ปกครองคนไหนเข็นรถไอศกรีมไปแจกซื้อเสียงโดนใบแดง เป็นการสร้างประชาธิปไตยกับเด็กโยงกับผู้ใหญ่ ถ้าทุกโรงเรียนทําพร้อมกันทั่วประเทศ ประชาธิปไตยเกิดขึ้นกับเด็ก สอนผู้ใหญ่ด้วย ประเทศนี้ก็จะเป็นประเทศที่ซึมซับ เรียนรู้ เข้าใจเรื่องประชาธิปไตย จะไม่มีการซื้อสิทธิขายเสียงต่อไปอีก ฉะนั้นโมเดล (Model) นี้ ผมจะนําไปพบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเพื่อที่จะขับเคลื่อนให้เป็นประเทศประชาธิปไตย ในโรงเรียนและนอกโรงเรียนให้ได้ ท่านประธานที่เคารพครับ การปฏิรูปการศึกษาของเรา จะปฏิรูปเพียงวิชาการเพียงอย่างเดียวคงไม่ได้ เราได้รับรางวัลชนะเลิศคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ โอลิมปิก มาก็ตามทีเถอะ ถ้าเด็กเยาวชนของเราขาดคุณธรรม ขาดจริยธรรม ขาดวินัย ขาดระเบียบ ก็จะนําความรู้เหล่านั้นมาทําลายชาติบ้านเมือง เรามีคนเก่งเยอะครับ แต่เรามีคนดีไม่มากนัก เราต้องสร้างคนดีก่อนครับ อย่าเก่งอย่างเดียว แล้วไม่ดี ดีอย่างเดียวไม่เก่งเราฝึกได้ คงจะปฏิรูปเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการในการที่จะใช้ เด็กและเยาวชนเพียงอย่างเดียวไม่พอ คงจะต้องสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของภาคส่วนอื่น ผมยกตัวอย่างสั้น ๆ อีกครึ่งนาทีครับ สถาบันครอบครัว ปัจจัยหลัก ชุมชน นั่นก็คือ กระทรวง พม. ครับ กระทรวงพ่อแม่ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย ต้องมาเป็นเจ้าภาพร่วมด้วย กลไกนี้ต้องสร้างขึ้นสถานศึกษาก็คือ กระทรวงศึกษาธิการ สถานพินิจและคุ้มครองเด็ก รวมไปถึงกรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม ถ้าเด็กนั้นอยู่ในภาคส่วนที่ต้องดูแลเรื่องความประพฤติ สุดท้ายคือสํานักงานตํารวจแห่งชาติ เมื่อต้องบังคับใช้กฎหมาย เพราะฉะนั้นภาคีเหล่านี้จะต้องถูกสร้างกลไกขึ้นมา สร้างวินัย ให้กับเด็กในชาตินี้ให้ได้ แล้วชาติไทยจะเจริญก้าวหน้าครับ แปลว่าเราต้องสร้างให้เด็ก ของเราคิดเป็น คิดดี มีระเบียบวินัย รู้ซึ้งถึงประชาธิปไตย เพื่อชาติไทยในอนาคต กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับ คงจะมีโอกาสได้ไปดูโมเดล (Model) โรงเรียนอนุบาลอุตรดิตถ์ ที่ท่านอํานวยได้เสนอ มีอีกโรงเรียนหนึ่งครับที่น่าสนใจอยู่ไม่ไกลกรุงเทพฯ โรงเรียนปรีดาวิทย์ ที่อําเภออู่ทอง เป็นโรงเรียนเอกชนชั้นประถมศึกษา เรื่องสร้างวินัย สร้างคุณธรรม ที่สําคัญ คือความเป็นไทย ท่านเดินสวนเข้าไปเด็กยืนตรงก้มโค้งไหว้และทักทาย มารยาท ดีมาก ตรงนั้นคือความหวังของเรา ระบบการศึกษาไม่ใช่เฉพาะเรื่องในด้านของวิชาการ และอื่น ๆ แต่ว่าในส่วนนี้ความเป็นไทยลืมไม่ได้นะครับ ต่อไปขอเชิญท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์วินัย ดะห์ลัน ท่านเป็นอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และปัจจุบันก็เป็น สปท. แล้วก็ยังเป็นผู้อํานวยการและผู้ก่อตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อัสสลามมุอะลัยกุมครับ
วาอะลัยกุมมุสลามครับ ขอบคุณท่านประธานครับ ท่านประธานอลงกรณ์ พลบุตร ท่านอดีตกรรมาธิการการศึกษา ท่านอาจารย์อมรวิชช์ นาครทรรพ ท่านอาจารย์เขมทัต สุคนธสิงห์ ท่านอาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกําธร ท่านสมาชิก ผม วินัย ดะห์ลัน หมายเลข ๑๔๓ ผมคิดว่าเรื่องของการศึกษานั้นเป็นเรื่องที่ สําคัญ ประเด็นที่เราจะจับนั้นส่วนใหญ่ก็จะเป็นประเด็นใหญ่ ๆ อย่างไรก็ตามนั้นผมขอ อนุญาตมาคุยกันในเรื่องของประเด็นเล็ก ๆ จะมีอยู่หลายครั้งที่เราพบว่าประเด็น เล็ก ๆ นั้นในที่สุดแล้วกลายไปเป็นปัญหาใหญ่ เรื่องที่ผมอยากจะมาคุยกับพวกเรานั้นจะเป็น เรื่องของการจัดการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการปรับปรุงการเรียนการสอน ในรายวิชาประวัติศาสตร์ แล้วก็เรื่องของวัฒนธรรม เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ครับ ถ้าเราดูนั้น ขณะนี้ขณะที่เรานั่งกันอยู่ในที่นี้มีการประชุม ๓ ประเทศ ก็คือ จีน ญี่ปุ่น แล้วก็เกาหลีใต้ สิ่งหนึ่งที่ทําให้ทั้ง ๒ ประเทศก็คือทั้งจีนแล้วก็เกาหลีใต้นั้นมีความขุ่นเคืองประเทศญี่ปุ่นอย่างยิ่ง แล้วเขาไม่ยอมเปลี่ยนก็คือเรื่องของความขัดแย้งในเชิงประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงของสงครามโลกครั้งที่ ๒ ทุกครั้งที่คนญี่ปุ่น หรือนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นไปไหว้ศาลเจ้า ยะซุกุนินั้นทางจีนและญี่ปุ่นไม่พอใจ ต้องการให้ทางญี่ปุ่นนั้นเปลี่ยนหลักสูตรโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องของประวัติศาสตร์ มีทั้งเรื่องของปัญหาแรงงานทาส แล้วก็เรื่องของปัญหาการเข่นฆ่า ชาวจีนที่นานกิง อันนี้เป็นเรื่องทางประวัติศาสตร์นะครับ แต่ว่าอย่างไรก็ตามวันนี้ญี่ปุ่น จะเปลี่ยนแล้วครับ เหตุผลเลยก็คือเรื่องของทางเศรษฐกิจ สิ่งหนึ่งที่ญี่ปุ่นจําเป็นที่จะต้อง ปรับตัวให้ได้ก็คือว่าการเรียนการสอนในประวัติศาสตร์ของตนเองที่มีอยู่นั้นหากว่ากระทบกับ เรื่องของผลประโยชน์ในต่างประเทศนั้นจําเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สอดคล้องกับ สถานการณ์โลกของปัจจุบัน ผมก็คิดว่าในกรณีของประเทศไทยก็มีครับเรื่องนี้ ก็เลยอยากจะ นําเสนอเรื่องของประวัติศาสตร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเชิงเศรษฐกิจแล้วก็เรื่องของสังคม วันนี้ เรื่องของทุนทางผลิตภัณฑ์แล้วก็บริการ เพราะว่ามีการเปลี่ยนแปลงครับ เรื่องของทุนนั้น ขณะนี้เขาไม่ได้พิจารณากันแค่เรื่องของเงินที่จับจ่ายกันในเรื่องของทุนอย่างเดียว เรื่องของ ทุนนั้นกลายไปเป็นเรื่องของอินคลูซีฟแคพิตาลิซึม (Inclusive capitalism) หรือเรื่องของ ทุนนิยมที่มีส่วนร่วม เรื่องของการพิจารณาเรื่องของทุนนั้นมีเรื่องของคุณค่าของมนุษย์เข้าไป เกี่ยวข้องด้วย ยกตัวอย่าง เช่น เรื่องของคุณค่าของมนุษย์เกี่ยวข้องกับเรื่องของแรงงาน เรื่องของสิ่งแวดล้อม เรื่องที่สําคัญอีกเรื่องหนึ่งที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องของทุนก็คือเรื่องของ วัฒนธรรม สิ่งที่พบเลยก็คือในส่วนของวัฒนธรรมกลายเป็นทุนที่มีขนาดใหญ่มากขึ้นเรื่อย ๆ ปัจจุบันนั้นเรื่องของทุนทางวัฒนธรรมเราไม่ต้องไปดูเรื่องของทุน ในเรื่องของการเงินเลย เรื่องของสินค้าไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการนั้นทุนทางวัฒนธรรมได้เข้ามามีส่วนร่วม อย่างมาก แต่การที่เราจะสร้างทุนทางวัฒนธรรมได้นั้นเรื่องการศึกษาเป็นเรื่องสําคัญ เรื่องของการศึกษานั้นจะนําไปสู่เรื่องของการที่จะทําให้เรามีความปรองดองกัน ถ้าเรา รู้จักกันนั้นก็จะทําให้เราสามารถที่จะพูดคุยกัน สร้างความสามัคคีกันในหมู่ชน ในชาติเดียวกันได้ ผมจะยกตัวอย่างนะครับ ประเทศไทยนั้นเป็นพหุวัฒนธรรม แต่ว่า เราเสียดายครับ เรารู้จักคนที่อยู่ในสังคมของเราน้อยมากเนื่องจากว่าเราไม่ได้มี การเรียนการสอนในเรื่องของความเป็นพหุวัฒนธรรม เราไม่ค่อยรู้เรื่องของคนล้านนา เราไม่ค่อยเข้าใจเรื่องของคนภูไท เรื่องของส่วย เรื่องของมลายู วันนี้นั้นถ้าเราต้องการที่จะ มีสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศพม่า กับจีนตอนใต้ ส่วนหนึ่งที่จะมีประโยชน์กับเราอย่างยิ่งก็คือ เรื่องของวัฒนธรรมล้านนา เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จําเป็นที่จะต้องนําเข้ามาสู่การศึกษาในระบบ ของเรานะครับ เรื่องของภูไทถ้าเราต้องการที่จะมีความสัมพันธ์กับลาวและเวียดนาม เรื่องของภูไทจะสําคัญ เรื่องของส่วยที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับกัมพูชา เรื่องของมลายู ในกรณี ของมลายูนั้นเวลาผมไปประชุมในต่างประเทศพบว่าเวลาเขาจะคุยกัน
- ๓๓/๑ ขออนุญาตเพิ่มเติมในเรื่องนี้นิดหนึ่งครับ เวลาเขาจะคุยกันนะครับ ปรากฏว่ากรณีของมลายู ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งมีคนที่เป็นมลายูอยู่ประมาณ ๑๖ เปอร์เซ็นต์ ประเทศฟิลิปปินส์ซึ่งมีประชากรที่เป็นมลายูน้อยมาก ประเทศบรูไน เขาประชุมร่วมกันครับ แต่ประเทศไทยถูกกันออก เนื่องจากเขามองว่าเราไม่เคยนําเสนอ ภาพของความเป็นมลายูในวัฒนธรรมของเรา เราไม่เคยมีการเรียนการสอนมากนักในเรื่องเหล่านี้ เพราะฉะนั้นในเรื่องของการศึกษา เรื่องของภาษา เรื่องของวัฒนธรรมนั้นถ้าเราอยากจะ ให้มีผลประโยชน์ในส่วนตรงด้านนี้เข้ามา เราจําเป็นที่จะต้องมีการศึกษาเรื่อง ของความเป็นพหุสังคมของเราให้มากขึ้น เรื่องนี้เป็นเสน่ห์ แล้วก็อีกอันหนึ่งที่ท่านอาจารย์วิวัฒน์ ได้พูดถึงก็คือเรื่องของการกระจายอํานาจลงสู่พื้นที่การกระจายอํานาจลงสู่จังหวัด หรือในเขตพื้นที่นั้นก็สามารถที่จะนําเอาเรื่องของศิลปวัฒนธรรมในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของล้านนา เรื่องของภูไท เรื่องของส่วย เรื่องของมลายูนั้นเข้าไปสู่เรื่องของระบบการเรียน การสอนได้นะครับ ผมก็คิดว่าเรื่องเหล่านี้จะนําไปสู่เรื่องของความปรองดองของเราในอนาคต รวมทั้งเรื่องของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมด้วย ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไปขอเชิญท่าน สปท. ต่อพงศ์ เสลานนท์ ท่านเป็น ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ หรือว่า กสทช. เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านผู้แทนกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษา สภาปฏิรูป แห่งชาติ ผม ต่อพงศ์ เสลานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๕๙ ผมขออนุญาตที่จะใช้เวลา ๕ นาทีนี้ในการพูดถึงอยู่ ๒-๓ เรื่อง เรื่องที่ ๑ ก็คือวิธีคิด และมุมมองต่อการจัดการศึกษา เรื่องที่ ๒ ก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับรูปแบบหรือบทบาท แต่ละภาคส่วนในการจัดการศึกษา เรื่องที่ ๓ ผมจะขออนุญาตพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับ การจัดการศึกษาของคนพิการนะครับ
โดยในประเด็นที่ ๑ นี้ที่ผมอยากจะได้แลกเปลี่ยนผ่านท่านประธานไปยัง คณะกรรมาธิการนี้นะครับ คือในส่วนหนึ่งชีวิตผมนะครับ ผมได้จบครุศาสตร์ สาขาการศึกษาพิเศษ จากสถาบันราชภัฏสวนดุสิต ในช่วงต้นของการทํางานผมเคยเป็นครูครับ ผมเคยเป็นครู การศึกษานอกโรงเรียน ผมเคยลงไปในชนบทต่างจังหวัดแล้วก็ไปสอนหนังสือให้กับคนพิการ ให้กับคนตาบอดที่เป็นผู้ใหญ่ ผมเห็นถึงสภาพความขาดแคลนการศึกษาของคนพิการ ของประชาชนจํานวนมาก ผมเห็นถึงความหวังที่เขาอยากจะมีการศึกษาเพื่อที่จะยกระดับ ชีวิตของตัวเอง แต่ว่าสิ่งเหล่านั้นไปไม่ถึง สิ่งที่ผมค้นพบอย่างหนึ่งจากการที่ผมทํางานมา ในด้านการศึกษาหรือการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนพิการ ผมเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ เขาเชื่อว่าการศึกษาคือเครื่องมือสําคัญในการเปลี่ยนแปลงชีวิต ผมเรียนครับว่าไม่ใช่จําเป็น เฉพาะการเปลี่ยนแปลงชีวิตในวัยเด็กหรือเพิ่มเติมความรู้ ในวัยแรงงานหรือวัยสูงอายุ ก็ล้วนแล้วแต่ต้องใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงหรือในการยกระดับชีวิต ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านกรรมาธิการได้กรุณาสรุปมา ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าการศึกษา ทุกวันนี้เราจะพูดเฉพาะในโรงเรียนหรือในกระทรวงศึกษาธิการคงไม่ได้ สิ่งต่อมา ที่ผมอยากจะพูดในประเด็นนี้นะครับ ผมเองเฝ้าติดตามกระบวนการการปฏิรูปการศึกษา มาโดยตลอดนะครับ โดยสิ่งหนึ่งที่ผมสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการลดเวลาเรียน เพราะผมเชื่อว่าห้องเรียนจริง ๆ คงไม่ใช่เฉพาะห้องเรียนในโรงเรียน แต่ห้องเรียนจริง ๆ ก็คือสังคมในโลกกว้างนี่ละครับ ผมค้นพบว่าส่วนหนึ่งคนเราจะเกิดจินตนาการจากนอกห้องเรียนนะครับ แต่ไปใช้ห้องเรียน เพื่อทําให้จินตนาการไปสู่ความสําเร็จ ถ้ามนุษย์เราสามารถที่จะรักษาความหวังแล้วก็ ประคองชีวิตไปตามจินตนาการได้ทุกคนถึงเป้าหมายหมดละครับ เพียงแต่ว่าระบบทุกวันนี้ พอเรียน ๆ ไปก็ไม่รู้จะเรียนไปเพื่ออะไร หรือเรียนไปก็ไม่ได้ใช้ ก็ออกจากระบบการศึกษา คนที่ยังประคับประคองความหวังไว้ได้ก็ยังเดินต่อ ผมยกตัวอย่างชีวิตผมเองนะครับ ผมเองนี่ ตาบอดตอนอายุ ๑๖ ปี ตอนมัธยมปลาย พอผมตาบอดผมอยู่บ้านเฉย ๆ ๒ ปีเพราะผมไม่รู้ จะเอาชีวิตผมไปทําอะไร แต่พอผมได้กลับเข้าไปเจอเพื่อนฝูงที่เป็นคนตาบอดด้วยกัน ผมเห็นครับว่าเพื่อน ๆ ผมเขามีการศึกษา เขายังเรียนหนังสือได้ เขายังสามารถที่จะเติบโต ไปเป็นคนที่มีคุณค่าต่อสังคมได้ ผมก็กลับมาเรียนต่อแล้วผมก็ดําเนินชีวิตของผมมาเพราะว่า ผมดําเนินชีวิตด้วยความหวังต่าง ๆ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าโรงเรียนต่าง ๆ ในนอกห้องเรียน เป็นสิ่งสําคัญไม่แพ้ในห้องเรียน ถ้าจัดบทบาททั้ง ๒ ส่วนนี้ได้ก็จะเกิดกระบวนการการศึกษา ตลอดชีวิต ห้องเรียนภายนอกเกิดจินตนาการหรือเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ที่จะนํามาใช้ในการ ใช้ชีวิตนะครับ แต่ห้องเรียนในสถานศึกษาก็คือตัวที่จะทําให้ไปถึงจุดหมายแล้วก็มี เครื่องยืนยันต่าง ๆ
และประเด็นนี้ผมเชื่อมโยงไปประเด็นที่ ๒ ที่ผมจะพูดถึงก็คือรูปแบบ การจัดการศึกษา ผมคิดว่าจํานวนมากที่เราพูดถึงเราพูดถึงกระทรวงศึกษาธิการค่อนข้างมาก ผมขอใช้เวลาไม่เกิน ๒ นาทีนะครับ แต่ผมอยากจะเรียนนะครับว่าจริง ๆ บทบาท ในภาคสังคม ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ที่ท่านอาจารย์วิวัฒน์พูดถึง ยังถูกยกระดับ หรือทําให้เข้ามามีส่วนในการจัดการศึกษาน้อยมาก บทบาททางด้านภาคธุรกิจที่จะนําเข้ามา สู่กระบวนการการส่งเสริมทางการศึกษาก็น้อยมาก ผมไม่ได้หมายความว่าให้ลดบทบาท ของกระทรวงศึกษาธิการ แต่ผมส่งเสริมให้เพิ่มบทบาทของภาคส่วนอื่น ๆ อันนี้จะขอไว้ แค่นี้นะครับ
ส่วนประเด็นสุดท้าย ผมเรียนอย่างนี้ครับว่าในเรื่องการจัดการศึกษา ของคนพิการก็ต่อเนื่องมาจากประเด็นที่ ๒ ว่าการศึกษาของคนพิการที่ผ่านมาหรือว่า ของประชาชนจํานวนมากมันพิสูจน์แล้วครับว่าระบบการศึกษาที่ดําเนินการโดย กระทรวงศึกษาธิการแต่เพียงลําพังไม่ประสบความสําเร็จ ตัวชี้วัดคืออะไรครับ ตัวชี้วัดคือ คนพิการจํานวนมากเกือบ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คนส่วนใหญ่ไม่มีงานทํา ส่วนใหญ่ไม่มีการศึกษา ถ้าเราสะสมคนอย่างนี้ที่เขาไม่มีความรู้ ไม่มีการศึกษา หรือไม่มีงานทําไปเรื่อย ๆ เขาจะเป็น ภาระของสังคม เพราะฉะนั้นสิ่งที่พวกเราพยายามนําเสนอก็สอดคล้องกับทาง คณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาที่ได้เสนอข้อมูลมาว่าควรจะเปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา เฉพาะเรื่องคนพิการผมเรียนว่าครอบครัว ผู้ปกครอง ทั้งหลายเขาพร้อมที่จะเข้าไปช่วยในการจัดการศึกษากับภาครัฐ ทั้งหมดก็คงเป็นภาพรวม ๆ ที่อยากจะฝากกับคณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาไว้ แล้วก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือ ในการนําเสนอข้อมูลต่าง ๆ
ท้ายสุด ผมอยากจะบอกครับว่าจริง ๆ แล้วถ้าเราสามารถสร้างสังคมที่มี ความหวังให้กับเด็ก ให้กับเยาวชนได้ แล้วมีการศึกษาเป็นเครื่องมือเปลี่ยนแปลงชีวิตเขา ไปสู่ในสิ่งที่ดีได้ผมเชื่อว่านั่นคือจุดที่จะสําเร็จที่สุดในการสร้างความเปลี่ยนแปลง ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านต่อพงศ์นะครับ ท่านเป็นตัวอย่างของการที่ใช้การศึกษา เป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงชีวิต เช่นกันการศึกษาก็จะเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลง ปฏิรูปประเทศของเราด้วย ท่านต่อไปครับ ท่านสมพงษ์ สระกวี ผู้อํานวยการบริหาร บริษัท สื่อปัญญาไทย จํากัด เชิญครับ
- ๓๕/๑
ท่านประธานครับ ที่จริงเราก็ได้พูดกันมากนะครับ เรื่องการศึกษาเพื่อที่จะให้ทันกับการพัฒนาประเทศ ซึ่งการแข่งขันในโลกยุคใหม่นั้นก็เป็น ที่ยอมรับกันแล้วนะครับว่าต้องอยู่บนพื้นฐานของโนว์เลดจ์เบส (Knowledge base) ต้องอาศัยความรู้ ฐานความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมอะไรต่าง ๆ ท่านประธานครับ แต่ว่าเอาเข้าจริงนั้นเราก็ยังไม่มีรูปธรรมหรือยังไม่มีนโยบาย หรือยังไม่มี แผนการปฏิรูปที่เข้าสู่การเป็นสังคมฐานการผลิตโนว์เลดจ์เบส (Knowledge base) หรือฐานการผลิตความรู้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นเรื่องน่าเป็นห่วงนะครับ เพราะปัญหา การศึกษาดังที่ทราบเป็นปัญหาใหญ่พูดกันได้รอบด้าน แต่ปัญหารูปธรรมจริง ๆ นั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่เคาะประตูเรียกภูมิปัญญาของสังคมอยู่นั้นกลับมีความมุ่งมั่นน้อยมาก ที่จริงท่านประธานครับ เรื่องการปฏิรูปประเทศนั้นโดยภาพรวมผมได้ไปอ่านทบทวน ย้อนหลังในสมัยที่คุณอานันท์ ปันยารชุน กับคุณหมอประเวศ วะสี เป็นคณะกรรมการ การปฏิรูปประเทศก็เน้นเรื่องการศึกษามากเหมือนกันครับ แต่ถามว่าเป็นมรรคเป็นผลอะไรไหม ผมก็เห็นมีอยู่เรื่องเดียวซึ่งหมอประเวศและท่านอานันท์ก็ภาคภูมิใจมาก ก็คือจะให้มี มหาวิทยาลัยในทุกจังหวัด ก็เรียกว่ามีมหาวิทยาลัย ๗๗ แห่งกระมังครับ แล้วเป็นอย่างไรครับ แล้วอย่างไรครับ แล้วตอบโจทย์อะไรครับ การมีมหาวิทยาลัยทุกจังหวัด ท่านประธานครับ บ้านผมปลูกยางเป็นเรื่องหลัก ผมเคยเรียกร้องว่าทําอย่างไรที่จะให้มีรัฐบาลไหนสักรัฐบาลหนึ่ง ได้บอกกับประชาชนภาคใต้ว่ารัฐบาลจะให้ทุนกับนักศึกษาตั้งแต่ปริญญาตรีจนถึงปริญญาเอก มารับทุนจากรัฐบาลเลย ผมขอแค่จังหวัดละทุนพอนะครับ จากจังหวัดชุมพรจนถึง จังหวัดนราธิวาส ๑๔ จังหวัด ให้เด็กใน ๑๔ จังหวัดที่เรียนเก่ง ๆ ขอจังหวัดละทุนให้ไปเรียน จนจบดอกเตอร์ทางเรื่องยาง เทคโนโลยีการยาง เคมีการยาง ฟิสิกส์การยาง นาโน (Nano) ยาง อะไร ๆ ที่เกี่ยวกับยาง เพื่อเราอย่างน้อยที่สุดท่านประธานครับ อย่างน้อยที่สุดคิดจะไปลอกเขา ก็ยังมีคนมีปัญญาลอก ถ้าวันนี้ประเทศไทย หรือรัฐบาลไหนก็ตาม หรือรัฐบาลท่าน พลเอก ประยุทธ์นี่ก็ตามให้ทุนเด็กภาคใต้เริ่มจากปีนี้นะครับ สัก ๑๔ ทุน ๑๔ จังหวัด ภายใน ๑๔ ปี จังหวัดภาคใต้บ้านผมก็จะมีคนจบดอกเตอร์ที่มีความรู้ทางเรื่องยาง อย่างรอบด้านปีละ ๑๔ คน ๑๐ ปีก็ ๑๔๐ คน พอที่วันหนึ่งประเทศเราบอกว่าโอเค (Okay) เราจะเอายางที่เคยขายแต่น้ํายางดิบ เคยขายแต่ยางแผ่น เราจะมาผลิตเองแล้ว ผมได้ยินพูดกันทุกรัฐบาลเหมือนกันว่าจะผลิตการผลิตในประเทศให้มากขึ้น แต่ท่านประธานครับ ลอกเขาก็ยังไม่มีปัญญาลอก แนวนโยบายที่บอกว่าก๊อปปี้ แอนด์ ดีเวลอปเมนต์ (Copy and development) นี่นะครับ ก็ไม่รู้จะไปก๊อปปี้ (Copy) เขาอย่างไร หาคนมีความรู้ไม่ได้ แล้วสถาบันอุดมศึกษาที่บอกว่ามีทุกจังหวัดแล้ว แล้วตอบโจทย์พวกนี้ได้หรือเปล่าละครับ ตอบโจทย์ในการที่จะเอาคนมีความรู้เรื่องยาง ผมยกตัวอย่างเรื่องเดียวนี่ มาพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาง บนพื้นฐานของโนว์เลดจ์เบส (Knowledge base) บนพื้นฐานของประเทศที่มีวัตถุดิบ คือยาง ไม่มีครับท่านประธาน ผมก็เห็นประเทศอื่นเขาก็สร้างประเทศแบบนี้ ประเทศเกาหลี ก็ลอกประเทศญี่ปุ่น ประเทศญี่ปุ่นก็ลอกประเทศอเมริกา ประเทศจีนก็ลอก ทั้งประเทศญี่ปุ่น ทั้งประเทศอเมริกาจนก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่มีฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุดเป็นเศรษฐกิจ อันดับ ๒ ของโลกไปแล้วด้วยการลอกและดีเวลอปเมนต์ (Development) ถามว่าประเทศไทยเรา อยากจะลอกเรื่องผลิตภัณฑ์ยาง เราอยากจะพัฒนาดีเวลอปเมนต์ (Development) ผลิตภัณฑ์ยาง เราอยากจะสร้างนวัตกรรมเรื่องผลิตภัณฑ์ยาง ในที่สุดก็ต้องบอกว่า ไม่มีคนครับ ไม่มีวิศวกรรมการยางครับ ไม่มีนาโน (Nano) การยางครับ ไม่มีเคมีการยางครับ ไม่มีฟิสิกส์การยางครับ เราขาดคนมีความรู้ครับ เป็นไปได้อย่างไร พูดเรื่องการศึกษา พูดเรื่องการพัฒนาประเทศ พูดเรื่องฐานการผลิต พูดเรื่องการแข่งขันของโลกยุคใหม่ พูดถึงศักยภาพของประเทศที่ผลิตยางเป็นอันดับ ๒ ของโลก แต่ขาดคนมีความรู้ที่จะพุ่งเข้าสู่ยาง ท่านประธานครับ อีกหน่อยก็ขาดคนมีความรู้ ที่พุ่งเข้าสู่ข้าว ขาดคนมีความรู้ที่พุ่งเข้าสู่อ้อย ขาดคนมีความรู้ที่จะพุ่งเข้าสู่ประมง วังวนเช่นนี้ถ้าจะก้าวเข้าสู่ยุคปฏิรูปซึ่งเรากําลังขับเคลื่อนนั้น ฝากท่านประธานครับ เป็นรูปธรรม คิดเป็นรูปธรรม ทํางานอย่างเป็นรูปธรรม หวังว่า ๑๔ คนของจังหวัดภาคใต้ จะได้ทุนจากรัฐบาลนี้ไปเรียนจนจบดอกเตอร์การยาง เริ่มตั้งแต่ปีนี้เลยครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ เป็นรูปธรรมชัดเจนนะครับ ต่อไปยังเหลือผู้ที่จะอภิปรายอีก ๕ ท่านในชุดสุดท้าย ผมจะอ่านรายชื่อเรียงลําดับนะครับ มีท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์สมเดช นิลพันธุ์ ท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม และเป็นอดีต สปช. ด้วยครับ ท่านกษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และเป็นอดีต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ เป็นอดีตสมาชิกวุฒิสภา และเป็นอดีต สปช. โดยในระหว่างนั้นก็เป็นประธานกรรมาธิการ ด้านสาธารณสุข ท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต อดีตเลขาธิการคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามยาเสพติด และท่านสุดท้าย นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ อดีตเลขาธิการ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และอดีตกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอเชิญท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์สมเดช นิลพันธุ์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพครับ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน ผม ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมเดช นิลพันธุ์ ปัจจุบันดํารงตําแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัย ราชภัฏนครปฐม ผมคงนิดเดียวครับ ในประเด็นเรื่องของการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วผมเคยอภิปรายไว้ครั้งหนึ่งเรื่องการจัดการศึกษาที่ด้อยคุณภาพ ที่ขาดหน่วยงาน ขาดองค์กรที่รับผิดชอบจัดการศึกษาที่มีคุณภาพที่ชัดเจน เราจะพบว่า การจัดลําดับการศึกษา หรือการแรงกิง (Ranking) ทั้งหลายทั้งมวลที่ปรากฏชัดเจนว่า ไทยเรากําลังเข้าสู่ยุคการศึกษาที่ด้อยคุณภาพ ชัดเจนครับว่าหลายคนมองการศึกษา เป็นลักษณะของธุรกิจ ถ้าถามถึงธุรกิจนั้นคุณภาพก็ไม่ได้ ผมเคยเปรียบเปรยไว้ว่า ถามหลายคนว่า รู้จักไร่เลื่อนลอยไหม ถ้ารู้จัก ดินบริเวณนั้นมันอุดมสมบูรณ์ คนก็จะไปจ้องทํามาหากิน บริเวณนั้น แปลกครับมหาวิทยาลัยทางภาคเหนือ ผมพูดไปครั้งนั้นก็ยังไม่ได้หยุด ก็จะมาเปิด ทําการศึกษาในบริเวณภาคใต้ ภาคกลาง อาจารย์ในรั้วมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงก็จะไปเปิดหลักสูตรพิเศษในที่ต่าง ๆ แล้วถามว่าคุณภาพจะเอา ตรงไหน ก็จะได้บัณฑิตที่ไม่มีคุณภาพ ยิ่งปัจจุบันครับท่านประธาน อัตราการเกิดลดลง สถาบันการศึกษานั้นเพิ่มมากขึ้น ๆ กลายเป็นการแข่งขันในการรับนักศึกษา มีโปร (Pro) มากมายก่ายกองทีเดียว อันนี้ไม่รวมระดับปริญญาโท ปริญญาเอกนะครับ ถ้าปล่อยให้มี การจัดการศึกษาที่เป็นลักษณะอย่างนี้ผมว่าการศึกษาจะแย่ลง แล้วก็แย่ลง ในฐานะที่ผมเป็น คนการศึกษาเช่นกัน ถ้าเห็นลักษณะอย่างนี้นั้นผมมองว่าจะต้องมีหน่วยงานที่รับผิดชอบ ที่ชัดเจนที่สุด
- ๓๗/๑ รัฐบาลมี สมศ. ๑๐ ปีครับ สมศ. เป็นการประเมินนะครับ แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้การศึกษาไทยนั้น ดีขึ้น ตรงนี้ก็ต้องฝากท่านประธานครับ ทําอย่างไรเราจะเห็นการศึกษาของไทยดีขึ้น เราเชื่อว่าการศึกษาคือการพัฒนาคน แล้วพัฒนาคนให้มีคุณภาพ เราอยากเห็นครับ ท่านประธานครับ กราบขอบพระคุณมากครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ เชิญค่ะ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ นะครับ ผมสอนหนังสือแทบจะตลอดชีวิตที่รับราชการ ตอนนี้ก็ยังบรรยายอยู่ เป็นระยะ ๆ แล้วก็ตอนนี้ช่วยตรวจทีซิส (Thesis) ระดับปริญญาเอกอยู่ ๓ นักศึกษา ด้วยกันนะครับ เพราะฉะนั้นก็ได้มีส่วนข้องแวะกับการศึกษาคือคิดว่าอยู่ในฐานะที่จะ วิพากษ์วิจารณ์ร่วมอภิปรายด้วย
แต่ว่าประเด็นแรก อยากจะขอตั้งเป็นคําถามสัก ๒ คําถามให้กับดอกเตอร์อมรวิชช์ แล้วก็คณะ จะตอบทันทีหรือจะเป็นลายลักษณ์อักษรมาที่สภาก็ได้ ว่าด้วยตลอดมาที่ได้ทํางานกันนั้น ได้มีการพบปะเป็นการเฉพาะหรือเปล่ากับผู้บริหาร เช่น โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โรงเรียนเซนต์คาเบรียล โรงเรียนอัสสัมชัญ โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนแวนต์ ต่าง ๆ เหล่านี้ที่สามารถผลิตนิสิตนักศึกษาที่ได้คุณภาพแล้วก็เข้ามหาวิทยาลัยอย่างดีมาโดยตลอด ถ้าเผื่อไม่ได้พบก็จะถามว่าทําไมไม่พบ แล้วจะพบไหมในอนาคต หรือจะมอบให้เราที่ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศพบปะกับผู้บริหารโรงเรียนชั้น ๑ ของประเทศไทยในโอกาสแรก
อันที่ ๒ ก็คือที่ปรากฏในเอกสารแล้วท่านได้ชี้แจงเมื่อเช้านี้แทบจะไม่ได้แตะ เรื่องหลักสูตรเลย ซึ่งหลักสูตรการศึกษาก็มี ๓ เรื่องเท่านั้นในระดับมัธยม คือ ภาควิทยาศาสตร์ใช่ไหมครับ ทางด้านสังคมศาสตร์ แล้วก็คณิตศาสตร์ เพราะว่าประเด็น การศึกษาของไทยสอนให้จําหรือว่าสอนให้คิด ถ้าเผื่อสอนให้จําเราถึงได้เป็นที่โหล่ของโลก แล้วจะมีการปรับปรุงหลักสูตรกันอย่างไร ก็ ๒ คําถาม
ส่วนประเด็นสุดท้ายก็จะขอร่วมอภิปราย ผมว่ามีประเด็นเดียวเท่านั้นเอง ที่เราจะต้องมาตกลงกันแล้วก็ขับเคลื่อนในสภานี้ คือทําอย่างไรถึงจะผลิตนักเรียนให้ได้ คุณภาพที่จะรองรับประเทศไทยในยุคโลกาภิวัตน์ที่มีประเด็นปัญหาที่เศรษฐกิจของเรานั้น ค่าแรงก็ไม่ถูก เทคโนโลยีก็ไม่มี ผมขออนุญาตใช้คําภาษาอังกฤษเพราะเราอยู่ในสภาวะของ มิดเดิล อินคัม แทรป (Middle income trap) แต่ถ้าเผื่อการศึกษาไม่ตอบสนองประเทศไทย ให้หลุดออกไปจากสภาวะมิดเดิล อินคัม แทรป (Middle income trap) ในที่สุดแล้ว อีก ๒๐-๓๐ ปีข้างหน้าเราก็คงจะขายของเก่านะครับ โบราณสถาน อาหารไทย ทะเล ประเพณี วัฒนธรรม แต่เราจะไม่มีสินค้าที่เรียกว่าเป็นวิทยาศาสตร์แล้วก็เทคโนโลยี คราวนี้จะผลิตนักเรียนให้ได้ดีมีอยู่ประเด็นเดียวเท่านั้นเอง คือต้องผลิตครูให้ได้คุณภาพ ผมเองได้มีชีวิตอยู่ในสหภาพโซเวียตไปประเทศจีนตั้งแต่เขายังใส่สีเทากันทั้งประเทศ แล้วก็ล่าสุดก็ไปมาที่ประเทศเม็กซิโก ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ประเทศญี่ปุ่น ตลอดเวลานะครับ ทั้งเคยเรียนหนังสืออยู่ เคยพํานักอยู่ คําตอบมีอันเดียวเท่านั้นเองว่าทําไมเขาเจริญแล้ว เพราะว่ารัฐเขาให้ความสนใจกับคุณภาพของครู เขาเอาคนที่เก่งที่สุดมาเป็นครู ประเด็นปัญหาของเราก็มีอยู่แค่นี้ ผมก็อยากจะขอย้อนไปสักนิดหนึ่งว่าผมมีคุณป้า ๒ ท่านด้วยกันจบ ม. ๖ ก็เป็นครูทั้ง ๒ ท่านตลอดชีวิต แล้วก็เรียนหนังสือมาเกือบจะ ๑๐๐ ปีมาแล้วก็พูดภาษาอังกฤษได้ดี ทําไมมันถึงเป็นเช่นนั้น เมื่อวานนี้ แล้วทําไมมันเป็นอย่างนี้ ในวันนี้ที่ครูของเราไม่ได้คุณภาพ แล้วก็ที่ได้กล่าวเมื่อเช้านี้ รวมทั้งร่างกฎหมายที่จะออกมา ก็จะหนักไปแต่ในเรื่องของการบริหารจัดการ เป็นเรื่องของการสร้างอํานาจให้กับ ระบบราชการมากจะไปสู่เนื้อหาที่จะผลิตครู แล้วก็ให้ครูผลิตนักเรียนที่ดี เรามากโครงการเป็นระบบราชการมากกว่าที่จะทําอะไรที่เกี่ยวกับเนื้อหาของการศึกษา เพราะฉะนั้นหัวใจของประเทศไทยก็อยู่ที่ครูเท่านั้นเอง ผมคิดว่าเราอย่าสาละวนไปไกล แล้วพยายามจะเอาทุกสิ่งทุกอย่างมาใส่ในกระเป๋าอันนี้และบอกว่าด้วยการศึกษาแล้วก็พูดกัน เยอะแยะไปหมดเลย เรามาตกลงกันได้ไหมว่าเราจะมุ่งผลิตครูให้ดีที่สุดในโลกในช่วง ๕-๑๐ ปีข้างหน้า ขอขอบคุณครับ
ขอบพระคุณท่านกษิตมากค่ะ ดิฉันจะขออนุญาตเชิญท่านอมรวิชช์ตอบคําถาม ของท่านทั้ง ๒ คําถามก่อนนะคะ ประมาณ ๕ นาทีนะคะ ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณท่านประธานครับ ขอบคุณ ท่านอาจารย์กษิตด้วยครับ เรื่องโรงเรียนที่ท่านอาจารย์เอ่ยถึงที่จริงผมก็มีประสบการณ์ ผมเคยเป็นบอร์ด (Board) ของโรงเรียนอัสสัมชัญ เป็นที่ปรึกษาให้กับโรงเรียนเซนต์โยเซฟ หลายโรงเรียนผมคิดว่าบ้านเรามีเรื่องความเหลื่อมล้ําต่ําสูงอยู่มาก โรงเรียนใหญ่ ๆ ไม่ต้อง ถึงขนาดเป็นโรงเรียนอัสสัมชัญ หรือว่าโรงเรียนเซนต์คาเบรียล หรือว่าโรงเรียนเซนต์โยเซฟหรอก โรงเรียนประจําจังหวัดก็ได้ ก็จะมีกองทุนพัฒนาโรงเรียน มีสมาคมศิษย์เก่าที่เข้มแข็ง แล้วก็สามารถที่จะระดมทุนทําเรื่องคุณภาพการศึกษาได้มากมาย หลายโรงเรียนผมไปเยี่ยม แล้วก็อิจฉา สามารถจ้างครูต่างประเทศที่เป็นเนทีฟสปีเกอร์ (Native Speaker) มาได้ เป็นสิบคนก็มี ก็ใช้เงินรายได้ของโรงเรียนจากศิษย์เก่า จากอะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้ ผมถึงเรียนว่าตอนนี้บ้านเรามีความเหลื่อมล้ําอยู่มาก ที่เรียนที่ประชุมไปคือมีโรงเรียน ขนาดเล็กอยู่ ๑๕,๐๐๐ โรงเรียน เฉลี่ยโรงเรียนละ ๕๐ คน มีครูอยู่สัก ๓-๔ คน เราแอฟฟอร์ด (Afford) สิ่งเหล่านี้ได้หรือเปล่า เทียบกับการที่เราอาจจะต้องมีนโยบายและการตัดสินใจ ที่เด็ดขาดที่ควบรวมหรือทําให้โรงเรียนขนาดเล็กนี่น้อยลง แต่ลงทุนในเป้าหมายที่ สปช. วางไว้ก็คืออยากเห็นทุกตําบลมีโรงเรียนประถมชั้นดีเลยอย่างน้อย ๒ โรงเรียน และทุกอําเภอ มีโรงเรียนมัธยมชั้นดีเลยอย่างน้อย ๑ อําเภอ แต่เป็นการรีอินเวสต์ (Reinvest) ลงไปในแบบ ซึ่งจํานวนโรงเรียนเราน้อยลง ตอนนี้เด็กเราก็เกิดน้อยลง ตอนนี้ถ้าดูขนาดโรงเรียนที่เหมาะสม ประมาณ ๔๐๐-๕๐๐ คน หารด้วยประชากรเด็กในอนาคตเราน่าจะมีโรงเรียนอยู่ประมาณ ไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ โรงเรียนด้วยซ้ําไป ตรงนี้ต้องอาศัยการตัดสินใจเชิงนโยบายนะครับ และเราจะทําให้การลงทุนด้านการศึกษาคุ้มค่ามากขึ้น และช่องว่างระหว่างโรงเรียนเล็ก ๆ ซึ่งไม่มีทางละครับที่จะไประดมทุนแบบโรงเรียนขนาดใหญ่ในเมืองหรือโรงเรียน ระดับท็อป (Top) ของประเทศ อย่างน้อยที่สุดก็เป็นโรงเรียนที่วางใจได้ว่ามีมาตรฐาน การศึกษาที่ดีพอ อันนั้นเรื่องแรกที่ผมอยากกราบเรียน
เรื่องที่ ๒ เรื่องหลักสูตร ก็ได้แตะไปบ้างนะครับ แต่ว่าเรื่องหลักสูตรผมเรียนแล้วว่า เป็นเรื่องระยะยาว เรื่องนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ของทางกระทรวงเองผมก็เรียนแล้วว่า อันนี้โดยหลักการผมเห็นด้วยทั้งหมดเลย แต่ว่าเรื่องนี้จะเป็นไปได้ต้องทําอีกสัก ๓ เรื่องคู่กัน ๑. ทําเรื่องหลักสูตร ตอนนี้ครูถูกติดล็อกอยู่ที่เรื่องคาบเวลาครับ วิชานั้นวิชานี้ต้อง ๒๐๐ ชั่วโมง ๓๐๐ ชั่วโมง ตอนนี้โรงเรียนก็หาทางออกด้วยการไปลดชั่วโมงโฮมรูม (Home room) ซึ่งสําคัญ ไปลดชั่วโมงหน้าเสาธง ซึ่งก็สําคัญเช่นกัน เพื่อจะเบียดเวลาให้ได้เท่าเดิมและไปเพิ่ม เวลาหลังบ่ายสองโมง สรุปแล้วเด็กไทยเราก็เรียนเท่าเดิมครับ เพราะฉะนั้นถ้าไม่ปลดล็อก เรื่องหลักสูตรทําให้ยืดหยุ่นขึ้นก็คงทําเรื่องนี้ให้ไปถึงจุดหมายปลายทางยาก ประการที่ ๒ คือทําเรื่องระบบแนะแนวให้ดี โรงเรียนที่มีระบบเคาน์เซลิง (Counseling) ที่ดีนะครับ รู้จักเด็กเป็นรายบุคคลและจะออกแบบกิจกรรมให้เด็กได้ดี กับประเด็นที่ ๓ ก็คือเรื่องที่ อาจารย์พูดประเด็นสุดท้ายที่สําคัญมากคือเรื่องครู ถ้าครูตาไม่ถึง มือไม่ถึงคงเข้าไปจัด กิจกรรมให้เด็กที่เป็นเทเลอร์เมด (Tailor made) เป็นหลักสูตรที่เหมาะกับเด็กแต่ละคน ไม่ได้ ผมคิดว่าหน้าที่ของการศึกษาไม่ใช่แค่ให้ความรู้ มีหน้าที่ให้แรงบันดาลใจกับเป้าหมาย แก่เด็ก ผมไปโรงเรียนที่ดีหลายโรงเรียนผมพบว่าครูที่ดีเราก็มีอยู่มาก เป็นครูที่ทําให้เด็ก เขาค้นพบเป้าหมายในการเรียน เป้าหมายชีวิตเขาตั้งแต่อยู่มัธยมต้นด้วยซ้ําไป มาถึง ม. ปลายนี่ เขามีเป้าชัดเลยว่าเขาอยากเรียนอะไร ตรงนี้ต้องทุ่มทุนกันมากนะครับ เรื่องการพัฒนาครู เป็นเรื่องต้องยกเครื่องตั้งแต่คณะครุศาสตร์ ศิลปศาสตร์ ๕๕ แห่งทั่วประเทศเกือบจะต้อง เรียกว่าต้องทําใหม่นะครับ เป็นหลักสูตรซึ่งต้องอิงฐานสมรรถนะที่วัดได้ ใบประกอบวิชาชีพ ต้องไม่อัตโนมัติ ต้องสอบ มาต่อใบประกอบวิชาชีพก็ต้องสอบอีกเช่นกัน แล้วสมรรถนะครู รุ่นใหม่ก็ต้องทําใหม่ ซึ่งอันนี้ก็กําลังมีการวิจัยเสนอกับคุรุสภาอยู่ครับ
ที่อาจารย์กรุณาชี้มา ๓ ประเด็นเรื่องใหญ่หมดเลยนะครับ แล้วโดยเฉพาะ อย่างยิ่งเรื่องหลังสุดครับ ผมถือว่าผมเรียนไปแล้ว เรื่องที่ท้าทายที่สุดของการปฏิรูปคราวนี้ คือทําให้มีครูดีทุกห้องเรียนแล้วก็มี ผอ. เก่ง ๆ ทุกโรงเรียนให้ได้นะครับ นั่นคือเป้าหมาย ปลายทางของการกระจายอํานาจที่เราหมายถึงกันครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านกษิตคะ ท่านอมรวิชช์ตอบคําถามท่านครบถ้วนไหมคะ ท่านมีอะไร จะสืบเนื่องไหมคะ ขอบคุณค่ะ เพราะฉะนั้นลําดับต่อไปดิฉันกราบเรียนเชิญ ท่านรองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ นะคะ
- ๓๙/๑
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ สมาชิก สปท. ค่ะ สิ่งที่ดิฉันอยากจะเรียนเสนอกับท่านกรรมาธิการ ในด้านการศึกษา อาจจะเป็นส่วนซึ่งไม่ใช่โดยตรงกับระบบการศึกษาเท่าไร แต่ดิฉันคิดว่า เราได้ทุ่มทรัพยากรเป็นจํานวนมากให้กับระบบการศึกษา ซึ่งท่านเองก็ยอมรับว่ามันไม่คุ้มค่า แล้วก็ยิ่งมาดูในเพาเวอร์พอยนท์ (PowerPoint) ของท่านเบอร์ที่ ๖๙ ซึ่งเป็นเส้นทางของ โคฮอร์ต (Cohort) ของเด็กซึ่งเกิดในแต่ละปีประมาณ ๘๐๐,๐๐๐-๙๐๐,๐๐๐ คน แล้วก็ดําเนินมาจนกระทั่งท่านแตกออกเป็น ๑ ต่อ ๑๐ คน ท่านบอกว่าในที่สุดแล้ว ๓ ใน ๑๐ คนเท่านั้นที่จบอุดมศึกษาจากเด็กที่เกิดปีละ ๘๐๐,๐๐๐ คน หรือ ๙๐๐,๐๐๐ คน มีประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ที่จบอุดมศึกษาก็ประมาณ ๒๔๐,๐๐๐-๒๕๐,๐๐๐ คนเท่านั้น และในผู้ที่จบอุดมศึกษาซึ่งเราทุ่มงบประมาณไปปีละเป็น ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เขาจบอุดมศึกษามา ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะมีความสามารถพวกนี้ก็จัดว่ามีศักยภาพ ในการแข่งขันในความสามารถที่จะคิดอย่างวิเคราะห์เพื่อที่จะทําให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง ต่อไปได้ในอนาคต แต่ในขณะเดียวกันมี ๑๕๐,๐๐๐ คนที่จบปริญญาขั้นอุดมศึกษา แล้วยังไม่มีงานทํา เพราะฉะนั้นถ้ารวมทั้งหมดแล้วเกิดมาปีละ ๘๐๐,๐๐๐-๙๐๐,๐๐๐ คน ประมาณเพียง ๙๐,๐๐๐ คนหรือ ๑๐๐,๐๐๐ คนเท่านั้นที่จบอุดมศึกษาแล้วมีงานทํา จัดว่าเป็นประชาชนที่มีศักยภาพของประเทศประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ซึ่งอันนี้ เป็นเรื่องที่น่าวิตก เพราะว่าเป็นการพิสูจน์ว่ามันไม่คุ้มค่าจริง ๆ สําหรับสิ่งที่ดิฉันอยากจะทํา ให้มันชัดเจนขึ้นมาก็คือผู้ที่จะเป็นผลผลิตของระบบการศึกษาอันนั้นคือเด็กนะคะ เด็กซึ่งบางครั้งท่านอาจจะต้องได้ทราบข้อมูลที่ว่าการศึกษาทางด้านสติปัญญาของเด็ก ของกรมสุขภาพจิตที่ได้ทําการสํารวจเด็กไทยทั่วประเทศอายุ ๖-๑๕ ปีซึ่งอยู่ในโรงเรียน ทั้งของรัฐบาลและของเอกชน ในปี ๒๕๕๔ แล้วก็ปี ๒๕๕๗ ได้ผลเหมือนกันก็คือเด็กไทย ในโรงเรียนอายุ ๖-๑๕ ปีทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ๓๘ จังหวัดนั้นไอคิว (IQ) ไม่ถึง ๑๐๐ ก็คือ ๙๘.๕๙ หรืออะไรทํานองนี้ ในปี ๒๕๕๔ แต่ในปี ๒๕๕๗ นั้นต่ําลงไปกว่าเดิมอีกคือไอคิว (IQ) โดยเฉลี่ยเขา ๙๗ แล้วอย่างนี้ท่านจะให้พัฒนาให้สามารถที่จะ ไม่ว่าท่านจะทุ่ม งบประมาณไปเอาครูที่วิเศษมาอย่างไรก็ตามทีหรือทุ่มไปในการจัดการ การศึกษา ถ้าเด็กไม่พร้อมเสียอย่างเนื่องจากไอคิว (IQ) สติปัญญาไม่ถึงระดับ ที่เขาจะสามารถเรียนรู้แล้วก็คิดอย่างวิเคราะห์ได้ รวมทั้งอีคิว (EQ) ก็ประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของเด็กพวกนี้ก็ต่ํากว่าเกณฑ์อีก เพราะฉะนั้นอีคิว (EQ) ที่สําคัญก็คือ ความเก่ง ความมานะมุ่งมั่น อันนี้เป็นคุณสมบัติที่จะทําให้เด็กเก่งเด็กไทยของเราก็ต่ํากว่าเกณฑ์ ความดีคือเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมุ่งจะช่วยเหลืออันนี้ก็ต่ํากว่าเกณฑ์ มีความสุขก็ต่ํากว่าเกณฑ์ เพราะฉะนั้นเรามีเด็กซึ่งต่ํากว่าเกณฑ์ทั้งอีคิว (EQ) และไอคิว (IQ) ครึ่งประเทศ อันนี้ ก็ต้องคิดว่าระบบการศึกษาออกมาก็คือเพียงแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่มีศักยภาพ ในการแข่งขัน เพราะฉะนั้นดิฉันเห็นด้วยกับท่านมากที่ว่าต่อไปนี้กระทรวงศึกษาธิการ จะต้องยื่นมือออกมาประสานกับกระทรวงอื่น
- ๔๐/๑ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ให้ความสําคัญกับพัฒนาการในวัยก่อนเรียนตั้งแต่ตั้งครรภ์ แล้วก็ข้อสําคัญอนามัยโรงเรียน ในขณะที่เขาเรียนอยู่นี้โรคภัยไข้เจ็บทั้งหลาย ทั้งเรื้อรัง ปัญหาการขาดสารอาหาร ปัญหาการซีด เลือดน้อยอะไรพวกนี้มีผลกระทบต่อความสําเร็จในการเรียนทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่า การศึกษาน่าจะให้ความสําคัญกับสุขภาพอนามัยของเด็กให้เท่าเทียมกัน แล้วก็เห็นด้วย ที่ท่านจะดูแลแม่ตั้งแต่ตั้งครรภ์ แต่ในขณะเดียวกันควรจะตั้งแต่เขาเริ่มที่จะมีคู่ครองด้วยซ้ําไป เพราะว่าขณะนี้เด็กของเราจาก ๘๐๐,๐๐๐ คน ๑๓๐,๐๐๐ คนคลอดมาจากแม่ซึ่งอายุต่ํากว่า ๒๐ ปี ซึ่งในจํานวนนั้นประมาณ ๓๓ เปอร์เซ็นต์จะน้ําหนักต่ํากว่า ๒,๕๐๐ กรัม ซึ่งเด็ก จะเสี่ยงต่อการที่จะมีไอคิว (IQ) ต่ําในอนาคต อันนี้เป็นเรื่องที่จะต้องคิดก่อนที่เราจะ คืออยากจะ ให้เห็นว่าให้เตรียมเด็กให้พร้อมก่อนที่จะทุ่มเข้าไปในสู่การบริหารจัดการการศึกษา การเตรียมเด็ก ก็มีความสําคัญเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะทางด้านสุขภาพอนามัย ขอบพระคุณค่ะ
ขอบพระคุณค่ะคุณหมอ ต่อไปเรียนเชิญท่านเลขาธิการเพิ่มพงษ์ เชาวลิต เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพ กระผม นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. ที่ ๑๑๐ ขออนุญาตมีข้อเสนออยู่ ๒ ประเด็นเกี่ยวกับการปฏิรูป การศึกษา ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมนะครับที่คณะ สปช. ได้มีการศึกษาเรื่องนี้อย่างละเอียด แล้วก็มีแผนการปฏิบัติอย่างชัดเจน มีตัวร่างตัวบทกฎหมายที่ชัดเจนนะครับ แล้วก็ที่คณะ สปช. ท่านได้พูดว่าเรื่องการศึกษาไม่ใช่เรื่องของกระทรวงศึกษาธิการอย่างเดียว ตรงนี้ผมคิดว่า เห็นด้วยอย่างยิ่งเพราะว่าการศึกษาเป็นเรื่องของทุกคน แล้วก็ของทุกหน่วยราชการ ในฐานะที่เคยรับผิดชอบในงานด้านยาเสพติด ประเด็นที่เราให้ความสําคัญมากที่สุด คือเรื่องของการป้องกันนะครับ เราพบว่าในแต่ละปีจะมีคนที่เป็นรายใหม่หรือเป็นรายแรก เข้ามาสู่ระบบของยาเสพติดประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเราป้องกัน ยาเสพติดไม่ได้เราก็คงไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้เลยนะครับ เมื่อปีที่แล้วเราก็ได้พบ ในนักการศึกษาขึ้น ท่านได้มีการเสนอว่าที่จริงเรื่องของการป้องกันยาเสพติด เราได้พูดถึง เรื่องของการสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่เด็กปฐมวัย ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง มีกระบวนการจัดการอันหนึ่งที่เขาเรียกว่าเอ็กซีคิวทีฟฟังก์ชัน (Executive function) ก็คือ ความสามารถในการใช้สมอง ได้มีตัวเลข ได้มีการวิจัยให้เห็นว่าถ้าสามารถที่จะเสริมสร้าง ภูมิคุ้มกันให้กับเด็ก เยาวชนก่อนวัยเรียนได้เท่าไรจะเพิ่มภูมิคุ้มกันได้ในระยะยาว ในหลาย ๆ ประเทศ เขาประสบความสําเร็จตรงนี้ได้อย่างมาก เราเอากระบวนการตรงนี้มาใช้ กระบวนการนี้ เรียกว่าอีเอฟ (EF) คือความสามารถในการใช้สมอง ความคิดในการจัดการชีวิต มีอยู่ด้วยกัน ๕ อย่าง ก็คือ การสร้างความคิดในเรื่องของรู้จักจําเพื่อใช้งาน รู้จักคิดยับยั้งชั่งใจ รู้จักคิด ไตร่ตรอง รู้จักยืดหยุ่น แล้วก็ตัดสินใจ และก็รู้จักในการควบคุมอารมณ์ ถ้าสามารถที่จะทําให้ เด็ก เยาวชนก่อนวัยเรียนหรือปฐมวัยมีความรู้สึกตรงนี้ได้จะเป็นภูมิคุ้มกันที่ป้องกันเขาไปใน ระยะยาว ซึ่งอันนี้ถือว่าเป็นกระบวนการสําคัญขึ้นมา แต่การที่จะเอาความรู้ตรงนี้ไปให้ เด็ก เยาวชนเหล่านี้ได้ ที่สําคัญมากที่สุดได้มีการวิจัยไปแล้วคือการทํานิทาน ป.ป.ส. ก็ได้ทํา นิทานมา ๕ เรื่องที่จะไปทําตรงนี้ขึ้นมาในการเพิ่มความทรงจํา ในการให้เด็กยับยั้งชั่งใจ รู้จักคิด รู้จักจดจํา รู้จักพบปัญหา อุปสรรคต่าง ๆ แล้วอบรมครู ๕๐,๐๐๐ คนที่เป็นครูสอน เด็ก เยาวชนก่อนวัยเรียน แล้วไปอบรมกับเด็กประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ คนในปีที่แล้ว เราวิจัย พบแล้วมีการติดตามประเมินผลจากครูด้วยพบว่าประมาณ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ เด็กมีภูมิคุ้มกัน มีความต้านทานได้สูงขึ้นนะครับ คราวนี้เราก็ต้องวางต่อว่าเด็กในวัยนี้มีประมาณ ๒,๖๐๐,๐๐๐ คน ทั่วประเทศ ถ้าเราสามารถทําตรงนี้เพิ่มขึ้นไปจะมีผลนะครับ จากสถานการณ์ปัจจุบัน การศึกษาปัจจุบันที่ท่าน สปช. ได้หยิบยกขึ้นมาพูดว่าเป็นปัญหาอันหนึ่ง
- ๔๑/๑ คือการพัฒนาเด็กปฐมวัยของเรายังไม่เข้มแข็ง เด็ก ๓ ขวบพัฒนาการล่าช้าร้อยละ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้คือสภาพของการศึกษาปัจจุบัน ผมคิดว่าถ้ากระบวนการอีเอฟ (EF) นักการศึกษาเห็นว่า เป็นประโยชน์ เพราะเราเอามาใช้ในเรื่องของการป้องกันยาเสพติดและการป้องกันเรื่องอื่นด้วย ก็น่าจะเป็นการสร้างพื้นฐาน เพราะจริง ๆ แล้วการปฏิรูปการศึกษาเรื่องหนึ่งคือการวางรากฐาน ให้กับเด็กเยาวชนก่อนที่จะเข้ามาสู่ระบบต่าง ๆ ตรงนี้ผมคิดว่าจะเป็นเรื่องสําคัญอันหนึ่งครับ
ปัญหาอันที่ ๒ อีกอันหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่แล้วก็ที่ผลการศึกษา อาจจะไม่ได้พูดถึงมากนักก็คือระบบการศึกษาใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมคิดว่าผมเอง ได้มีโอกาสไปรับผิดชอบในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ตอนสมัยท่านชิดชัย วรรณสถิตย์ ขอโทษที่ได้เอ่ยนาม ท่านได้เป็นเลขาธิการ ป.ป.ส. ได้ให้ผมไปดูตรงนั้นมา ก็ได้ลงไปใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้จนถึงปัจจุบัน สิ่งหนึ่งที่เราพบว่าโครงสร้างประชากรใน ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ๑,๘๐๐,๐๐๐ คน แตกต่างจากโครงสร้างประชากรของคนทั้งประเทศ คนทั้งประเทศของประเทศเรา ๗๐ กว่าจังหวัด ที่เหลือ ๖๐ กว่าจังหวัดส่วนใหญ่โครงสร้าง ประชากรเราเป็นคนวัยทํางานจนถึงสูงอายุ แต่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้โครงสร้างประชากรคือ ตั้งแต่เยาวชนไปจนถึงเด็กค่อนข้างมาก นั่นจะเห็นว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา โครงสร้างประชากรหรือเด็กเกิดใหม่ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นจํานวนมาก เราได้เอา บุคคลเหล่านี้มาอบรมก็ดี ทั้งเป็นพวกเสพ พวกเสี่ยงยาเสพติดก็ดี ประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าคน สิ่งที่พบอันหนึ่งคือ ๙๐ เปอร์เซ็นต์อ่านหนังสือไม่ได้เลย ๖๐ เปอร์เซ็นต์เรียนหนังสือแค่ชั้น ประถมศึกษาแค่ ป. ๔ อีก ๙๐ เปอร์เซ็นต์อ่านหนังสือไม่ออก ซึ่งจํานวนนี้เยาวชนกลุ่มนี้ ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เราประมาณการว่ามีประมาณ ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ คน ตรงนี้เป็นเรื่องที่สําคัญว่าเราจะจัดการระบบการศึกษาอย่างไรในการที่ทําให้คนเหล่านี้ เข้าไปสู่การดํารงชีวิตที่มีคุณภาพทางสังคมต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะว่าถ้าเด็กจํานวนหนึ่ง หลุดออกจากระบบการศึกษาอ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้จะมีผลต่อการรับรู้ ในระยะยาว ซึ่งคนเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นเยาวชนทั้งสิ้น อันนี้เป็นปัญหาพื้นฐานของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเป็นหนึ่งในปัญหาที่เกิดขึ้นจากความไม่สงบ ขออนุญาตว่า ในการปฏิรูปการศึกษาในเรื่องนี้เราจําเป็นต้องพูดถึง ก็ขอขอบคุณและขอนําเสนอ ณ ที่นี้ครับ
ขอบคุณค่ะ ลําดับต่อไปดิฉันขอเรียนเชิญท่านนายแพทย์ ชูชัย ศุภวงศ์ ค่ะ
ขอบคุณครับ กราบเรียนท่านประธาน กระผม นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ นะครับ สมาชิกหมายเลข ๐๔๐ ก่อนอื่นต้องขอแสดงความชื่นชม คณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาของ สปช. ซึ่งที่ผ่านมาผมในฐานะรองประธานกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ทํางานร่วมกับคณะกรรมาธิการชุดนี้อย่างหนัก แล้วได้ผลออกมา ส่วนหนึ่งก็สกัดไปเขียนในรัฐธรรมนูญ ส่วนหนึ่งก็อยู่ในแผนที่ท่านสมาชิกทั้งหลายได้อ่านแล้ว และก็มีการนําเสนอที่เป็นระบบ ผมคงพูดประเด็นเดียวครับท่านประธาน ด้วยเหตุที่ว่า มีประสบการณ์จากการได้เห็นกระบวนการปฏิรูปของระบบสุขภาพ ระบบสุขภาพที่เปลี่ยนแปลง ขณะนี้ก็ยังอยู่ในกระบวนการปฏิรูปคือการเปลี่ยนระบบงบประมาณแล้วก็ระบบการคลัง เพราะฉะนั้นประเด็นที่ผมจะเสนอต่อไปนี้ก็คือการปฏิรูประบบการคลัง การงบประมาณ ด้านการศึกษา แต่ไม่ได้หมายความว่าประเด็นอื่นที่ได้พูดมาแล้วไม่สําคัญคงต้องทําควบคู่กันไป แต่ว่าประเด็นนี้ผมมีความเชื่อว่าเป็นจุดคานงัดที่สําคัญ ผมเสนออย่างนี้ครับ
ประเด็นที่ ๑ ได้มีการพูดไปแล้วเรื่องระบบจัดการงบประมาณใหม่ โดยจัด งบดําเนินการให้ผู้เรียนโดยตรงตามความจําเป็นที่แท้จริงของผู้เรียนที่เราเรียกว่า ดีมานด์ ไซด์ เอดูเคชัน ไฟแนนซิง (Demand side education financing)
- ๔๒/๑ แทนการจัดสรรงบประมาณแบบซัพพลายไซด์ (Supply side) อันนั้นเป็นประเด็นที่ ๑ ส่วนการจะดําเนินการ สปท. จะผลักดันทําเป็นช่วงเวลาหรือเฟสซิง (Phasing) อย่างไร เป็นเรื่องที่จะต้องมาพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะว่าไม่อย่างนั้นจะเกิดการกระเพื่อมมาก อย่างที่ระบบสุขภาพได้เป็นอยู่
ประเด็นที่ ๒ ใช้มาตรการทางภาษีสนับสนุนผู้ประกอบการ หรือองค์กร ภาคเอกชนที่ร่วมจัดการศึกษา อันนี้เป็นการสร้างแรงจูงใจด้านภาษีนะครับ อันที่จริงขณะนี้ บริษัทธุรกิจเอกชนลงไปช่วยในการจัดการศึกษาก็มีไม่น้อย ไม่ว่าตัวอย่างของอดีต สปช. ท่านอาจารย์มีชัย วีระไวทยะ ที่ทําที่โรงเรียนมีชัยพัฒนาที่ลําปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ก็ดึงบริษัทธุรกิจเอกชนลงไปและทําให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง นักเรียนก็มีประชาธิปไตย ในโรงเรียน โรงเรียนสามารถบริหารจัดการธุรกิจได้ แล้วก็เป็นการสร้างให้คนอยู่ในพื้นที่ หรือไม่ก็ของอาจารย์ประภาภัทร นิยม อดีต สปช. หรือที่อาจารย์วิวัฒน์ อาจารย์ยักษ์ ศัลยกําธร ท่านนั่งอยู่ที่นําเสนอเมื่อสักครู่นี้ ท่านได้ทํารูปแบบต่าง ๆ นี้มากมาย ในร่าง รัฐธรรมนูญได้กําหนดให้มีกลไกนี้ ถ้านโยบาย หรือทิศทาง หรือมาตรการที่ชัดเจนว่า มีแรงจูงใจทางภาษีของธุรกิจลงไปแล้วผมคิดว่าธุรกิจทั้งประเทศจะให้ความสนใจแล้วก็ จะเป็นลักษณะซีเอสอาร์ (CSR) คือรับผิดชอบต่อสังคม แล้วความเร็วในการเปลี่ยนครั้งใหญ่ จะเกิดขึ้น อันนี้ผมพยายามจะพูดถึงภาคมหภาคลงไปเชื่อมกับภาคพื้นที่นะครับ ซึ่งผมคิดว่า สามารถดําเนินการได้ แล้วก็เห็นผลได้
ประเด็นที่ ๓ คือเรื่องการจัดสรรทุนการศึกษาในรูปแบบคูปองการศึกษา อันนี้เราพูดกันพอสมควร ผมก็ขอใช้ตัวอย่างเดียวนะครับ คูปองการศึกษาถ้าเราจะปรับ ให้เน้นเรื่องการเรียนการสอนอาชีวศึกษาโดยเฉพาะ เราสามารถปรับสัดส่วนให้ใช้คูปอง การศึกษา ปรับสัดส่วนให้ผู้เรียนสายสามัญศึกษาเป็นร้อยละ ๔๐ สายอาชีวศึกษาเป็นร้อยละ ๖๐ การปฏิรูประบบอาชีวศึกษาจะเกิดขึ้นทันที แล้วจะออกมามีงานทํา มีอาชีพ ประกอบสัมมาอาชีพ ไม่ใช่ว่าเราได้ปริญญามาเยอะแยะแต่ก็ว่างงานนะครับ
ประเด็นที่ ๔ คือการจัดตั้งกองทุนสมทบแก่ท้องถิ่นหรือภาคประชาสังคม ที่ร่วมจัดการศึกษา เราต้องการมีผู้อภิปรายว่าให้มีการเปลี่ยนจากการจัดการศึกษา มาสนับสนุนให้เกิดการจัดการศึกษา ถ้าองค์กรบริหารท้องถิ่น หรือองค์กรพัฒนาเอกชน เป็นผู้จัดการศึกษา ต้องสนับสนุนกองทุนสมทบ ที่เรียกว่าแมตชิงฟันด์ส (Matching funds) ยกตัวอย่างมูลนิธิเด็กของครูรัชนี ธงไชย ที่มูลนิธิเด็ก ที่หมู่บ้านเด็กที่เมืองกาญจน์ เขาดิ้นรนทําของเขาเอง ถ้าสมมุติว่ามีการจัดสรรงบประมาณไปให้ก็จะเกิดประโยชน์มาก รวมทั้งเครือข่ายผู้ปกครอง การศึกษาทางเลือก อันนั้นเขาดิ้นรนกันเอง ถ้าสมมุติว่า มีกองทุนนี้สนับสนุนการศึกษาทางเลือกที่หลากหลายกับกลุ่มหลายกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าผู้ด้อยโอกาส หรือคนพิการ ก็จะเกิดขึ้นทันที
ประเด็นสุดท้ายท่านประธานครับ มาตรการทางการเงินภาษีสนับสนุน การพัฒนาตนเองและเรียนรู้ตลอดชีวิตของพลเมืองทุกคน อันนี้สําหรับประชาชนที่อยู่ใน วัยทํางาน หรือที่หลุดจากระบบการศึกษาและต้องการพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต อันนี้เราก็ สามารถจัดสรรได้
และสุดท้ายจริง ๆ ครับ ผมอยากจะเรียนว่าการปฏิรูปการศึกษาจะสําเร็จ ได้นั้นจําเป็นต้องรําลึกถึงว่าการศึกษาเพื่อคนทั้งมวล แล้วคนทั้งมวลก็ต้องช่วยกันปฏิรูป การศึกษา แล้วมีนักปราชญ์ทางการศึกษาได้พูดนะครับว่าการศึกษานั้นแพง แต่ความไม่รู้นี่ แพงยิ่งกว่า ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณคุณหมอค่ะ ถ้าหากว่าคุณหมอจะเข้าไปอยู่ในคณะกรรมาธิการด้านการศึกษา ด้วยข้อเสนอเหล่านี้จะเป็นประโยชน์มาก แต่ถ้าคุณหมอจะเลือกคณะกรรมาธิการชุดอื่น ดิฉันอยากจะขอให้ส่งข้อเสนอนี้กับคณะกรรมาธิการด้านการศึกษาด้วยนะคะ ต่อไป ขอกราบเรียนเชิญ พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก ท่านอดีตรองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติค่ะ อยู่ไหมคะ เชิญค่ะ
พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก : กราบเรียนท่านประธานสภาและผู้ทรงคุณวุฒิ สมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ กระผม พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๒๔ ครับ ในส่วนนี้เรากําลังอภิปรายในส่วนของการปฏิรูป การศึกษาครับท่านประธาน ท่านประธานครับ เราคงทราบกันว่าการปฏิรูปการศึกษานั้น เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลานะครับ เรามีการปฏิรูปการศึกษามา ๒ รอบใหญ่ ๆ รอบแรกก็ตั้งแต่ พ.ร.บ. การศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๒ และตอนนี้ก็ก้าวเข้าสู่การปฏิรูปครั้งที่ ๒ ในทศวรรษที่ ๒ ช่วงปี ๒๕๕๒ ถึงประมาณปี ๒๕๖๑ ผมเองเป็นตํารวจแต่ว่าต้องขอพูดเรื่องการศึกษา เพราะว่าส่วนหนึ่งผมอยู่โรงเรียนนายร้อยตํารวจมาร่วม ๕-๖ ปี แล้วก็เป็นผู้บัญชาการศึกษา ขออนุญาตเอ่ยชื่อ อยู่กับท่านอํานวย เป็นผู้บัญชาการศึกษา แล้วผมมีความสุขมากที่ชีวิต ปีหนึ่งได้เป็นผู้บัญชาการศึกษาแม้ว่าจะอยู่พื้นที่ในนครบาล แต่ว่าเมื่อผมมาเป็นผู้บัญชาการศึกษา ๑ ปี ผมมีความสุข ครอบครัวผมมีความสุข ภรรยาและลูกมีความสุขมาก เหตุที่ผมมีความสุข เพราะว่าเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่ผมมาทําการศึกษากับตํารวจ เป็นครูของตํารวจ และตํารวจ ก็ทํางานมากหลาย ๆ อย่างแต่ว่าเมื่อทําการศึกษาแล้วผมมีความรู้สึกว่าเป็นการทํางาน ที่ตรงกับสิ่งที่จะสร้างประโยชน์ได้มากที่สุดนะครับ ผมเองตั้งแต่เด็ก ๆ ก็รักเรื่องการศึกษา อยู่บ้านนอกต่างจังหวัดพยายามเรียนหนังสือให้เก่ง เพราะว่าทุนทางสังคมต่ํานะครับ ฐานะต่าง ๆ เราไม่ดี เราต้องมีอย่างเดียวคือการศึกษา การศึกษาเป็นความงอกเงยและงอกงามนะครับ ผมได้ยินอดีตเมธีหรือท่านเป็นปราชญ์ผู้ยิ่งยงที่สุด ผมจําชื่อท่านได้ท่านหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ท่านเคยพูดไว้เกี่ยวกับการศึกษาเหมือนกับปลูกต้นส่วนของที่เรียกว่ากล้วยไม้ ออกผลช้า ออกดอกช้า แต่ออกช้าฉันใดจะงอกงามเมื่อนั้น และผมอยู่ต่างจังหวัดท้องทุ่งท้องนา ผมได้ยินเพลงอยู่เพลงหนึ่งซึ่งประทับและจับใจก็คือท่วงทํานองที่ว่า แสงเรือง ๆ ที่ส่องประเทือง อยู่ทั่วเมืองไทย คือแม่พิมพ์อันน้อยใหญ่สร้างเด็กไทยในพื้นธานีนะครับ ผมฟังแล้วเป็นเพลงอมตะ และมีความหมายลึกซึ้งต่อผมและชีวิตผม เพราะคุณพ่อผมเป็นครูประชาบาลนะครับ ปัจจุบันนี้คนรอบตัวผมคนที่ผมรักก็ยังประกอบอาชีพครูนะครับ เพราะฉะนั้นผมเข้าสู่ ประเด็นเลยว่าท่านทั้งหลายได้อภิปรายว่าการศึกษานั้นต้ององคาพยพ พัฒนาการ ปฏิรูป รีฟอร์ม (Reform) ในส่วนของหลาย ๆ กระทรวง และหลาย ๆ ประเด็นปัญหา แต่ผมก็นั่งฟัง มาตลอดทุกคําพูดทุกประโยคที่ท่านอภิปรายทั้งผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่าน ผมกราบขอบคุณนะครับ และผมจับประเด็นได้ว่าส่วนหนึ่งหลายท่านว่าปัญหานั้นต้องแก้ได้หลาย ๆ อย่าง แต่ต้อง พุ่งตรงไปที่ปัญหาที่ครู เด็กจะดีได้ครูก็ต้องดีก่อน หรือดีพร้อม ๆ กันนะครับ ครู ๓๐,๐๐๐ คน ไซซ์ (Size) ขนาดใหญ่ ตํารวจ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน โรงเรียน ๓๐,๐๐๐ โรงเรียน ตรงนี้ เป็นจุดแตกหัก เป็นจุดที่จะเป็นยุทธศาสตร์หลักของการศึกษา เป็นข้อกลางหรือเป็นข้อพื้นฐาน ที่สําคัญที่สุด ควิกวิน (Quick win) ตรงนี้ผมว่าจะต้องทําตรงนี้นะครับ ผมมี ๔ ประเด็นหลัก ๆ ที่จะนําเสนอแบบเชิงประจักษ์ง่าย ๆ ๑. การแต่งตั้ง ผอ. รอง ผอ. หรือผู้ช่วย ผอ. ก็ตามนะครับ โดยเฉพาะผู้ช่วย ผอ. ขณะนี้ผมสํารวจดูมีอยู่หลายคน ผอ. ก็เป็นไปแล้วไม่เป็นไร แต่ก็จะโยกไปอยู่โรงเรียนดี ๆ โดยทําทุกอย่างเพื่อไปอยู่โรงเรียนที่ดีกว่า และผู้ช่วย ผอ. เหล่านี้ ผมศึกษาดูนี่หรือจะเรียกว่า รอง ผอ. ก็ตามส่วนมากแล้วจะเตรียมเป็น ผอ. พวกนี้มาจากไหน มาจากกระทรวง มาจากผู้ที่ไม่มีจิตวิญญาณของความเป็นครูแม้แต่น้อยเลย ผมรู้จักเยอะ มีเพื่อนผมด้วย มีน้อง มีหลาน มีเพื่อน ๆ ญาติของเพื่อน ๆ เป็นผู้ช่วย ผอ. นี่เยอะนะครับ บิดเบี้ยว ผิดเพี้ยน เพราะว่าเขาทําทุกอย่างเพื่อจะเป็น ผอ. เป็นครูใหญ่ แต่ไม่มีใจเป็นครู และเบียดบัง แล้วก็มาสั่งการครูน้อยด้อยโอกาสให้ทําโน่นทํานี่โดยที่ตัวเอง ไม่มีวิชาชีพครูเลย แล้วก็ไม่มีจิตวิญญาณ ถึงจะมีก็ไม่มีจิตวิญญาณที่แท้จริง เขารู้กันทุกโรงเรียน ใน ๓๐,๐๐๐ โรงเรียน ท่านไปเช็ก (Check) ได้เลย ผมเคยเช็ก (Check) มาแล้วนะครับ ๓๐,๐๐๐ โรงเรียน ๙๙ เปอร์เซ็นต์ เป็นเช่นนี้นะครับ
ข้อ ๒ การบรรจุครูใหม่ การศึกษาเชิงพาณิชย์ ครูล้นตลาด หรือเมื่อก่อนนี้ เด็ก ๆ ผมก็อยากเป็นครู อยู่ต่างจังหวัดคนเรียนเก่ง ๆ ต้องเป็นครูก่อนนะครับ ขณะนี้ ครูเยอะ ครูเยอะก็เป็นครูภาคสมทบอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ บางครั้งจบมาแล้วไม่มีงานทํา ก็ไปเป็นพริตตี้ (Pretty) เป็นอะไรต่าง ๆ แต่พริตตี้ (Pretty) แล้วไปไหน พริตตี้ (Pretty) แล้วไปไหน ต้องถามอีกที ก็ต้องพูดอีกต่อหนึ่ง
ข้อ ๓ ทําผลงานเลื่อนตําแหน่งควรจะทําเชิงลึก เชิงประจักษ์ ไม่ใช่แวบ ๆ มาถ่ายรูป หรือกินเวลาของคนอื่น เป็นซีโน่นซีนี่ หรือเลื่อนระดับเยอะแยะ แล้วก็ไม่ได้สอน จริงหรอกครับ พวกนี้ทิ้งห้องและทิ้งเด็ก หรือถ้าเป็นคนที่จะทําจริง ๆ ครูบางคนไม่เคยเรียน วิจัยนะครับ อดหลับอดนอน กองตํารับตําราเยอะแยะมานั่งทํา ต่างประเทศเขาไม่มีแล้วครับ เขาเชิงประจักษ์ เขารู้ว่าครูคนไหนทําจริงหรือไม่จริง ผอ. นั่นละครับต้องรับผิดชอบว่า คนไหนควรจะเลื่อนระดับ
ข้อ ๔ อีกอันหนึ่งก็คือว่าค่าตอบแทน เงินเดือนดี ไม่มีหนี้นะครับ จิตใจ โปร่งใส หนี้สินยังทวงตามเยอะแยะครูจะมีใจที่ไหนไปสอนเด็ก หน้าตาเศร้าหมอง เหล่านี้ ก็คือปัญหาพื้นฐาน ผมพูดนี่พูดสิ่งเล็ก ๆ แต่มันแหลมคม แล้วถ้าท่านแก้บันไดขั้นแรกนี้ ได้ยอดท็อป (Top) สูงสุดก็จะแก้ได้ ระดับสูงขึ้นไป ระดับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ผมก็ศึกษา แต่ว่าผมขอพูดระดับปฐมภูมิตรงนี้นะครับ ๔ ประเด็นนี้ขอให้คุณภาพชีวิตของครูมีความสุข ผมดีใจมากที่ท่านนายกรัฐมนตรีท่านพูดว่าการศึกษานั้นต้องทําให้ครูมีความสุข นักเรียน มีความสุข ผู้ปกครองมีความสุข กราบขอบคุณครับท่านประธาน และท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติครับ กราบขอบคุณครับ ขออนุญาตครับ
ขอบพระคุณค่ะ ดิฉันมีท่านสุดท้ายของด้านการศึกษานะคะ ท่านอธิบดี อภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ ถ้าท่านใดจะอภิปรายด้านการศึกษาอีกก็กรุณาส่งชื่อนะคะ มิฉะนั้น ท่านนี้จะเป็นท่านสุดท้ายแล้ว เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ผม อภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ อธิบดีกรมที่ดินครับ เป็น สปท. ลําดับที่ ๑๘๖ กระผมรู้สึกดีใจครับที่ได้อภิปรายคนสุดท้าย เพราะว่าสิ่งที่ผมพูดนี้เป็นสิ่งที่ผมจะขออนุญาต พูดในเชิงประสบการณ์จากการรับราชการในส่วนภูมิภาค จากการเป็นนายอําเภอ จากการเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด และขอเสนอแนะกลไกเล็ก ๆ ในส่วนภูมิภาค ในส่วนพื้นที่ ในโลกของความเป็นจริงในการศึกษา เพื่อมอบให้แก่คณะกรรมาธิการด้านการศึกษา ของ สปท. ได้นําไปพิจารณาต่อครับ ก็มีคําแนะนําอยู่ ๔ เรื่องครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่คิดว่า น่าจะมีการเปลี่ยนแปลง พัฒนา หรือจะปฏิรูปอย่างไรก็ลองคิดดูนะครับ
อันที่ ๑ การบริหารจัดการเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวนักเรียนครับ เรื่องนี้ ผมคิดว่าการจ่ายเงินอุดหนุนของรัฐบาลไปให้รายหัวนักเรียนตั้งแต่ก่อนประถมถึงมัธยม จากวงเงินต่อหัวต่อคน ๑,๗๐๐-๓,๘๐๐ บาทนะครับ โดยเฉพาะในแวดวงของโรงเรียนเอกชน ซึ่งจ่ายลงไปแล้วเราไม่สามารถดูแลเรื่องแผนการหรือการไปใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผมอยากจะแนะนําว่าการบริหารจัดการเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนนี่ครับ ขอให้บริหาร จัดการเป็นแผนงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งวงการโรงเรียนเอกชนครับ ต้องมีแผนงาน แล้วให้ คณะกรรมการหรือสภาการศึกษาระดับจังหวัดช่วยกันเห็นชอบตรวจสอบ การตรวจสอบ ติดตามการใช้งบประมาณถึงแม้จะเป็นเงินที่โรงเรียนเอกชนได้เอาไปใช้ แต่เป็นเงิน งบประมาณแผ่นดินนะครับ สตง. ก็สามารถไปตรวจตามได้ แต่ขณะนี้มันตรวจไม่ได้ เพราะไม่ทราบว่าเอาไปทําอะไรในแต่ละโรงเรียน สิ่งนี้เป็นสิ่งที่อยากจะแนะนําว่าสมควรมี การปรับปรุง เปลี่ยนแปลงเป็นอันดับแรก
อันที่ ๒ ขอแนะนําให้ยกเครื่องระบบห้องสมุดของ กศน. ทั้งประเทศได้แล้วครับ เพราะว่าห้องสมุดในการดูแลของภาครัฐในขณะนี้ต้องปรับปรุง พัฒนา เปลี่ยนแปลง ระบบห้องสมุดของ กศน. ทั้งประเทศได้แล้วครับ เพราะว่าห้องสมุดในการดูแลของภาครัฐ ในขณะนี้ต้องปรับปรุง พัฒนา เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้องสมุดของ กศน. ควรเอาอย่างแบบห้องสมุดของทีเค พาร์ก (TK park) เป็นห้องสมุดที่มีชีวิต จิตใจ หรือจะทํา เป้าหมายเฉพาะเจาะจง เช่น จัดเป็นห้องสมุดสําหรับเด็กมัธยมปลาย มีคลังข้อสอบสําหรับ การสอบเข้ามหาวิทยาลัย แบบนี้เป็นต้น ไม่ใช่เข้าไปถึงห้องสมุด กศน. แต่ละแห่งก็เป็นสิ่งที่ ท่านทั้งหลายลองแวะเข้าไปเยี่ยมในหัวเมืองภูมิภาคดูว่าลักษณะขนาดนี้สมควรพัฒนา เป็นอย่างไร
อันที่ ๓ ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนครับ ท่านประธานที่เคารพ ดูพัฒนาการโรงเรียนประถมในอดีตเรามีโรงเรียนวัด เรามีโรงเรียนประชาบาล เรามีชุมชน จนกระทั่งบัดนี้ลงเป็นโรงเรียนนิติบุคคลโดยตัวเอง และบัดนี้การเป็นนิติบุคคลโดยตัวเอง ทําให้กล่าวขานว่าแม้แต่คุณครูระหว่างโรงเรียนก็ไม่รู้จักกันแล้วครับ เพราะต่างคนต่างอยู่ เอกเทศโรงเรียนของตัวเอง ความสัมพันธ์กับชุมชนเป็นเรื่องสําคัญครับ ทั้งที่โรงเรียนจะต้อง จัดการเรียนการสอนให้ลูกหลานของพี่น้องในชุมชน ในขณะเดียวกันก็ต้องมีส่วนร่วมจาก ชุมชนเข้าสู่โรงเรียน สิ่งเหล่านี้งบด้านนี้ในขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการแทบไม่ให้ความสําคัญ เลยครับ ตัวอย่างที่สําคัญอย่างยิ่งก็คือโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่มี งบประมาณส่วนนี้ให้การสนับสนุนกับโรงเรียนส่วนนี้เลยนะครับ มีก็เป็นจํานวนน้อย คุณครู เขาไปปฏิสัมพันธ์กับชุมชนแทบไม่มีงบประมาณให้เขาไปดําเนินการเลยครับ
ประการสุดท้ายครับ ผมอยากจะเสนอเปลี่ยนแปลงหลักความคิดในการ บริหารงานบุคลากรคุณครูในระดับภูมิภาคหรือในระดับจังหวัด เปลี่ยนหลักคิดคุณครูสังกัด โรงเรียนเป็นหลักคิดที่ให้คุณครูเป็นคุณครูของวงการศึกษาทั้งจังหวัดได้ไหมครับ ขณะนี้ คุณครูถูกติดยึดอยู่กับโรงเรียน ดังนั้นมันไปกระจุกตัวอยู่ที่โรงเรียนดี โรงเรียนในเมือง โรงเรียนเด่น แต่โรงเรียนในชนบทพื้นที่โดยเฉพาะแวดวงการศึกษามัธยมเราปรับระบบ ความคิดว่าคุณครูเหล่านี้ไม่ได้สังกัดโรงเรียนได้ไหมครับ เป็นคุณครูที่สังกัดวงการศึกษา ของจังหวัดและมาบริหารจัดการ คุณครูดี ๆ ก็สามารถไปสอนโรงเรียนที่ด้อยกว่าได้นะครับ อาจจะสอนในลักษณะของการไปสอนเสริม ไปติว แต่เหล่านี้ต้องมาพร้อมกับมาตรการ จูงใจหรือกําหนดกฎเกณฑ์ในการทํางานของคุณครูเพิ่มเติมพัฒนาในแนวทางที่จูงใจให้เขา ทํางานได้เพิ่มขึ้นนะครับ ขณะนี้คุณครูก็ไปกระจุกตัวอยู่ที่โรงเรียนดี ๆ อยู่ที่โรงเรียนในเมือง ในขณะที่โรงเรียนด้อยกว่าก็ไม่มีการที่จะให้การสนับสนุนคุณครูที่ดี ๆ ลงไปช่วยสอนให้กับ ลูกหลานของพี่น้องประชาชน ผมขออนุญาตฝากประเด็นทั้ง ๔ ประการให้คณะกรรมาธิการ ของ สปท. เราเองนําไว้เพื่อพิจารณาครับ กราบขอบคุณมากครับ
ของท่านอธิบดีชัดเจนมากนะคะ ดิฉันมีผู้ขออภิปรายต่อคือท่านชาญวิทย์ ผลชีวิน เชิญท่านชาญวิทย์ ผลชีวิน ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพแล้วก็เพื่อนสมาชิก ทุกท่านครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทางคณะ สปช. ที่ทํางานทางด้านปฏิรูปการศึกษา มาตลอดแล้วโดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งผมเองก็อยู่ที่กระทรวงศึกษาธิการมา ๒๕ ปี แล้วก็แยกมาอยู่ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาอีก ๑๒ ปี เพราะฉะนั้นแนวคิดมีอยู่ ประเด็นเดียวที่ผมอยากจะขออภิปรายแล้วก็เพิ่มเติม สิ่งที่เราทํางานกันทั้งชีวิตตั้งแต่เรียน จนกระทั่งทํางานกันจนทุกวันนี้เราเอาร่างกายเราไปแลกกับเงิน แต่สุดท้ายเราก็ต้องเอา เงินไปซื้อร่างกายเรากลับมา เพราะฉะนั้นถ้าเราดูแลรักษาสุขภาพเด็กในโรงเรียนตั้งแต่เล็ก ส่วนใหญ่เราเน้นแต่เรื่องการศึกษาแต่เราลืมดูแลคุณภาพชีวิตของเขา โดยเฉพาะเรื่องของ สุขภาพพลานามัย เพราะฉะนั้นส่วนหนึ่งซึ่งเป็นประเด็นที่อยู่ที่กระทรวงศึกษาธิการมา ๒๕ ปี ตอนนี้ก็ยังไม่ได้แก้ไขเท่าที่ควรก็คือครูพลศึกษาและครูกีฬา ซึ่งชั่วโมงก็ลดลงไปอีก ครูก็ขาดแคลน แล้วสิ่งที่น่าที่จะเป็นปัญหาที่สุดคือเอาครูอะไรก็ได้ไปสอนพลศึกษา เพราะฉะนั้นกราบเรียนว่า นี่คือจุดสําคัญ เพราะฉะนั้นในอนาคตผมเชื่อว่าอาจจะเอาครูอะไรก็ได้ไปสอนวิศวะ ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาหนัก เข้าไปอีก เพราะฉะนั้นส่วนหนึ่งอยากจะฝากกราบเรียนไว้ว่าสิ่งที่สําคัญที่สุดอันหนึ่งคือ สุขภาพพลานามัยของเด็กตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงระดับมหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นฝากว่า สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดไม่ใช่เรื่องแค่วิชาเรียนอย่างเดียว สุขภาพพลานามัยของเขานะครับ ผู้ปกครอง ครู อาจารย์ทุกท่านทราบดีครับ ยิ่งเมืองใหญ่โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ตื่นกันตั้งแต่ตีสี่ ตีห้า อยู่ในรถ ทานอาหาร ดูแลสุขภาพตัวเองเพื่อที่จะเข้าไปเรียนครับ เลิกเรียนกลับมาต้องรีบกลับมาเพื่ออะไร ทําการบ้าน บางคนไปเรียนพิเศษต่อ ลืมดูแล สุขภาพพลานามัยของตัวเอง ส่วนที่สําคัญที่สุดอันหนึ่งก็คือองค์การยูนิเซฟ (UNICEF) ได้บรรจุการศึกษาไว้ พลศึกษาและการกีฬาคือ ๑ ในเสาหลักของการศึกษา พุทธิศึกษา จริยศึกษา หัตถศึกษา พลศึกษาและการกีฬาครับ เพราะฉะนั้นมีการประชุมทุกปี และองค์การยูนิเชฟ (UNICEF) ได้เน้นให้เห็นความสําคัญว่าการพลศึกษาและการกีฬานั้น สําคัญอย่างไร วันนี้ฝากเป็นประเด็นของการศึกษาด้วย เพราะฉะนั้นต้องขออนุญาตกล่าวเอ่ยนาม ถึงท่าน พลตํารวจเอก อํานวย นิ่มมะโน ที่บอกว่าพอสูงสุดสุดท้ายพอถึงระดับอุดมศึกษา คือปาระเบิดกัน แต่ถ้าเอากีฬานําการเมือง กีฬานําสังคม กีฬานําสุขภาพพลานามัย ผมบอกเลยว่าเด็กเหล่านี้จะถูกหล่อหลอมตั้งแต่กฎ กติกา มารยาท ตั้งแต่อยู่โรงเรียนครับ ณ วันนี้ทําไมกีฬานําการเมือง ท่านสังเกตไหมครับ ทุกวันนี้ทําไมเอาใบเหลืองใบแดงมาใช้กับ การเมือง เอาใบเหลืองใบแดงมาใช้กับอะไรครับ ไอโก้ (AICO) เอาใบเหลืองใบแดงมาใช้กับ อะไรครับ ประมง นี่คือส่วนหนึ่งครับที่เราจะต้องมองให้ออก จุดหนึ่งซึ่งอยู่ที่กรมพลศึกษา สนามศุภชลาศัย ๒ โรงเรียนสมัยก่อนตีกันที่สนามเทพหัสดิน ขออนุญาตไม่เอ่ยนามโรงเรียน ตีกันที่สนามศุภชลาศัย เห็นแค่เครื่องแบบ ไม่ต้องตํารวจหรอกครับ สารวัตรนักเรียน วิ่งหนีแล้วครับ แต่เดี๋ยวนี้เห็นตํารวจอย่างท่านอํานวย นิ่มมะโน เผลอ ๆ วิ่งชนครับ นี่คือจุดหนึ่งครับ เพราะเราไปยกเลิกการแข่งขันกีฬา ส่วนหนึ่งที่เด็กจะต้องมาระบาย ส่วนหนึ่งที่เด็กได้มาออกกําลังกาย ส่วนหนึ่งมีการจัดมวยแข่งขัน ท่านจะเห็นได้เลยว่า เมื่อก่อนนี้อย่างดีก็ชกกันแถวสนามกีฬา พอเรายุติการแข่งขันกีฬาหลาย ๆ อย่างออกไป ท่านจะเห็นเลยว่า ณ วันนี้ไม่มีเวทีให้เขาตีกันครับ เขาต้องมาตีกันข้างนอก สิ่งที่ผมกําลัง ชี้ให้เห็นคืออะไรครับ กีฬาสามารถพัฒนาแก้ไขปัญหา แม้กระทั่งเรื่องของยาเสพติด ที่หลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว สิ่งที่เป็นปัญหาสําหรับเยาวชนในอนาคต เพราะฉะนั้น ลูกหลานเราในอนาคตอย่าให้เทคโนโลยีทุกสิ่งทุกอย่างกําลังเจริญไปอย่างรวดเร็วทําลาย สุขภาพพลานามัยเขา เด็กเดี๋ยวนี้อนาคตจะหัวโตแล้วก็ตัวลีบนะครับ ถ้าท่านใส่แต่อะไรครับ การศึกษาเข้าไปอย่างเดียว โดยลืมถึงสุขภาพพลานามัยครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณค่ะ ดิฉันมีท่าน พลเอก คณิต อุทิตสาร จะขอตั้งคําถามนะคะ เชิญเลยค่ะ เจ้าหน้าที่ช่วย ท่านต้องเสียบบัตรด้วยค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน กระผม พลเอก คณิต อุทิตสาร สปท. ลําดับที่ ๑๙ ขออนุญาตเรียนถามท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการ สั้น ๆ นะครับ ผมนั่งฟังเรื่องนี้ตั้งแต่เช้า เป็นสิ่งที่มีประโยชน์
- ๔๗/๑ ถ้าเผื่อทําได้ตามที่คณะกรรมาธิการท่านได้ไปเตรียมมาผมว่าเป็นเรื่องที่จะเป็นคุณประโยชน์ กับประเทศชาติอย่างยิ่งทางด้านการศึกษา มีคําถามอย่างนี้นะครับว่า สมมุติผมเป็นผู้ปกครอง ขณะนี้ท่านริเริ่มปฏิรูปไปแล้วส่วนหนึ่ง เช่น โครงการลดเวลาเรียนแล้วก็เพิ่มเวลารู้เด็กเลิกเรียน ตั้งแต่เวลา ๑๔.๐๐ นาฬิกา เมื่อคืนผมดูโทรทัศน์เขาเอาเด็กมาให้สัมภาษณ์เด็กบอกว่าดีใจมาก เลิกเรียนตั้งแต่บ่ายสองโมงมีเวลาเล่นมากขึ้น แล้วกลับไปบ้านก็ได้เล่นต่ออีก ก็สวมวิญญาณ ของผู้ปกครองว่าถ้าเผื่อลูกเราอยู่ในโครงการนี้โรงเรียนนําร่องประมาณ ๑๐ กว่าจังหวัด ในขณะที่อีก ๖๐ จังหวัดยังเป็นการเรียนตามปกติ มาตรฐานในการวัดการสอบที่จะไป แข่งขันเข้าที่ต่าง ๆ ที่ได้ดําเนินการในขณะนี้มีเรื่องที่จะทําความเข้าใจกับผู้ปกครอง ของประเทศได้อย่างไรบ้างในระยะเริ่มต้นอย่างนี้ ขอเรียนถามแค่นี้ครับ
เรียนเชิญท่านกรรมาธิการตอบคําถามด้วยนะคะ จะเป็นท่านอมรวิชช์ เชิญค่ะ
ขอบพระคุณท่านประธาน แล้วก็ท่านสมาชิก ที่ถามเรื่องนี้นะครับ ที่จริงเรื่องนโยบายลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้นี่ก็ไม่ใช่การริเริ่มของทาง คณะกรรมาธิการของ สปช. โดยตรงนะครับ เป็นนโยบายของท่านรัฐมนตรีว่าการคนปัจจุบัน แต่ว่าโดยหลักการเราก็เห็นด้วยนะครับ เราพูดเสมอว่าเรื่องหลักสูตรสําคัญ หลักสูตรแล้วก็ สิ่งที่มันแวดล้อมอยู่รอบ ๆ การเรียนรู้ของเด็ก ของครู หลักสูตร เรื่องการวัดผล สื่อตําราเรียน ต่าง ๆ ที่ใช้สําคัญหมดเลย เพียงแต่ว่าเรื่องนี้มันต้องเดินหน้าคู่ขนานเป็นองค์รวม ตอนนี้ ก็ยังมีความไม่เข้าใจ ยังมีความสับสนอยู่มากกับนโยบายเลิกบ่ายสองโมง มีความเป็นห่วง ทั้งในแง่ที่ว่าแล้วเรื่องความเข้มแข็งทางวิชาการจะลดลงหรือเปล่า อันนั้นเรื่องหนึ่งนะครับ ซึ่งผมก็ได้กราบเรียนแล้วว่าเมนูกิจกรรมหลังบ่ายสองโมงคงต้องชัด แล้วก็คงต้องมีพื้นฐาน อยู่บนระบบแนะแนวที่ดีที่รู้จักเด็กเป็นรายบุคคลด้วยที่จะมีกิจกรรมที่เหมาะสมให้แก่เขา ตรงนี้ที่จะมีบทบาทผู้ปกครองเข้ามาเกี่ยวได้มาก เพราะว่าพ่อแม่แต่ละคนก็จะรู้จักลูกดี เราก็ยังเสนอด้วยซ้ําว่าในข้อเสนอของการปฏิรูปอันหนึ่งก็คือว่าความสัมพันธ์หรือการทํางาน ร่วมกันระหว่างครูกับผู้ปกครองสําคัญมาก ถ้าที่บ้านสอนอย่างครูสอนอย่างมันจะสวนทางกัน เพราะฉะนั้นหลายเรื่องอยากเรียนว่านโยบายลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้เป็นแค่จุดเริ่มต้น คงมีอีกสัก ๔-๕ เรื่องที่คงต้องเดินตามทําให้ถึงพร้อมเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องครู ที่จะรู้จักเด็กสามารถออกแบบพฤติกรรมต่าง ๆ ได้ เรื่องผู้ปกครองก็เป็นประเด็นสําคัญ ซึ่งอันนี้ก็อยู่ในข้อเสนอของ สปช. อยู่แล้วว่าตอนนี้เรื่องบทบาทของที่บ้านในการทํางาน ร่วมกับโรงเรียนก็สําคัญเช่นกัน ก็คิดว่าเรื่องนี้ถ้าจะตอบคําถามผู้ปกครองทั่วประเทศ ๑. คือต้องให้ความมั่นใจก่อนว่าเรื่องความเข้มแข็งทางวิชาการไม่เสีย เรื่องที่ ๒ ก็คือกิจกรรม ที่เสริมเข้ามามันเสริมสิ่งที่เป็นประโยชน์กับเด็กจริง ๆ เป็นเรื่องทักษะชีวิต เป็นเรื่อง ความสนใจความถนัดของเขาตามลักษณะเด็กแต่ละคน และเรื่องที่ ๓ ที่สําคัญก็ต้อง ให้ความมั่นใจกับผู้ปกครองว่าเรื่องนี้เราไม่ได้ทําเป็นเสี้ยวเป็นส่วน แต่ว่าทําเป็นองค์รวม ทําเป็นระบบ ทําโดยการเดินหน้ากระดานกับมาตรการอีก ๓-๔ เรื่อง ซึ่งเรื่องนี้ผมคิดว่า ทางอดีต สปช. เองก็คงมีโอกาสไปเสนอกับท่านรัฐมนตรีด้วย ก็จะพยายามสานต่อสิ่งที่เรา ได้เริ่มไว้โดยคิดว่าส่วนหนึ่งก็คงเป็นการหนุนช่วยจากทาง สปท. ด้วยครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ เชิญท่านวันชัย สอนศิริ ค่ะ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สปท. วันชัย สอนศิริ ผมเองไม่ใช่นักการศึกษา แต่ฟังแล้วอยากมีประเด็นบางเรื่องที่อยากจะแลกเปลี่ยน แล้วก็เสริมต่อประเด็นที่ท่านทั้งหลายได้มีการอภิปรายกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเชื่อว่าประเด็นต่าง ๆ ที่ท่านกรรมาธิการจากสภาปฏิรูปแห่งชาติได้เสนอมาแล้วนั้น คงเป็นเรื่องที่ สปท. ของเราจะต้องมาสกัดจัดลําดับความสําคัญว่าเรื่องใดควรจะต้อง ทําการปฏิรูปก่อน หลัง เร่งด่วนอะไร อย่างไรบ้าง เพราะที่ฟังโดยรวมแล้วระบบการศึกษา ของเราทั้งมวลเหมือนต้องปฏิรูปทุกด้าน ทุกเรื่อง และหลาย ๆ เรื่อง แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนเมื่อสักครู่หนึ่งท่านประธานได้กรุณาให้ท่านอมรวิชช์ ได้ชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องการเรียนในเวลาเลิกเวลา ๑๔.๐๐ นาฬิกา ซึ่งตรงกับสิ่งที่ผมอยากจะ อภิปราย เรื่องนี้ผมไม่แน่ใจว่าทางกรรมาธิการเดิมได้คิดไว้แล้วหรือเปล่า แต่สิ่งหนึ่งผมเห็นว่า คณะรัฐมนตรีโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ออกแนวนโยบายในเรื่องนี้ ผมเห็นว่า เป็นการปฏิรูปการศึกษาอย่างหนึ่ง ซึ่งน่าจะสนับสนุนอย่างยิ่ง ผมคิดว่า สปท. ของเรานี้ น่าจะมีส่วนเสริมเติมแต่งต่อแนวคิดของท่านรัฐมนตรีเพื่อให้งานนี้สัมฤทธิ์ผลยิ่งขึ้น อย่างไรครับท่านประธาน ขออภัยที่ผมพูดทั้งหมดนี่พูดแบบมาจากความรู้สึกไม่ใช่ นักการศึกษาจริง ๆ ผมเองก็เรียนหนังสือมาจากศาลาวัด เด็กวัด เรียนที่วัด เป็นคน ต่างจังหวัด เพราะฉะนั้นผมเห็นเลยว่าการศึกษาทําไมจะต้องเรียน ๐๘.๓๐ นาฬิกา เลิก ๑๕.๓๐ นาฬิกา และไม่มีเหตุผลใด ๆ เลย บางครั้งนี่ครูบาอาจารย์ก็ให้นั่งเขียน ให้ทําโน่นทํานี่บางทีครูก็ไม่อยู่ พูดถึงอดีตนะครับ ปัจจุบันครูก็ประชุมกันเยอะ สัมมนา กันแยะ ครูสอนก็อาจจะขาดน้อยไปด้วย เอาละแต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าเราน่าจะคิดเสริมเติมต่อ นั้นก็คือ กรณีที่เลิก ๑๔.๐๐ นาฬิกา จะมีรูปแบบมีวิธีการอย่างไรที่ให้เวลาอีกประมาณ ๑ ชั่วโมง ๒ ชั่วโมงนั้นเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนของนักศึกษา ของนักเรียนจริง ๆ ให้เหมาะสมกับภูมิภาคและแนวทางในการที่จะศึกษาเล่าเรียนของเขา ผมได้มีโอกาส อ่านดูศึกษาจากต่างประเทศของบางแห่ง เอารถไถมาให้เด็กนักเรียนถอดกัน ให้ทุกคน ร่วมกันถอดรถไถในเวลา ๑๔.๐๐ นาฬิกา แล้วให้ทุกคนมีส่วนร่วมกันจํา แล้วจากนั้น ร่วมกันประกอบ ผมว่านี่เป็นการเรียนชนิดที่หลังจากเลิกเรียนแล้วเอาเวลาดังกล่าวนั้น แถวนั้นมีรถไถเยอะ ๆ บางครั้งบางแห่งให้กลับไปทํางานกับผู้ปกครองก็เป็นหลักสูตร การเรียนการสอนที่น่าสนใจ ผู้ปกครองทําไร่ทํานา มีส่วนไปทําไร่ทํานา ทําสวนปลูกต้นไม้ นี่สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เลี้ยงเป็ด เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ เพียงแต่ว่าจะต้องจัดกระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้อย่างไรนั้น ผมคิดไม่ออกนะครับ แต่ผมเห็นว่าเป็นวิธีการ เป็นแนวคิดที่ สปท. ของเรา น่าจะเสริม น่าจะคิดให้เป็นแนวทาง เพราะปล่อยให้ครูคิดกันเอง นึกกันเอง ทํากันเอง อาจจะไปคนละทิศคนละทางหรือเปล่า แต่น่าจะมีแนวทางหลักการกว้าง ๆ ท่านประธาน ที่เคารพครับ เท่าที่ผมมองดูว่าความสัมฤทธิผลของการศึกษาที่จะสําเร็จได้นี่น่าจะ ประกอบด้วยครูเป็นส่วนสําคัญ นักเรียนก็เป็นส่วนสําคัญ ผู้ปกครองก็เป็นส่วนสําคัญ ใน ๓ ภาคส่วนนี้จะต้องเอาเวลาที่ว่านี้ประสานร่วมมือซึ่งกันและกัน ทั้งในชนบท ภูมิภาค และแต่ละท้องถิ่น ผมเชื่อว่าจะทําให้การปฏิรูปการศึกษาในเบื้องต้นทั้งความคิด ทั้งวิธีการ รวมทั้งแนวทางที่จะเอามาปฏิบัติได้จริง นอกจากฟังครูบรรยายสอนในห้องเรียนอย่างเดียว
- ๔๙/๑ อันนี้จะเสริมทักษะกับชีวิตและแนวทางการทํางานของเขา ซึ่งถือว่าการปฏิรูปในเบื้องต้น ของการศึกษาเฉพาะเด็กในวัยต้น ๆ นั้น ผมเชื่อว่าจะสัมฤทธิผล แล้วก็อยากจะสนับสนุน แนวทางที่รัฐบาลนั้นได้คิด ได้อ่าน ทํา เพียงแต่ สปท. อาจจะต้องเสริมเติมในบางเรื่อง กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบพระคุณค่ะ ตอนท่านวันชัยพูดนี่ไม่มีการกดออดนะคะ เขาลืมจับเวลา มีท่านใดจะอภิปรายต่อไหมคะ ถ้าไม่มี ดิฉันจะเรียนเชิญท่านอมรวิชช์ หรือท่านวิวัฒน์ ที่จะแสดงความเห็นตอบกับความเห็นของคณะ สปท. เราเล็กน้อยนะคะ เชิญค่ะ
ขอบพระคุณครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิก สปท. วันนี้ผมก็รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มาเล่าแล้วก็หวังว่าสิ่งที่เล่านี้จะเป็นสิ่งที่ ไปตอบสิ่งที่ประชาชนคาดหวังมากที่สุดเรื่องหนึ่งในรัฐบาลนี้นะครับ นั่นคือการปฏิรูปการศึกษา ก็อยากเรียนสั้น ๆ ครับ แล้วเดี๋ยวผมขออนุญาตให้ท่านอาจารย์วิวัฒน์ซึ่งท่านเป็นทั้งอดีต สปช. และเป็น สปท. ด้วย ท่านได้กล่าวปิดท้าย ก็ย้ํา ๒-๓ เรื่องที่คิดว่าสําคัญว่าโจทย์ใหม่ เรื่องการศึกษามันตอบโจทย์คนทุกช่วงวัย แล้วก็ไม่ใช่เรื่องวิชาการ เราคงไม่มานั่งถกเถียงกัน แค่เรื่องโอเน็ต (O-NET) หรือว่าคะแนนพิซา (PISA) อะไรอีกต่อไปแล้วนะครับ มันเป็นเรื่อง ความฉลาดในการใช้ชีวิต ความเป็นพลเมืองดี เรื่องการมีงานทําในพื้นที่ในท้องถิ่นตัวเอง อันนั้น เป็นโจทย์สําคัญภายใต้หลักการนี้ ภายใต้เป้าหมายนี้เราพูดถึงเรื่องการวางแผนขั้นตอน การกระจายบทบาทความรับผิดชอบ และอํานาจการจัดการศึกษาลงไปสู่ผู้เล่นที่หลากหลาย มากขึ้น หวังเพียงการศึกษาที่มันหลากหลายตามสภาพภูมิสังคมของแต่ละพื้นที่มากขึ้น มีจังหวัด มีท้องถิ่นเป็นจุดจัดการมากขึ้น มีระบบงบประมาณใหม่ที่เป็นคานงัดมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมก็เรียนฝากไว้ในข้อพิจารณาของทาง สปท. ด้วยว่าคานงัด ๓-๔ เรื่องนี้ เรื่องการเปลี่ยนกลไกการจัดการเรื่องทรัพยากร งบประมาณ เรื่องการกระจายผู้เล่น การจัดให้มีความหลากหลายมากขึ้นจะเป็นสิ่งที่สําคัญ รวมทั้งเรื่องระบบที่ผมใช้คําว่า ระบบที่แวดล้อมตัวเด็ก ตัวครูอยู่นะครับ เรื่องหลักสูตร เรื่องสื่อ เรื่องตํารา เรื่องการวัดผล ต่าง ๆ พวกนี้ก็จะเป็นประเด็นปฏิรูปใหญ่ซึ่งจะต้องฝากให้ทาง สปท. ได้ขับเคลื่อนต่อนะครับ ในทัศนะผมเองผมรู้สึกว่าสภาขับเคลื่อนก็เป็นเหมือนสภานักรบ ตอนนี้แผนการรบมี แต่อาจจะยังไม่สมบูรณ์นะครับ อาจจะต้องเติมต่อโดยทาง สปท. ซึ่งก็เป็นผู้เล่นหลายท่าน แต่ในน้ําหนักงานส่วนใหญ่ผมเชื่อว่าทาง สปท. คงเป็นสภานักรบที่ทําให้เราเอาชนะ เรื่องการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งเป็นสงครามยาวนานหลายทศวรรษมากนะครับ ทําให้สําเร็จ เป็นจริงได้ ตรงนี้ก็เหมือนที่ท่าน สปท. วันชัยได้พูดนะครับ ตรงนี้ก็ต้องคัดสรรประเด็น แล้วก็ทําให้เป็นจริง ก็หวังว่าเรื่องนี้คงเป็นสิ่งที่ทําให้ประชาชนสมหวังเสียทีนะครับ เพราะว่า หลาย ๆ เรื่องซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษานะครับ ผมคิดว่าหลายเรื่องที่ประชาชนคาดหวัง แล้วตอนนี้ในข้อเสนอพิมพ์เขียวการปฏิรูปประเทศของ สปช. ก็ไม่มีข้อถกเถียงแล้ว เรื่องการปราบทุจริตคอร์รัปชันก็ดี เรื่องเศรษฐกิจฐานราก การสร้างความสามารถแข่งขัน ของประเทศ การสร้างคนรุ่นใหม่ให้เป็นผู้ประกอบการที่ดีมีความสามารถแข่งขัน รวมทั้ง เรื่องการศึกษานี้ผมคิดว่าเป็นประเด็นซึ่งข้อถกเถียงน้อย ก็เชื่อว่าเรื่องนี้ทางสภาขับเคลื่อน คงนําไปวางแผนรวบต่อแล้วทําให้เรื่องนี้เป็นจริงได้ ผมในนามอดีต สปช. ก็ขออนุญาต ขอบพระคุณท่านสมาชิกที่ได้กรุณารับฟังและให้ข้อคิดเห็นที่ทําให้เรื่องนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ในช่วงสุดท้ายก็จะขออนุญาตเรียนเชิญท่านอดีตรองประธานกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษา ของ สปช. ท่านอาจารย์วิวัฒน์ได้กรุณากล่าวปิดท้ายครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ที่จริงนั่งฟังแล้วก็ หนักใจจริง ๆ เพราะว่ามันเป็นงานยาก ที่จริงมีงานที่จะต้องทํา ๒ เรื่องหลัก ๆ อยากจะพูด แต่ว่าคงมีเวลาไม่มากเท่าไร ก็อยากจะสรุปสั้น ๆ ว่า
เรื่องที่ ๑ เป้าหมายของการให้การศึกษาหรือพัฒนาคนมันคงหลากหลายมาก แค่เราจะพาคนเก่งไปแข่งกับเขา ภาษาอังกฤษดี วิทยาศาสตร์ดี คณิตศาสตร์ดี ทุกอย่างดี แล้วไปแข่งกับเขาเป็นที่ ๑ หรือ ๑ ใน ๕ ของโลกให้ได้ภายใน ๓๐ ปีเราจะหลุดพ้นจาก ประเทศรายได้ปานกลางให้ได้ อันนั้นผมว่าเป็นเป้าหมายเล็ก ๆ เท่านั้นเองสําหรับคนกลุ่ม เล็ก ๆ ถ้าประมาณก็ไม่ถึง ๓ เปอร์เซ็นต์ของตัวเลขของเด็กซึ่งก็อยู่ในกรุงเทพฯ เป็นหลัก ก่อนจะสรุปเราไปฟังความเห็นของหลาย ๆ จังหวัดพบว่าจังหวัดอํานาจเจริญมีเด็กทั้งปี มีโอกาสเข้ามาเรียนระดับปริญญาตรีที่กรุงเทพฯ เพียง ๓ คนเท่านั้นเอง แล้วที่เหลือก็วน กันอยู่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏแถบนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราจะใช้มาตรฐานเดียวกัน ดูแลแบบเดียวกัน ตัดเสื้อโหลแบบเดียวกัน แล้วก็จัดการศึกษาให้ทั้งประเทศ ผิด ยืนยันว่าผิด เราฟังความเห็นคนมาทั้งประเทศตลอดระยะเวลา ๑๐ ปี เพราะฉะนั้นมันต้องจัดให้สอดคล้อง แต่ละจังหวัดเขามีความพิเศษ ๓๐,๐๐๐ กว่าโรงเรียน และอีก ๒๐๐ กว่ามหาวิทยาลัย เลขาธิการ สพฐ. ท่านเดียวดูแล ๓๐,๐๐๐ กว่าโรงเรียน เป็นไปไม่ได้หรอกครับที่จะไปรู้เรื่องแทน ทั้ง ๓๐,๐๐๐ กว่าแห่ง เพราะฉะนั้นจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องไปพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ทุกระดับที่อยู่ในจังหวัดนั้น ๆ ให้ลุกขึ้นมาเติบโตและรับผิดชอบการจัดการศึกษาและพัฒนา คนของเขาให้เหมาะสมกับเป้าหมายของเขา ๓ จังหวัดภาคใต้อย่างหนึ่ง ล้านนาอย่างหนึ่ง อย่างที่หลายท่านได้พูดถึงเรื่องพหุวัฒนธรรม มีศัพท์อยู่ ๒ คําที่เราใช้กัน ๑. พหุวัฒนธรรม คือวัฒนธรรมเราหลากหลายมาก เราจะสอนเหมือนกัน มีเป้าหมายเหมือนกัน วัดด้วยมาตรวัด ตัวเดียวกัน ผิด ยืนยันว่าเราทําผิดมาตลอด แค่พัฒนาครูอย่างเดียวเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ ผมยืนยัน และไม่ใช่ผมคนเดียวจากข้อมูลที่เราฟังผู้รู้ทางการศึกษา เราฟังมาตั้งแต่คนอายุ ๙๐ กว่าปีมาจนถึงเด็กเล็ก เป้าหมายต้องสอดคล้องกับพหุวัฒนธรรม อีกคําหนึ่งเป็นคําของ พระเจ้าอยู่หัวองค์นี้ท่านตรัสคําว่าจีโอโซเชียล (Geo-social) ซึ่งนักภาษาศาสตร์อาจจะบอกว่าผิด แต่พระองค์ท่านยืนยันว่ามันต้องขึ้นอยู่กับภูมิศาสตร์จีโอกราฟิก (Geographic) นั้น ๆ และสังคมวัฒนธรรมนั้น ๆ ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นการกําหนดเป้าหมายของการจัดการศึกษา ต้องสอดคล้องกับภูมิศาสตร์และสังคมวัฒนธรรมนั้น ๆ ไม่ใช่ใช้สูตรเดียวแล้วใช้ทั้งประเทศ อันนี้ผิดยืนยัน อันนี้จึงเป็นเรื่องใหม่ซึ่งต้องจัดระบบโครงสร้างใหม่ ต้องแบ่งภาระหน้าที่ ออกไปให้จังหวัด อาจารย์อมรวิชช์ทําการศึกษาเรื่องนี้เกาะติดมานานก่อนที่จะมาเป็น สปช. ท่านทํางานกับ ๑๕ จังหวัด ชัดเจนว่าแต่ละจังหวัดมีศักยภาพจริง แต่ขณะนี้เด็กเก่งแต่ละจังหวัด ต้องตะเกียกตะกายมาเรียนกรุงเทพฯ ที่เดียว ซึ่งผิด ยืนยัน เราปฏิรูปการศึกษามา ๒ รอบ รอบนี้เป็นรอบที่ ๓ สําเร็จหรือเปล่าไม่รู้ ถ้าไม่เปลี่ยน ไม่ทําเป้าหมายให้หลากหลาย ยังทํา เป้าหมายเดียว มาตรฐานเดียวก็ไปไม่รอด อันนี้คือเรื่องใหญ่สุด
อันที่ ๒ เรื่องระบบการศึกษา ผมเป็นข้าวนอกนา ผมไม่ได้อยู่ในวงการศึกษาเลย แต่ด้วยความห่วงลูกผม ๒ คน ผมต้องเข้าไปยุ่งกับการศึกษาโรงเรียนของลูกซึ่งอยู่ในหมู่บ้านผม ผมอยู่หมู่บ้านสัมมากร บางกะปิ ผอ. มาชวนลูกไปเรียน ชวนผมไปเป็นกรรมการสถานศึกษา เป็นผู้ทรงคุณวุฒิร่วมกับ ขออภัย คุณหญิงพรทิพย์ คุณหญิงพรทิพย์เป็นคนยุผม ท่านวิวัฒน์ นั่นละเป็นประธานมาเลย พอภาพเป็นประธานต้องรื้อระบบโรงเรียนใหม่ เอาเลยลุย แล้วท่านก็ช่วยผมเต็มที่เพราะว่าท่านเก่ง ผมไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวอะไรเพียงแต่ว่าใจถึง ก็ทําจนเป็นโรงเรียนประหลาดขึ้นมา แต่ว่าผ่านการประเมิน ๕ เกณฑ์ เราได้คะแนนสูงสุด ในประเทศไทย ที่จริงถ้าไม่ใช่เวทีนี้ผมจะขออนุญาตปรบมือให้คุณหญิงพรทิพย์ ไม่ใช่ฝีมือผม แต่ว่าก็ไม่เป็นไรค่อยปรบมือนอกห้องก็ได้ครับ อันนั้นก็เป็น ๑ ตัวอย่าง เพราะว่าเราห่วงลูก เราก็เข้าไป เราอยากให้โรงเรียนนั้นอยากให้ลูกเราเก่งสัก ๓-๔ เรื่องโดยเฉพาะภาษาเราก็ไปขอเปิด อิงลิชโปรแกรม (English Program) ขึ้นในโรงเรียน ก็ถามผู้ปกครอง ถามครู ถามใจสู้ไหม ถ้าใจสู้เรื่องอื่นเรื่องเล็ก งบประมาณไม่ต้องไปขอรัฐบาล ระดมทุนกันเองจากผู้ปกครองก็ตั้งได้ ๒ ห้อง เปิดอิงลิชโปรแกรม (English Program) ๒ ห้อง เที่ยวได้เดินทางไปดูเขาทั่วแล้ว ก็เปิดได้จริง ๆ เปิดปั๊บลูกผม ๒ คนก็บรรลุเป้าได้ใช้โอกาส แต่ว่านั่นก็คือกลางกรุงเทพฯ ที่พูดนะครับ โอกาสที่จะเป็นแบบนี้มันนิดเดียวครับ งานที่ผมทําอยู่ส่วนใหญ่ขณะนี้คือ จับมือกับสื่อ จับมือกับท้องถิ่น จับมือกับเขตที่คนทั่วไปไปไม่ถึงแต่พระเจ้าอยู่หัวไปถึง เราก็จะอัญเชิญปรัชญาของพระองค์ท่าน ไปจับมือกับโรงเรียน ไปจับมือกับชุมชน ไปจับมือกับวัด ทั้งวัดคริสต์ วัดอิสลาม วัดพุทธ ให้การศึกษาคนซึ่งสอดคล้องกับ ภูมิวัฒนธรรมนั้น ๆ เราไปกันเกือบทุกอาทิตย์นะครับ ที่จริงอยากให้เรื่องนี้ไปเป็นเรื่องหลัก ในการปฏิรูปการศึกษาที่จะลุกขึ้น ทุกภาคส่วนมาช่วยกันไม่ใช่ปล่อยให้ใครก็ไม่รู้ ทํากันอยู่ตามลําพังชาวบ้านก็ดิ้นรนกันเองตามลําพัง อย่าไปฝันเลยครับว่าเด็กที่อยู่บนดอย จะลุกขึ้นเก่งภาษาอังกฤษเหมือนที่หลายท่านพยายามจะทําให้เป็น ภาษาไทยเขายังพูด ไม่ค่อยจะได้เลย เขียนไม่ต้องพูดถึง เรื่องนี้เป็นความเหลื่อมล้ําอย่างรุนแรงจะแก้อย่างไร อยู่ที่ระบบ อยู่ที่โครงสร้าง ผมด้วยความเป็นข้าวนอกนาแต่ลุกขึ้นมาคลุกคลีถึงขั้น ตั้งโรงเรียนขึ้นเอง ท่านอยากรู้รายละเอียดท่านพิมพ์เข้าไปในกูเกิล (Google) พิมพ์เข้าไป ในยูทูป (Youtube) ก็ได้ พิมพ์ว่าโรงเรียนปูทะเลย์มหาวิชชาลัยนั่นก็เป็นมิติใหม่ แล้วเราก็โชคดี คัดเด็กอย่างดีปีแรกรับเข้ามาคือทุกโรงเรียนคัดทิ้งหมดแล้ว พ่อแม่เขาคัดทิ้งหมดแล้วเราก็ต้อง ไปรับเข้ามาเรียนว่าปรัชญาใหม่ การศึกษาแบบใหม่จะพัฒนาคนได้ไหม ทั้ง ๆ ที่ทุกโรงเรียน ไม่เอาแล้ว พ่อแม่ก็สู้ไม่ไหวแล้ว ระบบคิดแบบใหม่ รูปแบบใหม่ ซึ่งมีอยู่ ๖ ระบบหลัก ๆ ด้วยกัน ย่อ ๆ อย่างนี้ครับ อันที่ ๑ หลักสูตรต้องออกใหม่ให้สอดคล้องกับภูมิสังคมนั้น ๆ ๒. ครูต้อง เป็นแบบใหม่ไม่ใช่เหมือนเดิมแบบเดิม ๓. วิธีสอน วิธีเรียน กระบวนการเรียนรู้ต้องเป็นแบบใหม่ ๔. เครื่องมือต้องเป็นแบบใหม่ ๕. สภาพแวดล้อมต้องเป็นแบบใหม่ และ ๖. เงื่อนเวลาต้องเป็น แบบใหม่ เอานะครับ ผมไม่มีเวลาลงในดีเทล (Detail) ผมเขียนบทความนี้มา ๑๐ ปี ๔๐๐ กว่าตอนรวมเล่มไว้เหมือนกันว่าด้วยเรื่องของระบบการศึกษาแบบใหม่ เราพยายาม จะเอาสิ่งนี้มานําเสนอให้กับวงการศึกษา วงการปฏิรูป โชคดีครับในกรรมาธิการการศึกษา เที่ยวที่แล้วท่านสนใจเรื่องนี้มาก โดยเฉพาะทีมงานเรา ๕-๖ ท่านอาจารย์พารณท่านอิน (In) กับเรื่องพวกนี้มาก แล้วท่านก็ชัดเจนมากว่าถ้าปฏิรูปการศึกษาทําให้คนเป็นคนดีไม่ได้ ความหวังทั้งหมดหมดสิ้นครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานและท่าน สปท. ทุกท่านครับ ท่านใดที่มีศักยภาพ มีความพร้อม มีความสามารถสูงกว่าผม ผมไม่ได้มีความสามารถอะไร มีแต่ความตั้งใจเฉย ๆ ให้มาช่วยกันขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาให้เกิดสู่การปฏิบัติให้ได้ แล้วก็ให้สอดคล้องกับแต่ละวัฒนธรรม แต่ละภูมิศาสตร์ อย่าทําเป็นมาตรฐานเดียวอีกเลย หวังว่าการพัฒนาคนตามเป้าหมายนี้จะแก้ปัญหาบ้านเมืองที่กําลังวิกฤติได้จริงครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณค่ะท่านรองประธานกรรมาธิการ สปช. นะคะ บัดนี้ก็เป็นอันว่าเราได้ อภิปรายเรื่องการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาเรียบร้อยแล้วนะคะ ก็ขอขอบพระคุณ ท่านผู้แทนจาก สปช. เป็นอย่างมากนะคะที่กรุณามาให้ความรู้กับพวกเราในวันนี้ และท่าน ที่จะไปเป็นกรรมาธิการด้านการศึกษาคงรับไปทั้งหมดและอาจจะมีอะไรมาปรึกษาท่านอีกด้วย ขอบคุณค่ะ ก่อนที่เราจะไปทางด้านสื่อสารมวลชน ดิฉันมีเจ้าหน้าที่ขอร้องให้มาประกาศ เรื่องแบบแสดงความจํานงที่จะดํารงตําแหน่งกรรมาธิการ บอกว่าตอนนี้มีสมาชิกส่งมาแล้วเพียง ๑๔๑ ท่าน ขาดอีก ๕๙ ท่าน ขอให้ท่านกรุณาส่งมาด้วยนะคะ เพราะว่าจะต้องส่งภายในวันนี้เพื่อเราจะได้ไปจัดว่าท่านจะอยู่ชุดไหน แล้วก็เมื่อเช้า ที่ท่านประธานทินพันธุ์ได้กล่าวไว้แล้วว่าแบบฟอร์ม (Form) ชุดนี้มันไม่มีช่องให้ติ๊ก (Tick) ที่จะเลือกเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญ ท่านก็เขียนมาข้างล่างแล้วกันว่าท่านจะเป็น คณะกรรมาธิการวิสามัญทางด้านป้องกันและปราบปรามการทุจริตด้วย เขียนมาในใบนี้ ไม่ต้องใช้ใบใหม่ ท่านที่ส่งแล้วถ้าหากว่าลืมเขียนหรือท่านประสงค์จะมาเติมก็มารับคืน จากเจ้าหน้าที่ได้นะคะ แต่ขอให้กรุณาส่งภายในวันนี้
ด้านต่อไปที่เราจะอภิปรายทั่วไปกันก็เป็นเรื่องของด้านสื่อสารมวลชน โดยที่ดิฉันได้มีรายชื่อผู้ที่เป็นผู้แทนของสภาปฏิรูปแห่งชาติมา ๖ ท่าน ไม่ทราบว่าท่านมา หรือยังเดี๋ยวให้เจ้าหน้าที่ดูนะคะ จะประกาศรายชื่อไปก่อนนะคะ ท่านรองศาสตราจารย์จุมพล รอดคําดี ประธานกรรมาธิการ ศาสตราจารย์กิตติคุณสุกัญญา สุดบรรทัด รองประธาน กรรมาธิการ คนที่หนึ่ง รองศาสตราจารย์พนา ทองมีอาคม รองประธานกรรมาธิการ คนที่สอง นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ รองประธานกรรมาธิการ คนที่สาม นางสาวอ่อนอุษา ลําเลียงพล กรรมาธิการ นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ เลขานุการคณะกรรมาธิการ กําลังเรียนเชิญกันอยู่ จะมาให้ความเห็นกับเรา ตอนนี้ดิฉันยังไม่มีรายชื่อของผู้ที่ท่านจะอภิปรายทางด้าน สื่อสารมวลชนเลยนะคะ ถ้าหากว่ามีท่านใดสนใจก็กรุณาส่งรายชื่อด้วยนะคะ โปรดรอสักครู่ค่ะ มีรายชื่อขึ้นมาทั้ง ๓ ท่านแล้วนะคะ ท่านอื่นที่ประสงค์จะอภิปรายกรุณาส่งรายชื่อขึ้นมาด้วยค่ะ ยินดีต้อนรับท่านผู้แทนสภาปฏิรูปแห่งชาติ ดิฉันขอความกรุณาให้ท่านช่วยกรุณาสรุป ภายในเวลาประมาณ ๔๕ นาทีเกี่ยวกับการปฏิรูปด้านการสื่อสารมวลชน ท่านประธาน จะเริ่มก่อนไหมคะ เรียนเชิญค่ะ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม รองศาสตราจารย์จุมพล รอดคําดี เป็นอดีตประธานกรรมาธิการปฏิรูปสื่อสารมวลชน และเทคโนโลยีสารสนเทศ วันนี้ก็ขออนุญาตท่านประธานนํากรรมาธิการในชุดที่ผ่านมา ได้เข้ามาร่วมเสนอในเรื่องการปฏิรูปสื่อครั้งนี้ด้วย โดยมีท่านแรก ศาสตราจารย์กิตติคุณสุกัญญา สุดบรรทัด ท่านเป็นอดีตรองประธานกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์พนา ทองมีอาคม ท่านเป็นรองประธานกรรมาธิการ คนที่สอง คุณวสันต์ ภัยหลีกลี้ ท่านเป็น รองประธานกรรมาธิการ คนที่สาม คุณอ่อนอุษา ลําเลียงพล กรรมาธิการที่เข้ามาช่วย ในเรื่องของโฆษณา เรื่องประชาสัมพันธ์ ส่วนอีกท่านหนึ่งคือคุณประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ ซึ่งครั้งที่แล้วก็ทําหน้าที่เลขานุการของคณะกรรมาธิการที่จะมาร่วมเสนอในครั้งนี้ ขออนุญาตนะครับ เรื่องการปฏิรูปสื่อ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกท่าน ผมอยากกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่าการปฏิรูปสื่อที่คณะกรรมาธิการชุดที่ได้ทํามาในครั้งที่แล้ว หลายสิ่งหลายอย่างมันเกิดจากเหตุซึ่งทางรัฐธรรมนูญก็ดี หรือแม้เรื่องของผลการวิจัย การรวบรวมข้อมูลอะไรต่าง ๆ ก็ได้พูดถึงสื่อในลักษณะที่เป็นปัญหาที่จะต้องมีการปฏิรูป เพราะฉะนั้นในรัฐธรรมนูญจึงเขียนเอาไว้เป็นการปฏิรูป ๑ ใน ๑๑ ด้านที่ต้องมีการปฏิรูป คือเรื่องของการสื่อสารมวลชน ซึ่งเรื่องนี้คณะกรรมาธิการชุดที่แล้วคือของ สปช. ก็ได้ดําเนินการดูว่าเรื่องที่จะต้องปฏิรูปคืออะไร ผมก็อยากจะพูดถึงที่ไปที่มาสักเล็กน้อยว่า เหตุผลในเรื่องของการปฏิรูปก็มีที่มาในเรื่องของสิ่งที่เป็นการรวบรวมข้อมูลก็ดี
- ๕๓/๑ สิ่งที่เป็นการเผยแพร่ทางข่าวสารก็ดี ได้กล่าวถึงสื่อมวลชนที่ได้นําเสนอข่าวสารอย่างไม่มี ความรับผิดชอบ สื่อมวลชนไม่ได้ทําหน้าที่ของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา สื่อมวลชนมีปัญหา ในเรื่องของการนําเสนอข่าวสารที่อาจจะทําให้เกิดเป็นปัญหาบ้านเมือง เป็นปัญหาที่ทําให้ สิ่งที่เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมาเราคงทราบดี ได้ถูกกล่าวอ้างว่าสื่อมวลชนเป็นส่วนหนึ่ง ในเรื่องของการทําให้เกิดปัญหานั้นด้วย เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่สําคัญในการปฏิรูป ในครั้งนี้ว่าจะปฏิรูปอย่างไรเพื่อให้สื่อมวลชนนั้นได้ทําหน้าที่อย่างมีความรับผิดชอบ ท่านผู้ทรงเกียรติครับ สิทธิขั้นพื้นฐานของการรับรู้ข่าวสารของประชาชน หรือในเรื่องของ กระบวนการประชาธิปไตยได้มีความเข้าใจและมีความเชื่อกันอยู่ว่าการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร การสื่อสารต่าง ๆ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ทุกคน ของประชาชนทุกคน เพราะฉะนั้นการที่จะรับรู้ข่าวสารได้อย่างกว้างขวาง รอบด้าน ครบถ้วน ต้องเกิดจาก การให้อิสระและเสรีภาพ ดังนั้นจึงเป็นหลักสําคัญในการปฏิรูปในครั้งนี้ว่าเราจะยึดถืออะไร การปฏิรูปเรามองถึงในเรื่องของการที่เมื่อมีสิทธิ มีเสรีภาพ แล้วได้นําเสนอข่าวสารได้ อย่างมีอิสระอย่างที่ว่านี้จะทําได้อย่างครบถ้วนหรือไม่ ได้อย่างเป็นอิสระจริงหรือไม่ อันนี้ ก็เป็นส่วนที่เป็นเรื่องของการสื่อสารของมนุษย์โดยทั่วไป แล้วทําไมถึงต้องมาพูดกันถึงสื่อ ก็เพราะว่าสื่อเป็นส่วนหนึ่งของสังคมในระบอบประชาธิปไตยที่ได้เข้ามาทําหน้าที่ในเรื่องของ การสนองตอบต่อการรับรู้ข่าวสารตามสิทธิขั้นพื้นฐานความเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้นสื่อเอง จึงต้องมีเสรีภาพ ต้องมีอิสระในเรื่องของการที่จะแสวงหาข้อมูลข่าวสารมาให้ครบถ้วน เพื่อที่จะได้เสนอให้ประชาชนได้เอาไปคิด เอาไปพิจารณา ไปวินิจฉัยว่าสิ่งใดที่ควรจะรับรู้ หรือรับฟัง หรือเลือกรับก็ดี เพราะฉะนั้นหน้าที่ของสื่อจึงต้องทําหน้าที่ตรงนี้ให้ครบถ้วน ดังนั้นมันจึงเป็นที่มาของการว่าจะให้สื่อทําหน้าที่อย่างไม่มีเสรีภาพหรือขาดความเป็นอิสระ เขาก็ย่อมจะเสนอข่าวสารนั้นไม่ครบถ้วน ไม่รอบด้าน เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่สําคัญว่าเราจึงต้อง มาดูในประเด็นนี้ เสร็จแล้วเมื่อสื่อได้ทําหน้าที่อย่างมีอิสระ มีเสรีภาพแล้ว เขาได้ทําหน้าที่ อย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ ในเมื่อได้รับมอบหมายตรงนี้ไป หรือได้รับสิทธิตรงนี้ไปเหมือนกับ ประชาชนโดยทั่วไป ถ้าสื่อใช้เสรีภาพของตัวเองอย่างไม่รับผิดชอบอะไรจะเกิดขึ้น นั่นก็หมายความว่าสื่อเองก็ไม่ได้ทําหน้าที่อย่างที่ควรจะเป็น หรือว่าที่ได้รับมอบหมาย ที่ได้รับหน้าที่ตรงนั้นไป จึงเป็นสิ่งที่เราจะต้องมาดูว่าเมื่อมีอิสระ มีเสรีภาพแล้วได้ทําหน้าที่ อย่างมีความรับผิดชอบหรือไม่ ความรับผิดชอบที่ว่านี้คือความรับผิดชอบที่อยู่บนภาระหน้าที่ ของจริยธรรม จริยธรรมคือกรอบหรือการทํางานในสิ่งที่เรียกว่าเป็นการทํางานอย่างมีประโยชน์ มีสิ่งที่เรียกว่าทําให้เกิดความดีงาม สังคมเกิดสันติสุข เกิดได้รับข่าวสารอย่างพอเพียง ในการดํารงชีวิต นั่นเป็นหน้าที่ของสื่อ แต่ถ้าสื่อไม่ทําหน้าที่ตรงนี้นั่นหมายความว่าเขาทําผิด กรอบจริยธรรมหรือผิดกรอบการประพฤติปฏิบัติที่สมควรจะต้องทํา ดังนั้นเราจึงเป็นประเด็นในเรื่องของการที่ว่าจะทําอย่างไรให้สื่อได้มีกรอบ มีจริยธรรม ถ้าเรา ถามว่าสื่อทุกวันนี้มีกรอบจริยธรรมในการประพฤติปฏิบัติหรือไม่ ก็คงตอบได้ว่าในสมาคม วิชาชีพ ในสภาวิชาชีพ หรือองค์กรวิชาชีพทั้งหลายมีสิ่งเหล่านี้อยู่ แต่สื่อเองทําหรือไม่อันนั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เราคงจะต้องมาดูกันว่าเราจะปฏิรูปเขาอย่างไร เราคงจะต้องมาดูว่า เราจะพัฒนาเขาอย่างไรเพื่อให้เขาทําหน้าที่อย่างมีความรับผิดชอบ เราจะปฏิรูปเขาอย่างไร เสร็จแล้วเราก็มาดูอีกต่อไป ถ้าเราต้องการให้เขามีความรับผิดชอบจริง ถ้าเขามีเจตนาดี แต่เขาไม่สามารถทําตามเจตนานั้นได้เพราะถูกแทรกแซง เพราะถูกอิทธิพลบางส่วนเข้ามา ทําให้เขาทํางานไม่ได้อย่างที่ควรจะทํา อย่างที่เขาควรจะมีอิสระมีเสรีภาพในการที่จะเอา ข้อมูลให้เกิดครบถ้วนรอบด้านอย่างที่ว่า อันนี้ก็เป็นปัญหาอีกอันหนึ่งที่ไปกระทบ กับเรื่องเสรีภาพ เรื่องสิทธิของเขา เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราจะต้อง มีการปฏิรูปหรือมีการศึกษาว่าจะทําอย่างไรเพื่อที่จะให้ปราศจากการแทรกแซง ปราศจาก การครอบงําสื่อ เพื่อไม่ให้สื่อไปทําหน้าที่ที่ผิดที่ผิดทาง ผิดจริยธรรม จรรยาวิชาชีพ ที่กํากับอยู่ ทีนี้พอพูดกํากับ ก็มาถึงในที่ว่าแล้วจะกํากับอย่างไร ในเมื่อสื่อต้องการเสรีภาพ ในเมื่อสื่อถ้าทํางานแล้วต้องทํางานอยู่บนความเป็นอิสระ เพราะฉะนั้นการกํากับก็ต้องมี ความระมัดระวังว่าจะกํากับดูแลเขาอย่างไรเพื่อไม่ให้ไปกระทบกับสิทธิเสรีภาพซึ่งเป็นสิ่งที่ เขาควรจะได้รับแล้วก็ทํางานได้ครบถ้วน นี่ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง เพราะฉะนั้นในวาระ การปฏิรูปครั้งนี้จึงเป็น ๓ วาระด้วยกันที่เราแบ่งออกมาเป็นเรื่องของการทํางานของสื่อ บนความรับผิดชอบ อันที่ ๑ อันที่ ๒ เรื่องการแทรกแซงครอบงําสื่อ อันที่ ๓ จะกํากับดูแล สื่ออย่างไร สื่อต้องการกํากับดูแลตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันบางครั้งสื่อก็ล้ําเส้น สื่อก็ทํา ในสิ่งที่ไม่เป็นไปตามกรอบของจริยธรรมหรือจรรยาวิชาชีพ เพราะฉะนั้นหลายครั้งหลายครา ประชาชนจึงเรียกร้องให้รัฐเข้ามาดําเนินการ ทุกครั้งที่รัฐเข้ามาดําเนินการปัญหาสื่อก็เกิด การทํางานที่ผิดที่ผิดทางแล้วเบี่ยงเบนออกไปเนื่องจากว่าได้เข้ามาแทรกแซงการทํางาน ความเป็นอิสระก็จะหายไป การนําเสนอข่าวสารก็เป็นไปอย่างไม่เป็นธรรม สิ่งเหล่านี้ก็เกิดขึ้น แต่หน่วยงานของรัฐก็มีความจําเป็นในบางเรื่องบางกรณีที่อาจจะต้องเข้ามา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อเข้ามาแล้วก็เป็นการทํางานร่วมกันกับสภาวิชาชีพและองค์กรวิชาชีพ ซึ่งนั่นน่าจะเป็น ทางออกที่ไม่ไปกระทบเสรีภาพ ไม่กระทบการทํางานอย่างเป็นอิสระ ในสิ่งเหล่านี้ที่ได้เป็น จุดสําคัญในเรื่องของการปฏิรูป แล้วการกํากับดูแลที่กระผมพูดไปเมื่อสักครู่นี้เราก็มองเห็น อยู่อีกอย่างหนึ่ง นอกจากหน่วยงานของรัฐแล้วเรามองถึงการกํากับดูแลโดยประชาชน การปฏิรูปครั้งนี้ได้ดึงเอาประชาชนเข้ามาว่าให้ประชาชนได้มีส่วนในการกํากับดูแลสื่อด้วย ผู้บริโภคสื่อคือประชาชนนั้นจะสามารถกํากับดูแลด้วยวิธีการอะไรบ้าง นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เรา มาออกแบบ เรามาถามว่าเราจะออกแบบเพื่อที่ให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกํากับ ดูแลอย่างไร ลําพังให้แต่สื่อกํากับดูแลกันเองก็คงจะเป็นปัญหาอย่างที่เราเห็นหรือไม่ แล้วเราเองถ้าให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมเสีย ประชาชนอาจจะช่วยด้วย คือประชาชนอาจจะ เป็นทั้งฝ่ายสนับสนุนสื่อดี แล้วก็เป็นฝ่ายที่จะคอยร้องเรียนสื่อที่ทําอะไรที่แตกแถวไป หรือไม่เคารพกติกา สิ่งเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในแง่ของการออกแบบในการปฏิรูปในครั้งนี้ว่า เราดึงเอาประชาชนเข้ามาด้วย
- ๕๕/๑ ให้เข้ามาในส่วนใดส่วนหนึ่งในเรื่องของการกํากับดูแล ซึ่งเดี๋ยวสักครู่ก็คงจะได้ฟังว่าแต่วิธีการนี้ จะกํากับดูแลอย่างไร แต่ผมอยากจะขอเรียนว่าด้วยเหตุผลด้วยสิ่งที่ผมได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ คณะกรรมาธิการจึงได้กําหนดวิสัยทัศน์ของการปฏิรูปสื่อ ผมขอสไลด์ (Slide) ได้ไหมครับ คือวิสัยทัศน์ที่เราได้เขียนเอาไว้ในการปฏิรูปสื่อครั้งนี้ก็คือว่า สื่อสารมวลชนและเทคโนโลยี สารสนเทศของไทยต้องมีมาตรฐานคุณภาพสูงสุดเพื่อประโยชน์สาธารณะบนพื้นฐาน และสิทธิเสรีภาพควบคู่กับจริยธรรมและความรับผิดชอบ โดยเป็นที่เชื่อถือทั้งในระดับประเทศ และนานาชาติ รวมถึงประชาชนที่มีสิทธิในการรับรู้เข้าถึงเท่าทันสื่อและมีส่วนในการสื่อสาร ที่สร้างสรรค์ อันนี้คือวิสัยทัศน์ที่เราก็ได้รวบรวมมา การรวบรวมของเราไม่ได้เกิดจากเราคุย กันเองอย่างเดียว แต่เราได้มาจากงานวิจัย เราได้มาจากการที่ได้ไปพูดคุยกับบรรดาสื่อ ทั้งหลาย เราได้มาจากประชาชนผู้บริโภคสื่อที่ได้มีส่วนร่วมในเรื่องของการคิดในสิ่งเหล่านี้ เมื่อเราได้วิสัยทัศน์แล้วเราก็กําหนดพันธกิจขึ้นมาว่าเราจะดําเนินการอย่างไรบ้างในการปฏิรูป ในครั้งนี้ เราก็ได้วางพันธกิจไว้ ๑๑ ด้านด้วยกัน ๑๑ ด้านในที่นี้เราก็มีดังต่อไปนี้
ข้อแรก ก็คือสื่อมีบทบาทหน้าที่ในการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข นี่ก็เป็นสิ่งที่เราคิดว่าในระบอบประชาธิปไตยในสังคม ประชาธิปไตยสื่อควรจะทําหน้าที่อย่างไรภายใต้กรอบพันธกิจอันนี้นะครับ
อันที่ ๒ เราจะยกระดับมาตรฐานของสื่อให้มีคุณภาพทั้งด้านเนื้อหา วิชาการ บุคลากร และเทคโนโลยี แน่นอนครับว่าการทํางานของสื่อเราก็เห็นถึงการทํางานที่ผ่านมาว่า สื่อเองทํางานจนมีปัญหาทําให้เกิดถึงต้องมีการปฏิรูป เพราะฉะนั้นเรื่องของการดูแล เรื่องของการยกระดับ หรือทําให้เกิดมีมาตรฐาน มีคุณภาพขึ้นมานี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเนื้อหา วิชาการ หรือบุคลากรก็ดี จะต้องมีการพัฒนาครับ รวมทั้งเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่ ๆ ทั้งหลายด้วย ก็จะต้องเรียนรู้ ต้องเข้าใจ ต้องใช้ให้เป็น อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เรามุ่งหวังว่าจะสามารถ ที่จะทําได้
อันต่อมา สื่อได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ สวัสดิภาพ และสวัสดิการ ในการปฏิบัติหน้าที่ แน่นอนครับ เราต้องการเสรีภาพเพื่อที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างครบถ้วน ได้อย่างรอบด้านอย่างที่ว่า แต่การทํางานของสื่อก็เสี่ยงภัย บางครั้งก็มีปัญหาในเรื่องของ ความไม่ปลอดภัยทั้งร่างกายและทรัพย์สิน สิ่งเหล่านี้เราก็ต้องการเห็นการทํางานของสื่อ สามารถทํางานต่อไปได้เราจะคุ้มครองเขาอย่างไร เราจะดูแลสวัสดิภาพเขาอย่างไร เราจะดูแล สวัสดิการของเขาอย่างไรเพื่อให้เขาดํารงชีวิตอยู่ได้และทํางานปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเป็นสื่อ ที่มีความรับผิดชอบอย่างที่ว่านี้
ต่อมาก็คือข้อที่ ๔ บอกว่าจะมุ่งเน้นความหลากหลายในสื่อทั้งเนื้อหา ช่องทางสื่อสารและความเป็นเจ้าของ อันนี้เราก็มุ่งเน้นในแง่ที่ว่าเราไม่ต้องการเห็นสื่อนี้ มาจากแหล่งใดแหล่งเดียว เราต้องการให้ประชาชนได้มีสิทธิที่จะเลือกว่าข่าวสารต่าง ๆ มาจากแหล่งต่าง ๆ ซึ่งเขาอาจจะเชื่อ อาจจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็สุดแท้แต่ แต่เรา ก็อยากให้เขาได้มีสิทธิจะเลือกไม่ใช่ว่าสื่อถูกบีบบังคับให้เชื่อ หรือว่าให้ฟัง ให้ดู ให้อ่าน จากสื่อใดสื่อหนึ่งเท่านั้น อันนี้คณะกรรมาธิการไม่เห็นด้วยเราต้องการให้เกิดสิ่งที่เป็น ความหลากหลาย รวมทั้งช่องทางการสื่อสารต่าง ๆ ที่มันมีมากมายตอนนี้นะครับ ตลอดจน การเป็นเจ้าของเช่นเดียวกัน เราก็ไม่อยากให้รัฐเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว เราต้องการให้มี การกระจายให้ประชาชนหรือผู้ที่สนใจในการที่จะทําธุรกิจด้านสื่อได้เข้ามาเพื่อที่จะทําให้สื่อ เกิดความหลากหลาย ทําให้ประชาชนได้รับข่าวสารอย่างกว้างขวางนะครับ ข้อต่อมาในพันธกิจคือเราจะส่งเสริมให้มีสื่อทางเลือก มีสื่อชุมชน แล้วก็เพิ่มพื้นที่สาธารณะ บนสื่อมวลชน อันนี้ก็หมายถึงว่าเราคงเห็นนะครับว่าประชาชนบางกลุ่ม ประชาชนที่อยู่ชายขอบ ประชาชนที่อยู่ไกลปืนเที่ยง ไม่มีโอกาสที่จะได้เข้าถึงสื่อได้เลย ไม่มีโอกาสที่จะได้รับรู้ข่าวสาร ได้อย่างครบถ้วนเหมือนคนที่อยู่ในเมืองใหญ่ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งครับที่เรามุ่งว่าอยากเห็น การปฏิรูปในครั้งนี้ได้นําไปสู่ในการที่รับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนอย่างทั่วถึงจริง ๆ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนของประเทศไทย
ถัดมานะครับ เราก็อยากจะส่งเสริมให้สื่อมีสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ และบทบาทการเป็นสื่อเป็นโรงเรียนของสังคม แน่นอนครับ เมื่อสักครู่ท่านก็คงได้ฟัง ทางคณะกรรมาธิการการศึกษาพูดไปแล้วว่าสื่อทําหน้าที่เป็นโรงเรียนของสังคมอย่างไร เพราะทุกวันนี้สื่อก็เปรียบเสมือนครูและพี่เลี้ยงลูกหลานของเรา เราเองรับสื่อ ลูกหลานเราก็รับ แล้วเขาก็ได้เรียนรู้อะไรจากสื่อไปเยอะ แต่ถ้าเป็นสื่อที่ไม่สร้างสรรค์มันจะเป็นอย่างไร อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เราอยากสนับสนุนให้มีสื่อทางเลือกมากขึ้น มีสื่อชุมชนที่เขาสามารถ ที่จะสะท้อนปัญหาความคิดของเขา แล้วเราอยากเห็นพื้นที่ที่เป็นสาธารณะ มีโอกาส ได้นําเสนอสิ่งที่เป็นโรงเรียนของสังคม ให้การศึกษา ให้ความรู้ลูกหลานและประชาชนทุกคน ที่ได้รับรู้ ได้รับข่าวสารจากสื่อได้นําเอาไปใช้ประโยชน์ให้มากขึ้น
ต่อมาก็คือส่งเสริมผู้ปฏิบัติงานในวิชาชีพสื่อให้มีเสรีภาพควบคู่จริยธรรม และความรับผิดชอบในการแสวงหาข้อมูลข่าวสาร และนําเสนออย่างถูกต้องครบถ้วน รอบด้าน สร้างสรรค์ เพื่อประโยชน์ในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน รวมถึงยอมรับ การตรวจสอบกันเองและการตรวจสอบจากสาธารณะ อันนี้ผมก็ได้กล่าวไปบ้างแล้วนะครับ ว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เป็นเป้าหมายของเราที่เราต้องการอยากจะปฏิรูปและเราก็อยากจะทํา
ข้อต่อมาก็คือมุ่งเน้นความเป็นอิสระของสื่อจากการถูกครอบงําและแทรกแซง จากอํานาจรัฐและทุน การแทรกแซงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากรัฐอย่างเดียวนะครับ แม้กระทั่ง ระบบทุนก็เข้ามาแทรกแซง ทําให้เกิดเป็นปัญหาในเรื่องของการทํางาน ในเรื่องของข่าวสาร ที่ถูกต้องตรงไปตรงมานะครับ ข่าวสารที่สามารถที่จะเสนอได้อย่างปราศจากการครอบงํา
อันต่อมาครับ ส่งเสริมการรับรู้ เข้าถึง และการรู้เท่าทันสื่อของประชาชน อย่างที่ผมได้กราบเรียนไปแล้วนะครับว่าเราอยากเห็นว่าประชาชนไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใด ก็สามารถที่จะเข้าถึงข่าวสารนั้นได้ครบถ้วน ได้มากเพียงพอในการที่จะใช้ประโยชน์ ในการดํารงชีวิต ได้มากเพียงพอในการที่เขาจะรู้ว่าสิ่งเหล่านั้นมันเป็นอย่างไร เราอยากเห็น ประชาชนรู้เท่าทันสื่อ เราอยากเห็นประชาชนรู้จักวิเคราะห์ว่าจะรับข่าวสารนั้นอย่างไร เราอยากเห็นประชาชนรู้จักใช้สื่อให้เกิดความสร้างสรรค์หรือเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ หรือต่อชุมชน ต่อบ้านเมืองอย่างไร อันนี้ก็จะเป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจที่จะต้องปฏิรูปนะครับ
ต่อมาข้อสุดท้ายนะครับ คือเร่งพัฒนามาตรการและกลไกการกํากับดูแลสื่อ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งการกํากับดูแลกันเองด้านจริยธรรม การกํากับดูแล โดยภาคประชาชน และการกํากับดูแลโดยหน่วยงานที่มีอํานาจตามกฎหมาย นี่ก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่เราได้วางแนวทางในเรื่องของการปฏิรูปสื่อเอาไว้นะครับ แล้วการปฏิรูปนี้จะออกมาหน้าตา เป็นอย่างไร ผมก็อยากจะให้ท่านศาสตราจารย์กิตติคุณสุกัญญา สุดบรรทัด ได้ช่วยในเรื่อง ของการนําเสนอตรงนี้นะครับ ขอบคุณครับ
เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ในการสร้างพิมพ์เขียวการปฏิรูปสื่อนะคะ เราจะมองระบบในลักษณะของไดนามิก (Dynamic) คือมันจะขับเคลื่อนไปข้างหน้านะคะ ทั้งนี้ก็เพราะว่าเวลาเรามองสื่อนั้นสื่อจะมีการปรับเปลี่ยนตัวเองไปตลอดเวลาตามภูมิทัศน์ ของสื่อ จะเห็นได้ว่าในอดีตนั้นจะเป็นการสื่อสารระหว่างบุคคล ต่อมาก็จะเป็น การสื่อสารมวลชน และในขณะนี้ทุกคนก็จะรู้จักโซเชียลเน็ตเวิร์ก (Social network) เพราะฉะนั้นภูมิทัศน์ของสื่อจะเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นในการปฏิรูปสื่อเราไม่สามารถที่จะปฏิรูปแบบหยุดนิ่งได้ เราจําเป็นต้องปฏิรูปแบบ เคลื่อนไหวไปพร้อมกับการพัฒนาทางเทคโนโลยี ซึ่งในภูมิทัศน์สื่อแต่ละชนิดนั้น ปัญหา ในเรื่องของจริยธรรมก็มีความแตกต่างกันไป ในการสื่อสารระหว่างบุคคลก็จะเป็น เรื่องของความรับผิดชอบของบุคคล ในการสื่อสารมวลชนก็จะขึ้นอยู่กับบรรดาสื่อมวลชน ทั้งหลาย แต่ส่วนในเรื่องของโซเชียลเน็ตเวิร์ก (Social network) เราจะเห็นได้ว่าคนที่จะเข้าไปสู่ โซเชียลเน็ตเวิร์ก (Social network) นั้นจํานวนมากมายมหาศาล เป็น ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน เป็น ๑๐ ล้านคน หรือ ๑๐๐ ล้านคน เราจะทําให้พวกเขามีความรับผิดชอบอย่างไร นี่คือ สิ่งที่คณะกรรมาธิการมอง แล้วก็เป็นเหตุทําให้เกิดสิ่งที่เราเรียกว่าโรงเรียนของสังคมขึ้น ซึ่งดิฉันจะได้ชี้แจงต่อไปโดยย่อนะคะ
ขอสไลด์ (Slide) ที่เป็นภาพกลไกนะคะ เราได้วาดภาพกลไกในการปฏิรูปสื่อขึ้นมา ซึ่งท่านจะเห็นได้ว่ามันเคลื่อนไหว เพราะว่าลักษณะของการปฏิรูปครั้งนี้เป็นการปฏิรูป แบบขับเคลื่อนไปตามภูมิทัศน์ของสื่อ ในการขับเคลื่อนไปของภูมิทัศน์ของสื่อนั้น จะต้องมี การจัดการเทคโนโลยีตามภูมิทัศน์ของสื่อที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งก็จะมีเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ ในหลาย ๆ ด้านด้วยกัน โดยที่ในการวางระบบของสื่อนั้นจะเป็นการวางระบบตามพันธกิจ ตามที่ท่านประธานได้พูดไปแล้ว ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะให้มีการดําเนินการไปสู่เป้าหมายอันสูงสุด คือการสร้างระบบการสื่อสารเพื่อประชาชน ทั้งนี้ก็เพราะว่าเรามองประชาชนว่าไม่ได้เป็น แต่เฉพาะเป้าหมายเท่านั้น แต่ประชาชนยังเป็นเครื่องมือในการที่จะสร้างระบบของเสรีภาพ สื่อมวลชนที่มีจริยธรรมด้วย ทั้งหลายทั้งปวงนี้เราก็ได้สร้างกลไกขึ้นมา ๓ กลไกด้วยกัน คือ
กลไกที่ ๑ เป็นเรื่องของเสรีภาพบนความรับผิดชอบ
กลไกที่ ๒ เป็นเรื่องของการป้องกันการแทรกแซงสื่อ
กลไกที่ ๓ เป็นกลไกที่ว่าด้วยการกํากับดูแลสื่อที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ก็จะ มีผู้ที่จะรับผิดชอบอยู่ ๖ สถาบันที่สําคัญด้วยกัน
สถาบันแรก ก็คือ สปช. คือสภาปฏิรูปแห่งชาติ คือผู้ที่สร้างพิมพ์เขียวขึ้น ที่ท่านกําลังเห็นอยู่ในขณะนี้
สถาบันที่ ๒ ก็คือสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก็คือเราหวังจากพวกท่าน ทั้งหลาย
สถาบันที่ ๓ ก็คือกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งจะมีอํานาจหน้าที่ในการจัดการ ระบบให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
สถาบันที่ ๔ ก็คือ กสทช. ซึ่งเป็นองค์การของรัฐที่เป็นอิสระ ซึ่งจะมีบทบาท อย่างยิ่งในการดูแลในเรื่องของเสรีภาพ และจริยธรรมของสื่อ
สถาบันที่ ๕ ก็คือตัวสื่อเอง สื่อต้องมองตัวเองเพื่อที่สื่อจะสามารถเป็น โรงเรียนของสังคมได้ สื่อจะต้องสามารถกํากับดูแลตัวเองได้ แต่สื่อจะทําอย่างไร อันนี้คือ สิ่งที่เราจะพูดต่อไปนะคะ ซึ่งเวลาพูดถึงสื่อนั้นจะครอบคลุมทั้งสื่อมวลชน แล้วก็สื่อออนไลน์ (Online) ดังที่ได้กราบเรียนไปแล้วว่าที่ควบคุมได้ยากที่สุดก็คือสื่อออนไลน์ (Online) แล้วเราจะทําอย่างไรกับสื่อออนไลน์ (Online) ซึ่งทวีความสําคัญและมีอิทธิพลมากยิ่งขึ้น ทุกวัน ๆ เราจะทําอย่างไร นั่นก็เป็นปัญหาที่ท้าทายคณะกรรมาธิการสื่อในสภาปฏิรูปแห่งชาติ
แล้วก็สถาบันสุดท้ายซึ่งเป็นสถาบันที่สําคัญที่สุดก็คือองค์กรภาคประชาชน ซึ่งจะมีบทบาททั้งในแง่ที่เป็นเป้าหมายของการปฏิรูปสื่อ และเป็นเครื่องมือในการที่จะทําให้ เกิดระบบการสื่อสารเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง
ดิฉันจะพูดถึงกลไก ๒ ด้าน และกลไกที่ ๓ ก็จะให้ท่านวสันต์ได้พูดต่อไป
ในกลไกแรก ก็คือเรื่องของเสรีภาพบนความรับผิดชอบ เราจะสามารถทําให้ สื่อมีเสรีภาพได้อย่างไร ปัญหาของเสรีภาพนั้นก็มีคนถามกันอยู่เรื่อย ๆ ว่าทําไมสื่อต้องมี เสรีภาพด้วย ซึ่งท่านประธานก็ได้พูดไปแล้ว ประธานจุมพลได้พูดไปแล้วว่าสื่อจําเป็นต้องมี เสรีภาพเพื่อที่จะนําข้อเท็จจริงทั้งหลายที่ถูกถ้วนไปสู่ประชาชน แต่ถ้าสื่อไม่สามารถ จะทํางานอย่างมีความรับผิดชอบได้ ประชาชนก็ไม่สามารถที่จะได้รับรู้ความจริงทั้งหลาย ที่เกิดขึ้นในสังคม สื่อก็จะเป็นเพียงแต่กระจกเบี้ยว ๆ แตก ๆ หัก ๆ แล้วก็สร้างปัญหา อย่างมากมายในสังคม เพราะฉะนั้นทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปสื่อจึงได้มองว่าเราจะ สามารถสร้างระบบเสรีภาพบนความรับผิดชอบได้อย่างไร อันว่าความมีเสรีภาพนั้นไม่ใช่หมายความว่าสื่อสามารถจะทําอะไรก็ได้ตามใจชอบ แต่สื่อจะต้องมีเสรีภาพเพื่อนําข้อเท็จจริงไปเสนอต่อประชาชนด้วยความรับผิดชอบ และด้วยความมีจริยธรรมของสื่อเอง ซึ่งอันนี้เราจะพยายามทําให้เกิดขึ้นให้ได้นะคะ ทีนี้เราจะทําได้อย่างไร ในขั้นตอนแรกเราได้พูดถึงเรื่องของการมีกฎหมาย เราต้องมีกฎหมาย อย่างแน่นอนนะคะ เพื่อประกันสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามเราเห็นว่า สื่อต้องมีเสรีภาพแล้วต้องมีกฎหมายที่ประกันเสรีภาพของสื่อมวลชนด้วยนะคะ ในกฎหมายนั้น จะกําหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อได้เป็นสมาชิกขององค์กรวิชาชีพสื่อที่มีมาตรฐาน ทางจริยธรรมทางวิชาชีพ คือเราไม่อยากให้สื่อล่องลอยไป นึกจะมีปากกาก็ลุกขึ้นมาเขียนนะคะ สื่อจะต้องมีสังกัด สังกัดอะไร ก็คือสังกัดสมาคมทางวิชาชีพของสื่อนั่นเอง สื่อควรจะมีสังกัด ทางวิชาชีพ แต่ไม่ใช่หมายความว่าจะเป็นสมาคมอะไรก็ได้ ในแต่ละสมาคมนั้นเราก็ได้สร้าง กฎหมายขึ้นมาว่าแต่ละสมาคมนั้นจะต้องเป็นสมาคมที่ได้รับการยอมรับในแง่ของการมี ประมวลจริยธรรมของสื่อที่เป็นมาตรฐาน อันนี้ก็คือเรื่องของกฎหมาย
อีกประการหนึ่ง ในการที่จะสร้างเสรีภาพบนความรับผิดชอบก็คือเรื่องของ การศึกษา เราพูดถึงเรื่องของวิชาจริยธรรมในหลักสูตรนิเทศศาสตร์ระดับอุดมศึกษา ทั่วประเทศ หรือแม้กระทั่งระดับที่ต่ํากว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นระดับมัธยมศึกษา หรืออาจจะลงไป ถึงระดับประถมศึกษา ระบบการศึกษาจะต้องเป็นการศึกษาที่เอื้ออํานวยหลักคิดที่ว่าด้วย สิทธิเสรีภาพและความรับผิดชอบ จะต้องมีระบบการศึกษาที่ปลูกฝังคุณภาพ คุณธรรม ประชาธิปไตย และคุณลักษณะของประชาชนที่จะพัฒนาประชาชนไปสู่ฮิวแมน ไรท์ส โซไซตี แคริง แอนด์ แชริง (Human rights society caring and sharing) คือให้ประชาชนนั้น มีจิตสํานึก ไม่ใช่เป็นจิตสํานึกเฉพาะเพื่อตัวเองหรือเพื่อครอบครัวของตัวเองเท่านั้น แต่เป็น จิตสํานึกเพื่อสาธารณะด้วย ซึ่งตรงนี้ทําให้เราได้พูดกันถึงเรื่องการทําให้สื่อเป็นโรงเรียน ของสังคม ทีนี้สื่อจะเป็นโรงเรียนของสังคมได้อย่างไร สื่อจะต้องสอนตัวเองเสียก่อน เมื่อสื่อ สอนตัวเองได้แล้วสื่อจึงจะสามารถไปสอนคนอื่นได้ ทีนี้โรงเรียนของสังคมคืออะไร ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาท่านได้พูดไปเมื่อเช้านี้ ท่านได้พูดถึงครอสคัตติง (Cross cutting) ครอสคัตติง (Cross cutting) ก็คือการประชุมของคณะกรรมาธิการร่วม ระหว่างคณะกรรมาธิการปฏิรูปสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และคณะกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา คณะกรรมาธิการทั้ง ๓ ชุดได้ประชุมปรึกษาหารือกัน แล้วก็ตกลงกันว่าเราจะมีหลักคิดร่วมกัน เพราะว่าปัญหาของประเทศหรือปัญหาของโลกในขณะนี้ เราไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาโดยองค์กรใดองค์กรหนึ่ง หรือคณะกรรมาธิการใด กรรมาธิการหนึ่งเพียงคณะเดียวได้ มันต้องมาช่วยกันคิดแล้วนะคะ เราก็บอกว่า ทั้ง ๓ คณะกรรมาธิการนี้เราจะมีหลักคิดร่วมกัน เป็นหลักคิดที่พัฒนาสภาพแวดล้อม เป็นสภาพแวดล้อมอย่างไร เป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อระบบการเรียนรู้ เป็นสภาพแวดล้อม ที่เอื้อต่อการสร้างนักสื่อสาร สร้างสรรค์ให้เป็นพลเมืองผู้ตื่นรู้และเป็นผู้นําการเปลี่ยนแปลง สร้างกระบวนทัศน์และทักษะชุดใหม่ คือให้พลเมืองนั้นมีวิธีคิดอย่างใหม่ มีชุดของ ความคิดใหม่ ให้รู้จักใช้เหตุผลมากกว่าการใช้อารมณ์และความรู้สึก ให้คิดแบบองค์รวม เปิดพื้นที่ทางสังคมเพื่อสร้างการมีส่วนร่วม เปิดพื้นที่ทางกายภาพและพื้นที่ทางความคิด ด้วยการสนทนาเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ด้วยวิธีการทั้งหลายทั้งปวงนี้ ด้วยหลักคิดอันนี้ เรามุ่งหวังว่าสื่อนั้นจะเป็นสถาบันที่ช่วยกระทรวงศึกษาธิการ ช่วยระบบการศึกษาที่เป็น ระบบในการที่จะสร้างพลเมืองที่มีปัญญา ทีนี้พลเมืองที่มีปัญญาคืออะไร ก็คือพลเมือง ที่คิดเป็น วิเคราะห์เป็น เลือกเป็น เลือกว่าควรจะเสพสื่อชนิดใด ควรจะเสพเนื้อหาชนิดไหน และเนื้อหาชนิดไหนที่จะเป็นภัยต่อตัวเอง ต่อครอบครัว ต่อสังคมและประเทศชาติ
- ๕๙/๑ ประชาชนต้องเลือกเป็น พลเมืองต้องเลือกเป็น สร้างสรรค์เป็น แสดงออกเป็น และมีจิตสาธารณะ เราเชื่อว่าถ้าสามารถสร้างสังคมที่พลเมืองมีปัญญาได้แล้วเขาจะสามารถเดินขึ้นสู่ไซเบอร์สเปซ (Cyber space) อย่างมีความรับผิดชอบได้ เขาจะรู้ว่าเมื่อขึ้นไปสู่ไซเบอร์สเปซ (Cyber space) แล้วเขาควรจะเลือกเสพเนื้อหาชนิดไหน เขาควรจะสร้างสรรค์เนื้อหาชนิดไหน ซึ่งอันนั้น เท่ากับเราได้ลดมลพิษในไซเบอร์สเปซ (Cyber space) ไปได้อย่างมากมายมหาศาลเลยทีเดียว นี่คือแนวคิดที่ว่าด้วยสื่อเป็นโรงเรียนของสังคม ซึ่งเรามุ่งหวังว่าเมื่อได้มีระบบของการสื่อสาร ซึ่งพลเมืองรู้จักคิด รู้จักวิเคราะห์ คิดเป็น เลือกเป็น พูดเป็น แสดงออกเป็นแล้วนี่นะคะ เราก็จะสามารถสร้างเสรีภาพบนความรับผิดชอบได้ แล้วยิ่งเมื่อประสานกับระบบของ การสื่อสารมวลชนที่ให้ความสําคัญกับเนื้อหาที่มีคุณภาพก็จะยิ่งทําให้ขยะในระบบ การสื่อสารนั้นลดน้อยถอยลงไปเป็นอย่างมาก แล้วผู้ที่เข้าสู่กระบวนการสื่อสารก็จะเป็น นักสื่อสารที่มีคุณภาพด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งมีความจําเป็นอย่างยิ่งสําหรับสังคมที่กําลังเดินหน้า ไปสู่ความก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้งในปัจจุบันนี้นะคะ
ในกลไกชนิดที่ ๒ คือเรื่องของการป้องกันการแทรกแซงสื่อ ในการป้องกัน การแทรกแซงสื่อก็เช่นเดียวกัน จะต้องมีเรื่องของกฎหมายก่อน จะเป็นกฎหมายที่คุ้มครอง ความเป็นอิสระของสื่อทั้งสื่อเอกชนและสื่อภาครัฐ มีกฎหมายที่ว่าด้วยการควบคุมโฆษณา ประชาสัมพันธ์ของรัฐ และในขณะเดียวกันเราก็จะต้องมีการส่งเสริมให้ภาคเอกชน หรือภาคทุน รวมทั้งสื่อมวลชนเองได้คิดถึงการสร้างดุลยภาพระหว่างผลประโยชน์ทางธุรกิจ กับผลประโยชน์ต่อประชาชน ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องชั่งว่าอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อเราเอง และอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมในภาพรวมทั้งหมด ซึ่งอันนี้จะช่วยเป็นอย่างมากเพราะว่า ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสื่อมวลชนทุกวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะสื่อมวลชนทั้งหมด แต่ว่าทุนก็มี ส่วนด้วย เราพูดถึงเรื่องของระบบบรรณาธิการ ฝ่ายบรรณาธิการที่จะไม่ต้องถูกแทรกแซง ทีนี้ในการที่เราจะป้องกันการแทรกแซงจากรัฐและจากทุนนั้นเราก็จําเป็นที่จะต้องทําให้สื่อ มีความแข็งแรงด้วย นั่นก็คือการดูแลให้สื่อมีสวัสดิภาพและสวัสดิการตามสมควร สวัสดิการนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสื่อต้องทํางานที่เสี่ยงต่ออันตรายเขาต้องทํางานที่เสี่ยงอันตราย อาจจะต้องไปสนามรบหรืออะไรต่าง ๆ นั้นมีใครที่ดูแลเขาบ้าง ถ้าไม่มีคนดูแลแล้วใครจะไป ทําอาชีพประเภทนั้น เพราะฉะนั้นจึงมีความจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดูแลสื่อในเรื่องของ สวัสดิภาพและสวัสดิการด้วย อันนี้ก็คือสิ่งที่เรามองแล้วก็ที่ดิฉันพูดไปก็จะเป็นกลไก ๒ กลไก ด้วยกัน
สําหรับกลไกที่ ๓ ซึ่งเป็นเรื่องของการกํากับดูแลสื่อนั้น ทั้งการกํากับดูแล ตนเอง การกํากับดูแลโดยภาครัฐหรือการกํากับดูแลโดยภาคประชาชนนั้น ท่านวสันต์ ภัยหลีกลี้ ก็จะได้พูดต่อไป กราบขอบคุณท่านประธานค่ะ
กราบเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนะครับ ผม วสันต์ ภัยหลีกลี้ อดีตรองประธานกรรมาธิการ ปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ จากที่ท่านอาจารย์ทั้งสองได้อภิปราย ชี้แจงไปแล้ว เสรีภาพของสื่อในสังคมเสรีประชาธิปไตยมีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง และเสรีภาพของสื่อแยกไม่ออกจากเสรีภาพของประชาชน เพื่อเป็นหลักประกันว่าสื่อจะมี เสรีภาพอย่างแท้จริงจึงมีแนวทางและความพยายามในการกํากับดูแลกันเองของสื่อ แต่ว่า การกํากับดูแลกันเองโดยสมัครใจผ่านองค์กรวิชาชีพก็ยังมีปัญหาอยู่นะครับ ยังไม่สามารถ ที่จะกํากับดูแลด้านจริยธรรมของสมาชิกได้จริง ยังมีการนําเสนอข่าวและภาพที่ละเมิด จริยธรรมปรากฏอยู่เนือง ๆ อย่างไรก็ดีการกํากับดูแลจริยธรรมของสื่อมวลชนนั้นหากให้รัฐ เข้ามากํากับดูแลก็สุ่มเสี่ยงที่จะกระทบกับสิทธิเสรีภาพของสื่อ ซึ่งก็หมายรวมถึงสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนนะครับ ในวาระการปฏิรูปเรื่องการกํากับดูแลสื่อที่มีประสิทธิภาพ ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปสื่อ มองว่าในช่วงที่ผ่านมาการกํากับดูแลสื่อยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ทั้งการกํากับดูแล กันเองทางจริยธรรมในวิชาชีพสื่อมวลชน การกํากับดูแลโดยองค์กรที่มีอํานาจตามกฎหมาย อย่างเช่น กสทช. รวมถึงภาคประชาชนก็ยังไม่มีส่วนร่วมในการเข้ามากํากับดูแลสื่อ อย่างจริงจังนะครับ การกํากับดูแลกันเองทางจริยธรรมในวิชาชีพสื่อมวลชนนั้น ในกรณี สื่อหลัก ได้แก่ วิทยุ โทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์ พบปัญหาการกํากับดูแลกันเองภายใต้ ความสมัครใจ มีการละเมิดมาตรฐานจริยธรรมวิชาชีพ แล้วก็มีปัญหาการบังคับให้เป็นไปตาม มาตรฐานจริยธรรมวิชาชีพ ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นเพราะว่าทางองค์กรวิชาชีพไม่มีอํานาจ ทางกฎหมาย ไม่มีสภาพบังคับทางกฎหมาย องค์กรวิชาชีพไม่มีอํานาจให้คุณให้โทษ แก่สมาชิก สมาชิกที่ถูกองค์กรตัดสินว่ากระทําผิดมาตรฐานทางจริยธรรมอาจจะไม่ปฏิบัติ ตามคําตัดสินดังกล่าวแล้วก็ลาออกจากองค์กรไปนะครับ นอกจากนี้การกํากับดูแล โดยองค์กรที่มีอํานาจตามกฎหมายในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคมหรือว่า กสทช. ก็ยังมีปัญหาในเรื่องของประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็มีปัญหา ในเรื่องของธรรมาภิบาลขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูล การกําหนด นโยบาย การรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ การจัดการกับเรื่องร้องเรียน หรือว่าการใช้จ่าย งบประมาณยังขาดความโปร่งใส แล้วก็ขาดการรับผิดชอบต่อสังคมภายนอกที่ดีเพียงพอ ดังนั้นในการปฏิรูปในวาระการกํากับดูแลสื่อจึงมีความสําคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ได้กลไก การกํากับดูแลกันเองด้านจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนที่มีประสิทธิภาพ มีมาตรฐาน โปร่งใส และมีความเป็นอิสระมากยิ่งขึ้น อันจะเป็นการคุ้มครองเสรีภาพ ของสื่อมวลชนและทําให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นในกลไกการกํากับดูแลกันเองมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็จะต้องมีการพัฒนาระบบและกลไกการกํากับดูแลโดยภาครัฐให้มี ประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส แล้วก็มีธรรมาภิบาล รวมถึงการส่งเสริมให้เกิดกลไก การมีส่วนร่วมการกํากับดูแลสื่อจากภาคประชาชน และการส่งเสริมให้ประชาชนรู้เท่าทันสื่อ ในการขับเคลื่อนภายใต้ยุทธศาสตร์การกํากับดูแลสื่อที่มีประสิทธิภาพ เรามีข้อเสนอดังนี้ ครับว่า
ในแง่ของระบบและกลไกด้านกฎหมายและวิชาการ จะต้องจัดให้มี การรวบรวมกฎหมาย กฎ ระเบียบ และข้อมูลทางวิชาการเพื่อประโยชน์ในการกํากับดูแลสื่อ รวมถึงจะต้องมีการพิจารณาร่างกฎหมายหรือว่าปรับปรุงกฎหมายที่จําเป็น อย่างเช่น การตรากฎหมายเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติขึ้น เพื่อที่จะทําหน้าที่ ปกป้องสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานทางวิชาชีพของสื่อ รวมทั้งคุ้มครอง สวัสดิภาพและสวัสดิการของสื่อมวลชน
ในแง่โครงสร้างระบบและกลไกด้านองค์กรที่เข้มแข็งและยั่งยืน ก็เห็นควร ให้มีสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติเป็นองค์กรกลางในการกํากับดูแลที่ครอบคลุมสื่อทั้งหมด ทุกประเภท แล้วก็องค์กรเหล่านี้จะต้องมีความเป็นอิสระจากรัฐและทุน มีกรรมการมาจาก ฝ่ายวิชาชีพ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสื่อมวลชน นักวิชาการ และผู้แทนภาคประชาชน คือผู้ใช้ และผู้บริโภคสื่อนะครับ นอกจากนี้จะต้องสร้างกลไกพัฒนามาตรฐานจริยธรรมในการกํากับ ดูแลตนเองด้านจริยธรรมขององค์กรสื่อและองค์กรวิชาชีพสื่อให้เป็นมาตรฐาน ของสภาวิชาชีพสื่อมวลชน อีกทั้งมีกลไกส่งเสริมการกํากับดูแลตนเองทางด้านจริยธรรม ขององค์กรสื่อและองค์กรวิชาชีพสื่อทั้งในส่วนกลางแล้วก็ในต่างจังหวัดให้มีประสิทธิภาพ ยิ่งขึ้นนะครับ
ในแง่ระบบและกลไกด้านการกํากับโดยประชาชน เราเห็นว่าควรจะให้มี องค์กรอิสระเพื่อมีการมีส่วนร่วมกํากับดูแลโดยภาคประชาชน ส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นกลไกการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการ ตรวจสอบและกํากับดูแลสื่อ และส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อนี่นะครับ นอกจากนั้นก็เห็นควร ให้มีการสํารวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อเพื่อช่วยสะท้อน ผลการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชน แล้วก็การกํากับดูแลกันเองของสื่อมวลชนครับ ในแง่ระบบและกลไกด้านการกํากับโดยภาครัฐและองค์กรภาครัฐที่เป็นอิสระนะครับ เราก็ยังเห็นควรให้มีองค์กรอิสระที่จะทําหน้าที่ในการกํากับดูแลกิจการทางด้านวิทยุโทรทัศน์ และทางด้านโทรคมนาคมนะครับ แต่ว่าควรจะมีการปรับปรุงองค์กรกํากับดูแลนี้ในเชิงของ โครงสร้างและวิธีการทํางานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ให้มีความโปร่งใส มีธรรมาภิบาลนะครับ กําหนดรูปแบบองค์กรให้มีความเป็นอิสระ เป็นองค์กรเดียวนะครับที่ทําหน้าที่กํากับทั้งสื่อ แล้วก็ทั้งทางด้านโทรคมนาคม ไม่แยกออกเป็น ๒ ขาหรือว่า ๒ องค์กรย่อย การกํากับจะต้อง คํานึงถึงมิติทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง เทคโนโลยี แล้วก็คุณภาพของสื่อ รวมทั้ง การจัดสรรและแบ่งปันทรัพยากรการสื่อสารเพื่อให้โอกาสกับประชาชนได้เข้าถึงและใช้ ประโยชน์กันอย่างถ้วนทั่วด้วยนะครับ อาทิเช่น การส่งเสริมให้มีสื่อทางเลือก สื่อชุมชน แล้วก็เพิ่มพื้นที่สื่อสาธารณะขึ้นมา การส่งเสริมให้มีความหลากหลายในสื่อไม่ว่าจะเป็นในแง่ ของพื้นที่หรือว่าในแง่ของเนื้อหา ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างภาควิชาชีพภาครัฐและภาคประชาชน
เราเห็นว่าระบบและกลไกทั้ง ๔ ประการที่กล่าวมาแล้วเบื้องต้นจะต้อง ทํางานประสานสัมพันธ์กัน ไม่ว่าจะเป็นองค์กรภาครัฐ ภาควิชาชีพ และภาคประชาชน เพื่อที่จะให้การกํากับดูแลสื่อมีประสิทธิภาพมากขึ้น ต้องมีการจัดให้มีกองทุนเพื่อสนับสนุน การบริหารงาน และการจัดการอื่น ๆ ของสภาวิชาชีพสื่อมวลชน และองค์กรภาคประชาชน ที่จะจัดตั้งขึ้นด้วย
ในส่วนที่เกี่ยวกับกฎหมายนะครับ อยากเรียนว่ากรรมาธิการปฏิรูปสื่อ ได้นําเสนอร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐาน วิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... โดยสอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญที่ได้มีการร่างกันมา แล้วก็เป็นไปตามหลักการที่ว่าสื่อต้องมีเสรีภาพบนพื้นฐานความรับผิดชอบและจริยธรรม แห่งวิชาชีพครับ สาระสําคัญของร่าง พ.ร.บ. ที่มีการร่างกันมานี่นะครับ ก็คือว่าให้มีการจัดตั้ง สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติขึ้น เป็นองค์กรหลัก เป็นองค์กรกลางที่จะทําหน้าที่ในการ คุ้มครอง ส่งเสริมสิทธิ เสรีภาพ และความเป็นอิสระของสื่อมวลชน ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานแห่งวิชาชีพ ให้ความเป็นธรรมกับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้เสรีภาพของสื่อ นอกจากนี้นะครับ สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติจะทําหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุนให้เกิด การกํากับดูแลกันเองของสื่อมวลชนในทุกระดับอย่างมีประสิทธิภาพ และจะมีกลไกที่ ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการกํากับดูแลและรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับสื่อด้วยนะครับ นอกจากนี้ยังจะมีมาตรฐานจริยธรรมกลางที่เป็นเหมือนกับมาตรฐานขั้นต่ําที่สื่อจะต้อง ถือปฏิบัติด้วยนะครับ นอกจากนี้ครับ ทางกรรมาธิการปฏิรูปสื่อยังได้ศึกษาเรื่องเกี่ยวกับ การปรับปรุง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการ โทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม หรือ พ.ร.บ. กสทช. นะครับ โดยเห็นว่าควรจะ มีการปรับปรุงกฎหมายให้ตอบโจทย์กับปัญหาที่มีอยู่ในปัจจุบัน นั่นก็คือปัญหาในเรื่อง ของประสิทธิภาพการทํางานและความโปร่งใส ธรรมาภิบาลของ กสทช. นะครับ เราเห็นว่า การสรรหา กสทช. นี่นะครับ องค์ประกอบของผู้ที่สรรหาควรจะต้องมีความรู้เรื่องเกี่ยวกับสื่อ เกี่ยวกับเรื่องโทรคมนาคม หรือเกี่ยวกับเนื้อหาที่จะต้องไปทํางานนั้นด้วยนะครับ ขณะที่ กรรมการ กสทช. หรือว่าบอร์ด (Board) กสทช. ก็จะต้องมีความหลากหลาย จํานวนนะครับ ให้เหลือเพียง ๗ คน จากเดิม ๑๑ คน การใช้จ่ายงบประมาณก็จะต้องปรับให้มีประสิทธิภาพ มากขึ้น มีธรรมาภิบาลนะครับ การตรวจสอบภายใน การตรวจสอบด้านนโยบายให้ขึ้นตรงกับบอร์ด (Board) ส่วน กตป. หรือว่า คณะกรรมการติดตามและประเมินผล กสทช. ก็จะต้องมีความเป็นอิสระทางด้านงบประมาณ แล้วก็มีความเป็นอิสระในการทํางาน โดยควรไปสังกัดกับสํานักงานเลขาธิการวุฒิสภา ซึ่งเป็นผู้แต่งตั้ง กสทช. กรรมาธิการปฏิรูปสื่อยังได้ร่วมกับกรรมาธิการปฏิรูปการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ศึกษาและเสนอให้ปรับปรุง พ.ร.บ. ข้อมูล ข่าวสารทางราชการ ซึ่งบังคับใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๐ ให้เป็น พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสาร สาธารณะ เพื่อให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ครอบคลุมมากขึ้น และเป็นไปตามหลักการที่ว่า ให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารเป็นหลัก ปกปิดเป็นรอง ที่สําคัญก็คือว่าให้ประชาชนสามารถเข้าถึง ข้อมูลข่าวสารสาธารณะได้สะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเสนอให้ตรากฎหมายว่าด้วย การโฆษณาประชาสัมพันธ์ของภาครัฐเพื่อลดปัญหาการทุจริตเบียดบังเงินงบประมาณ ในส่วนนี้ และป้องกันการนําโฆษณาไปประชาสัมพันธ์ตัวบุคคล หรือว่าพรรคพวก หรือพรรคการเมือง หรือว่าใช้เงินส่วนนี้ในการแทรกแซงสื่อ
โดยสรุป ยุทธศาสตร์ในการปฏิรูปสื่อทั้ง ๓ ที่พวกเราได้นําเสนอไปต้องทํา ควบคู่กันไปครับ คือส่งเสริมเสรีภาพของสื่อมวลชนบนพื้นฐานความรับผิดชอบและจริยธรรม แห่งวิชาชีพ ป้องกันการแทรกแซงสื่อทั้งจากรัฐและทุน ปฏิรูปการกํากับดูแลสื่อให้มี ประสิทธิภาพ ซึ่งเน้นที่การกํากับกันเอง เสริมด้วยการกํากับโดยภาคประชาชน และองค์กร กํากับดูแลตามกฎหมาย การปฏิรูปสื่อที่เราพูดกันไม่ได้ทําเพื่อสื่อ แต่ว่าทําเพื่อสาธารณชน เพราะเราหวังว่าจะเห็นสื่อได้รับความศรัทธา ความเชื่อมั่นจากสาธารณชน และมีส่วน ในการทําหน้าที่ได้ดียิ่งขึ้น และมีส่วนในการช่วยยกระดับสังคมให้ดียิ่งขึ้น การปฏิรูปสื่อ จะให้ผลลัพธ์อะไรบ้าง คุณประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ ซึ่งเป็นเลขานุการของคณะกรรมาธิการ จะนําเสนอเพิ่มเติมครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญค่ะ และขอให้ช่วยกรุณาสรุปด้วยนะคะ
ท่านประธานที่เคารพ และสมาชิก สปท. ที่เคารพ ทุกท่านนะครับ ต้องรบกวนเวลาเพราะว่าเวลาเกินมาแล้ว ผมก็จะสรุปนะครับ ท่านประธานครับ กรรมาธิการปฏิรูปสื่อเราใช้คําว่า ๑ ทศวรรษแห่งการปฏิรูปสื่อ เพราะการปฏิรูปสื่อต้องทํา ต่อเนื่อง กําหนดเวลาไม่ได้ แล้วการปฏิรูปสื่อของเราเราก็ได้ทํามาอย่างต่อเนื่อง ย้อนกลับไป หลังปี ๒๕๓๕ ปี ๒๕๔๐ จนถึงปัจจุบัน ปัจจุบันก็เขียนไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ว่าต้องปฏิรูปสื่อ เนื่องจากเกิดความเปลี่ยนแปลงในวงการสื่อมากมาย มหาศาล มีเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง มีสื่อออนไลน์ (Online) มีสื่อวิทยุ มีสื่อดาวเทียม เคเบิลทีวี (Cable TV) เกิดขึ้นมากมายในประเทศของเรา แล้วก็มีคนเข้าไปใช้สื่อ เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง ทําให้สื่อตกเป็นจําเลยของสังคม และถูกกล่าวหาว่า เรามีบทบาทในทางที่ไม่สร้างสรรค์ให้เกิดความรู้ เรากลายเป็นจําเลยของสังคม เพราะฉะนั้น การปฏิรูปสื่อต้องทําอย่างต่อเนื่อง ใช้คําว่า ๑ ทศวรรษของการปฏิรูปสื่อ หลักประกัน ที่สําคัญระดับหนึ่งของสังคมประชาธิปไตยก็คือการจัดช่องทางให้ทุกคนมีช่องทาง ในการสื่อสารในพื้นที่สาธารณะ การแสดงออกในพื้นที่สาธารณะซึ่งสื่อมวลชนเป็นพื้นที่ สาธารณะที่สําคัญอันหนึ่งของสังคมประชาธิปไตย อันนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเข้าใจ แต่พื้นที่สาธารณะเหล่านี้ได้หดแคบหดหายลงเพราะอุตสาหกรรมสื่อมีความเปลี่ยนแปลง มีขนาดใหญ่ ทําธุรกิจสื่อมุ่งหากําไรมากกว่าการมีพันธะในการรักษาความถูกต้อง และผลประโยชน์ของสังคมหรือผลประโยชน์สาธารณะ ฐานการคิดของกรรมาธิการทั้งหมด ยืนอยู่บนฐานนี้นะครับ เราคิดอยู่บนฐานนี้ ทําอย่างไรที่จะเร่งฟื้นพื้นที่สาธารณะ ในสื่อมวลชนกลับมาเพื่อให้เป็นช่องทางในการส่งผ่านข้อมูลข่าวสาร การไหลเวียนของ ข้อมูลข่าวสาร เพื่อให้ประชาชนได้รับสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องตรงไปตรงมา ครบถ้วน นี่คือหลักของพวกเรานะครับ
ยุทธศาสตร์อันแรก ก็คือเสรีภาพบนความรับผิดชอบนะครับ ๑ ปีแรกสิ่งที่ เราอยากให้เกิดคือกฎหมาย เกี่ยวกับกฎหมายทั้งหมดที่เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ของสื่อ อันนี้สําคัญมากผมคงไม่ลงรายละเอียดนะครับ สื่อทุกแขนงต้องรวมตัวกัน เพื่อกลับมาทบทวนภารกิจ กลับมารวมกลุ่มกันเองเพื่อรักษาผลประโยชน์สาธารณะ แต่เรื่องนี้ ถ้าไปอ่านรายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปสื่อเรื่องที่สําคัญที่สุดก็คือการปรับบทบาท ของสื่อให้มีพันธกิจกับสังคม อันนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่สุด ทําอย่างไรที่จะให้สื่อเป็นศูนย์บูรณาการ เป็นตัวกลางในการบูรณาการองค์ความรู้ การถ่ายทอดความรู้ที่มีประสิทธิภาพไปสู่ประชาชน ที่อาจารย์สุกัญญาพูดไว้ก็คือสื่อเป็นโรงเรียนของสังคม สื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สร้างสรรค์ ของสังคม นี่คือจุดที่กรรมาธิการให้ความสําคัญนะครับ แล้วก็สื่อต้องตระหนักถึง ผลประโยชน์สาธารณะ เรื่องนี้สามารถทําได้เลย เพราะว่าในกฎหมาย กสทช. กฎหมายว่า ด้วยการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๑๐ ได้กําหนด ประเภทของสื่อไว้ ๓ ประเภท คือสื่อสาธารณะ สื่อชุมชน และสื่อประเภทธุรกิจ วันนี้ ถูกจัดสรรคลื่นความถี่เฉพาะสื่อประเภทธุรกิจคือทีวีดิจิทัล (TV Digital) ๒๔ ช่อง กรรมาธิการเห็นว่าเราต้องมีการวางระบบกลไกที่เข้มแข็งยั่งยืนเพื่อส่งเสริมบทบาท ของสื่อมวลชนให้ทําหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สร้างสรรค์และเป็นโรงเรียนของสังคมให้ได้ จะทําอย่างไร ต้องส่งเสริมให้เกิดสื่อชุมชน สื่อทางเลือก หรือสื่อสันติภาพในพื้นที่แบบ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ พวกนี้สามารถทําได้ทันทีเลยนะครับใน ๑ ปีแรก ต้องส่งเสริม สนับสนุนการผลิตเนื้อหาสื่อที่มีประโยชน์ต่อสาธารณะ เกิดผู้ผลิตสื่อที่สร้างสรรค์ จัดให้มี กองทุนพัฒนากิจการสื่อมวลชนเพื่อสร้างสรรค์ผลิตเนื้อหาที่สร้างสรรค์ ส่งเสริมสื่อทางเลือก ส่งเสริมสื่อชุมชนที่สนับสนุนสื่อทางเลือก ในกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับ การประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ กําหนดให้มีกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการสื่อ อาจารย์วัฒนาจะรู้ดีอยู่ในมาตรา ๕๒ สามารถ ทําให้เกิดสื่อที่สร้างสรรค์ขึ้นได้ คําถามคือว่าทําไม กสทช. ไม่ทํา คณะกรรมาธิการปฏิรูปสื่อ ของ สปท. ต้องหารือกับ กสทช. เพื่อทําให้เกิดสื่อ นอกจากนี้เรายังมี พ.ร.บ. กองทุน สื่อสร้างสรรค์ก็สามารถทําให้เกิดได้ภายใน ๑ ปีถึง ๓ ปีนี้ อันนี้อันแรกที่ผมอยากย้ํานะครับ
เฟส (Phase) ที่ ๒ ที่เราต้องการเกิดก็คือเกิดการกํากับกันเองของสื่อ ใน ๓ ระดับสื่อกันเอง องค์กรสื่อแต่ละองค์กรควรมีคณะกรรมการจริยธรรม มีคณะกรรมการ รับเรื่องร้องเรียน มีคณะกรรมการไต่สวนจริยธรรมแบบไทยพีบีเอส (Thai PBS) มีเรื่องเหล่านี้ ถ้าสื่อแต่ละองค์กร สื่อทุกประเภทมีกลไกภายในของตัวเองก็จะช่วยให้สื่อ สามารถดูแลด้านจริยธรรมได้ อันนี้ก็สามารถทําได้นะครับ ๒. การกํากับระดับวิชาชีพ ก็สามารถทําได้ รวมตัว รวมกลุ่มของสื่อหลาย ๆ วิชาชีพ ผมคิดว่าเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องสําคัญนะครับ แต่ว่าถ้าจะตอบยุทธศาสตร์ที่ ๒ ของคณะกรรมาธิการปฏิรูปสื่อคือหลักประกันการแทรกแซงสื่อ จากอํานาจทุนและรัฐ สิ่งหนึ่งที่ต้องทําให้ได้ก็คือการส่งเสริมให้มีกลไก การจัดตั้งสมาคม หรือสภาของผู้ประกอบธุรกิจสื่อ นี่สําคัญมากเลยนะครับ ปฏิรูปสื่อจะพูดเฉพาะพวกผม ซึ่งเป็นนักข่าวอย่างเดียวไม่ได้ ฝั่งผู้ประกอบธุรกิจสื่อต้องมีการพูดถึงด้วย เขาต้องมีธรรมาภิบาล ในการทําธุรกิจ เขาต้องประกาศหลักประกันความเป็นอิสระของกอง บ.ก. และในเรื่องนี้ ต้องมีกลไกการคุ้มครองกองบรรณาธิการให้มีความอิสระไม่ถูกเซนเซอร์ (Censor) ข่าวในรายวันเราจะทําอย่างไร เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่กรรมาธิการคิดว่าควรเกิดขึ้น ในเร็ววัน แล้วก็ ๓ ปี ๔ ปีก็ต้องเกิดขึ้นในเรื่องนี้นะครับ
สุดท้ายก็คือเรื่องการกํากับกันเอง เมื่อสักครู่นี้ผมพูดไว้แล้ว วันนี้สื่อประเภท วิทยุโทรทัศน์ เรามีกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ คือการส่งเสริม ให้สื่อรวมกลุ่มกันเองในการกํากับจริยธรรม แล้วถ้าอะไรที่กํากับกันเองไม่ได้ องค์กรอิสระ แบบ กสทช. เข้ามามีส่วนร่วม คําถามคือทําไมไม่เกิด สามารถทําให้เกิดได้ เรามีคลื่นวิทยุ อยู่ประมาณหลายพันคลื่นนะครับ แล้วก็มีปัญหาเยอะมากในช่วงที่ผ่านมา ถ้าส่งเสริม ให้พวกเขารวมตัวกันก็สามารถทําให้การกํากับด้านจริยธรรมดูแลผู้เสียหายก็จะเกิดขึ้นได้ กรรมาธิการปฏิรูปสื่อเห็นว่าเรื่องเหล่านี้เป็นแผนที่เราตั้งใจจะขับเคลื่อนทันทีแล้วไปคุยกับ กสทช. ให้เกิดการกํากับ ส่วนสื่อสิ่งพิมพ์เรามีตัวแบบก็คือสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เขาก็ต้องพัฒนาตัวเองให้เป็นองค์กรที่กํากับที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่นเดียวกับสื่อ ออนไลน์ (Online) เขาก็มีสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (Online) ก็ต้องพัฒนาตัวเองให้มี กลไกการกํากับด้านจริยธรรมมากขึ้น และสิ่งที่ต้องส่งเสริมในช่วงนี้ก็คือการรู้เท่าทันสื่อ เพราะฉะนั้น ๓ ยุทธศาสตร์ของกรรมาธิการปฏิรูปสื่อ เสรีภาพบนความรับผิดชอบ ป้องกันการแทรกแซงและการกํากับกันเอง สามารถใช้ได้กับทุกสื่อ เพราะฉะนั้นผมจะพูดสั้น ๆ นะครับว่า เฟส (Phase) ที่ ๑ เมื่อสักครู่นี้เกิดพวกนี้ขึ้นมานะครับ เฟส (Phase) ที่ ๒ มีกลไกกํากับด้านจริยธรรม เกิดการพัฒนาศักยภาพสื่อ สื่อเริ่มทําหน้าที่ของโรงเรียน สังคม เกิดพัฒนา เขาเรียกว่ารู้เท่าทันสื่อ เกิดขึ้น ๔ ปีหลังจากนี้นะครับ เฟส (Phase) ที่ ๓ มีการกํากับ เป็นปีที่ ๙ เลยนะครับ มีการกํากับดูแลสื่อด้านจริยธรรมที่มีประสิทธิภาพ สื่อมวลชนมีเสรีภาพในการปฏิบัติหน้าที่ ทรัพยากรสื่อเป็นของประชาชน และประชาชน สามารถเข้าถึงรับรู้ข่าวสารอย่างรอบด้าน มีการกระจายเนื้อหาของสื่อที่เป็นโรงเรียน ของสังคม หรือสื่อเป็นแหล่งเรียนรู้สร้างสรรค์ของสังคมเกิดขึ้น มีกองทุนที่จัดตั้งขึ้น เพื่อส่งเสริมสื่อทางเลือก สื่อสร้างสรรค์เกิดขึ้น อันนี้เราอยากเห็นในช่วง ๙ ปี แต่ว่าจริง ๆ ถ้าดูพื้นฐานตรงกฎหมายที่มีอยู่สามารถทําให้เกิดขึ้นได้ทันที ปีที่ ๑๐ เราก็ประเมินผล ทั้งหมด ทั้งหมดนี้นะครับถ้าทําตามแนวทางของกรรมาธิการปฏิรูปสื่อ เราจะได้สื่อมวลชน และเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศไทย มีมาตรฐาน มีคุณภาพสูงสุด ทําหน้าที่ เพื่อตอบสนองผลประโยชน์สาธารณะบนพื้นฐานของเสรีภาพควบคู่ความรับผิดชอบ เป็นที่เชื่อถือทั้งในประเทศและนานาชาติ ประชาชนมีสิทธิได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างเท่าเทียม แล้วก็มีส่วนในการสร้างสื่อที่สร้างสรรค์เกิดขึ้นมา นี่คือภาพที่เราต้องการเห็น จากการปฏิรูปสื่อครั้งนี้นะครับ ก็คือการปรับบทบาทสื่อให้มีพันธกิจต่อสังคมมากขึ้น ใช้เสรีภาพบนความรับผิดชอบมากขึ้น อย่างไรก็ตามนะครับ ดูเหมือนง่ายก็ง่าย ยากก็ยาก เพราะสื่อเกี่ยวข้องกับเสรีภาพ ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับลมหายใจของพวกเราทุกคนนะครับ การปฏิรูปสื่อต้องอาศัยความร่วมมือเป็นซอฟต์เพาเวอร์ (Soft power) เป็นอํานาจอ่อน ต้องพูด ต้องคุย ต้องอาศัยการมีส่วนร่วม จะใช้อํานาจบังคับสั่งการอย่างเดียวไม่ได้ พวกผม ซึ่งเป็น สปช. นะครับ เรายินดีที่จะให้ความร่วมมือแล้วก็ให้ความรู้ ทําความเข้าใจเรื่องปัญหา ของสื่อและทิศทางการปฏิรูปสื่อนะครับ ผมรบกวนเวลาท่านประธานแค่นี้นะครับ แล้วก็รบกวนท่านสมาชิก และเราก็ยินดีที่จะอธิบายความต่าง ๆ เพิ่มเติม ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับคุณประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ ซึ่งเป็นเลขานุการของคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศของ สปช. ขอบคุณท่านประธาน รองศาสตราจารย์จุมพล รอดคําดี และคณะ ที่ได้กรุณานําเสนอวาระปฏิรูปที่สําคัญในเรื่อง ของการปฏิรูปสื่อสารมวลชน
ต่อไปเป็นการอภิปรายทั่วไปของท่านสมาชิก ผมมีรายชื่ออยู่ ๕ รายชื่อ แล้วก็จะแจ้งให้ท่านทราบล่วงหน้าเลยนะครับ ท่านแรกคือ พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ท่านเป็นที่ปรึกษาปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ท่านที่ ๒ ท่านรองศาสตราจารย์วินัย ดะห์ลัน เป็นอดีต สปช. เป็นผู้อํานวยการและผู้ก่อตั้ง ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่านที่ ๓ ท่านกษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศและอดีต ส.ส. บัญชีรายชื่อ ท่านที่ ๔ ท่านวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา เป็นรองบรรณาธิการบริหารของสื่อสารมวลชน ท่านที่ ๕ ท่าน พลเอก ดอกเตอร์พหล สง่าเนตร เป็นอดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม ขอเชิญท่าน พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ครับ
พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ : กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ สปท. ๑๐๙ ครับ ในเรื่องการปฏิรูปสื่อสารมวลชน เท่าที่ผมศึกษาในรายงานวาระการปฏิรูปทั้ง ๓ วาระที่มีเอกสารให้มา ปรากฏว่าอย่างที่ ท่านกรรมาธิการปฏิรูปสื่อสารมวลชนของ สปช. ได้นําเรียนไว้ว่าสื่อสังคมออนไลน์ (Online) ขณะนี้มีปัญหามากที่สุด ก่อนที่ผมจะอภิปรายผมขออนุญาตนําสถิติตัวเลขเกี่ยวกับการใช้ อินเทอร์เน็ต (Internet) และสื่อสังคมออนไลน์ (Online) ในประเทศไทยมานําเรียน ท่านประธานให้ทราบนะครับ จํานวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) ในประเทศไทย ในปี ๒๕๕๘ มีทั้งหมดในประเทศไทย ๒๗ ล้านคน มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ปีละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน ส่วนโซเชียลมีเดีย (Social media) อันดับ ๑ ในประเทศไทยก็คือ เฟซบุ๊ก (Facebook) มีคนใช้ประมาณ ๓๘ ล้านคน เป็นอันดับ ๙ ของโลก ไลน์ (Line) ๓๓ ล้านคน เป็นอันดับ ๒ ของโลก ยูทูบ (Youtube) ของไทยเราอยู่ ๑ ใน ๑๐ ของโลกที่มีผู้ใช้เข้าชมวิดีโอ (Video) มากที่สุด จากตัวเลขที่ผมได้กราบเรียนมาจะเห็นได้ว่าสื่อสังคมออนไลน์ (Online) ขณะนี้ถ้าเราไม่ทําการปฏิรูปก็จะเกิดปัญหามากมายในสังคมไทย เราคงรับรู้กันโดยทั่วไปว่า ขณะนี้มีการใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Online) ในทางที่ไม่ถูกต้อง เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ เป็นภัยต่อสังคม ผมก็มีแนวคิดในแนวทางในการปฏิรูปสื่อสังคมออนไลน์ (Online) ผมขออนุญาตลงลึกเป็นเรื่องสื่อสังคมออนไลน์ (Online) เพราะว่าเท่าที่กรรมาธิการของ สปช. ไม่ได้ลงลึกในเรื่องนี้ไว้นะครับ
ปัญหาที่จะต้องปฏิรูปประเด็นแรกก็คือจากปัญหาผู้ใช้งาน อย่างที่กรรมาธิการ ของ สปช. ได้เรียนไว้ว่าผู้ใช้งานคงจะต้องให้การเรียนรู้ในเรื่องการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ ให้มีจริยธรรม คุณธรรม การมีส่วนร่วม การระมัดระวังป้องกันตนเองในสื่อสังคมออนไลน์ (Online) เพราะว่าในสื่อสังคมออนไลน์ (Online) ในโลกอินเทอร์เน็ต (Internet) ไม่มีตัวตน ที่แท้จริง ตัวตนที่บอกเป็นผู้ชายอาจจะเป็นผู้หญิงก็ได้ เป็นฝรั่งหนุ่มหล่ออาจจะเป็นชาย ชาวผิวดําก็ได้ ฉะนั้นทําอย่างไรเราจะสร้างจริยธรรมให้กับผู้ที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Online) เหล่านี้ให้มีจริยธรรม มีคุณธรรม ใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ ก็คือการให้ความรู้ในหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ในประเด็นนี้ผมว่าเราสามารถทําได้เลยเพราะมีหน่วยงานที่รับผิดชอบ ในเรื่องนี้อยู่แล้วนะครับ
ประเด็นที่ ๒ การปฏิรูปในเรื่องกลไกของกฎหมายโครงสร้างหน่วยงาน ที่รับผิดชอบ เนื่องจากสื่ออินเทอร์เน็ต (Internet) หรือสื่อสังคมออนไลน์ (Online) มีหน่วยงานของรัฐหลายหน่วยที่ดูแลอยู่แล้วก็แบ่งส่วนกันทํา ยกตัวอย่างเช่น กสทช. ก็เป็นเพียงรับผิดชอบในเรื่องการออกใบอนุญาตผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (Internet) ส่วนกระทรวงไอซีที (ICT) ก็ดูแลกํากับในการใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) หรือสื่อออนไลน์ (Online) เหล่านั้น การบังคับใช้กฎหมายก็จะเป็นตํารวจหรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ไม่มี หน่วยงานที่ชัดเจนในการกํากับดูแลอย่างชัดเจน ทําให้หน่วยงานต่าง ๆ ไม่ได้ให้ความเอาใจใส่ เท่าที่ควร ปัญหาในเรื่องกฎหมายนะครับ กฎหมายในขณะนี้ที่เราใช้เป็นหลักก็คือ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ปี ๒๕๕๐ ใช้มา ๘ ปีครับ เทคโนโลยีปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็ว กฎหมาย ที่เรามีอยู่ก็ตามไม่ทัน นอกจากตามไม่ทันแล้วเครื่องมือเครื่องใช้ที่จะบังคับใช้ตามกฎหมาย ก็ล้าสมัย ไม่มีการพัฒนาให้ทันกับเทคโนโลยี ผมยกตัวอย่างนะครับ การปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร ที่เป็นพิษภัยต่อสังคม ต่อความมั่นคงของชาติตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มาตรา ๒๐ กําหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที (ICT) ยื่นคําร้องต่อศาลขออํานาจในการปิดกั้น ตรงนี้ละครับมีปัญหา เพราะอย่างที่เราทราบกันว่า สื่อสังคมออนไลน์ (Online) สื่ออินเทอร์เน็ต (Internet) มีการกระจายตัวรวดเร็วเป็นวงกว้าง ก็จะเกิดเป็นคอขวดที่รัฐมนตรีไอซีที (ICT) นะครับ ทุกเรื่องในประเทศไทยจะต้องไหลมาที่ท่าน เพื่อขอความเห็นชอบ ตรงนี้ก็เป็นแนวคิดว่าทําอย่างไรจะไม่เป็นคอขวด ให้พนักงาน เจ้าหน้าที่ยื่นคําร้องในการปิดกั้นต่อศาลได้เลย อันนี้เป็นตัวอย่างนะครับ ๒. เรื่องเทคโนโลยี มีหลายคนถามว่าสื่อสังคมออนไลน์ (Online) บางสื่อ วิดีโอ (Video) บางอันเป็นภัยต่อ ความมั่นคงของชาติ เป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อยของประเทศชาติ ของสังคมไทย ทําไม ยังปล่อยให้มีอยู่ อันนี้เป็นปัญหาทางเทคโนโลยีซึ่งผู้รับผิดชอบคงจะต้องยอมรับความจริง ท่านยื่นคําร้องต่อศาลขอปิดกั้น ศาลมีคําสั่ง แต่ทางเทคโนโลยีท่านปิดไม่ได้นะครับ ขอเรียนท่านประธานว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบปิดไม่ได้ ทําให้มันยังคงอยู่ คงต้องยอมรับ ความจริงในข้อนี้
ช่วยกรุณาสรุปได้แล้วนะครับ
พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ : ประเด็นต่อไปครับ สื่อสังคมออนไลน์ (Online) เช่น เฟซบุ๊ก (Facebook) ยูทูบ (Youtube) เป็นของต่างประเทศ เราต้องร้องขอความร่วมมือเขา ประการเดียวในการที่จะดําเนินการเกี่ยวกับการถอด ในการขอความร่วมมือ ในการพิสูจน์ทราบ ตัวบุคคลอันนี้เท่าที่ผ่านมาก็ไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร ก็คงต้องเป็นหน้าที่ของสภาแห่งนี้ ในการศึกษาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่นกระทรวงการต่างประเทศไปเจรจาขอความร่วมมือ
ปัญหาข้อต่อไปนะครับ ก็คือในเรื่องนโยบายของรัฐที่เน้นขยายการใช้ อินเทอร์เน็ต (Internet) โดยปราศจากการควบคุมอย่างแท้จริง ปัจจุบันจะเห็นได้ว่า พี่น้องประชาชนในชนบท ชาวไร่ชาวนา เดิมใช้โทรศัพท์มือถือ ๒ จี (2G) ธรรมดา ก็ให้มาเปลี่ยนเป็น ๓ จี (3G) ๔ จี (4G) โดยไม่คิดมูลค่า อันนี้เป็นการขยายอินเทอร์เน็ต (Internet) ให้ใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) แล้วก็เป็นสมาร์ทโฟน (Smart phone) โดยขาด การให้ความรู้ในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Online) สื่ออินเทอร์เน็ต (Internet) ในทางที่ถูกต้อง ปัญหาต่าง ๆ ทั้งปวงเหล่านี้นําเรียนท่านประธานว่า ก็คงต้องเป็น วาระเร่งด่วนในการปฏิรูปสื่อสังคมออนไลน์ (Online) นะครับ มิเช่นนั้นเราก็คงปล่อยปละละเลย เปรียบเสมือนกับปล่อยให้ผู้ที่ใช้เห็นว่าไม่มีการควบคุม ทําให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ในปัจจุบันนะครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณมากครับ ก็เป็นประเด็นสําคัญนะครับ แล้วก็เป็นเรื่องที่ประเทศไทย ติดท็อปเทน (Top ten) ของโลกในทุกด้านของโซเซียลมีเดีย (Social media) เลยนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์วินัย ดะห์ลัน ครับ
ขอบคุณมากครับท่านประธาน เรียนเพื่อน ๆ พี่ ๆ จากท่านอดีต สปช. ในคณะกรรมาธิการสื่อสารมวลชน ผมคิดว่าเวลาเราคุยกันเรื่องของ สื่อสารมวลชนนั้นก็คงจะมีความเข้าใจตรงกันนะครับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญ อย่างยิ่ง แต่อย่างไรก็ตามเวลาเราคุยกันในเรื่องของการปฏิรูปนั้นมีความรู้สึกว่าจะเห็นภาพลบ ค่อนข้างเยอะ ในขณะเดียวกันก็มีความรู้สึกว่าจําเป็นที่จะต้องทําการปฏิรูปเพื่อที่จะทําให้ ทุกอย่างนั้นดีขึ้น ผมอยากจะนําเสนอภาพในเชิงบวกในเรื่องของสื่อสักเล็กน้อย แล้วก็เห็นว่า ในความหมายของการปฏิรูปนั้นหากว่าเราจะดึงเอาพลังของสื่อสารมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เช่นที่ท่านภูดิศท่านผู้อภิปรายได้กล่าวถึงเรื่องของศักยภาพของประเทศไทยในเรื่องของ การใช้สื่อโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางสื่อสังคมออนไลน์ (Online) ผมเคยเรียนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัย โคลัมเบีย คนที่เรียนอยู่ด้วยกันนั้นจํานวนมากนั้นเป็นคนยิว โพรเฟสเซอร์ (Professor) เคยเล่าให้ผมฟังว่าในสังคมยิวนั้นเขาจะสร้างคนมา ๒ กลุ่ม กลุ่มแรกนั้นเป็นนักวิทยาศาสตร์ อีกกลุ่มหนึ่งเป็นนักเขียนหรือว่าเป็นสื่อสารมวลชนนั่นเอง กรณีของนักวิทยาศาสตร์นั้น เขาบอกว่าวิทยาศาสตร์นั้นครองเทคโนโลยี เพราะฉะนั้นถ้าสมมุติว่าได้เรียนวิทยาศาสตร์ ก็สามารถครองเทคโนโลยีได้ กรณีของนักเขียนนั้นครองสติปัญญา หากว่าได้ครองเรื่องของ สติปัญญาแล้วก็สามารถที่จะครองโลกได้ อันนี้ก็เป็นกรอบคิดของโพรเฟสเซอร์ (Professor) ที่ได้เล่าให้ฟังในสังคมของคนยิว ก็อยากจะให้ดูภาพเป็นเชิงบวกของสื่อในที่สุดแล้วได้นําไปสู่ เรื่องของภาพเชิงบวก ผมจะยกตัวอย่างเรื่องของประธานาธิบดีคนที่ ๓๕ ของประเทศสหรัฐอเมริกา จอห์น เอฟ. เคนเนดี คนนี้เข้ามาดํารงตําแหน่งในปี ๑๙๖๑ บิดาของจอห์น เอฟ. เคนเนดี ก็คือโจเซฟ พี. เคนเนดี ซีเนียร์ ตอนแรกหวังว่าลูกคนโตนั้นจะเป็นประธานาธิบดี แต่เมื่อ ลูกคนโตนั้นเสียชีวิตไปความหวังไปอยู่ที่จอห์น เอฟ. เคนเนดี ซึ่งเป็นคนรองแล้วก็เป็นคนที่ ค่อนข้างจะขี้โรคไม่มีความมั่นใจในตัวเอง สิ่งที่จอห์น เอฟ. เคนเนดี บอกกับพ่อก็คือว่าตนเองนั้น ไม่สามารถที่จะมาเป็นประธานาธิบดีได้ พ่อบอกว่าคนอื่นมองจอห์น เอฟ. เคนเนดี อย่างไรไม่สําคัญ สําคัญอยู่ตรงที่ภาพที่ออกมาในสังคมนั้นจะเป็นอย่างไร นั่นหมายความว่า การใช้สื่อจะมีศักยภาพอย่างยิ่ง แล้วก็ได้ในที่สุดครอบครัวของจอห์น เอฟ. เคนเนดี ก็ได้ทํา ให้จอห์น เอฟ. เคนเนดี ขึ้นไปเป็นประธานาธิบดี สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไปก็คือศักยภาพของสื่อ ภาพของสื่อที่ได้ฉายให้สังคมได้เห็นจอห์น เอฟ. เคนเนดี นั้นในที่สุดได้สร้างความมั่นใจ ให้กับจอห์น เอฟ. เคนเนดี จนกระทั่งทําให้เขากลายเป็นประธานาธิบดีที่ดีที่สุดคนหนึ่งของ ประเทศสหรัฐอเมริกา นั่นคือศักยภาพทางด้านบวกของสื่อสารมวลชน ถ้าเราดูอีกด้านหนึ่งนั้น ก็คือเรื่องของคนยิว มีคนเข้าใจกันว่าคนยิวนั้นมีความฉลาดหลักแหลมเท่าที่ผมเคยคุยกัน ในเรื่องของงานวิจัย มีรายงานวิจัยของประเทศแคนาดาบอกว่าจริง ๆ แล้วพันธุกรรมของ คนยิวไม่ได้มีความฉลาดหลักแหลมแต่อย่างใด ในเรื่องของการสอนต่าง ๆ ก็ไม่ได้มีความพิเศษ แต่สิ่งหนึ่งที่ทําให้คนยิวมีความแตกต่างแล้วก็พิเศษจากคนอื่นนั้นก็คือเรื่องของศักยภาพ การใช้สื่อไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสื่อสารมวลชนซึ่งคนยิวได้เข้าไปครอบครอง หรือแม้กระทั่ง เรื่องของฮอลลีวูดซึ่งเป็นอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่คนยิวได้เข้าไปมีอิทธิพลอย่างสูง กรณีของ การใช้สื่ออย่างถูกต้องในลักษณะแบบนั้น ๆ ทําให้ในที่สุดคนยิวเป็นกลุ่มคนที่มีความมั่นใจ ในตัวเองสูงแล้วก็ทําให้คนอื่นมองคนยิวไปในลักษณะเดียวกัน ผมคิดว่าถ้าสมมุติเราสามารถ ที่จะใช้สื่อในลักษณะแบบนี้ การปฏิรูปนั้นหมายถึงการที่เราจะนําเอาศักยภาพของสื่อมาสร้าง ภาพบวกให้แก่สังคม ก็เชื่อมั่นว่าในที่สุดแล้วปัญหาหลายอย่างในบ้านเรานั้นสามารถที่จะ แก้ไขไปได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราจําเป็นที่จะต้องมองภาพใหม่ มองภาพใหม่ว่าเราจะใช้สื่อในเรื่องของ สื่อสารมวลชนอย่างไรจึงจะทําให้สื่อสารมวลชนนั้นแสดงภาพบวกออกมาให้กับสังคม ได้เห็นนะครับว่าประเทศไทยมีภาพบวกอย่างไร คนไทยมีภาพบวกอย่างไร ผมว่าในลักษณะ แบบนี้แล้วก็สามารถที่จะทําให้ประเทศไทยนั้นมีความสามารถในการแข่งขันในสังคมโลกนี้ได้ ก็ขอขอบคุณครับ
ขอบคุณท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์วินัย ดะห์ลัน นะครับ ต่อไปเป็น ท่านกษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีต ส.ส. บัญชีรายชื่อ เชิญครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. เบอร์ที่ ๗ ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าเพื่อน ๆ สื่อที่อยู่ชั้นล่างของสภาทุกคน รวมทั้ง ช่างกล้อง ช่างเสียงนั้น มีอุดมคติที่จะเป็นสื่อที่ดี แล้วผมก็แน่ใจว่าเพื่อน ๆ ของเขา ทั่วประเทศไทยนั้นอยากจะเป็นผู้สื่อข่าวที่ดี คือค้นหาความจริงนํามาสู่ประชาชน ให้ได้รับทราบ แล้วก็ติดตามการปฏิบัติต่าง ๆ ของผู้มีอํานาจเพื่อให้ละเว้นซึ่งความชั่วร้าย ต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะฉะนั้นผมแน่ใจ แล้วผมก็มั่นใจด้วยว่าผู้สื่อข่าวเด็ก ๆ ทั้งหลายนั้น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์อยากจะเป็นผู้สื่อข่าวที่ดี แต่ว่าประเด็นปัญหาอย่างนี้ว่าอะไรที่ เขาอยากจะเสนอหรือเขียนไปแล้วส่งต้นเรื่องมาที่ บ.ก. มาที่บริษัทเจ้าของก็มักจะถูก เซนเซอร์ (Censor) โดยปริยาย เพราะว่าบรรดาเจ้าของบริษัทสื่อทั้งหลายนั้นต้องทําธุรกิจ ต้องมีขาดทุนกําไรเป็นตัวตั้ง เพราะฉะนั้นผมก็ไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับคุณประดิษฐ์เมื่อสักครู่นี้ บอกว่าต้องมีสภาปฏิรูปเจ้าของกิจการสื่ออีกสัก ๔-๕ ปี ผมกลับคิดว่าอันนี้เป็นลําดับ ความสําคัญสูงสุดในการที่จะปฏิรูปสื่อโดยรวม ผมอยากจะยกตัวอย่างว่าจะเป็นที่ ประเทศสหรัฐอเมริกาก็ดี พอเราบอกว่าเป็นฟอกซ์นิวส์ (Fox news) จุดยืนท่านแน่ชัดว่า ขวาจัดใช่ไหมครับ ถ้าเผื่อเป็นเลอมงด์ (Le Monde) ที่ฝรั่งเศสที่เรียกว่าเซนเตอร์ไรท์ (Center right) ขวากลาง ๆ แต่ถ้าไปที่อีโคโนมิสต์ (Economist) ที่ลอนดอนเขาก็จะเป็น พวกเสรีประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นสื่อต่าง ๆ ทั่วโลกในสังคมประชาธิปไตยนั้นเขามีจุดยืน มีอุดมการณ์ทางการเมือง แน่ชัดว่าเขายืนอยู่ทางด้านอุดมการณ์ปีกซ้ายไปถึงขวาอย่างไร แล้วเขาไม่ขายตัวเพราะว่าจุดยืนเขาแน่นอนเขาก็จะได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มธุรกิจ ที่จะมาลงทุน มาลงโฆษณา หรือคนจะซื้อไปอ่าน เขาก็รู้ว่าแล้วแต่ละสื่อนั้นมีจุดยืน และอุดมการณ์อย่างไร แต่ที่ประเทศไทยไม่ใช่ครับ อาจจะคิดว่าไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ที่มีจุดยืนที่แน่ชัดว่าเป็นหนังสือพิมพ์อะไรบ้าง สื่ออะไรบ้างต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะฉะนั้น ในการปฏิรูปสื่อก็ต้องบอกว่าเจ้าของสื่อ กิจการสื่อทั้งหมด จะเป็นสิ่งตีพิมพ์ จะเป็นมีเดีย (Media) ใหม่ ๆ เคเบิลทีวี (Cable TV) ต้องมีจุดยืนประกาศออกมาให้แน่ชัดว่า ยืนอยู่ตรงไหน ไม่ใช่เป็นมือปืนรับจ้าง รับจ้างทุนนิยมสามานย์ รับจ้างนักการเมืองสามานย์ แล้วก็อาจจะรับจ้างหน่วยราชการหรือว่ารัฐวิสาหกิจที่สามานย์ด้วย จะต้องพูดกันให้ชัด เสียก่อน อันนี้เป็นสิ่งที่จะต้องแก้ไขโดยเร่งด่วน แล้วก็เป็นเรื่องสําคัญสูงสุด ผมไม่มีประเด็น ปัญหาเกี่ยวกับผู้สื่อข่าว เด็ก ๆ ที่เจออยู่แทบจะทุกวันตลอดชีวิตของการรับราชการ แล้วก็เข้ามาเป็นนักการเมือง นั่นเป็นประเด็นที่ ๑
ส่วนประเด็นที่ ๒ ก็คือเราได้พูดกันเรื่องของสิทธิ เสรีภาพ สื่อต้องเป็นอิสระ แน่นอนครับ แต่ต้องมีข้อจํากัด อย่างในสังคมไทยก็คงมีสัก ๓-๔ ประเด็น และอาจจะ เหมือนกับอารยประเทศทั่วโลกด้วย ๑. ต้องไม่มอมเมาเยาวชน หรือคนโดยทั่วไป ๒. ต้องไม่สร้างลัทธิเกลียดชัง ที่เรียกว่าเฮทสปีช (Hate speech) แล้วอันที่ ๓ ที่สําคัญ จะต้องไม่เป็นสื่อที่จะทําลายระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุข
แล้วก็อันที่ ๔ อาจจะเพิ่มสําหรับกรณีคนไทยก็คือกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ซึ่งจะต้องมีการแก้ไขเกี่ยวกับวิธีการพิจารณาความต่าง ๆ แล้วอันนี้ผมอยาก จะฝากท่านประธานผ่านไปที่กระทรวงการต่างประเทศ หรืออาจจะมอบให้ทาง สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรติดต่อกับกระทรวงการต่างประเทศด้วยว่า ณ วันนี้ ที่ประเทศนอร์เวย์ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุขกําลังทําการที่จะปฏิรูประบบการที่จะ ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ของเขา อาจจะเป็นตัวอย่างแบบอย่างที่เราจะนํามาในการศึกษาและจะดูสิว่าเราจะเทิดทูนระบอบ พระมหากษัตริย์อย่างไร แล้วก็เราจะแก้ไขวิธีการบริหารมาตรา ๑๑๒ อย่างไร อันนี้เป็น เรื่องที่สําคัญเพราะว่าตอนนี้ประเทศไทยก็ถูกกล่าวหาอยู่เรื่องเดียวคือมาตรา ๑๑๒ จะให้ปฏิรูปกันอย่างไรถ้าเผื่อเราไม่แก้ประเด็นปัญหาตรงนี้ เราก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า เราไม่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ เวลาน้อยผมขอพูดแค่นี้ก่อนนะครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณมากครับ เป็นประเด็นน่าสนใจนะครับ แล้วก็เรียนท่านสมาชิกต่อเนื่อง สักเล็กน้อยว่าโดยนโยบายท่านประธาน สปท. ดอกเตอร์ทินพันธุ์นั้นก็ได้มีนโยบายในการ สื่อไทย สื่อเทศ เราจะพยายามสร้างความเข้าใจถึงภารกิจหน้าที่ของ สปท. บนก้าวเดินต่อไป ข้างหน้าของประเทศไทยนะครับ เพราะฉะนั้นวันที่ ๑๑ เราได้เชิญทูตานุทูตและองค์การ ระหว่างประเทศมาเกือบ ๑๐๐ องค์กรที่อยู่ในประเทศไทยทั้งหมด เราจะบรีฟิง (Briefing) แล้วก็ถัดไปอีก ๓ วันก็จะนําข้อฝากของท่านรัฐมนตรีกษิต ภิรมย์ นะครับ จะไปบรรยาย ให้กับทูตไทย กงสุลไทย ที่อยู่ทั่วโลกและเดินทางกลับมาประเทศไทยให้ทราบถึงโรดแมป (Roadmap) ของเราทั้งแม่น้ํา ๕ สาย แล้วก็ของ สปท. นะครับ เพื่อจะได้เป็นข้อมูล นําไปบอกกล่าวกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกนะครับ รวมทั้งองค์กรที่มีพันธกรณีกับประเทศไทย ก็ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ ต่อไปท่านวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา บ.ก. ใหญ่ของช่อง ๕ แล้วก็เดลินิวส์ แล้วก็เป็นอดีต สปช. ที่เข้มแข็ง เชิญครับ
กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม วรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา รองบรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์เดลินิวส์นะครับ ไม่ใช่ บ.ก. ใหญ่ ส่วนช่อง ๕ ก็ไม่ใช่นะครับ แค่เป็นผู้ไปดําเนินรายการนะครับ ผมเป็นสื่อ โดยเลือดเนื้อ จบทางด้านนี้ ตั้งใจสอบเข้ามหาวิทยาลัยทางด้านนี้ ซึ่งท่านประธานก็เคย เป็นสื่อ ผมก็เคยทันท่านอยู่ตอนที่ท่านเป็นสื่อนะครับ ก็อาจจะเห็นรูปแบบของท่าน ผมก็ยึด เป็นแนวทางนะครับ ก็สร้างชีวิตเลี้ยงครอบครัวก็ด้วยอาชีพสื่อนี่ละครับ โดยสุจริตนะครับ ทีนี้ผมเห็นการปฏิรูปสื่อที่ผ่านมานี่ด้วยโจทย์ โจทย์หนึ่งก็คือว่าสื่อในยุคที่บ้านเมืองเกิด ความขัดแย้งสื่อเป็นตัวหนึ่งที่ก่อปัญหาและเป็นโจทย์ที่จะต้องปฏิรูป ต้องแก้ปัญหานี้ให้ได้ คณะกรรมาธิการที่อยู่ข้างบนก็พยายามหาวิธีการหลาย ๆ อย่างซึ่งก็ตรงกับใจผมหลาย ๆ ด้าน แล้วก็มีบางด้านที่ผมอยากจะเสริมนะครับ นั่นก็คือว่าก่อนที่จะปฏิรูปสื่อผมอยากให้ ทําความเข้าใจสักนิดหนึ่งนะครับ
ข้อที่ ๑ ต้องเลิกพูดเรื่องเสรีภาพของสื่อ สื่อไม่ได้มีเสรีภาพอะไรเลย และสื่อ ก็ชอบไปอ้างว่าตัวเองมีเสรีภาพ เสรีภาพนั่นจริง ๆ เป็นเสรีภาพการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ของประชาชน สื่อเป็นประชาชนครับ แล้ววันนี้ท่านประธานเบื่อบนบัลลังก์อยากจะ กลับไปเป็นสื่อได้ทันทีเพราะเป็นเสรีภาพ ทุกท่านในนี้เป็นสื่อได้ทันทีเป็นเสรีภาพ ฉะนั้น บอกว่าสื่อต้องมีเสรีภาพพิเศษจนต้องมีคนมาดูแล อันนี้ไม่ใช่นะครับ เป็นความเข้าใจผิด ประชาชนต้องมีเสรีภาพเพราะเราปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ประชาธิปไตย ให้ประชาชนตัดสิน ประชาชนจําเป็นต้องมีข้อมูล ฉะนั้นจึงต้องเปิดเสรีภาพการรับรู้ให้มากที่สุด จะได้ตัดสินได้ถูกนะครับ เมื่อประชาชนมีเสรีภาพสื่อก็มีเสรีภาพตามประชาชนนั่นละ ไม่ได้ มีอะไรมากกว่า
ประเด็นที่ ๒ นะครับ ผมอยากให้เข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทําให้เกิดความขัดแย้ง เทคโนโลยีด้านการสื่อสารนี่นะครับ จากเดิมผมเป็น สื่อยุคอนาล็อก (Analog) พิมพ์หนังสือขาย ทําวิทยุก็ทําวิทยุ ทีวี (TV) เมื่อก่อนมีไม่กี่ช่อง วันหนึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นดิจิทัล (Digital) ขึ้นมา สื่อนี่นะครับ ผมอยากให้เปรียบเทียบว่า สื่อตัวมีเดีย (Media) ภาษาอังกฤษเหมือนถนนซูเปอร์ไฮเวย์ (Superhighway) หรือจะเป็น ถนนในซอยหรืออะไรก็แล้วแต่ ส่วนผมนี่นะครับเป็นคนผลิตคอนเทนต์ (Content) หรือตัวเนื้อหาสื่อมวลชนอย่างผมนี่ครับ ผมมีหน้าที่ไปผลิตสื่อนะครับ ไปสร้างสื่อขึ้นมาไม่ได้ มีแต่เอาสื่อไปใช้ประโยชน์ ต้องแยกระหว่างถนนกับรถยนต์ให้ได้ก่อน ผมนี่ผลิตข้อมูล ผมผลิตข้อมูลข่าวสารให้วิ่งไหลไปตามถนน ทีนี้พอถนนมันเยอะ ดิจิทัล (Digital) มานะครับ ใครก็ผลิตได้ ไม่ใช่ผม เพราะบอกแล้วนี่เป็นเสรีภาพ ไปผูกขาดเขาไม่ได้ เกิดสื่อขึ้นมา แยกประเภท จากเดิมผมเป็นสื่อมวลชนนะครับ ภาษาอังกฤษเขาเรียกแมสมีเดีย (Mass media) ก็เกิดสื่อต่อมาคล้าย ๆ แมสมีเดีย (Mass media) ครับ เมื่อก่อนก็บอกว่า เป็นสื่อเทียม ไม่ใช่สื่อเทียมนะครับ เป็นพาร์ทิซานมีเดีย (Partisan media) เป็นสื่อเฉพาะกลุ่ม ทําเหมือนสื่อมวลชนเลยครับ มีทีวี (TV) วิทยุ หนังสือพิมพ์เหมือนกันนะครับ แต่มีเป้าหมาย ที่ไม่เหมือนสื่อมวลชน สื่อมวลชนเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารไป สาดไปในอากาศ ไม่ทราบหรอกครับว่าใครจะได้ เพียงแต่เรามีโน้ต ฟอร์ นิวส์ (Note for news) ที่พอจะรู้ว่า สิ่งเหล่านี้ประชาชนส่วนใหญ่ควรจะรู้และที่เขานิยม เพื่อเขาจะได้ซื้อ เสพ ให้สื่อเราอยู่ได้ด้วย ธุรกิจ ขณะที่พาร์ทิซานมีเดีย (Partisan media) ไม่จําเป็นหรอกครับต้องมียอดโฆษณา ไม่จําเป็นต้องให้คนนิยม แค่พูดกรอกหู สร้างความเกลียดชัง แล้วก็เล็งเห็นผลกระทบ ที่จะเกิดขึ้นแค่นั้นเอง เป็นสื่อเอามารับใช้ด้านใดด้านหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ ตัวนี้ต้องไปดูครับ ไม่ใช่มาดูสื่อมวลชน
สื่อตัวที่ ๓ ครับ ร้ายกว่าอีกนะครับ นั่นก็คือสื่อสังคมออนไลน์ (Online) หรือโซเชียลมีเดีย (Social media) ทุกวันนี้ยังเป็นอนาธิปไตยนะครับ ไม่มีใครไปจัดการ ใคร นึกจะด่าใครก็เขียนได้ครับ ไปเขียนอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน จับไม่ได้แล้ว วันไหนถ้าเกิดผม ไม่ค่อยพอใจท่านประธานผมอาจจะเป็นอย่างนี้ครับ ข้ามชายแดนหน่อย แล้วไปใช้ อินเทอร์เน็ต (Internet) เขียนเข้ามา ท่านจับผมไม่ได้นะครับ ตรงนี้ละครับที่จะต้องปฏิรูป และสรุปทั้งหมดนะครับ จริง ๆ แล้วในการปฏิรูปที่ถูกต้องไม่ใช่ไปควบคุมที่ตัวสื่อมวลชนนะครับ ไปออกใบประกอบวิชาชีพอะไรอย่างนี้ อย่าไปทําครับ มันจะทําให้เสียหายหนักกว่านี้อีก สิ่งที่ท่านทําท่านต้องคุมที่เนื้อหา ใครจะพูดอะไรก็แล้วแต่อยู่บนแพลตฟอร์ม (Platform) ไหนนะครับ ถ้าผิดต้องติดคุก เอาจริง ๆ ไม่อย่างนั้นสื่อดี ๆ เสียหายไปหมด แล้วก็ทํางาน ยากลําบากท่านจะไปสร้างภาระให้สื่อดี ๆ ท่านจะฆ่าหนูสักตัวอย่าไปเผานาเลยนะครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ยังมีอีกท่านหนึ่งที่แสดงความจํานงนะครับ ขอเชิญท่าน พลเอก ดอกเตอร์พหล สง่าเนตร อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหมครับ
กราบเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิก ที่เคารพครับ ผม พลเอก พหล สง่าเนตร สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๐๖ ต้องขออนุญาตเรียนด้วยความจริงใจว่าผมไม่มีความรู้เกี่ยวกับสื่อนะครับ แต่เป็นผู้บริโภคสื่อมา ๖๐ กว่าปี ก็อยู่ในส่วนที่เป็นผู้บริโภค และปัจจุบันนี้บริโภคมากกว่า ข้าวเสียอีกนะครับ ตั้งแต่ตื่นจนถึงนอนครับ บริโภคแต่สื่อ เพราะฉะนั้นผมต้องการบริโภค สิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุด เพราะฉะนั้นวันนี้จะพูดด้วยความรัก ความอยากให้เห็นคุณค่า ในสื่อนะครับเพราะเป็นสิ่งที่ผมบริโภคมากที่สุด ท่านกรรมาธิการได้นําเสนอวิธีปฏิรูป เพื่อปฏิรูปสื่อให้มีคุณภาพด้วยวิธีการต่าง ๆ ด้วยมองไปที่องค์กรต่าง ๆ หลาย ๆ แห่ง ผมขออนุญาตที่จะมองไปที่องค์กรวิชาชีพสื่อโดยเฉพาะเลยนะครับ เพราะคิดว่าน่าจะเป็น การปฏิรูปที่ตรงหัวใจที่สุดคือปฏิรูปตัวเอง เพราะจะเร็วที่สุด ตรงที่สุด ดีกว่าปฏิรูป ที่อื่นนะครับ
ประการแรก อย่างเช่นที่ท่านผู้อภิปรายเพิ่งกล่าวจบไปนะครับ คําแรก ที่ทางด้านสื่อมวลชนจะพูดถึงคือสิทธิและเสรีภาพ ซึ่งเป็นเรื่องจริง เรื่องถูกต้อง เรื่องที่ สมควรจะพูดถึง แต่มันไม่ครบถ้วน เพราะมีคําคู่ที่มีคุณค่าเท่ากันนะครับ สิทธิคู่กับหน้าที่ เสรีภาพ ความเสมอภาคต้องมาด้วยกัน จะคํานึงเพียงด้านใดด้านหนึ่งไม่ได้ ไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้นประการแรก องค์กรวิชาชีพสื่อต้องสร้างจิตสํานึกของสื่อให้เข้าใจว่าตัวเอง มีสิทธิ และหน้าที่พร้อม ๆ กัน หน้าที่ต่อวิชาชีพของตัวเอง หน้าที่ต่อบุคคลอื่น และหน้าที่ สําคัญที่สุดที่ท่านผู้อภิปรายบางท่านได้พูดถึง หน้าที่ต่อสังคมและประเทศชาติ อันนี้ เป็นหมวกที่ถอดไม่ออกนะครับ ถอดหมวกให้ออกได้ แต่หมวกนี้ถอดไม่ได้ หน้าที่ ต่อประเทศชาติ จะสามารถนําเสนอสื่อว่าข่าวข้อมูลรอบด้าน แต่ถ้าเป็นด้านที่เสื่อมเสีย ต่อสังคมและประเทศชาติไม่ควรนําเสนอ อันนี้เป็นหน้าที่ข้อหนึ่งที่องค์กรวิชาชีพสื่อต้องสร้าง ให้เกิดขึ้นนะครับ
ข้อ ๒ สื่อเป็นฐานันดรที่สําคัญที่สุดฐานันดรหนึ่งนะครับ ๑ ใน ๔ หรือจะ เป็น ๑ เดียวก็ไม่ทราบในปัจจุบันนี้นะครับ ที่สําคัญที่สุด แต่ต้องมีผู้ที่ยกย่อง แล้วก็ไม่มีใคร ที่จะกล้าไปลบหลู่ดูแคลน แต่ทุกฐานันดรนะครับ ฐานันดรอื่น มีระบบที่ชัดเจนระบบหนึ่งคือ ระบบการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เช่นข้าราชการมีหลักสูตรตั้งแต่ข้าราชการชั้นต้นจนถึง เกือบเกษียณ ต้องเข้าโรงเรียนตลอด อบรมวิชาชีพ อบรมจริยธรรม คุณธรรมตลอด แต่ผม เนื่องจากไม่มีความรู้ครับ ไม่แน่ใจว่ามีหรือไม่ คิดว่าไม่มีนะครับ องค์กรวิชาชีพสื่อน่าจะต้อง มีระบบการพัฒนาบุคลากรสื่ออย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่จบนิเทศศาสตร์แล้วก็ทํางานตลอดชีวิต เพราะอบรมวิชาชีพความก้าวหน้าอะไรต่าง ๆ ที่สําคัญอบรมคุณธรรมจริยธรรม และหน้าที่ ต่อสังคมประเทศชาติอย่างต่อเนื่องนะครับ อันนั้นคือความสําคัญที่จะต้องมี
ส่วนระบบที่ ๓ คือระบบการกํากับดูแล แน่นอนผมเห็นด้วยการที่กํากับดูแล ตนเองโดยองค์กรวิชาชีพซึ่งจะต้องมีมาตรฐานชัดเจนโดยเฉพาะบทลงโทษต้องมีครับ องค์กรทุกองค์กรฐานันดร ๑ ๒ ๓ มีหมดครับ มาตรฐานขององค์กรมี วินัยขององค์กร มีบทลงโทษมีชัดเจนถึงขั้นไล่ออก พระก็ปาราชิกครับ ขุนนางก็ไล่ออก แต่สื่อถ้าผิด จรรยาบรรณก็ต้องมีโทษหนักเช่นเดียวกัน องค์กรวิชาชีพต้องบรรจุข้อนี้ให้ได้เช่นเดียวกัน การกํากับดูแลโดยองค์กรอิสระอื่น ๆ หรือประชาชนเขาต้องกําหนดให้มีความรับผิดชอบที่จะ สามารถดูแลมาตรฐานวิชาชีพและมาตรฐานจริยธรรม ความรับผิดชอบต่อสังคมได้ชัดเจน เช่นเดียวกัน ผมเชื่อว่าถ้าองค์กรวิชาชีพสื่อได้พัฒนาระบบของตนเองให้ครอบคลุมทั้งด้าน การพัฒนาจิตสํานึก ระบบการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง และระบบกํากับดูแลที่มี ประสิทธิภาพเข้มแข็ง ฐานันดรที่ ๔ จะเป็นฐานันดรที่สําคัญที่สุดครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณท่าน พลเอก ดอกเตอร์พหล สง่าเนตร นะครับ ท่านสมาชิกครับ เป็นอันว่าเราได้มีการอภิปรายทั่วไปเพื่อเสนอวิธีการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน ต้องขอขอบคุณท่านประธาน รองศาสตราจารย์จุมพล รอดคําดี ประธานคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาปฏิรูปแห่งชาติ รวมทั้ง ท่านศาสตราจารย์กิตติคุณสุกัญญา สุดบรรทัด ท่านรองศาสตราจารย์พนา ทองมีอาคม ท่านวสันต์ ภัยหลีกลี้ ท่านอ่อนอุษา ลําเลียงพล และท่านประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ ที่ได้มานําเสนอ เพื่อที่เราจะได้ต่อยอดต่อไปนะครับ แล้วก็จะต้องทํางานร่วมกันตามนโยบายท่านประธาน นี่คือตัวอย่างหนึ่งของการทํางานร่วมกันในฐานะที่จะเป็นสะพานเชื่อมโยงไปสู่การปฏิรูป ที่เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุดนะครับ ทั้ง ๓ วาระปฏิรูปที่สําคัญ ไม่ว่าจะเป็นวาระปฏิรูปเสรีภาพ บนความรับผิดชอบ วาระปฏิรูปการกํากับดูแลสื่อที่มีประสิทธิภาพ แล้วก็วาระ การป้องกันการแทรกแซงสื่อนะครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นภารกิจที่เราจะต้องดําเนินการ ให้เป็นไปตามมาตรา ๒๗ ของรัฐธรรมนูญ แล้วก็มาตรา ๓๙ ของรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนะครับ ผมมีเรื่องที่เรียนเพื่อประโยชน์สําหรับการวางแผนการทํางานของท่านสมาชิกนะครับ
ประการแรก ก็คือท่านประธานฝากมาว่าแบบแสดงความจํานงเพื่อจะดํารง ตําแหน่งในคณะกรรมาธิการสามัญประจําสภาที่ได้ให้ท่านสมาชิกไปแล้วช่วยกรุณากรอก และส่งภายในวันนี้นะครับ เพราะว่าบ่ายนี้ท่านประธานได้แต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรอง เราทํางานกันอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นท่านสามารถที่จะแสดงความจํานงได้ลําดับ ๑ ๒ ๓ ไม่เกิน ๓ คณะ พร้อมกันนั้นท่านที่สนใจที่จะแสดงความจํานงไปเป็นคณะกรรมาธิการ วิสามัญการขับเคลื่อนปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริตก็ระบุได้ในเอกสารฉบับนี้ นั่นเป็นเรื่องที่ ๑ นะครับ
เรื่องที่ ๒ โดยที่เราจะมีการประชุมในการอภิปรายทั่วไปเพื่อเสนอวิธีการ ปฏิรูปประเทศตามสาขาปฏิรูป ๑๑ ด้านที่กําหนดไว้ในมาตรา ๒๗ ของรัฐธรรมนูญนะครับ เพราะฉะนั้นในสัปดาห์หน้าวันจันทร์ก็จะเป็นด้านเศรษฐกิจและด้านพลังงาน ส่วนวันที่ ๑๐ จะเป็นวาระแทรก ก็คือเป็นการอภิปรายแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ ร่างรัฐธรรมนูญตามที่ท่านประธานมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ได้ประสานงานมาให้เกียรติที่จะให้สมาชิก สปท. ได้เสนอความเห็นประกอบการร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งนี้นะครับ ส่วนสัปดาห์ถัดไปก็จะเหลือสาขาปฏิรูป จะสลับนิดหน่อยนะครับ วันที่ ๑๖ พฤศจิกายนนั้น จะเป็นด้านอื่น ๆ โดยเริ่มจากเรื่องของการปฏิรูปด้านป้องกันปราบปรามการทุจริต แล้วก็ต่อ ด้วยอื่น ๆ นะครับ ส่วนวันที่ ๑๗ พฤศจิกายนนั้นก็จะเป็น ๒ ด้านสุดท้าย คือด้านสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม กับด้านสังคม ก็แจ้งกําหนดการ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขอสงวนสิทธิในกรณีที่ หากจําเป็นเร่งด่วนอาจจะมีการปรับระเบียบวาระ แต่ขณะนี้ได้วางไว้ล่วงหน้าเช่นนี้นะครับ
สําหรับระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ไม่มี
วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้ว ขอขอบคุณสมาชิกทุกท่านที่มา ร่วมประชุมนะครับ ขอปิดประชุมครับ