สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๗ · ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

ประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ เสนอแนวทางปฏิรูปสื่อ โดยเน้นย้ำความสำคัญของการควบคุมตนเองภายในสื่อ การจัดตั้งกลไกการจริยธรรม และการส่งเสริมความเป็นอิสระของสื่อ โดยมี 3 ยุทธศาสตร์เสรีภาพบนความรับผิดชอบ เพื่อให้สื่อมีเสรีภาพในการปฏิบัติหน้าที่ แต่ควบคู่ไปกับความรับผิดชอบ

นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์

ท่านประธานที่เคารพ และสมาชิก สปท. ที่เคารพ ทุกท่านนะครับ ต้องรบกวนเวลาเพราะว่าเวลาเกินมาแล้ว ผมก็จะสรุปนะครับ ท่านประธานครับ กรรมาธิการปฏิรูปสื่อเราใช้คําว่า ๑ ทศวรรษแห่งการปฏิรูปสื่อ เพราะการปฏิรูปสื่อต้องทํา ต่อเนื่อง กําหนดเวลาไม่ได้ แล้วการปฏิรูปสื่อของเราเราก็ได้ทํามาอย่างต่อเนื่อง ย้อนกลับไป หลังปี ๒๕๓๕ ปี ๒๕๔๐ จนถึงปัจจุบัน ปัจจุบันก็เขียนไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ว่าต้องปฏิรูปสื่อ เนื่องจากเกิดความเปลี่ยนแปลงในวงการสื่อมากมาย มหาศาล มีเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง มีสื่อออนไลน์ (Online) มีสื่อวิทยุ มีสื่อดาวเทียม เคเบิลทีวี (Cable TV) เกิดขึ้นมากมายในประเทศของเรา แล้วก็มีคนเข้าไปใช้สื่อ เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง ทําให้สื่อตกเป็นจําเลยของสังคม และถูกกล่าวหาว่า เรามีบทบาทในทางที่ไม่สร้างสรรค์ให้เกิดความรู้ เรากลายเป็นจําเลยของสังคม เพราะฉะนั้น การปฏิรูปสื่อต้องทําอย่างต่อเนื่อง ใช้คําว่า ๑ ทศวรรษของการปฏิรูปสื่อ หลักประกัน ที่สําคัญระดับหนึ่งของสังคมประชาธิปไตยก็คือการจัดช่องทางให้ทุกคนมีช่องทาง ในการสื่อสารในพื้นที่สาธารณะ การแสดงออกในพื้นที่สาธารณะซึ่งสื่อมวลชนเป็นพื้นที่ สาธารณะที่สําคัญอันหนึ่งของสังคมประชาธิปไตย อันนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเข้าใจ แต่พื้นที่สาธารณะเหล่านี้ได้หดแคบหดหายลงเพราะอุตสาหกรรมสื่อมีความเปลี่ยนแปลง มีขนาดใหญ่ ทําธุรกิจสื่อมุ่งหากําไรมากกว่าการมีพันธะในการรักษาความถูกต้อง และผลประโยชน์ของสังคมหรือผลประโยชน์สาธารณะ ฐานการคิดของกรรมาธิการทั้งหมด ยืนอยู่บนฐานนี้นะครับ เราคิดอยู่บนฐานนี้ ทําอย่างไรที่จะเร่งฟื้นพื้นที่สาธารณะ ในสื่อมวลชนกลับมาเพื่อให้เป็นช่องทางในการส่งผ่านข้อมูลข่าวสาร การไหลเวียนของ ข้อมูลข่าวสาร เพื่อให้ประชาชนได้รับสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องตรงไปตรงมา ครบถ้วน นี่คือหลักของพวกเรานะครับ

ยุทธศาสตร์อันแรก ก็คือเสรีภาพบนความรับผิดชอบนะครับ ๑ ปีแรกสิ่งที่ เราอยากให้เกิดคือกฎหมาย เกี่ยวกับกฎหมายทั้งหมดที่เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ของสื่อ อันนี้สําคัญมากผมคงไม่ลงรายละเอียดนะครับ สื่อทุกแขนงต้องรวมตัวกัน เพื่อกลับมาทบทวนภารกิจ กลับมารวมกลุ่มกันเองเพื่อรักษาผลประโยชน์สาธารณะ แต่เรื่องนี้ ถ้าไปอ่านรายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปสื่อเรื่องที่สําคัญที่สุดก็คือการปรับบทบาท ของสื่อให้มีพันธกิจกับสังคม อันนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่สุด ทําอย่างไรที่จะให้สื่อเป็นศูนย์บูรณาการ เป็นตัวกลางในการบูรณาการองค์ความรู้ การถ่ายทอดความรู้ที่มีประสิทธิภาพไปสู่ประชาชน ที่อาจารย์สุกัญญาพูดไว้ก็คือสื่อเป็นโรงเรียนของสังคม สื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สร้างสรรค์ ของสังคม นี่คือจุดที่กรรมาธิการให้ความสําคัญนะครับ แล้วก็สื่อต้องตระหนักถึง ผลประโยชน์สาธารณะ เรื่องนี้สามารถทําได้เลย เพราะว่าในกฎหมาย กสทช. กฎหมายว่า ด้วยการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๑๐ ได้กําหนด ประเภทของสื่อไว้ ๓ ประเภท คือสื่อสาธารณะ สื่อชุมชน และสื่อประเภทธุรกิจ วันนี้ ถูกจัดสรรคลื่นความถี่เฉพาะสื่อประเภทธุรกิจคือทีวีดิจิทัล (TV Digital) ๒๔ ช่อง กรรมาธิการเห็นว่าเราต้องมีการวางระบบกลไกที่เข้มแข็งยั่งยืนเพื่อส่งเสริมบทบาท ของสื่อมวลชนให้ทําหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สร้างสรรค์และเป็นโรงเรียนของสังคมให้ได้ จะทําอย่างไร ต้องส่งเสริมให้เกิดสื่อชุมชน สื่อทางเลือก หรือสื่อสันติภาพในพื้นที่แบบ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ พวกนี้สามารถทําได้ทันทีเลยนะครับใน ๑ ปีแรก ต้องส่งเสริม สนับสนุนการผลิตเนื้อหาสื่อที่มีประโยชน์ต่อสาธารณะ เกิดผู้ผลิตสื่อที่สร้างสรรค์ จัดให้มี กองทุนพัฒนากิจการสื่อมวลชนเพื่อสร้างสรรค์ผลิตเนื้อหาที่สร้างสรรค์ ส่งเสริมสื่อทางเลือก ส่งเสริมสื่อชุมชนที่สนับสนุนสื่อทางเลือก ในกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับ การประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ กําหนดให้มีกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการสื่อ อาจารย์วัฒนาจะรู้ดีอยู่ในมาตรา ๕๒ สามารถ ทําให้เกิดสื่อที่สร้างสรรค์ขึ้นได้ คําถามคือว่าทําไม กสทช. ไม่ทํา คณะกรรมาธิการปฏิรูปสื่อ ของ สปท. ต้องหารือกับ กสทช. เพื่อทําให้เกิดสื่อ นอกจากนี้เรายังมี พ.ร.บ. กองทุน สื่อสร้างสรรค์ก็สามารถทําให้เกิดได้ภายใน ๑ ปีถึง ๓ ปีนี้ อันนี้อันแรกที่ผมอยากย้ํานะครับ

เฟส (Phase) ที่ ๒ ที่เราต้องการเกิดก็คือเกิดการกํากับกันเองของสื่อ ใน ๓ ระดับสื่อกันเอง องค์กรสื่อแต่ละองค์กรควรมีคณะกรรมการจริยธรรม มีคณะกรรมการ รับเรื่องร้องเรียน มีคณะกรรมการไต่สวนจริยธรรมแบบไทยพีบีเอส (Thai PBS) มีเรื่องเหล่านี้ ถ้าสื่อแต่ละองค์กร สื่อทุกประเภทมีกลไกภายในของตัวเองก็จะช่วยให้สื่อ สามารถดูแลด้านจริยธรรมได้ อันนี้ก็สามารถทําได้นะครับ ๒. การกํากับระดับวิชาชีพ ก็สามารถทําได้ รวมตัว รวมกลุ่มของสื่อหลาย ๆ วิชาชีพ ผมคิดว่าเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องสําคัญนะครับ แต่ว่าถ้าจะตอบยุทธศาสตร์ที่ ๒ ของคณะกรรมาธิการปฏิรูปสื่อคือหลักประกันการแทรกแซงสื่อ จากอํานาจทุนและรัฐ สิ่งหนึ่งที่ต้องทําให้ได้ก็คือการส่งเสริมให้มีกลไก การจัดตั้งสมาคม หรือสภาของผู้ประกอบธุรกิจสื่อ นี่สําคัญมากเลยนะครับ ปฏิรูปสื่อจะพูดเฉพาะพวกผม ซึ่งเป็นนักข่าวอย่างเดียวไม่ได้ ฝั่งผู้ประกอบธุรกิจสื่อต้องมีการพูดถึงด้วย เขาต้องมีธรรมาภิบาล ในการทําธุรกิจ เขาต้องประกาศหลักประกันความเป็นอิสระของกอง บ.ก. และในเรื่องนี้ ต้องมีกลไกการคุ้มครองกองบรรณาธิการให้มีความอิสระไม่ถูกเซนเซอร์ (Censor) ข่าวในรายวันเราจะทําอย่างไร เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่กรรมาธิการคิดว่าควรเกิดขึ้น ในเร็ววัน แล้วก็ ๓ ปี ๔ ปีก็ต้องเกิดขึ้นในเรื่องนี้นะครับ

สุดท้ายก็คือเรื่องการกํากับกันเอง เมื่อสักครู่นี้ผมพูดไว้แล้ว วันนี้สื่อประเภท วิทยุโทรทัศน์ เรามีกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ คือการส่งเสริม ให้สื่อรวมกลุ่มกันเองในการกํากับจริยธรรม แล้วถ้าอะไรที่กํากับกันเองไม่ได้ องค์กรอิสระ แบบ กสทช. เข้ามามีส่วนร่วม คําถามคือทําไมไม่เกิด สามารถทําให้เกิดได้ เรามีคลื่นวิทยุ อยู่ประมาณหลายพันคลื่นนะครับ แล้วก็มีปัญหาเยอะมากในช่วงที่ผ่านมา ถ้าส่งเสริม ให้พวกเขารวมตัวกันก็สามารถทําให้การกํากับด้านจริยธรรมดูแลผู้เสียหายก็จะเกิดขึ้นได้ กรรมาธิการปฏิรูปสื่อเห็นว่าเรื่องเหล่านี้เป็นแผนที่เราตั้งใจจะขับเคลื่อนทันทีแล้วไปคุยกับ กสทช. ให้เกิดการกํากับ ส่วนสื่อสิ่งพิมพ์เรามีตัวแบบก็คือสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เขาก็ต้องพัฒนาตัวเองให้เป็นองค์กรที่กํากับที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่นเดียวกับสื่อ ออนไลน์ (Online) เขาก็มีสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (Online) ก็ต้องพัฒนาตัวเองให้มี กลไกการกํากับด้านจริยธรรมมากขึ้น และสิ่งที่ต้องส่งเสริมในช่วงนี้ก็คือการรู้เท่าทันสื่อ เพราะฉะนั้น ๓ ยุทธศาสตร์ของกรรมาธิการปฏิรูปสื่อ เสรีภาพบนความรับผิดชอบ ป้องกันการแทรกแซงและการกํากับกันเอง สามารถใช้ได้กับทุกสื่อ เพราะฉะนั้นผมจะพูดสั้น ๆ นะครับว่า เฟส (Phase) ที่ ๑ เมื่อสักครู่นี้เกิดพวกนี้ขึ้นมานะครับ เฟส (Phase) ที่ ๒ มีกลไกกํากับด้านจริยธรรม เกิดการพัฒนาศักยภาพสื่อ สื่อเริ่มทําหน้าที่ของโรงเรียน สังคม เกิดพัฒนา เขาเรียกว่ารู้เท่าทันสื่อ เกิดขึ้น ๔ ปีหลังจากนี้นะครับ เฟส (Phase) ที่ ๓ มีการกํากับ เป็นปีที่ ๙ เลยนะครับ มีการกํากับดูแลสื่อด้านจริยธรรมที่มีประสิทธิภาพ สื่อมวลชนมีเสรีภาพในการปฏิบัติหน้าที่ ทรัพยากรสื่อเป็นของประชาชน และประชาชน สามารถเข้าถึงรับรู้ข่าวสารอย่างรอบด้าน มีการกระจายเนื้อหาของสื่อที่เป็นโรงเรียน ของสังคม หรือสื่อเป็นแหล่งเรียนรู้สร้างสรรค์ของสังคมเกิดขึ้น มีกองทุนที่จัดตั้งขึ้น เพื่อส่งเสริมสื่อทางเลือก สื่อสร้างสรรค์เกิดขึ้น อันนี้เราอยากเห็นในช่วง ๙ ปี แต่ว่าจริง ๆ ถ้าดูพื้นฐานตรงกฎหมายที่มีอยู่สามารถทําให้เกิดขึ้นได้ทันที ปีที่ ๑๐ เราก็ประเมินผล ทั้งหมด ทั้งหมดนี้นะครับถ้าทําตามแนวทางของกรรมาธิการปฏิรูปสื่อ เราจะได้สื่อมวลชน และเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศไทย มีมาตรฐาน มีคุณภาพสูงสุด ทําหน้าที่ เพื่อตอบสนองผลประโยชน์สาธารณะบนพื้นฐานของเสรีภาพควบคู่ความรับผิดชอบ เป็นที่เชื่อถือทั้งในประเทศและนานาชาติ ประชาชนมีสิทธิได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างเท่าเทียม แล้วก็มีส่วนในการสร้างสื่อที่สร้างสรรค์เกิดขึ้นมา นี่คือภาพที่เราต้องการเห็น จากการปฏิรูปสื่อครั้งนี้นะครับ ก็คือการปรับบทบาทสื่อให้มีพันธกิจต่อสังคมมากขึ้น ใช้เสรีภาพบนความรับผิดชอบมากขึ้น อย่างไรก็ตามนะครับ ดูเหมือนง่ายก็ง่าย ยากก็ยาก เพราะสื่อเกี่ยวข้องกับเสรีภาพ ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับลมหายใจของพวกเราทุกคนนะครับ การปฏิรูปสื่อต้องอาศัยความร่วมมือเป็นซอฟต์เพาเวอร์ (Soft power) เป็นอํานาจอ่อน ต้องพูด ต้องคุย ต้องอาศัยการมีส่วนร่วม จะใช้อํานาจบังคับสั่งการอย่างเดียวไม่ได้ พวกผม ซึ่งเป็น สปช. นะครับ เรายินดีที่จะให้ความร่วมมือแล้วก็ให้ความรู้ ทําความเข้าใจเรื่องปัญหา ของสื่อและทิศทางการปฏิรูปสื่อนะครับ ผมรบกวนเวลาท่านประธานแค่นี้นะครับ แล้วก็รบกวนท่านสมาชิก และเราก็ยินดีที่จะอธิบายความต่าง ๆ เพิ่มเติม ขอบคุณครับ