วสันต์ ภัยหลีกลี้ อภิปรายเรื่องการกํากับดูแลสื่อมวลชน โดยเน้นย้ำถึงความสําคัญของเสรีภาพสื่อในระบอบประชาธิปไตย และเสนอแนะการปฏิรูปการกํากับดูแลสื่อเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเสนอแนวทางแก้ไข เช่น จัดตั้งองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ พัฒนามาตรฐานจริยธรรม และสร้างกลไกส่งเสริมการกำกับดูแลตนเองทางด้านจริยธรรมขององค์กรสื่อและองค์กรวิชาชีพสื่อ นอกจากนี้ยังเห็นควรให้มีการสํารวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อ และการปรับปรุงองค์กรกํากับดูแลสื่อในเชิงโครงสร้างและวิธีการทํางานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
กราบเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนะครับ ผม วสันต์ ภัยหลีกลี้ อดีตรองประธานกรรมาธิการ ปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ จากที่ท่านอาจารย์ทั้งสองได้อภิปราย ชี้แจงไปแล้ว เสรีภาพของสื่อในสังคมเสรีประชาธิปไตยมีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง และเสรีภาพของสื่อแยกไม่ออกจากเสรีภาพของประชาชน เพื่อเป็นหลักประกันว่าสื่อจะมี เสรีภาพอย่างแท้จริงจึงมีแนวทางและความพยายามในการกํากับดูแลกันเองของสื่อ แต่ว่า การกํากับดูแลกันเองโดยสมัครใจผ่านองค์กรวิชาชีพก็ยังมีปัญหาอยู่นะครับ ยังไม่สามารถ ที่จะกํากับดูแลด้านจริยธรรมของสมาชิกได้จริง ยังมีการนําเสนอข่าวและภาพที่ละเมิด จริยธรรมปรากฏอยู่เนือง ๆ อย่างไรก็ดีการกํากับดูแลจริยธรรมของสื่อมวลชนนั้นหากให้รัฐ เข้ามากํากับดูแลก็สุ่มเสี่ยงที่จะกระทบกับสิทธิเสรีภาพของสื่อ ซึ่งก็หมายรวมถึงสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนนะครับ ในวาระการปฏิรูปเรื่องการกํากับดูแลสื่อที่มีประสิทธิภาพ ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปสื่อ มองว่าในช่วงที่ผ่านมาการกํากับดูแลสื่อยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ทั้งการกํากับดูแล กันเองทางจริยธรรมในวิชาชีพสื่อมวลชน การกํากับดูแลโดยองค์กรที่มีอํานาจตามกฎหมาย อย่างเช่น กสทช. รวมถึงภาคประชาชนก็ยังไม่มีส่วนร่วมในการเข้ามากํากับดูแลสื่อ อย่างจริงจังนะครับ การกํากับดูแลกันเองทางจริยธรรมในวิชาชีพสื่อมวลชนนั้น ในกรณี สื่อหลัก ได้แก่ วิทยุ โทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์ พบปัญหาการกํากับดูแลกันเองภายใต้ ความสมัครใจ มีการละเมิดมาตรฐานจริยธรรมวิชาชีพ แล้วก็มีปัญหาการบังคับให้เป็นไปตาม มาตรฐานจริยธรรมวิชาชีพ ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นเพราะว่าทางองค์กรวิชาชีพไม่มีอํานาจ ทางกฎหมาย ไม่มีสภาพบังคับทางกฎหมาย องค์กรวิชาชีพไม่มีอํานาจให้คุณให้โทษ แก่สมาชิก สมาชิกที่ถูกองค์กรตัดสินว่ากระทําผิดมาตรฐานทางจริยธรรมอาจจะไม่ปฏิบัติ ตามคําตัดสินดังกล่าวแล้วก็ลาออกจากองค์กรไปนะครับ นอกจากนี้การกํากับดูแล โดยองค์กรที่มีอํานาจตามกฎหมายในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคมหรือว่า กสทช. ก็ยังมีปัญหาในเรื่องของประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็มีปัญหา ในเรื่องของธรรมาภิบาลขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูล การกําหนด นโยบาย การรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ การจัดการกับเรื่องร้องเรียน หรือว่าการใช้จ่าย งบประมาณยังขาดความโปร่งใส แล้วก็ขาดการรับผิดชอบต่อสังคมภายนอกที่ดีเพียงพอ ดังนั้นในการปฏิรูปในวาระการกํากับดูแลสื่อจึงมีความสําคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ได้กลไก การกํากับดูแลกันเองด้านจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนที่มีประสิทธิภาพ มีมาตรฐาน โปร่งใส และมีความเป็นอิสระมากยิ่งขึ้น อันจะเป็นการคุ้มครองเสรีภาพ ของสื่อมวลชนและทําให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นในกลไกการกํากับดูแลกันเองมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็จะต้องมีการพัฒนาระบบและกลไกการกํากับดูแลโดยภาครัฐให้มี ประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส แล้วก็มีธรรมาภิบาล รวมถึงการส่งเสริมให้เกิดกลไก การมีส่วนร่วมการกํากับดูแลสื่อจากภาคประชาชน และการส่งเสริมให้ประชาชนรู้เท่าทันสื่อ ในการขับเคลื่อนภายใต้ยุทธศาสตร์การกํากับดูแลสื่อที่มีประสิทธิภาพ เรามีข้อเสนอดังนี้ ครับว่า
ในแง่ของระบบและกลไกด้านกฎหมายและวิชาการ จะต้องจัดให้มี การรวบรวมกฎหมาย กฎ ระเบียบ และข้อมูลทางวิชาการเพื่อประโยชน์ในการกํากับดูแลสื่อ รวมถึงจะต้องมีการพิจารณาร่างกฎหมายหรือว่าปรับปรุงกฎหมายที่จําเป็น อย่างเช่น การตรากฎหมายเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติขึ้น เพื่อที่จะทําหน้าที่ ปกป้องสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานทางวิชาชีพของสื่อ รวมทั้งคุ้มครอง สวัสดิภาพและสวัสดิการของสื่อมวลชน
ในแง่โครงสร้างระบบและกลไกด้านองค์กรที่เข้มแข็งและยั่งยืน ก็เห็นควร ให้มีสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติเป็นองค์กรกลางในการกํากับดูแลที่ครอบคลุมสื่อทั้งหมด ทุกประเภท แล้วก็องค์กรเหล่านี้จะต้องมีความเป็นอิสระจากรัฐและทุน มีกรรมการมาจาก ฝ่ายวิชาชีพ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสื่อมวลชน นักวิชาการ และผู้แทนภาคประชาชน คือผู้ใช้ และผู้บริโภคสื่อนะครับ นอกจากนี้จะต้องสร้างกลไกพัฒนามาตรฐานจริยธรรมในการกํากับ ดูแลตนเองด้านจริยธรรมขององค์กรสื่อและองค์กรวิชาชีพสื่อให้เป็นมาตรฐาน ของสภาวิชาชีพสื่อมวลชน อีกทั้งมีกลไกส่งเสริมการกํากับดูแลตนเองทางด้านจริยธรรม ขององค์กรสื่อและองค์กรวิชาชีพสื่อทั้งในส่วนกลางแล้วก็ในต่างจังหวัดให้มีประสิทธิภาพ ยิ่งขึ้นนะครับ
ในแง่ระบบและกลไกด้านการกํากับโดยประชาชน เราเห็นว่าควรจะให้มี องค์กรอิสระเพื่อมีการมีส่วนร่วมกํากับดูแลโดยภาคประชาชน ส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นกลไกการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการ ตรวจสอบและกํากับดูแลสื่อ และส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อนี่นะครับ นอกจากนั้นก็เห็นควร ให้มีการสํารวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อเพื่อช่วยสะท้อน ผลการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชน แล้วก็การกํากับดูแลกันเองของสื่อมวลชนครับ ในแง่ระบบและกลไกด้านการกํากับโดยภาครัฐและองค์กรภาครัฐที่เป็นอิสระนะครับ เราก็ยังเห็นควรให้มีองค์กรอิสระที่จะทําหน้าที่ในการกํากับดูแลกิจการทางด้านวิทยุโทรทัศน์ และทางด้านโทรคมนาคมนะครับ แต่ว่าควรจะมีการปรับปรุงองค์กรกํากับดูแลนี้ในเชิงของ โครงสร้างและวิธีการทํางานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ให้มีความโปร่งใส มีธรรมาภิบาลนะครับ กําหนดรูปแบบองค์กรให้มีความเป็นอิสระ เป็นองค์กรเดียวนะครับที่ทําหน้าที่กํากับทั้งสื่อ แล้วก็ทั้งทางด้านโทรคมนาคม ไม่แยกออกเป็น ๒ ขาหรือว่า ๒ องค์กรย่อย การกํากับจะต้อง คํานึงถึงมิติทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง เทคโนโลยี แล้วก็คุณภาพของสื่อ รวมทั้ง การจัดสรรและแบ่งปันทรัพยากรการสื่อสารเพื่อให้โอกาสกับประชาชนได้เข้าถึงและใช้ ประโยชน์กันอย่างถ้วนทั่วด้วยนะครับ อาทิเช่น การส่งเสริมให้มีสื่อทางเลือก สื่อชุมชน แล้วก็เพิ่มพื้นที่สื่อสาธารณะขึ้นมา การส่งเสริมให้มีความหลากหลายในสื่อไม่ว่าจะเป็นในแง่ ของพื้นที่หรือว่าในแง่ของเนื้อหา ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างภาควิชาชีพภาครัฐและภาคประชาชน
เราเห็นว่าระบบและกลไกทั้ง ๔ ประการที่กล่าวมาแล้วเบื้องต้นจะต้อง ทํางานประสานสัมพันธ์กัน ไม่ว่าจะเป็นองค์กรภาครัฐ ภาควิชาชีพ และภาคประชาชน เพื่อที่จะให้การกํากับดูแลสื่อมีประสิทธิภาพมากขึ้น ต้องมีการจัดให้มีกองทุนเพื่อสนับสนุน การบริหารงาน และการจัดการอื่น ๆ ของสภาวิชาชีพสื่อมวลชน และองค์กรภาคประชาชน ที่จะจัดตั้งขึ้นด้วย
ในส่วนที่เกี่ยวกับกฎหมายนะครับ อยากเรียนว่ากรรมาธิการปฏิรูปสื่อ ได้นําเสนอร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐาน วิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... โดยสอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญที่ได้มีการร่างกันมา แล้วก็เป็นไปตามหลักการที่ว่าสื่อต้องมีเสรีภาพบนพื้นฐานความรับผิดชอบและจริยธรรม แห่งวิชาชีพครับ สาระสําคัญของร่าง พ.ร.บ. ที่มีการร่างกันมานี่นะครับ ก็คือว่าให้มีการจัดตั้ง สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติขึ้น เป็นองค์กรหลัก เป็นองค์กรกลางที่จะทําหน้าที่ในการ คุ้มครอง ส่งเสริมสิทธิ เสรีภาพ และความเป็นอิสระของสื่อมวลชน ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานแห่งวิชาชีพ ให้ความเป็นธรรมกับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้เสรีภาพของสื่อ นอกจากนี้นะครับ สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติจะทําหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุนให้เกิด การกํากับดูแลกันเองของสื่อมวลชนในทุกระดับอย่างมีประสิทธิภาพ และจะมีกลไกที่ ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการกํากับดูแลและรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับสื่อด้วยนะครับ นอกจากนี้ยังจะมีมาตรฐานจริยธรรมกลางที่เป็นเหมือนกับมาตรฐานขั้นต่ําที่สื่อจะต้อง ถือปฏิบัติด้วยนะครับ นอกจากนี้ครับ ทางกรรมาธิการปฏิรูปสื่อยังได้ศึกษาเรื่องเกี่ยวกับ การปรับปรุง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการ โทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม หรือ พ.ร.บ. กสทช. นะครับ โดยเห็นว่าควรจะ มีการปรับปรุงกฎหมายให้ตอบโจทย์กับปัญหาที่มีอยู่ในปัจจุบัน นั่นก็คือปัญหาในเรื่อง ของประสิทธิภาพการทํางานและความโปร่งใส ธรรมาภิบาลของ กสทช. นะครับ เราเห็นว่า การสรรหา กสทช. นี่นะครับ องค์ประกอบของผู้ที่สรรหาควรจะต้องมีความรู้เรื่องเกี่ยวกับสื่อ เกี่ยวกับเรื่องโทรคมนาคม หรือเกี่ยวกับเนื้อหาที่จะต้องไปทํางานนั้นด้วยนะครับ ขณะที่ กรรมการ กสทช. หรือว่าบอร์ด (Board) กสทช. ก็จะต้องมีความหลากหลาย จํานวนนะครับ ให้เหลือเพียง ๗ คน จากเดิม ๑๑ คน การใช้จ่ายงบประมาณก็จะต้องปรับให้มีประสิทธิภาพ มากขึ้น มีธรรมาภิบาลนะครับ การตรวจสอบภายใน การตรวจสอบด้านนโยบายให้ขึ้นตรงกับบอร์ด (Board) ส่วน กตป. หรือว่า คณะกรรมการติดตามและประเมินผล กสทช. ก็จะต้องมีความเป็นอิสระทางด้านงบประมาณ แล้วก็มีความเป็นอิสระในการทํางาน โดยควรไปสังกัดกับสํานักงานเลขาธิการวุฒิสภา ซึ่งเป็นผู้แต่งตั้ง กสทช. กรรมาธิการปฏิรูปสื่อยังได้ร่วมกับกรรมาธิการปฏิรูปการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ศึกษาและเสนอให้ปรับปรุง พ.ร.บ. ข้อมูล ข่าวสารทางราชการ ซึ่งบังคับใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๐ ให้เป็น พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสาร สาธารณะ เพื่อให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ครอบคลุมมากขึ้น และเป็นไปตามหลักการที่ว่า ให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารเป็นหลัก ปกปิดเป็นรอง ที่สําคัญก็คือว่าให้ประชาชนสามารถเข้าถึง ข้อมูลข่าวสารสาธารณะได้สะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเสนอให้ตรากฎหมายว่าด้วย การโฆษณาประชาสัมพันธ์ของภาครัฐเพื่อลดปัญหาการทุจริตเบียดบังเงินงบประมาณ ในส่วนนี้ และป้องกันการนําโฆษณาไปประชาสัมพันธ์ตัวบุคคล หรือว่าพรรคพวก หรือพรรคการเมือง หรือว่าใช้เงินส่วนนี้ในการแทรกแซงสื่อ
โดยสรุป ยุทธศาสตร์ในการปฏิรูปสื่อทั้ง ๓ ที่พวกเราได้นําเสนอไปต้องทํา ควบคู่กันไปครับ คือส่งเสริมเสรีภาพของสื่อมวลชนบนพื้นฐานความรับผิดชอบและจริยธรรม แห่งวิชาชีพ ป้องกันการแทรกแซงสื่อทั้งจากรัฐและทุน ปฏิรูปการกํากับดูแลสื่อให้มี ประสิทธิภาพ ซึ่งเน้นที่การกํากับกันเอง เสริมด้วยการกํากับโดยภาคประชาชน และองค์กร กํากับดูแลตามกฎหมาย การปฏิรูปสื่อที่เราพูดกันไม่ได้ทําเพื่อสื่อ แต่ว่าทําเพื่อสาธารณชน เพราะเราหวังว่าจะเห็นสื่อได้รับความศรัทธา ความเชื่อมั่นจากสาธารณชน และมีส่วน ในการทําหน้าที่ได้ดียิ่งขึ้น และมีส่วนในการช่วยยกระดับสังคมให้ดียิ่งขึ้น การปฏิรูปสื่อ จะให้ผลลัพธ์อะไรบ้าง คุณประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ ซึ่งเป็นเลขานุการของคณะกรรมาธิการ จะนําเสนอเพิ่มเติมครับ ขอบพระคุณครับ