สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๗ · ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

สุกัญญา สุดบรรทัด พูดถึงการปฏิรูปสื่อ โดยเน้นย้ำว่าภูมิทัศน์ของสื่อจะเปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยี และเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสื่อไปพร้อมกับการพัฒนาทางเทคโนโลยี โดยเน้นย้ำถึงความแตกต่างของจริยธรรมในแต่ละชนิดของสื่อ เธอเสนอระบบการปฏิรูปที่มี 3 กลไก คือ เสรีภาพบนความรับผิดชอบ การป้องกันการแทรกแซงสื่อ และการควบคุมสื่อที่มีประสิทธิภาพ โดยมีผู้รับผิดชอบ 6 สถาบัน นอกจากนี้ เธอยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีกฎหมายที่ประกันสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน และการเป็นสมาชิกขององค์กรวิชาชีพสื่อที่มีมาตรฐานทางจริยธรรมและวิชาชีพ เธอยังแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของสื่อในการส่งเสริมการคิด การวิเคราะห์ และการแสดงออกของพลเมือง รวมถึงการสร้างเสรีภาพบนความรับผิดชอบ และการลดขยะในระบบการสื่อสาร

ศาสตราจารย์กิตติคุณสุกัญญา สุดบรรทัด

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ในการสร้างพิมพ์เขียวการปฏิรูปสื่อนะคะ เราจะมองระบบในลักษณะของไดนามิก (Dynamic) คือมันจะขับเคลื่อนไปข้างหน้านะคะ ทั้งนี้ก็เพราะว่าเวลาเรามองสื่อนั้นสื่อจะมีการปรับเปลี่ยนตัวเองไปตลอดเวลาตามภูมิทัศน์ ของสื่อ จะเห็นได้ว่าในอดีตนั้นจะเป็นการสื่อสารระหว่างบุคคล ต่อมาก็จะเป็น การสื่อสารมวลชน และในขณะนี้ทุกคนก็จะรู้จักโซเชียลเน็ตเวิร์ก (Social network) เพราะฉะนั้นภูมิทัศน์ของสื่อจะเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นในการปฏิรูปสื่อเราไม่สามารถที่จะปฏิรูปแบบหยุดนิ่งได้ เราจําเป็นต้องปฏิรูปแบบ เคลื่อนไหวไปพร้อมกับการพัฒนาทางเทคโนโลยี ซึ่งในภูมิทัศน์สื่อแต่ละชนิดนั้น ปัญหา ในเรื่องของจริยธรรมก็มีความแตกต่างกันไป ในการสื่อสารระหว่างบุคคลก็จะเป็น เรื่องของความรับผิดชอบของบุคคล ในการสื่อสารมวลชนก็จะขึ้นอยู่กับบรรดาสื่อมวลชน ทั้งหลาย แต่ส่วนในเรื่องของโซเชียลเน็ตเวิร์ก (Social network) เราจะเห็นได้ว่าคนที่จะเข้าไปสู่ โซเชียลเน็ตเวิร์ก (Social network) นั้นจํานวนมากมายมหาศาล เป็น ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน เป็น ๑๐ ล้านคน หรือ ๑๐๐ ล้านคน เราจะทําให้พวกเขามีความรับผิดชอบอย่างไร นี่คือ สิ่งที่คณะกรรมาธิการมอง แล้วก็เป็นเหตุทําให้เกิดสิ่งที่เราเรียกว่าโรงเรียนของสังคมขึ้น ซึ่งดิฉันจะได้ชี้แจงต่อไปโดยย่อนะคะ

ขอสไลด์ (Slide) ที่เป็นภาพกลไกนะคะ เราได้วาดภาพกลไกในการปฏิรูปสื่อขึ้นมา ซึ่งท่านจะเห็นได้ว่ามันเคลื่อนไหว เพราะว่าลักษณะของการปฏิรูปครั้งนี้เป็นการปฏิรูป แบบขับเคลื่อนไปตามภูมิทัศน์ของสื่อ ในการขับเคลื่อนไปของภูมิทัศน์ของสื่อนั้น จะต้องมี การจัดการเทคโนโลยีตามภูมิทัศน์ของสื่อที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งก็จะมีเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ ในหลาย ๆ ด้านด้วยกัน โดยที่ในการวางระบบของสื่อนั้นจะเป็นการวางระบบตามพันธกิจ ตามที่ท่านประธานได้พูดไปแล้ว ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะให้มีการดําเนินการไปสู่เป้าหมายอันสูงสุด คือการสร้างระบบการสื่อสารเพื่อประชาชน ทั้งนี้ก็เพราะว่าเรามองประชาชนว่าไม่ได้เป็น แต่เฉพาะเป้าหมายเท่านั้น แต่ประชาชนยังเป็นเครื่องมือในการที่จะสร้างระบบของเสรีภาพ สื่อมวลชนที่มีจริยธรรมด้วย ทั้งหลายทั้งปวงนี้เราก็ได้สร้างกลไกขึ้นมา ๓ กลไกด้วยกัน คือ

กลไกที่ ๑ เป็นเรื่องของเสรีภาพบนความรับผิดชอบ

กลไกที่ ๒ เป็นเรื่องของการป้องกันการแทรกแซงสื่อ

กลไกที่ ๓ เป็นกลไกที่ว่าด้วยการกํากับดูแลสื่อที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ก็จะ มีผู้ที่จะรับผิดชอบอยู่ ๖ สถาบันที่สําคัญด้วยกัน

สถาบันแรก ก็คือ สปช. คือสภาปฏิรูปแห่งชาติ คือผู้ที่สร้างพิมพ์เขียวขึ้น ที่ท่านกําลังเห็นอยู่ในขณะนี้

สถาบันที่ ๒ ก็คือสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก็คือเราหวังจากพวกท่าน ทั้งหลาย

สถาบันที่ ๓ ก็คือกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งจะมีอํานาจหน้าที่ในการจัดการ ระบบให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

สถาบันที่ ๔ ก็คือ กสทช. ซึ่งเป็นองค์การของรัฐที่เป็นอิสระ ซึ่งจะมีบทบาท อย่างยิ่งในการดูแลในเรื่องของเสรีภาพ และจริยธรรมของสื่อ

สถาบันที่ ๕ ก็คือตัวสื่อเอง สื่อต้องมองตัวเองเพื่อที่สื่อจะสามารถเป็น โรงเรียนของสังคมได้ สื่อจะต้องสามารถกํากับดูแลตัวเองได้ แต่สื่อจะทําอย่างไร อันนี้คือ สิ่งที่เราจะพูดต่อไปนะคะ ซึ่งเวลาพูดถึงสื่อนั้นจะครอบคลุมทั้งสื่อมวลชน แล้วก็สื่อออนไลน์ (Online) ดังที่ได้กราบเรียนไปแล้วว่าที่ควบคุมได้ยากที่สุดก็คือสื่อออนไลน์ (Online) แล้วเราจะทําอย่างไรกับสื่อออนไลน์ (Online) ซึ่งทวีความสําคัญและมีอิทธิพลมากยิ่งขึ้น ทุกวัน ๆ เราจะทําอย่างไร นั่นก็เป็นปัญหาที่ท้าทายคณะกรรมาธิการสื่อในสภาปฏิรูปแห่งชาติ

แล้วก็สถาบันสุดท้ายซึ่งเป็นสถาบันที่สําคัญที่สุดก็คือองค์กรภาคประชาชน ซึ่งจะมีบทบาททั้งในแง่ที่เป็นเป้าหมายของการปฏิรูปสื่อ และเป็นเครื่องมือในการที่จะทําให้ เกิดระบบการสื่อสารเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ดิฉันจะพูดถึงกลไก ๒ ด้าน และกลไกที่ ๓ ก็จะให้ท่านวสันต์ได้พูดต่อไป

ในกลไกแรก ก็คือเรื่องของเสรีภาพบนความรับผิดชอบ เราจะสามารถทําให้ สื่อมีเสรีภาพได้อย่างไร ปัญหาของเสรีภาพนั้นก็มีคนถามกันอยู่เรื่อย ๆ ว่าทําไมสื่อต้องมี เสรีภาพด้วย ซึ่งท่านประธานก็ได้พูดไปแล้ว ประธานจุมพลได้พูดไปแล้วว่าสื่อจําเป็นต้องมี เสรีภาพเพื่อที่จะนําข้อเท็จจริงทั้งหลายที่ถูกถ้วนไปสู่ประชาชน แต่ถ้าสื่อไม่สามารถ จะทํางานอย่างมีความรับผิดชอบได้ ประชาชนก็ไม่สามารถที่จะได้รับรู้ความจริงทั้งหลาย ที่เกิดขึ้นในสังคม สื่อก็จะเป็นเพียงแต่กระจกเบี้ยว ๆ แตก ๆ หัก ๆ แล้วก็สร้างปัญหา อย่างมากมายในสังคม เพราะฉะนั้นทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปสื่อจึงได้มองว่าเราจะ สามารถสร้างระบบเสรีภาพบนความรับผิดชอบได้อย่างไร อันว่าความมีเสรีภาพนั้นไม่ใช่หมายความว่าสื่อสามารถจะทําอะไรก็ได้ตามใจชอบ แต่สื่อจะต้องมีเสรีภาพเพื่อนําข้อเท็จจริงไปเสนอต่อประชาชนด้วยความรับผิดชอบ และด้วยความมีจริยธรรมของสื่อเอง ซึ่งอันนี้เราจะพยายามทําให้เกิดขึ้นให้ได้นะคะ ทีนี้เราจะทําได้อย่างไร ในขั้นตอนแรกเราได้พูดถึงเรื่องของการมีกฎหมาย เราต้องมีกฎหมาย อย่างแน่นอนนะคะ เพื่อประกันสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามเราเห็นว่า สื่อต้องมีเสรีภาพแล้วต้องมีกฎหมายที่ประกันเสรีภาพของสื่อมวลชนด้วยนะคะ ในกฎหมายนั้น จะกําหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อได้เป็นสมาชิกขององค์กรวิชาชีพสื่อที่มีมาตรฐาน ทางจริยธรรมทางวิชาชีพ คือเราไม่อยากให้สื่อล่องลอยไป นึกจะมีปากกาก็ลุกขึ้นมาเขียนนะคะ สื่อจะต้องมีสังกัด สังกัดอะไร ก็คือสังกัดสมาคมทางวิชาชีพของสื่อนั่นเอง สื่อควรจะมีสังกัด ทางวิชาชีพ แต่ไม่ใช่หมายความว่าจะเป็นสมาคมอะไรก็ได้ ในแต่ละสมาคมนั้นเราก็ได้สร้าง กฎหมายขึ้นมาว่าแต่ละสมาคมนั้นจะต้องเป็นสมาคมที่ได้รับการยอมรับในแง่ของการมี ประมวลจริยธรรมของสื่อที่เป็นมาตรฐาน อันนี้ก็คือเรื่องของกฎหมาย

อีกประการหนึ่ง ในการที่จะสร้างเสรีภาพบนความรับผิดชอบก็คือเรื่องของ การศึกษา เราพูดถึงเรื่องของวิชาจริยธรรมในหลักสูตรนิเทศศาสตร์ระดับอุดมศึกษา ทั่วประเทศ หรือแม้กระทั่งระดับที่ต่ํากว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นระดับมัธยมศึกษา หรืออาจจะลงไป ถึงระดับประถมศึกษา ระบบการศึกษาจะต้องเป็นการศึกษาที่เอื้ออํานวยหลักคิดที่ว่าด้วย สิทธิเสรีภาพและความรับผิดชอบ จะต้องมีระบบการศึกษาที่ปลูกฝังคุณภาพ คุณธรรม ประชาธิปไตย และคุณลักษณะของประชาชนที่จะพัฒนาประชาชนไปสู่ฮิวแมน ไรท์ส โซไซตี แคริง แอนด์ แชริง (Human rights society caring and sharing) คือให้ประชาชนนั้น มีจิตสํานึก ไม่ใช่เป็นจิตสํานึกเฉพาะเพื่อตัวเองหรือเพื่อครอบครัวของตัวเองเท่านั้น แต่เป็น จิตสํานึกเพื่อสาธารณะด้วย ซึ่งตรงนี้ทําให้เราได้พูดกันถึงเรื่องการทําให้สื่อเป็นโรงเรียน ของสังคม ทีนี้สื่อจะเป็นโรงเรียนของสังคมได้อย่างไร สื่อจะต้องสอนตัวเองเสียก่อน เมื่อสื่อ สอนตัวเองได้แล้วสื่อจึงจะสามารถไปสอนคนอื่นได้ ทีนี้โรงเรียนของสังคมคืออะไร ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาท่านได้พูดไปเมื่อเช้านี้ ท่านได้พูดถึงครอสคัตติง (Cross cutting) ครอสคัตติง (Cross cutting) ก็คือการประชุมของคณะกรรมาธิการร่วม ระหว่างคณะกรรมาธิการปฏิรูปสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และคณะกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา คณะกรรมาธิการทั้ง ๓ ชุดได้ประชุมปรึกษาหารือกัน แล้วก็ตกลงกันว่าเราจะมีหลักคิดร่วมกัน เพราะว่าปัญหาของประเทศหรือปัญหาของโลกในขณะนี้ เราไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาโดยองค์กรใดองค์กรหนึ่ง หรือคณะกรรมาธิการใด กรรมาธิการหนึ่งเพียงคณะเดียวได้ มันต้องมาช่วยกันคิดแล้วนะคะ เราก็บอกว่า ทั้ง ๓ คณะกรรมาธิการนี้เราจะมีหลักคิดร่วมกัน เป็นหลักคิดที่พัฒนาสภาพแวดล้อม เป็นสภาพแวดล้อมอย่างไร เป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อระบบการเรียนรู้ เป็นสภาพแวดล้อม ที่เอื้อต่อการสร้างนักสื่อสาร สร้างสรรค์ให้เป็นพลเมืองผู้ตื่นรู้และเป็นผู้นําการเปลี่ยนแปลง สร้างกระบวนทัศน์และทักษะชุดใหม่ คือให้พลเมืองนั้นมีวิธีคิดอย่างใหม่ มีชุดของ ความคิดใหม่ ให้รู้จักใช้เหตุผลมากกว่าการใช้อารมณ์และความรู้สึก ให้คิดแบบองค์รวม เปิดพื้นที่ทางสังคมเพื่อสร้างการมีส่วนร่วม เปิดพื้นที่ทางกายภาพและพื้นที่ทางความคิด ด้วยการสนทนาเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ด้วยวิธีการทั้งหลายทั้งปวงนี้ ด้วยหลักคิดอันนี้ เรามุ่งหวังว่าสื่อนั้นจะเป็นสถาบันที่ช่วยกระทรวงศึกษาธิการ ช่วยระบบการศึกษาที่เป็น ระบบในการที่จะสร้างพลเมืองที่มีปัญญา ทีนี้พลเมืองที่มีปัญญาคืออะไร ก็คือพลเมือง ที่คิดเป็น วิเคราะห์เป็น เลือกเป็น เลือกว่าควรจะเสพสื่อชนิดใด ควรจะเสพเนื้อหาชนิดไหน และเนื้อหาชนิดไหนที่จะเป็นภัยต่อตัวเอง ต่อครอบครัว ต่อสังคมและประเทศชาติ

- ๕๙/๑   ประชาชนต้องเลือกเป็น พลเมืองต้องเลือกเป็น สร้างสรรค์เป็น แสดงออกเป็น และมีจิตสาธารณะ เราเชื่อว่าถ้าสามารถสร้างสังคมที่พลเมืองมีปัญญาได้แล้วเขาจะสามารถเดินขึ้นสู่ไซเบอร์สเปซ (Cyber space) อย่างมีความรับผิดชอบได้ เขาจะรู้ว่าเมื่อขึ้นไปสู่ไซเบอร์สเปซ (Cyber space) แล้วเขาควรจะเลือกเสพเนื้อหาชนิดไหน เขาควรจะสร้างสรรค์เนื้อหาชนิดไหน ซึ่งอันนั้น เท่ากับเราได้ลดมลพิษในไซเบอร์สเปซ (Cyber space) ไปได้อย่างมากมายมหาศาลเลยทีเดียว นี่คือแนวคิดที่ว่าด้วยสื่อเป็นโรงเรียนของสังคม ซึ่งเรามุ่งหวังว่าเมื่อได้มีระบบของการสื่อสาร ซึ่งพลเมืองรู้จักคิด รู้จักวิเคราะห์ คิดเป็น เลือกเป็น พูดเป็น แสดงออกเป็นแล้วนี่นะคะ เราก็จะสามารถสร้างเสรีภาพบนความรับผิดชอบได้ แล้วยิ่งเมื่อประสานกับระบบของ การสื่อสารมวลชนที่ให้ความสําคัญกับเนื้อหาที่มีคุณภาพก็จะยิ่งทําให้ขยะในระบบ การสื่อสารนั้นลดน้อยถอยลงไปเป็นอย่างมาก แล้วผู้ที่เข้าสู่กระบวนการสื่อสารก็จะเป็น นักสื่อสารที่มีคุณภาพด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งมีความจําเป็นอย่างยิ่งสําหรับสังคมที่กําลังเดินหน้า ไปสู่ความก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้งในปัจจุบันนี้นะคะ

ในกลไกชนิดที่ ๒ คือเรื่องของการป้องกันการแทรกแซงสื่อ ในการป้องกัน การแทรกแซงสื่อก็เช่นเดียวกัน จะต้องมีเรื่องของกฎหมายก่อน จะเป็นกฎหมายที่คุ้มครอง ความเป็นอิสระของสื่อทั้งสื่อเอกชนและสื่อภาครัฐ มีกฎหมายที่ว่าด้วยการควบคุมโฆษณา ประชาสัมพันธ์ของรัฐ และในขณะเดียวกันเราก็จะต้องมีการส่งเสริมให้ภาคเอกชน หรือภาคทุน รวมทั้งสื่อมวลชนเองได้คิดถึงการสร้างดุลยภาพระหว่างผลประโยชน์ทางธุรกิจ กับผลประโยชน์ต่อประชาชน ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องชั่งว่าอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อเราเอง และอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมในภาพรวมทั้งหมด ซึ่งอันนี้จะช่วยเป็นอย่างมากเพราะว่า ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสื่อมวลชนทุกวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะสื่อมวลชนทั้งหมด แต่ว่าทุนก็มี ส่วนด้วย เราพูดถึงเรื่องของระบบบรรณาธิการ ฝ่ายบรรณาธิการที่จะไม่ต้องถูกแทรกแซง ทีนี้ในการที่เราจะป้องกันการแทรกแซงจากรัฐและจากทุนนั้นเราก็จําเป็นที่จะต้องทําให้สื่อ มีความแข็งแรงด้วย นั่นก็คือการดูแลให้สื่อมีสวัสดิภาพและสวัสดิการตามสมควร สวัสดิการนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสื่อต้องทํางานที่เสี่ยงต่ออันตรายเขาต้องทํางานที่เสี่ยงอันตราย อาจจะต้องไปสนามรบหรืออะไรต่าง ๆ นั้นมีใครที่ดูแลเขาบ้าง ถ้าไม่มีคนดูแลแล้วใครจะไป ทําอาชีพประเภทนั้น เพราะฉะนั้นจึงมีความจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดูแลสื่อในเรื่องของ สวัสดิภาพและสวัสดิการด้วย อันนี้ก็คือสิ่งที่เรามองแล้วก็ที่ดิฉันพูดไปก็จะเป็นกลไก ๒ กลไก ด้วยกัน

สําหรับกลไกที่ ๓ ซึ่งเป็นเรื่องของการกํากับดูแลสื่อนั้น ทั้งการกํากับดูแล ตนเอง การกํากับดูแลโดยภาครัฐหรือการกํากับดูแลโดยภาคประชาชนนั้น ท่านวสันต์ ภัยหลีกลี้ ก็จะได้พูดต่อไป กราบขอบคุณท่านประธานค่ะ