สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๗ · ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

จุมพล รอดคําดี หารือเรื่องการปฏิรูปสื่อสารมวลชน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของเสรีภาพและความรับผิดชอบในการสื่อสาร โดยเสนอแนวทางปฏิรูปสื่อสารมวลชนให้ดีขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อประโยชน์สาธารณะ บนพื้นฐานของสิทธิเสรีภาพควบคู่กับจริยธรรมและความรับผิดชอบ

รองศาสตราจารย์จุมพล รอดคําดี

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม รองศาสตราจารย์จุมพล รอดคําดี เป็นอดีตประธานกรรมาธิการปฏิรูปสื่อสารมวลชน และเทคโนโลยีสารสนเทศ วันนี้ก็ขออนุญาตท่านประธานนํากรรมาธิการในชุดที่ผ่านมา ได้เข้ามาร่วมเสนอในเรื่องการปฏิรูปสื่อครั้งนี้ด้วย โดยมีท่านแรก ศาสตราจารย์กิตติคุณสุกัญญา สุดบรรทัด ท่านเป็นอดีตรองประธานกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์พนา ทองมีอาคม ท่านเป็นรองประธานกรรมาธิการ คนที่สอง คุณวสันต์ ภัยหลีกลี้ ท่านเป็น รองประธานกรรมาธิการ คนที่สาม คุณอ่อนอุษา ลําเลียงพล กรรมาธิการที่เข้ามาช่วย ในเรื่องของโฆษณา เรื่องประชาสัมพันธ์ ส่วนอีกท่านหนึ่งคือคุณประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ ซึ่งครั้งที่แล้วก็ทําหน้าที่เลขานุการของคณะกรรมาธิการที่จะมาร่วมเสนอในครั้งนี้ ขออนุญาตนะครับ เรื่องการปฏิรูปสื่อ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกท่าน ผมอยากกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่าการปฏิรูปสื่อที่คณะกรรมาธิการชุดที่ได้ทํามาในครั้งที่แล้ว หลายสิ่งหลายอย่างมันเกิดจากเหตุซึ่งทางรัฐธรรมนูญก็ดี หรือแม้เรื่องของผลการวิจัย การรวบรวมข้อมูลอะไรต่าง ๆ ก็ได้พูดถึงสื่อในลักษณะที่เป็นปัญหาที่จะต้องมีการปฏิรูป เพราะฉะนั้นในรัฐธรรมนูญจึงเขียนเอาไว้เป็นการปฏิรูป ๑ ใน ๑๑ ด้านที่ต้องมีการปฏิรูป คือเรื่องของการสื่อสารมวลชน ซึ่งเรื่องนี้คณะกรรมาธิการชุดที่แล้วคือของ สปช. ก็ได้ดําเนินการดูว่าเรื่องที่จะต้องปฏิรูปคืออะไร ผมก็อยากจะพูดถึงที่ไปที่มาสักเล็กน้อยว่า เหตุผลในเรื่องของการปฏิรูปก็มีที่มาในเรื่องของสิ่งที่เป็นการรวบรวมข้อมูลก็ดี

- ๕๓/๑   สิ่งที่เป็นการเผยแพร่ทางข่าวสารก็ดี ได้กล่าวถึงสื่อมวลชนที่ได้นําเสนอข่าวสารอย่างไม่มี ความรับผิดชอบ สื่อมวลชนไม่ได้ทําหน้าที่ของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา สื่อมวลชนมีปัญหา ในเรื่องของการนําเสนอข่าวสารที่อาจจะทําให้เกิดเป็นปัญหาบ้านเมือง เป็นปัญหาที่ทําให้ สิ่งที่เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมาเราคงทราบดี ได้ถูกกล่าวอ้างว่าสื่อมวลชนเป็นส่วนหนึ่ง ในเรื่องของการทําให้เกิดปัญหานั้นด้วย เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่สําคัญในการปฏิรูป ในครั้งนี้ว่าจะปฏิรูปอย่างไรเพื่อให้สื่อมวลชนนั้นได้ทําหน้าที่อย่างมีความรับผิดชอบ ท่านผู้ทรงเกียรติครับ สิทธิขั้นพื้นฐานของการรับรู้ข่าวสารของประชาชน หรือในเรื่องของ กระบวนการประชาธิปไตยได้มีความเข้าใจและมีความเชื่อกันอยู่ว่าการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร การสื่อสารต่าง ๆ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ทุกคน ของประชาชนทุกคน เพราะฉะนั้นการที่จะรับรู้ข่าวสารได้อย่างกว้างขวาง รอบด้าน ครบถ้วน ต้องเกิดจาก การให้อิสระและเสรีภาพ ดังนั้นจึงเป็นหลักสําคัญในการปฏิรูปในครั้งนี้ว่าเราจะยึดถืออะไร การปฏิรูปเรามองถึงในเรื่องของการที่เมื่อมีสิทธิ มีเสรีภาพ แล้วได้นําเสนอข่าวสารได้ อย่างมีอิสระอย่างที่ว่านี้จะทําได้อย่างครบถ้วนหรือไม่ ได้อย่างเป็นอิสระจริงหรือไม่ อันนี้ ก็เป็นส่วนที่เป็นเรื่องของการสื่อสารของมนุษย์โดยทั่วไป แล้วทําไมถึงต้องมาพูดกันถึงสื่อ ก็เพราะว่าสื่อเป็นส่วนหนึ่งของสังคมในระบอบประชาธิปไตยที่ได้เข้ามาทําหน้าที่ในเรื่องของ การสนองตอบต่อการรับรู้ข่าวสารตามสิทธิขั้นพื้นฐานความเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้นสื่อเอง จึงต้องมีเสรีภาพ ต้องมีอิสระในเรื่องของการที่จะแสวงหาข้อมูลข่าวสารมาให้ครบถ้วน เพื่อที่จะได้เสนอให้ประชาชนได้เอาไปคิด เอาไปพิจารณา ไปวินิจฉัยว่าสิ่งใดที่ควรจะรับรู้ หรือรับฟัง หรือเลือกรับก็ดี เพราะฉะนั้นหน้าที่ของสื่อจึงต้องทําหน้าที่ตรงนี้ให้ครบถ้วน ดังนั้นมันจึงเป็นที่มาของการว่าจะให้สื่อทําหน้าที่อย่างไม่มีเสรีภาพหรือขาดความเป็นอิสระ เขาก็ย่อมจะเสนอข่าวสารนั้นไม่ครบถ้วน ไม่รอบด้าน เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่สําคัญว่าเราจึงต้อง มาดูในประเด็นนี้ เสร็จแล้วเมื่อสื่อได้ทําหน้าที่อย่างมีอิสระ มีเสรีภาพแล้ว เขาได้ทําหน้าที่ อย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ ในเมื่อได้รับมอบหมายตรงนี้ไป หรือได้รับสิทธิตรงนี้ไปเหมือนกับ ประชาชนโดยทั่วไป ถ้าสื่อใช้เสรีภาพของตัวเองอย่างไม่รับผิดชอบอะไรจะเกิดขึ้น นั่นก็หมายความว่าสื่อเองก็ไม่ได้ทําหน้าที่อย่างที่ควรจะเป็น หรือว่าที่ได้รับมอบหมาย ที่ได้รับหน้าที่ตรงนั้นไป จึงเป็นสิ่งที่เราจะต้องมาดูว่าเมื่อมีอิสระ มีเสรีภาพแล้วได้ทําหน้าที่ อย่างมีความรับผิดชอบหรือไม่ ความรับผิดชอบที่ว่านี้คือความรับผิดชอบที่อยู่บนภาระหน้าที่ ของจริยธรรม จริยธรรมคือกรอบหรือการทํางานในสิ่งที่เรียกว่าเป็นการทํางานอย่างมีประโยชน์ มีสิ่งที่เรียกว่าทําให้เกิดความดีงาม สังคมเกิดสันติสุข เกิดได้รับข่าวสารอย่างพอเพียง ในการดํารงชีวิต นั่นเป็นหน้าที่ของสื่อ แต่ถ้าสื่อไม่ทําหน้าที่ตรงนี้นั่นหมายความว่าเขาทําผิด กรอบจริยธรรมหรือผิดกรอบการประพฤติปฏิบัติที่สมควรจะต้องทํา ดังนั้นเราจึงเป็นประเด็นในเรื่องของการที่ว่าจะทําอย่างไรให้สื่อได้มีกรอบ มีจริยธรรม ถ้าเรา ถามว่าสื่อทุกวันนี้มีกรอบจริยธรรมในการประพฤติปฏิบัติหรือไม่ ก็คงตอบได้ว่าในสมาคม วิชาชีพ ในสภาวิชาชีพ หรือองค์กรวิชาชีพทั้งหลายมีสิ่งเหล่านี้อยู่ แต่สื่อเองทําหรือไม่อันนั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เราคงจะต้องมาดูกันว่าเราจะปฏิรูปเขาอย่างไร เราคงจะต้องมาดูว่า เราจะพัฒนาเขาอย่างไรเพื่อให้เขาทําหน้าที่อย่างมีความรับผิดชอบ เราจะปฏิรูปเขาอย่างไร เสร็จแล้วเราก็มาดูอีกต่อไป ถ้าเราต้องการให้เขามีความรับผิดชอบจริง ถ้าเขามีเจตนาดี แต่เขาไม่สามารถทําตามเจตนานั้นได้เพราะถูกแทรกแซง เพราะถูกอิทธิพลบางส่วนเข้ามา ทําให้เขาทํางานไม่ได้อย่างที่ควรจะทํา อย่างที่เขาควรจะมีอิสระมีเสรีภาพในการที่จะเอา ข้อมูลให้เกิดครบถ้วนรอบด้านอย่างที่ว่า อันนี้ก็เป็นปัญหาอีกอันหนึ่งที่ไปกระทบ กับเรื่องเสรีภาพ เรื่องสิทธิของเขา เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราจะต้อง มีการปฏิรูปหรือมีการศึกษาว่าจะทําอย่างไรเพื่อที่จะให้ปราศจากการแทรกแซง ปราศจาก การครอบงําสื่อ เพื่อไม่ให้สื่อไปทําหน้าที่ที่ผิดที่ผิดทาง ผิดจริยธรรม จรรยาวิชาชีพ ที่กํากับอยู่ ทีนี้พอพูดกํากับ ก็มาถึงในที่ว่าแล้วจะกํากับอย่างไร ในเมื่อสื่อต้องการเสรีภาพ ในเมื่อสื่อถ้าทํางานแล้วต้องทํางานอยู่บนความเป็นอิสระ เพราะฉะนั้นการกํากับก็ต้องมี ความระมัดระวังว่าจะกํากับดูแลเขาอย่างไรเพื่อไม่ให้ไปกระทบกับสิทธิเสรีภาพซึ่งเป็นสิ่งที่ เขาควรจะได้รับแล้วก็ทํางานได้ครบถ้วน นี่ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง เพราะฉะนั้นในวาระ การปฏิรูปครั้งนี้จึงเป็น ๓ วาระด้วยกันที่เราแบ่งออกมาเป็นเรื่องของการทํางานของสื่อ บนความรับผิดชอบ อันที่ ๑ อันที่ ๒ เรื่องการแทรกแซงครอบงําสื่อ อันที่ ๓ จะกํากับดูแล สื่ออย่างไร สื่อต้องการกํากับดูแลตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันบางครั้งสื่อก็ล้ําเส้น สื่อก็ทํา ในสิ่งที่ไม่เป็นไปตามกรอบของจริยธรรมหรือจรรยาวิชาชีพ เพราะฉะนั้นหลายครั้งหลายครา ประชาชนจึงเรียกร้องให้รัฐเข้ามาดําเนินการ ทุกครั้งที่รัฐเข้ามาดําเนินการปัญหาสื่อก็เกิด การทํางานที่ผิดที่ผิดทางแล้วเบี่ยงเบนออกไปเนื่องจากว่าได้เข้ามาแทรกแซงการทํางาน ความเป็นอิสระก็จะหายไป การนําเสนอข่าวสารก็เป็นไปอย่างไม่เป็นธรรม สิ่งเหล่านี้ก็เกิดขึ้น แต่หน่วยงานของรัฐก็มีความจําเป็นในบางเรื่องบางกรณีที่อาจจะต้องเข้ามา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อเข้ามาแล้วก็เป็นการทํางานร่วมกันกับสภาวิชาชีพและองค์กรวิชาชีพ ซึ่งนั่นน่าจะเป็น ทางออกที่ไม่ไปกระทบเสรีภาพ ไม่กระทบการทํางานอย่างเป็นอิสระ ในสิ่งเหล่านี้ที่ได้เป็น จุดสําคัญในเรื่องของการปฏิรูป แล้วการกํากับดูแลที่กระผมพูดไปเมื่อสักครู่นี้เราก็มองเห็น อยู่อีกอย่างหนึ่ง นอกจากหน่วยงานของรัฐแล้วเรามองถึงการกํากับดูแลโดยประชาชน การปฏิรูปครั้งนี้ได้ดึงเอาประชาชนเข้ามาว่าให้ประชาชนได้มีส่วนในการกํากับดูแลสื่อด้วย ผู้บริโภคสื่อคือประชาชนนั้นจะสามารถกํากับดูแลด้วยวิธีการอะไรบ้าง นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เรา มาออกแบบ เรามาถามว่าเราจะออกแบบเพื่อที่ให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกํากับ ดูแลอย่างไร ลําพังให้แต่สื่อกํากับดูแลกันเองก็คงจะเป็นปัญหาอย่างที่เราเห็นหรือไม่ แล้วเราเองถ้าให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมเสีย ประชาชนอาจจะช่วยด้วย คือประชาชนอาจจะ เป็นทั้งฝ่ายสนับสนุนสื่อดี แล้วก็เป็นฝ่ายที่จะคอยร้องเรียนสื่อที่ทําอะไรที่แตกแถวไป หรือไม่เคารพกติกา สิ่งเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในแง่ของการออกแบบในการปฏิรูปในครั้งนี้ว่า เราดึงเอาประชาชนเข้ามาด้วย

- ๕๕/๑   ให้เข้ามาในส่วนใดส่วนหนึ่งในเรื่องของการกํากับดูแล ซึ่งเดี๋ยวสักครู่ก็คงจะได้ฟังว่าแต่วิธีการนี้ จะกํากับดูแลอย่างไร แต่ผมอยากจะขอเรียนว่าด้วยเหตุผลด้วยสิ่งที่ผมได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ คณะกรรมาธิการจึงได้กําหนดวิสัยทัศน์ของการปฏิรูปสื่อ ผมขอสไลด์ (Slide) ได้ไหมครับ คือวิสัยทัศน์ที่เราได้เขียนเอาไว้ในการปฏิรูปสื่อครั้งนี้ก็คือว่า สื่อสารมวลชนและเทคโนโลยี สารสนเทศของไทยต้องมีมาตรฐานคุณภาพสูงสุดเพื่อประโยชน์สาธารณะบนพื้นฐาน และสิทธิเสรีภาพควบคู่กับจริยธรรมและความรับผิดชอบ โดยเป็นที่เชื่อถือทั้งในระดับประเทศ และนานาชาติ รวมถึงประชาชนที่มีสิทธิในการรับรู้เข้าถึงเท่าทันสื่อและมีส่วนในการสื่อสาร ที่สร้างสรรค์ อันนี้คือวิสัยทัศน์ที่เราก็ได้รวบรวมมา การรวบรวมของเราไม่ได้เกิดจากเราคุย กันเองอย่างเดียว แต่เราได้มาจากงานวิจัย เราได้มาจากการที่ได้ไปพูดคุยกับบรรดาสื่อ ทั้งหลาย เราได้มาจากประชาชนผู้บริโภคสื่อที่ได้มีส่วนร่วมในเรื่องของการคิดในสิ่งเหล่านี้ เมื่อเราได้วิสัยทัศน์แล้วเราก็กําหนดพันธกิจขึ้นมาว่าเราจะดําเนินการอย่างไรบ้างในการปฏิรูป ในครั้งนี้ เราก็ได้วางพันธกิจไว้ ๑๑ ด้านด้วยกัน ๑๑ ด้านในที่นี้เราก็มีดังต่อไปนี้

ข้อแรก ก็คือสื่อมีบทบาทหน้าที่ในการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข นี่ก็เป็นสิ่งที่เราคิดว่าในระบอบประชาธิปไตยในสังคม ประชาธิปไตยสื่อควรจะทําหน้าที่อย่างไรภายใต้กรอบพันธกิจอันนี้นะครับ

อันที่ ๒ เราจะยกระดับมาตรฐานของสื่อให้มีคุณภาพทั้งด้านเนื้อหา วิชาการ บุคลากร และเทคโนโลยี แน่นอนครับว่าการทํางานของสื่อเราก็เห็นถึงการทํางานที่ผ่านมาว่า สื่อเองทํางานจนมีปัญหาทําให้เกิดถึงต้องมีการปฏิรูป เพราะฉะนั้นเรื่องของการดูแล เรื่องของการยกระดับ หรือทําให้เกิดมีมาตรฐาน มีคุณภาพขึ้นมานี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเนื้อหา วิชาการ หรือบุคลากรก็ดี จะต้องมีการพัฒนาครับ รวมทั้งเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่ ๆ ทั้งหลายด้วย ก็จะต้องเรียนรู้ ต้องเข้าใจ ต้องใช้ให้เป็น อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เรามุ่งหวังว่าจะสามารถ ที่จะทําได้

อันต่อมา สื่อได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ สวัสดิภาพ และสวัสดิการ ในการปฏิบัติหน้าที่ แน่นอนครับ เราต้องการเสรีภาพเพื่อที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างครบถ้วน ได้อย่างรอบด้านอย่างที่ว่า แต่การทํางานของสื่อก็เสี่ยงภัย บางครั้งก็มีปัญหาในเรื่องของ ความไม่ปลอดภัยทั้งร่างกายและทรัพย์สิน สิ่งเหล่านี้เราก็ต้องการเห็นการทํางานของสื่อ สามารถทํางานต่อไปได้เราจะคุ้มครองเขาอย่างไร เราจะดูแลสวัสดิภาพเขาอย่างไร เราจะดูแล สวัสดิการของเขาอย่างไรเพื่อให้เขาดํารงชีวิตอยู่ได้และทํางานปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเป็นสื่อ ที่มีความรับผิดชอบอย่างที่ว่านี้

ต่อมาก็คือข้อที่ ๔ บอกว่าจะมุ่งเน้นความหลากหลายในสื่อทั้งเนื้อหา ช่องทางสื่อสารและความเป็นเจ้าของ อันนี้เราก็มุ่งเน้นในแง่ที่ว่าเราไม่ต้องการเห็นสื่อนี้ มาจากแหล่งใดแหล่งเดียว เราต้องการให้ประชาชนได้มีสิทธิที่จะเลือกว่าข่าวสารต่าง ๆ มาจากแหล่งต่าง ๆ ซึ่งเขาอาจจะเชื่อ อาจจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็สุดแท้แต่ แต่เรา ก็อยากให้เขาได้มีสิทธิจะเลือกไม่ใช่ว่าสื่อถูกบีบบังคับให้เชื่อ หรือว่าให้ฟัง ให้ดู ให้อ่าน จากสื่อใดสื่อหนึ่งเท่านั้น อันนี้คณะกรรมาธิการไม่เห็นด้วยเราต้องการให้เกิดสิ่งที่เป็น ความหลากหลาย รวมทั้งช่องทางการสื่อสารต่าง ๆ ที่มันมีมากมายตอนนี้นะครับ ตลอดจน การเป็นเจ้าของเช่นเดียวกัน เราก็ไม่อยากให้รัฐเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว เราต้องการให้มี การกระจายให้ประชาชนหรือผู้ที่สนใจในการที่จะทําธุรกิจด้านสื่อได้เข้ามาเพื่อที่จะทําให้สื่อ เกิดความหลากหลาย ทําให้ประชาชนได้รับข่าวสารอย่างกว้างขวางนะครับ ข้อต่อมาในพันธกิจคือเราจะส่งเสริมให้มีสื่อทางเลือก มีสื่อชุมชน แล้วก็เพิ่มพื้นที่สาธารณะ บนสื่อมวลชน อันนี้ก็หมายถึงว่าเราคงเห็นนะครับว่าประชาชนบางกลุ่ม ประชาชนที่อยู่ชายขอบ ประชาชนที่อยู่ไกลปืนเที่ยง ไม่มีโอกาสที่จะได้เข้าถึงสื่อได้เลย ไม่มีโอกาสที่จะได้รับรู้ข่าวสาร ได้อย่างครบถ้วนเหมือนคนที่อยู่ในเมืองใหญ่ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งครับที่เรามุ่งว่าอยากเห็น การปฏิรูปในครั้งนี้ได้นําไปสู่ในการที่รับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนอย่างทั่วถึงจริง ๆ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนของประเทศไทย

ถัดมานะครับ เราก็อยากจะส่งเสริมให้สื่อมีสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ และบทบาทการเป็นสื่อเป็นโรงเรียนของสังคม แน่นอนครับ เมื่อสักครู่ท่านก็คงได้ฟัง ทางคณะกรรมาธิการการศึกษาพูดไปแล้วว่าสื่อทําหน้าที่เป็นโรงเรียนของสังคมอย่างไร เพราะทุกวันนี้สื่อก็เปรียบเสมือนครูและพี่เลี้ยงลูกหลานของเรา เราเองรับสื่อ ลูกหลานเราก็รับ แล้วเขาก็ได้เรียนรู้อะไรจากสื่อไปเยอะ แต่ถ้าเป็นสื่อที่ไม่สร้างสรรค์มันจะเป็นอย่างไร อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เราอยากสนับสนุนให้มีสื่อทางเลือกมากขึ้น มีสื่อชุมชนที่เขาสามารถ ที่จะสะท้อนปัญหาความคิดของเขา แล้วเราอยากเห็นพื้นที่ที่เป็นสาธารณะ มีโอกาส ได้นําเสนอสิ่งที่เป็นโรงเรียนของสังคม ให้การศึกษา ให้ความรู้ลูกหลานและประชาชนทุกคน ที่ได้รับรู้ ได้รับข่าวสารจากสื่อได้นําเอาไปใช้ประโยชน์ให้มากขึ้น

ต่อมาก็คือส่งเสริมผู้ปฏิบัติงานในวิชาชีพสื่อให้มีเสรีภาพควบคู่จริยธรรม และความรับผิดชอบในการแสวงหาข้อมูลข่าวสาร และนําเสนออย่างถูกต้องครบถ้วน รอบด้าน สร้างสรรค์ เพื่อประโยชน์ในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน รวมถึงยอมรับ การตรวจสอบกันเองและการตรวจสอบจากสาธารณะ อันนี้ผมก็ได้กล่าวไปบ้างแล้วนะครับ ว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เป็นเป้าหมายของเราที่เราต้องการอยากจะปฏิรูปและเราก็อยากจะทํา

ข้อต่อมาก็คือมุ่งเน้นความเป็นอิสระของสื่อจากการถูกครอบงําและแทรกแซง จากอํานาจรัฐและทุน การแทรกแซงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากรัฐอย่างเดียวนะครับ แม้กระทั่ง ระบบทุนก็เข้ามาแทรกแซง ทําให้เกิดเป็นปัญหาในเรื่องของการทํางาน ในเรื่องของข่าวสาร ที่ถูกต้องตรงไปตรงมานะครับ ข่าวสารที่สามารถที่จะเสนอได้อย่างปราศจากการครอบงํา

อันต่อมาครับ ส่งเสริมการรับรู้ เข้าถึง และการรู้เท่าทันสื่อของประชาชน อย่างที่ผมได้กราบเรียนไปแล้วนะครับว่าเราอยากเห็นว่าประชาชนไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใด ก็สามารถที่จะเข้าถึงข่าวสารนั้นได้ครบถ้วน ได้มากเพียงพอในการที่จะใช้ประโยชน์ ในการดํารงชีวิต ได้มากเพียงพอในการที่เขาจะรู้ว่าสิ่งเหล่านั้นมันเป็นอย่างไร เราอยากเห็น ประชาชนรู้เท่าทันสื่อ เราอยากเห็นประชาชนรู้จักวิเคราะห์ว่าจะรับข่าวสารนั้นอย่างไร เราอยากเห็นประชาชนรู้จักใช้สื่อให้เกิดความสร้างสรรค์หรือเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ หรือต่อชุมชน ต่อบ้านเมืองอย่างไร อันนี้ก็จะเป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจที่จะต้องปฏิรูปนะครับ

ต่อมาข้อสุดท้ายนะครับ คือเร่งพัฒนามาตรการและกลไกการกํากับดูแลสื่อ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งการกํากับดูแลกันเองด้านจริยธรรม การกํากับดูแล โดยภาคประชาชน และการกํากับดูแลโดยหน่วยงานที่มีอํานาจตามกฎหมาย นี่ก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่เราได้วางแนวทางในเรื่องของการปฏิรูปสื่อเอาไว้นะครับ แล้วการปฏิรูปนี้จะออกมาหน้าตา เป็นอย่างไร ผมก็อยากจะให้ท่านศาสตราจารย์กิตติคุณสุกัญญา สุดบรรทัด ได้ช่วยในเรื่อง ของการนําเสนอตรงนี้นะครับ ขอบคุณครับ