สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๗ · ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

เขมทัต สุคนธสิงห์ หารือเรื่องการศึกษา โดยเน้นย้ำปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบการศึกษาไทย เช่น การจัดการศึกษาที่ไม่เหมาะสม การไม่มีการเตรียมทักษะให้เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลก และปัญหาการพัฒนาทั้งร่างกายและสมองของเด็กในขั้นปฐมวัย นอกจากนี้เขายังชี้ว่ามหาวิทยาลัยไทยไม่ได้ทำงานวิจัยที่ตอบโจทย์ภาคการผลิตหรือภาคอุตสาหกรรมได้เร็วพอ และรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการไม่ได้แก้ปัญหาทั้งปัญหาอย่างเป็นระบบ เขาแสดงความกังวลเกี่ยวกับระบบการจัดการศึกษาในประเทศไทย โดยเฉพาะปัญหาการจัดรูปแบบองค์กรและการบริหารจัดการที่ทำให้เกิดปัญหาและความล่าช้า และเสนอแนวทางปฏิบัติในการจัดการศึกษา เช่น การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ การกระจายอำนาจและการสร้างกรรมการการศึกษาจังหวัด และการปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับภูมิสังคม นอกจากนี้เขายังเสนอแนวคิด 3 ชั้นในการจัดการ ได้แก่ ชั้นนโยบาย ชั้นการกำกับดูแล และชั้นปฏิบัติการ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้มีการจัดการศึกษาโดยท้องถิ่น ชุมชน เอกชน และโรงเรียน โดยมีการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน

นายเขมทัต สุคนธสิงห์

เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกทุกท่านนะครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าเรื่องของการศึกษานั้นเป็นเรื่องใหญ่มาก แล้วก็คงไม่สามารถจะใช้เวลาสรุปภายใน ๒๐ นาทีหรือ ๔๕ นาทีได้หมด เพราะฉะนั้น ผมกราบเรียนว่าเอกสารคงมี ๒ ส่วน สําหรับท่านที่สนใจนะครับ

ส่วนแรก คือเอกสารที่จะแจกให้มีประมาณ ๗๐ สไลด์ (Slide) นี่นะครับ จะเป็นข้อสรุปซึ่งมีการเรียบเรียงให้เห็นความเป็นมาที่ง่าย ๆ นะครับ เลือกเน้นแต่ประเด็น ที่สําคัญ ส่วนเอกสารรายละเอียดนั้นก็จะอยู่ในหนังสือเอกสารฉบับนี้นะครับ ท่านก็สามารถ จะดูรายละเอียดได้ แล้วถ้าเผื่อท่านยังสนใจว่าที่มาที่ไปอย่างไรนะครับ มีรายงานสรุปผล การสัมมนาการรับฟังความคิดเห็นประชาชนด้านปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ อีกจํานวน ๕-๖ รายงาน ซึ่งท่านที่สนใจก็สามารถจะได้ข้อมูลตรงนี้นะครับ อันนี้เรียนเพื่อให้ ท่านได้รับทราบเพราะว่าเรื่องมันเยอะมาก ผมขออนุญาตที่นําเสนอที่เป็นประเด็นหลัก ๆ จะเห็นว่าคณะกรรมาธิการนั้นเริ่มต้นโดยการที่เอารัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) มาตรา ๒๗ วรรคสอง เป็นตัวตั้งในการที่เราจะมองเรื่องการปฏิรูป สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อันนั้น อยู่ในสไลด์ (Slide) ที่ ๒ นะครับ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติก็กําหนดเป้าหมายเรื่องของ ประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๗๕ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ก็เป็นความคิดรวมของ สปช. ทั้งมวลแล้วก็ นํามาดําเนินการโดยที่ถ้าเราไปสไลด์ (Slide) ที่ ๔ เราพูดถึงปรัชญาการจัดการศึกษาก็คือ การศึกษาสร้างคน คนสร้างชาติ แล้วก็พูดถึงวิสัยทัศน์การศึกษาที่จะพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ ที่สมบูรณ์อยู่ดีมีสุข เป็นพลเมืองที่ตื่นรู้ ปรับตัวเองเข้ากับสถานการณ์โลกที่มีการเปลี่ยนแปลง เป็นพลเมืองที่มีความเข้มแข็ง มีคุณสมบัติที่จะสนับสนุนความสามารถในการแข็งขันก็คือ เป็นพลังของเมืองนะครับ ทีนี้ผมอยากจะเรียนสรุปให้ท่านทราบว่าการศึกษาของเรานี้ ปัญหาคืออะไรนะครับ ที่จริงปัญหามีเยอะมากนะครับ แต่ในสไลด์ (Slide) ที่ ๗ นั้นจะเป็นสรุปที่ค่อนข้างจะชัดเจนตามช่วงวัยต่าง ๆ หรือถ้าเรา มองถึงการศึกษาขึ้นพื้นฐานเด็กร้อยละ ๗๐ ออกสู่โลกของงานด้วยวุฒิ ม. ๖ หรือ ปวช. หรือ ม. ๓ แต่คนเหล่านี้เรียนแล้วก็ได้ใบประกาศนียบัตรไม่มีการเตรียมทักษะที่ถูกต้อง อันนี้ เป็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่เกิดขึ้น แรงงานที่อยู่ในภาคแรงงานปัจจุบันนั้นร้อยละ ๓๕-๔๐ ไม่มี กลไกที่จะเข้าไปยกระดับตามสถานการณ์เศรษฐกิจของโลกที่เปลี่ยนไป อันนี้ก็คือคนที่ ออกจากระบบการศึกษาไปแล้วไม่ได้ถูกยกระดับ ผู้ที่สนใจจะไปเรียนในระดับปริญญาเมื่อได้ ปริญญามาแล้วกลับตกงานเพราะไม่มีงานรองรับเนื่องจากไปเรียนทางด้านสาขาสังคมศาสตร์ ค่อนข้างมาก ที่สําคัญมากที่สุดอันหนึ่งก็คือเด็กในขั้นปฐมวัยซึ่งจะต้องถูกพัฒนาทั้งร่างกาย สมองให้มีความพร้อมที่จะเติบโตไม่ได้รับการดูแล เพราะฉะนั้นจะพบว่าเด็กเหล่านี้ถูกละเลย แล้วก็มีพัฒนาการล่าช้า ในระดับมหาวิทยาลัยนั้นเรามีมหาวิทยาลัยจํานวนมากนะครับ แต่ว่างานวิจัยในมหาวิทยาลัยนั้นไม่ตอบโจทย์ภาคการผลิตหรือภาคอุตสาหกรรมได้เร็วพอ รัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการที่ผ่านมาก็พยามจะแก้ปัญหาทั้งปัญหาเรื่องครู ปัญหา เรื่องการอ่านออกเขียนได้ เรื่องของการมีงานทํา อาชีวศึกษาทวิภาคี หรือเรื่องธรรมาภิบาล แต่ไม่ได้แก้หรือไม่ได้ปฏิรูปอย่างเป็นระบบ อันนี้คือปัญหาหลัก ๆ นะครับ ปัญหาปลีกย่อยนั้น มีมากมาย

กราบเรียนในสไลด์ (Slide) ต่อไปนะครับ ก็คือสังคมไทยนั้นใน ๒ ทศวรรษมานี้ มีการเปลี่ยนบริบทไปอย่างมากมาย เรากําลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย เด็กที่เกิดน้อยลงแรงงาน เริ่มขาด เราต้องเปลี่ยนแปลงเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม เรื่องการรวมตัวของประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียนนั้นจําเป็นที่จะต้องคํานึงถึงพหุวัฒนธรรม เราไม่สามารถจะใช้แรงงานที่ไร้ทักษะ ได้อีกต่อไป เป็นความจําเป็นที่จะต้องเพิ่มผลิตภาพโดยการยกระดับการพัฒนาแรงงานขึ้นมา เรื่องของเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) นั้นเป็นแรงขับเคลื่อนของเศรษฐกิจยุคใหม่ ซึ่งเรายังล่าช้ามากพวกเมกะโปรเจกต์ (Megaproject) ทั้งหลายที่รัฐบาลพยายามทําทั้ง ในระบบคมนาคมระบบการสื่อสาร เพื่อที่จะเชื่อมกลุ่มสุวรรณภูมิให้เป็นเมืองเศรษฐกิจขึ้นมานั้น ก็จะต้องได้รับการดูแลแล้วก็พัฒนาคนไทย สิ่งที่สําคัญมากที่สุดก็คือทิศทางการกระจาย ความรับผิดชอบของงาน การพัฒนาลงสู่ฐานพื้นที่ ทั้งหมดมันรวมอยู่ในส่วนกลางไม่ได้

สไลด์ (Slide) ต่อไปที่เป็นรูปก็เพียงให้ท่านเห็นว่าปัญหามีหลากหลาย รถติดหล่ม รถตกเขา เครื่องบินตก ตายหมดหรือเปล่าก็ยังไม่ทราบ

ทีนี้ผมขออนุญาตไปสไลด์ (Slide) ที่ ๙ สไลด์ (Slide) ที่ ๙ จะบอกปัญหา ในเชิงประจักษ์ให้ชัด ๆ ไม่พูดถึงปัญหาปลีกย่อย เรื่องของระบบการจัดการศึกษาในปัจจุบันนั้น การจัดรูปแบบองค์กรท่านคงทราบนะครับว่าเรามี ๕ แท่งในกระทรวงศึกษาธิการ แล้วนอกจาก ๕ แท่งแล้วยังมีอีก ๒ กล่อง ก็คือกล่องของคณะกรรมการครูและบุคลากร ทางการศึกษา แล้วก็แท่งขององค์การค้าคุรุสภา ก็คือ สกสค. ทั้ง ๕ แท่งนั้นต่างคนต่างก็มีอิสระ ในการทําแล้วก็ทําให้เกิดปัญหาในการบริหารจัดการ เรื่องของคณะกรรมการครูนั้นที่จริง ควรจะทําหน้าที่เหมือนอย่างคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนคือออกระเบียบ หรือว่า แนวทางในการที่จะดูเรื่องข้อร้องเรียนหรือทําให้เกิดความเป็นธรรม ให้เกิดธรรมาภิบาล กลับเป็นเรื่องที่จะไปบริหารจัดการครูทั้งประเทศซึ่งทําให้เกิดความล่าช้า สิ่งหนึ่งถ้าเรา กลับไปย้อนดูประวัตินะครับ ครู อาจารย์ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ที่ขาดแคลนนั้น ไม่ใช่ขาดแคลน ยุคหนึ่งเรามีโครงการคุรุทายาท ผลิตครู อาจารย์ทางด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ออกมาเป็นจํานวนไม่น้อยนะครับ แต่ครู อาจารย์เหล่านี้ไม่ได้รับการบรรจุ เพราะว่าการจัดอัตราของ ก.ค.ศ. นั้นมีเรื่องของการทุจริตการเรียกร้องผลประโยชน์ ก็ทําให้ ผู้ที่จบการศึกษาเหล่านี้ไม่ได้รับการบรรจุ แล้วเราก็มาบอกกันว่าขาดแคลน เรื่องนี้ข้าราชการในกระทรวงศึกษาธิการทราบนะครับ แต่ก็ไม่ทําอะไร อันนี้ก็ต้องพูดกันให้ชัด ๆ เลยว่าทราบ ท่านไปถามครูในกระทรวงศึกษาธิการ ก็ทราบหมด ครูเองอยากจะบรรจุก็ต้องสอบบรรจุรวมที่เดียวกันแล้วจะส่งไปไหนก็ไม่รู้ เมื่อส่งไปแล้วก็พยายามจะดิ้นรนกลับไปที่ของตัวเอง ได้พูดคุยกับบุคลากรครู ครูบอกว่าถ้าเผื่อ เสียสัก ๓๐๐,๐๐๐ บาท เหมือนกับไปดาวน์ (Down) รถปิกอัพคันหนึ่ง แต่สิ่งที่ได้กลับมา ก็คือได้เงินเดือน ได้สวัสดิการของบิดามารดา ได้เงินตําแหน่ง เพราะฉะนั้น ๓๐๐,๐๐๐ บาท นี่มันคุ้มมาก เพราะฉะนั้นระบบเหล่านี้ก็เป็นระบบที่ สปช. เรียกว่าระบบสามานย์ที่ทําให้ทั้งหมด เกิดปัญหา สิ่งที่พูดนั้นนี่นะครับคงไม่มีใบเสร็จรับเงิน แต่ว่าท่านทั้งหลายที่เป็น สปท. สามารถจะเอาสิ่งที่ผมกราบเรียนไปถามได้จากบุคลากรครูทั้งหลาย อันนี้คือเรื่องของการจัด รูปแบบองค์กรแล้วก็การบริหารแบบเป็นศูนย์รวม นโยบายจากกระทรวงศึกษาธิการ เรามีท่านรัฐมนตรี ๑๐ กว่าคนนะครับ ในช่วงที่ปฏิรูปการศึกษาปี ๒๕๔๒ มาแล้วเปลี่ยนไป ประมาณ ๑๗ ท่านนะครับ ถ้าผมจําไม่ผิด ฉะนั้น ๑๗ ท่าน แต่ละท่านมาก็จะมีนโยบาย เมื่อมีนโยบายมาก็สั่งลงมาตามหัวหน้าหน่วยราชการ ก็สั่งไปตามผู้อํานวยการเขตการศึกษา ท่านก็สั่งต่อไปยังโรงเรียน เพราะฉะนั้นภาระทั้งหมดตกไปอยู่ที่โรงเรียน เพราะท่านที่เป็น ตรงกลางเหล่านั้นท่านเป็นผู้กํากับดูแล ท่านบอกท่านไม่ใช่คนปฏิบัติ ตกลงก็เลยไม่มีคนปฏิบัติ ภาระทั้งหมดก็ไปอยู่กับครูที่โรงเรียน แล้วเราก็บอกว่าครูไม่มีเวลาให้ศิษย์ อันนี้คือการบริหาร แบบเป็นศูนย์รวมที่เป็นปัญหา ถ้าเราไม่แก้ไขตรงนี้ทําอย่างไรก็แก้ไม่ได้นะครับ

อีกเรื่องหนึ่งซึ่งเราได้แต่คิดแต่ไม่ได้ทําก็คือเรื่องของการคัดเลือกผู้เข้าเรียน จะพบว่าเด็กไทยต้องกวดวิชาตั้งแต่เริ่มอนุบาลเพื่อที่จะเข้าประถม ที่จะเข้ามัธยม ที่จะเข้า มหาวิทยาลัย ทุกคนถูกโน้มน้าวผลักดันให้แข่งขันกันอย่างเดียวนะครับ ฉะนั้นอันนี้ก็เป็น วงจรอุบาทว์ซึ่งทําให้เด็กไทยไม่มีความสุข ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับการแข่งขัน เรื่องของการให้ ก็ถูกตัดทิ้งไป เพราะทุกคนจะต้องแข่งเพื่อที่จะเอาชนะคนอื่น ๆ ให้ได้นะครับ ก็เป็นวงจร อุบาทว์อีกอันหนึ่ง

เรื่องของการสร้างมาตรฐานและการประกันคุณภาพของสถานศึกษา อันนี้ ก็เป็นปัญหาที่บุคลากรทางด้านการศึกษาไม่ได้เข้าใจถึงเรื่องการที่จะดูแลคุณภาพของตัวเอง ให้ดี และเมื่อเราตั้งสถาบันสํานักงานประกันคุณภาพมาตรฐานการศึกษาขึ้นมาก็ทําตัว เป็นตํารวจไปคอยตรวจ มันก็เลยเป็นเรื่องของตํารวจจับผู้ร้าย ก็เป็นเรื่องที่ทะเลาะกัน ตกลง แทนที่เราจะพัฒนาคุณภาพหรือประกันคุณภาพเพื่อการพัฒนากลายเป็นเรื่องที่มาถกเถียงกัน แล้วก็บอกว่าควรจะล้มองค์กรนั้นองค์กรนี้ เพราะทั้งหมดไปผิดทิศทางไม่ได้เข้าใจปรัชญา ของการทํางาน

เรื่องของกระบวนการคัดเลือกและบรรจุบุคลากรเมื่อสักครู่ผมเรียนไปแล้ว ก.ค.ศ. คือไม่ได้ทําหน้าที่แต่เพียงการที่ออกกฎหมายหรือดูแลความเป็นธรรม แต่กลับไปทํา หน้าที่บริหารจัดการทั้งหมด แล้วก็ตั้งอนุ ก.ค.ศ. ขึ้นมา ทั้งหมดก็คือความอุบาทว์ทั้งระบบ ละครับ

เรื่องของการพัฒนาและการสร้างครูเพื่อให้มีคุณภาพดีขึ้น เราก็ใช้ระบบ กระดาษและดินสอเขียนรายงานเพื่อที่จะเทียบ เพื่อที่ให้ยกระดับ เพื่อที่จะได้มีผลตอบแทน เรื่องของคนที่จะมาเป็นผู้บริหารสถานศึกษาบางครั้งจบมาสอบเก่งก็สามารถจะสอบเป็น ผู้บริหารได้ สอนหนังสือไม่เป็นนะครับ เมื่อเป็นผู้บริหารการศึกษาก็เข้าไปนั่งอยู่เฉย ๆ แล้วก็คอยสั่งการ อันนี้ก็เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงมาตลอดเวลา

สิ่งสุดท้ายที่เป็นปัญหาระบบการจัดการนี่นะครับ เราบอกว่าระบบอุดมศึกษานั้น ได้ให้อิสรภาพกับการจัดการ มีกรรมการสถานศึกษา มีสภาสถาบัน แต่กรรมการสถานศึกษา และสภามหาวิทยาลัยเหล่านั้นก็ทําในสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ทับซ้อนเอื้อซึ่งกันและกันที่เรา เรียกว่าสังคมเกาหลังนะครับ อันนี้ก็เป็นปัญหา ถ้าไม่แก้เราก็คงแย่แน่ ๆ นะครับ ก็เรียน ท่าน สปท. ว่าท่านลองช่วยพิจารณาสิ่งที่ผมรายงานแล้วลองคิดว่าเราจะไปผลักดันให้เกิด การแก้ไขอย่างไร

เรื่องต่อไปสไลด์ (Slide) ที่ ๑๑ นั้นเป็นปัญหาเรื่องระบบงบประมาณ ประเทศไทยใช้งบประมาณทางด้านการศึกษาเมื่อเทียบกับจีดีพี (GDP) สูงเป็นอันดับ ๒ ของโลก แต่ว่าการศึกษาเราก็ยังอยู่ในความตกต่ํา ปัญหาอย่างที่ผมกราบเรียนไปแล้ว ทั้งนี้เพราะว่า งบประมาณถูกใช้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ งบประมาณนั้นถูกใช้เพื่อการวางแผนการกํากับ ดูแลมากกว่าที่จะเอางบประมาณนั้นลงไปพัฒนาผู้เรียน เพราะฉะนั้นจากส่วนกลางลงไป ถึงเขตต่าง ๆ นั้น งบถูกใช้ในการวางแผน ใช้ในการกํากับดูแล มีการอบรม มีการพัฒนา แต่ว่าผู้เรียนกลับไม่ได้รับผลพวงจากตรงนี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะเป็นข้อเสนอที่ทาง สปท. เสนอว่าจะแก้ตรงนี้อย่างไร งบประมาณกระจายไม่ทั่วถึง ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ํา เราพูดกันถึงโรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนขนาดใหญ่ โรงเรียนขนาดใหญ่ก็จะได้งบประมาณ มากเพราะว่านับตามรายหัว ในขณะที่โรงเรียนใหญ่จนแทบจะระเบิด ทุกคนก็แย่งกันเข้า มันก็ย้อนกลับไปปัญหาเรื่องการคัดเลือกผู้เรียน เพราะว่าทุกคนก็อยากจะไปเข้าโรงเรียนใหญ่ เพราะมีงบประมาณเยอะ งบประมาณเวลาที่ส่งตรงเข้ามาสถานศึกษานั้นก็เป็นเหตุการณ์ ที่ว่ามือใครยาวสาวได้สาวเอา โรงเรียนใหญ่มีชื่อเสียงบอกว่ามีนักเรียนเยอะก็จะได้ งบประมาณเยอะ งบประมาณนั้นก็จะให้ตามปีที่เคยได้มา ให้ตามโรงเรียน นักเรียน ไม่ได้ ดูว่าคุณภาพเป็นอย่างไร ในขณะที่โรงเรียนเล็กนั้นก็เหมือนกับต้นข้าวคอยฝนก็ไม่มีน้ํามาสักที อันนี้เป็นปัญหาเรื่องงบประมาณ

สุดท้ายนะครับ อันนี้ใหญ่ที่สุดก็คือปัญหาการเรียนรู้ของคนไทย วันนี้คนไทย เรียนหวังจะได้ตั๋ว ได้กระดาษ ได้ปริญญา ได้อะไร เพื่อที่จะเอาไปทํางาน ไม่ได้คิดหรอกครับ ว่าจะได้ความรู้หรือเปล่า ก็เอาตั๋วเข้าไปสมัครงาน เด็กไทยไม่เคยได้รับคําแนะนําให้ค้นหา อนาคตหรือสิ่งที่ตัวเองชอบนะครับ สังคมพาไป แห่กันไปเรียนด้านโน้นด้านนี้ที่คิดว่ามันดี พ่อแม่อยากจะให้ลูกเรียนสิ่งที่ตัวเองคิดว่าดี เรียนแพทย์ เรียนวิศวะ ทั้ง ๆ ที่เด็กนั้นอาจจะ ไม่ชอบเลย อันนี้เป็นปัญหาที่ใหญ่มาก เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้คนไทยก็มุ่งแข่งขันดูกัน ตามผลลัพธ์ จบมาแล้วใครจะได้เงินเดือนมากกว่ากัน ไม่ได้ดูว่าตัวเองทําประโยชน์อะไร ให้กับสังคม หรือทําประโยชน์อะไรให้กับประเทศชาติ ดูอย่างเดียวว่าจะทําประโยชน์อย่างไร ให้กับตัวเองโดยที่มีผลลัพธ์รายได้สูงสุด หลักสูตรการศึกษาไม่เอื้อต่อการทํางานเพื่อพัฒนา ถิ่นเกิด และเป็นหลักสูตรที่ไม่ผ่อนปรน อันนี้ต้องเติมไปอีกคําหนึ่งนะครับว่า ไม่ได้เอื้อ เพื่อการทํางาน รายงานของยูเนสโก (UNESCO) ซึ่งเพิ่งถูกออกมาโดยท่านดอกเตอร์กมล รอดคล้าย เมื่อไม่กี่วันมานี้นะครับ ก็บอกชัดเจนว่าหลักสูตรของเรามันใช้ไม่ได้ การเรียน ของเราเองนั้นก็มุ่งแต่เรียนในห้อง พึ่งผู้สอนอย่างเดียว เพราะฉะนั้นเราก็บอกว่าครูไม่อยู่นักเรียน ก็ไม่รู้จะเรียนอย่างไร เราไม่เคยฝึกนักเรียนให้เรียนด้วยตัวเอง เด็กเรียนก็ต้องเชื่อครู เพราะหวังจะได้คะแนน ถ้าตอบไม่ตรงที่ครูสอนก็ไม่ได้คะแนน ทําให้ไม่มีความคิด ก็คือใช้แต่ความจํา อย่างเดียว การวัดผลการศึกษาก็คือปรนัย อาจจะเลือกหมุนดินสอ ปั่นแปะ อะไรก็แล้วแต่ เด็กไม่ได้ใช้ความรู้ รวมทั้งตอนหลังการออกข้อสอบนั้นก็มาออกข้อสอบเชิงความคิด แต่เป็น เชิงความคิดที่โรงเรียนไม่ได้เตรียมเด็กให้คิด ข้อสอบที่เราเรียกว่าตามพิซา (PISA) นี่นะครับ ก็ทําให้เกิดปัญหา เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้คือปัญหาหลัก ๆ ที่ผมกราบเรียนท่านเพื่อให้ท่าน ได้พิจารณา ทั้งหมดท่านไม่ต้องเชื่อผมนะครับ ท่านลงไปดูข้อเท็จจริง ลงไปดูรายงานที่ผม กราบเรียน เพราะฉะนั้นเมื่อผมกราบเรียนปัญหาท่านแล้วเราควรจะทําอย่างไร กรรมาธิการ ปฏิรูปการศึกษาของ สปช. นั้นก็คิดอย่างเดียวว่าเราคงต้องจัดทําเป้าหมายใหม่ เป้าหมาย สําคัญคือการจัดการศึกษาเพื่อคนไทยทั้งมวลตอบสนองคนทุกวัย ไม่ใช่ตอบสนองคนแค่ ๙,๐๐๐,๐๐๐ คนแล้วใช้งบประมาณมากมาย เราต้องเลือกวิธีจัดการใหม่ แต่เป็นการจัดการ ที่กระจายความรับผิดชอบให้ทุกภาคส่วนไม่ใช่ทั้งหมดไปโทษกระทรวงศึกษาธิการว่าคุณจัดการ การศึกษาไม่ดี การศึกษาเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่เรื่องของกระทรวงศึกษาธิการอย่างเดียว เรื่องของการเลือกใช้ทรัพยากร เราไม่มีทางเลือกนะครับ เรามีครูมากมาย เราคงต้องหาวิธี แล้วก็สร้างกลไกที่จะจัดการระดับพื้นที่ที่รองรับการกระจายบทบาทความรับผิดชอบ รวมทั้ง การจัดการงบประมาณทรัพยากรเท่าเดิม สิ่งที่เรานําเสนอนั้น งบประมาณทางด้านการศึกษาจะไม่เพิ่มขึ้นนะครับ แต่จะเป็นการใช้งบประมาณที่มี ประสิทธิผลกว่าเดิมและลงไปสู่ผู้เรียนมากกว่าเดิมมาก ๆ เราต้องสร้างวิธีคิดใหม่ก็คือ ความเป็นอิสระของสถานศึกษาให้สามารถบริหารจัดการงบประมาณบุคลากรและหลักสูตร ได้เอง ที่ผ่านมาโรงเรียนเป็นนิติบุคคลโดยนิตินัยนะครับ แต่โดยพฤตินัยไม่ได้เป็น เพราะส่วนกลางไม่ปล่อยอํานาจออกไป อันนี้เรียนให้ท่านทราบนะครับ เป็นนิตินัย ตามกฎหมาย พ.ร.บ. การศึกษา ปี ๒๕๔๒ โรงเรียนเป็นนิติบุคคล แต่ไม่ได้ปฏิบัติในความเป็น นิติบุคคล เพราะอํานาจไม่ได้ถูกกระจายลงไป เราคงต้องมีทัศนคติใหม่นะครับ ก็คือเรื่องของ การที่เราจะใช้การศึกษานั้นเป็นการพัฒนาคนไทยตั้งแต่ปฏิสนธิจนถึงเสียชีวิตที่เราบอกว่า ตั้งแต่ครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอน เรามีหลักปฏิรูป

สไลด์ (Slide) ที่ ๑๕ และ ๑๖ หลักใหญ่ ๆ ก็คือการกระจายผู้จัด รัฐนั้น ปรับบทบาทมาเป็นผู้กํากับดูแลแล้วจัดการศึกษาเป็นพื้นที่หลักปฏิรูปต้องสร้างกลไกธรรมาภิบาล และภาวะรับผิดชอบให้แก่ผู้จัดการศึกษาและสังคมต้องปรับเปลี่ยนการจัดสรรทรัพยากรให้เป็น หลักอุปสงค์ก็คือดีมานด์ไซด์ (Demand side) ตามผู้เรียน เพราะเราต้องการจะพัฒนาผู้เรียน เราต้องสร้างขีดความสามารถและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคเอกชนและชุมชน โจทย์ใหม่ที่เราทําก็คือตอนนี้เราต้องเรียนรู้เพื่อชีวิตและเพื่องาน ไม่ใช่เรียนรู้เพื่อเอากระดาษ ถ้าไม่อย่างนั้นเราก็จะล้าหลังอยู่ในอาเซียน (ASEAN) เรื่องของ คานงัดนั้นเดี๋ยวท่านอาจารย์อมรวิชช์คงจะพูดต่อ ผมจะไม่พูดนะครับ

ขออนุญาตไปสไลด์ (Slide) ที่ ๑๘ สไลด์ (Slide) ที่ ๑๘ เราผลักดันว่า กุญแจดอกแรกของความสําเร็จนั้นคือต้องออกนโยบายการจัดการศึกษาเพื่อคนไทยทั้งปวง ที่มีระบบการแก้ไขปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมานั้นเราไม่เคยมีการปรับปรุงแก้ไขนะครับ คือหมายถึงว่าไม่มีฟีดแบคซิสเต็ม (Feedback system) ไม่มีการสอบย้อนกลับ ผู้ที่ได้รับผลกระทบก็ได้แต่บ่น แต่ไม่ได้เข้าไปทําอะไรให้มันมีการแก้ไข เพราะฉะนั้นการที่จะ จัดนโยบายการศึกษาเพื่อคนไทยทั้งปวงที่มีระบบติดตามแก้ไขปรับปรุงอย่างต่อเนื่องได้นั้น เราได้เสนอให้ตั้งคณะกรรมการนโยบายการศึกษาและพัฒนามนุษย์แห่งชาติหรือที่เราเรียกกันว่า ซูเปอร์บอร์ด (Super board) เพื่อที่จะทํางานอย่างถาวร อันนี้เป็นกุญแจสําคัญที่สุด อยู่ในสไลด์ (Slide) หน้า ๑๘

ส่วนการทํางานขอความกรุณาท่านไปดูเอง สไลด์ (Slide) หน้า ๑๙ หน้า ๒๐ หน้า ๒๑ หน้า ๒๒ ผมไม่ต้องการจะเสียเวลาท่าน

ผมขออนุญาตไปสไลด์ (Slide) ที่ ๒๓ สไลด์ (Slide) ที่ ๒๓ นั้นเราสรุปว่า วาระการปฏิรูปที่เราเสนอนั้นมี ๓ วาระ

วาระที่ ๑๖ ก็คือปฏิรูประบบการจัดการศึกษา ก็เพื่อตอบคําถามเมื่อสักครู่นี้ ว่าระบบมันไม่ดีหรืออย่างไรเราถึงต้องปฏิรูป

วาระที่ ๑๗ ก็คือปฏิรูประบบการคลังด้านการศึกษา ด้านอุปสงค์ก็เพื่อจะ ตอบเมื่อสักครู่นี้ที่เราบอกว่างบประมาณจัดสรรไม่ถูกต้องอย่างไร

วาระที่ ๑๘ คือปฏิรูประบบการเรียนรู้เพื่อที่จะตอบปัญหาว่าการเรียนรู้ ของเรานั้นเพื่อวัตถุประสงค์อะไรกันแน่ แล้วควรจะจัดการเรียนรู้อย่างไร ทั้งหมดนั้นไม่ง่าย เรามองว่าจะต้องจัดการทั้งหมดอย่างน้อยที่สุด ๑๗ ปี แต่ต้องเริ่มทําเสียตั้งแต่วันนี้

ฉะนั้นในสไลด์ (Slide) ที่ ๒๔ นี้ก็จะชี้ให้ดูว่าถึงปี ๒๕๖๐ เราหวังอะไร ปี ๒๕๖๕ เราหวังอะไร แล้วปี ๒๕๗๕ ซึ่งเรามีประชาธิปไตยครบ ๑๐๐ ปีนั้นเราหวังอะไร

ขอให้ดูสไลด์ (Slide) ที่ ๒๖ เราก็มองเป็นขั้นบันไดในเบื้องต้น ซึ่งภาษาที่ สปช. เรียกว่าควิกวิน (Quick win) นั้นเราจะพูดว่า ๒ ปีแรกนั้นจะทํานําร่องการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ ซึ่งเดี๋ยวท่านอาจารย์อมรวิชช์จะเสนอ แล้วจากนั้นไปอีก ๕ ปีก็ดําเนินการกระจายอํานาจ และทรัพยากรสู่ฐานกลไกจังหวัด ค่อย ๆ ทํานะครับใช้เวลา ๕ ปี ช่วยกันสร้างกรรมการ การศึกษาจังหวัดและสมัชชาการศึกษาจังหวัดให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ ต่อไปจนกระทั่งถึงปี ๒๕๗๕ ก็คือการค่อย ๆ ปรับหลักสูตรที่ตอบสนองโจทย์ของภูมิสังคม แล้วก็ปรับพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ให้สูงขึ้น กฎหมายที่ต้องแก้ไขปรับปรุงแน่ ๆ เลยก็คือ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติซึ่งเนื้อหา ดีอยู่แล้ว แต่มีบางส่วนที่ทําไม่ครบ ระเบียบบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการ อันนี้ คือปัญหา พ.ร.บ. ครูและบุคลากรทางการศึกษาคือ ก.ค.ศ. ที่ผมกราบเรียนไปแล้ว อันนี้ ต้องปรับแน่นอน แล้วก็เสนอไปใน สปช. คือร่าง พ.ร.บ. คณะกรรมการนโยบายการศึกษาและพัฒนามนุษย์ แห่งชาติ อันนี้ก็เชื่อว่า สนช. ท่านคงผลักดันให้เกิด ส่วนเรื่อง พ.ร.บ. งบประมาณประจําปี นั่นก็คือแก้ไขเพื่อให้เป็นระบบอุปสงค์

สไลด์ (Slide) ที่ ๒๖ นั้นเป็นแนวความคิดที่ให้ท่านเข้าใจว่าระบบการจัดการ องค์กรนั้นควรจะจัดการอย่างไร จะมี ๓ ชั้นนะครับ ชั้นแรก คือชั้นนโยบาย ก็จะมีซูเปอร์บอร์ด (Super board) ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ มีผู้ที่ทํางานเต็มเวลา ทําหน้าที่กําหนดนโยบาย วางมาตรฐานกลางติดตามการปฏิบัติงาน ประเมินผล จัดสรรงบประมาณ คือหมายถึงว่า ช่วยจัดสรรงบประมาณให้เป็นธรรม คุ้มครองทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิตนะครับ คือไม่ใช่คุ้มครอง ผู้บริโภคอย่างเดียว ต้องคุ้มครองสถานศึกษาที่ดีด้วย แล้วก็มีแอกเคานทะบิลิตี (Accountability) คือต้องรายงานผลต่อสาธารณะว่าการศึกษานั้นเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นซูเปอร์บอร์ด (Super board) นั้นจะต้องมีความรับผิดชอบต่อสาธารณะ ในเลเยอร์ (Layer) ที่ ๒ ชั้นที่ ๒ นั้น เป็นเรื่องของการกํากับดูแล เรามีกระทรวงต่าง ๆ ๑๑ กระทรวง ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา เพราะฉะนั้นทั้ง ๑๑ กระทรวงนั้นก็ยังทําอยู่นะครับ กํากับ ดูแล ดําเนินการตามนโยบาย ของคณะกรรมการนโยบายข้างบน ส่งเสริม สนับสนุนงบประมาณให้กับสถานศึกษา ส่งเสริม พัฒนาคุณภาพมาตรฐานของสถานศึกษาในกํากับ ต้องไปช่วยแก้ปัญหาคุณภาพนะครับ ไม่ใช่ส่งไปให้โรงเรียนแก้กันเอง แล้วก็รายงานผลต่อคณะกรรมการนโยบายข้างบน ลําดับชั้น ที่ต่ําสุดคือระดับปฏิบัติการก็คือการจัดการศึกษานั้นก็มีมากมาย การศึกษาระดับปฐมวัย การศึกษาพื้นฐาน เรื่องของมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา รวมทั้งการศึกษาตลอดชีวิตใครจัดก็ได้ เป็นของทุกภาคส่วน เราแนะนําให้เป็นการจัดการเป็นพื้นที่จังหวัด กลุ่มจังหวัด หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษที่อาจจะต้องมีขึ้น ขอให้มีการจัดการศึกษาโดยท้องถิ่น ชุมชน เอกชน โรงเรียน สถานศึกษาที่มีความหลากหลาย ส่วนที่เป็นของรัฐบาลที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล แล้วก็ค่อย ๆ ทําให้เข้มแข็งขึ้น

สไลด์ (Slide) ที่ ๒๗ นั้นอาจจะอ่านยาก แต่เป็นแนวคิดที่ฉายภาพการมีส่วนร่วม ในการจัดการพัฒนามนุษย์ทุกภาคส่วน ตั้งแต่ปฏิสนธิจนถึงเชิงตะกอน รายละเอียดนั้นผมจะ ไม่ใช้เวลาแต่เรียนว่าทั้งหมดอยู่ในนี้ แล้วถ้าเผื่อต่อไปท่านใดต้องการรายละเอียดผมยินดีที่จะ มาชี้แจงให้ข้อมูล

สไลด์ (Slide) ที่ ๒๘ อันนี้เป็นสไลด์ (Slide) ที่ค่อนข้างสําคัญเพราะที่เรา บอกว่าจะต้องปรับปรุงกระบวนการ ในขณะที่เราบอกว่ากระทรวงศึกษาธิการนั้นจัดเป็นแท่ง บวกกับอีก ๒ กล่อง ที่มีปัญหานี้เราอยากจะให้เขาทําหน้าที่กํากับดูแลและเปลี่ยนฟังก์ชัน (Function) เป็นการสนับสนุน เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อเราดูในสไลด์ (Slide) ที่ ๒๘ ข้างล่าง เราจะมีอยู่ ๕ กล่อง เป็น ๕ ฟังก์ชัน (Function) เราไม่ได้ไปบอกนะครับว่าจะทําอย่างไร แต่บอกว่าจะต้องมี ๕ ฟังก์ชัน (Function) นี้ ๕ ฟังก์ชัน (Function) นี้ก็คือสํานักงาน คณะกรรมการนโยบายการศึกษา ซึ่งจะต้องรับฟังทั้งจากภาคเอกชนหรือผู้ใช้ซึ่งอยู่ทางซีกซ้าย แล้วก็คนที่ทํามาตรฐานที่อยู่ตรงซีกขวาก็คือสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ สภาวิชาชีพต่าง ๆ อันนี้ ต้องรับฟังเป็นฟีดแบค (Feedback) นะครับ ส่วนในกระทรวงศึกษาธิการนั้นก็จะมี ๔ กลุ่ม ก็เป็นสํานักงานหลักประกันโอกาสทางการศึกษาเพื่อให้ลดความเหลื่อมล้ํา จะต้อง มีสํานักงานพัฒนาส่งเสริมการประกันคุณภาพก็คือส่วนกลางในเลเยอร์ (Layer) ที่ ๒ ที่ผมเรียนนะครับ ก็ต้องไปส่งเสริมให้คุณภาพทางการศึกษาดีขึ้น เรื่องของสํานักงาน วางแผนการผลิตกําลังคน จะเห็นว่าที่ผ่านมาเราผลิตกําลังคนแล้วคนก็ออกจากท้องถิ่น มาอยู่ส่วนกลาง เพราะฉะนั้นท้องถิ่นก็พัฒนาไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรานําเสนอก็คือต่อไป ท้องถิ่นจะต้องมีการวางแผนการผลิตกําลังคนของตัวเอง แล้วก็ต้องช่วยกันสร้างเพื่อให้ กําลังคนเพียงพอจะได้ไม่เกิดการย้ายถิ่นแล้วก็สามารถจะพัฒนาท้องถิ่นได้ กลุ่มนี้ก็สําคัญ กลุ่มสุดท้าย ก็คือสถาบันวิจัยระบบการศึกษาก็คือทั้งการสร้างองค์ความรู้ใหม่ การที่จะ เอาภูมิปัญญาท้องถิ่นใส่เทคโนโลยีเข้าไป อันนี้เป็น ๔ ฟังก์ชัน (Function) หลัก ๆ ซึ่งเรา เสนอกระทรวงศึกษาธิการว่าควรจะพิจารณา แต่วันนี้เท่าที่ข่าวออกมา ๕ แท่งจะยุบ เหลือแท่งเดียว ยิ่งรวบอํานาจเข้าไปใหญ่เลย ยิ่งน่ากลัวมากขึ้นก็กลับไปเป็นอย่างเก่า ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา ก็คือลดซี ๑๑ ลงมาให้มันแบน แต่ก็มีคนเดียว ซึ่งคุมทั้งหมด มันก็กระจายอํานาจไม่ได้ มันก็จะกลับไปเป็นปัญหาอย่างเก่าที่เคยเกิดก่อน ปี ๒๕๔๒ ก็ฝากท่าน

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมขออนุญาตฝากเป็นเรื่องสุดท้าย เนื่องจากเท่าที่ผมทราบจะ ไม่มีคณะกรรมาธิการทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม เท่าที่ผมฟังข่าวนะครับ เพราะฉะนั้นในส่วนของการศึกษานั้นอาจจะต้องผนวกเรื่องของการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสร้างนวัตกรรม เข้าไปด้วยนะครับ เพราะถ้าเผื่อถ้าท่านลดลงไปเหลือ ๑๑ กลุ่ม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยนําเข้าที่สําคัญอันหนึ่ง ขออนุญาต เอ่ยนามท่านคุรุจิต ขอความกรุณาท่านผลักดันตรงนี้ให้เกิดเพราะว่าเป็นเรื่องที่สําคัญมาก ที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยให้ไปข้างหน้าได้ ผมขออนุญาตจบการนําเสนอ ถ้ามีข้อสงสัย ก็ยินดีจะตอบนะครับ ขอบพระคุณครับ