อมรวิชช์ นาครทรรพ หารือเรื่องการปฏิรูปการศึกษา โดยเน้นการกระจายอำนาจให้พื้นที่จังหวัดมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และเสนอแนวทางปฏิรูปที่จะตอบโจทย์ความเป็นธรรมและคุณภาพของการศึกษา โดยมีจุดเน้นสำคัญ 4-5 ขั้นตอน ตั้งแต่ระดับล่างจนถึงระดับสูงสุด รวมถึงการวางแผนออกแบบระบบข้อมูลและแผนพัฒนาจังหวัด เพื่อให้มีระบบสารสนเทศที่เชื่อมโยงหน่วยงานทุกหน่วยงานในจังหวัดได้ และมีแผนพัฒนาการศึกษาของจังหวัดที่ชัดเจน นอกจากนี้ยังพูดเรื่องการสนับสนุนในเชิงทรัพยากร โดยเน้นย้ำว่าหลายจังหวัดพร้อมสนับสนุนงบส่วนกลางในการพัฒนา โดยเฉพาะจังหวัดของตนเอง โดยมีงบประมาณประมาณ 50-100 ล้านบาท และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการกระจายอำนาจและรับรองสถานะความชอบธรรมของกลไกจังหวัดและพื้นที่
ผมขออนุญาตนําเสนอต่อจากท่านอาจารย์เขมทัต จากที่ท่านอาจารย์เขมทัตพูดไปคงจะเห็นเรื่องการศึกษาเป็นเรื่องซึ่งใหญ่มาก มันไม่ใช่การศึกษา ของเด็กในระบบอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว มันเป็นเรื่องของเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไปถึงวันสุดท้ายของชีวิต ทําอย่างไรคนไทยจะ มีการเรียนรู้ที่ดีตลอดชีวิต แล้วก็ไม่ใช่การเรียนรู้ที่เป็นรูปแบบเดียว แต่เป็นการเรียนรู้ ที่มีรูปแบบหลากหลาย ตอบสนองความเป็นจริงในชีวิตของคนหลาย ๆ แบบได้นะครับ ซึ่งตรงนี้ในระบบการศึกษาแบบเดิมไม่สามารถตอบสนองได้ แน่นอนหลายเรื่อง ผมเรียนตามตรงว่าถ้าจะมีเรื่องที่ผมอยากเห็นแล้วก็เสนอต่อจากท่านอาจารย์เขมทัตนะครับ อยากเห็นสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้กรุณาช่วยกันฝากให้เป็นรูปธรรม ถ้าผมจะเรียนขอได้ก็คงขอเพียงแค่สัก ๒ เรื่อง อันแรก คือทําให้เกิดกลไกที่จะยืนระยะ การปฏิรูประยะยาว ๑๕ ปี ๒๐ ปีได้อย่างที่เรียน เพราะว่าเรื่องการศึกษาเป็นเรื่องใหญ่มาก แน่นอนครับ มันมีเรื่องที่เราทําได้เร็วและกระทรวงก็ทําอยู่แล้ว เช่นการปรับระบบ การบริหารงานบุคคล การเข้าสู่ตําแหน่งของผู้บริหาร ซึ่งก็ยังมีความผิดเพี้ยนอยู่ เรื่องการบรรจุ แต่งตั้ง โยกย้ายครูต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งก็เริ่มมาตั้งแต่ ครม. ชุดที่แล้วนะครับ เรื่องการลดภาระงานครู ซึ่งอันนี้เอาเวลาการสอนของครูไปมากมายทั้งของ สพฐ. เอง ของหน่วยงานประเมินต่าง ๆ เรื่องการประเมินคุณภาพของ สมศ. ซึ่งตอนนี้ก็อยู่ในสิ่งที่ ทางกระทรวงกําลังพยายามจะปรับไม่ให้เป็นงานกระดาษอีกนะครับ อันนั้นก็อาจจะเป็น สิ่งที่เรียกว่าเป็นควิกวิน (Quick win) ได้นะครับ เป็นการปฏิรูปเร็ว แต่อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่างานส่วนใหญ่จะเป็นสโลว์วิน (Slow win) เป็นงานปฏิรูประยะยาว ไม่ว่า จะเป็นเรื่องการปรับหลักสูตรให้สอดคล้องรองรับสิ่งที่เราต้องการเห็นความหลากหลาย ของการจัดการศึกษานะครับ แม้แต่เรื่องซึ่งปัจจุบันทางกระทรวงประกาศออกมา นโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ เลิกเรียนบ่ายสองโมงนี่นะครับ ถ้าจะทําให้ครบองค์ และเกิดประโยชน์เต็มที่ก็คงหนีไม่พ้นการปรับหลักสูตรที่ยืดหยุ่นขึ้นปรับคาบเวลาเรียน ปรับวิธีวัดผล ปรับระบบแนะแนวไปจนถึงปรับในเรื่องคุณภาพครูที่จะเข้าใจเด็กแต่ละคนว่า เขาเหมาะกับกิจกรรมการเรียนรู้แบบไหนตามศักยภาพของเขานะครับ พวกนี้เป็น เรื่องใหญ่ทั้งสิ้นครับ ยังไม่รวมถึงเรื่องที่เป็นปัญหาคาราคาซังมานานนะครับ การแก้ปัญหา โรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งตัวเลขที่คณะกรรมาธิการมีก็คือเป็นตัวเลขของเวิลด์แบงก์ (World bank) ว่าโรงเรียนขนาดเล็กเรามีประมาณ ๑๕,๐๐๐-๑๖,๐๐๐ โรงเรียน ซึ่งเกินครึ่งของโรงเรียนที่เรามี แล้วก็เป็นโรงเรียนซึ่งขนาดเฉลี่ยเด็กแค่ ๕๐ คนเท่านั้นเอง เป็นโรงเรียนกลุ่มซึ่งร้อยละ ๘๐-๙๐ เป็นโรงเรียนซึ่งไม่ผ่านการประเมินแล้วผลสัมฤทธิ์ ของโอเน็ต (O-NET) ก็ต่ํา ตรงนี้มีทางออกทางแก้มากมาย เรื่องของตัวเลขที่เรามีของ เวิลด์แบงก์ (World bank) ก็คือว่าโรงเรียนเหล่านี้ ๘๕ เปอร์เซ็นต์อยู่ในระยะเดินทาง ๑๕-๒๐ นาที ถ้าจัดระบบดี ๆ จะเป็นเรื่องการควบรวม ทําโรงเรียนเครือข่าย ทําระบบ รับส่งต่าง ๆ ทําได้ บางส่วนที่ไม่สามารถมีเด็กอยู่แล้วจะแปลงไปเป็นศูนย์การเรียนรู้ชุมชน โดยท้องถิ่นจัดการดูแลก็ได้เช่นกัน แล้วก็มีโรงเรียนอยู่อีกสักประมาณ ๑๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ประมาณ ๒,๐๐๐ โรงเรียนที่ต้องเป็นโรงเรียนที่สแตนด์อโลน (Stand alone) คือ เป็นโรงเรียนที่จิ๋วแต่แจ๋ว ทําให้เขาเป็นโรงเรียนซึ่งมีทรัพยากรที่พอ ไม่ใช่แค่มีค่าใช้จ่ายรายหัว แต่ว่าเรื่องนี้ก็ต้องใช้เวลาแก้ เราเป็นแมคโครแพลน (Macro plan) เรามีการดีไซน์ (Design) ก็จริง แต่ว่าต้องอาศัยแมคโครแพลนนิง (Macro planning) ในการทําให้เป็นจริง ซึ่งเรื่องนี้ที่ผมเรียนว่าต้องมีกลไกระยะยาวในการมาดูแลเรื่องนี้ยังไม่รวมถึงเรื่อง เขตเศรษฐกิจพิเศษ เขตพัฒนาพิเศษที่เรื่องการศึกษา เรื่องงานวิจัย เรื่องการพัฒนากําลังคน ต้องเดินคู่กัน อย่างที่ท่านอาจารย์เขมทัตได้เรียนแล้วว่าอยากเห็นเรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัย นวัตกรรม กับเรื่องพัฒนากําลังคนเดินคู่กัน อันนี้ผมก็คิดว่า เป็นเรื่องระยะยาวเช่นกัน เรื่องการผลิตครู พัฒนาครูผู้บริหาร เรื่องของระบบการเงิน ดีมานด์ ไซด์ ไฟแนนซิง (Demand side financing) อันนี้ก็ใช้เวลานะครับ เราตั้งใจ จะให้ค่าใช้จ่ายทางการศึกษาใหม่แปรผันตามผู้เรียนแล้วก็โรงเรียน ตรงนี้ต้องอาศัย การศึกษาวิจัยต้นทุนที่แท้จริงนะครับ ในระบบการจัดสรรทรัพยากรใหม่จะต้องเป็นระบบ ซึ่งเด็กได้ค่าใช้จ่ายพื้นฐานเท่ากัน แต่ว่าเด็กยากจน เด็กที่ด้อยโอกาส เด็กพิการ เด็กในพื้นที่ ห่างไกลน่าจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มในปริมาณที่พอเพียงและเป็นธรรม เราถึงจะสร้างสังคมที่ เท่าเทียมกันได้อย่างแท้จริง เรื่องของการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน การปฏิรูป การอาชีวศึกษา เรื่องการสร้างสังคมผู้ประกอบการ การศึกษาที่สร้างมนุษย์เงินเดือน สร้างแต่แรงงานที่มีทักษะอย่างเดียวคงไม่พอแล้ว เราตั้งเป้าใน สปช. นะครับว่า ๑๗ ปี ข้างหน้า จีดีพี เพอร์ แคพิตา (GDP per capita) น่าจะเพิ่ม ๓ เท่า จาก ๕,๐๐๐ เหรียญ ไปเป็น ๑๕,๐๐๐ เหรียญต่อปี ตรงนี้ถ้าเราให้การศึกษาเป็นเพียงการผลิตมนุษย์เงินเดือน คงไปไม่ได้ แต่ถ้าการศึกษาสร้างผู้ประกอบการ สร้างคนที่กล้าลงทุน สร้างนวัตกรรม ทางธุรกิจคู่ไปกับการลงทุนด้านการวิจัยพัฒนา ตรงนี้มีความเป็นไปได้ครับ แต่อย่างไรก็ตาม อย่างที่ผมเรียนว่าเรื่องนี้เป็นระบบ เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการทํางานระยะยาวทั้งสิ้น จึงมาถึงประเด็นที่ผมรับหน้าที่ต่อที่คิดว่าจะเป็นคานงัดสําคัญ เมื่อสักครู่นี้ผมเรียน ท่านสมาชิกแล้วว่าถ้าจะมีเรื่องที่ผมขอได้สัก ๒ เรื่องก็คงมี
เรื่องแรก คือกลไกยืนระยะการปฏิรูประยะยาว นั่นก็คือเรื่องการตั้ง คณะกรรมการนโยบายการศึกษาและพัฒนามนุษย์ขึ้นมา หรือซูเปอร์บอร์ด (Super board) ถาวรที่จะยืนระยะการปฏิรูปในเรื่องใหญ่ ๆ ที่ผมกราบเรียนมาได้
เรื่องที่ ๒ ถ้าผมคิดว่าผมขอได้ก็คงจะเป็นเรื่องของการทําให้เรื่องการกระจาย บทบาทในการปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ลงไปสู่ฐานพื้นที่จังหวัดให้ได้ เรามีคนดีคนเก่งในทุกจังหวัด แล้วก็หลายจังหวัดตอนนี้ขับเคลื่อนได้ดี ผมขออนุญาตท่านสมาชิกดูสไลด์ (Slide) ที่ ๑๖ ซึ่งพูดถึงคานงัดสําคัญของการปฏิรูปการศึกษาก็จะมาเป็นเรื่องแรกที่เราคิดว่าสําคัญมาก ในทัศนะของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของ สปช. นั่นคือ การกระจายอํานาจสู่ฐานพื้นที่จังหวัดหรือกลุ่มจังหวัดนะครับ มีกลไก ๒ กลไกที่เราใช้เรียก อยู่ตอนนี้ก็คือกรรมการการศึกษาจังหวัด กับสมัชชาศึกษาจังหวัด ทําหน้าที่ต่างกัน กรรมการ การศึกษาจังหวัดเป็นกรรมการวางแผน คนไม่เยอะอาจจะ ๑๕-๒๐ ท่าน แต่ว่ามาจาก ทุกภาคส่วน ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคท้องถิ่น ภาคประชาสังคม เป็นกรรมการ ที่จะคอยดูแลทิศทางการศึกษาให้เป็นไปตามโจทย์จังหวัด ผมยกตัวอย่างอย่างจังหวัดตราด เขาก็มีวิสัยทัศน์ของเขา ตอนนี้จังหวัดตราดเป็นจังหวัดหนึ่งในจังหวัดนําร่องโครงการจังหวัด ปฏิรูปการเรียนรู้ ก็มีวิสัยทัศน์ จังหวัดตราดอยากเป็นเกษตรไฮเทค (High-tech) อยากเป็น การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ แล้วก็อยากเป็นศูนย์ระบายสินค้าสู่กัมพูชาของอาเซียน (ASEAN) สิ่งเหล่านี้มีนัยต่อการวางแผนกําลังคนของจังหวัดตราดทั้งหมดตั้งแต่การเตรียมคน ทั้งระดับ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้มีเซอร์วิสมายนด์ (Service mind) ไปจนกระทั่งถึงการเตรียม กําลังคน ด้านโลจิสติกส์ (Logistics) เพื่อรองรับการเป็นศูนย์ระบายสินค้าชายแดน อย่างนี้เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่กรรมการการศึกษาจังหวัด ในขณะเดียวกันสมัชชาการศึกษาจังหวัด จะเป็นเสียงสะท้อนจากประชาชนส่วนใหญ่ของจังหวัดในการบอกความต้องการ ของแต่ละพื้นที่ อาจจะแต่ละโซน (Zone) แต่ละอําเภอขึ้นมา ในขณะเดียวกันก็เป็นกลไก เฝ้าระวังติดตามด้วยว่าการศึกษาที่เกิดขึ้นกับลูกหลานเขาในพื้นที่ตําบลเขา อําเภอเขาเป็นจริง อย่างที่เขาต้องการหรือไม่ เป็นกลไกที่จะถ่วงดุลกรรมการการศึกษาจังหวัดอีกทีหนึ่ง ตรงนี้ ก็เป็นคานงัดใหญ่อันแรกที่ สปช. เห็นว่าสําคัญมาก แล้วตรงนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ ๒ ที่ผมคิดว่า ถ้าผลักดันได้ตอนนี้ก็มีจังหวัดที่พร้อมหลายเรื่องก็เดินงานไปแล้ว เรื่องการบริหารจัดการ โรงเรียนแบบใหม่ เรื่องของการที่ลงไปศึกษาต้นทุนค่าใช้จ่ายผู้เรียน เรื่องการนําภาคเอกชน เข้ามาเป็นแรงขับเคลื่อนในการจัดการศึกษาเพื่อจะมีงานทํา เรื่องการไปผลิตพัฒนาครู ทั้งระบบลงไปทดลองทําเป็นบางพื้นที่ การปฏิรูปหลักสูตรกระบวนการเรียนรู้ การวัดประเมิน อย่างเช่นตอนนี้นโยบายลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ก็มีหลายจังหวัดรับโจทย์นี้ไปช่วย ท่านรัฐมนตรีดาว์พงษ์คิดต่อ อย่างจังหวัดภูเก็ตก็รับโจทย์เรื่องนี้ไปทํา ซึ่งผมเชื่อว่า โดยขนาดพื้นที่โดยกําลังคนโดยเครือข่ายที่เข้มแข็งในระดับพื้นที่จังหวัดก็สามารถทํางาน คู่ขนานกับทางกระทรวงแล้วก็มีข่าวดีที่เป็นควิกวิน (Quick win) หรืออาจจะเป็นควิก ไซโคโลจิคัล วิน (Quick psychological win) เป็นชัยชนะทางจิตวิทยากับประชาชนว่า มันเกิดการกระจายบทบาทลงไปที่ฐานพื้นที่จริง ๆ แล้วก็เป็นข่าวดีให้กับทางกระทรวง กับทางรัฐบาลได้ ทั้งนี้ก็จะอยู่ภายใต้การกํากับดูแลของคณะกรรมการนโยบายหรือซูเปอร์บอร์ด (Super board) ถาวรที่ผมได้กราบเรียนไปแล้ว ๒ เรื่องนี้ผมคิดว่าเป็นคานงัดใหญ่ที่สําคัญมาก ที่จะรับโจทย์สําคัญในเรื่องที่กราบเรียนไปทําต่อได้ ตอนนี้ทิศทางที่เป็นอยู่ในสไลด์ (Slide) ที่ ๑๗ ก็คือการสร้างกลไกบูรณาการระหว่างหน่วยงานแต่ละจังหวัด ตอนนี้ก็น่ายินดีว่าเดิมที่เรา บริหารงานราชการการศึกษาแบบไซโล สํานักงานเขตพื้นที่ก็ขึ้นอยู่กับ สพฐ. ตอนนี้ มีการประสานแนวราบคู่ขนานไปด้วย หลายจังหวัดมีการนํางบฟังก์ชัน (Function) มาหนุนงาน เชิงแอเรีย (Area) ด้วยซ้ําไป ก็เป็นภาพที่ดีของการทํางานโดยระบบความสัมพันธ์ในพื้นที่ ระหว่างหน่วยงานต่างสังกัดกัน แล้วก็เป็นการทํางานครอบคลุมทุกช่วงวัย เอาภาคสาธารณสุข เข้ามาดูแลเรื่องเด็กเล็ก ท้องถิ่นเข้ามาด้วยเช่นกัน ไปจนถึงแรงงานจังหวัดที่เข้ามาดูแล เชื่อมโยงกับสภาหอการค้าสภาอุตสาหกรรมจังหวัด ดูแลเรื่องกําลังคนให้สอดคล้องกับสิ่งที่ จังหวัดต้องการ
สิ่งที่สําคัญอีกอันหนึ่งที่ตอนนี้เคลื่อนขบวนกันอยู่ก็คือเรื่องการทําข้อมูล กําลังคนของจังหวัดซึ่งเป็นงานสําคัญ ตอนนี้เราพบว่าหลายจังหวัดกลายเป็นจังหวัดซึ่งผลิตคน ไปพัฒนาจังหวัดอื่น แล้วก็ใช้คนจังหวัดอื่นมาพัฒนาจังหวัดตัวเอง ในวิสัยทัศน์ที่เราหวัง การศึกษาที่เราปฏิรูปสําเร็จใน ๑๕-๒๐ ปีข้างหน้าเป็นการศึกษาซึ่งรักษาคนให้กับท้องถิ่น ได้สร้างงาน สร้างอาชีพให้ท้องถิ่นได้ เติบโตสร้างชีวิตที่มั่นคง สร้างครอบครัวที่มั่นคง ในท้องถิ่นได้ ไม่ใช่เรื่องของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างเดียวครับ เป็นการแก้ปัญหา สังคมด้วย ตอนนี้ปัญหาเด็ก เยาวชนที่มีมากมายเริ่มต้นมาจากปัญหาครอบครัวทั้งสิ้น และตอนนี้เด็กของเราส่วนใหญ่มีศูนย์เด็กเล็กอยู่กับปู่ย่าตายายไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ด้วยซ้ําไป ตรงนี้เป็นการรักษาทั้งความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ รักษาอาการเจ็บป่วยทางสังคมด้วย ตอนนี้ก็มีการเคลื่อนเวทีในหลาย ๆ จังหวัด ตัวอย่างที่อยู่ในบทสุดท้าย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลําปาง จังหวัดภูเก็ต จังหวัดชลบุรี จังหวัดอํานาจเจริญ ก็เป็นตัวอย่างจังหวัดซึ่งมี กลไกการจัดการเหล่านี้ไปได้ค่อนข้างดี ที่จริงมีอีกหลายจังหวัด จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดยะลา จังหวัดตราด เป็นต้น ซึ่งในจังหวัดเหล่านี้ผมคิดว่าถ้ารัฐบาลส่งสัญญาณให้ชัด มีนโยบายที่สนับสนุน สร้างเงื่อนไขที่เอื้อ ไม่ว่าจะเป็นการให้การรับรองสถานะกรรมการ การศึกษาจังหวัดก็ดี สมัชชาศึกษาจังหวัดก็ดี การเจียดจ่ายงบประมาณลงมาสนับสนุน สมทบกับทางจังหวัดก็ดี ในการพัฒนาการศึกษาของพื้นที่นี้เราจะเห็นการปฏิรูปเร็วได้นะครับ แต่ถ้าเป็นการคิดใหญ่ ทําใหญ่จากส่วนกลางอย่างเดียวก็จะมีโอกาสเสี่ยงที่จะกลับไป เหมือนเดิมคือไม่เกิดอะไรขึ้น แต่ถ้าคิดใหญ่ เริ่มเล็ก หรือทําให้ประณีต ใช้พื้นที่จังหวัด เป็นฐาน เอากลไกจังหวัดที่มีอยู่แล้ว ๔-๕ จังหวัดที่เอ่ยนามไปนี้ผมเชื่อว่าตรงนี้จะเห็น การปฏิรูปที่มีโอกาสประสบความสําเร็จสูง ผมขออนุญาตใช้เวลาช่วงสุดท้ายในส่วนของผม ก่อนจะปิดท้ายโดยท่านอาจารย์วิวัฒน์ พูดถึงการจัดการเรียนรู้หรือการปฏิรูปการเรียนรู้ โดยใช้พื้นที่จังหวัดเป็นฐาน ตอนนี้ก็เป็นข้อมูลที่อยากเรียนให้ท่านสมาชิก สปท. ได้ทราบว่า มีขบวนเคลื่อนอยู่แล้วเพื่อให้เห็นความเป็นได้ ซึ่งถ้าเราออกแรงผลักอีกนิดหนึ่งผมเชื่อว่า ตรงนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง คงข้ามเรื่องที่มาที่ไปไปนะครับ เพราะว่าตรงนี้ก็คงเป็น ที่เข้าใจอยู่แล้วว่าโดยระบบราชการการศึกษาซึ่งใหญ่โตมาก
ที่เห็นในสไลด์ (Slide) ที่ ๕๔ เรามีโรงเรียนตั้ง ๓๐,๐๐๐ กว่าโรงเรียน โรงเรียนเองก็ขาดอิสระในการริเริ่มนวัตกรรม กระทรวงเองก็ไม่สามารถจะสร้างการเปลี่ยนแปลง ทีเดียวกับโรงเรียน ๓๐,๐๐๐ โรงเรียนได้
ตรงนี้ถ้าไปที่สไลด์ (Slide) หน้า ๕๕ ถ้าเรากระจายทรัพยากรลงสู่พื้นที่ให้ ภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามามีโอกาสร่วมกันในการตัดสินใจการศึกษาของพื้นที่ได้ผมเชื่อว่าตรงนี้ จะเป็นทิศทางที่ถูกต้องแล้วก็จะตอบโจทย์ทั้งเรื่องความเป็นธรรม ทั้งเรื่องคุณภาพได้ โจทย์หลายเรื่องที่ผมเรียนไปตอนนี้หลายจังหวัดก็ทําอยู่แล้ว เช่น การแก้ปัญหาโรงเรียน ขนาดเล็ก การสํารวจเด็กออกกลางคัน เด็กด้อยโอกาสนอกระบบ เป็นต้น ไปจนถึง เรื่องการพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก
สไลด์ (Slide) ที่ ๕๖ เป็นสไลด์ (Slide) ซึ่งสําคัญ ชี้ให้เห็นความชอบธรรม แล้วก็โอกาสว่าทําไมเราเลือกจังหวัดเป็นกลไกและเป็นคานงัดของการปฏิรูป เพราะถ้าดู เทียบกันในกรอบซ้ายระดับประเทศ เราพูดถึงงบประมาณการศึกษา ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี เด็ก เยาวชน ถ้านับเด็กเล็กแล้ว นักเรียน นักศึกษาในอุดมศึกษาด้วยประมาณ ๑๕ ล้านคน สถานศึกษาประมาณ ๓๒,๐๐๐ แห่ง ครูประมาณ ๖๒๐,๐๐๐ คน แต่พอมาย่อส่วน เป็นจังหวัดเราเหลืองบการศึกษาประมาณ ๗,๘๐๐ ล้านบาท เด็กนักเรียนประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ คน สถานศึกษาประมาณ ๕๐๐ แห่ง ครูประมาณ ๘,๒๐๐ คน ขนาดการจัดการ มีความเป็นไปได้มากกว่าเยอะ ในหลายจังหวัดที่เริ่มงานตอนนี้ก็ทํางานเป็นโซน (Zone) เป็นอําเภอด้วยซ้ําไป ก็ยิ่งเห็นความเป็นไปได้มากขึ้น ผมถึงเรียนว่าอันนี้เป็นทั้งควิกวิน (Quick win) และควิก ไซโคโลจิคัล วิน (Quick psychological win) ที่ทําให้เห็น เรื่องการกระจายอํานาจเป็นจริง แล้วถ้าได้รับแรงผลักจากทางสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เรื่องนี้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แล้วก็ไปในแนวทางอย่างที่เราหวังจะเห็น ผมคงไม่ลงรายละเอียดมากคงขอข้ามไปที่สไลด์ (Slide) ๕๙
สไลด์ (Slide) ๕๙ ซึ่งพูดถึงวงจรหรือกลไกที่เราวางผังไว้ในการทํางาน ของจังหวัดซึ่งเรื่องนี้สําคัญนะครับ จะเป็นเรื่องของการทํากลไกการทํางานหลายภาคีเข้ามา ร่วมกันวางแผนจัดการศึกษา แล้วก็ทําเรื่องข้อมูลสารสนเทศต่าง ๆ ทํางานเป็นลูป (Loop) ครบวงจรนะครับ ตอนนี้ก็มีหลายจังหวัดซึ่งทํางานไปเกือบจะครบลูป (Loop) แล้วมีนะครับ แต่ว่าก็เป็นกระบวนการซึ่งต้องได้แรงหนุนต่อเนื่อง ตรงนี้เป็นโครงการซึ่งริเริ่มโดยทาง สกว. กับ สสค. อย่างที่กราบเรียนไปแล้วนะครับ ซึ่งผมคิดว่าตอนนี้เป็นโครงการนําร่อง เราหวังอย่างยิ่งว่าจะไม่ใช่โครงการที่ไปติดอยู่ในร่องอย่างเดียว เป็นโครงการซึ่งสร้างต้นแบบ การจัดการที่ดี ทางสํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยหรือ สกว. ก็ดี ทางสํานักงานส่งเสริม สังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชนหรือ สสค. ก็ดี ตอนนี้เข้าไปเป็นพี่เลี้ยงให้กับ ๑๗ จังหวัดนี้ แล้วอย่างที่เรียนไปอย่างน้อยมี ๕-๖ จังหวัดตอนนี้ ที่เรื่องกลไกก็ดี เรื่องข้อมูลเด็ก เยาวชนในพื้นที่จังหวัดก็ดี ทําได้ค่อนข้างดี เห็นเป้าหมายการทํางานชัด ถ้ามีการหนุนอย่างชัดเจน มีการสร้างเงื่อนไขที่เอื้ออย่างที่กราบเรียนไปแล้วก็น่าจะเป็น คานงัดสําคัญในเรื่องนี้ได้ เราไม่ได้ให้จังหวัดทํางานโดยที่ไม่ได้วางแผนเป็นระบบ
ถ้าดูในสไลด์ (Slide) ที่ ๖๑ ก็จะเห็นเรื่องขั้นตอนการทํางานในเรื่องต่าง ๆ ในเรื่องกลไกมี ๔-๕ ขั้นตอน จากระดับล่างที่สร้างความเข้าใจไปจนถึงสูงสุดคือวางรูปแบบกลไกที่ชัดเจนได้ เรื่องระบบ ข้อมูลจังหวัดนะครับ จากเรื่องการวางแผนออกแบบระบบข้อมูลไปจนกระทั่งมีระบบ สารสนเทศที่เชื่อมโยงหน่วยงานทุกหน่วยงานในจังหวัดได้ เรื่องแผนพัฒนาจังหวัด แผนพัฒนาการศึกษาของจังหวัด จากเรื่องการมีข้อมูลมาวิเคราะห์ปัญหาไปสู่การมีแผน แล้วเอาแผนไปปรับโครงสร้างการจัดการศึกษาในจังหวัดได้ พวกนี้เป็นขั้นตอนที่เราใช้เป็น เรียกง่าย ๆ ว่าเป็นตัวเบนช์มาร์ค (Benchmark) การทํางานของจังหวัดแต่ละจังหวัดนะครับ ว่าใครคืบหน้าไปแค่ไหนบ้าง
ในสไลด์ (Slide) ที่ ๖๒-๖๔ ก็จะพูดถึงพัฒนาการของจังหวัดที่อยู่ในโครงการตอนนี้ ๑๗ จังหวัดว่าใครก้าวหน้ามาก ก้าวหน้าน้อย ก็จะมีจังหวัดที่ผมเอ่ยนามไปหลายจังหวัด ที่ทําไปค่อนข้างเยอะนะครับ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดภูเก็ต เป็นต้น ซึ่งนี่คือพื้นที่ของการปฏิรูป เป็นพื้นที่ซึ่งผมเชื่อว่าถ้าเราลงไปช่วยกันหนุนจะเป็นพื้นที่ซึ่งให้คําตอบของการปฏิรูป ที่เป็นรูปธรรม สัมผัสได้ แล้วก็เป็นประโยชน์กับเด็ก เยาวชน กับประชาชน กับแรงงาน ในพื้นที่แน่นอนนะครับ
ในส่วนสุดท้ายเป็นข้อเสนอจากพื้นที่จังหวัดนะครับ จากการประชุมเมื่อสัก เดือนที่แล้วที่ไทยพีบีเอส (Thai PBS) ตัวแทนจังหวัดก็ได้เสนอข้อเสนอ ซึ่งผมได้กราบเรียน ที่ประชุมไปแล้วว่าเป็นการขอสัญญาจากภาครัฐที่ชัดกับขอเงื่อนไขที่เอื้อนะครับ
ส่วนแรก ก็เป็นเรื่องของการส่งเสริมเรื่องให้มีสมัชชาการศึกษาจังหวัด ซึ่งล่าสุดก็เกิดขึ้นแล้วที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีนะครับ
เรื่องที่ ๒ ก็เป็นเรื่องของการทําให้เกิดกลไกที่จะขับเคลื่อนเรื่องนี้คือ คณะกรรมการการศึกษาจังหวัด ซึ่งก็มีผู้ทรงคุณวุฒิ มีภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาร่วม จะให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหัวขบวนก็ได้นะครับ อันนี้ก็สุดแท้แต่ ซึ่งอันนี้ก็มีพื้นที่ ที่มีศักยภาพอยู่หลายจังหวัดอย่างที่ผมเรียนไปแล้ว มีเซเครทาเรียตออฟฟิศ (Secretariat Office) มีสํานักงานเลขานุการหรือสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาจังหวัดที่จะเข้ามาช่วย รัน (Run) งาน ตรงนี้ก็จะเป็นจุดสําคัญซึ่งทําให้เราเห็นการกระจายบทบาทการจัดการศึกษา ที่หลากหลายลงไปสู่พื้นที่จริง ๆ นะครับ ก็จะมีบทบาทตามที่แสดงอยู่ตามหน้า ๖๗
ปิดท้ายด้วยสไลด์ (Slide) ที่ ๖๘ นะครับ เรื่องการสนับสนุนในเชิงทรัพยากร ตอนนี้ก็มีหลายจังหวัดที่พร้อมจะเอางบท้องถิ่นเข้ามาสมทบกับงบส่วนกลางในการเข้าไปพัฒนา ปัญหาเฉพาะในพื้นที่จังหวัดของเขานะครับ ในขอบเขตประมาณ ๕๐-๑๐๐ ล้านบาท ซึ่งถ้า รัฐบาลให้การสนับสนุนนะครับ และผมย้ําอีกครั้งว่าเรื่องการกระจายอํานาจนี่ทําเร็ว ไม่ได้ทําในบางจังหวัดก่อน เพราะฉะนั้นคงไม่ได้ใช้ทรัพยากรมาก ถ้ารัฐบาลสร้างตั้งแต่ที่เอื้อ ในเรื่องการรับรองสถานะความชอบธรรมของกลไกจังหวัด กลไกพื้นที่ ไปจัดการศึกษาที่มี ความหลากหลายตามสภาพภูมิสังคมของพื้นที่บวกกับเรื่องทรัพยากรที่จัดลงในพื้นที่เรื่องนี้ น่าจะหวังผลได้แน่นอนครับ
๒ สไลด์ (Slide) สุดท้ายหน้า ๖๙ หน้า ๗๐ นั่นเป็นเพียงตัวอย่างครับว่า ตอนนี้เรามีปัญหาเด็กหลุดระบบอยู่มากมายแค่ไหนนะครับ อย่างที่เรียนไปแล้วเด็กเรา หลุดออกไปก่อน ม. ๓ ๑๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ แล้วก็หลุดไปตอน ม. ๓ อีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เหลือมาถึง ม. ๖ ประมาณ ๕๐ : ๕๐ นะครับ ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าหลายจังหวัดจับโจทย์นี้แล้ว หลายจังหวัดมีข้อมูลจังหวัดที่ตามเด็กได้ แล้วก็หลายจังหวัดเริ่มมีแผนงานโครงการที่จะ ดึงเด็กกลับมาเรียนหรือสร้างงานสร้างอาชีพให้กับเด็ก เยาวชนของเรานะครับ หลายจังหวัด ตั้งโจทย์ไปถึงเรื่องการสร้างสังคมผู้ประกอบการทํางานร่วมกับภาคเอกชน ให้เด็กฝึกงาน ที่จะออกมาเป็นผู้ประกอบการริเริ่มธุรกิจในพื้นที่ได้ ตั้งโจทย์เหมือนที่ผมกราบเรียน ที่ประชุมไปครับ ก็คือเรื่องจัดการศึกษาที่จะรักษาคนไว้กับพื้นที่กับท้องถิ่นได้ อันนี้ก็เป็น ภาพรวมเร็ว ๆ นะครับเกี่ยวกับเรื่องพิมพ์เขียวการปฏิรูปของทางคณะกรรมาธิการการปฏิรูป การศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของ สปช. ซึ่งอย่างที่ท่านอาจารย์เขมทัตได้เรียน ตอนแรกแล้วนะครับ เรื่องนี้เราลงรายละเอียดแล้วก็วางเป้าหมายจากระยะสั้นไปถึงระยะยาว ๑๗ ปีนะครับ ซึ่งแน่นอนครับ ในเวลา ๔๐-๔๕ นาทีอาจจะไม่สามารถอธิบายรายละเอียด ได้หมดนะครับ แต่ว่ามีรายงานอยู่ในเอกสารของทาง สปช. ซึ่งอยู่ในเว็บไซต์ (Web site) ของทางสภาอยู่แล้วซึ่งดาวน์โหลด (Download) มาได้ ก็หวังอย่างยิ่งครับว่าสิ่งที่เราคิดกันมา ทํากันมาจะถูกรับช่วงต่อนะครับ และหลายเรื่องซึ่งเป็นเรื่องสําคัญเป็นคานงัดใหญ่ ๒-๓ เรื่อง ที่ผมกราบเรียนไป ทางสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจะได้กรุณาพิจารณานะครับ และทําให้ เรื่องนี้เป็นจริงโดยการประสานกับทางกระทรวงแล้วก็ทางรัฐบาลต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ