สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๗ · ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องการปฏิรูปการศึกษา โดยเน้นการพิจารณาองค์รวม ๕ ปัจจัย และเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบการศึกษา รวมถึงการมีส่วนร่วมจากผู้ปกครอง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาและเลื่อนขึ้นในอันดับของประเทศอาเซียน โดยเสนอให้ใช้มาตรการประเมินผลการปฏิบัติงานของครูและผู้บริหาร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสอนและพัฒนาคุณภาพการศึกษา

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณทางผู้แทนของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สภาปฏิรูปแห่งชาติ นะครับ ที่ได้กรุณานําเสนอ ๓ วาระสําคัญของการปฏิรูปการศึกษา คือ วาระที่ ๑๖ ปฏิรูประบบการจัดการศึกษา วาระที่ ๑๗ ปฏิรูประบบการคลัง ด้านการศึกษา ด้านอุปสงค์ วาระที่ ๑๘ ปฏิรูประบบการเรียนรู้ รวมทั้งการจัดเอกสารและเพาเวอร์พอยนท์ (PowerPoint) อย่างดียิ่ง ก็ขอขอบคุณที่เราจะได้ทํางานร่วมกันแล้วก็ต่อยอดกันต่อไปนะครับ

ท่านสมาชิกครับ บัดนี้เป็นช่วงเวลาของการอภิปรายทั่วไปเพื่อให้ท่านสมาชิก ได้แสดงความคิดเห็นเพื่อเสนอวิธีการปฏิรูปประเทศโดยใช้เวลาท่านละไม่เกิน ๕ นาทีนะครับ สําหรับสมาชิกที่ได้แสดงความจํานงไว้แล้วผมจะอ่าน ๕ รายชื่อแรก ลําดับแรกก็คือ ท่าน พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ท่านผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ซึ่งความจริง ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา จะมาจากอาชีพตํารวจ อาชีพไหน แต่ว่าความสนใจแต่ละท่านนั้น ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นท่านก็เป็นผู้รอบรู้เรื่องนี้มาก ท่านได้จัดทําเอกสารประกอบ การนําเสนอแล้วก็รวมทั้งเพาเวอร์พอยนท์ (PowerPoint) ซึ่งท่านประธานได้อนุญาต ให้นําเสนอได้ ท่านที่ ๒ พลเอก พหล สง่าเนตร ท่านเป็นอดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม เช่นกันครับ ได้มีการทําเอกสารการนําเสนอแล้วก็เพาเวอร์พอยนท์ (PowerPoint) ซึ่งท่านประธานทินพันธุ์ก็ได้อนุญาตเรียบร้อย ท่านที่ ๓ นางสาวปิยะธิดา ประดิษฐบาทุกา ซึ่งท่านเป็นผู้อํานวยการหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และเป็นกรรมการอิสระ บริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จํากัด (มหาชน) ด้วยนะครับ ท่านก็ได้นําเสนอเอกสารพร้อมกับเพาเวอร์พอยนท์ (PowerPoint) ก็ทําการบ้านเตรียมการมาอย่างดี ส่วนท่านที่ ๔ ท่านจินดา วงศ์สวัสดิ์ ท่านเป็น อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลําปาง ท่านที่ ๕ พลเอก นคร สุขประเสริฐ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก เป็นพลเอกหมาด ๆ เลยนะครับ ก็ขอเชิญท่าน พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ครับ

พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : กราบเรียนท่านประธานและสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน กระผม พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ อดีตผู้บัญชาการศึกษาสํานักงานตํารวจแห่งชาติ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๗๖ ขออภิปรายวิธีการการปฏิรูป การศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ โดยขออนุญาตใช้เพาเวอร์พอยนท์ (PowerPoint) และเอกสารครับ

ขออนุญาตสักครู่นะครับ ท่านครับ บัดนี้มีคณะอาจารย์และนักศึกษา จากมหาวิทยาลัยทักษิณ จังหวัดสงขลา จํานวน ๖๐ คน ได้เข้ามาทัศนศึกษาชมการทําหน้าที่ ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก็ยินดีต้อนรับคณะครูบาอาจารย์แล้วก็นักศึกษา จากมหาวิทยาลัยทักษิณนะครับ เชิญท่านสุวิระต่อครับ

พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : กรอบการปฏิรูปการศึกษาและพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์ของประเทศจะต้องพิจารณาองค์รวม ๕ ปัจจัย ประกอบด้วย ๑. อินพุท (Input) คือปัจจัยนําเข้า ๒. โพรเซส (Process) คือกระบวนการ ๓. เอาท์พุท (Output) คือผลผลิต ๔. เอาท์คัม (Outcome) คือผลลัพธ์ และ ๕. อิมแพกท์ (Impact) คือผลลัพธ์สุดท้ายครับ ในปัจจัยนําเข้านะครับ ครูนับว่า เป็นปัจจัยที่สําคัญที่สุดครับ จะต้องมีครูเป็นมืออาชีพนะครับ ครูมืออาชีพจะเกิดขึ้นได้จะต้อง มีเครื่องมือการคัดกรองที่ดี ให้บุคคลที่จะไปเป็นครูมีศักยภาพพื้นฐานส่วนบุคคลที่เหมาะสม กับการเป็นครูมืออาชีพ และสถาบันผลิตครูก็ต้องผลิตครูมืออาชีพ และนอกเหนือจากนั้น เมื่อครูมาเป็นครูระยะหนึ่งแล้ว ก็ต้องมีสถาบันการพัฒนาครูให้เป็นครูที่เป็นมืออาชีพ และที่สําคัญที่สุดจะต้องมีระบบการบริหารและการประเมินผลครูให้เป็นครูมืออาชีพ ในการประเมินผลเมื่อสักครู่นั้น ท่านเขมทัตได้กล่าวถึงว่าเป็นการประเมินที่เน้นในเรื่อง โพรเซส (Process) ก็คือเน้นการทําเอกสาร แต่จากนี้ไปขอให้เน้นในเรื่องของการดูที่ เอาท์พุท (Output) คือผลผลิตแล้วก็ผลลัพธ์เป็นหลักครับ ปัจจัยนําเข้าที่สําคัญอีกอันหนึ่ง ก็คือเด็กนักเรียน จะต้องทําการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของนักเรียนเป็นรายบุคคลเพื่อดูแล และจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสม เพื่อให้เขาจบการศึกษาทุกคน และจบอย่างมีคุณภาพ

ปัจจัยที่ ๒ ที่จะพิจารณาคือกระบวนการนั้น จะต้องทําการปฏิรูประบบ การจัดการศึกษา ปฏิรูประบบการคลังด้านการศึกษา และปฏิรูปการเรียนรู้ตามที่ท่าน สปช. ได้นําเสนอเมื่อสักครู่แล้วนะครับ ในกระบวนการโพรเซส (Process) นี้ที่สําคัญมากก็คือว่า ผู้ปกครองต้องมีส่วนร่วมครับ

และปัจจัยที่ ๓ ที่ต้องพิจารณาก็คือเอาท์พุท (Output) หรือผลผลิตนะครับ จํานวนนักเรียนที่จบการศึกษาในภาคบังคับจะต้องมีอัตราเพิ่มขึ้นนะครับ ในปัจจุบัน มีประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เหลืออีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์นั้นต้องออกไปจากระบบการศึกษา ตรงนี้จะเป็นปัญหาทางด้านสังคมและเศรษฐกิจของชาติ และศักยภาพในการพัฒนา ของประเทศในอนาคตครับ จะต้องเพิ่มขึ้นครับจาก ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๙๕ เปอร์เซ็นต์ เป็นอย่างน้อยในระยะเวลาอันสั้นนี้ครับ

ปัจจัยที่ ๔ เอาท์คัม (Outcome) คือผลลัพธ์นะครับ จากศักยภาพ ความสามารถของนักเรียนที่จบนะครับ ปัจจุบันนี้ประเทศไทยของเราอยู่ในอันดับ ๖ ของประเทศอาเซียน (ASEAN) ต้องเลื่อนเป็นอันดับ ๓ ครับ จากอันดับ ๓ มาจากไหนครับ มาดูจากจีดีพี (GDP) นะครับ อันดับ ๑ ประเทศสิงคโปร์ อันดับ ๒ ประเทศมาเลเซีย อันดับ ๓ ประเทศไทย เพราะฉะนั้นระดับการศึกษาของไทยต้องไม่ควรต่ํากว่าอันดับที่ ๓ ทักษะทางด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์นั้นควรเลื่อนจากระดับ ๕ มาเป็นระดับ ๓ นะครับ ทักษะภาษาอังกฤษควรเลื่อนจากอันดับ ๕๓ มาเป็นอันดับ ๒๗ อันดับ ๕๓ มาจากไหนครับ มาจากประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษ ๕๔ ประเทศทั่วโลก ประเทศไทยประเมินแล้ว อยู่อันดับที่ ๕๓ ครับเราอยู่ในระดับที่ต่ํามาก ต่ํามากที่สุดนะครับ เลื่อนเป็นอันดับที่ ๒๗ ถือว่าแค่ต่ํามากเท่านั้น ก็อยากจะให้มีการปรับปรุงเลื่อนไปอยู่ตรงนั้นครับ สถานภาพของเรา ต้องอยู่ตรงนั้นนะครับ

อันดับต่อไปตัวชี้วัดผลลัพธ์ ความสามารถในการอ่านภาษาไทย ต้องเลื่อน จากระดับ ๑ เป็นระดับ ๖ ครับ เพราะปัจจุบันนี้ถัวเฉลี่ยแล้วอ่านออกแต่ไม่เข้าใจความ เพราะฉะนั้นต้องพัฒนาตรงนี้ครับ ถือว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน

และปัจจัยที่ ๕ ต้องพิจารณานะครับ ก็คือผลลัพธ์สุดท้าย ถ้าเราได้ผลผลิต และผลลัพธ์บรรลุผลแล้วจะส่งผลต่อพลเมืองที่เข้มแข็ง สังคมมีคุณภาพ และมีความพร้อม ในการพัฒนาประเทศ รวมทั้งปฏิรูปประเทศด้วยนะครับ มาตรการที่จะดําเนินการนั้น มีทั้งดําเนินการได้ในทันที แผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวนะครับ ผมขอนําเสนอ มาตรการที่สามารถดําเนินการได้ทันที และสามารถเห็นผลเป็นรูปธรรมได้โดยเร็ว ด้วยการเสนอให้ทางฝ่ายบริหารออกเป็นคําสั่งหรือออกกฎในการประเมินผลการปฏิบัติงาน การแต่งตั้ง การเลื่อนตําแหน่ง การเลื่อนซี และการโยกย้าย โดยให้วัดผลจากผลผลิต ผลลัพธ์ ในเรื่องของคุณภาพทางการศึกษาดังที่กล่าวแล้วข้างต้น ถ้าผลผลิตและผลลัพธ์ไม่ดีขึ้น ต้องมีผลต่อผู้รับผิดชอบ ผู้บริหารเขตการศึกษาสามารถทําให้ตัวชี้วัดทางด้านผลผลิต และผลลัพธ์ดีขึ้น ก็ควรที่จะได้เลื่อนตําแหน่งสูงขึ้น หรือย้ายไปรับผิดชอบเขตการศึกษา ที่ใหญ่ขึ้นเพื่อเตรียมตัวเลื่อนตําแหน่งสูงขึ้นต่อไป ถ้าตัวชี้วัดลดลงก็พิจารณาปรับย้าย ไปรับผิดชอบเขตการศึกษาที่เล็กลง ส่วนระดับผู้อํานวยการโรงเรียนต่าง ๆ ก็ใช้มาตรการ เช่นเดียวกับผู้บริหารเขตการศึกษา แต่วัดในระดับโรงเรียน ส่วนครูประจําชั้น ครูแนะแนว และครูประจําวิชา ก็ดําเนินการในทํานองเดียวกัน แต่วัดในระดับชั้นเรียนหรือรายวิชาที่สอน ที่รับผิดชอบ ผมมั่นใจว่าเมื่อมาตรการนี้ประกาศออกไปจะเกิดการตื่นตัวและเกิด การเปลี่ยนแปลงทางด้านผลผลิตและผลลัพธ์ไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในทันที ส่วนแผนระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ก็ขอให้ดําเนินการตามโรดแมป (Roadmap) ที่ สปช. ได้นําเสนอไว้แล้วข้างต้น แต่สําคัญครับ ต้องยึดตัวชี้วัดที่เป็นผลผลิตและผลลัพธ์เสมอ จึงขอฝาก ท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการเพื่อดําเนินการขับเคลื่อนต่อไปครับ

ขอบคุณท่าน พลตํารวจโท ดอกเตอร์สุวิระ ทรงเมตตา ก่อนที่จะไปท่านที่ ๒ ผมจะอนุญาตให้มีการสําเนาเอกสารแจกสมาชิกสําหรับลําดับที่ ๖ ศาสตราจารย์ดอกเตอร์อิศรา ศานติศาสน์ แล้วก็ท่านดอกเตอร์วินัย ดะห์ลัน เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีเวลาที่จะไปทําสําเนา ก็อนุญาตนะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกลําดับถัดไปนะครับ ท่าน พลเอก พหล สง่าเนตร อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม เชิญครับ