สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๗ · ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

พหล สง่าเนตร กล่าวถึงประวัติและประสบการณ์ของตนเอง และระบุวัตถุประสงค์ของการกล่าวคำแนะนำต่อคณะกรรมาธิการ สปท. ซึ่งก็คือการพัฒนาการศึกษาเพื่อให้คนไทยอยู่รอดในสังคมใหม่และรักเมืองไทย พหล สง่าเนตร เสนอการปฏิรูปการศึกษา โดยเน้นการพัฒนาครูให้แล้วเสร็จภายใน 100 ปี และการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณธรรมจริยธรรมและอุดมการณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ นอกจากนี้ยังเสนอการปฏิรูประบบการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม โดยเน้นการมีส่วนร่วมของภาคการเมือง และการสร้างความรู้ความสามารถที่เหมาะสมกับช่วงวัยของการเรียนรู้ โดยมุ่งเน้นการสร้างคนดีมีคุณธรรมจริยธรรม มีคุณค่าต่อสังคมและประเทศชาติ

พลเอก พหล สง่าเนตร

กราบเรียนท่านประธานสภาและเพื่อนสมาชิก ที่เคารพ กระผม พลเอก พหล สง่าเนตร สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๐๖ ก็ต้องขออนุญาตกล่าวแนะนําตัวนิดหนึ่ง เพราะว่าท่านประธานก็คงยังไม่รู้จัก แล้วก็เพื่อน สมาชิกหลายคนก็คงไม่รู้จัก ผมไม่ใช่คนดังอย่างท่านวันชัย ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ผมเป็นนายทหารนอกราชการเกษียณอายุมานานแล้ว ตําแหน่งสุดท้ายอย่างที่ท่านได้กล่าว ก็คือเป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหม แต่ตลอดชีวิตรับราชการนั้นผมอยู่ในภาคการศึกษา นอกกระทรวงศึกษาธิการอย่างที่ท่านวิวัฒน์ได้พูดถึงก็มีหลายภาคส่วน ใช้ชีวิตเป็นครู เป็นนักเรียน เป็นผู้จัดการศึกษา เป็นผู้ประเมินการศึกษา เป็นผู้จัดระบบการศึกษาของ กองทัพมาโดยตลอด ก็คิดว่าจะมีข้อแนะนําบางส่วนที่เป็นประโยชน์สําหรับคณะกรรมาธิการ ของ สปท. ต่อไป ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการจาก สปช. ที่ได้ทําการศึกษาไว้โดยละเอียด เสนอแนะวิธีการต่าง ๆ ค่อนข้างชัดเจน ผมมองดูเป้าหมายสําคัญเช่นเดียวกัน คือเป้าหมาย ที่จะพัฒนาคน ประเทศเรามีปัญหามากมายเมื่อวานนี้ก็พูดกันว่าจะทําอย่างไรให้คนดีเข้าสภา คนดีมาเล่นการเมือง มีวิธีระยะสั้นระยะยาวมากมาย ผมเชื่อว่าถ้าเราพัฒนาการศึกษาได้ดี ไม่มีปัญหาเพราะทุกคนเป็นคนดี ก็มีคนดีเข้าสภาแน่นอนครับ เพราะฉะนั้นความมุ่งหมาย ของผมคือต้องการให้คนไทยอยู่รอดในสังคมใหม่ซึ่งเป็นประชาคมอาเซียน (ASEAN) และคนไทย ต้องรักเมืองไทย ร่วมกันสร้างชาติไทยไม่ทําร้ายประเทศไทย มีตัวอย่างมากมายที่คนไทย รับจ้างต่างชาติกล่าวร้ายประเทศไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ อันนี้ต้องเป็นผลผลิต ที่ไม่ดีของระบบการศึกษาแน่นอนครับ ถึงแม้ว่าคณะ สปช. จะได้ทําการพิจารณาโดย ละเอียดรอบคอบแล้วก็ตาม กระผมยังมีข้อพิจารณาเพิ่มเติมที่จะได้นําเพิ่มเติมเพื่อให้ คณะกรรมาธิการของ สปท. ได้ไปดําเนินการต่อไป

ประเด็นแรก ประเด็นตัวบ่งชี้ปีพุทธศักราช ๒๕๗๕ คือ ๑๐๐ ปี ประชาธิปไตยไทยนะครับ ค่าสําคัญคือค่าการไม่ยอมรับการทุจริตประพฤติมิชอบที่ตั้งเป้าไว้ ว่า ๖๐ ใน ๑๐๐ หรือ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ผมว่าน่าจะต่ําเกินไปนะครับ ถ้าจะแก้ปัญหาของชาติ ตรงนี้น่าจะไม่ต่ํากว่า ๘๕-๙๐ เปอร์เซ็นต์ ผมว่าเป็นเป้าหมายเร่งด่วนที่ไม่ควรจะให้ต่ําไปกว่า ๘๐ หรือ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ การไม่ยอมรับการทุจริตเป็นปัญหาเร่งด่วนจริง ๆ ซึ่งเรา มีคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะเกิดขึ้นอยู่แล้วนะครับ

ประเด็นที่ ๒ ประเด็นกรอบระยะเวลากับการปฏิรูปการศึกษา ได้มีการวาง ระบบว่าใน ๒ ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร จนถึงใน ๒๐ ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ผมมองดูว่า เป้าหมายที่ต้องการให้ระบบผลิตพัฒนาและระบบการบริหารงานบุคคลให้เป็นระบบที่มี คุณภาพ ซึ่งหมายถึงการพัฒนาครูให้แล้วเสร็จใน ๑๐๐ ปีประชาธิปไตยไทยน่าจะช้าเกินไป เพราะครูคือกําลังสําคัญที่สุดในการพัฒนาการศึกษา ผมว่าถ้าไม่ ๒ ปีหน้า หรือ ๕ ปีหน้า ก็จะช้าไปแล้วละครับ เพราะฉะนั้นการพัฒนาครูให้แล้วเสร็จน่าจะเป็นวาระเร่งด่วนที่เร็วที่สุด มาถึงวาระที่ ๑๖ ในการปฏิรูประบบการจัดการศึกษา ผมก็ให้ความสําคัญของคนเป็นเครื่องมือหลัก เช่นเดียวกันนะครับ สนใจในการบรรจุผู้บริหารและการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษา ทั้ง ๒ ประเด็นนี้มีความเห็นเช่นเดียวกันว่านอกจากจะพิจารณาความรู้ความสามารถแล้ว ที่สําคัญที่สุดในการที่จะสร้างคนไทยให้รักประเทศไทย สร้างประเทศไทย หรือต้องการสร้าง อุดมการณ์ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ผลการคัดเลือกบรรจุผู้บริหารนอกจากพิจารณา ความรู้ความสามารถ ประสบการณ์การสอน ทัศนคติทางวิชาชีพ วิชาการแล้ว จะต้องมี การประเมินผลการปฏิบัติงาน การบริหารที่ผ่านมา รวมทั้งการสัมภาษณ์ถึงอุดมการณ์ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ด้วยนะครับ เช่นเดียวกับเรื่องทั้งการพัฒนาบุคลากร ทางการศึกษา ต้องมีการพัฒนานอกเหนือจากทักษะ ความรู้ วิชาชีพแล้ว คุณธรรมจริยธรรม และอุดมการณ์ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ต้องเป็นประเด็นสําคัญในการพัฒนาบุคลากร ทางด้านนี้ ถ้าครูหรือผู้บริหารการศึกษาไม่มั่นคงในเรื่องนี้ แน่นอนนักเรียนก็ต้องไม่มั่นคง ด้วยนะครับ

ในประเด็นต่อไป เรื่องของการปฏิรูประบบการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม ผมว่ากลไกสําคัญที่ยังไม่ได้เข้ามาในภาคของการมีส่วนร่วมคือภาคการเมือง ในทุกภาคส่วน ที่เข้าไปมีส่วนร่วมผมว่าภาคการเมืองเป็นส่วนสําคัญที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าภาคใด ๆ นะครับ ทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่นจะเข้ามาสวมได้ในทุกส่วนของการจัดการศึกษา ในส่วนของ การปฏิรูประบบการเรียนรู้หลักสูตร ขออภัยสักเล็กน้อยนะครับ การปฏิรูปหลักสูตร ต้องสร้างความรู้ความสามารถที่เหมาะสมกับช่วงวัยของการเรียนรู้ และขณะเดียวกัน ต้องเน้นการสร้างคนให้เป็นคนดีมีคุณธรรมจริยธรรม มีคุณค่าต่อสังคมและประเทศชาติ อาจจะเพิ่มเติมในเรื่องของประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ความรู้ความเข้าใจในชาติและสถาบัน เช่นเดียวกันหลักคิดที่สําคัญที่สุดที่คิดว่าคนไทยในยุคหน้าจะอยู่รอดได้คือหลักคิดของ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนะครับ อย่างที่ผมได้เคยกล่าว อภิปรายไว้ในครั้งแรกแล้วต้องให้ทุกคนมีหลักคิดนี้ในใจ ในการทําอะไรก็ตามต้องมีเหตุผล มีความพอประมาณ คิดถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นและทางแก้ไขไว้ คือมีภูมิคุ้มกันโดยใช้ความรู้ และคุณธรรมเป็นหลักจะทําให้สังคมอยู่อย่างเป็นสุขและสร้างสรรค์สังคมไทยให้เข้มแข็ง สําหรับวิธีการเรียนนั้นเพื่อเน้นให้คนเป็นคนที่อยู่ในสังคมได้ ต้องเน้นการมีส่วนร่วม ในการเรียนทั้งกิจกรรมและการปฏิบัติงานร่วมกัน ซึ่งแน่นอนเมื่อมีกระบวนการเรียน นอกห้องเรียนหลากหลายวิธี การวัดผลการศึกษาต้องวัดผลให้สอดคล้องกับกระบวนการเรียน นั่นคือมีการวัดผลจากกิจกรรมและกระบวนการเรียนร่วมกันด้วย ซึ่งตรงนี้น่าจะเป็นส่วนหนึ่ง ในการวัดผลเข้าไปศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาด้วยเช่นกันนะครับ ไม่ใช่เฉพาะภาควิชาการ หรือภาคความรู้อย่างเดียวนะครับ ผมเชื่อว่าถ้าเราได้มีการตั้งเป้าหมายที่สําคัญในการ พัฒนาคนให้สมบูรณ์ครบถ้วนโดยเฉพาะทางด้านจิตวิญญาณแล้วคนไทยในอนาคตจะไม่สร้าง ปัญหาให้ประเทศชาติ ขอบคุณครับ