สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๗ · ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

ชูชัย ศุภวงศ์ เสนอการปฏิรูประบบการคลังและการงบประมาณด้านการศึกษา โดยแนะนำการเปลี่ยนแปลงการจัดสรรงบประมาณจาก "Supply side" เป็น "Demand side education financing" พร้อมเสนอแนวคิดในการปรับระบบอาชีวศึกษาให้มีการปฏิรูปและจัดตั้งกองทุนสมทบแก่ท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาตนเองของพลเมือง

นายชูชัย ศุภวงศ์

ขอบคุณครับ กราบเรียนท่านประธาน กระผม นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ นะครับ สมาชิกหมายเลข ๐๔๐ ก่อนอื่นต้องขอแสดงความชื่นชม คณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาของ สปช. ซึ่งที่ผ่านมาผมในฐานะรองประธานกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ทํางานร่วมกับคณะกรรมาธิการชุดนี้อย่างหนัก แล้วได้ผลออกมา ส่วนหนึ่งก็สกัดไปเขียนในรัฐธรรมนูญ ส่วนหนึ่งก็อยู่ในแผนที่ท่านสมาชิกทั้งหลายได้อ่านแล้ว และก็มีการนําเสนอที่เป็นระบบ ผมคงพูดประเด็นเดียวครับท่านประธาน ด้วยเหตุที่ว่า มีประสบการณ์จากการได้เห็นกระบวนการปฏิรูปของระบบสุขภาพ ระบบสุขภาพที่เปลี่ยนแปลง ขณะนี้ก็ยังอยู่ในกระบวนการปฏิรูปคือการเปลี่ยนระบบงบประมาณแล้วก็ระบบการคลัง เพราะฉะนั้นประเด็นที่ผมจะเสนอต่อไปนี้ก็คือการปฏิรูประบบการคลัง การงบประมาณ ด้านการศึกษา แต่ไม่ได้หมายความว่าประเด็นอื่นที่ได้พูดมาแล้วไม่สําคัญคงต้องทําควบคู่กันไป แต่ว่าประเด็นนี้ผมมีความเชื่อว่าเป็นจุดคานงัดที่สําคัญ ผมเสนออย่างนี้ครับ

ประเด็นที่ ๑ ได้มีการพูดไปแล้วเรื่องระบบจัดการงบประมาณใหม่ โดยจัด งบดําเนินการให้ผู้เรียนโดยตรงตามความจําเป็นที่แท้จริงของผู้เรียนที่เราเรียกว่า ดีมานด์ ไซด์ เอดูเคชัน ไฟแนนซิง (Demand side education financing)

- ๔๒/๑                 แทนการจัดสรรงบประมาณแบบซัพพลายไซด์ (Supply side) อันนั้นเป็นประเด็นที่ ๑ ส่วนการจะดําเนินการ สปท. จะผลักดันทําเป็นช่วงเวลาหรือเฟสซิง (Phasing) อย่างไร เป็นเรื่องที่จะต้องมาพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะว่าไม่อย่างนั้นจะเกิดการกระเพื่อมมาก อย่างที่ระบบสุขภาพได้เป็นอยู่

ประเด็นที่ ๒ ใช้มาตรการทางภาษีสนับสนุนผู้ประกอบการ หรือองค์กร ภาคเอกชนที่ร่วมจัดการศึกษา อันนี้เป็นการสร้างแรงจูงใจด้านภาษีนะครับ อันที่จริงขณะนี้ บริษัทธุรกิจเอกชนลงไปช่วยในการจัดการศึกษาก็มีไม่น้อย ไม่ว่าตัวอย่างของอดีต สปช. ท่านอาจารย์มีชัย วีระไวทยะ ที่ทําที่โรงเรียนมีชัยพัฒนาที่ลําปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ก็ดึงบริษัทธุรกิจเอกชนลงไปและทําให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง นักเรียนก็มีประชาธิปไตย ในโรงเรียน โรงเรียนสามารถบริหารจัดการธุรกิจได้ แล้วก็เป็นการสร้างให้คนอยู่ในพื้นที่ หรือไม่ก็ของอาจารย์ประภาภัทร นิยม อดีต สปช. หรือที่อาจารย์วิวัฒน์ อาจารย์ยักษ์ ศัลยกําธร ท่านนั่งอยู่ที่นําเสนอเมื่อสักครู่นี้ ท่านได้ทํารูปแบบต่าง ๆ นี้มากมาย ในร่าง รัฐธรรมนูญได้กําหนดให้มีกลไกนี้ ถ้านโยบาย หรือทิศทาง หรือมาตรการที่ชัดเจนว่า มีแรงจูงใจทางภาษีของธุรกิจลงไปแล้วผมคิดว่าธุรกิจทั้งประเทศจะให้ความสนใจแล้วก็ จะเป็นลักษณะซีเอสอาร์ (CSR) คือรับผิดชอบต่อสังคม แล้วความเร็วในการเปลี่ยนครั้งใหญ่ จะเกิดขึ้น อันนี้ผมพยายามจะพูดถึงภาคมหภาคลงไปเชื่อมกับภาคพื้นที่นะครับ ซึ่งผมคิดว่า สามารถดําเนินการได้ แล้วก็เห็นผลได้

ประเด็นที่ ๓ คือเรื่องการจัดสรรทุนการศึกษาในรูปแบบคูปองการศึกษา อันนี้เราพูดกันพอสมควร ผมก็ขอใช้ตัวอย่างเดียวนะครับ คูปองการศึกษาถ้าเราจะปรับ ให้เน้นเรื่องการเรียนการสอนอาชีวศึกษาโดยเฉพาะ เราสามารถปรับสัดส่วนให้ใช้คูปอง การศึกษา ปรับสัดส่วนให้ผู้เรียนสายสามัญศึกษาเป็นร้อยละ ๔๐ สายอาชีวศึกษาเป็นร้อยละ ๖๐ การปฏิรูประบบอาชีวศึกษาจะเกิดขึ้นทันที แล้วจะออกมามีงานทํา มีอาชีพ ประกอบสัมมาอาชีพ ไม่ใช่ว่าเราได้ปริญญามาเยอะแยะแต่ก็ว่างงานนะครับ

ประเด็นที่ ๔ คือการจัดตั้งกองทุนสมทบแก่ท้องถิ่นหรือภาคประชาสังคม ที่ร่วมจัดการศึกษา เราต้องการมีผู้อภิปรายว่าให้มีการเปลี่ยนจากการจัดการศึกษา มาสนับสนุนให้เกิดการจัดการศึกษา ถ้าองค์กรบริหารท้องถิ่น หรือองค์กรพัฒนาเอกชน เป็นผู้จัดการศึกษา ต้องสนับสนุนกองทุนสมทบ ที่เรียกว่าแมตชิงฟันด์ส (Matching funds) ยกตัวอย่างมูลนิธิเด็กของครูรัชนี ธงไชย ที่มูลนิธิเด็ก ที่หมู่บ้านเด็กที่เมืองกาญจน์ เขาดิ้นรนทําของเขาเอง ถ้าสมมุติว่ามีการจัดสรรงบประมาณไปให้ก็จะเกิดประโยชน์มาก รวมทั้งเครือข่ายผู้ปกครอง การศึกษาทางเลือก อันนั้นเขาดิ้นรนกันเอง ถ้าสมมุติว่า มีกองทุนนี้สนับสนุนการศึกษาทางเลือกที่หลากหลายกับกลุ่มหลายกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าผู้ด้อยโอกาส หรือคนพิการ ก็จะเกิดขึ้นทันที

ประเด็นสุดท้ายท่านประธานครับ มาตรการทางการเงินภาษีสนับสนุน การพัฒนาตนเองและเรียนรู้ตลอดชีวิตของพลเมืองทุกคน อันนี้สําหรับประชาชนที่อยู่ใน วัยทํางาน หรือที่หลุดจากระบบการศึกษาและต้องการพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต อันนี้เราก็ สามารถจัดสรรได้

และสุดท้ายจริง ๆ ครับ ผมอยากจะเรียนว่าการปฏิรูปการศึกษาจะสําเร็จ ได้นั้นจําเป็นต้องรําลึกถึงว่าการศึกษาเพื่อคนทั้งมวล แล้วคนทั้งมวลก็ต้องช่วยกันปฏิรูป การศึกษา แล้วมีนักปราชญ์ทางการศึกษาได้พูดนะครับว่าการศึกษานั้นแพง แต่ความไม่รู้นี่ แพงยิ่งกว่า ขอบพระคุณครับ