เพิ่มพงษ์ เชาวลิต หารือเรื่องการปฏิรูปการศึกษา โดยเน้นย้ำความสำคัญของการป้องกันการเสพติดและพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก โดยเสนอแนวทางในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เช่น การใช้กระบวนการเอ็กซีคิวทีฟฟังก์ชัน และการอบรมครูและเด็ก และยังหารือเรื่องระบบการศึกษาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีปัญหาการรับรู้และการเข้าถึงการศึกษาและเรียกร้องการปฏิรูปการศึกษาเพื่อจัดการกับปัญหานี้
กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพ กระผม นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. ที่ ๑๑๐ ขออนุญาตมีข้อเสนออยู่ ๒ ประเด็นเกี่ยวกับการปฏิรูป การศึกษา ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมนะครับที่คณะ สปช. ได้มีการศึกษาเรื่องนี้อย่างละเอียด แล้วก็มีแผนการปฏิบัติอย่างชัดเจน มีตัวร่างตัวบทกฎหมายที่ชัดเจนนะครับ แล้วก็ที่คณะ สปช. ท่านได้พูดว่าเรื่องการศึกษาไม่ใช่เรื่องของกระทรวงศึกษาธิการอย่างเดียว ตรงนี้ผมคิดว่า เห็นด้วยอย่างยิ่งเพราะว่าการศึกษาเป็นเรื่องของทุกคน แล้วก็ของทุกหน่วยราชการ ในฐานะที่เคยรับผิดชอบในงานด้านยาเสพติด ประเด็นที่เราให้ความสําคัญมากที่สุด คือเรื่องของการป้องกันนะครับ เราพบว่าในแต่ละปีจะมีคนที่เป็นรายใหม่หรือเป็นรายแรก เข้ามาสู่ระบบของยาเสพติดประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเราป้องกัน ยาเสพติดไม่ได้เราก็คงไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้เลยนะครับ เมื่อปีที่แล้วเราก็ได้พบ ในนักการศึกษาขึ้น ท่านได้มีการเสนอว่าที่จริงเรื่องของการป้องกันยาเสพติด เราได้พูดถึง เรื่องของการสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่เด็กปฐมวัย ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง มีกระบวนการจัดการอันหนึ่งที่เขาเรียกว่าเอ็กซีคิวทีฟฟังก์ชัน (Executive function) ก็คือ ความสามารถในการใช้สมอง ได้มีตัวเลข ได้มีการวิจัยให้เห็นว่าถ้าสามารถที่จะเสริมสร้าง ภูมิคุ้มกันให้กับเด็ก เยาวชนก่อนวัยเรียนได้เท่าไรจะเพิ่มภูมิคุ้มกันได้ในระยะยาว ในหลาย ๆ ประเทศ เขาประสบความสําเร็จตรงนี้ได้อย่างมาก เราเอากระบวนการตรงนี้มาใช้ กระบวนการนี้ เรียกว่าอีเอฟ (EF) คือความสามารถในการใช้สมอง ความคิดในการจัดการชีวิต มีอยู่ด้วยกัน ๕ อย่าง ก็คือ การสร้างความคิดในเรื่องของรู้จักจําเพื่อใช้งาน รู้จักคิดยับยั้งชั่งใจ รู้จักคิด ไตร่ตรอง รู้จักยืดหยุ่น แล้วก็ตัดสินใจ และก็รู้จักในการควบคุมอารมณ์ ถ้าสามารถที่จะทําให้ เด็ก เยาวชนก่อนวัยเรียนหรือปฐมวัยมีความรู้สึกตรงนี้ได้จะเป็นภูมิคุ้มกันที่ป้องกันเขาไปใน ระยะยาว ซึ่งอันนี้ถือว่าเป็นกระบวนการสําคัญขึ้นมา แต่การที่จะเอาความรู้ตรงนี้ไปให้ เด็ก เยาวชนเหล่านี้ได้ ที่สําคัญมากที่สุดได้มีการวิจัยไปแล้วคือการทํานิทาน ป.ป.ส. ก็ได้ทํา นิทานมา ๕ เรื่องที่จะไปทําตรงนี้ขึ้นมาในการเพิ่มความทรงจํา ในการให้เด็กยับยั้งชั่งใจ รู้จักคิด รู้จักจดจํา รู้จักพบปัญหา อุปสรรคต่าง ๆ แล้วอบรมครู ๕๐,๐๐๐ คนที่เป็นครูสอน เด็ก เยาวชนก่อนวัยเรียน แล้วไปอบรมกับเด็กประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ คนในปีที่แล้ว เราวิจัย พบแล้วมีการติดตามประเมินผลจากครูด้วยพบว่าประมาณ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ เด็กมีภูมิคุ้มกัน มีความต้านทานได้สูงขึ้นนะครับ คราวนี้เราก็ต้องวางต่อว่าเด็กในวัยนี้มีประมาณ ๒,๖๐๐,๐๐๐ คน ทั่วประเทศ ถ้าเราสามารถทําตรงนี้เพิ่มขึ้นไปจะมีผลนะครับ จากสถานการณ์ปัจจุบัน การศึกษาปัจจุบันที่ท่าน สปช. ได้หยิบยกขึ้นมาพูดว่าเป็นปัญหาอันหนึ่ง
- ๔๑/๑ คือการพัฒนาเด็กปฐมวัยของเรายังไม่เข้มแข็ง เด็ก ๓ ขวบพัฒนาการล่าช้าร้อยละ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้คือสภาพของการศึกษาปัจจุบัน ผมคิดว่าถ้ากระบวนการอีเอฟ (EF) นักการศึกษาเห็นว่า เป็นประโยชน์ เพราะเราเอามาใช้ในเรื่องของการป้องกันยาเสพติดและการป้องกันเรื่องอื่นด้วย ก็น่าจะเป็นการสร้างพื้นฐาน เพราะจริง ๆ แล้วการปฏิรูปการศึกษาเรื่องหนึ่งคือการวางรากฐาน ให้กับเด็กเยาวชนก่อนที่จะเข้ามาสู่ระบบต่าง ๆ ตรงนี้ผมคิดว่าจะเป็นเรื่องสําคัญอันหนึ่งครับ
ปัญหาอันที่ ๒ อีกอันหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่แล้วก็ที่ผลการศึกษา อาจจะไม่ได้พูดถึงมากนักก็คือระบบการศึกษาใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมคิดว่าผมเอง ได้มีโอกาสไปรับผิดชอบในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ตอนสมัยท่านชิดชัย วรรณสถิตย์ ขอโทษที่ได้เอ่ยนาม ท่านได้เป็นเลขาธิการ ป.ป.ส. ได้ให้ผมไปดูตรงนั้นมา ก็ได้ลงไปใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้จนถึงปัจจุบัน สิ่งหนึ่งที่เราพบว่าโครงสร้างประชากรใน ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ๑,๘๐๐,๐๐๐ คน แตกต่างจากโครงสร้างประชากรของคนทั้งประเทศ คนทั้งประเทศของประเทศเรา ๗๐ กว่าจังหวัด ที่เหลือ ๖๐ กว่าจังหวัดส่วนใหญ่โครงสร้าง ประชากรเราเป็นคนวัยทํางานจนถึงสูงอายุ แต่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้โครงสร้างประชากรคือ ตั้งแต่เยาวชนไปจนถึงเด็กค่อนข้างมาก นั่นจะเห็นว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา โครงสร้างประชากรหรือเด็กเกิดใหม่ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นจํานวนมาก เราได้เอา บุคคลเหล่านี้มาอบรมก็ดี ทั้งเป็นพวกเสพ พวกเสี่ยงยาเสพติดก็ดี ประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าคน สิ่งที่พบอันหนึ่งคือ ๙๐ เปอร์เซ็นต์อ่านหนังสือไม่ได้เลย ๖๐ เปอร์เซ็นต์เรียนหนังสือแค่ชั้น ประถมศึกษาแค่ ป. ๔ อีก ๙๐ เปอร์เซ็นต์อ่านหนังสือไม่ออก ซึ่งจํานวนนี้เยาวชนกลุ่มนี้ ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เราประมาณการว่ามีประมาณ ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ คน ตรงนี้เป็นเรื่องที่สําคัญว่าเราจะจัดการระบบการศึกษาอย่างไรในการที่ทําให้คนเหล่านี้ เข้าไปสู่การดํารงชีวิตที่มีคุณภาพทางสังคมต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะว่าถ้าเด็กจํานวนหนึ่ง หลุดออกจากระบบการศึกษาอ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้จะมีผลต่อการรับรู้ ในระยะยาว ซึ่งคนเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นเยาวชนทั้งสิ้น อันนี้เป็นปัญหาพื้นฐานของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเป็นหนึ่งในปัญหาที่เกิดขึ้นจากความไม่สงบ ขออนุญาตว่า ในการปฏิรูปการศึกษาในเรื่องนี้เราจําเป็นต้องพูดถึง ก็ขอขอบคุณและขอนําเสนอ ณ ที่นี้ครับ