สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๗ · ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ หารือเรื่องการศึกษา โดยเน้นย้ำถึงผลผลิตของระบบการศึกษาที่ไม่คุ้มค่า และขอกระทรวงศึกษาธิการประสานงานกับกระทรวงอื่น พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของสุขภาพอนามัยของเด็กในการเตรียมเด็กให้พร้อมก่อนที่จะเข้าสู่การศึกษา

นางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ สมาชิก สปท. ค่ะ สิ่งที่ดิฉันอยากจะเรียนเสนอกับท่านกรรมาธิการ ในด้านการศึกษา อาจจะเป็นส่วนซึ่งไม่ใช่โดยตรงกับระบบการศึกษาเท่าไร แต่ดิฉันคิดว่า เราได้ทุ่มทรัพยากรเป็นจํานวนมากให้กับระบบการศึกษา ซึ่งท่านเองก็ยอมรับว่ามันไม่คุ้มค่า แล้วก็ยิ่งมาดูในเพาเวอร์พอยนท์ (PowerPoint) ของท่านเบอร์ที่ ๖๙ ซึ่งเป็นเส้นทางของ โคฮอร์ต (Cohort) ของเด็กซึ่งเกิดในแต่ละปีประมาณ ๘๐๐,๐๐๐-๙๐๐,๐๐๐ คน แล้วก็ดําเนินมาจนกระทั่งท่านแตกออกเป็น ๑ ต่อ ๑๐ คน ท่านบอกว่าในที่สุดแล้ว ๓ ใน ๑๐ คนเท่านั้นที่จบอุดมศึกษาจากเด็กที่เกิดปีละ ๘๐๐,๐๐๐ คน หรือ ๙๐๐,๐๐๐ คน มีประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ที่จบอุดมศึกษาก็ประมาณ ๒๔๐,๐๐๐-๒๕๐,๐๐๐ คนเท่านั้น และในผู้ที่จบอุดมศึกษาซึ่งเราทุ่มงบประมาณไปปีละเป็น ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เขาจบอุดมศึกษามา ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะมีความสามารถพวกนี้ก็จัดว่ามีศักยภาพ ในการแข่งขันในความสามารถที่จะคิดอย่างวิเคราะห์เพื่อที่จะทําให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง ต่อไปได้ในอนาคต แต่ในขณะเดียวกันมี ๑๕๐,๐๐๐ คนที่จบปริญญาขั้นอุดมศึกษา แล้วยังไม่มีงานทํา เพราะฉะนั้นถ้ารวมทั้งหมดแล้วเกิดมาปีละ ๘๐๐,๐๐๐-๙๐๐,๐๐๐ คน ประมาณเพียง ๙๐,๐๐๐ คนหรือ ๑๐๐,๐๐๐ คนเท่านั้นที่จบอุดมศึกษาแล้วมีงานทํา จัดว่าเป็นประชาชนที่มีศักยภาพของประเทศประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ซึ่งอันนี้ เป็นเรื่องที่น่าวิตก เพราะว่าเป็นการพิสูจน์ว่ามันไม่คุ้มค่าจริง ๆ สําหรับสิ่งที่ดิฉันอยากจะทํา ให้มันชัดเจนขึ้นมาก็คือผู้ที่จะเป็นผลผลิตของระบบการศึกษาอันนั้นคือเด็กนะคะ เด็กซึ่งบางครั้งท่านอาจจะต้องได้ทราบข้อมูลที่ว่าการศึกษาทางด้านสติปัญญาของเด็ก ของกรมสุขภาพจิตที่ได้ทําการสํารวจเด็กไทยทั่วประเทศอายุ ๖-๑๕ ปีซึ่งอยู่ในโรงเรียน ทั้งของรัฐบาลและของเอกชน ในปี ๒๕๕๔ แล้วก็ปี ๒๕๕๗ ได้ผลเหมือนกันก็คือเด็กไทย ในโรงเรียนอายุ ๖-๑๕ ปีทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ๓๘ จังหวัดนั้นไอคิว (IQ) ไม่ถึง ๑๐๐ ก็คือ ๙๘.๕๙ หรืออะไรทํานองนี้ ในปี ๒๕๕๔ แต่ในปี ๒๕๕๗ นั้นต่ําลงไปกว่าเดิมอีกคือไอคิว (IQ) โดยเฉลี่ยเขา ๙๗ แล้วอย่างนี้ท่านจะให้พัฒนาให้สามารถที่จะ ไม่ว่าท่านจะทุ่ม งบประมาณไปเอาครูที่วิเศษมาอย่างไรก็ตามทีหรือทุ่มไปในการจัดการ การศึกษา ถ้าเด็กไม่พร้อมเสียอย่างเนื่องจากไอคิว (IQ) สติปัญญาไม่ถึงระดับ ที่เขาจะสามารถเรียนรู้แล้วก็คิดอย่างวิเคราะห์ได้ รวมทั้งอีคิว (EQ) ก็ประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของเด็กพวกนี้ก็ต่ํากว่าเกณฑ์อีก เพราะฉะนั้นอีคิว (EQ) ที่สําคัญก็คือ ความเก่ง ความมานะมุ่งมั่น อันนี้เป็นคุณสมบัติที่จะทําให้เด็กเก่งเด็กไทยของเราก็ต่ํากว่าเกณฑ์ ความดีคือเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมุ่งจะช่วยเหลืออันนี้ก็ต่ํากว่าเกณฑ์ มีความสุขก็ต่ํากว่าเกณฑ์ เพราะฉะนั้นเรามีเด็กซึ่งต่ํากว่าเกณฑ์ทั้งอีคิว (EQ) และไอคิว (IQ) ครึ่งประเทศ อันนี้ ก็ต้องคิดว่าระบบการศึกษาออกมาก็คือเพียงแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่มีศักยภาพ ในการแข่งขัน เพราะฉะนั้นดิฉันเห็นด้วยกับท่านมากที่ว่าต่อไปนี้กระทรวงศึกษาธิการ จะต้องยื่นมือออกมาประสานกับกระทรวงอื่น

- ๔๐/๑                                   กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ให้ความสําคัญกับพัฒนาการในวัยก่อนเรียนตั้งแต่ตั้งครรภ์ แล้วก็ข้อสําคัญอนามัยโรงเรียน ในขณะที่เขาเรียนอยู่นี้โรคภัยไข้เจ็บทั้งหลาย ทั้งเรื้อรัง ปัญหาการขาดสารอาหาร ปัญหาการซีด เลือดน้อยอะไรพวกนี้มีผลกระทบต่อความสําเร็จในการเรียนทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่า การศึกษาน่าจะให้ความสําคัญกับสุขภาพอนามัยของเด็กให้เท่าเทียมกัน แล้วก็เห็นด้วย ที่ท่านจะดูแลแม่ตั้งแต่ตั้งครรภ์ แต่ในขณะเดียวกันควรจะตั้งแต่เขาเริ่มที่จะมีคู่ครองด้วยซ้ําไป เพราะว่าขณะนี้เด็กของเราจาก ๘๐๐,๐๐๐ คน ๑๓๐,๐๐๐ คนคลอดมาจากแม่ซึ่งอายุต่ํากว่า ๒๐ ปี ซึ่งในจํานวนนั้นประมาณ ๓๓ เปอร์เซ็นต์จะน้ําหนักต่ํากว่า ๒,๕๐๐ กรัม ซึ่งเด็ก จะเสี่ยงต่อการที่จะมีไอคิว (IQ) ต่ําในอนาคต อันนี้เป็นเรื่องที่จะต้องคิดก่อนที่เราจะ คืออยากจะ ให้เห็นว่าให้เตรียมเด็กให้พร้อมก่อนที่จะทุ่มเข้าไปในสู่การบริหารจัดการการศึกษา การเตรียมเด็ก ก็มีความสําคัญเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะทางด้านสุขภาพอนามัย ขอบพระคุณค่ะ