สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๗ · ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

อมรวิชช์ นาครทรรพ หารือเรื่องความเหลื่อมล้ำในระบบการศึกษาไทย โดยเสนอแนวทางแก้ไข เช่น การรวมโรงเรียนขนาดเล็กเข้าด้วยกัน การลงทุนในโรงเรียนขนาดใหญ่ และการปรับปรุงมาตรฐานการศึกษา เพื่อการปฏิรูปการศึกษา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปรับปรุงหลักสูตร การพัฒนาครู และการเพิ่มเวลาสำหรับการเรียนรู้ โดยเป้าหมายสุดท้ายคือการมีครูดีและผู้อำนวยการโรงเรียนที่เก่งทุกแห่ง เพื่อการกระจายอำนาจ

นายอมรวิชช์ นาครทรรพ

ขอบคุณท่านประธานครับ ขอบคุณ ท่านอาจารย์กษิตด้วยครับ เรื่องโรงเรียนที่ท่านอาจารย์เอ่ยถึงที่จริงผมก็มีประสบการณ์ ผมเคยเป็นบอร์ด (Board) ของโรงเรียนอัสสัมชัญ เป็นที่ปรึกษาให้กับโรงเรียนเซนต์โยเซฟ หลายโรงเรียนผมคิดว่าบ้านเรามีเรื่องความเหลื่อมล้ําต่ําสูงอยู่มาก โรงเรียนใหญ่ ๆ ไม่ต้อง ถึงขนาดเป็นโรงเรียนอัสสัมชัญ หรือว่าโรงเรียนเซนต์คาเบรียล หรือว่าโรงเรียนเซนต์โยเซฟหรอก โรงเรียนประจําจังหวัดก็ได้ ก็จะมีกองทุนพัฒนาโรงเรียน มีสมาคมศิษย์เก่าที่เข้มแข็ง แล้วก็สามารถที่จะระดมทุนทําเรื่องคุณภาพการศึกษาได้มากมาย หลายโรงเรียนผมไปเยี่ยม แล้วก็อิจฉา สามารถจ้างครูต่างประเทศที่เป็นเนทีฟสปีเกอร์ (Native Speaker) มาได้ เป็นสิบคนก็มี ก็ใช้เงินรายได้ของโรงเรียนจากศิษย์เก่า จากอะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้ ผมถึงเรียนว่าตอนนี้บ้านเรามีความเหลื่อมล้ําอยู่มาก ที่เรียนที่ประชุมไปคือมีโรงเรียน ขนาดเล็กอยู่ ๑๕,๐๐๐ โรงเรียน เฉลี่ยโรงเรียนละ ๕๐ คน มีครูอยู่สัก ๓-๔ คน เราแอฟฟอร์ด (Afford) สิ่งเหล่านี้ได้หรือเปล่า เทียบกับการที่เราอาจจะต้องมีนโยบายและการตัดสินใจ ที่เด็ดขาดที่ควบรวมหรือทําให้โรงเรียนขนาดเล็กนี่น้อยลง แต่ลงทุนในเป้าหมายที่ สปช. วางไว้ก็คืออยากเห็นทุกตําบลมีโรงเรียนประถมชั้นดีเลยอย่างน้อย ๒ โรงเรียน และทุกอําเภอ มีโรงเรียนมัธยมชั้นดีเลยอย่างน้อย ๑ อําเภอ แต่เป็นการรีอินเวสต์ (Reinvest) ลงไปในแบบ ซึ่งจํานวนโรงเรียนเราน้อยลง ตอนนี้เด็กเราก็เกิดน้อยลง ตอนนี้ถ้าดูขนาดโรงเรียนที่เหมาะสม ประมาณ ๔๐๐-๕๐๐ คน หารด้วยประชากรเด็กในอนาคตเราน่าจะมีโรงเรียนอยู่ประมาณ ไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ โรงเรียนด้วยซ้ําไป ตรงนี้ต้องอาศัยการตัดสินใจเชิงนโยบายนะครับ และเราจะทําให้การลงทุนด้านการศึกษาคุ้มค่ามากขึ้น และช่องว่างระหว่างโรงเรียนเล็ก ๆ ซึ่งไม่มีทางละครับที่จะไประดมทุนแบบโรงเรียนขนาดใหญ่ในเมืองหรือโรงเรียน ระดับท็อป (Top) ของประเทศ อย่างน้อยที่สุดก็เป็นโรงเรียนที่วางใจได้ว่ามีมาตรฐาน การศึกษาที่ดีพอ อันนั้นเรื่องแรกที่ผมอยากกราบเรียน

เรื่องที่ ๒ เรื่องหลักสูตร ก็ได้แตะไปบ้างนะครับ แต่ว่าเรื่องหลักสูตรผมเรียนแล้วว่า เป็นเรื่องระยะยาว เรื่องนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ของทางกระทรวงเองผมก็เรียนแล้วว่า อันนี้โดยหลักการผมเห็นด้วยทั้งหมดเลย แต่ว่าเรื่องนี้จะเป็นไปได้ต้องทําอีกสัก ๓ เรื่องคู่กัน ๑. ทําเรื่องหลักสูตร ตอนนี้ครูถูกติดล็อกอยู่ที่เรื่องคาบเวลาครับ วิชานั้นวิชานี้ต้อง ๒๐๐ ชั่วโมง ๓๐๐ ชั่วโมง ตอนนี้โรงเรียนก็หาทางออกด้วยการไปลดชั่วโมงโฮมรูม (Home room) ซึ่งสําคัญ ไปลดชั่วโมงหน้าเสาธง ซึ่งก็สําคัญเช่นกัน เพื่อจะเบียดเวลาให้ได้เท่าเดิมและไปเพิ่ม เวลาหลังบ่ายสองโมง สรุปแล้วเด็กไทยเราก็เรียนเท่าเดิมครับ เพราะฉะนั้นถ้าไม่ปลดล็อก เรื่องหลักสูตรทําให้ยืดหยุ่นขึ้นก็คงทําเรื่องนี้ให้ไปถึงจุดหมายปลายทางยาก ประการที่ ๒ คือทําเรื่องระบบแนะแนวให้ดี โรงเรียนที่มีระบบเคาน์เซลิง (Counseling) ที่ดีนะครับ รู้จักเด็กเป็นรายบุคคลและจะออกแบบกิจกรรมให้เด็กได้ดี กับประเด็นที่ ๓ ก็คือเรื่องที่ อาจารย์พูดประเด็นสุดท้ายที่สําคัญมากคือเรื่องครู ถ้าครูตาไม่ถึง มือไม่ถึงคงเข้าไปจัด กิจกรรมให้เด็กที่เป็นเทเลอร์เมด (Tailor made) เป็นหลักสูตรที่เหมาะกับเด็กแต่ละคน ไม่ได้ ผมคิดว่าหน้าที่ของการศึกษาไม่ใช่แค่ให้ความรู้ มีหน้าที่ให้แรงบันดาลใจกับเป้าหมาย แก่เด็ก ผมไปโรงเรียนที่ดีหลายโรงเรียนผมพบว่าครูที่ดีเราก็มีอยู่มาก เป็นครูที่ทําให้เด็ก เขาค้นพบเป้าหมายในการเรียน เป้าหมายชีวิตเขาตั้งแต่อยู่มัธยมต้นด้วยซ้ําไป มาถึง ม. ปลายนี่ เขามีเป้าชัดเลยว่าเขาอยากเรียนอะไร ตรงนี้ต้องทุ่มทุนกันมากนะครับ เรื่องการพัฒนาครู เป็นเรื่องต้องยกเครื่องตั้งแต่คณะครุศาสตร์ ศิลปศาสตร์ ๕๕ แห่งทั่วประเทศเกือบจะต้อง เรียกว่าต้องทําใหม่นะครับ เป็นหลักสูตรซึ่งต้องอิงฐานสมรรถนะที่วัดได้ ใบประกอบวิชาชีพ ต้องไม่อัตโนมัติ ต้องสอบ มาต่อใบประกอบวิชาชีพก็ต้องสอบอีกเช่นกัน แล้วสมรรถนะครู รุ่นใหม่ก็ต้องทําใหม่ ซึ่งอันนี้ก็กําลังมีการวิจัยเสนอกับคุรุสภาอยู่ครับ

ที่อาจารย์กรุณาชี้มา ๓ ประเด็นเรื่องใหญ่หมดเลยนะครับ แล้วโดยเฉพาะ อย่างยิ่งเรื่องหลังสุดครับ ผมถือว่าผมเรียนไปแล้ว เรื่องที่ท้าทายที่สุดของการปฏิรูปคราวนี้ คือทําให้มีครูดีทุกห้องเรียนแล้วก็มี ผอ. เก่ง ๆ ทุกโรงเรียนให้ได้นะครับ นั่นคือเป้าหมาย ปลายทางของการกระจายอํานาจที่เราหมายถึงกันครับ ขอบพระคุณครับ