ต่อพงศ์ เสลานนท์ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการศึกษาที่ไม่จำกัดอยู่ในโรงเรียนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการศึกษาในโลกกว้างด้วย และชี้ให้เห็นว่าการศึกษาคือเครื่องมือสําคัญในการเปลี่ยนแปลงชีวิตทั้งในวัยเด็ก วัยแรงงาน และวัยสูงอายุ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ในการจัดการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนและช่วยเหลือเด็กและเยาวชนพิการ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านผู้แทนกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษา สภาปฏิรูป แห่งชาติ ผม ต่อพงศ์ เสลานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๕๙ ผมขออนุญาตที่จะใช้เวลา ๕ นาทีนี้ในการพูดถึงอยู่ ๒-๓ เรื่อง เรื่องที่ ๑ ก็คือวิธีคิด และมุมมองต่อการจัดการศึกษา เรื่องที่ ๒ ก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับรูปแบบหรือบทบาท แต่ละภาคส่วนในการจัดการศึกษา เรื่องที่ ๓ ผมจะขออนุญาตพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับ การจัดการศึกษาของคนพิการนะครับ
โดยในประเด็นที่ ๑ นี้ที่ผมอยากจะได้แลกเปลี่ยนผ่านท่านประธานไปยัง คณะกรรมาธิการนี้นะครับ คือในส่วนหนึ่งชีวิตผมนะครับ ผมได้จบครุศาสตร์ สาขาการศึกษาพิเศษ จากสถาบันราชภัฏสวนดุสิต ในช่วงต้นของการทํางานผมเคยเป็นครูครับ ผมเคยเป็นครู การศึกษานอกโรงเรียน ผมเคยลงไปในชนบทต่างจังหวัดแล้วก็ไปสอนหนังสือให้กับคนพิการ ให้กับคนตาบอดที่เป็นผู้ใหญ่ ผมเห็นถึงสภาพความขาดแคลนการศึกษาของคนพิการ ของประชาชนจํานวนมาก ผมเห็นถึงความหวังที่เขาอยากจะมีการศึกษาเพื่อที่จะยกระดับ ชีวิตของตัวเอง แต่ว่าสิ่งเหล่านั้นไปไม่ถึง สิ่งที่ผมค้นพบอย่างหนึ่งจากการที่ผมทํางานมา ในด้านการศึกษาหรือการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนพิการ ผมเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ เขาเชื่อว่าการศึกษาคือเครื่องมือสําคัญในการเปลี่ยนแปลงชีวิต ผมเรียนครับว่าไม่ใช่จําเป็น เฉพาะการเปลี่ยนแปลงชีวิตในวัยเด็กหรือเพิ่มเติมความรู้ ในวัยแรงงานหรือวัยสูงอายุ ก็ล้วนแล้วแต่ต้องใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงหรือในการยกระดับชีวิต ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านกรรมาธิการได้กรุณาสรุปมา ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าการศึกษา ทุกวันนี้เราจะพูดเฉพาะในโรงเรียนหรือในกระทรวงศึกษาธิการคงไม่ได้ สิ่งต่อมา ที่ผมอยากจะพูดในประเด็นนี้นะครับ ผมเองเฝ้าติดตามกระบวนการการปฏิรูปการศึกษา มาโดยตลอดนะครับ โดยสิ่งหนึ่งที่ผมสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการลดเวลาเรียน เพราะผมเชื่อว่าห้องเรียนจริง ๆ คงไม่ใช่เฉพาะห้องเรียนในโรงเรียน แต่ห้องเรียนจริง ๆ ก็คือสังคมในโลกกว้างนี่ละครับ ผมค้นพบว่าส่วนหนึ่งคนเราจะเกิดจินตนาการจากนอกห้องเรียนนะครับ แต่ไปใช้ห้องเรียน เพื่อทําให้จินตนาการไปสู่ความสําเร็จ ถ้ามนุษย์เราสามารถที่จะรักษาความหวังแล้วก็ ประคองชีวิตไปตามจินตนาการได้ทุกคนถึงเป้าหมายหมดละครับ เพียงแต่ว่าระบบทุกวันนี้ พอเรียน ๆ ไปก็ไม่รู้จะเรียนไปเพื่ออะไร หรือเรียนไปก็ไม่ได้ใช้ ก็ออกจากระบบการศึกษา คนที่ยังประคับประคองความหวังไว้ได้ก็ยังเดินต่อ ผมยกตัวอย่างชีวิตผมเองนะครับ ผมเองนี่ ตาบอดตอนอายุ ๑๖ ปี ตอนมัธยมปลาย พอผมตาบอดผมอยู่บ้านเฉย ๆ ๒ ปีเพราะผมไม่รู้ จะเอาชีวิตผมไปทําอะไร แต่พอผมได้กลับเข้าไปเจอเพื่อนฝูงที่เป็นคนตาบอดด้วยกัน ผมเห็นครับว่าเพื่อน ๆ ผมเขามีการศึกษา เขายังเรียนหนังสือได้ เขายังสามารถที่จะเติบโต ไปเป็นคนที่มีคุณค่าต่อสังคมได้ ผมก็กลับมาเรียนต่อแล้วผมก็ดําเนินชีวิตของผมมาเพราะว่า ผมดําเนินชีวิตด้วยความหวังต่าง ๆ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าโรงเรียนต่าง ๆ ในนอกห้องเรียน เป็นสิ่งสําคัญไม่แพ้ในห้องเรียน ถ้าจัดบทบาททั้ง ๒ ส่วนนี้ได้ก็จะเกิดกระบวนการการศึกษา ตลอดชีวิต ห้องเรียนภายนอกเกิดจินตนาการหรือเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ที่จะนํามาใช้ในการ ใช้ชีวิตนะครับ แต่ห้องเรียนในสถานศึกษาก็คือตัวที่จะทําให้ไปถึงจุดหมายแล้วก็มี เครื่องยืนยันต่าง ๆ
และประเด็นนี้ผมเชื่อมโยงไปประเด็นที่ ๒ ที่ผมจะพูดถึงก็คือรูปแบบ การจัดการศึกษา ผมคิดว่าจํานวนมากที่เราพูดถึงเราพูดถึงกระทรวงศึกษาธิการค่อนข้างมาก ผมขอใช้เวลาไม่เกิน ๒ นาทีนะครับ แต่ผมอยากจะเรียนนะครับว่าจริง ๆ บทบาท ในภาคสังคม ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ที่ท่านอาจารย์วิวัฒน์พูดถึง ยังถูกยกระดับ หรือทําให้เข้ามามีส่วนในการจัดการศึกษาน้อยมาก บทบาททางด้านภาคธุรกิจที่จะนําเข้ามา สู่กระบวนการการส่งเสริมทางการศึกษาก็น้อยมาก ผมไม่ได้หมายความว่าให้ลดบทบาท ของกระทรวงศึกษาธิการ แต่ผมส่งเสริมให้เพิ่มบทบาทของภาคส่วนอื่น ๆ อันนี้จะขอไว้ แค่นี้นะครับ
ส่วนประเด็นสุดท้าย ผมเรียนอย่างนี้ครับว่าในเรื่องการจัดการศึกษา ของคนพิการก็ต่อเนื่องมาจากประเด็นที่ ๒ ว่าการศึกษาของคนพิการที่ผ่านมาหรือว่า ของประชาชนจํานวนมากมันพิสูจน์แล้วครับว่าระบบการศึกษาที่ดําเนินการโดย กระทรวงศึกษาธิการแต่เพียงลําพังไม่ประสบความสําเร็จ ตัวชี้วัดคืออะไรครับ ตัวชี้วัดคือ คนพิการจํานวนมากเกือบ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คนส่วนใหญ่ไม่มีงานทํา ส่วนใหญ่ไม่มีการศึกษา ถ้าเราสะสมคนอย่างนี้ที่เขาไม่มีความรู้ ไม่มีการศึกษา หรือไม่มีงานทําไปเรื่อย ๆ เขาจะเป็น ภาระของสังคม เพราะฉะนั้นสิ่งที่พวกเราพยายามนําเสนอก็สอดคล้องกับทาง คณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาที่ได้เสนอข้อมูลมาว่าควรจะเปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา เฉพาะเรื่องคนพิการผมเรียนว่าครอบครัว ผู้ปกครอง ทั้งหลายเขาพร้อมที่จะเข้าไปช่วยในการจัดการศึกษากับภาครัฐ ทั้งหมดก็คงเป็นภาพรวม ๆ ที่อยากจะฝากกับคณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาไว้ แล้วก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือ ในการนําเสนอข้อมูลต่าง ๆ
ท้ายสุด ผมอยากจะบอกครับว่าจริง ๆ แล้วถ้าเราสามารถสร้างสังคมที่มี ความหวังให้กับเด็ก ให้กับเยาวชนได้ แล้วมีการศึกษาเป็นเครื่องมือเปลี่ยนแปลงชีวิตเขา ไปสู่ในสิ่งที่ดีได้ผมเชื่อว่านั่นคือจุดที่จะสําเร็จที่สุดในการสร้างความเปลี่ยนแปลง ขอบพระคุณครับ