รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๙ มกราคม ๒๕๕๖

(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ขึ้นบัลลังก์เวลา ๐๙.๕๔ นาฬิกา)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ผมขออนุญาต ดำเนินการให้สมาชิกหารือนะครับ ในช่วงที่เรารอเรื่ององค์ประชุม ผมขออนุญาตเริ่ม ดำเนินการเลยนะครับ ท่านแรก ท่านเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ เชิญครับ

นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ใคร่ขอหารือกับท่านประธาน เรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในเรื่องภัยแล้งนะครับ อยากจะให้ท่านประธาน ได้แจ้งไปยังกระทรวงมหาดไทยซึ่งช่วยพี่น้องประชาชนในเรื่องภัยแล้งด้วยการไปเจาะบ่อบาดาล โดยการเร่งด่วนที่ทางจังหวัดอุดรธานีได้ของบประมาณแล้วก็ผ่านคณะกรรมการ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในเขตเลือกตั้งของกระผมนั้นลำบากมากเรื่องน้ำ อำเภอศรีธาตุ อำเภอวังสามหมอ อำเภอไชยวาน และอำเภอกู่แก้ว เป็นแหล่งที่แล้งมากที่สุดนะครับ เพราะว่าเขื่อนลำน้ำปาวจากจังหวัดกาฬสินธุ์ปีนี้แห้งมากท่านประธานครับ

ต่อมาเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องเพื่อนข้าราชการครูเรื่องขอเงินประจำ ตำแหน่งพอได้ไปเยียวยาในด้านที่รัฐบาลได้รับปากกับข้าราชการครูเป็นอัตราประจำตำแหน่ง ซึ่งเป็นครูชำนาญการคนละ ๗,๐๐๐ บาทนะครับท่านประธาน ให้ทางกระทรวงศึกษาธิการ ได้ดำเนินการโดยด่วน

ต่อมาเรื่องน้ำเหมือนกัน พี่น้องบ้านวังทอง ตำบลผาสุก อำเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี เดือดร้อนเรื่องน้ำมาก เพราะว่าบ้านวังทองนั้นเป็นบ้านอยู่บนภูเขาซึ่งการสัญจร ไปมาลำบากแล้วก็ยังขาดแคลนน้ำมาก ก็อยากจะให้ทางท่านประธานผ่านไปยังกรมทรัพยากรน้ำ ช่วยไปดำเนินการให้ด้วยนะครับ

ต่อมาประเด็นสุดท้าย พี่น้องเพื่อนตำรวจในรัฐสภาได้ฝากมาบอกว่าอยากจะให้ ผู้ขับขี่รถในรัฐสภาได้ไปจอดในที่ทางตำรวจรัฐสภาหรือว่าท่านประธานรัฐสภาได้สั่งการไว้นะครับ แต่เวลาตำรวจไปบอกคนขับรถก็จะใช้วาจาไม่ค่อยสุภาพ เพราะฉะนั้นอยากจะฝากเพื่อนพ้อง ที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรช่วยบอกให้คนขับรถของท่านได้พูดเพราะ ๆ ด้วยนะครับ ขอบพระคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล เชิญครับ

นายสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุโขทัย

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม สัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอหารือต่อเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ในเรื่องของถนนที่ชำรุดทรุดโทรมนะครับ เพราะว่าในหมู่บ้านแห่งนี้มีถนนซึ่งเป็นลาดยางอยู่แล้ว แล้วก็ได้ก่อสร้างมานานหลายสิบปี แต่ว่าถนนตอนนี้ชำรุดทรุดโทรมมากทำให้พี่น้องสัญจรไปมา ลำบากครับ ก็คือถนนสายหมู่ที่ ๑๔ ไปหมู่ที่ ๗ บ้านวังขวัญ ตำบลไกรใน อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย แล้วต่อจากหมู่ที่ ๗ บ้านวังขวัญมันก็เป็นถนนดินลูกรังซึ่งยังไม่สมบูรณ์ ก็ขอให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็คือกรมทางหลวงชนบทเข้าไปก่อสร้างเป็นถนนลาดยาง ต่อไปจนถึงหมู่ที่ ๗ บ้านหนองตับ ตำบลบ้านสวน อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย ก็ขอฝาก ต่อท่านประธานรัฐสภาไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คือองค์การบริหารส่วนจังหวัดแล้วก็ทางกรมทางหลวงชนบท แล้วอีกเส้นหนึ่งครับท่านประธาน ก็คือถนนเลียบด้านหลังของโรงเรียนบ้านนาเชิงคีรี หมู่ที่ ๒ ตำบลนาเชิงคีรี ระยะทางประมาณ ๒,๙๐๐ เมตร ซึ่งเป็นถนนลูกรังก็ยังไม่ได้ลาดยาง ซึ่งนักเรียนนั้นจะต้องเดินทางมาเรียนค่อนข้างลำบากครับ ก็ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรมทางหลวงชนบทได้สำรวจเพื่อหางบประมาณในการดำเนินการก่อสร้างให้กับเด็กนักเรียน หมู่ที่ ๒ ตำบลนาเชิงคีรี อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัยด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอไปที่ท่าน ส.ว. นะครับ ท่านสิทธิศักดิ์ ยนต์ตระกูล เชิญครับ

นายสิทธิศักดิ์ ยนต์ตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กาฬสินธุ์

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านบุญยอดมีอะไรครับ ขออภัยครับท่าน

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมกราบขออภัย ท่านสมาชิกวุฒิสภาที่ต้องลุกขึ้นขัดจังหวะ เพราะว่าขณะนี้ท่านประธานตกลงว่าเปิดประชุม แล้วหรือยังครับ ขณะนี้มีผู้มาลงชื่อเพียงแค่ ๒๗๒ คน ยังไม่ครบองค์ประชุมนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อยู่ระหว่างหารือครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมจำได้ว่าในธรรมเนียมที่เราทำกันมานั้น หมอชลน่าน ศรีแก้ว ก็เป็นท่านหนึ่ง ที่เคยทักท้วงว่าจะหารือได้ต้องเปิดประชุมก่อน เมื่อเปิดประชุมแล้วตามระเบียบข้อบังคับ การประชุม ถ้าอ้างอิงตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ข้อ ๑๗ เมื่อเปิดประชุมแล้ว ท่านประธานก็จะให้โอกาสในการหารือได้ ซึ่งนั่นหมายความว่าต้องเปิดประชุมก่อนครับ การประชุมก็เป็นสิ่งที่ต้องทำให้ถูกต้องตามระเบียบข้อบังคับการประชุม ถ้าหากว่าองค์ประชุม ยังไม่ครบท่านก็เปิดไม่ได้ ถ้าเลยไปแล้ว ๓๐ นาที ท่านจะทำอย่างไรก็เป็นการวินิจฉัย ของประธานต่อไปว่าจะเลื่อน หรือจะพักการประชุม หรืออย่างไร ฉะนั้นผมคิดว่าท่านคงจะต้อง ดำเนินการตามข้อบังคับการประชุมให้ถูกต้องครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมใช้ดุลยพินิจว่าระหว่างที่หารือ คงยังไม่เกี่ยวกับองค์ประชุมนะครับ จนกว่าจะเปิดการประชุมซึ่งองค์ประชุมตรงนั้นก็ต้องครบ เพราะฉะนั้นก็ถือปฏิบัติอย่างนี้มานานพอสมควรแล้ว ผมขออนุญาตดำเนินการต่อเลยครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมขออนุญาต เรียนถามท่านอีกประเด็นนะครับ ก็คือว่าเมื่อท่านนัดหมายการประชุม ๐๙.๓๐ นาฬิกา เวลาผ่านไปแล้วครึ่งชั่วโมงก็มีข้อบังคับการประชุมออกมาอีกข้อหนึ่งด้วยเหมือนกัน ที่ท่านคงจะต้องปฏิบัติตาม ก็คือว่าจะต้องพักการประชุมหรือไม่ อย่างไร ท่านจะไม่ปฏิบัติ ข้อนั้นหรือครับ ผมก็ทักท้วงท่านตามข้อบังคับการประชุมว่าการประชุมท่านนัดหมายเวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา ขณะนี้ผ่านไปแล้ว ๓๐ นาที องค์ประชุมไม่ครบ ท่านจะดำเนินการอย่างไรครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อย่างนี้ครับ ในระหว่าง ที่องค์ประชุมไม่ครบ ก็เป็นสิทธิของประธานที่จะดำเนินการหารือสมาชิกซึ่งอยู่ระหว่าง การหารือ แต่ทีนี้ในช่วงครึ่งชั่วโมงที่ว่าเมื่อสักครู่ผมก็ได้แจ้งต่อที่ประชุมแล้วนะครับ จะหารือจนกว่าองค์ประชุมครบก็จะเริ่มเปิดการประชุม ก็เป็นดุลยพินิจของประธานครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานอีกครั้ง ผมคิดว่าเราต้องทำความเข้าใจกันให้ชัดเจนครับ ตกลงว่าการประชุมเปิดแล้วหรือยัง เพราะข้อบังคับ ข้อ ๑๗ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ซึ่งนั่นหมายความว่าต้องมีองค์ประชุมเกิดขึ้นแล้ว และการประชุมเริ่มต้นขึ้น ข้อ ๑๗ จึงเกิดขึ้นครับ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ประธานสภาอาจอนุญาตให้สมาชิก ปรึกษาหารือปัญหาที่เกี่ยวกับความเดือดร้อนของประชาชน หรือปัญหาอื่นใดได้ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่ว่า ถูกไหมครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถ้าเข้าระเบียบวาระแล้ว องค์ประชุมต้องครบ แต่ในช่วงระหว่างหารือเป็นอำนาจหรือใช้ดุลยพินิจของประธาน ที่จะใช้ดุลยพินิจให้มีการหารือได้

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขออนุญาต ท่านประธาน ไม่ใช่เข้าสู่ระเบียบวาระครับ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมประธานสภา อาจอนุญาตให้สมาชิกทำการปรึกษาหารือได้ ผมเข้าใจอย่างนี้ว่าต้องมีองค์ประชุมก่อนท่านจึงจะบอกว่า เปิดประชุม เพราะมีองค์ประชุมครบ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระผมจะขออนุญาตให้มีการหารือได้ เป็นเวลาเท่าไรก็ว่าไป ซึ่งนั่นหมายความว่าองค์ประชุมต้องเกิดขึ้นก่อน ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ประเด็นการหารือถ้าอย่างที่ ท่านบุญยอดพูดตรงนั้นก็ถูกนะครับ แต่ก็เป็นอำนาจหรือประธานใช้ดุลยพินิจได้ในการที่จะเปิด ให้สมาชิกได้หารือก่อนที่จะเปิดการประชุม เพราะฉะนั้นคงไม่เกี่ยวกับเรื่องขององค์ประชุม ซึ่งเราก็ปฏิบัติอย่างนี้มาเป็นธรรมเนียมนานพอสมควรแล้วครับ ผมไม่ได้แย้งข้อบังคับการประชุม ที่ท่านอ้างนะครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เข้าใจครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

แต่ผมอธิบายว่า ผมใช้ดุลยพินิจของผมให้สมาชิกหารือได้

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ก่อนการเปิดประชุมถูกไหมครับ ทีนี้ผมก็ต้องเรียนถามท่านว่าแล้วท่านจะรอองค์ประชุม เป็นระยะเวลาเท่าไรครับ ผมก็ทักท้วงท่าน เพราะว่าในระเบียบข้อบังคับการประชุมบอกว่า ๓๐ นาที

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

๓๐ นาทีนี่ประธานอาจจะขอพัก อะไรต่าง ๆ แต่ในระหว่างที่ดำเนินการหารือนี่ แล้วเมื่อก่อนหน้านั้นผมได้แจ้งต่อที่ประชุม ถ้าองค์ประชุมครบเมื่อไรก็จะเข้าสู่การประชุมถือว่าได้แจ้งสมาชิกแล้ว คงไม่มีปัญหา ท่านบุญยอดครับ ขออนุญาตดำเนินการเลยครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ถ้าจะรอ องค์ประชุมจนครบเป็นเวลานานเท่าไรครับ ถ้าจะรอองค์ประชุมจนครบ ๓๒๓ ท่าน ขณะนี้ ก็ ๒๘๐ ท่านแล้วครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็อีก ๕๐ ท่านคงไม่นาน กระมังครับ สัก ๑๐-๒๐ นาที ก็น่าจะทำนองนั้นนะครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบพระคุณท่านครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ เชิญท่าน ส.ว. ต่อเลยครับ

นายสิทธิศักดิ์ ยนต์ตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กาฬสินธุ์

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม สิทธิศักดิ์ ยนต์ตระกูล สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกาฬสินธุ์ ผมคิดว่าท่านประธานก็ตัดสินได้ถูกแล้วนะครับ เรื่องความเดือดร้อนของประชาชนต้องมาก่อน เรื่องอื่น ๆ ก็คงจะรอไปก่อนได้นะครับ ผมอยากปรึกษาหารือท่านประธานเกี่ยวกับเรื่องภัยแล้ง ในจังหวัดกาฬสินธุ์ ปีนี้จังหวัดกาฬสินธุ์ประสบภัยแล้งอย่างมากที่สุด น้ำในเขื่อนลำปาว ซึ่งเป็นแหล่งน้ำใหญ่ของจังหวัดกาฬสินธุ์ปัจจุบันนี้เหลือน้ำอยู่เพียงประมาณ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ๒๘๐ ล้านลูกบาศก์เมตรจาก ๑,๙๘๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ประชาชนเดือดร้อนทั้ง ๑๘ อำเภอ ไร่นาเสียหายไปแล้วประมาณ ๓๐๐,๐๐๐-๔๐๐,๐๐๐ ไร่ แล้วก็ไม่สามารถทำนาปรังได้ ทั้งจังหวัดเกือบ ๔๐๐,๐๐๐ไร่ นากุ้ง บ่อเลี้ยงปลา ไม่สามารถทำได้เลยซึ่งเดือดร้อนมาก ตอนนี้ภาครัฐก็ทำได้ในการบรรทุกน้ำไปแจกจ่ายกับประชาชนก็บรรเทาได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น อยากให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาระยะยาว เมื่อวานวันที่ ๒๘ พอดีมีฝนตกในเขตภาคอีสาน หลาย ๆ จังหวัด ผมคิดว่าเป็นโอกาสอันดีที่อากาศมีความชื้น ผมก็ได้โทรไปปรึกษาหารือ ที่ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีโอกาสได้คุยกับท่าน ผอ. ปณิธิ ซึ่งประชุมที่กรุงเทพฯ ท่านบอกว่ามีหน่วยเคลื่อนที่เร็วในการทำฝนเทียมถ้ามีอากาศชื้น ก็จะสามารถทำฝนเทียมได้ ผมถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ความชื้นขนาดนี้สามารถทำฝนเทียมได้ จึงขอฝากท่านประธานไปยังนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และท่านผู้อำนวยการ สำนักฝนหลวงและการบินเกษตร ให้ช่วยดำเนินการเร่งรัดทำฝนเทียมในพื้นที่เหนือเขื่อน โดยด่วนที่สุดนะครับ เพราะความชื้นผมคิดว่าวันสองวันนี้ยังพอทำได้อาจจะเพิ่มปริมาณน้ำ ได้ถึง ๕๐๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร ถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร แล้วก็ฝากท่านประธาน ไปยังรัฐบาลให้ช่วยเหลือประชาชนชาวจังหวัดกาฬสินธุ์ที่ประสบความเดือดร้อนอย่างมากนะครับ ก่อนที่จะได้ซื้อน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค ขอบคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสุนทรี ชัยวิรัตนะ

นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จังหวัดชัยภูมิ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นคงต้อง กราบขอบพระคุณท่านประธานค่ะ ที่วันนี้ได้ให้โอกาสสมาชิกได้มีโอกาสหารือ แน่นอนว่า เป็นเรื่องที่จำเป็นเนื่องจากหน่วยงานต่าง ๆ ก็จะได้รับทราบถึงปัญหาความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนในแต่ละจังหวัดที่สมาชิกมีภูมิลำเนาอยู่

เรื่องแรก ที่ดิฉันอยากจะหารือกับท่านประธานในวันนี้ค่ะ เมื่อเช้าดิฉัน ได้มีโอกาสฟังข่าวคราวก็ขอให้กำลังใจท่านรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พลตำรวจเอก วรพล ชิวปรีชา ที่ท่านให้ศึกษาเกี่ยวกับโรงพักที่ยังสร้างไม่เสร็จในหลายจังหวัด เพราะว่าดิฉัน ได้รับการร้องเรียนมาค่อนข้างเยอะว่าตอนนี้ตำรวจไม่มีความสะดวกสบายในการทำงาน เนื่องจากว่าถูกรื้อโรงพักแล้วยังไม่มีโรงพักสร้างขึ้นมาใหม่ ก็ต้องขอชมเชยและให้กำลังใจ หวังว่าท่านจะได้มีการสร้างโรงพักให้แล้วเสร็จอย่างโดยด่วนนะคะ

เรื่องที่ ๒ ที่อยากจะขอหารือกับท่านประธานค่ะ ดิฉันเองได้รับการร้องเรียนจาก พี่น้องที่ใช้สนามบินดอนเมืองค่ะท่านประธาน เขาร้องเรียนกับดิฉันมาว่าเมื่อขึ้นไปที่อาคาร ผู้โดยสารขาออกค่ะท่านประธาน เนื่องจากไม่ดักรอรถแท็กซี่อยู่ข้างล่างก็เลยขึ้นไปอยู่ที่ชั้น ๓ ปรากฏว่ามีแท็กซี่ที่เปิดไฟสีแดงว่าว่างวิ่งเข้ามาค่อนข้างเยอะ แต่ว่าเมื่อไปติดต่อจะขอใช้ บริการแท็กซี่กลับไม่ได้รับการให้บริการ ปฏิเสธไม่ยอมพาไปส่งยังจุดหมายปลายทาง แต่เมื่อมีชาวต่างชาติมากลับไปค่ะ ก็ต้องฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานก็คือกระทรวงคมนาคม ให้ช่วยดูแลแก้ไขในการจัดระเบียบเรื่องแท็กซี่ด้วยค่ะ เนื่องจากมันก็เป็นบริการสาธารณะ ที่พี่น้องประชาชนจำเป็นต้องใช้บริการนะคะ

เรื่องสุดท้าย ที่อยากจะขอหารือกับท่านประธานในวันนี้ก็คือ ดิฉันเองได้รับ การบอกกล่าวจากพี่น้องชาวบ้านวังกุ่ม หมู่ที่ ๕ ตำบลลุ่มลำชี อำเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ เขาร้องเรียนกับดิฉันมาว่าถนนลาดยางที่แล่นผ่านในหมู่บ้านซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่งของถนน อยู่ติดกับแม่น้ำชี เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมมาถนนลาดยางแห่งนี้ต้องได้รับความเสียหาย แล้วก็ต้องใช้งบประมาณในการซ่อมแซมติดต่อกันมาเป็นเวลา ๓-๔ ปีแล้วค่ะ ก็อยากจะฝาก ท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยดูแลจัดสรรงบประมาณในการก่อสร้างตลิ่ง ป้องกันน้ำท่วมเพื่อเป็นการรักษาความปลอดภัยของพี่น้องในหมู่บ้าน แล้วเมื่อเป็นถนนลาดยาง จะไม่ได้รับความเสียหายจากภัยน้ำท่วมอีกค่ะ ก็ฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องให้ช่วยดูแลแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร เชิญครับ ท่านฉัตรพันธ์ไม่อยู่นะครับท่านกฤช อาทิตย์แก้ว เชิญครับ

นายกฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภา กำแพงเพชร

ท่านประธานที่เคารพครับ กฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกำแพงเพชร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ต้องขอขอบคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสหารือในวันนี้แม้ว่าจะเสียเวลาไปเล็กน้อยก็ตาม ท่านประธานครับ ผมมีเรื่องจะหารือท่านประธานซึ่งเป็นเรื่องสำคัญของชาติบ้านเมือง คือเรื่องของการฝึกอบรมคณะกรรมการหมู่บ้าน คณะกรรมการหมู่บ้านนี้เกิดขึ้นตาม พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. ๒๔๕๗ เกิดมาพร้อมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แต่ว่าตั้งแต่เกิดมาการฝึกอบรมคณะกรรมการหมู่บ้านมีน้อยมาก คณะกรรมการหมู่บ้าน เปรียบเหมือน ครม. ประจำหมู่บ้าน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยได้พยายาม ที่จะของบประมาณในการฝึกอบรมคณะกรรมการหมู่บ้านเพื่อจะได้ทำงานในสาขาต่าง ๆ ที่เขามี เช่น สาขาการปกครอง สาขาการป้องกันและรักษาความสงบเรียบร้อย สาขาสาธารณสุข เป็นต้น ปัญหาคือเวลาของบประมาณมาทีไรนี่นะครับท่านประธาน ก็จะถูกแปรญัตติหายไป เกือบทุกครั้ง บางครั้งก็ถูกสำนักงบประมาณตัดไป หมู่บ้านมี ๗๐,๐๐๐ กว่าหมู่บ้านครับ เพิ่งฝึกอบรมไปได้แค่ ๑๐,๐๐๐ หมู่บ้านเอง ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานขอความเมตตา ไปยังบรรดาเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปีนี้กระทรวงมหาดไทยก็ของบประมาณ การฝึกอบรมมาอีกเป็นเงินประมาณ ๘๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง เพื่อการฝึกอบรมจะได้แล้วเสร็จ ถ้าหากว่าบรรดาท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะเมตตาก็ขอความกรุณาเถอะครับ ปีนี้ อย่าแปรญัตติในเรื่องของการฝึกอบรมคณะกรรมการหมู่บ้านไปเลย เพราะว่าไม่อย่างนั้น เราจะมีปัญหาในเรื่องการทำงานโดยตลอด คณะกรรมการหมู่บ้านทำงานฟรีนะครับ ไม่ได้มีค่าตอบแทนใด ๆ

เรื่องที่ ๒ ที่ผมอยากจะนำเรียนท่านประธานครับ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเขาหารือ มาในเรื่องของเงินค่าตอบแทน โดยเฉพาะของผู้ใหญ่บ้าน ณ วันนี้ได้เดือนละ ๘,๐๐๐ บาท เท่านั้นเอง ๘,๐๐๐ บาทนี่อาจจะน้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำที่รัฐบาลได้กรุณากำหนดให้กับ ผู้ใช้แรงงานไปแล้ว ถ้าหากว่ารัฐบาลจะพิจารณาเพิ่มเติมอย่างน้อยให้เท่ากับผู้ใช้แรงงาน ก็จะเป็นพระคุณแก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คนบ้านนอกด้อยโอกาสของพวกเรา ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านฉัตรพันธ์ครับ

นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กาญจนบุรี

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอหารือกับท่านประธานรัฐสภาเพื่อสะท้อนปัญหา ของพี่น้องประชาชนและความเดือดร้อนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางช่วยเหลือ ต่อไปนะครับ

เรื่องแรก ขอหารือกรณีเส้นทางคมนาคมที่กรมทางหลวงชนบทได้ถ่ายโอน ไปให้ อบจ. กาญจนบุรี ท่านถ่ายโอนไปให้กว่า ๔๐ เส้นทางหลายปีก่อนโน้นแล้วครับ ถ่ายโอนไปแต่เส้นทางแต่ไม่ถ่ายโอนงบประมาณ ขณะนี้เส้นทางที่ได้รับการถ่ายโอนหลายเส้นทาง โดยเฉพาะเส้นทางบ้านหนองขาว อำเภอท่าม่วง ไปยังบ้านดอนเจดีย์ อำเภอพนมทวน บ้านสำนักคร้อไปบ้านดอนเจดีย์ และบ้านหนองหินไปยังตำบลด่านมะขามเตี้ย ทางชำรุดมาก เป็นหลุมเป็นบ่อ อบจ. ไม่มีงบประมาณในการซ่อมแซมและปรับปรุง และผมทราบว่า ขณะนี้งบประมาณที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นมีงบประมาณอยู่ครับ แต่ไม่ทราบว่า ท่านรออะไรครับ เท่าที่ผมทราบรอการวิ่งเต้น รอการจ่ายเปอร์เซ็นต์ ถ้าอย่างนี้จะรอให้ ถนนเสียหายไปแบบนี้ผมว่าไม่ถูกต้องนะครับ ขอฝากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ช่วยดูแล พิจารณาปัญหานี้ให้ด้วยครับ

เรื่องที่ ๒ ขอร้องเรียนไปยังกระทรวงคมนาคม ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๒๔ ที่ชาวบ้านเรียกว่าถนนอู่ทอง ซึ่งเป็นถนนสายหลักที่สัญจรจากจังหวัดกาญจนบุรี ไปยังจังหวัดสุพรรณบุรีบริเวณบ้านห้วยสะพาน ตำบลหนองโรง อำเภอพนมทวน ตรงแยกบ้านห้วยสะพานเกิดอุบัติเหตุบ่อยเหลือเกินครับ ขอฝากกระทรวงคมนาคมได้พิจารณา ทำสัญญาณไฟเขียว ไฟแดง เพื่อช่วยเหลือและป้องกันอุบัติเหตุให้แก่พี่น้องประชาชน และผู้สัญจรไปมาด้วย ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านพงศ์พันธ์ สุนทรชัย

ว่าที่ร้อยตรี พงศ์พันธ์ สุนทรชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หนองคาย

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พงศ์พันธ์ สุนทรชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดหนองคาย เขต ๑ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา มีเรื่องที่จะกราบเรียนหารือ ท่านประธาน ๒ เรื่อง

เรื่องแรก เกี่ยวกับเรื่องของการออกเอกสารสิทธิของกรมที่ดิน ผมได้รับ การร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนในจังหวัดหนองคายจำนวนมากที่มีที่ดิน ซึ่งเป็นที่หัวไร่ปลายนา เป็นที่ ส.ค. ๑ เป็นที่ น.ส. ๓ เป็นที่ ภ.บ.ท. ๕ มีความประสงค์ที่อยากจะได้เอกสารสิทธิ ซึ่งเป็นโฉนดที่ดิน ก็ฝากไปยังกรมที่ดินได้เร่งรัดในการออกสำรวจพื้นที่ที่มีปัญหา ข้อมูลต่าง ๆ นั้น กรมที่ดินมีพร้อมอยู่แล้วฝากเร่งรัดด้วย

เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องเกี่ยวกับสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร ผมไม่แน่ใจว่า บทบาทหน้าที่ของสำนักงานปฏิรูปที่ดินหรือ ส.ป.ก. หลังจากที่มอบที่ดินให้กับประชาชน ไปแล้วได้มีการติดตามดูหรือไม่ว่าที่ดินดังกล่าวถูกเปลี่ยนมือหรือไม่ หรือมีการส่งเสริม เกษตรกรอย่างไร เท่าที่ผมมีโอกาสได้ไปสำรวจพื้นที่ในจังหวัดหนองคาย โดยเฉพาะ แถวตำบลเหล่าต่างคำ ตำบลทุ่งหลวง ตำบลสร้างนางขาว และตำบลต่าง ๆ ทั้งอำเภอโพนพิสัย ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ที่เป็นการปฏิรูป อยากจะฝากไปยังหน่วยงานของ ส.ป.ก. นะครับว่า จัดสัมมนาหน่อย ดูหน่อยว่าเขาต้องการอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ อย่างเช่นในเรื่องของเงินทุน ในการที่จะปลูกพืชเศรษฐกิจต่าง ๆ หรือที่ดินดังกล่าวนั้นมีความประสงค์อะไรบ้าง ในการที่จะเป็นพื้นที่เกษตรถาวร ก็ฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องถนนในพื้นที่ ส.ป.ก. ก็เป็นลูกรังมาโดยตลอด ไม่ทราบว่า ท่านจะดำเนินการมอบให้กับหน่วยงานที่ใกล้ชิดเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นของ อบต. ก็ดี หรือกรมทางหลวงชนบทก็ดี ท่านมอบต่อได้ไหม เพื่อที่จะให้ทางหน่วยงานต่าง ๆ เหล่านั้น เขาได้มีการทำถนนคอนกรีตหรือลาดยางในโอกาสต่อไป ขอบคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประสาร มฤคพิทักษ์ เชิญครับ

นายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กราบเรียนท่านประธานถึงผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๑ มกราคม ที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการด้านทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาลของวุฒิสภา ๒ คณะ แล้วก็ ๒ คณะอนุกรรมาธิการได้ไปดูการสร้าง ศูนย์ราชการที่จังหวัดบึงกาฬ ขออนุญาตใช้ภาพที่ติดตัวมานะครับ ให้เห็นว่าอันนี้คือบึงสาธารณะที่เขาเรียกว่าหนองเงี่ยง มีการถมพื้นที่ตรงนี้ประมาณ ๗ เมตรขึ้นมา ซึ่งตรงนี้จะเป็นศูนย์ราชการแห่งใหม่ที่กำลัง จะสร้างขึ้นโดยละเลยที่เก่านะครับ นี่ขนาดหน้าแล้งน้ำยังเยอะครับ นี่ก็เป็นภาพการตอกเสาเข็ม และการถมดินจะถมขึ้นมาประมาณ ๖-๗ เมตร ใช้ดินไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ คิว ซึ่งเป็นเรื่อง ที่น่าสนใจมาก เพราะเป็นหนองน้ำสาธารณะแล้วก็เป็นแก้มลิงธรรมชาติ ก็เป็นปรากฏการณ์ ที่น่าจะพิจารณาครับ รัฐบาลมีงบประมาณมากมายมหาศาลเพื่อที่จะจัดหาแหล่งน้ำ จัดหาสร้างแก้มลิงอะไรต่อมิอะไรเพื่อที่จะป้องกันน้ำท่วมแล้วก็แก้ปัญหาน้ำแล้ง แต่ปรากฏว่า จังหวัดบึงกาฬได้ลงนามสัญญาจ้างไปแล้วเพื่อให้ถมที่สาธารณะตรงนี้เดิมจะเป็นกุดทิง ซึ่งก็อยู่ใกล้ ๆ กัน แต่เนื่องจากว่าเป็นแรมซาร์ ไซต์ (Ramsar Site) แต่ก็ยังมีอีก ๓ ที่ ซึ่งเป็นทางเลือกแต่ไม่เลือก แล้วก็มาเลือกตรงนี้ ข้อสงสัยก็คือว่าขณะที่ต้องการแหล่งน้ำ ธรรมชาติ แก้มลิงธรรมชาติ แต่ก็ต้องไปถมแล้วก็จะทำให้น้ำท่วม น้ำหลาก ๓ ตำบลครับ ตำบลโคกก่อง ตำบลบึงกาฬ ตำบลโนนสมบูรณ์ ซึ่งจะก่อปัญหามหาศาลและจะเอาน้ำไปไว้ที่ไหน ในฤดูที่น้ำหลาก เพราะฉะนั้นขอฝากเป็นข้อพิจารณาครับ เป็นเรื่องที่เป็นปัญหาอย่างยิ่ง ในเวลานี้ครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านวิรัตน์ วิริยะพงษ์

นายวิรัตน์ วิริยะพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุโขทัย

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายวิรัตน์ วิริยะพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมมีเรื่องหารือปัญหา ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในหมู่ที่ ๓ หมู่ที่ ๕ หมู่ที่ ๘ และหมู่ที่ ๑๐ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย เรื่องขอให้ทางกรมที่ดินได้เร่งรัดการออกเอกสารคือโฉนดที่ดินนะครับ ซึ่งพี่น้องประชาชนหลาย ๆ หมู่ของตำบลเมืองเก่าได้ทำการรังวัดขอออกโฉนดที่ดิน ตามประมวลกฎหมายที่ดินโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งนะครับ หรือจะมีการโต้แย้งก็ได้มีการสอบสวน เปรียบเทียบซึ่งกรมที่ดินก็ได้มีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินให้กับราษฎร แต่ปรากฏว่าทางสำนักงานที่ดิน จังหวัดสุโขทัยยังไม่ดำเนินการออกประมาณหลายร้อยแปลงท่านประธาน ก็อยากจะเร่งรัด ไปยังกรมที่ดินได้จัดการในเรื่องนี้นะครับ

เรื่องที่ ๒ ผมได้รับการร้องเรียนจากท่านนายกบัวลอย แป้นจันทร์ ท่านนายก องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านนา อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย ก็เป็นปัญหาเรื้อรัง หรือปัญหาที่ซ้ำซากของพี่น้องประชาชนคือปัญหาเรื่องตลิ่งพังบริเวณถนนเลียบฝั่งแม่น้ำยม ซึ่งบริเวณที่ผมจะได้หารือต่อท่านประธานซึ่งเป็นปัญหาความเดือดร้อนถึงผู้ปกครอง และเด็กนักเรียนที่หมู่ที่ ๔ ตำบลบ้านนา ซึ่งเป็นถนนอยู่หน้าโรงเรียนบ้านนา อำเภอศรีสำโรง เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมาน้ำได้กัดเซาะตลิ่งบริเวณหน้าโรงเรียนซึ่งเป็นตลิ่งที่สูงกว่าระดับพื้นริมตลิ่ง เกือบ ๒ เมตรนะครับ ตลิ่งพังเหลือถนนที่เลียบฝั่งหน้าถนนโรงเรียนนั้นเหลือประมาณ ๑ เมตร ทำให้ผู้ปกครองที่ขี่จักรยานหรือขับมอเตอร์ไซค์มาส่งลูกหลานพลัดตกไปแล้วครับ ท่านประธาน จึงกราบเรียนท่านประธานไปยังรัฐบาลได้จัดงบกลางที่มีงบอยู่ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ได้แก้ไขปัญหาเรื่องการสร้างเขื่อนป้องกันริมตลิ่งอย่างเร่งด่วนนะครับ ขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสหรัฐ กุลศรี เชิญครับ

นายสหรัฐ กุลศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุพรรณบุรี

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สหรัฐ กุลศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๕ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมกราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้อยากปรึกษาหารือ ท่านประธานสัก ๒ เรื่อง

เรื่องที่ ๑ เรื่องอิทธิพล ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้รับการร้องเรียนจาก ประชาชน ทั้ง อบต. และกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในพื้นที่ตำบลหนองราชวัตร อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี ร้องเรียนมาว่าในขณะนี้มีผู้นำระดับท้องถิ่นตั้งตัวเป็นผู้มีอิทธิพล พยายามออกไปข่มขู่ชาวบ้าน ออกไปเพื่อที่จะให้ชาวบ้านดำเนินตามแนวความคิด ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งประวัติของผู้นำระดับท้องถิ่นผู้นี้เคยมีประวัติ เกี่ยวกับใช้ปืนยิงในที่สาธารณะข่มขู่ประชาชนอยู่เป็นประจำก่อให้เกิดความหวาดกลัว ประชาชนมีความเป็นอยู่ไม่ปกติสุข จึงฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ ให้ช่วยดำเนินการปราบผู้มีอิทธิพลระดับท้องถิ่นท่านนี้ด้วยครับ

เรื่องที่ ๒ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผมได้รับการร้องเรียนจากประชาชน ตำบลทัพหลวง อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี และตำบลด่านช้าง อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ร้องเรียนมาว่าในขณะนี้มีกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่งอ้างตนเองว่าเป็นกลุ่ม ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยแห่งประเทศไทย อ้างว่าในขณะนี้มีโครงการให้สมัครเป็นสมาชิก แล้วจะได้รับเงินตอบแทนประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ท่านนายอำเภอหนองหญ้าไซ ท่านนายอำเภอสฤษดิ์ น้ำค้าง และเจ้าหน้าที่ พร้อมทั้งท่านนายอำเภอไพฑูรย์ รักษ์ประเทศ ของอำเภอด่านช้าง ได้ออกไปชี้แจงให้ประชาชนได้รับรู้รับทราบ แต่ปรากฏว่ากลุ่มดังกล่าว ได้ข่มขู่นายอำเภอว่าถ้าหากจะดำเนินการขัดขวางจะร้องไปที่ท่านเฉลิม อยู่บำรุง ให้ดำเนินการ กับนายอำเภอทั้ง ๒ จึงฝากท่านประธานปราบด้วยครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่าน ส.ว. สุรเดช ท่านสุรเดช จิรัฐิติเจริญ ครับ

นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภา ปราจีนบุรี

เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดปราจีนบุรี ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้ผมขอหารือเรื่องถนนหมายเลข ๓๓ ภายในจังหวัดปราจีนบุรี เนื่องจากว่าถนนสายนี้ชื่อถนนสุวรรณศร แล้วก็เป็นทางหลวงหมายเลขเอเอช ๑ (AH 1) คือทางอาเซียน ไฮเวย์ หมายเลข ๑ (ASEAN Highway) ซึ่งวิ่งระหว่างกรุงเทพฯ จังหวัดสระบุรี จังหวัดนครนายก จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดสระแก้ว และประเทศกัมพูชา แต่ถนน ในจังหวัดปราจีนบุรีตลอดเส้นทางเป็น ๔ ช่องการจราจร แต่ภายในจังหวัดปราจีนบุรี ระหว่างบ้านหนองจม กม. ๑๔๗ ถึงบ้านห้วยขื่อ กม. ๑๗๕ ยังเป็น ๒ ช่องการจราจรอยู่ ซึ่งการเดินทางไม่สะดวกมาก เนื่องจากว่า ๒ ช่องการจราจรมีรถบรรทุกวิ่งผ่านไปมา เป็นจำนวนมาก การเดินทางล่าช้า และที่สำคัญเกิดอุบัติเหตุเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเอง ก็ขอเรียนว่าช่วงแค่ ๒๘ กิโลเมตร อยากให้ทางรัฐบาลช่วยปรับปรุงเป็น ๔ ช่องการจราจร เพื่อความปลอดภัย และที่สำคัญเส้นทางนี้บริเวณ กม. ๑๕๘ ตรงสี่แยกพระนเรศวร เป็นทางขึ้นเขาใหญ่ฝั่งจังหวัดปราจีนบุรี เป็นที่ตั้งของกองพลทหารราบที่ ๒ รักษาพระองค์ ทางหลวงหมายเลข ๓๓ นี้ยังเป็นตลาดนัดทำให้การเดินทางไม่สะดวกแล้วก็ไม่เป็นระเบียบ เรียบร้อย และที่สำคัญเกิดอุบัติเหตุเป็นจำนวนมาก ก็ขอให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยปรับปรุง

และอีกช่วงหนึ่งนะครับ คือช่วงทางหลวงหมายเลข ๓๓ เช่นเดียวกัน ที่ กม. ๒๐๘ บริเวณสี่แยกกบินทร์บุรี ซึ่งเส้นทางนี้ตัดกับทางหลวงหมายเลข ๓๑๔ คือจากจังหวัดฉะเชิงเทรา ไปจังหวัดนครราชสีมามีรถเป็นจำนวนมาก ก็ขอให้พิจารณาเป็นทางแยกต่างระดับ เพื่อความปลอดภัยและเส้นนี้มีรถเป็นจำนวนมาก ผมว่าเพื่อนสมาชิกหลายท่านคงรู้ดีว่า เส้นทางนี้รถเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเองตามที่ผมกราบเรียนมาแล้วว่าอยากให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องช่วยพิจารณาว่าจังหวัดปราจีนบุรีไม่มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นอันมาก ก็ของบประมาณปี ๒๕๕๗ หรือ พ.ร.บ. เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะมีเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ ต่อไปครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านชมพู จันทาทอง

นางชมภู จันทาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หนองคาย

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางชมภู จันทาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย เขต ๓ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ท่านประธานคะ วันนี้เป็นวันประชุมร่วมกัน ของรัฐสภา ดิฉันขอนำความเดือดร้อนในพื้นที่นำมาหารือกับท่านประธานรัฐสภาอยู่ ๒ เรื่อง ท่านประธานคะ

เรื่องแรก ดิฉันได้รับการร้องเรียนจากพี่น้อง อสม. อำเภอท่าบ่อ อำเภอศรีเชียงใหม่ อำเภอโพธิ์ตาก และอำเภอสังคมค่ะท่านประธาน สืบเนื่องจากวันพฤหัสบดีที่ ๒๕ ที่ผ่านมาค่ะ ท่านประธาน ทางสมาชิก อสม. นั้นได้รับฟังวิทยุในการถ่ายทอดการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร ของกระทู้ถามทั่วไป โดยเขาถามเกี่ยวกับกระทรวงสาธารณสุข โดยท่านชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ตอบให้พี่น้อง อสม. ทั่วประเทศได้ฟัง พอเขาได้ฟังแล้ว เขาอดชื่นชมไม่ได้เขาก็ฝากดิฉัน ในฐานะตัวดิฉันเองนั้นเป็น ส.ส. ในพื้นที่ ฝากกราบขอบพระคุณ ทางรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขที่เห็นความสำคัญของพี่น้อง อสม. ในการทำงาน ด้วยจิตอาสาและความมุ่งมั่นในการทำงาน และจะเพิ่มศักยภาพให้ อสม. ให้ได้เป็น อสม. เชี่ยวชาญ และถ้าหาก อสม. มีศักยภาพสูงก็จะให้เป็นผู้ช่วยพยาบาลและผู้ช่วยของแพทย์ต่อไปนะคะ ทาง อสม. ก็ฝากกราบขอบพระคุณ แล้วก็ขอฝากทางท่านประธานรัฐสภาผ่านไปยัง กระทรวงสาธารณสุข ขอให้นำเรื่องนี้ได้เป็นนโยบายของรัฐบาลในการที่จะดูแลเพิ่มศักยภาพ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่พี่น้อง อสม. ทั่วประเทศ ดิฉันในฐานะเป็นตัวแทนก็ขอฝาก ท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงสาธารณสุขด้วยค่ะ

เรื่องที่ ๒ ดิฉันได้รับการร้องเรียนจากทางผู้อำนวยการโรงเรียนท่าบ่อและคณะครู ซึ่งโรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนประจำอำเภอค่ะ มีครูถึง ๑๒๐ ท่าน มีนักเรียน ๒,๕๐๐ คน ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่และเป็นโรงเรียนประจำอำเภอ โรงเรียนนี้ขาดสนามฟุตซอลค่ะ ท่านประธาน ซึ่งปี ๒๕๕๙ นั้นทางจังหวัดหนองคายจะเป็นเจ้าภาพในการที่จะแข่งขันกีฬาอาเซียน (ASEAN) ของกลุ่มสมาพันธ์อาเซียนของจังหวัดหนองคายที่จะเป็นเจ้าภาพ ก็ขอฝากท่านประธาน ผ่านไปยังกระทรวงสาธารณสุข ขอให้อำนวยความสะดวกและบรรจุงบประมาณในการที่จะมี สนามฟุตซอลให้โรงเรียนท่าบ่อดังกล่าวด้วย ขอบพระคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสุรศักดิ์ ศรีอรุณ เชิญครับ

พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตแสดงความเสียใจต่อคุณครู ต่อญาติพี่น้อง ของคุณครูชลธี เจริญชล ครูโรงเรียนบ้านตันหยง ซึ่งถูกพวกโจรร้ายภาคใต้ยิงเสียชีวิต เมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๕๖ นี้ ท่านประธานครับ ผมอยากจะให้พี่น้องประชาชนซึ่งรับฟัง วิทยุรัฐสภาอยู่ในวันนี้ช่วยกันประณามพวกโจรนอกศาสนาพวกนี้นะครับ โดยใช้สื่อโซเชียล เน็ตเวิร์ก (Social network) ที่ท่านมีอยู่ อย่าไปปล่อยพื้นที่ให้พวกนี้มาแก้ตัว เหตุการณ์ ในภาคใต้มันเกิดมานานแล้ว แต่การควบคุมพื้นที่และการควบคุมประชาชนยังไม่บรรลุผลสักที ผมก็มีข้อสังเกตพร้อมข้อเสนอแนะหลายประการนะครับ

ข้อสังเกตประการแรก ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้แถลงข่าวว่า บางโรงเรียนไม่ต้องการให้เจ้าหน้าที่รัฐส่งกำลังเข้าไปคุ้มครองครู เป็นเงื่อนไขซึ่งจะทำให้ เจ้าหน้าที่รัฐลำบากในการที่จะควบคุมพื้นที่นะครับ ก็ขอให้ ศอ.บต. ประสานโรงเรียน ในพื้นที่และกลุ่มต่าง ๆ ให้ความร่วมมือนะครับ

ข้อสังเกตประการที่ ๒ ทางสื่อทั้งโทรทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์ได้แจ้งชื่อผู้สงสัยว่า เป็นผู้บงการ เช่น ให้ข่าวว่านายมะรอรีกาแซ กาแว เป็นผู้บงการ นายอาหามะเป็นมือปืน ผมก็ไม่แน่ใจว่าถ้าเผื่อทราบชื่ออย่างนี้แล้วทำไมต้องมาสเกตช์ (Sketch) ภาพกันอีก แสดงว่าการทำบัตรประชาชนในภาคใต้นั้นยังไม่เรียบร้อย ก็กราบเรียนท่านประธานขอให้ กระทรวงมหาดไทยดำเนินการทำบัตรประชาชนให้แก่พี่น้องประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้เรียบร้อย เจ้าหน้าที่รัฐจะได้ควบคุมประชาชนได้ง่ายขึ้นนะครับ

ข้อสังเกตประการที่ ๓ ท่านประธานครับ มีเจ้าหน้าที่หลายหน่วย ทั้งตำรวจ ทหาร พลเรือน ร่วมกันปฏิบัติการอยู่ทางภาคใต้ ก็ขอให้ ศอ.บต. ประสานขอความร่วมมือ กับกองบัญชาการสูงสุดนำหลักนิยมในการปฏิบัติการยุคร่วมมาประสานงานจะได้สื่อสารกันรู้ เรื่อง ส่งกำลังบำรุงกันรู้เรื่องนะครับ

ประการสุดท้ายครับ คิดว่าผมไม่ต้องการให้เห็นศพที่ ๑๕๙ นะครับ ก็อยากจะขอให้ ครู ตชด. เข้าไปดำเนินการสอนในพื้นที่ล่อแหลม ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเชิดพงศ์ ราชป้องขันธ์

นายเชิดพงศ์ ราชป้องขันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บึงกาฬ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพอย่างสูง ผม เชิดพงศ์ ราชป้องขันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดบึงกาฬ เขตเลือกตั้งที่ ๑ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้มีเรื่องหารือ ให้ท่านประธานรัฐสภาได้ทราบว่าเส้นทางยุทธศาสตร์เส้นหนึ่งจากอำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ มาที่อำเภอเมืองบึงกาฬนั้น เส้นทางนี้ระยะทาง ๔๕ กิโลเมตรเป็นเส้นทางที่เลียบกับฝั่งแม่น้ำโขง อยากจะให้มีช่องทาง ๔ ช่องทางจราจรด้วยครับเพราะว่าเป็นเส้นทางที่เชื่อมต่อระหว่าง จังหวัดบึงกาฬแล้วก็จังหวัดหนองคาย

เรื่องที่ ๒ ก็คือปัญหาที่เจอมามีพี่น้องประชาชนที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร คือเขตดินแดง ทางเท้าตรงฟุตปาธ (Footpath) ส่วนมากจะไม่มีทางเดินแล้วครับ เพราะว่า ตั้งแต่บนถนนอินทามระ ซอย ๒๐ ถึงซอย ๔๓ นั้น ทางเท้าไม่มีทางเดินได้เลยเพราะว่า จะมีพ่อค้าแม่ค้านั้นมาค้าขายเต็มทางเท้า เพราะฉะนั้นก็ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้พิจารณาดูแลด้วย ขอบคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านภิญโญ สายนุ้ย เชิญครับ

นายภิญโญ สายนุ้ย สมาชิกวุฒิสภา กระบี่

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ภิญโญ สายนุ้ย สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกระบี่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จังหวัดกระบี่ เมืองน่าอยู่ ผู้คนน่ารักครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอหารือเกี่ยวกับเรื่องของวิทยฐานะ ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาครับ กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญค่อนข้างน้อย ทั้ง ๆ ที่มีข้าราชการครูประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ คนอยู่ในความดูแลของ ก.ค.ศ. ตั้งงบประมาณ ในการประเมินวิทยฐานะค่อนข้างน้อย ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านชมภูยังกล่าวว่า อสม. ยังได้วิทยฐานะเชี่ยวชาญเลย ครูกว่าจะได้วิทยฐานะเชี่ยวชาญเป็นเรื่องที่ยาก ท่านประธาน ที่เคารพครับ การได้วิทยฐานะของครูเป็นการพัฒนาครูให้ดีขึ้น เมื่อพัฒนาครูให้ดีขึ้นแล้ว ก็จะส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนของนักเรียน การสอนดีจะได้คนดี จะได้ประชาชนดี จะได้พลเมืองดี ชาติไทยจะเป็นชาติที่มีการพัฒนาดีขึ้นอันนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะฉะนั้น ฝากถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและท่านนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญในการตั้ง งบประมาณเกี่ยวกับประเมินวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้เพิ่มขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ก.พ. นั้นมีคนประมาณแค่ ๑๐๐,๐๐๐ คน มีงบประมาณปีหนึ่ง เป็นพันล้านบาท แต่ว่า ก.ค.ศ. นั้นดูแลครูตั้ง ๖๐๐,๐๐๐ คน มีงบประมาณปีหนึ่งประมาณ ๒๐๐-๓๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งไม่สมดุลกันท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นให้ทางนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการดูแลในส่วนของงบประมาณที่จะเกี่ยวข้องกับ การประเมินวิทยฐานะเพื่อพัฒนาครูสู่การพัฒนาเด็กและเป็นการพัฒนาชาติ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ในเรื่องของการพัฒนาในส่วนนี้เป็นเรื่องที่สำคัญถ้ารัฐบาลให้ความสนใจน้อย ในด้านนี้ก็จะทำให้มีผลในการพัฒนาเด็กก็น้อยตามไปด้วย วิทยฐานะของข้าราชการครู ทำแล้วถ้ามีการประเมินช้าก็จะมีการทำให้วิทยฐานะนั้นล้าสมัย ล้าสมัยก็ไม่สามารถจะประเมิน ได้ทันเวลา ก็จะทำให้เพื่อนครูเราจะต้องทำวิทยฐานะใหม่จะทำให้เสียเวลาพัฒนาไม่ทัน ฉะนั้นฝากรัฐบาลดูแลในเรื่องงบประมาณเกี่ยวกับการประเมินวิทยฐานะของข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม เชิญครับ

นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

กราบเรียน ประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย เขต ๘ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ได้รับการร้องเรียนจาก พี่น้องประชาชนในจังหวัดอุดรธานีเกี่ยวกับภัยแล้ง เนื่องจากว่าตอนนี้ภัยแล้งเกิดทั่วทุกแห่ง ในภาคอีสาน จังหวัดอุดรธานีเป็นจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากการขาดน้ำ อยากให้ ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เข้าไปดูแลแก้ไขปัญหาโดยการขุดเจาะ บ่อบาดาลให้พี่น้องเกษตรกรโดยเฉพาะอำเภอหนองวัวซอ อำเภอกุดจับ อำเภอบ้านผือ แม้แต่ตำบลบ้านตาด ตำบลหนองไฮ อำเภอเมือง ก็ยังเจอปัญหาภัยแล้ง ก็ขอให้ทางหน่วยงาน ที่รับผิดชอบแก้ไขปัญหาโดยด่วน

เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องภัยหนาวซึ่งเกิดขึ้นในขณะนี้ เนื่องจากว่าอยากให้รัฐบาล ช่วยดูแลแก้ไขผ้าห่มกันหนาวให้พี่น้องประชาชน คนยากคนจน คนขาดผู้ดูแล ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาสและผู้ชรานะครับ ซึ่งเราจะเจอปัญหาจากสื่อมวลชนว่ามีคนชราหนาวตาย ก็อยากให้ทางรัฐบาลเข้าไปแก้ไขปัญหาโดยด่วน

เรื่องที่ ๓ คือการก่อสร้างหอประชุมอำเภอ ซึ่งเป็นที่ประชุมของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทุกเดือน ที่อำเภอหนองวัวซอเป็นหอประชุมที่เก่าแก่ตั้งแต่ตั้งอำเภอและเล็กมาก แออัดมากนะครับ ก็อยากให้ทางกรมการปกครองซึ่งท่านอธิบดีทราบดีนะครับว่าอำเภอหนองวัวซอมีปัญหา เรื่องหอประชุมอำเภอ ก็อยากให้ทางรัฐบาล หน่วยงานที่รับผิดชอบแก้ไขปัญหาโดยด่วน เพื่อประโยชน์ของทางราชการ

เรื่องต่อไป ก็คือเกาะกลางถนน ต้องขอขอบคุณทางรัฐบาลสมัยรัฐบาล พรรคพลังประชาชนที่ให้ถนน ๔ เลน (Lane) เส้น ๒๑๐ แต่ตอนนี้เกาะกลางถนนเป็นเส้นเหลือง มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แล้วตอนนี้เกือบ ๑๐๐ ศพแล้วครับ จากช่วงอำเภอเมืองไปถึง อำเภอหนองวัวซอ ก็อยากให้ทางรัฐบาลผลักดันงบประมาณทำเกาะกลางถนนให้มีไฟแสงสว่าง และป้องกันอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น และป้องกันทรัพย์สินและชีวิตของพี่น้องประชาชนโดยด่วน ขอกราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านสนธยา แสงเภา ครับ

พันตำรวจเอก สนธยา แสงเภา สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันตำรวจเอก สนธยา แสงเภา สมาชิกวุฒิสภา จากการสรรหา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขอประทานกราบเรียนผ่านท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ไปยัง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และ ฯพณฯ รองนายกรัฐมนตรีเฉลิม อยู่บำรุง ต้องพูดถึงเรื่องตำรวจครับท่านประธาน ถ้าพูดถึงตำรวจนี่พูดกันสามวันสามคืนก็ไม่จบ แต่ผมมีเรื่องเดียวและจะไม่พูดย้อนในอดีตเกี่ยวกับเรื่องสถานีตำรวจ บ้านพักตำรวจที่ผ่านมา ซึ่งต่อสัญญาจะครบกำหนดในเดือนมีนาคม ๒๕๕๖ นี้ สิ่งที่จะพูดเป็นเรื่องใหม่ครับ ท่านประธานครับ สืบเนื่องจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ประกาศ เรื่อง กำหนดหน่วยงาน และเขตอำนาจรับผิดชอบการปกครองในส่วนราชการ (ฉบับที่ ๘) พุทธศักราช ๒๕๕๕ ประกาศเมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ให้จัดตั้งสถานีตำรวจภูธรใหม่ครับ สำหรับตำรวจภูธร จังหวัดภูเก็ต ในกองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค ๘ ได้มีการจัดตั้งสถานีตำรวจภูธรใหม่ ๒ แห่ง คือสถานีตำรวจภูธรวิชิต และสถานีตำรวจภูธรกะรน ซึ่งแยกมาจากสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองภูเก็ต และสถานีตำรวจภูธรฉลอง ซึ่งได้ใช้อาคารบ้านพักที่อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ในที่ราชพัสดุครับ และได้แปลงบ้านพักข้าราชการตำรวจ ใน สภ. กะรน สภ. ที่ ๒ ที่สร้างใหม่นี้ก็ใช้ ที่ดินราชพัสดุเช่นเดียวกันครับ เพื่ออะไรครับ เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ตำรวจเกี่ยวข้องกับประชาชนตั้งแต่เกิดจนตาย ดังนั้นขณะนี้ได้เปิดทำการเป็นที่เรียบร้อย จึงขอสนับสนุนงบประมาณซึ่งเป็นงบกลางของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี คือที่ สภ. วิชิต จำนวนเงิน ๒๐,๔๐๐,๐๐๐ บาท และที่ สภ. กะรน เป็นจำนวนเงิน ๒๘,๔๐๐,๐๐๐ บาท ค่าถมดินอีก ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท จึงขอประทานกราบเรียนผ่านท่านประธานด้วยความเคารพ ไปยัง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และให้ท่าน ผบ.ตร. เร่งรัดติดตามการบริหารในการก่อสร้าง ในโอกาสต่อไปด้วย จักขอบพระคุณยิ่งครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเยาวนิตย์ เพียงเกษ เชิญครับ

นางเยาวนิตย์ เพียงเกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเยาวนิตย์ เพียงเกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย วันนี้ดิฉันใคร่ขอหารือท่านประธานในเรื่องความห่วงใย ในสภาพปัญหาของอ่าวไทยซึ่งมีความวิกฤตินะคะ ซึ่งสาเหตุนี้เกิดมาจากสภาพปะการังฟอกขาว เพราะฉะนั้นในสิ่งเหล่านี้ก็เป็นที่น่าห่วงใยและเป็นที่น่าเสียดายแก่ประชาชนทั่วไปทั้งประเทศ เลยนะคะ จากสภาพที่เกิดสภาวะฟอกขาวของปะการังนี้ทำให้ดิฉันต้องการทราบถึงแนวทาง ในการแก้ไขปัญหาในสิ่งเหล่านี้นะคะ ดิฉันทราบว่ามีการแก้ไขกันไปบ้าง แต่ก็ไม่ทราบว่า ผลสัมฤทธิ์มันเป็นอย่างไร ดิฉันมีความรู้สึกว่าสิ่งหนึ่งคือต้องการให้ประเทศไทยเรามีชายฝั่ง ที่อุดมสมบูรณ์แล้วก็มีทะเลอุดมสมบูรณ์ เพราะว่าทางองค์การยูเนสโก (UNESCO) นี่นะคะ ได้ให้ประเทศมีเฉพาะจุดเดียวที่ได้เป็นเขตสงวนชีวมณฑลระนอง ซึ่งอยู่ที่ตำบลปากน้ำ ตำบลบางริ้น และตำบลราชกรูด ซึ่งทำให้เป็นความภาคภูมิใจแล้วก็เป็นความน่าดีใจที่สุด ของประเทศไทยที่ว่าเราสามารถมีชายทะเลและมีชายฝั่งพวกสัตว์น้ำทั้งหลาย ที่มีความอุดมสมบูรณ์ ดิฉันอยากจะให้มีความสมบูรณ์อย่างนี้ในหลาย ๆ จุดนะคะ แล้วทางองค์การยูเนสโกก็จะได้ประกาศให้เรามีเขตลักษณะอย่างนี้ขึ้นอีก ดิฉันก็อยากจะ ใคร่ขอกราบเรียนผ่านประธานไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมว่าเราจะสามารถทำให้ชายฝั่งทะเลของเราอุดมสมบูรณ์เหมือนเช่น เขตชีวมณฑลระนองได้บ้างไหม ขอกราบขอบพระคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านสมชาย แสวงการ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมลุกขึ้นมาก็หารือ ท่านประธานในเรื่องที่ท่านประธานน่าจะดำเนินการการประชุมร่วมรัฐสภาเพราะว่าล่วงเลยเวลา มาชั่วโมงกับ ๑๕ นาทีแล้วนะครับ และผมคิดว่ามีระเบียบวาระที่ต้องพิจารณาทั้งสิ้น ๒๖ วาระ เกรงว่าจะใช้เวลาเนิ่นนานก็เรียนท่านประธานครับ ท่านประธานอาจจะไม่เห็นว่าองค์ประชุม ครบตั้งนานแล้ว ๓๗๖ คน ครบมาประมาณครึ่งชั่วโมงเศษแล้ว ก็เลยขออนุญาตเรียน ทวงถามท่านประธานครับว่าท่านประธานจะเปิดการประชุมร่วมกันของรัฐสภาได้หรือยังครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ ก็คงหารืออีกไม่กี่ท่าน เห็นยกมืออยู่หลายท่าน เชิญท่านอนุรักษ์ บุญศล

นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สกลนคร

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตกราบเรียนหารือท่านประธานผ่านไปถึง คณะกรรมการบริหาร คณะบอร์ด (Board) บริหาร สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ/หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรื่องการจัดสรร สลากกินแบ่งรัฐบาลหรือลอตเตอรี่ให้กับคนตาบอดจังหวัดสกลนคร ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียน จากนายปัญญา จันทะเสน นายกสมาคมคนตาบอดจังหวัดสกลนคร นายชัยวัฒน์ หวานคำ ประธานกลุ่มองค์การแนวร่วมผู้ค้าสลากในราคาควบคุมร้องเรียนว่า ท่านประธานที่เคารพคะ รายได้ประจำจากเบี้ยคนพิการเดือนละ ๕๐๐ บาทนั้นไม่พอกับค่าครองชีพ สมาชิกในสมาคม คนตาบอดจังหวัดสกลนครนั้นมีทั้งหมด ๕๐ คน อยากได้สลากกินแบ่งจากรัฐบาล มาประกอบอาชีพให้มีรายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัว เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อญาติพี่น้อง และสังคม พี่น้องคนตาบอดบอกกล่าวเนื้อความในจดหมายว่าต้องไปซื้อสลากจากนายทุน ใบละ ๙๐-๑๐๐ บาท มาขายใบละ ๑๑๐ บาท พี่น้องคนตาบอดเดือดร้อนมาก ต้องการ ของขวัญปีใหม่เป็นการจัดสรรสลากกินแบ่งจากรัฐบาลอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมให้กับ คนตาบอดจังหวัดสกลนคร ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันมีจดหมายร้องเรียนซึ่งจะส่งให้ ท่านประธานพิจารณาต่อไปนะคะ ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันจึงร้องขอให้จัดสรรสลากกินแบ่งรัฐบาล กินแล้วแบ่งรัฐบาล ดิฉันอยากให้กินแล้วแบ่งกับคนตาบอดจังหวัดสกลนครและคนพิการด้วย เพื่อให้สอดประสาน กับวิถีชีวิตเพื่อสิทธิอันพึงมีพึงได้ ขอให้ใส่ใจคนพิการค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขออีกสัก ๔ ท่าน ท่านสมคิด บาลไธสง เชิญครับ

นายสมคิด บาลไธสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หนองคาย

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม สมคิด บาลไธสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้ลงพื้นที่ที่จังหวัดหนองคาย ในสัปดาห์ที่ผ่านมาครับ ผมได้รับการร้องเรียนและร้องขอจากทางวิทยาลัยเทคนิคหนองคาย ข้อมูลเดิม วิทยาลัยเทคนิคหนองคายมีสถานที่ของการสร้างอาคารมีอยู่ ๒ แห่ง มีแห่งที่ ๑ และแห่งที่ ๒ สำหรับแห่งที่ ๑ มันคับแคบมาก แห่งที่ ๒ มีพื้นที่กำลังขยายประมาณ ๒๐๐ ไร่ เพราะฉะนั้นทางวิทยาลัยเทคนิคหนองคายก็อยากร้องเรียนร้องขอไปยังกระทรวงศึกษาธิการ ได้ย้ายวิทยาลัยเทคนิค อนุญาตให้ย้ายไปที่แห่งเดียวกันคือแห่งที่ ๒ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีจำนวนมาก สำหรับแห่งที่ ๑ นั้นผมคิดว่าถ้าย้ายไปแล้วน่าจะมอบอาคารสถานที่ที่มีจำกัดนี้เป็นการสร้าง วิทยาลัยสารพัดช่างหนองคาย ซึ่งจังหวัดหนองคายไม่เคยมีวิทยาลัยสารพัดช่างซึ่งเป็น การเรียนการสอนวิชาชีพระยะสั้นนี้ อันนี้ก็อยากฝากไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ ได้พิจารณาเป็นการเร่งด่วนด้วย อีกอย่างหนึ่งวิทยาลัยเทคนิคหนองคายได้รับการคัดเลือกให้เป็น ที่ตั้งสถาบันของวิทยาลัยอาชีวศึกษาของ ๕ จังหวัด คือ จังหวัดอุดรธานี จังหวัดหนองคาย จังหวัดบึงกาฬ จังหวัดหนองบัวลำภู และจังหวัดเลย อันนี้เป็นที่ตั้งของสถาบันอาชีวศึกษา ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ผมก็อยากให้ทางกระทรวงศึกษาธิการได้ดูแล แล้วก็ นำไปพิจารณาอย่างรีบด่วนเพื่อให้สถาบันนี้ได้พัฒนาไปเพื่อสะดวกในการจัดการเรียนการสอน เพื่อเป็นเอกภาพของสถาบันและความสะดวกในการติดต่อของพี่น้องประชาชน ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านมาลินี อินฉัตร

นางสาวมาลินี อินฉัตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวมาลินี อินฉัตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ดิฉันได้รับการร้องเรียนจาก ชาวบ้านอำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ ในเรื่องของถนนทางหลวงชนบทที่ชำรุดนะคะ เนื่องจากนโยบายของทางหลวงชนบทที่มอบถนนนี้ให้กับ อบจ. แล้วก็ทางหลวงชนบท ได้ซ่อมแซม ได้ดูแล ก็ไม่ทราบว่าด้วยศักยภาพของการซ่อมแซมหรือว่างบประมาณที่จำกัด ทำให้ถนนทางเชื่อมต่อระหว่างอำเภอ หรือจากตัวอำเภอไปตัวจังหวัดนี้เสียหายอย่างยิ่ง วันนี้จากการนำของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ท่านสมาชิก อบต. แล้วก็นายก อบต. ในเขตพื้นที่ อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ ก็ได้นำเอกสารเข้ามาหารือกับดิฉันว่าทำอย่างไร ให้ทางหลวงแผ่นดินนี้ได้รับมอบคืนทางหลวงชนบทใน ๓-๔ เส้นทางดังนี้ค่ะ คือเส้น ๔๐๒๐ จากบ้านหนองเชียงทูนไปอำเภออุทุมพรพิสัย ถนนทางหลวงชนบท สก. ๓๐๒๖ จากอำเภอบ้านหนองเชียงทูนไปอำเภออุทุมพรพิสัย แล้วก็ ๓๐๒๗ จากบ้านกำแมด ไปที่อำเภอวังหิน ในทุกเส้นทางที่ดิฉันกล่าวถึงนี้เป็นทางเชื่อมตัวอำเภอไประหว่างอำเภอ แล้วก็ตัวอำเภอไปตัวจังหวัด ซึ่งพวกเราได้ใช้ทางสัญจรเส้นนี้กันอย่างมาก บางคนก็ได้รับอุบัติเหตุ ถึงกับเสียชีวิตก็มี ชาวบ้านเดือดร้อนมาก พวกเรารวมตัวกันตั้งกองผ้าป่าเพื่อซ่อมแซมถนน แต่ทั้งนี้พวกเขาก็ขอความเมตตาจากกรมทางหลวงโปรดเข้าไปดูแลให้การสนับสนุนซ่อมแซม อย่างดีให้ได้มาตรฐานเพื่อความคงทนถาวรแล้วก็ใช้ได้นาน ๆ ขอกราบขอบพระคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอ ๒ ท่านสุดท้าย เชิญท่านวันชัย บุษบา แล้วท่านวรชัย เหมะ ถ้าอย่างนั้นเชิญท่านวรชัย เหมะ เลยครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธาน ที่เคารพ ขอบคุณครับที่ให้ผมลุกขึ้นมาหารือ ท่านประธานที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้รับ การร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนว่าวันนี้เขาถูกคดี เขายังเป็นผู้บริสุทธิ์ครับ แต่ถูกจับไปขัง ตู้คอนเทนเนอร์ (Container) ผมไม่ทราบว่าเพราะอะไร คนที่เขามีสิทธิที่จะได้รับสิทธิ คุ้มครองตามกฎหมาย แต่วันนี้โรงพักหลายที่ไม่มีห้องขังผู้ต้องหา ทางสถานีตำรวจเขาก็ไม่มี ห้องขัง เพราะฉะนั้นเขาต้องดัดแปลงตู้คอนเทนเนอร์บ้าง ทำคอกเหมือนขังสุนัขบ้าง ไปขังผู้ต้องหา นี่ประเทศไทยในวันนี้มันเป็นอย่างนี้ครับท่านประธาน ฉะนั้นการสร้างโรงพัก ที่ใกล้จะหมดสัญญาแล้ว โรงพักก็ยังไม่เสร็จ รื้อโรงพักเก่าทิ้ง สร้างความเดือดร้อน ให้ผู้ต้องหาคนไทยที่ถูกคดีต่าง ๆ หลายคดีครับ วันนี้ตำรวจต้องอาศัยศาลาวัด ต้องอาศัย ตู้คอนเทนเนอร์ บางโรงพักต้องทำคอกเหมือนคอกสุนัข นี่เรื่องจริงทั้งหมด ท่านไปตรวจสอบ ได้เลยครับ ทั้งประเทศหลายโรงพัก แล้วเรื่องนี้มีการทำสัญญาสร้างโรงพักใหม่มา แล้วทำไม ไม่ทำเสียทีครับ ผมอยากฝากท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมช่วยดูแลปัญหาเรื่องนี้ด้วย เพราะวันนี้คนไทยทั้งประเทศ ตำรวจทั้งประเทศเดือดร้อนเรื่องนี้จริง ๆ ครับ มันเพราะอะไร ดำเนินการสร้างแล้ว แต่คาราคาซังทำไม่เสร็จสักที มันเพราะอะไรครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นขอให้ท่านเฉลิมเร่งรัดตรวจสอบว่าเรื่องนี้สาเหตุเพราะอะไร ถ้ามีการทุจริต ก็ให้มีการตรวจสอบอย่างจริงจังครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๕๙๔ คน
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้มีผู้ลงชื่อ ๓๙๐ คน ครบองค์ประชุม ผมขออนุญาตดำเนินการตามระเบียบวาระครับ ท่านมีอะไรครับ คุณหมอเชิญครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมขอเรียนถามท่านประธานเกี่ยวกับเรื่องการแถลงผลงานครบรอบ ๑ ปี ของรัฐบาลสักนิดหนึ่งครับว่าได้มีการประสานมาที่ท่านประธานหรือยัง เพราะว่าตามบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๕ วรรคสอง บัญญัติว่า ต้องจัดทำรายงานแสดงผลการดำเนินงาน รวมทั้งปัญหาและอุปสรรคเสนอต่อรัฐสภาปีละหนึ่งครั้ง ตอนนี้เวลา ๑ ปีมันผ่านมานานแล้ว แต่รัฐบาลยังไม่ได้แถลงเลย ไม่ทราบว่าไม่มีผลงานหรือว่ากลัวอะไร พี่น้องประชาชนเขาก็ อยากทราบกันว่าในรอบ ๑ ปีรัฐบาลได้ทำร้ายประเทศไปแค่ไหนแล้ว ผมคิดว่าถึงเวลาที่ควรจะแถลง และในขณะเดียวกันพวกผมพรรคฝ่ายค้านได้เสนอญัตติเมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๖ ขอให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภามีมติให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณารายงานแสดงผล การดำเนินงานของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ต้องเรียนถามท่านประธานด้วยว่า ท่านรับเรื่องนี้หรือยัง แล้วทำไมยังไม่บรรจุเข้าในระเบียบวาระการประชุมครับ ขอเรียนถาม ท่านประธานครับ ท่านช่วยตอบด้วยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

รัฐบาลได้ยื่นรายงานแสดงผล การดำเนินงานต่อสภาผู้แทนราษฎรแล้วตั้งแต่วันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ และวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรบันทึกกราบเรียนให้ผมทราบแล้ว แล้วก็จะได้ดำเนินการต่อ ทีนี้ก็เป็นเรื่องที่ดีที่ทางสมาชิกพรรคฝ่ายค้านได้ยื่นญัตติเข้ามา ก็จะได้เอาเข้ามาพิจารณา ซึ่งบรรจุในระเบียบวาระของที่ประชุมรัฐสภาแล้วก็คงจะได้ พิจารณาร่วมกัน ผมขออนุญาตเปิดการประชุมเพื่อดำเนินการตามระเบียบวาระแล้วนะครับ แต่เท่าที่ทราบในระเบียบวาระที่ ๑ นั้นเห็นบอกว่ายังไม่ได้เตรียมพร้อมหรืออะไร อย่างไร อาจจะมีการเสนอขอให้เลื่อน เชิญท่านสุกิจครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็เป็นการดีครับ ต้องเรียนถามท่านประธานว่าแล้วทางรัฐบาลได้ประสานความพร้อม มาหรือยังว่าพร้อมจะแถลงในวันไหน แล้วท่านประธานเองท่านควรมีอำนาจในการตัดสินใจว่า จะบรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ในวันไหนครับ ขอให้เร็วด้วย เพราะว่าพี่น้องประชาชนรอมานานเหลือเกินแล้วครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ วิป (Whip) ลองประสานนะครับ ผมไม่ขัดข้องอะไรวิปประสานกันก็แล้วกันครับ เชิญท่านปรีชาพลครับ

ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขอเสนอเปลี่ยนระเบียบวาระการประชุมครับท่านประธาน โดยอาศัยข้อบังคับ การประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๓ ตามข้อบังคับ ข้อ ๓๑ (๒) ประกอบกับ ข้อ ๑๙ โดยขอเสนอเลื่อนระเบียบวาระ ซึ่งท่านประธานได้บรรจุในระเบียบวาระการประชุมร่วมกัน ของรัฐสภาตามลำดับความเร่งด่วนและความสำคัญที่ได้รับแจ้งจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้

ลำดับที่ ๑ ที่จะขอเลื่อนเป็นเรื่องด่วนที่ ๒๓ เป็นร่างความตกลงระหว่าง รัฐบาลไทยกับสำนักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่า และพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) เกี่ยวกับการประชุมสมัยสามัญภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้า ระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) ครั้งที่ ๑๖ และการประชุม คณะกรรมาธิการบริหาร ครั้งที่ ๖๓ และครั้งที่ ๖๔ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย วันที่ ๒-๑๔ มีนาคม ๒๕๕๖ (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)

ต่อด้วยลำดับที่ ๒ เรื่องด่วนที่ ๒๕ กรอบการเจรจาการจัดทำข้อตกลงเป็นหุ้นส่วน ด้วยความสมัครใจ (Voluntary Partnership Agreement : VPA) ในการบังคับใช้กฎหมายป่าไม้ ธรรมาภิบาล และการค้า (FLEGT) ระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรป (EU) (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)

ต่อด้วยลำดับที่ ๓ เรื่องด่วนที่ ๒๔ ร่างกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรี ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)

ต่อด้วยลำดับที่ ๔ เรื่องด่วนที่ ๑๙ รายการความตกลงและพิธีสารด้านเศรษฐกิจ ของอาเซียนที่จะถูกแทนที่ภายใต้ข้อ ๙๑ (๒) ของความตกลงอาทิก้า และพิธีสารเพื่อแก้ไข ความตกลงทางเศรษฐกิจอื่นที่เกี่ยวข้องกับการค้าสินค้าของอาเซียน (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)

ต่อด้วยลำดับที่ ๕ เรื่องด่วนที่ ๑๘ บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลของภาคี สมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่เข้าร่วมในโครงการ นำร่องที่สอง สำหรับการดำเนินการระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองของภูมิภาค และภาคผนวกระเบียบปฏิบัติในการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)

ต่อด้วยลำดับที่ ๖ เรื่องด่วนที่ ๒๐ ระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการรับรอง ถิ่นกำเนิดสินค้า และหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (FORM D) ของอาเซียน (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)

ต่อด้วยลำดับที่ ๗ เรื่องด่วนที่ ๒๑ กรอบการเจรจาของประเทศไทย สำหรับการประชุมกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ ๑๘ และกรอบการเจรจาของประเทศไทยสำหรับการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ ๘ (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)

ต่อด้วยลำดับที่ ๘ ก็คือเรื่องด่วนที่ ๒๒ ความตกลงการค้าเสรีระหว่างรัฐบาล แห่งสาธารณรัฐชิลีและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)

ต่อจากนั้นจะขอเลื่อนเรื่องที่ท่านประธานบรรจุเป็นเรื่องเสนอใหม่ก็คือ ที่ทางวุฒิสภาขอให้รัฐสภามีมติให้วุฒิสภาพิจารณาเรื่อง รายงานแสดงผลการดำเนินการ ของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ รายงานของคณะกรรมาธิการ และญัตติ ในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติได้ตามมาตรา ๑๓๖ (๕) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (วุฒิสภา เป็นผู้เสนอ) ตามลำดับ ๙ เรื่อง ดังที่นำเรียนท่านประธานไปถึงเพื่อนสมาชิก ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มีผู้เสนอญัตติให้เลื่อน ระเบียบวาระการประชุมนะครับ มีผู้รับรองถูกต้องครับ มีท่านใดเห็นเป็นอื่นหรือเปล่าครับ ท่านประเสริฐมีอะไรครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ต่อกรณี เรื่องการเลื่อนระเบียบวาระ ตามไม่ทันว่ามันเป็นอย่างไร จริง ๆ ฝ่ายรัฐบาลนี่ซึ่งเราก็ได้ พูดกันมาหลายครั้งแล้วว่าจะเลื่อนหรือจะเปลี่ยนระเบียบวาระอย่างไร ขอความกรุณาได้ช่วยพิมพ์ แล้วเอามาแจกจ่ายให้กับสมาชิกทราบ ผมคิดว่าหลายท่านไม่สามารถจะจดและไม่สามารถจะฟังได้ทัน เพราะว่าการเลื่อนระเบียบวาระไม่ได้เลื่อนไปทีเดียวทั้งก้อน เลื่อนสลับไปสลับมา อยู่หลายวาระทีเดียว อันนี้ประการที่ ๑ ครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าขอความกรุณาช่วยนำแจกจ่าย เพราะจะได้เตรียมตัวอภิปรายเพื่อเป็นประโยชน์ของสภาและประชาชน และประเทศชาติ ต่อไป

ประการที่ ๒ ต่อกรณีเมื่อสักครู่ที่ท่านประธานได้ตอบคำถามของนายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ เรื่อง กรณีการแถลงผลงานของรัฐบาล อยากจะถามท่านประธานนิดหนึ่งครับ เพราะที่ท่านประธานบอกว่าให้ไปคุยกัน แต่กรณีถ้าวิปคุยกันถ้ารัฐบาลไม่พร้อมที่จะแถลง ผลงานต่อสภา ถึงแม้บรรจุมาอย่างไรก็ไม่สามารถจะปฏิบัติได้หรอกครับ เพราะว่ารัฐบาล ก็จะขอเลื่อนระเบียบวาระขึ้นมากลบต่อไป จึงอยากจะกราบเรียนถามท่านประธานรัฐสภา นิดหนึ่งครับว่า ทางรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมาได้มีการประสานมายังท่านประธานไหมครับว่า จะมีความพร้อมที่จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันไหนเดือนไหนครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่ได้ประสานมาครับ แต่มีการส่งเรื่องมาตามที่ผมได้รายงานเมื่อสักครู่นี้นะครับ ก็ถือว่าในเมื่อรัฐบาลส่งเรื่อง เข้ามาแล้วก็แปลว่าพร้อมนะครับ ซึ่งถ้าตรวจสอบทุกอย่างถูกต้องผมก็ต้องบรรจุเข้า ระเบียบวาระอยู่แล้วตามลำดับขั้นตอน ส่วนจะพิจารณาเมื่อไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับสมาชิก ถ้าไม่มีใครเสนอเป็นอื่นก็ต้องพิจารณาตามระเบียบวาระซึ่งก็ชัดเจนอยู่แล้วครับ ท่านรสนามีอะไรครับ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะคะ เมื่อสักครู่ที่ทางวิปฝ่ายรัฐบาลได้ขอเลื่อนระเบียบวาระ การพิจารณาขึ้นมานะคะ ดิฉันเองใคร่ขอแสดงความคิดเห็นในประเด็นเรื่องการเลื่อน ร่างกรอบเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป ที่เลื่อนขึ้นมาเป็นอันดับ ๓ ดิฉันคิดว่าในกรอบการเจรจานี้ไม่ควรจะเลื่อนขึ้นมานะคะ เนื่องจากว่าเพิ่งจะเปิดรับฟัง ความคิดเห็นเมื่อวันที่ ๒๓ มกราคมคือเมื่อวันพุธที่แล้ว แล้วก็เอกสารกรอบเจรจา ก็เพิ่งขึ้นเว็บ (Web) ให้ประชาชนได้รับทราบในวันจันทร์ที่ ๒๑ มกราคม ที่ผ่านมา แล้วก็มีการรับฟังความเห็น อย่างกระชั้นชิดคือค่อนข้างเร่งด่วนในวันที่ ๒๓ ซึ่งมีคนเข้าร่วมสัมมนารับฟังเรื่องนี้ประมาณ ๒๐๐ กว่าคน ได้ทำข้อเสนอหลากหลายประเด็น ซึ่งคิดว่าที่จริงแล้วทาง ครม. ควรจะต้องนำไป พิจารณาเพื่อปรับปรุงร่างกรอบเจรจาตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เสียก่อน แต่ปรากฏว่าทาง ส.ว. และ ส.ส. ดิฉันคิดว่าเราเพิ่งได้รับเอกสารชิ้นนี้เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา คือวันที่ ๒๕ แล้วท่านก็จะนำเข้ามาให้เราพิจารณาในวันที่ ๒๙ คือวันนี้ ดิฉันคิดว่ามีเวลาน้อยมาก ในเรื่องการศึกษา นั่นประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ดิฉันคิดว่าเพื่อที่จะมีการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นั้น คณะรัฐมนตรีควรที่จะนำเอาความเห็นจากการรับฟังต่าง ๆ เหล่านั้นมาให้ทางสภา ได้รับทราบด้วย หรือแม้แต่ควรจะนำไปปรับปรุงแก้ไขร่างฉบับนี้ เพราะว่าเอกสารที่ดิฉันได้รับคือ กรอบเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปนั้นมีจดหมายกำกับจาก ท่านนายกรัฐมนตรีถึงท่านประธานรัฐสภา เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม แล้วเอกสารชิ้นนี้ พิมพ์โดยกรมเจรจาการค้าเมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๕ แสดงว่าการรับฟังความเห็นเมื่อวันที่ ๒๓ ที่ผ่านมานั้นไม่ได้มีการนำมาพิจารณาในการปรับปรุงกรอบการเจรจาตามที่ระบุไว้ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ แต่ประการใด แล้วดิฉันคิดว่ากรณีเรื่องของกรอบเจรจา ความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปนั้นเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก คิดว่า จริง ๆ แล้วทางสมาชิกรัฐสภาควรจะมีโอกาสได้ศึกษาเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วนรอบคอบก่อนที่จะ นำเข้ามาตัดสินใจที่จะอนุมัติกรอบการเจรจานี้ในวันนี้ เพราะดิฉันคิดว่าในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นั้นให้เวลาสมาชิกรัฐสภาถึง ๖๐ วันในการศึกษาเรื่องนี้ แต่ปรากฏว่านี่เพียง แค่ไม่กี่วันเท่านั้นก็จะนำเข้ามาให้เราศึกษาทั้งที่เป็นเรื่องที่ดิฉันคิดว่ามีความสำคัญมาก ก็เลยอยากกราบเรียนท่านประธานว่าเราน่าจะยังไม่นำเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาในวาระที่สาม อยากจะขอให้มีการพิจารณาโดยคณะรัฐมนตรีที่ได้มีการรับฟังความเห็นเสียก่อน หรืออย่างน้อยที่สุดควรจะให้สมาชิกรัฐสภาทั้งหมดได้มีการศึกษากรณีเรื่องนี้ เนื่องจากว่า กรณีเรื่องนี้กรอบเจรจาอาจจะทำให้ประเทศชาติเสียประโยชน์จำนวนมาก เพราะว่า มีประเด็นที่ไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของสิทธิบัตรทางปัญญา แล้วก็รวมไปถึงในเรื่องของสินค้า ที่มีความอ่อนไหว เช่นเรื่องเหล้าและบุหรี่ก็จะผนวกเข้ามาในเรื่องนี้ และรวมไปถึง เรื่องอนุญาโตตุลาการ ซึ่งก็เป็น ๓ ประเด็นใหญ่ ๆ ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ดิฉันคิดว่า เราไม่ควรที่จะขยับเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาในวันนี้ ก็ขอกราบเรียนผ่านท่านประธานเพื่อพิจารณาค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

สรุปแล้วไม่เห็นด้วย ที่จะให้เลื่อนใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นเสนอเป็นญัตติเลยไหมจะได้ขอมติเลย เสนอเป็นญัตติเลย ดีไหมครับ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

ขอบพระคุณค่ะ ดิฉันขอเลื่อนแค่เรื่องเดียวคือกรณีเรื่องของกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทย กับสหภาพยุโรป เฉพาะเรื่องนี้ที่จะไม่เลื่อนขึ้นมาที่จะพิจารณาในวันนี้ค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็เสนอเป็นญัตติเลย

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

ดิฉันขอเสนอ เป็นญัตติว่าขอให้เลื่อนกรอบการเจรจาเรื่องนี้ออกไปก่อน คือไม่เลื่อนขึ้นมาค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอผู้รับรองครับ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

ขอผู้รับรอง ด้วยนะคะ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผู้รับรองถูกต้องครับ ผมขอมติเลยดีไหมครับ ขอมติเลยนะครับ

(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มา ประชุมทราบก่อนลงมติ)

ท่านวรชัยมีอะไรครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานอย่ารีบลงมตินะครับ เพราะว่าเพื่อน ๆ รับประทานข้าวอยู่ ประชุมก็มีครับ ช้า ๆ หน่อยครับ อย่าเร่งครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวรอให้พร้อม ท่านสมชายมีอะไรครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ผม สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอหารือท่านประธาน เพื่อสอบถามก่อนตัดสินใจลงมติที่มีการเสนอญัตติให้เลื่อนระเบียบวาระขึ้นมา ๙ ระเบียบวาระ นี่นะครับ ตามที่ท่านปรีชาพลเสนอ มันมีเรื่องที่ขอให้วุฒิสภาพิจารณาในเรื่องของรายงาน ผลงานของคณะรัฐมนตรีแล้วก็รายงานของคณะกรรมาธิการ แล้วก็ญัตติในสมัยประชุมนิติบัญญัติ ผมอยากได้ความชัดเจนนะครับ เดิมทางวุฒิสภาตั้งใจจะขอเลื่อนระเบียบวาระขึ้นมาเป็น ระเบียบวาระที่ ๑ แล้วก็เป็นธรรมเนียมซึ่งในสมัยประชุมนิติบัญญัติคราวที่แล้วก็เลื่อนมา แต่คราวนี้เมื่อมีการประสานงานผมไม่ติดใจนะครับ แต่ขอท่านประธานนิดเดียวครับว่า อยากให้ประชุมถึงระเบียบวาระที่ ๙ แล้วก็ในตอนท้ายขอให้ทำตามสัญญาคือเลื่อน ระเบียบวาระเพื่อให้มีการลงมติให้วุฒิสภาไปดำเนินการได้ในสมัยประชุมนี้เพราะเราจะต้อง ไปตั้งคณะกรรมาธิการทำงานหลายเรื่องนะครับ มิฉะนั้นจะเสียเวลาหลาย ๆ เรื่องครับ ท่านประธาน ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรครับ เป็นเรื่องของ สมาชิกนะครับ ก็คงขอความร่วมมือจากสมาชิกก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ท่านสมาชิกครับ เห็นว่าพอสมควรนะครับ แต่ก็ยังมีทยอยเข้ามาเรื่อย ๆ ครับ ผมขอมติเลยนะครับ คงไม่จำเป็นต้องตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ เพราะมติขอเลื่อน ก็ต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งอยู่แล้วนะครับ ผมขอมติเลยนะครับ เห็นด้วยกับท่านปรีชาพล ที่เสนอขอเลื่อนระเบียบวาระขึ้นมาพิจารณาหรือไม่ครับ เห็นด้วยหรือไม่ครับ ใช้สิทธิได้เลยครับ ท่านรสนามีอะไรครับ เชิญครับ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา คือดิฉันคิดว่าท่านประธานควรจะถามญัตติของดิฉันขึ้นมาก่อน เพราะว่าดิฉันเสนอเป็นคนที่ ๒ ว่าดิฉันไม่เห็นด้วยกับการที่จะเลื่อนระเบียบวาระ กรอบการเจรจาไทย-ยุโรป ขึ้นมาเป็นระเบียบวาระที่ ๓ ในการพิจารณา ดิฉันขอให้ถอน ระเบียบวาระนี้ออกไป แต่ว่าในระเบียบวาระอื่นที่ทางวิปรัฐบาลเสนอดิฉันไม่ขัดข้องนะคะ ดิฉันเพียงแต่ขอให้ถอนร่างกรอบการเจรจาไทย-ยุโรปออกไปก่อน เนื่องจากว่ารัฐบาล ได้รับฟังความเห็นแล้ว ยังไม่ได้รับเอาไปพิจารณาแก้ไขแต่ประการใด ดิฉันเกรงว่าเรื่องนี้ จะผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ด้วย ก็อยากจะให้ทางท่านประธานรัฐสภาช่วยกรุณา ตั้งคำถามที่ทำให้เพื่อนสมาชิกเข้าใจประเด็นสักนิดหนึ่ง เพราะเนื่องจากตอนที่ดิฉันอภิปรายนั้น เพื่อนสมาชิกยังอยู่ข้างนอก คือมีการเลื่อน ทางวิปรัฐบาลมีการเลื่อนขึ้นมาทั้งหมด ๙ ระเบียบวาระ ที่จะมาพิจารณาในวันนี้ โดยมีกรอบการเจรจาทวิภาคีระหว่างประเทศไทย กับสหภาพยุโรปเป็นระเบียบวาระที่ ๓ ซึ่งดิฉันเห็นว่าประเด็นเรื่องนี้เป็นประเด็นที่มี ความสำคัญ และมีประเด็นความละเอียดอ่อนเยอะ สมควรที่สมาชิกรัฐสภาจะได้ศึกษา ล่วงหน้าก่อน เพราะว่าเอกสารถึงพวกเราเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แล้วก็ต้องเอามาพิจารณา ในวันนี้ ซึ่งเป็นวันที่ ๒๙ ดิฉันจึงขอให้ถอนเฉพาะกรอบการเจรจาร่างนี้ออกไปก่อน เพราะดิฉันเองคิดว่าอยากให้ท่านประธานตั้งคำถามที่ให้เกิดความเข้าใจค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ ถ้าอย่างนั้น ผมขออย่างนี้เลยนะครับ ก็ขอเป็นมติครั้งเดียวเลยว่าเห็นด้วยกับท่านปรีชาพลหรือไม่ ถ้าเห็นด้วยก็กดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าไม่เห็นด้วยก็หมายความว่าเห็นด้วยกับท่านรสนานะครับ เอาอย่างนั้นนะครับทีเดียวเลย เชิญครับ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

ท่านประธาน คือถ้าเกิดคนไม่เห็นด้วยกับท่านปรีชาพลนะคะ มันจะกลายเป็นว่าการเลื่อนของท่านทั้งหมด ๙ เรื่องนี้มันจะหมดไปด้วยนะคะ คือดิฉันเองไม่ได้ไม่เห็นด้วยกับท่านทั้ง ๙ เรื่อง แต่ดิฉัน ไม่เห็นด้วยเฉพาะกรอบเดียวนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าท่านน่าจะตั้งคำถาม

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อย่างนั้นผมขอเป็น ๒ มติ ขอเริ่มใหม่เลยนะครับ ลบของเดิมออกหมดเลยนะครับ ขอเป็นมติแรกของท่านรสนา เห็นด้วยกับท่านรสนาหรือไม่ ใช้สิทธิได้เลยครับ เชิญครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

ใครยังไม่ใช้สิทธิมีไหมครับ เรียบร้อยนะครับ อย่างนั้นปิดการลงคะแนนส่งผลได้เลยครับ เห็นด้วย ๑๒๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒๙๖ ท่าน ถือว่าที่ประชุมมีมติไม่เห็นชอบนะครับ

ผมขอมติต่อไปเลยนะครับ เห็นด้วยกับท่านปรีชาพลหรือไม่ ใช้สิทธิได้เลยครับ

(นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก ได้ยืน และยกมือขึ้น)

ท่านคุณหมอมีอะไรครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธานครับ คือผมเกรงว่า ท่านประธานกำลังจะทำผิดข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๕๒ วรรคสอง เพราะว่าข้อ ๕๒ วรรคสอง เขียนไว้ชัดเจนว่าถ้ามีความขัดแย้งหรือมีความเห็นตั้งแต่ ๒ ฝ่ายขึ้นไป ให้เอาฝ่าย ที่มีคะแนนเสียงมากที่สุด ดังนั้นเวลาท่านโหวต ท่านควรจะให้ตัดสินใจระหว่างว่า เช่น ถ้าเห็นด้วยกับท่านปรีชาพล ให้กด ๑ เห็นด้วยกับท่านรสนาให้กด ๒ ต้องออกเป็น ในรูปแบบนั้นครับ ตามข้อบังคับของข้อ ๕๒ วรรคสองครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เป็นเรื่องที่มีการเสนอญัตติ มา ๒ ญัตติ ก็เลยต้องขอมติเป็น ๒ ครั้ง ไม่มีอะไรผิดพลาดหรอกครับ ถูกต้องแล้วละครับ เชิญใช้สิทธิได้เลยครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

มีท่านใดยังไม่ใช้สิทธิ หรือเปล่าครับ ไม่มีนะครับ ปิดการลงคะแนนครับ ส่งผลได้เลยครับ ผลนะครับ เห็นด้วย ๓๓๑ ท่าน เกินกว่ากึ่งหนึ่งนะครับ กึ่งหนึ่ง ๓๒๓ ท่าน ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบให้มีการเลื่อน ระเบียบวาระครับ โดยที่มีคะแนนเสียงต้องไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งคือไม่น้อยกว่า ๓๒๓ ท่าน เพราะฉะนั้นถือว่าที่ประชุมเห็นชอบ ผมขออนุญาตดำเนินการตามนี้เลยนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มีนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม

รับรองรายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ ๑๖ (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) วันอังคารที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๕ ซึ่งได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกตรวจดูแล้วก่อนที่จะเสนอ ให้รัฐสภารับรองครับ มีท่านใดเห็นเป็นอื่นไหมครับ มีแก้ไขอะไรหรือเปล่าครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ไม่มี ถือว่าที่ประชุมรับรอง รายงานการประชุมตามนี้นะครับ

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มีนะครับ

ต่อไปเป็นเรื่องด่วนที่ ๒๓ ที่เพิ่งได้เลื่อนขึ้นมานะครับ

เรื่องด่วนที่ ๒๓ ร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับสำนักเลขาธิการ อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) เกี่ยวกับการประชุมสมัยสามัญภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่า และพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) ครั้งที่ ๑๖ และการประชุมคณะกรรมาธิการบริหาร ครั้งที่ ๖๓ และครั้งที่ ๖๔ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย วันที่ ๒-๑๔ มีนาคม ๒๕๕๖ (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)

เชิญท่านรัฐมนตรีครับ

นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในนามคณะรัฐมนตรี ขอเสนอร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับสำนักเลขาธิการ อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) เกี่ยวกับการประชุมสมัยสามัญภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่า และพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ (CITES) ครั้งที่ ๑๖ และการประชุมคณะกรรมาธิการบริหาร ครั้งที่ ๖๓ และครั้งที่ ๖๔ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย วันที่ ๒-๑๔ มีนาคม ๒๕๕๖ การประชุมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนการดำเนินงานตามอนุสัญญาและปรับปรุง ประสิทธิภาพการดำเนินงานในอนาคต ประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพ จะต้องลงนาม ความตกลงดังกล่าวก่อนการประชุม อันเป็นข้อผูกพันและข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดเตรียมการประชุมที่ประเทศไทยจะต้องรับผิดชอบ การจัดเตรียมการประชุมและค่าใช้จ่ายในการจัดประชุม ความรับผิดชอบต่อค่าเสียหาย ที่อาจจะเกิดขึ้น รวมถึงการให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันต่อผู้เข้าร่วมประชุม เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน และอาณาบริเวณการจัดประชุม แต่เนื่องจากร่างความตกลงนี้เสนอมานานแล้ว มีรายละเอียด ข้อ ๔ วรรคสิบ กำหนดไว้ว่าภายใน ๗๕ วันก่อนเปิดการประชุมคอป ๑๖ (CoP16) รัฐบาลไทยจะต้องวางเงินมัดจำจำนวน ๒๔๖,๔๔๑ เหรียญดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งกำหนด ระยะเวลา ๗๕ วันก่อนเปิดประชุมได้ล่วงเลยมานาน จึงต้องขอแก้ไขกำหนดระยะเวลา ในการโอนเงินตามร่างความตกลงข้อ ๔ การจัดประชุมคอป ๑๖ และข้อปฏิบัติด้านวงเงิน ตามวรรคสิบ จากภายใน ๗๕ วัน เป็นภายใน ๓ วันก่อนเปิดประชุม ร่างความตกลงนี้ จึงเข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่คณะรัฐมนตรีจะต้องเสนอรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านเจริญ ภักดีวานิช ส.ว. ครับ

นายเจริญ ภักดีวานิช สมาชิกวุฒิสภา พัทลุง 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม เจริญ ภักดีวานิช สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดพัทลุง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กระผมขอสนับสนุนร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับสำนักเลขาธิการ อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) ถ้าท่านประธานจำได้ เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม รัฐสภาก็ให้ความเห็นชอบกรอบในการเจรจาไว้แล้ว แต่เมื่อสักครู่นี้ท่านรัฐมนตรีได้กรุณานำเรียนสมาชิกรัฐสภาว่าเรื่องของการโอนเงินนั้น มีปัญหาจากกรอบที่เคยอนุมัติไว้ว่าเวลาล่วงเลยมา ขอเปลี่ยนเป็น ๓ วันก่อนเปิดการประชุม ก็จำเป็นต้องขออนุมัติสภาอีกครั้งหนึ่งเพราะมีการแก้ไข อย่างไรก็ตามท่านประธานครับ ทั้ง ๓ กรอบที่รัฐสภาได้อนุมัติไว้กระผมจะไม่อภิปรายเพราะว่ากระผมก็เคยอภิปรายไปแล้ว แต่อยากกราบเรียนท่านประธานผ่านไปทางรัฐมนตรีเรื่องของการเตรียมความพร้อม เพราะเวลายังอีกไม่นานเดือนเศษ ๆ ของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพ ถ้าท่านประธาน จะกรุณาดูรายละเอียดที่นำเข้ามาเสนอต่อรัฐสภานั้นรัฐบาลก็ได้เตรียม ทางสำนักเลขาธิการ อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ก็กำหนดให้ ประเทศไทยต้องเตรียมครุภัณฑ์บ้าง วัสดุอะไรก็ตามหลายรายการซึ่งจำเป็น

ประการที่ ๒ ก็คือนอกจากการเตรียมความพร้อมในการประชุมแล้ว กระผมคิดว่า รัฐบาลต้องเร่งด่วนเรื่องการประชาสัมพันธ์ ขณะนี้พี่น้องประชาชนเกือบไม่ทราบอาจจะ มีน้อยอยู่ การที่ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อทางทีวี (TV) อะไรก็ตาม ก็ทำให้นอกจากประชาชน ได้ทราบว่ามีแขกเมืองตั้ง ๑๗๕ ประเทศมาแล้วมีคนติดตามอีกเยอะแยะ สร้างความตื่นตัว ในการต้อนรับ เข้าใจว่าคนที่มาจากต่างประเทศนอกจากประชุมแล้วอาจจะไปต่างจังหวัด อะไรก็ตามมาตรการความปลอดภัยในต่างจังหวัด เพราะถ้าตัวแทนประเทศต่าง ๆ เกิดมีปัญหา ความไม่ปลอดภัยนำไปสู่ความเสียหาย อันที่ ๒ การประชาสัมพันธ์ก็นำไปสู่การสร้างผล จิตสำนึก ท่านรัฐมนตรีอยากจะเอาภาพสัตว์ที่หายากเพื่อให้เด็กก็ดี ประชาชนก็ดี เห็นว่าสัตว์ ตอนนี้กำลังสูญพันธุ์ เท่าที่กระผมติดตามดูข่าวทางทีวี เกือบไม่มีหรือมีน้อยมาก อันนี้ ก็คิดว่าเป็นเรื่องที่รัฐมนตรีจะได้เตรียมการเดือนเศษ ๆ นี้พร้อมการประชุมสร้างจิตสำนึก กับประชาชนและนักเรียนที่อยู่ในวัยเรียน

ประการที่ ๓ ที่กระผมกราบเรียนท่านประธานนั่นคือประเด็นสำคัญนะครับ ทั่วโลกกล่าวหาเราอยู่ ๒-๓ เรื่องก็คือ ประการที่ ๑ ประเทศไทยยังมีปัญหาเรื่องการค้างาช้าง ประการที่ ๒ ก็คือการค้านอแรด ประการที่ ๓ คือการอนุรักษ์เสือโคร่ง ซึ่งเฉพาะอนุรักษ์เสือโคร่งเราค่อนข้างได้รับการชื่นชมจากต่างประเทศ แต่ผมจะไม่อภิปรายนะครับ ท่านประธานครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เพราะว่าการค้าสัตว์ป่าปีหนึ่งมูลค่าทั่วโลกครับ ๕๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ประมาณ ๑๙,๐๐๐ ล้านยูเอสดอลลาร์ (U.S. Dollar) การค้าสัตว์ใหญ่ เป็นอันดับ ๔ ของโลก รองจากยาเสพติด รองจากสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ รองจากการค้ามนุษย์ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ต่างประเทศให้ความสนใจในการแก้ปัญหาของแต่ละประเทศ กระผมคิดว่าในการประชุมครั้งนี้ซึ่งเราเป็นเจ้าภาพจะมีการหารืออย่างเข้มข้น เพราะฉะนั้น มาตรการของประเทศไทยแบบเข้มข้นที่เราจะเปลี่ยนนี้ท่านรัฐมนตรีต้องเตรียมมีอะไรบ้าง ที่จะนำเสนอเรื่องอะไรที่การประชุมคราวที่แล้วเขาร้องขอให้เราปรับปรุง มาตรการเหล่านี้ เข้าใจว่าทางท่านรัฐมนตรีได้เตรียมการไว้แล้ว ท่านประธานครับ ผมขอให้ข้อมูลเฉพาะประเทศไทย เผื่อท่านประธานจะได้ผ่านไปทางท่านรัฐมนตรีได้เตรียมข้อมูลครับ ประเทศไทยเรายังมีปัญหา เรื่องการค้าสัตว์ป่าในปี ๒๕๕๔ ท่านประธานครับ มีคดีการลอบค้าสัตว์ป่า ๕๒๒ คดี มีผู้กระทำความผิด ๕๗๘ คน ยึดของกลางได้ ๓๐,๓๖๙ ตัว พอปี ๒๕๕๕ ท่านประธานครับ คดีเพิ่ม ๖๖๘ คดี มีผู้กระทำความผิดเพิ่มเป็น ๗๐๒ คน ถึงแม้จะมีของกลางน้อยลงมา เหลือครึ่งต่อครึ่ง หรือประมาณ ๑๔,๐๐๐ ตัว ตัวเลขจำนวนคดีก็เป็นตัวบอกตัวหนึ่งว่า มาตรการที่เรามีการป้องกันหรือการระมัดระวังเรื่องการค้าสัตว์มันไม่ได้เพิ่มนะครับ เพราะฉะนั้นตัวเลขนี้ท่านรัฐมนตรีต้องมีความเข้มข้นในเรื่องคดี ความก้าวหน้าของ การดำเนินคดีทั้งหมด ๖๖๘ คดี ถ้าเผื่อต่างประเทศเขาสนใจหรือติดตามดูว่าคดีที่มีนี้ ขณะนี้ไปถึงไหนอย่างไร ในคดีที่สำคัญ ๆ นี้รัฐมนตรีจะได้เตรียมข้อมูลสำหรับชี้แจง ต่างประเทศ

ประการต่อไป กราบเรียนท่านประธานครับ ที่จริงกระทรวงเองนี่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมศุลกากร มีความเข้มแข็งเพิ่มขึ้นในช่วงนี้จะมีข่าวเยอะ ถึงแม้จะใกล้ ประชุมแล้วก็ตาม เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๕๕ มีการจับกุมนายอับดุลลาซิสได้สัตว์ป่าหลายชนิด ตัวนี้ก็เป็นตัวหนึ่งที่บ่งว่าขณะนี้ถึงแม้เราจะมีมาตรการเข้มข้นก็ตามยังมีการลักลอบอยู่ ถ้าท่านประธานจำได้หลังสุดวันที่ ๖ มกราคม เจ้าหน้าที่อุทยานก็ดี ตำรวจได้จับกุม ชาวเวียดนามนำนอแรดมามูลค่า ๑๘ ล้านบาท การที่มีข่าวการจับนอแรดก็ดี ซึ่งทั่วโลก เขากำลังระมัดระวังอยู่ว่าประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางของการลอบค้าสัตว์ป่าก็จะมีปัญหา เพราะฉะนั้นคือหมายความว่าประเทศไทยจะเป็นทางผ่าน นี่ที่จับได้นะครับ แล้วที่จับไม่ได้อีก ฉะนั้นการเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ หรือการเพิ่มมาตรการในการตรวจสอบนี้กระผมคิดว่า มีความจำเป็น ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานจำได้ปลายปี ๒๕๕๕ มีคนไทยไปลอบค้านอแรด ที่แอฟริกาใต้ถูกจำคุก ๔๐ ปีนะครับ การที่คนไทยถูกจับได้ที่ประเทศแอฟริกาใต้นี้ศาลโจฮันเนสเบิร์ก ได้ตัดสินจำคุก ๔๐ ปี ก็เป็นตัวบอกอันหนึ่ง ฉะนั้นเท่าที่กระผมมีข้อมูลบางส่วนนี้มีคนไทย ไปขออนุญาตค้าเรื่องพวกนี้ นอแรด งาช้างต่าง ๆ ที่ต่างประเทศในแอฟริกาประมาณเกือบ ๒๐ กว่าคน ถ้าตัวเลขอาจจะใกล้เคียงกัน ก็เป็นตัวบอกตัวหนึ่งให้ทั่วโลกเขามองว่าประเทศไทย จะเป็นศูนย์กลางในการลอบค้าสัตว์ป่านั่นเอง กระผมมีข้อเสนอผ่านท่านประธานไปสู่ ท่านรัฐมนตรี ท่านคงจำได้นะครับ ทูตสหรัฐอเมริกามาพบท่านเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน เพราะว่าทั่วโลกเขาประเมินแล้วว่าเป็นห่วงเรื่องการค้าสัตว์โดยเฉพาะงาช้าง หลังจาก ท่านทูตมาพบแล้วไม่ทราบว่าท่านได้มีมาตรการอะไรแบบเข้มข้นหลังจากท่านทูตพบท่าน เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี ๒๕๕๕ ท่านทูตสหรัฐอเมริกามาพบท่านก็บอกว่าประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกมีความกังวล นานาชาติในประเด็นประเทศไทยเรื่องเป็นจุดค้าขายงาช้าง ซึ่งกระผม คิดว่าท่านรัฐมนตรีคงจะทราบเรื่องดีนะครับ เพราะว่าท่านทูตมาเองนะครับ เพราะฉะนั้น กระผมมีข้อเสนอท่านประธานผ่านไปทางท่านรัฐมนตรีอยู่ ๒-๓ ข้อนะครับ

ประการแรก เรื่องการเร่งรัดเข้มงวดการดำเนินคดี พอคดีไหนเสร็จตั้งแต่ ปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๕ ถ้าท่านได้รวบรวมแล้วก็นำข้อมูลนำเรียนต่อที่ประชุมถ้าเผื่อเขามี การสอบถามหรือถึงไม่มีสอบถามการเร่งรัดคดีมีผู้ติดตามคดีนำไปสู่การป้องปราม ถ้าคนที่ ลักลอบค้าสัตว์เกิดติดคุก ๒๐ ปี หรือ ๑๕ ปี หรืออะไรตามโทษนะครับปีนี้ตั้ง ๖๐๐ กว่าคดี เราตัดสินไปได้ ๒๐๐ คดี ๓๐๐ คดี คนที่ค้าจะได้ระมัดระวังจะได้เกรงกลัวครับ

ประการที่ ๒ ร้านค้าที่แปรรูปงาช้างในประเทศไม่ใช่นำจากต่างประเทศนะครับ การจดทะเบียนต่าง ๆ ท่านช่วยตรวจสอบซึ่งมีประมาณ ๑๐๐ กว่าร้าน ผู้ที่ตรวจสอบขณะนี้ ที่เขาขออนุญาตไว้เขาได้ดำเนินการมีการไปสุ่มตรวจที่จังหวัดนครสวรรค์เท่าที่ผมไปตามดู รู้สึกว่ามีความเข้มแข็ง ถึงแม้เราจะนำเจ้าหน้าที่ต่างชาติไปร่วมด้วยกระผมคิดว่าการไปตรวจค้น แบบนี้หรือติดตามแบบนี้ยังมีน้อยอยู่ ก็ขอกราบเรียนท่านรัฐมนตรีผ่านท่านประธาน การตรวจค้นผู้แปรรูปงาช้าง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เฉพาะเรื่องพวกนี้เรื่องค้าสัตว์ของประเทศไทย ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีมีร้านค้าจำนวนมากแต่เราไปสุ่มตรวจไม่กี่ร้าน ความเข้มข้นในการเพิ่มจุดตรวจหรือเพิ่มจุดตรวจร้านค้าก็นำไปสู่ให้เห็นว่าเรามีความจริงใจ ในการที่จะแก้ปัญหา

ประการที่ ๓ ผมขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปทางท่านรัฐมนตรี ถ้าจำได้ วันที่ ๑๐ สิงหาคม ปีกลายนี้ได้จัดรูปแบบต้นแบบอนุรักษ์ป่าไทยขึ้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ก็กลายเป็นประจวบคีรีขันธ์โมเดล ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีครับ ที่อำเภอกุยบุรีช้างมีปัญหากับชาวบ้าน เมื่อเดือนสิงหาคมก็มีกระทรวงได้ไปดำเนินการตั้งรูปแบบประจวบคีรีขันธ์โมเดล ณ วันนี้ ผมไม่แน่ใจว่าได้ขยายโมเดล (Model) นี้ไปสู่เขตอนุรักษ์ป่าที่ตรงอื่นบ้างหรือไม่ ถ้ายังไม่ได้ขยาย การริเริ่มไว้ค่อนข้างดี แล้วก็นำไปสู่การช่วยให้สัตว์ป่าซึ่งหายากได้มีรูปแบบที่มีชาวบ้าน มีส่วนร่วมช่วยปกป้องรักษาซึ่งกราบเรียนผ่านท่านประธานไปสู่ท่านรัฐมนตรีท่านน่าจะขยาย ประจวบคีรีขันธ์โมเดลไปสู่จุดอื่น ๆ ที่มีสัตว์ป่าหวงห้าม

ประการที่ ๔ ทราบว่าทางกระทรวงเตรียมแสดงเจตนารมณ์ผลักดันให้ไม้พะยูง ขึ้นเป็นบัญชี ๒ ของสัญญาไซเตส (CITES) เพื่อควบคุมการนำเข้าและส่งออก อันนี้เป็นเรื่องที่ดี ถ้าท่านประธานจะติดตามข่าวทางทีวีเกือบทุกคืนเพราะต่อไปนี้การนำไม้พะยูงออกจาก ประเทศไทยไปสู่ต่างประเทศที่มีความต้องการสูงนั้นซึ่งราคาแพง เมื่อ ๒-๓ วัน สมาชิกวุฒิสภา ได้หารือท่านประธานวุฒิสภาในการประชุมวุฒิสภาบอกว่าถ้าเราปล่อยแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ไม้พะยูงเราก็จะสูญพันธุ์ เพราะฉะนั้นคิดว่าการเตรียมการแสดงเจตนารมณ์ของกระทรวง ของรัฐบาลไทยในการประชุมครั้งนี้เป็นเรื่องที่ดี

สุดท้ายท่านประธานครับ ถ้าเผื่อกระทรวงมีความดำริที่จะเสนอเจตนารมณ์ ต่อการประชุมครั้งนี้ก็คืองาช้างต่างประเทศโดยเฉพาะจากประเทศแอฟริกามาขึ้นทะเบียน เป็นสัตว์สงวนของประเทศไทยเพื่อให้มีมาตรการในการจับกุมผู้ลอบค้าดียิ่งขึ้น คือเดิมเราใช้ กฎหมายศุลกากร ก็ทำให้มีช่องว่างอันนี้กระผมคิดว่าการที่เราสามารถขึ้นทะเบียนของเราเองได้ เป็นครั้งแรกก็นำไปสู่ครั้งแรกที่ให้เห็นว่าประเทศไทยมีมาตรการเข้มข้นในการที่ต่างประเทศ ก็ตั้งข้อสังเกต ๓ เรื่องที่กระผมกราบเรียนท่านประธานก็คือการค้างาช้าง การค้านอแรด และการอนุรักษ์เสือโคร่ง ทั้ง ๓ เรื่องนี้ต่างประเทศให้ความสนใจ เพราะฉะนั้นถ้าเราเตรียมข้อมูล ท่านรัฐมนตรีได้เตรียมข้อมูลก็จะนำไปสู่การแก้ข้อกล่าวหา ซึ่งถ้าเราไม่ดำเนินการและนำไปสู่ การกีดกันทางการค้าซึ่งกระทบกับประเทศไทย ก็ขออนุญาตท่านประธานกราบเรียนเพื่อให้ ท่านรัฐมนตรีได้นำข้อมูลไปประกอบการดำเนินการ กราบขอบคุณท่านมาก

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวรชัย เหมะ ครับ และตามด้วยท่านนริศ ขำนุรักษ์ ครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ความตกลงของรัฐบาลไทยกับสำนักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการค้า ระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) ท่านประธานครับ เรื่องนี้รัฐบาล จะให้มีการทำสัญญาแล้วก็ประชุมร่วมกันในเดือนมีนาคม ท่านประธานครับ ประเทศไทย เป็นประเทศที่มีรัฐธรรมนูญที่แปลกครับ มาตรา ๑๙๐ ที่บอกว่าผลผูกพันทางการค้า การลงทุนหรืองบประมาณของประเทศต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน เรื่องนี้ เป็นเรื่องของฝ่ายบริหาร เป็นเรื่องของรัฐบาล เป็นเรื่องการทำธุรกรรม การเจรจาความ กับต่างประเทศทางการค้าและการลงทุนต้องมีการเสนอรัฐสภาครับท่านประธาน เรื่องนี้ เป็นเรื่องเดียวของโลกที่มีมาตรานี้มีประเทศไทยประเทศเดียวครับ เราจะเห็นว่ารัฐบาลไทย เสียโอกาสทางการเจรจาการค้า การตกลงทางการค้าใด ๆ ประเทศเพื่อนบ้าน แม้แต่ กลุ่มอาเซียนด้วยกันท่านประธาน มีการเจรจาความตกลงกันเสร็จเขาทำสัญญาตกลงร่วมกัน ได้เลยครับ มีประเทศไทยประเทศเดียวครับท่านประธาน ต้องประชุมก่อนทำสัญญา หรือประชุมเสร็จ ต้องมาเสนอต่อรัฐสภาครับ นี่คือโอกาสของประเทศไทยที่เสียไป ปี ๒๕๕๘ เราจะเป็น ประชาคมอาเซียนเราจะทำอย่างไรในเมื่อมีมาตรา ๑๙๐ ที่เป็นตัวถ่วงการบริหารงาน ของรัฐบาลอยู่ เราไม่รีบแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ท่านประธานครับ รัฐบาลล่าช้า ทำงานไม่ได้ เดินไปข้างหน้าก็ติดมาตรานี้ละท่านประธานครับ ทุกเรื่องครับ ผมเห็นเสนอรัฐสภา แล้วให้รัฐสภาอภิปรายเสร็จก็จบครับ ไม่ได้มีการแก้ไข ไม่มีการผูกพันอะไรเท่าไรหรอกครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ครับที่รัฐสภาของเราจะต้องมาพิจารณา เรื่องนี้เสียทีครับ ปล่อยให้รัฐสภามาอภิปรายมันก็ไม่มีประโยชน์เท่าที่ควร เพราะว่าอำนาจนี้ เป็นอำนาจของผู้บริหาร เป็นอำนาจของรัฐบาลเหมือนกับทั่วโลก เหมือนกับอารยประเทศครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็เหมือนกันท่านประธานครับ การทำข้อตกลงอันนี้ เป็นแค่ในกรอบที่จะจัดการประชุมร่วมกัน และทำข้อตกลงร่วมกันเราก็ต้องมาเสนอรัฐสภาแล้ว นี่คืออุปสรรคในการทำงานของรัฐบาล หรือท่านรัฐมนตรีปรีชานี่ละ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปเจรจาตกลงกันเรียบร้อยครับแต่ทำสัญญาไม่ได้ นี่คือความเจ็บปวดของรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรี และรัฐบาล เพราะฉะนั้นอนุสัญญานี้ ก็เหมือนกันครับท่านประธาน การที่เราจะมีการประชุมเรื่องสนธิสัญญาว่าด้วยข้อตกลง ระหว่างรัฐบาลไทยกับสำนักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่า และพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์เป็นสิ่งที่รัฐบาลได้นำเสนอมา ท่านประธานครับ วันนี้เราจะเห็นว่า สัตว์ป่าเป็นสิ่งมีชีวิต มนุษย์อาศัยสัตว์ป่าสร้างความมั่งคั่งและความร่ำรวยให้ตัวเอง หลายประเทศมีกฎหมายคุ้มครองอย่างเข้มงวด หลายประเทศมีแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยว ไปเที่ยวในประเทศของตัวเองสามารถล่าสัตว์ได้ ๑ ครั้งครับ นี่คือสิ่งที่ใช้สัตว์เป็นเครื่องมือ ในการดึงดูดนักท่องเที่ยว สร้างความมั่งคั่ง สร้างความร่ำรวยให้คนในประเทศนั้น เป็นสิ่งโหดเหี้ยมหรือเปล่าครับ บางประเทศครับเอาสัตว์ป่าเป็นธุรกิจเป็นเครื่องมือ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นสัตว์ป่าหลายประเทศตอนนี้เหลือไม่มากครับ รวมทั้งประเทศไทยด้วย วันนี้เราจะเห็นว่าสัตว์ป่าในประเทศไทยหายากใกล้สูญพันธุ์หลายชนิด เพราะว่าเราได้ดูแลอย่างเต็มที่ วันนี้เราจะเห็นว่าสัตว์ป่าในประเทศไทยหายาก ใกล้สูญพันธุ์หลายชนิด เพราะว่าเราได้ดูแล อย่างเต็มที่แล้วแต่ว่าพื้นที่ป่ากว้างขวาง รัฐมนตรีดูแลเต็มที่ครับ แต่ว่าท่านดูแลไม่ทั่วถึง อย่างแน่นอน เพราะว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐมันน้อยลงท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ เราจะต้องคิดวางกรอบในการที่จะดูแลทำสัญญาระหว่างประเทศว่าการส่งสัตว์ค้าขาย ระหว่างประเทศเราจะทำอย่างไร เราจะตกลงร่วมกันอย่างไรครับท่านประธาน การทำลาย สัตว์เพื่อที่จะเป็นสัตว์เศรษฐกิจ ในเรื่องของป่าไม้ก็เหมือนกัน เราจะเห็นว่าป่าไม้วันนี้ ลดน้อยลงไป ป่าบางชนิด ต้นไม้บางชนิดหายากครับในประเทศไทยวันนี้ ป่าไม้ของประเทศไทย ถูกโค่นตัดทำลายลงไปเหลือแต่ภูเขาโล้น วันนี้หลายจังหวัดน่าเสียดายจริง ๆ ท่านประธานครับ ป่าไม้หลายประเทศก็เหมือนกัน ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น หลายประเทศถูกทำลาย ทำเป็นป่าเลื่อนลอย สวนเลื่อนลอย เรือกสวนไร่นาเลื่อนลอยครับ มีการทำลายป่า ทำลายธรรมชาติ เราจะเห็นว่าวันนี้ปัญหาภัยธรรมชาติของโลกเกิดขึ้นมาหลายประเทศ น้ำท่วม แล้ง พายุ คลื่นยักษ์ มาจากการทำลายธรรมชาติ มาจากการทำลายป่าทั้งนั้น ต้นไม้บางชนิดเป็นพืชเศรษฐกิจราคาแพงมาก ลักลอบนำไปขายต่างประเทศครับ ฉะนั้น การแก้ปัญหาประเทศเดียวไม่ได้ เราต้องทำร่วมกันทั้งโลก ทั้งระบบ ต้องมีข้อตกลงร่วมกัน ของโลก ของกลุ่มประชาคมโลกแต่ละกลุ่มว่าการค้าพืช การค้าสัตว์ เราจะแก้ปัญหาอย่างไร เราจะร่วมกันอย่างไรครับท่านประธาน ในการดูแลทรัพยากรป่าไม้ ทรัพยากรสัตว์ สิ่งมีชีวิต สัตว์ป่าบางชนิดมีความรู้สึกไม่ต่างจากมนุษย์หรอกครับ รักชีวิต กลัวตาย มีความเจ็บปวด เหมือนกัน ถูกกักขัง เราจะเห็นว่าสุนัขในประเทศไทยในภาคอีสานหายเกือบหมด เพราะถูก ขโมยจับไปขายต่างชาติหมด เอาไปเป็นอาหารของมนุษย์หมด สัตว์ชนิดนี้เป็นสัตว์ที่ใกล้ชิดมนุษย์ มากที่สุดครับ เพราะฉะนั้นเรามีสัตว์ชนิดนี้คู่โลก คู่ประเทศไทยมา เราจะดูแลสัตว์ชนิดนี้อย่างไร สัตว์ป่าแต่ละชนิดเราควรจะดูแลอย่างไร เป็นเรื่องที่จะต้องใช้ความตกลงร่วมกัน ประเทศไทยนั้น ท่านรัฐมนตรีไปประชุมตกลงร่วมกันเสร็จพอดีท่านประธานครับ แล้วอีกหลายเดือน กว่าจะทำสัญญาชนิดนี้ได้ เรื่องนี้ได้ แต่ละเรื่องได้ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมเห็นด้วยที่จะต้อง ทำสัญญาร่วมกันทางการค้าว่าด้วยสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องรักษาสัตว์และพันธุ์พืชไว้คู่โลกต่อไปเพื่อรักษาดุลแห่งธรรมชาติ ขอให้มาตรา ๑๙๐ รัฐสภานี้ควรจะแก้ ควรจะให้อำนาจรัฐบาลในการตกลงทางการค้า เพราะรัฐบาลได้รับ มอบอำนาจจากประชาชนแล้วท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านนริศครับ

นายนริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ผม นริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาต ได้อภิปรายในร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับสำนักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการค้า ระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) โดยหลักการความตกลง ที่ทางรัฐบาลเสนอต่อรัฐสภา จำนวน ๖ ข้อ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะและขอบเขตการประชุม วัน เวลาการประชุม ผู้เข้าประชุม การจัดการประชุม การให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกัน รวมถึงความรับผิดชอบต่อความเสียหาย ผมเห็นด้วยและไม่ขัดข้อง แล้วก็สนับสนุน ในข้อตกลงที่รัฐบาลขอมายังรัฐสภาในวันนี้ แต่ว่าจากการจัดการประชุมครั้งนี้ ผมมีข้อห่วงใย อยู่ ๒ ประการ

ประการที่ ๑ การจัดการประชุมครั้งนี้ถือเป็นการจัดการประชุมครั้งสำคัญ อีกครั้งหนึ่งของโลกนะครับไม่เพียงแต่ของประเทศไทย ที่ผมบอกว่ามีความสำคัญระดับโลก ระดับความสำคัญครั้งหนึ่งของประเทศไทยถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ ไม่เพียงแต่จำนวน ผู้มาเข้าประชุมมากมาย ไม่เพียงแต่ประเด็นการเจรจาตกลงจะเป็นเรื่องสำคัญ และนับจะเป็นเรื่องสำคัญของโลกอีกในวันข้างหน้าคือเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะทรัพยากรสัตว์ป่า แต่ว่าครั้งนี้เป็นการประชุมขององค์กร ที่มีบทบาทสำคัญองค์กรหนึ่งคือไซเตส เป็นองค์กรที่มีบทบาทในระยะเวลาที่ผ่านมา มีบทบาทสูงยิ่ง มีผลกระทบในหลายด้านโดยเฉพาะเรื่องการปกป้องคุ้มครองสัตว์ป่า ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีค่าสำหรับโลกแล้วก็กระจายกันอยู่ทั่วโลก และหากประเทศใด ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงหรือว่ามีปัญหาในเรื่องการค้า การทำลายสัตว์ป่าประเทศนั้น ก็จะมีปัญหา องค์กรนี้จึงเป็นองค์กรที่ยิ่งใหญ่และการที่จะให้ประเทศไทยได้จัดการประชุม ในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ แต่ว่าข้อห่วงใยของผมนั้นหากผมไปดูการประชุมครั้งที่ผ่านมา ประกอบการพิจารณาและหากไปดูการประชุมไซเตสในประเทศอื่น ๆ ระยะเวลา ห้วงเวลาที่เหลืออีก ๑ เดือนการจัดการประชุมครั้งก่อนของประเทศไทย การจัดการประชุม ไซเตสของประเทศอื่นเขาคึกคักกว่านี้เยอะ ท่านประธานครับ เขามีป้าย มีการรณรงค์ ขณะนี้ การประชุมไซเตสในประเทศไทยผมคิดว่าคนไทยรู้น้อยมาก อย่าว่าคนไทยเลยนะครับ นักวิชาการผู้สนใจเรื่องนี้ก็รู้น้อยนะครับ นักวิชาการต่างประเทศอาจจะรู้มากกว่านักวิชาการ ผู้ทำงานด้านสัตว์ป่าในประเทศไทยเสียด้วยซ้ำ ที่จริงการทำงานด้านไซเตสก่อนการประชุม เป็นปีเขาจะปูพรมเรื่องประชาสัมพันธ์ เรื่องภาพลักษณ์ของประเทศ และผมคิดว่า การที่รัฐบาลอาสาจะเป็นเจ้าภาพในการประชุมไซเตสครั้งนี้ ผมคิดลึก ๆ อยู่ว่ารัฐบาล จะใช้โอกาสนี้แก้ไขภาพพจน์ของประเทศที่เรามีปัญหาเรื่องการค้าสัตว์ป่า การส่งสัตว์ป่า ผ่านทางประเทศไทย เราเป็นประเทศที่มีปัญหาเรื่องสัตว์ป่าในเชิงลบแบบนี้ ทั้งค้าสัตว์ป่า ทั้งนำสัตว์ป่าผ่านทาง ประมาณอันดับไม่ ๑ ก็ ๒ ไม่ ๒ ก็ ๓ ไม่เคยตกอันดับ ๓ ไปเลยนะครับ เราอยู่ประมาณนี้ครับ ชนะประเทศเคนยาบ้าง แพ้ประเทศเคนยาบ้าง อยู่ใกล้เคียงกับ ประเทศจีนบ้าง ๑ ใน ๓ ภาพพจน์ติดลบด้านนี้เรายืนอยู่เสมอ ผมคิดว่าโอกาสเดียว โอกาสสำคัญที่เราจะทำเรื่องนี้ก็คือการประชุมไซเตสครั้งนี้ แต่ว่าเสียดายครับระยะเวลา ที่เหลือผมไม่แน่ใจว่าจะทำทันหรือไม่ แล้วก็ขณะนี้ ๑ เดือนที่ผ่านมา ๒ เดือนที่ผ่านมา กระแสโหมเกี่ยวกับประเทศไทยมีปัญหาเรื่องการค้า การทำลายสัตว์ป่ายังมีอยู่ในระดับ ที่น่าวิตกเป็นอย่างยิ่งนะครับ นี่คือข้อห่วงใยสำหรับผม แต่ว่าอย่างไรก็ตามผมขอให้รัฐบาล ขอให้รัฐมนตรีได้เร่งทำงานในระยะเวลา ๑ เดือนที่เหลืออยู่ ประชาสัมพันธ์ ติดป้ายสนามบิน สุวรรณภูมิ ติดป้ายทุกสนามบิน ติดป้ายทุกทางเข้ามาในประเทศไทย และทำประชาสัมพันธ์ ทุกสื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบ เกิดความหวงแหน เกิดความตระหนักต่อปัญหาสัตว์ป่า ของประเทศ ต่อชีวิตของสัตว์ป่าของประเทศ นี่คือสิ่งแรกที่ผมห่วงใยก็คือการเตรียมความพร้อม สำหรับการประชุมครั้งนี้ ผมไม่ห่วงเรื่องห้องประชุม ไม่ห่วงเวลาประชุม ไม่ห่วงโรงแรม ไม่ห่วงอะไรทั้งสิ้น แต่ห่วงภาพลักษณ์ของประเทศที่ควรจะใช้การประชุมครั้งนี้ได้แก้ไข และขณะนี้เรายังไม่มีการแก้ไขที่เป็นรูปธรรมและระยะเวลาที่เหลืออยู่ ผมห่วงใยว่าทำไม่ได้ดี เท่าที่ควร

เรื่องที่ ๒ ที่จริงพวกเราก็ได้อภิปรายกันไปแล้วในเรื่องของข้อตกลงกรอบการเจรจา ผมอยากให้ทางรัฐมนตรีหรือผู้เจรจาได้เก็บถ้อยคำความเห็นของเพื่อนสมาชิกรัฐสภา ในการอภิปรายไว้ ตั้งแต่เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๕ เก็บทุกถ้อยคำนะครับ ผมนี่มีความเห็นแย้งกับเพื่อนสมาชิก บางท่านว่า ข้อตกลงระหว่างประเทศหากผ่านมาตรา ๑๙๐ แล้วจะเกิดความเสียหาย ต่อประเทศชาติน้อยกว่าไม่ผ่านมาตรา ๑๙๐ ไม่ผ่านสมาชิกแห่งรัฐสภานี้ เราเคยมีปัญหา เรื่องเอฟทีเอ (FTA) ไทยกับหลายประเทศ เพราะว่าเราไม่ผ่านรัฐสภาแห่งนี้ ในขณะที่ เราไม่มีมาตรา ๑๙๐ พอมีมาตรา ๑๙๐ ข้อคิดความเห็นของเพื่อนสมาชิกรัฐสภาเป็นประโยชน์ ต่อรัฐบาล การอภิปรายผมจึงขออนุญาตเรียนท่านประธานว่ามาตรา ๑๙๐ เป็นมาตรา ที่สามารถป้องกันความผิดพลาดให้กับทางรัฐบาลได้เป็นอย่างดียิ่งนะครับ เพื่อนสมาชิก ในวันนั้นได้อภิปรายเรื่องไซเตสในกรอบการเจรจาแนะนำรัฐบาลกันไปอย่างกว้างขวาง แต่ว่าผมก็ยังห่วงใยในบางประการ สั้น ๆ เรื่องไม้พะยูงรัฐบาลตั้งธงว่าจะเจรจาให้เปลี่ยนจาก บัญชี ๑ ไปเป็นบัญชี ๒ คือให้ทำมาค้าขายยากขึ้น ห้ามส่งออกภายในประเทศ ในขณะที่ ปัญหาภายในเรายังไม่ได้รับการแก้ไขไม้พะยูงเท่าที่ควรก็คือที่จริงเราควรเสนอไปพร้อมกัน ให้ไม้พะยูงเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก คือห้ามทำมาค้าขาย หรือเป็นไม้หวงห้ามในประเภทเดียวกับ ไม้สักหรือไม้ยาง ขึ้นตรงไหนแม้เป็นที่เอกสารสิทธิก็ต้องขออนุญาต ต้องยกระดับความสำคัญ ของไม้พะยูงขึ้นมาก่อน ไม่ใช่เราไปประกาศบัญชีไซเตสในขณะที่กฎหมายเราไม่ได้รับ การแก้ไข เขาก็ย้อนถามเราได้ว่าคุณจะยกระดับไม้พะยูงเป็นบัญชี ๒ ให้ค้าขายยากขึ้น แล้วทำไมคุณไม่แก้กฎหมายภายในของคุณ นี่เป็นเรื่องที่ ๑ ครับ

เรื่องที่ ๒ มีการพูดกันในวันสองวันนี้ ในอาทิตย์สองอาทิตย์นี้เรื่องการจะขาย ไม้ของกลางโดยเฉพาะไม้พะยูง ผมกราบเรียนท่านประธานไปยังรัฐมนตรีว่าพวกเราไม่เห็น ด้วยครับ เพราะว่าการจับไม้พะยูงไว้เป็นไม้ของกลางจำนวนมากมายมหาศาล หากมีการขาย ไม้ของกลางมาวันไหน จะมีการตัดไม้จากป่าธรรมชาติเข้ามาสวมทันที อย่าขายนะครับ ให้ส่วนราชการไป ให้ศาสนสถานไป รัฐบาลเคยอนุมัติให้ทำตาลปัตรครั้งหนึ่งแล้ว ไม้พะยูง ถือเป็นไม้มงคล ทำตาลปัตรแจกทุกวัด ทำมิมบัรแจกทุกมัสยิด ใช้เป็นศาสนสถานเสีย ให้ส่วนราชการไปใช้ทำตกแต่งรัฐสภาก็ได้ อย่าขายไม้ของกลางเลยครับ ถ้าขายก็มีการฟอก มีการทำไม้เข้ามาสวมสิทธิทันที

เรื่องสุดท้ายที่เป็นความห่วงใยก็คือเรื่องจระเข้น้ำจืดที่กำลังจะเปลี่ยนบัญชี เหมือนกัน โดยอ้างว่าจระเข้น้ำจืดมากพอที่จะค้าขายได้แล้ว อย่ากลับไปกลับมาเลยนะครับ การประกาศไว้ว่าเป็นบัญชีที่ค้ายากแล้ว คงบัญชีนี้ไว้เถอะครับ การเปลี่ยนแปลงเอาใจใคร บางคนหรือเปล่า เอาใจพ่อค้าบางคนที่ไม่สามารถค้าจระเข้น้ำจืดนี้ได้หรือเปล่า หรือเอาใจ บางประเทศที่ไม่สามารถสั่งจระเข้น้ำจืดเข้าประเทศได้หรือไม่ เพราะว่ากราบเรียนท่านประธาน ขณะนี้จระเข้น้ำจืดไม่สามารถส่งเข้าไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาและบางประเทศได้ การที่รัฐบาลไทย เริ่มต้นที่จะแก้บัญชีจระเข้น้ำจืดเพื่อที่จะให้พ่อค้าบางคนสามารถส่งหนังจระเข้ ตัวจระเข้ ไปให้ประเทศสหรัฐอเมริกาหรือเปล่า นี่คือข้อกังวล คิดให้รอบคอบนะครับ เพราะว่า วันข้างหน้าหากส่งไปมากเราก็มากลับบัญชีอีกให้เป็นบัญชีที่ค้าขายยากอีก ประเทศไทย ไม่ควรกลับไปกลับมาอีกแล้ว เรากลับไปกลับมาหลายเรื่องมากพอแล้ว เรื่องอย่างนี้ อย่ากลับไปกลับมาเพราะเราเห็นคำตอบอยู่แล้วว่ามันคืออะไร และผมแน่ใจครับว่า การเปลี่ยนบัญชีจระเข้ให้สามารถส่งขายต่างประเทศได้มีผลประโยชน์มหาศาลอยู่ข้างหลัง เพียงเพราะพ่อค้าบางคนส่งจระเข้น้ำจืดไปประเทศสหรัฐอเมริกาไม่ได้ นี่คือข้อกังวล ข้อห่วงใยที่อยากให้รัฐบาลได้ทบทวนกรอบเจรจา ๒-๓ ประการที่กระผมห่วงใย ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ครับ

นางสาวสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา เพชรบุรี 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดเพชรบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอร่วมอภิปรายกับร่างความตกลงระหว่าง รัฐบาลไทยกับสำนักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่า และพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ที่เราเรียกว่าไซเตส เกี่ยวกับการประชุมสมัยสามัญภาคีอนุสัญญา ว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ ๑๖ และการประชุมคณะกรรมาธิการบริหารครั้งที่ ๖๓ และ ๖๔ ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ในวันที่ ๒-๑๔ มีนาคม ๒๕๕๖ นั้น ท่านประธานที่เคารพ วันที่ ๒-๑๔ มีนาคม ที่จะถึงนี้นั้นประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสมัยสามัญภาคีอนุสัญญาว่าด้วย การค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ ๑๖ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมไซเตส ครั้งที่ ๑๖ ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร พูดได้เลยว่าดิฉันเห็นด้วยและยินดีที่ประเทศไทยจะได้เป็นเจ้าภาพ ในการจัดประชุมไซเตสอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นครั้งที่ ๑๖ เราเคยเป็นเจ้าภาพมาแล้วในปี ๒๕๔๗ ซึ่งเป็นการประชุมไซเตส ครั้งที่ ๑๓ การประชุมไซเตสนั้น ๓ ปีมีการประชุม ๑ ครั้ง ฉะนั้น ก็ถือว่าประเทศไทยได้รับเกียรติในการได้เป็นเจ้าภาพในเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่งนั้น แต่สังคม อาจเกิดคำถามว่าการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมไซเตสนั้นประเทศไทยได้หรือเสียมากกว่ากัน สำหรับดิฉันแล้วถือว่าประเทศไทยได้มากกว่าเสีย ถ้าเรามีความพร้อม กล่าวคือ ในด้านบวก หรือที่เรียกว่าผลที่ได้ในทางที่เป็นเชิงบวกนั้นเราจะได้รับการยอมรับในการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ อีกครั้งหนึ่ง ประเทศไทยก็ถือโอกาสในการที่เป็นเจ้าภาพนั้นได้ชี้แจงหรือพูดง่าย ๆ ว่า ฟอกตัวเองให้นานาประเทศที่เป็นประเทศสมาชิกในอนุสัญญาไซเตสนี้ว่าเรื่องที่ประเทศไทย ถูกกล่าวหาว่าเราเป็นประเทศที่มีการค้าสัตว์ป่า มีการส่งออกสัตว์ป่า มีการทารุณสัตว์ป่าสารพัด ที่นานาประเทศจะกล่าวหาเรา เหล่านี้เป็นเรื่องที่ประเทศไทยจะได้พูดสักทีหนึ่ง ชี้แจงให้ นานาประเทศรู้ว่าเราไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย เพื่อที่จะบอกว่าการค้า อย่างเช่น งาช้างที่เพื่อนสมาชิก ได้กล่าวไปแล้วหรือนอแรดก็ตาม เราเป็นเพียงแต่ทางผ่านหาได้เป็นประเทศที่ค้าเองไม่ เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องชี้แจง มีหลักฐานให้เขาได้เห็นว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นเช่นนั้น แล้วก็ยังได้เห็นว่าเรื่องของการที่เราจะต้องออกกฎหมาย ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมสามารถที่จะประกาศได้เลยว่าเรายกให้ ยกตัวอย่างเช่น ช้างประเทศแอฟริกา เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง เพราะส่วนใหญ่แล้วนอแรดที่ทำการลักลอบค้านั้นก็เป็นนอแรดของ ช้างแอฟริกาทั้งสิ้น ส่วนใหญ่เป็นเช่นนั้นครับ เพื่อไม่ให้นานาชาติกล่าวหาเราเช่นนั้น เราก็ประกาศให้ช้างประเทศแอฟริกาเป็นสัตว์คุ้มครอง ถ้ามีเกิดขึ้นเข้ามาอยู่ในประเทศเรา แล้วก็มีความผิดทันทีทำนองอย่างนั้น ส่วนในด้านลบหรือผลเสีย ดิฉันก็เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ ที่เราจะทำอย่างไรว่าการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้นั้นเราพร้อมหรือไม่ ได้คุ้มไหมกับการที่เราเป็นเจ้าภาพ เพราะแน่นอนว่า ไม่ว่าเรื่องการเงิน ความปลอดภัย เรื่องสถานที่อื่น ๆ ทุกเรื่องเราต้องรับผิดชอบ ในการเป็นเจ้าภาพหมด และสิ่งที่สำคัญก็คือว่า ในฐานะที่เราเป็นเจ้าภาพ การจะลงนามความตกลงก่อนการประชุมที่จะมีขึ้นในวันที่ ๒-๑๔ มีนาคมนั้น ถึงแม้ว่าคณะรัฐมนตรีจะได้ลงมติเห็นชอบในร่างของความตกลงแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่มีผลผูกพัน ซึ่งจะมีผลผูกพันได้ก็ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาตามมาตรา ๑๙๐ เพราะฉะนั้นวันนี้รัฐบาลได้มาขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ดิฉันจึงเห็นว่ารัฐสภาควรเห็นชอบ ให้ผ่านร่างความตกลงอันนี้ไปเพราะเราจะเป็นเจ้าภาพในเดือนกว่า ๆ นี้แล้ว เพราะฉะนั้น วันนี้ดิฉันจึงเห็นด้วยกับร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับสำนักเลขาธิการอนุสัญญา ว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ที่เรียกว่าไซเตส แต่ดิฉันมีคำถามที่จะเรียนถามท่านประธานผ่านไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงในการประชุมครั้งนี้ วันนี้ใกล้ที่จะถึง วันที่เราจะเป็นเจ้าภาพ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เตรียมการ ในเรื่องการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้พร้อมแล้วหรือยัง เพียงไร แค่ไหน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ ฉะนั้น ดิฉันอยากได้รับคำตอบมันจะได้ทำให้สมาชิกรัฐสภาแห่งนี้มีความมั่นใจยิ่งขึ้นในการที่จะเห็นชอบ ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลงนามในร่างความตกลงฉบับนี้อย่างเป็นเอกฉันท์ ขอบคุณค่ะ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ว่าที่ร้อยตรี พงศ์พันธ์ สุนทรชัย เชิญครับ

ว่าที่ร้อยตรี พงศ์พันธ์ สุนทรชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หนองคาย 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ว่าที่ร้อยตรี พงศ์พันธ์ สุนทรชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตที่จะร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลไทย กับสำนักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่า ที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือไซเตส เกี่ยวกับการประชุมสมัยสามัญภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้า ระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ ๑๖ และการประชุม คณะกรรมาธิการบริหาร ครั้งที่ ๖๓ และครั้งที่ ๖๔ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ซึ่งจะมีการประชุมในช่วงวันที่ ๒-๑๔ มีนาคม ๒๕๕๖ นี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ประเทศไทยเราเป็นสมาชิกของภาคีอนุสัญญานี้ตั้งแต่ปี ๒๕๒๖ และเป็นลำดับที่ ๗๘ จากวันนั้นถึงวันนี้ผ่านมาเกือบ ๓๐ ปี ปัญหาต่าง ๆ ที่เราคาดหวังอยากจะให้เกิด นั่นก็คือเรื่องของการอนุรักษ์สัตว์ป่า การอนุรักษ์พันธุ์ไม้ป่าที่หายาก แต่ผลที่ออกมา ระยะเวลา ๓๐ ปีที่ผ่านมา ท่านประธานเห็นด้วยกับผมไหมว่าสัตว์ป่าที่เราเคยเห็น ต้นไม้ที่เราเคยเห็นมันกลับหายไป ลดลง ๆ จนไม่เหลืออะไรให้กับลูกหลานที่จะได้ดู ช้างเคยเดินเพ่นพ่านไปมาในป่าของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นกวาง เก้ง เลียงผา กระต่าย เดี๋ยวนี้อยากจะดูสัตว์เหล่านี้ต้องไปดูที่สวนสัตว์ แม้แต่งู ท่านเชื่อไหมว่า งูอะไรที่เขาจะสามารถเอามาประกอบอาหารได้เดี๋ยวนี้แทบจะสูญพันธุ์ อย่างงูสิงห์นี่ คนอีสานชอบนัก เขาบอกว่าอร่อยกว่าไก่อีก เอาไก่มาแลกยังไม่เอาเลย เดี๋ยวนี้เป็นสัตว์ ใกล้สูญพันธุ์ไปแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้ที่ผมมีโอกาสได้ลุกขึ้นมาเพื่อที่จะมาร่วมแสดงความคิดเห็นให้กับ คณะกรรมการที่จะไปประชุมในช่วงวันที่ ๒-๑๔ มีนาคมนี้ ไว้เป็นประเด็น ๆ ดังนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพ

ประเด็นแรก ผมอยากจะฝากในเรื่องของการศึกษาวิจัยว่าประเทศไทยเรา มีการเอาใจใส่อย่างจริงจังหรือไม่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นกรมไหนก็ตาม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ดี หรือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อะไรก็ตาม เคยได้มีการศึกษาวิจัยหรือไม่ว่าประเภทสัตว์หรือไม้ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ มันมีจำนวนปริมาณ ลดลงมากเท่าไร อ้ายที่มันลดลงไปนั้นเราได้มีการทำการศึกษาวิจัยส่งเสริมทดแทนหรือไม่ ถ้าไม่มีการทดแทนจากวันนั้นที่เราเริ่มเป็นสมาชิกถึงวันนี้ ๓๐ ปี ผมมั่นใจว่าจากนี้ไป ท่านนับถอยหลังได้เลยว่าต่อไปนี้จะต้องดูรูปภาพของสัตว์เหล่านั้น ณ วันนี้ผมอยากจะ กราบเรียนคณะกรรมการที่จะไปประชุมว่าเราจะต้องมีการส่งเสริมให้มีการเพาะเลี้ยง หรือควบคุมกันอย่างจริงจัง นอกจากการส่งเสริมเพาะเลี้ยงอะไรที่จะให้กรมวิชาการ ได้ศึกษา ได้ส่งเสริม จะต้องทำกันอย่างจริงจัง จัดสรรงบประมาณลงไปให้กับหน่วยงานเขา อย่างจริงจัง นี่เป็นประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ในการดูแลรักษาสงวนสิ่งที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน ท่านได้มี การสำรวจอย่างเป็นระบบหรือไม่ ผมอยากจะให้มีการบูรณาการกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้เป็นเจ้าของ ให้รู้สึกความรับผิดชอบร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นกรมการปกครอง ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานราชการทุกหน่วย แม้แต่ประชาชน จะต้องรู้สึกสำนึกร่วมกันว่าสัตว์เหล่านี้หรือพันธุ์ไม้เหล่านี้เป็นของมีค่า แก่การสงวน และถ้าปล่อยปละละเลยมีการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า มีการลักลอบนำสัตว์ป่า เหล่านี้ออกนอกประเทศไปขายให้กับประเทศอื่น ๆ มันก็ไม่มีประโยชน์ คณะกรรมการ ที่ตั้งขึ้นมาจะประชุมกันสักกี่รอบ กี่ครั้ง ก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าประชาชนไม่มีจิตสำนึกร่วมกัน เพราะฉะนั้นบทบาทของคณะกรรมการจะต้องมีการส่งเสริมรณรงค์ประชาสัมพันธ์ อย่างกว้างขวาง ถามว่าเดี๋ยวนี้ประชาชนเขารู้จักคณะกรรมการชุดนี้หรือไม่ น้อยมาก ไม่มีใครรู้จัก นอกจากพวกเราที่มาพูดคุยกันในสภา ก็อยากจะฝากว่าทำอย่างไรที่จะให้ บทบาทของคณะกรรมการชุดนี้ลงลึกไปถึงพี่น้องประชาชน

ประการที่ ๓ ที่อยากจะฝากกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันถามว่าเขากลัวไหม ที่ลักลอบนำสัตว์ป่าออกนอกประเทศก็ดี ตัดไม้ ไม่ว่าจะเป็นไม้พะยูง ไม้อะไรต่าง ๆ เขากลัวไหม มันมีการลักลอบกันแล้วก็มีการจ่ายใต้โต๊ะกัน เจ้าหน้าที่มีการเอาจริงเอาจังสักแค่ไหน ผมเห็นมีการบอกว่าจับไม้พะยูงออกทางด่าน ออกทางแม่น้ำโขง ลักลอบไปประเทศลาว มีข่าวบ่อยครั้ง ถูกจับไป ไปกองเอาไว้ วันดีคืนดีเขาก็มาเคลียร์ (Clear) เขาก็มีจ่าย เสร็จแล้ว ก็เอาข้ามไปได้ อย่างนี้มันจะสิ้นสุดได้อย่างไร เมื่อมีเหตุการณ์อย่างนี้เป็นอันว่าถูกจับก็จับไป เมื่อมีการจ่ายมีการเคลียร์อะไรกันเรียบร้อยก็สามารถนำออกไปจำหน่ายได้ ผมคิดว่า เรื่องกฎหมายเป็นเรื่องสำคัญ แล้วถ้าเราทำฝ่ายเดียวแล้วเรามีประเทศเพื่อนบ้าน มีประเทศคู่สัญญา ๑๗๗ ประเทศมันมีประโยชน์หรือไม่ เราป้องกันฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องได้รับ ความร่วมมือจากประเทศข้างเคียง ประเทศที่คิดว่าจะเป็นคู่ค้าของผู้ลักลอบด้วย ท่านเคยทำ ข้อตกลงเหล่านี้ชัดเจนมากน้อยแค่ไหน เป็นเรื่องสำคัญครับท่านประธาน เพราะเราจะประชุมกัน สักกี่ครั้งมันก็ไม่เกิดประโยชน์ ถ้าเราไม่ให้ทุกฝ่ายรับทราบและมีการเข้มงวดเท่าที่ควรจะทำ ให้เกิดความเข้มแข็งของกฎหมาย ความเด็ดขาดของกฎหมายได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ในการประชุมช่วงวันที่ ๒-๑๔ มีนาคมนี้ ผมอยากเสนอคณะกรรมการให้บรรจุเข้าไป ในข้อสนทนาข้อหารือในที่ประชุมอยู่ ๒ เรื่อง

ประการแรก คือการเพิ่มโทษและความจริงจังของการลงโทษคือประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ให้คู่สัญญาทั้งหมดที่เป็นคู่สัญญากันทุกประเทศได้มีการศึกษา ร่วมกันหาแนวทางหาวิธีการเพิ่มปริมาณของสัตว์และพันธุ์ไม้ที่หายากที่จะสูญพันธุ์นอกจาก ที่จะดูแลของเดิมที่มีอยู่แล้วให้คงไว้ ต้องมีการศึกษาหาแนวทางในการเพิ่มปริมาณอย่างจริงจัง

ท่านประธานที่เคารพครับ ๒ ประเด็นนี้เราสามารถที่จะคงไว้ในเรื่องของ สัตว์ป่าและพันธุ์ไม้ที่เราคาดหวังไว้ ผมเห็นด้วยกับกรอบการเจรจาที่ทางรัฐบาลไทย จะได้ให้คณะกรรมการได้เข้าร่วมประชุมแล้วก็นำเสนอต่อที่ประชุมในช่วงวันที่ ๒-๑๔ มีนาคม ที่จะถึงนี้ และคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการประชุมครั้งนี้จะเกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศไทย กับพี่น้องประชาชน ขอบคุณมากครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสุรเดช จิรัฐิติเจริญ ครับ

นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภา ปราจีนบุรี 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดปราจีนบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้เองเราพิจารณาในระเบียบวาระซึ่งได้เลื่อน การประชุมเรื่องที่ ๑ เรื่อง ร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับสำนักงานเลขาธิการ อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือเรียกย่อ ๆ ว่าไซเตส เกี่ยวกับการประชุมสมัยสามัญภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ ๑๖ และการประชุมคณะกรรมาธิการบริหาร ครั้งที่ ๖๓ และครั้งที่ ๖๔ ณ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ ๒-๑๔ มีนาคม ท่านประธานครับ วันนี้เองเรามีเรื่องที่พิจารณาอยู่หลายเรื่องซึ่งในระเบียบวาระมีถึง ๒๕ เรื่อง ซึ่งทางรัฐบาลเอง ก็ขอเลื่อนการประชุมเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก เดิมทีอยู่ในอันดับที่ ๒๓ ถ้าเกิดมาดูเรื่องหลังก่อน ย้อนขึ้นมาก่อนเข้าถึงในเนื้อหา เราเองเราพูดถึงว่าเรื่องนี้การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ต้องประชุมตามมาตรา ๑๙๐ แห่งรัฐธรรมนูญ แล้วบางเรื่องรายละเอียดมันไม่จำเป็น อย่างเรื่องนี้ รัฐสภาแห่งนี้เราเคยพิจารณามาแล้วครั้งหนึ่งเรื่องกรอบการเจรจา ครั้งนี้ เป็นการพิจารณาเพื่อให้ความเห็นชอบเพื่อที่จะให้ท่านทูตประจำกรุงเจนีวาไปลงนาม แล้วก็เป็นการจ่ายกันผูกพันกัน จริง ๆ แล้วเพื่อนสมาชิกหลายคนก็พูดถึงว่าเราเสียโอกาส ในการคล่องตัว ผมเห็นด้วยในการที่เรื่องบางเรื่องที่สำคัญและจำเป็นต้องเข้าสู่การประชุม ร่วมกันของรัฐสภาแห่งนี้ แต่กับบางเรื่องมันไม่มีความจำเป็นหรือต้องให้ความคล่องตัว ให้ฝ่ายบริหารซึ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ วรรคห้า ก็บอกอยู่แล้วว่าให้มีกฎหมายว่า ด้วยการกำหนดประเภทกรอบการเจรจา ขั้นตอน และวิธีการจัดทำหนังสือสัญญาที่มี ผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง ความหมาย คืออะไร เราพูดถึงปัญหาคือมาตรา ๑๙๐ แต่ในมาตรา ๑๙๐ วรรคห้า ก็บอกแล้วว่าให้ทำ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ให้ทำกฎหมายว่าด้วยกำหนดประเภท เนื่องจากอะไรครับ เนื่องจากว่าบางเรื่องที่ไม่มีความจำเป็นคณะรัฐมนตรีก็สามารถดำเนินการได้ แต่ในเมื่อกฎหมาย มาตรา ๑๙๐ วรรคห้า เขียนไว้แล้วแต่สภาแห่งนี้ไม่ทำ ทำให้ผู้ปฏิบัติก็ไม่กล้าที่จะดำเนินการ หรือทำความตกลงโดยพลการจึงเข้าสู่สภาทำให้เรื่องที่ค้างมาอยู่เป็นจำนวนมาก ส่วนที่ ๑

ส่วนที่ ๒ ก็เสนอท่านประธานก่อนเข้าเนื้อหาว่าเรามีการประชุมถึง ๒๕ เรื่อง วันนี้ไม่ทราบว่าจะได้เรื่องกี่เรื่อง เป็นไปได้ไหมถ้าอยากให้ช่วงสมัยประชุมให้สะสางงานเร็วขึ้น วันจันทร์ วันอังคาร เรามีประชุมวุฒิสภา วันพุธ วันพฤหัสบดี มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ถ้าเกิดเรากำหนดเป็นวันศุกร์สักวันหนึ่งเป็นการประชุมร่วมรัฐสภารีบสะสางงานให้เสร็จ เสร็จเมื่อไร หมดเมื่อไร งดประชุมก็ได้เป็นกำหนดการที่แน่นอนทำให้เพื่อนสมาชิกจะได้จัด ผังการดำเนินการเพื่อที่จะให้งานที่คั่งค้าง ผมก็เห็นใจหลายเรื่องที่รอการพิจารณาจะได้สะสางลง อย่างเช่นเรื่องการประชุมไซเตสนี้จะมีประชุมวันที่ ๒-๑๔ มีนาคม เหลือเวลาแค่เดือนกว่า เรายังไม่ได้อนุมัติเลย ก็เป็นความเข้าใจหรือเห็นใจกับฝ่ายบริหาร ซึ่งในความตกลงนั้น เดิมทีต้องเซ็นตกลงก่อนหน้านี้ถึง ๑๘๐ วัน เพื่อที่จะให้สภาเห็นชอบ เพื่อให้คณะรัฐมนตรี เห็นชอบเพื่ออนุมัติให้ตัวแทนท่านทูตประจำกรุงเจนีวาไปลงนามกับตัวแทนที่กรุงเจนีวา แล้วต้องจ่ายเงินเขางวดแรกด้วยซ้ำไป แต่วันนี้เองเหลือเวลาแค่เพียงเดือนกว่าเรายังมา พิจารณาในเรื่องนี้นะครับ แล้วเรื่องที่รอพิจารณาอีกหลายเรื่องก็เสนอท่านประธานว่า ถ้าพิจารณาได้เรื่องแรกคือ ออกกฎหมายประกอบมาตรา ๑๙๐ วรรคห้า หรือเป็นไปได้ ถ้าเกิดยังไม่ออกแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ หรือกฎหมายประกอบก็กำหนดวันประชุมร่วมกัน เพื่อจะได้สะสางงานให้หมดไป ถ้าหมดเมื่อไรก็งดประชุม ในส่วนเนื้อหาที่ผมฟังเพื่อนสมาชิกพูด ก็มี ๒ เรื่อง

เรื่องแรก คือความวิตกกังวลในเรื่องสัตว์ป่าและพืชหายาก อย่างที่เพื่อนสมาชิก บอกว่าไม้พะยูงตัดกันนับวันจะหมดไป หรือสัตว์ป่าอย่างเช่นพวกช้างก็ดี หรือจระเข้น้ำจืดก็ดี ผมว่าเราเองคงต้องมาอนุรักษ์กันเราคงต้องส่งเสริมหรือผลักดันกันอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นแล้ว ต่อไปจะเหมือนอย่างที่เพื่อนสมาชิกว่าสัตว์ป่าต่าง ๆ หรือต้นไม้ที่หายากต่าง ๆ คงจะดู แค่รูปภาพเท่านั้นเนื่องจากว่าสูญพันธุ์ไป การดำรงชีวิต ระบบนิเวศวิทยาเราคงไม่ดูทาง ทุนนิยมอย่างเดียว ระบบสิ่งแวดล้อมก็ดี ระบบนิเวศวิทยาก็ดีที่เหมาะสมก็ควรจะมี อย่างอื่น เราสร้างได้แต่สัตว์ป่าหรือพืชที่หายากนั้นเราสร้างไม่ได้ ถ้าเรารู้จักอนุรักษ์ไว้หรือส่งเสริมให้มีอยู่ ถึงท่านไม่สามารถสร้างได้เพราะเป็นธรรมชาติ แต่ท่านคงอยากให้เรามีมาตรการในการส่งเสริมเพื่อให้อยู่กับลูกหลานต่อไป ท่านประธานครับ ที่เพื่อนสมาชิกพูดก็เป็นข้อสังเกตที่จะให้ทางฝ่ายบริหารเอาประเด็นนี้ไปพูดคุยกัน ในการประชุมไซเตส ครั้งที่ ๑๖ โดยเฉพาะเราเองได้เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุม ถือว่า เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่มาจัดประชุมที่ประเทศไทย ทั้ง ๆ ที่สมาชิกมี ๑๐๐ กว่าประเทศ เราจัดที่ประเทศไทยถือว่าเป็นเจ้าภาพในส่วนเนื้อหา แต่ส่วนเรื่องวิธีการจัดประชุม ท่านประธานครับ การจัดประชุมจากรายงานนะครับ เราประชุมครั้งล่าสุดที่ประเทศไทย เป็นเจ้าภาพ มีการประชุม ๓ ปีต่อครั้ง มีสมาชิก ๑๐๐ กว่าประเทศ เราจัดประชุมครั้งล่าสุด ที่เราเป็นเจ้าภาพคือจัดประชุมครั้งที่ ๑๓ ที่กรุงเทพมหานคร ในปี ๒๕๔๗ แล้วก็ครั้งที่ ๑๓ เป็นเจ้าภาพ ครั้งที่ ๑๔ ประเทศอื่น ครั้งที่ ๑๕ ที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ และเราครั้งที่ ๑๖ เว้นเพียง ๒ ครั้งเท่านั้นเราเป็นเจ้าภาพ จึงถามว่าเรามีความจำเป็นขนาดไหน หรือเรามี ศักยภาพขนาดไหน หรือมีจุดเด่นอย่างไร จึงมีการจัดประชุมบ่อยครั้งกว่าประเทศอื่น ทั้ง ๆ ที่มีสมาชิกถึง ๑๐๐ กว่าประเทศ เราจัดแค่เพียง ๓ ปีจัด ๑ ครั้ง เว้นไป ๒ ประเทศ แล้วเราจัดอีกครั้งหนึ่งเรื่องการจัดบ่อยครั้ง

แล้วที่ผมกังวลอีกเรื่องหนึ่งคือสถานที่จัดที่เราเองจะจัด ดูจากกำหนด การจัดระหว่างวันที่ ๒-๑๔ มีนาคม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ขนาดเราเอง เราไปรถติด แล้วเราเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับนานาชาติ ซึ่งเราใช้โอกาสนี้ ๓ ปี จัด ๑ ครั้ง แล้วก็เป็นการประชุมที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง มีเพื่อนสมาชิกจากต่างประเทศ ถึง ๑๐๐ กว่าประเทศ ก็เป็นห่วงว่านอกเหนือจากการจัดประชุมแล้ว นอกเหนือจากการที่ เราจะผลักดันความตกลง ข้อตกลงเกี่ยวกับเรื่องสัตว์ป่าและสัตว์สงวนก็ดี หรือแม้กระทั่ง เรื่องการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้คนรู้จักประเทศไทยมากยิ่งขึ้นก็ดี แต่ห่วงว่าสถานที่เรา เพียงพอหรือไม่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์นั้นเป็นพื้นที่กว้างขวาง แต่การเดินทางสัญจร ไปมาผมจึงเกรงว่าเราเองเราก็รู้อยู่แล้วว่าเดินทางในกรุงเทพฯ รถติดมาก ดังนั้นเอง ก็อยากจะมีมาตรการหรือป้องกันอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องการประชุมว่าจะทำอย่างไร เราลงทุน ขนาดนี้แล้ว เรายอมทุ่มทุนเป็นเจ้าภาพแล้วอย่าให้เสียชื่อเรื่องการจัดการจราจรในครั้งนี้นะครับ

แล้วอีกเรื่องหนึ่งเรื่องค่าใช้จ่ายเอง ผมคิดว่าเราคงต้องดูให้ดี เรื่องค่าใช้จ่ายนั้น ไม่ทราบว่าค่าใช้จ่ายนั้นเราได้เปรียบเทียบศึกษากับการจัดประชุมครั้งที่ผ่านมา คือครั้งที่ ๑๓ ที่กรุงเทพมหานครหรือไม่ หรือเทียบเคียงกับครั้งที่ ๑๔ ครั้งที่ ๑๕ ที่ผ่านมา ไม่ทราบว่า เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายแล้วมีความเหมาะสมสูงไปหรือต่ำไป ก็อยากจะเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่าค่าใช้จ่ายที่จัดแต่ละครั้งเทียบกับครั้งที่ผ่านมาในปี ๒๕๔๗ หรือกับประเทศข้างเคียงเป็นอย่างไร และอีกประเด็นหนึ่ง วิธีการจัด เอกสิทธิ์คุ้มครองต่าง ๆ ที่ทางอนุสัญญาแจ้งมานั้นค่อนข้างจะมาก เรื่องสิทธิการคุ้มครองหรืออะไรต่าง ๆ ก็อยากจะ ขอทราบว่าเราได้มีการศึกษาเปรียบเทียบ เพราะเราเองคงต้องเปรียบเทียบว่าครั้งที่ผ่านมา นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายแล้วสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ แล้วก็อำนาจเหนืออธิปไตยต่าง ๆ นั้น เท่าเทียมกับประเทศต่าง ๆ ที่จัดมาหรือไม่ อย่างไร ซึ่งเป็นข้อวิตกกังวลที่ห่วงเกี่ยวกับ เรื่องวิธีการจัดนะครับ

สุดท้ายนี้ ในส่วนตัวผมเองแล้วก็เห็นด้วยในการจัดถือว่าเป็นเจ้าภาพ เพราะว่าจะได้แสดงถึงความมีศักยภาพของประเทศไทยเรา แล้วก็ขอเป็นกำลังใจกับรัฐบาล ในการจัดนี้ เพราะอีก ๑ เดือนกว่าเท่านั้นคงต้องจัดให้มีความสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น เพราะว่า การประชุมได้รับฉันทามติที่รัฐกาตาร์เมื่อ ๓ ปีที่แล้วจัด ดังนั้นเองเราเตรียมการ ๓ ปี ก็อย่าให้เสียชื่อประเทศไทยนะครับ เพราะจากการที่จะผลักดันมาตรการอนุรักษ์พืชพันธุ์ และสัตว์ป่าแล้ว เราคงจะมีเรื่องภาพลักษณ์ของเรา เพราะประเทศไทยเราบอบช้ำมา หลายครั้งแล้ว ก็อย่าให้ครั้งนี้บอบช้ำหรือมีข้อบกพร่องอีกเลยนะครับ ขอขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

อาจารย์พีรพันธุ์ พาลุสุข เชิญครับ

นายพีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยโสธร

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยโสธร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับสำนักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วย การค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ที่เรียกว่าไซเตสนะครับ ผมจำได้ว่าเมื่อครั้งที่ขออนุมัติกรอบการเจรจานั้นบัดนี้รัฐบาลได้ไปเจรจากับไซเตสมา แล้วก็ยกร่างความตกลงมาเท่าที่ผมได้ตรวจดูจากประสบการณ์ที่ผมมีอยู่ในเรื่องระหว่าง ประเทศในหัวข้อของการประชุมแล้วก็เคยไปประชุมต่างประเทศหลายครั้ง ก็เห็นว่าเนื้อหา ของร่างความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการประชุมคราวนี้ก็เป็นไปตามมาตรฐานที่ควรจะเป็น ก็ไม่มีข้อพิเศษอะไรต่าง ๆ นะครับ ดังนั้นก็สามารถที่จะดำเนินการให้เป็นไปตามนี้ได้ เนื่องจากการประชุมไซเตสมันมีลักษณะที่ผิดไปจากการประชุมระหว่างประเทศ เนื่องจาก ผู้เข้าร่วมประชุมก็จะมีผู้แทนของประเทศภาคีของไซเตสเสียเอง สหประชาชาติ แล้วก็ หน่วยงานหรือองค์กรอื่น ๆ พูดง่าย ๆ ก็คือว่าจะมีกลุ่มเอ็นจีโอ (NGO) ที่ดูแลเรื่องสัตว์ป่า เข้ามาร่วมประชุมจำนวนมากเหมือนกับที่เราเห็นอยู่หลาย ๆ ประเทศ ผมคิดว่าเพื่อให้ การดำเนินการเตรียมการประชุมเพราะอีก ๑ เดือนก็จะเริ่มเปิดประชุมแล้ว เท่าที่ได้ดูเอกสาร ที่เกี่ยวข้อง ท่านประธานครับ ในรายละเอียดข้อกำหนดที่เจ้าหน้าที่ได้เจรจากันไว้นะครับ พูดตั้งแต่เรื่องกั้นห้องประชุม พื้นที่ประชุม สำนักงาน คอมพิวเตอร์ เอกสาร เครื่องไม้เครื่องเขียน เจ้าหน้าที่ พิธีเปิด ปิดการประชุม อื่น ๆ นะครับ เขาเตรียมการกันไว้หมด เมื่อสักครู่นี้ ผมก็ทราบมาเป็นคร่าว ๆ ว่าจะใช้สถานที่ไหนเป็นที่จะประชุมที่มีการเตรียมการอยู่แล้ว เท่าที่ดูรายละเอียดนะครับ ก็เตรียมพร้อมไว้อยู่ทั้งหมดแล้ว ขาดอันเดียวครับท่านประธาน ก็คือขาดข้อตกลงนี้ละ ถ้าข้อตกลงนี้ยังไม่เสร็จการไปเจรจาก็ยังไม่เกิดผล ฉะนั้นผมก็คิดว่า เพื่อให้การประชุมมีความพร้อมจึงจำเป็นที่สมาชิกรัฐสภาซึ่งผมคาดว่าวันนี้พวกเราก็คงจะ สามารถที่จะให้ความเห็นชอบร่างความตกลงนี้ได้เพื่อจะได้ดำเนินการกันต่อไป ท่านประธานครับ มันมีอีกส่วนหนึ่งนะครับที่ผมคิดว่าวันนี้จำเป็นจะต้องผ่านให้ได้พร้อมกับร่างความตกลงฉบับนี้ เนื่องจากในหมวดว่าด้วยเอกสิทธิ์และความคุ้มกัน ถึงแม้ในความตกลงหลายข้อบอกว่า ให้ใช้ข้อความตกลงที่ประเทศไทยมีกับสหประชาชาติอยู่ได้ แต่ก็ครอบคลุมไม่ถึงทุกเรื่อง ก็เข้าใจว่าหลังจากข้อตกลงนี้ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้วทางรัฐบาลก็คงจะเสนอ ร่างความตกลงอีกอันหนึ่งที่จะมาคุ้มครองกับผู้เข้าประชุมระหว่างการประชุม ซึ่งเข้าใจว่า จะมีข้อถกเถียงกันอยู่มาก ฉะนั้นอาจจะมีการพูดพาดพิงกันหลาย ๆ คน เพราะฉะนั้นจำเป็น จะต้องมีกฎหมายอีกตัวหนึ่งตามมา แต่ว่าวันนี้ขอให้ท่านผ่านอันนี้ก่อนนะครับ ผมเข้าใจว่า ในส่วนที่ท่านสมาชิกเป็นห่วง เข้าใจว่าทางรัฐมนตรีก็คงจะได้ชี้แจงกับพวกเราว่าในเอกสาร รายละเอียดฝ่ายเตรียมการประชุมเขาก็บอกว่าประเทศเจ้าภาพควรลดผลกระทบเชิงลบ ต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการประชุมให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ รวมทั้งการชดเชย ความเสียหายให้มากที่สุดด้วย พร้อมกับบอกว่าถ้าจะลดสิ่งเหล่านี้ให้ศึกษาดูจากไหน ก็คือจากเอกสารของยูเนสโกนั่นเอง ซึ่งก็มีอยู่แล้ว ผมว่าเพื่อให้การประชุมซึ่งเราใกล้เข้ามาแล้ว ท่านประธานครับ ผมคิดว่ายังมีกฎหมายอื่นที่ต้องตามมาเพื่อให้การประชุมนี้สำเร็จ ที่ประชุมก็น่าจะพิจารณาให้ความชอบร่างความตกลงนี้ออกไปได้ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ยังมีผู้ประสงค์อภิปรายอยู่ ๓ ท่านนะครับ คือคุณหมอเจตน์ ศิรธรานนท์ ท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน แล้วก็ท่านสุธรรม พันธุศักดิ์ ถ้าไม่มีใครที่อภิปรายอีกแล้ว ผมจะอนุญาตให้อภิปราย ๓ ท่านแล้วก็จะให้ รัฐมนตรีตอบแล้วก็จะขอมตินะครับ เชิญท่านต่อไปครับ คุณหมอเจตน์ ศิรธรานนท์ ครับ

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกก็ได้อภิปรายกันมากมายแล้ว ผมก็ขอกล่าวสั้น ๆ แต่เพียงว่าไซเตส เป็นชื่อย่อของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดของสัตว์ป่า และพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ มีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์ซึ่งทรัพยากรที่มีชีวิตในโลกให้เป็น ประโยชน์ของมนุษยชาติต่อไป อนุสัญญานี้เริ่มจากความคิดที่จะควบคุมการค้าสัตว์ป่า ระหว่างประเทศ เริ่มในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ แต่ว่าในขณะนี้องค์กรไซเตสนี่ใหญ่มาก เพราะว่า ยูเอ็น (UN) เขารับรองแล้วก็มีคณะเลขาธิการไซเตสขึ้นภายใต้ร่มของยูเอ็นหรือไอยูซีเอ็น (IUCN) ตรงนี้ก็แสดงว่าหน่วยงานนี้มีอิทธิพล แล้วก็มีการประชุมซึ่งจะกำหนดการประชุมในครั้งที่ ๑๖ ก็เป็นไปตามที่เพื่อนสมาชิกอภิปรายนั่นละ คือเริ่มตั้งแต่วันที่ ๒-๑๔ มีนาคมปีนี้นะครับ ในการพิจารณาตรงนี้เราก็ได้ผ่านมติกำหนดเห็นชอบกรอบการเจรจาภายใต้ร่างความตกลง ระหว่างรัฐบาลไทยกับสำนักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่า และพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม ปี ๒๕๕๕ ที่ผ่านไป เพราะฉะนั้น ทั้งนี้ จึงเป็นการประชุมเพื่อให้มันครบตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดเอาไว้ในมาตรา ๑๙๐ กรอบการเจรจาตรงนี้เราก็ได้กำหนดไว้เรียบร้อยก็มีเอกสารที่แจกให้เพื่อนสมาชิกนะครับ ซึ่งตรงนี้มันก็กำหนดแล้วก็เสนอจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้กับ ทาง ครม. ๓ ประเด็น

ประการแรก ให้ความเห็นชอบร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับ สำนักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) แล้วก็จะเอาเข้าที่ประชุมในครั้งที่ ๑๖

ประการที่ ๒ นี้ก็คืออนุมัติให้เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวาเป็นผู้ลงนามฝ่ายไทย

ประการที่ ๓ คืออนุมัติในหลักการร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองการประชุม สมัยสามัญภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) ครั้งที่ ๑๖ ในประเทศไทย ก็คือจะออกกฎหมาย

ประเด็นก็คือว่าเราจะต้องออกพระราชบัญญัติฉบับหนึ่งให้สอดคล้องกับ ข้อตกลงระหว่างประเทศ คือไซเตสนี่ซึ่งจะอยู่จากการประชุมในครั้งที่ ๑๖ ในวันที่ ๒-๑๔ มีนาคมนี้เอง ตรงนี้ที่ผมเป็นห่วงอยู่ว่าถ้าหากว่าเราประชุมซึ่งในที่ประชุมก็จะมีการลงมติต่าง ๆ มากมาย แต่ว่ามันก็จะมีอาเจนด้า (Agenda) หรือระเบียบวาระในการประชุมที่ชัดเจนว่า เรื่องอะไรบ้างกำหนดตุ๊กตาไว้ ทีนี้ถ้าหากว่าเมื่อเราประชุมไปแล้วนะครับ กรอบข้อตกลง กรอบการเจรจาก็กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วเราไม่มีสิทธิที่จะบิดพลิ้ว ซึ่งตรงนั้นก็จะนำไปสู่ การออกกฎหมายของรัฐสภาแห่งนี้เพื่อจะให้สอดคล้องกับเอ็มโอยู (MOU) ที่เราเซ็นไว้ ในกรอบข้อตกลงของการประชุมตรงนั้น เมื่อเราดูในรายละเอียดจะเห็นได้ว่าการลงมติ ของสมาชิก ๑๗๕ ประเทศที่มาประชุมนั้นมีความสำคัญ เพราะกำหนดอิเล็กทรอนิกส์ โหวตติ้ง แมชีน (Electronic Voting Machine) คือการที่ลงมติเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ หรืองดออกเสียง จะส่งผลทันที แล้วก็ต้องการความรวดเร็ว มติตรงนั้นก็คงจะเป็นไปตามตุ๊กตาที่เราเสนอ ในรัฐสภาแห่งนี้ ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะมีกรณีที่นอกเหนือนั้นหรือไม่ ก็ต้องการให้ทางรัฐบาล โดยรัฐมนตรีที่มาชี้แจงให้ความมั่นใจเราตรงนี้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างกำหนดไว้ให้เดินไปตามแผน หรือตามกรอบที่เราได้พูดคุยตกลงกันไว้โดยที่ไม่มีสิ่งอื่น เพราะสิ่งนั้นคือสิ่งที่เรากังวลว่า ถ้าหากว่ามันมีข้อตกลงที่ผ่านการประชุมไปแล้ว แล้วเราก็จะไปเขียนกฎหมาย แล้วเราก็จะไป แก้กฎหมาย หรือว่าทางพวกผมเองที่อยู่ทางสมาชิกวุฒิสภาไม่สามารถแก้ไปตามสิ่งที่ เราต้องการได้ เพราะจะถูกกรอบข้อตกลงตรงนี้บีบอยู่เราก็จะทำอะไรไม่ได้ ตรงนั้น เป็นสิ่งที่ผมเป็นห่วงอยู่นะครับ ท่านประธานครับ ผมไม่เป็นห่วงว่าเราจะประชุมครั้งที่ ๑๓ เพิ่งประชุมไปในปี ๒๕๔๗ แล้วครั้งนี้เป็นการประชุมครั้งที่ ๑๖ มันห่างกันตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ ไปจนถึงปี ๒๕๕๖ มันห่างกันเพียง ๙ ปี เพราะเขา ๓ ปีประชุมครั้งหนึ่ง ผมเห็นว่าหน้าที่ ของหน่วยงานหนึ่งของเราก็คือ สสปน. ซึ่งส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ เขามีหน้าที่ ที่หาการประชุมที่มาจัดในประเทศไทยให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ตรงนี้เป็นนโยบายของ รัฐบาลที่ผ่านมาทุกรัฐบาลผมเห็นด้วย เพราะว่ารายได้จากการท่องเที่ยว รายได้จากการประชุม รายได้จากนิทรรศการ เป็นรายได้ที่นำเงินมาจากชาวต่างประเทศ ไม่ว่าจะมาประชุม หรือมาท่องเที่ยว แล้วเม็ดเงินนั้นก็หมุนเวียนอยู่ในประเทศ ฉะนั้นผมยังคิดเองเล่น ๆ ว่า จัดประชุมทุกปีก็ยังได้ ในการประชุมจะมีผู้เข้าร่วมประชุม ๑,๔๐๐ คน ก็จะช่วยให้ เศรษฐกิจเราดีขึ้นอีก นอกเหนือจากผู้เข้าร่วมประชุม ๑,๔๐๐ คน เมื่อรวมกับนักข่าว ก็จะเป็นประมาณ ๑,๗๐๐ คน รวมผู้ติดตามอีกคิดว่าอย่างน้อยก็ ๓,๐๐๐ คน ใน ๓,๐๐๐ คน ที่จะมาใช้มาอยู่ในกรุงเทพฯ หรือจังหวัดข้างเคียงในช่วงเวลาของการประชุม คือวันที่ ๒-๑๔ มีนาคม อาจจะมาก่อน อาจจะกลับหลัง ตรงนี้ก็จะช่วยในเรื่องของการใช้จ่ายเงินแล้วก็ กระตุ้นเศรษฐกิจเป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นผมเองจึงสนับสนุนในเรื่องนี้ แล้วถ้าจะมาคิดว่า ได้หรือเสีย ผมก็คิดว่ามันต้องได้มากกว่าเสีย เพราะเราพ่วงเรื่องอื่น ๆ มาด้วย แม้กระทั่ง เรื่องภาพลักษณ์ของประเทศไทย แต่อย่างไรก็ดีครับท่านประธาน เมื่อผมไปดูรายจ่าย ที่ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ครม. เพื่อขออนุมัติในการจัด การประชุมครั้งนี้ ตัวเลขที่ส่งมาจากไซเตสนะครับ ตัวเลขของเขาก็คือ ๗๒๙,๖๐๑ เหรียญสหรัฐ เพิ่มเติมส่วนต่างระหว่างประเทศไทยกับประเทศสวิตเซอร์แลนด์คิดเป็นเงินไทยคร่าว ๆ ตัวเลขกลม ๆ ก็ประมาณ ๒๒ ล้านบาท ตัวเลขของค่าใช้จ่ายก่อนประชุมของสำนักเลขาธิการไซเตส ๒๔๖,๔๔๑ เหรียญสหรัฐ ตรงนี้คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ ๗.๓๘ ล้านบาท ตัวเลข ๒ ตัวนี้ คือประมาณ ๒๙ เศษ ๆ กลม ๆ ก็คือ ๓๐ ล้านบาท ๓๐ ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายของ องค์กรไซเตสนะครับ ที่เหลือที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมขอไปแล้ว ครม. อนุมัติก็คือ ๒๒๔ ล้านบาท มีรายละเอียดครับท่านประธาน รายละเอียดที่ผมเห็นว่า ตัวเลขน่าสนใจก็คือค่าจ้างจัดประชุม ๑๐๓ ล้านบาท มีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกมากมาย มีโทรศัพท์ซึ่งจะต้องจัดให้ผู้บริหารขององค์กร มีพริ้นเตอร์ (Printer) มีแฟกซ์ (Fax) มีรถประจำตำแหน่ง อะไรต่าง ๆ มากมาย ก็เป็นเรื่องปกติของการจัดประชุม แต่ผมว่า ค่าใช้จ่ายที่ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตั้งเบิกไว้ แล้ว ครม. อนุมัติ ตั้งไป ๒๕๐ ล้านบาท แต่ ครม. อนุมัติมา ๒๒๔.๒ ล้านบาท ผมคิดว่ามากเกินไปนะครับ เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะให้ทางรัฐมนตรีชี้แจงเพิ่มจากตัวเลขที่ท่านมีอยู่ว่าถ้าท่านคิดว่า เหมาะสมก็แล้วไปเพราะว่ามันมีรายละเอียดต่าง ๆ อีกมากมาย ไม่ว่าค่ามัดจำสถานที่ ค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์ ค่าใช้จ่ายเตรียมการ ค่าใช้จ่ายในส่วนของสำนักเลขาธิการ เพิ่มอีก ค่าเช่าสถานที่จิปาถะ ผมเองก็ผ่านการประชุมในระดับชาติมามากพอสมควร อาจจะไม่มากเหมือนกับเพื่อนบางคน แต่ผมเห็นว่าค่าใช้จ่ายอย่างนี้มันมากไป ถึงแม้ว่า จะแลกมากับเงินที่ทางผู้เข้าร่วมประชุมใช้จ่ายไปก็ตามแต่ ผมเห็นว่าถ้าเราจ่ายไปเฉพาะสิ่งที่เหมาะสม มันน่าจะเป็นการดีกว่าที่จะมาใช้จ่าย ที่ผมเห็นว่ามันฟุ่มเฟือยตรงนี้นะครับ

ท่านประธานครับ ในกรณีของการจัดประชุมนี้ผมขออีกประเด็นหนึ่ง เป็นประเด็นสุดท้ายเพื่อไม่ให้เสียเวลาของเพื่อนสมาชิกในที่นี้ก็คือ เรื่องของการเตรียมการ ในการประชุมระดับนานาชาติหรือการประชุมระดับโลก ท่านประธานทราบไหมครับ เขาเตรียมการนานเท่าไร เขาเตรียมการ ๒ ปี ไม่มีน้อยกว่า ๑ ปี แล้วนี่เป็นการประชุม ระดับโลกที่ใหญ่มาก แล้วถ้าหากว่าท่านเตรียมการตั้งแต่กรอบการเจรจาเข้าสภาเมื่อเดือนตุลาคม ปี ๒๕๕๕ ท่านก็มีเวลาไม่เกิน ๖ เดือน น้อยนะครับ แล้วถ้ายิ่งนับจากวันนี้ไปเหลือเวลาอีก ๑ เดือน ตามที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปผมคิดว่าท่านทำงานมาแล้วนะครับ แต่ว่าระยะเวลามันสั้นไป เพราะผมเชื่อว่าอย่างไรก็ตามนิสัยคนไทยทำงานเมื่อจวนตัว เมื่อไฟลนก้น เพราะฉะนั้นผมให้ ตรงนี้ฝากเป็นข้อสังเกตไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าเวลาเตรียมตัวในระดับนานาชาติแล้วเราใช้เวลา เตรียมตัวสั้นเกินไป มันอาจจะทำให้เราสูญเสียสิ่งที่เราควรจะได้จากการจัดประชุม การจัดประชุม เราควรจะมีการประชาสัมพันธ์ไปทั่วโลก แล้วถ้าหากว่าเรามีเวลาแจ้งทั่วโลก ๒ ปี หรือ ๑ ปีขึ้นไป มันก็ย่อมจะเป็นการดีกว่าที่เราจะมีเวลาเพียง ๒-๓ เดือน หรือ ๑ เดือน ตามที่กำหนด ตามเวลา ที่เรามีเพียงแค่นี้ ท่านประธานครับ อย่างไรก็ดีผมเห็นว่าการนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมมาตรา ๑๙๐ เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะผมเห็นว่าทางท่านรัฐมนตรีซึ่งเป็นฝ่ายบริหารจะได้รับฟังจากสมาชิก อะไรที่ท่านเห็นด้วยว่ามันเป็นจุดบอดท่านก็ไปแก้ไขเสีย อะไรที่ท่านเห็นว่าดีแต่เห็นไม่ตรงกับ เพื่อนสมาชิก ท่านไม่ทำตามก็ไม่ได้เป็นอะไร แต่ว่ามันเป็นสิ่งที่จะทำให้เกิดความรอบคอบ ความรอบคอบก็คือการระดมสมองของคนในสภาทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา มันจะทำให้ฝ่ายบริหารท่านรอบคอบ ดีกว่าที่ท่านจะได้ฟังจากข้าราชการประจำฝ่ายเดียว เท่านั้นละครับ ผมเห็นว่ามีประโยชน์และมีความสำคัญเท่านั้น ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ความตกลงระหว่างรัฐบาลไทย กับสำนักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่า ที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ ๑๖ นี้เป็นครั้งที่ ๒ ของประเทศไทย ถือว่าประเทศไทยเป็นประเทศ ที่ได้รับการให้เกียรติและให้ความสำคัญ ท่านประธานครับ เหมาะสมแล้วที่ประเทศไทย จะเป็นศูนย์กลางของพันธุ์พืชหายากและพันธุ์สัตว์หายาก โดยภูมิศาสตร์ประเทศไทย เป็นประเทศร้อนชื้น มีป่าดงดิบ มีพืชพันธุ์ธัญญาหารครบบริบูรณ์ ท่านประธานครับ ปีนี้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยมากเป็นประวัติการณ์ในรอบ ๕ ปี ด้วยฝีมือของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปีนี้คาดว่ารายได้ที่จะเข้าประเทศไทย ร่วม ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ดังนั้นการที่มีการประชุมระดับโลก ผมคิดว่าท่านรัฐมนตรี คงไม่ค่อยห่วงเท่าไรเพราะประเทศไทยเป็นมืออาชีพอยู่แล้ว ประเทศไทยเป็นประเทศที่เคย ประชุมระดับนานาชาติ ระดับโลกมาหลายครั้งไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ท่านประธานครับ ประเทศไทยต้องประกาศความจริงให้โลกนี้ได้ทราบว่าในเมืองไทยเป็นประเทศที่มีพืชพันธุ์ หายากมากที่สุดในโลก ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีพันธุ์สัตว์หายากที่สุดในโลก ไปดูสิครับ วันเสาร์ วันอาทิตย์ไปดูที่สวนจตุจักรมีทุกอย่างท่านประธานครับ มีตั้งแต่บินได้ไปจนถึงอยู่ในใต้ดิน จะไปดูแมงป่อง จะไปดูเต่าที่มีหาง ไปดูที่สวนจตุจักรครับ ดังนั้นเมืองไทยในเรื่องของพืช และสัตว์เป็นประเทศที่เชี่ยวชาญมาก ผมอยากจะให้ท่านประธานบอกไปยังท่านรัฐมนตรีว่า สมควรจะจัดทัวร์ (Tour) จัดทัวร์ไปเลยครับ ประกาศให้โลกรู้ว่าประเทศไทยมีเสือโคร่งมากที่สุดในโลก ไปดูสิครับ ไปดูที่เมืองกาญจน์ ที่วัดก็มี พระก็ยังเลี้ยง ไปดูสวนเสือศรีราชา ไปดูสวนเสือของ ส.ส. มีเสือเป็นร้อย ๆ ตัว เพาะเลี้ยงได้ครับ เสือก็คือแมวตัวโตเท่านั้นเองครับ เสือไม่มีวันที่จะสูญพันธุ์ไปจากโลก ตราบใดที่มีการเลี้ยง ท่านประธานครับ ประเทศไทยติดอันดับ ๑ ใน ๓ ของโลกที่มีจระเข้น้ำจืด มากที่สุด มีการเพาะเลี้ยงมากที่สุด คนธรรมดาก็เลี้ยงได้ ทั่วประเทศไทยเลี้ยงจระเข้ได้หมด ทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล นี่คือธุรกิจ นี่คือเศรษฐกิจตัวใหม่ ไปดูกระเป๋าแอร์เมส ไปดูกระเป๋าชาแนล ถ้าเป็นจระเข้ที่เลี้ยงมาโดยที่ว่ามีโปรแกรมการเลี้ยง ท่านประธานครับ มันกินวันละเท่าไร จะต้องอยู่ในอุณหภูมิเท่าไร ถ้าจระเข้ตัวนี้ถูกมาเป็นกระเป๋าล่ะครับ ราคาเป็นล้านบาท ตัวหนึ่งราคาเป็นล้านบาท ทำไมประเทศไทยจะต้องเสียโอกาสตรงนี้ล่ะครับ ท่านประธานครับ ผมอยากจะมองแง่มุมว่าถ้าจะกลับมาอนุรักษ์ ท่านจะอนุรักษ์อะไร ในเมื่อประชาชนในหมู่บ้าน เป็นหมู่บ้านเลยเลี้ยงจระเข้เพื่อจำหน่าย เพื่อเอาหนัง เพื่อเอาเนื้อ เพื่อการท่องเที่ยว เราต้อง คิดใหม่นะครับท่านประธาน ท่านรัฐมนตรีจะต้องถือโอกาสจัดทัวร์สวนเสือ จัดทัวร์ฟาร์ม เพาะเลี้ยงงู งูสวยงาม งูต่าง ๆ ของประเทศไทย จัดไปชมการเพาะเลี้ยงนกปรอดหัวจุกที่ว่า เป็นสัตว์สงวนนั่นละครับ มีฟาร์มเป็นหมื่น ๆ ฟาร์มในประเทศไทย ไปดูสิครับนกปรอดหัวจุก มันร้องอย่างไร เขาแข่งขันกันอย่างไร เอาไปเลยครับ วันที่ ๒-๑๔ จัดทัวร์พิเศษไปเลยว่าประเทศไทย มีสัตว์หายากและเพาะเลี้ยงได้ ไปดูฟาร์มกวางสิครับ ไปดูปลาบึกที่แม่น้ำโขง ปลาบึกที่เชียงรายครับ ท่านรัฐมนตรี เป็นสัตว์หายากครับ วันนี้ขายทุกวันที่ตลาดเชียงของกิโลกรัมละ ๒๐๐ บาท ไม่มีสูญพันธุ์ครับ ตราบใดที่ราคาแพง คนก็แสวงหาเสาะหาองค์ความรู้เพื่อที่จะมาเพาะ มาเลี้ยง มาขยายพันธุ์ ท่านประธานครับ ในแง่มุมของไม้พะยูง ไม้พะยูงนี่คิดผิดกันทั้งหมด ไม้พะยูงเมื่อก่อนก็เป็นไม้ธรรมดาในประเทศไทย ไม้สักแพงที่สุดในประเทศไทย แต่วันนี้ ไม้ที่แพงที่สุดในประเทศไทยที่เป็นแชมป์ (Champ) ก็คือไม้กฤษณา เพราะเอาไปทำยา ไปทำสมุนไพร รองจากไม้กฤษณาคือไม้พะยูงชั่งกิโลขายวันนี้ ทำไมประเทศไทยจะต้อง เสียโอกาสกับไม้ที่ชั่งกิโลขายละครับ กรมป่าไม้ กรมอุทยาน หรือเอกชน ตอนนี้เพาะกล้าไม้พะยูง เป็นล้าน ๆ กล้า ทำไมครับ เพราะมันแพงครับ ไม่มีปัญหาครับ เพียงแค่ ๑๐ ปีจากนี้ไป ไม้พะยูงจะเต็มประเทศไทยเลยครับ ถามว่าคนไทยทำอะไรไม่ได้บ้างครับ วันนี้ไม้กฤษณา เป็นอุตสาหกรรม เขาเรียกว่าเป็นการเกษตรใหม่ของประเทศไทย มีเทคนิคใช้ตะปูเจาะ ใช้สว่านเจาะเพื่อเอาเนื้อไม้กฤษณาที่ราคาแพง ดังนั้นผมจะกราบเรียนท่านรัฐมนตรีว่า เรื่องของไม้พะยูงต้องไม่อนุรักษ์ ต้องมีการขยายพันธุ์ ต้องเปิด ต้องจำหน่าย ต้องมีการขาย อย่างเสรี ท่านรัฐมนตรีทราบไหมครับต้นจิก จิกทะเลนี่ต้นเท่าไร ต้นเป็นหมื่นครับ ถ้าเส้นผ่าศูนย์กลางแค่ ๑ ฟุต ต้นเป็นแสนครับ ต้นจิกจักรพรรดิต้นเป็นแสนครับ ท่านประธานครับ ต้นสาละลังกาต้นเป็นแสนครับ ดังนั้นไม้หายากในประเทศไทย เป็นแหล่งเพาะพันธุ์คนไทยเก่งมาก ต้องกลับมาดูว่าอันไหนที่มันจะเป็นเศรษฐกิจ อันไหนที่มันเป็นอนาคตของประเทศไทย อันไหนที่จะเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ อันไหนจะเป็น พืชเศรษฐกิจชนิดใหม่เราต้องให้การสนับสนุน และมองนอกกรอบคิดใหม่ทำใหม่ ขอบคุณครับ ท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสุดท้ายครับ ท่านสุธรรม พันธุศักดิ์ ครับ

นายสุธรรม พันธุศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น 🔗

เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สุธรรม พันธุศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมใคร่ออกความเห็น ในเรื่องของร่างความตกลงในระหว่างรัฐบาลไทยกับสำนักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการค้า ระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ที่มีชื่อย่อว่าไซเตส ซึ่งเกี่ยวกับ การประชุมสมัยสามัญภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่า ที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ ๑๖ ที่จะมีการจัดการประชุม ครั้งที่ ๖๓ และ ๖๔ ขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ในระหว่างวันที่ ๒-๑๔ มีนาคม ๒๕๕๖ ท่านประธานที่เคารพ ในประเด็นที่กระผม จะใคร่ขออภิปรายมีอยู่ ๓-๔ ประเด็นที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรี และอยากจะกราบเรียนถึงรายละเอียดว่าเรามีประเด็นอะไรบ้างที่น่าสนใจ ให้กับเพื่อนสมาชิกรัฐสภาได้รับทราบนะครับ

ในประเด็นที่ ๑ นั้นกระผมอยากจะกราบเรียนในเรื่องของรายละเอียด และเงื่อนไขการจัดการประชุมไซเตสที่เราไปรับเขามาตามที่ทางรัฐบาลได้เสนอในเรื่องของ กรอบการเจรจาเบื้องต้นในการประชุมร่วมกันระหว่างรัฐสภาเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ กระผมใคร่ขอกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่า การประชุมไซเตสตามปกตินั้นเป็นการประชุม ก็ไม่ถือว่ายิ่งใหญ่นักเมื่อเปรียบเทียบกับการประชุมในองค์การระดับโลกทั่ว ๆ ไปในเรื่องอื่น เพราะองค์การไซเตสก็อยู่ภายใต้ของสหประชาชาติซึ่งมีสมาชิกประมาณ ๑๖๐ กว่าประเทศ สมาชิกที่จะเข้ามาประชุมในประเทศไทยก็ประมาณ ๓,๐๐๐ คน ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องมากมาย อะไรมากนัก กระผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาว่าในเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เราไปรับเขามา บางเรื่องก็อาจจะเสียเปรียบหลาย ๆ ประการ กระผมขอยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่าแม้แต่พิธีปิด การประชุมที่จะจัดขึ้นในวันสุดท้ายของประชุมก็ยังไปรับเงื่อนไขพิธีนี้จะจัดในวันสุดท้าย ของวันประชุม ประเทศเจ้าภาพควรจะแจ้งชื่อประธานในพิธีที่จะมาปิดการประชุม ให้สำนักเลขาธิการไซเตสทราบเป็นการล่วงหน้านะครับ อันนี้ก็อยากจะยกตัวอย่าง ให้ท่านเห็นว่าเราไปรับเขามาบางเรื่องมันเป็นการรับที่เราพยายามจะเป็นเจ้าภาพ แต่ไม่ได้คำนึงถึงในเรื่องต่าง ๆ ที่ถ้าเราไปเปรียบเทียบที่เขาเสนอให้กับประเทศอื่น ๆ ที่รับเป็นเจ้าภาพนั้นเราเสียเปรียบกว่าเขาหรือไม่ กระผมอยากจะยกตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งก็เป็นเรื่องเล็กแต่ก็ถือว่าถ้าเป็นศักดิ์ศรีก็ไม่ควรจะรับเหมือนกัน เช่นข้อ ๔ การต้อนรับ ของประเทศเจ้าภาพ การต้อนรับไม่ถือว่าเป็นข้อกำหนด แต่ตามประเพณีปฏิบัติ รัฐบาลประเทศเจ้าภาพจะต้องเป็นเจ้าภาพเลี้ยงต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด ทั้งคู่สมรส เจ้าหน้าที่จากสำนักเลขาธิการไซเตส และผู้ปฏิบัติงานที่อยู่เบื้องหลังทุกคน อันนี้ถ้าท่านจะคิดว่า เป็นเรื่องเล็กก็เป็นเรื่องเล็ก แต่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่พูดง่าย ๆ เขามีข้อเสนอให้เรามาก ดีมานด์ (Demand) มากเหลือเกินนะครับ นอกจากนั้นแล้วตามข้อ ๔ หน้า ๔๗ การจัดการประชุมและข้อปฏิบัติด้วยการเงิน ระบุเกี่ยวกับความรับผิดชอบ ต่อค่าใช้จ่ายในการเตรียมการจัดประชุม การเตรียมสถานที่ วัสดุอุปกรณ์และบุคลากร ตามรายละเอียด ข้อกำหนดของการประชุม การรักษาความปลอดภัย ค่าใช้จ่ายของ สำนักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ และค่าขนย้ายวัสดุอุปกรณ์ เป็นต้น

ข้อ ๕ การให้เอกสิทธิ์ความคุ้มกัน กล่าวถึงการดำเนินการให้ความคุ้มครอง แก่ผู้เข้าร่วมประชุม บุคลากรและอาณาบริเวณในการจัดประชุม ให้เอกสิทธิ์บางประการ แก่ผู้เข้าร่วมประชุม เช่น การอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับวีซ่า (Visa) ยกเว้นค่าวีซ่าทั้งหมดเลย ยกเว้นภาษีการนำเข้าของเอกสาร วัสดุอุปกรณ์สำหรับการประชุมการทำงานของสื่อมวลชน

ข้อ ๖ ความรับผิดชอบต่อความเสียหายเป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับการรับผิดชอบ ต่อความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นเกี่ยวกับเรื่องการเรียกร้องที่ต่อต้านสำนักเลขาธิการอนุสัญญา ว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และสถานที่จัดการประชุม การใช้มาตรการป้องกันภัยหรือพูดง่าย ๆ ในระหว่างการประชุม ถ้ามีเหตุการณ์ที่เกิดม็อบ (Mob) ขึ้นมาหรือว่าเกี่ยวกับอะไรทั้งหมดที่ก่อให้เกิดภัยอันตราย แก่ผู้เข้าร่วมประชุมเราต้องรับผิดชอบทั้งหมดเลยนะครับ

ประการต่อไป ผมอยากจะเรียนว่าอย่างนี้ครับ งบประมาณที่จะต้องใช้ในขั้นแรก ซึ่งการประชุมกรอบเจรจาครั้งที่แล้วเราก็ไม่มีรายละเอียดถึงขนาดนี้ แต่ในครั้งนี้ก่อนที่จะ เซ็นสัญญาผมก็ได้ไปค้นพบว่าไซเตส ถ้าเราไม่ไปรับเขามาและเราส่งเจ้าหน้าที่ไปประชุม ที่นครเจนีวา การประชุมที่นครเจนีวาจะต้องเสียประมาณ ๒,๘๐๐,๐๐๐ เหรียญ ก็ประมาณสัก ๑๒๐ ล้านบาท แต่ถ้าจัดที่กรุงเทพฯ รวมค่าใช้จ่ายสำหรับพนักงานหรือว่าเจ้าหน้าที่ของเรา ประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ก็ประมาณสัก ๓๐ ล้านบาทในปัจจุบัน แต่อยากจะกราบเรียน อย่างนี้นะครับ เพื่อนสมาชิกบางท่านก็ได้พูดไปแล้วว่างบประมาณที่ได้รับอนุมัติที่น่าสังเกตนะครับ งบประมาณทั้งหมด ๒๒๔ ล้านบาท แต่เป็นค่าจ้างเหมาบริษัทเอกชนที่เชี่ยวชาญด้านการจัดประชุม นานาชาติ ๑๒๘,๗๕๐,๐๐๐ บาท ซึ่งมีค่าจ้างจัดการประชุม ๑๐๓,๗๕๐,๐๐๐ บาท ก็เป็นงบประมาณที่ก้อนโตพอสมควรนะครับ ค่าจ้างการจัดการประชุม นอกจากนั้นผมคิดว่า เรื่องต่าง ๆ ที่ผมอยากจะให้ท่านพิจารณาเปรียบเทียบว่าเราจะเสียเปรียบไซเตสหรือไม่นะครับ ก็เป็นเรื่องค่าใช้จ่ายในส่วนของสำนักเลขาธิการไซเตส ตามความตกลงทั้งหมด ๓๑ ล้านบาท ก็อยากจะเรียนอย่างนี้นะครับ ค่าดำเนินงานของสำนักเลขาธิการไซเตสซึ่งเราจะต้องออกให้เขาหมด ๗,๐๐๐,๐๐๐ บาท ค่าที่พัก ตั๋วเครื่องบินและอื่น ๆ ที่เจ้าหน้าที่ไซเตสจะเข้ามาประชุมกับเรา เราต้องจ่ายอีก ๑๘ ล้านบาท ค่าตั๋วเครื่องบินส่วนมากเขาจะมาบิซิเนส คลาส (Business class) ผมอยากจะเรียนอย่างนี้นะครับ องค์การไซเตสเป็นองค์การภายใต้สหประชาชาติ ซึ่งองค์การสหประชาชาติหรือองค์การไซเตสเก็บค่าสมาชิกจากประเทศที่เป็นสมาชิกภาคี ไว้เรียบร้อยแล้ว ค่าใช้จ่ายบางเรื่องที่ไซเตสจะต้องออกเองก็ผลักภาระมาให้ประเทศเจ้าภาพ เป็นผู้จ่ายนะครับ ก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาว่าการพิจารณาของมาตรา ๑๙๐ ที่เป็นประโยชน์ก็จะให้เพื่อนสมาชิกได้รับทราบนะครับ

ทีนี้อีกประการหนึ่งนะครับ ผลที่ได้รับที่ผมอยากจะอภิปราย ผลที่ได้รับ ที่ประเทศไทยเราไปเป็นเจ้าภาพที่รับการจัดประชุมนะครับ

ข้อ ๑ ข้อเสนอที่ประเทศไทยเป็นผู้เสนอ อาจจะได้รับการพิจารณาให้ความเห็นชอบ ในโอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ อาจจะนะครับ ไม่ใช่ว่าแน่นอนเสมอไป เช่น การเสนอไม้พะยูง เข้าเป็นชนิดพันธุ์ในบัญชี ๒ ที่จะช่วยป้องกันการลอบค้าไม้พะยูงระหว่างประเทศ อันนี้ เพื่อนสมาชิกหลายท่านก็ได้พูดไปแล้วว่ามันเป็นปัญหาของเราเองภายในประเทศว่าเรื่องไม้พะยูง กำลังจะหมดป่า เพราะว่ามีการลักลอบขนไม้พะยูงไปทางเขมรแล้วก็ส่งต่อไปยังประเทศจีน เรื่องที่ ๒ จะปรับลดบัญชีของจระเข้น้ำจืดและจระเข้น้ำเค็มจากบัญชี ๑ เป็นบัญชี ๒ อันนี้ก็เพื่อจะช่วยลดในการส่งออก ข้อจำกัดในการผลิตหนังจระเข้เป็นผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง ก็ทำให้มูลค่าส่งออกได้มากเพิ่มขึ้น ก็อาจจะนะครับ นี่ข้อที่ ๑ ที่จะได้รับ

ข้อที่ ๒ ทำให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ได้เข้าใจ กระบวนการและดำเนินการของอนุสัญญาในการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ป่าและพืชป่า ผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศในการควบคุมการค้าสัตว์ป่าและพืชป่ามากยิ่งขึ้น ทำให้เกิด ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ในการควบคุมนำเข้า ส่งออกสินค้าประเภทที่เป็นสัตว์ป่า รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่ทำจากซากของสัตว์ป่าและพืชป่าให้มีประสิทธิภาพไม่ให้ประเทศไทย ถูกกล่าวหาว่าเป็นแหล่งค้าสัตว์ป่าและพืชป่าที่ผิดกฎหมายจากนานาชาติ อันนี้ก็ไม่แน่เสมอไปว่า จะทำให้หน่วยงานภาครัฐ หรือภาคเอกชน และภาคประชาชน ได้เข้าใจนะครับ เพราะว่า อย่างไรก็ตามการค้าสัตว์ป่ามันเป็นเรื่องที่ทุกประเทศก็ลักลอบทำกันเป็นของปกติอยู่แล้วนะครับ

ข้อสุดท้าย ผมอยากจะเรียนว่าอย่างนี้นะครับ เป็นการประชาสัมพันธ์ เขาบอกว่าอย่างนี้ เป็นการประชาสัมพันธ์ประเทศไทยและกระตุ้นเศรษฐกิจจากการประชุม และการท่องเที่ยวผ่านการเป็นเจ้าภาพการประชุมระหว่างประเทศ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุม ประมาณ ๓,๐๐๐ คน ตลอดช่วงระยะเวลา ๓ สัปดาห์ กระผมอยากจะเรียนอย่างนี้ว่า ๓,๐๐๐ คนไม่ได้เกิดประโยชน์กับการท่องเที่ยวเลย การท่องเที่ยวในประเทศไทยไม่จำเป็นต้องมี การจัดการประชุมอย่างนี้นะครับ ผมคิดว่าในขณะนี้การท่องเที่ยวประเทศไทยเรามีนักท่องเที่ยว เข้ามามากมายเหลือเกิน แล้วที่รัฐบาลได้ตั้งเป้าไว้ ๒.๒ ล้านล้านบาทก็อาจจะเป็นไปได้นะครับ เพราะว่าในขณะนี้เองนักท่องเที่ยวเข้ามามากมาย ไม่จำเป็นต้องใช้การประชุมอันนี้มาเพื่อจะ ส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศละครับ ทีนี้ผมอยากจะเรียนว่าอย่างนี้นะครับ ประเทศของเรา ในเรื่องของการท่องเที่ยวนั้นตอนนี้รายได้มามากมายมหาศาลเหลือเกิน เราขออย่างเดียว ขอให้ประเทศเราสงบ นอกนั้นไม่ต้องทำอะไรเลยเพราะว่าประเทศไทยการท่องเที่ยว มันเป็นเรื่องของต่างประเทศที่รู้ว่าการมาเที่ยวประเทศไทยได้รับความคุ้มค่าทางการเงิน

ในเรื่องสุดท้าย ที่ผมอยากจะอภิปรายนั้น ก็อยากจะเรียนถึงว่ามีข้อสังเกต ของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่มีข้อสังเกตเนื่องจากข้อ ๖ วรรคสามของร่างความตกลง นี่เรื่องรายละเอียดของสัญญาที่จะไปทำการตกลงในการประชุมนะครับ ได้กำหนดให้ใช้วิธี อนุญาโตตุลาการในการระงับข้อพิพาทระหว่างคู่ภาคี ซึ่งหากเป็นกรณีที่มีความจำเป็น และเป็นข้อเรียกร้องของคู่สัญญาอีกฝ่ายที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้นะครับ คณะรัฐมนตรี ก็สามารถอนุมัติให้ใช้ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการดังกล่าวตามมติของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๒ ในเรื่องนี้ผมอยากจะใคร่ขอกราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการที่จะไปเซ็นสัญญา อันนี้ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศเราด้วยว่าการที่จะสามารถอนุมัติให้ใช้ข้อสัญญา อนุญาโตตุลาการตามมติของคณะรัฐมนตรี มันจะเป็นการเสียเปรียบหรือไม่ในเรื่องบางอย่าง ที่เราจะต้องไปเซ็นสัญญากับเขานะครับ ก็อยากจะกราบเรียนว่าในเมื่อทางรัฐบาลได้ไปรับ เป็นเจ้าภาพแล้วก็คงจะต้องผ่านไปอย่างนั้นนะครับ แต่อยากกราบเรียนว่าในปี ๒๕๔๗ เราก็ไปรับเขามา คือการประชุมไซเตส ๓ ปีจัดครั้งหนึ่ง ในปี ๒๕๕๐ แล้วนี่ปี ๒๕๕๔ ก็ไปรับ เขามาอีกนะครับ คือเราไปรับ ๑๖๗ ประเทศลองคิดดูว่าที่จริงความถี่ของการรับเป็นเจ้าภาพ รู้สึกว่ามันจะมากไป ซึ่งที่จริงในเรื่องของการประชุมร่วมกันอย่างนี้เราควรจะเว้นประมาณ สัก ๑๐ ปีหรือ ๑๕ ปีเป็นอย่างน้อยนะครับ เพราะว่าสมาชิกอื่น ๆ เขาก็อยากจะเป็นเจ้าภาพ แล้วในเมื่อเราคิดว่าในผลประโยชน์ที่เราได้รับ ผมคิดว่ามันก็ไม่ได้คุ้มค่าอะไรมากมายนัก แล้วเราก็ไปรับเพราะว่าเราอยากจะเป็นเจ้าภาพ ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ในการรับเป็น เจ้าภาพของการประชุมทุก ๆ หน่วยงานของรัฐบาล เราอยากจะเป็นเจ้าภาพเหลือเกิน แต่ไม่ทราบว่าการเป็นเจ้าภาพมันจะคุ้มค่าอะไรหรือเปล่า เพราะว่าการใช้งบประมาณ ในเรื่องนี้เป็นเรื่องง่าย ที่ผมยกตัวอย่างออกมาแล้วในเรื่องการเขาเรียกใช้ออร์กาไนเซอร์ (Organizer) หรือผู้จัดการประชุมนี่มันเป็นเรื่องง่าย แล้วมันเป็นเงินก้อนโต ผมอยากจะฝาก ท่านประธานรัฐสภาไปถึงท่านรัฐมนตรีให้ระวังในเรื่องของการจัดจ้างออร์กาไนเซอร์ เพราะว่าในเรื่องนี้งบประมาณอันนี้เป็นงบประมาณที่ได้มาจากภาษีของประชาชน ก็อยากจะเรียน ให้ท่านทราบว่าควรจะระมัดระวัง เพราะออร์กาไนเซอร์ตอนนี้มันเป็นอาชีพที่ทุกคน ทำกันมากที่สุด และหน่วยงานของรัฐก็ใช้กันมากที่สุด เพราะไม่ได้จัดการประชุมเอง ใช้วิธี การจัดออร์กาไนเซอร์ง่าย ๆ แล้วก็บางครั้งอาจจะมีผลประโยชน์ตามมา อยากจะกราบเรียน แล้วก็อยากจะอภิปรายว่าผมก็มีความเห็นอย่างนี้ในเรื่องของการจัดการประชุมไซเตส ในประเทศไทย ขอขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

หมดผู้อภิปรายนะครับ ท่านชูวิทย์มีอะไรครับ ความจริงแล้วผมได้แจ้งแล้วว่า ๓ ท่านสุดท้าย ท่านมีอะไรครับ ท่านชูวิทย์ครับ

นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ เมื่อสักครู่มีเพื่อนสมาชิกได้บอกว่า มี ส.ส. ที่เลี้ยงสัตว์ป่าอยู่ ที่เพื่อน ๆ รู้จักก็คือ ส.ส. ชูวิทย์ (กุ่ย) พิทักษ์พรพัลลภ ที่เลี้ยงเสือ มากที่สุดกว่าใคร ๆ แล้วก็ผมมีประเด็นอยากจะฝากท่านรัฐมนตรีนิดเดียวครับ ขอเวลา ท่านประธานสัก ๕ นาที

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสั้น ๆ นะครับ เชิญเลยครับ อนุญาตพิเศษครับ เชิญครับ

นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ จังหวัดอุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย เขต ๗ เรื่องร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับสำนักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการค้า ระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์หรือไซเตส ที่จะมีการประชุม ที่ประเทศไทย ผมเฝ้ารอมานานว่าเมื่อไรจะมาประชุมที่บ้านเราสักที เพราะว่าไซเตสนี่เอาเปรียบเรา มานานแล้วครับ อยากจะให้มาประชุมที่ประเทศไทย แล้วอยากให้มาดูว่าประเทศไทย มีความอุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางธรรมชาติ มีอาหารดี มีอากาศดีที่คนมาเที่ยว เยอะแยะนี่นะครับ วันนี้รัฐบาลของ ฯพณฯ ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนสัตว์ป่าในประเทศไทย ที่มีประชาชนเลี้ยงอยู่ในปี ๒๕๔๗ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ราย ผมก็คือ ๑ ใน ๑,๐๐๐,๐๐๐ รายครับ แล้วในขณะนี้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนให้จริง ๆ จัง ๆ ผมอยากให้ขึ้นทะเบียนสัตว์ป่าอย่างจริงจังแล้ว ๒. เมื่อขึ้นทะเบียนสัตว์ป่าอย่างจริงจังแล้วนะครับ ก็อยากส่งเสริมการเลี้ยงให้ถูกกฎหมายครับ เมื่อเราเลี้ยงถูกกฎหมายแล้วนะครับ วันนี้หมูป่า แต่ก่อนก็บอกว่าเป็นสัตว์ป่า วันนี้หมูป่าเลี้ยงเต็มไปหมด จนมีข่าวออกหน้าหนังสือพิมพ์ว่า มีหมูป่าอยู่ตรงพระประแดง คนก็ไปให้อาหารเยอะแยะเลย วันนี้เชือดหมูป่าไม่มีใครถามหรอกว่าเป็นหมูป่า ชื่อมันหมูป่าแต่ว่ามันเกิดอยู่ที่บ้านแล้วนะครับ จระเข้เหลือตัวเดียวมาเพาะเลี้ยงวันนี้จนมีจระเข้น้ำจืดมากที่สุดในโลกเลยก็คือประเทศไทย เมื่อเราขึ้นทะเบียนสัตว์ป่าแล้วส่งเสริมการเลี้ยงให้ถูกกฎหมายแล้วก็มาส่งเสริมการขึ้นทะเบียน ให้กับผู้เลี้ยง เมื่อเราเลี้ยงถูกกฎหมายเราสามารถส่งออกได้ ท่านประธานครับ วันนี้มีคนไทย ที่ไปซื้อสัตว์จากต่างประเทศเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นนกแก้วมาคอร์ที่มีราคาแพง ๆ ตัวหนึ่งเป็นล้านบาท แต่ซื้อเข้ามาแล้วสมมุติว่าซื้อมา ๑๐ ตัว ก็มีชาวบ้านสนใจไปซื้อมาต่อแต่ไม่สามารถที่จะโอน ตัวนกมาได้ เอาตัวนกมาให้แต่ทะเบียนยังไม่โอน พอออกลูกเสร็จแล้วพอมันออกไข่ก็ไม่สามารถ ที่จะขายไปต่างประเทศได้เพราะคนซื้อเข้ามาคนแรกไม่ยอมลดจำนวนตัวนกที่ซื้อมา วันนี้ ท่านทราบไหมครับว่าการที่ต่างประเทศมาซื้อสัตว์ป่าของเรา ซึ่งสัตว์ป่าในวันนี้มีแบบที่เลี้ยง โดยถูกกฎหมายกับเลี้ยงที่ไม่ถูกกฎหมาย ผมอยากจะทำให้ถูกกฎหมายเสีย เมื่อเราทำถูกกฎหมาย แล้วจะเป็นรายได้มหาศาล วันนี้ที่ตลาดนัดจตุจักรมีการจำหน่ายนกหรือสัตว์เลี้ยงที่ถูกกฎหมาย และไม่ถูกกฎหมายด้วย อาทิตย์หนึ่งวันเสาร์ ๑๐ ล้านบาท วันอาทิตย์ ๑๐ ล้านบาท เดือนหนึ่ง ๔ อาทิตย์ ๘๐ ล้านบาท ปีหนึ่งเป็นพันล้านบาท ถ้าเราส่งเสริมดี ๆ นกขุนทองตัวหนึ่ง ๕๐๐,๐๐๐ บาท วันนี้ผมเพาะเลี้ยงเสือจาก ๒ ตัววันนี้มีมากมายครับ เราส่งเสริมการเลี้ยง เมื่อเราเลี้ยงแล้วเราจะไปทำอะไร เมื่อมีมาก ๆ ก็ส่งเสริมการท่องเที่ยว วันนี้ชาวต่างประเทศ รู้จักจังหวัดเชียงใหม่เพราะมีคุ้มเสือแม่ริมให้นักท่องเที่ยวไปกอดไปอุ้มเสือได้ ซึ่งเราบอกว่า เสือมันอันตรายแต่เรามาทำให้เขาน่ารัก เรามาส่งเสริมให้ถูกกฎหมาย เรามาส่งเสริม การท่องเที่ยวครับ วันนี้มีเด็กนักเรียนจากประเทศอังกฤษต้องจองทุกเดือนกันยายน ปีละ ๑๐,๐๐๐ คนเพื่อจะมาเที่ยวประเทศไทย ที่จะมาเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่แล้วจะไปเล่นกับเสือ จึงอยากกราบเรียนท่านประธานว่า วันนี้เมื่อมีการประชุมที่ประเทศไทยแล้วก็อยากจะให้ เขาไปดูงานที่บ้านเรา ไปดูการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงนกแก้วมาคอร์ของอดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยมีเป็นร้อย ๆ ตัว ไปดูการเพาะเลี้ยงเสือ ไปดูการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าต่าง ๆ ที่เราเลี้ยงอยู่ในวันนี้ ให้ไซเตสมาดูว่าเมื่อมีจาก ๑ ตัว เป็น ๑๐ ตัว จาก ๑๐ ตัว เป็น ๑๐๐ ตัว จาก ๑๐๐ ตัว เป็น ๑,๐๐๐ ตัว จาก ๑,๐๐๐ ตัว เป็น ๑๐,๐๐๐ ตัว ผมเชื่อว่าไม่มีวันสูญพันธุ์ แน่นอน ใครที่มีรัฐบาลก็ติดเครื่องหมาย นกกรงหัวจุกก็ติดห่วงขาจะเก็บกี่บาทก็ว่าไป กวางจะทำอย่างไร ก็ติดไมโครชิพ (Microchip) ทุกตัวมีไมรโครชิพหมดไม่สามารถที่จะ ลักลอบได้เราก็ขายได้ วันนี้นกเอาไปไม่ได้เขาซื้อไข่ นกแก้วมาคอร์ตัวละ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ซื้อไข่ฟองละ ๑๐๐,๐๐๐ บาทครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านชูวิทย์ครับ เอาเรื่อง ที่เกี่ยวกับไซเตสครับ

นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

ถ้าอย่างนั้นก็จบแค่นี้ ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

หมดผู้อภิปรายแล้วนะครับ ผมปิดการอภิปรายแล้ว เชิญท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงครับ

นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในนามคณะรัฐมนตรี ก็ต้องขอตอบคำถามของเพื่อนสมาชิกที่ได้ตั้งคำถามหลายประเด็น ผมเองก็อยากจะขออนุญาตกราบเรียนตอบเป็นภาพรวม

ในส่วนที่ท่านสมาชิกทั้งหลายได้ถามว่าเกี่ยวกับการประชุมครั้งนี้ ซึ่งมีการประชาสัมพันธ์อย่างไร คือการเตรียมความพร้อมก็อยากจะเรียนว่า ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเราได้มีการลงเว็บไซต์ (Web site) ในการประชาสัมพันธ์คู่ขนานกันไปตั้งแต่เริ่มต้นที่เรารู้ว่าจะมีการประชุม แต่อย่างไรก็ตาม เราลงเว็บไซต์แล้วถ้าเราได้รับความเห็นชอบจากสภาแห่งนี้ส่วนทางด้านการประชาสัมพันธ์ ในด้านทีวีก็ดี ในด้านป้ายโฆษณาก็ดี เราก็จะติดตามมาเพราะเราจะต้องได้รับความเห็นชอบ จากรัฐสภาของเราแห่งนี้เสียก่อนคือในส่วนนี้

อีกส่วนหนึ่งที่สมาชิกหลายท่านได้กังวลเกี่ยวกับข่าวว่ามีไม้ของกลางก็ดี จะเป็นไม้พะยูงก็ดี หรือเป็นไม้ของกลางชนิดอื่น ๆ ก็ดี ที่ทางกรมป่าไม้ก็ดี หรือกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช หรือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ยึดมาเป็นของกลาง แล้วจะมีการประกวดหรือมีการประมูลขายนั้น ก็อยากจะกราบเรียนว่าข้อมูลที่ตรงนั้นยังไม่เป็นข้อมูลที่แท้จริงนะครับ ผมอยากจะเรียน ข้อมูลที่แท้จริง ผมเองนั้นอยากจะเรียนเพื่อนสมาชิกทั้งหลายว่า ไม้ของกลางที่ยึดมาทั้งหมด ถือว่าเป็นของกลางหรือถือว่าเป็นของหลวงจะยังไม่มีการประมูลใด ๆ ทั้งสิ้น ก็อยากจะเรียน ให้เพื่อนสมาชิกได้สบายใจว่าไม้ของกลางที่จะไปทำได้นั้นจะต้องได้รับการอนุมัติจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมซึ่งกำกับดูแลอยู่ ส่วนที่จะไป ดำเนินการอย่างไรนั้นอาจจะไปบำรุงสาธารณูปโภคต่าง ๆ นั้นก็ต้องได้รับความเห็นชอบก่อน ก็อยากจะเรียนให้เพื่อนสมาชิกได้สบายใจ และอีกส่วนหนึ่งเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการจัดประชุมครั้งนี้ มีเพื่อนสมาชิกทั้งหลายได้เป็นห่วงเป็นใย ก็อยากจะกราบเรียนว่าในส่วนเงินที่จะมีการจัด ประชุมไซเตสครั้งนี้ใช้งบประมาณ ปี ๒๕๕๖ เป็นเงิน ๑๙๕.๕ ล้านบาท โดยแบ่งเป็นค่าจ้าง ผู้เชี่ยวชาญจัดการประชุม แล้วก็จัดหาวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ประมาณ ๑๐๓ ล้านบาท ค่าเช่าสถานที่ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ๓๔ ล้านบาท และค่าประชาสัมพันธ์ ๒๔.๕ ล้านบาท และค่ารักษาความปลอดภัยด้านการจราจรอีก ๑๐ ล้านบาท และค่าบริการสำนักงานจัดประชุม คอป ๑๖ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท แล้วก็ค่าใช้จ่ายสำหรับสำนักเลขาธิการไซเตสอีก ๒๓ ล้านบาท รวมแล้ว ๑๙๕.๕ ล้านบาท ซึ่งจะมีรูปคณะกรรมการในการที่จะดูเงินตรงนี้ ก็อยากจะเรียน ให้เพื่อนสมาชิกได้สบายใจ ส่วนประเด็นที่เพื่อนสมาชิกทั้งหลายที่ได้ให้ข้อเสนอแนะหรือได้ให้ ข้อท้วงติง ก็อยากจะกราบเรียนว่าทางคณะรัฐมนตรีเองโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมครั้งนี้ ก็อยากจะเรียนเพื่อนสมาชิกได้สบายใจว่า ทางเราเองก็จะได้รับฟังปัญหาของพวกท่านทั้งหลายที่ได้เสนอแนะและให้ข้อท้วงติง เพื่อเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลและต่อประเทศไทยนะครับ ก็พร้อมที่จะรับฟังข้อเสนอ ข้อติติง นำไปเป็นการที่จะไปร่วมประชุมในครั้งนี้ ก็ต้องขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกทั้งหลายที่ได้ให้ข้อท้วงติง ในครั้งนี้ และข้อเสนอแนะในครั้งนี้ ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณไว้ในโอกาสนี้ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ เป็นกรอบที่ ๒๓ ซึ่งท่านสมาชิกอภิปรายและท่านรัฐมนตรีก็ได้ชี้แจงนะครับ ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่า จะให้ความเห็นชอบร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับสำนักงานเลขาธิการอนุสัญญาว่า ด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) เกี่ยวกับ การประชุมสมัยสามัญภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่า ที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) ครั้งที่ ๑๖ และการประชุมคณะกรรมาธิการ ครั้งที่ ๖๓ และ ๖๔ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย วันที่ ๒-๑๔ มีนาคม ๒๕๕๖ ก่อนที่จะลงมติ ผมจะขอตรวจสอบ องค์ประชุมก่อนนะครับ เชิญท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุม เชิญเข้าห้องประชุมครับ

(นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

เชิญท่านสมาชิก เข้าห้องประชุมนะครับ เพราะต่อไปจะเป็นการลงมติให้ความเห็นชอบในกรอบที่ ๒๓ นะครับ เมื่อท่านเข้ามาแล้วขอความกรุณาทุกท่านได้แสดงตนเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนที่จะ ลงมติต่อไป เชิญแสดงตนครับ มีท่านใดยังไม่แสดงตนไหมครับ เชิญสมาชิกเข้าห้องประชุมครับ เมื่อท่านเข้ามาแล้วก่อนจะลงมติผมจะขอตรวจสอบองค์ประชุมโดยท่านแสดงตนก่อนครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

เมื่อทุกท่านแสดงตนเรียบร้อย ผมจะใช้เวลาอีกสักพัก ทุกท่านแสดงตนเรียบร้อยนะครับ ขอบคุณด้วยความรวดเร็วนะครับ เมื่อแสดงตนเรียบร้อยแล้วส่งผลการแสดงตนครับ สมาชิกแสดงตนทั้งสิ้น ๓๕๘ ท่าน เป็นอันครบองค์ประชุมนะครับ

ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมนะครับ ขอเชิญท่านใช้สิทธินะครับ ถ้าท่านเห็นชอบ กับกรอบเจรจาตามกรอบที่ ๒๓ นี้ ถ้าผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่านผู้ใด ไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้าท่านผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงท่านกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญลงมติทุกท่านรับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

ท่านผู้ใดยังไม่ลงมติ และประสงค์จะลงมติครับ ถ้าผมสั่งยุติการลงมติท่านจะขออีกไม่ได้นะครับ ท่านผู้ใดที่ยัง ไม่ลงมติและประสงค์จะลงมติครับ เมื่อลงมติเรียบร้อยทุกท่านนะครับ ปิดการลงมติ ส่งผลได้ครับ สมาชิกทั้งสิ้น ๔๔๕ ท่าน เห็นชอบกับกรอบร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลไทย กับสำนักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่า ที่ใกล้สูญพันธุ์ ๔๓๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๓ ท่าน งดออกเสียง ๓ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๑ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบนะครับ ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ

ต่อไปจะเป็นการพิจารณาในกรอบที่ ๒๕ กรอบการเจรจาการจัดทำข้อตกลง เป็นหุ้นส่วนด้วยความสมัครใจ (Voluntary Partnership Agreement : VPA) ในการบังคับใช้ กฎหมายป่าไม้ ธรรมาภิบาล และการค้า (FLEGT) ระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรป (EU) (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)

เชิญท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงต่อที่ประชุมครับ

นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในนามคณะรัฐมนตรี ขอเสนอเรื่องกรอบการเจรจาการจัดทำข้อตกลงเป็นหุ้นส่วน ด้วยความสมัครใจ (Voluntary Partnership Agreement : VPA) ในการบังคับใช้กฎหมายป่าไม้ ธรรมาภิบาล และการค้า (FLEGT) ระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรป (EU) กรอบการเจรจา ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเจรจาจัดทำข้อตกลงเป็นหุ้นส่วนด้วยความสมัครใจระหว่าง ประเทศไทยกับสหภาพยุโรป ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทยที่จะส่งออกไม้ ไปยังตลาดของสหภาพยุโรปตามระเบียบอียู (EU) ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๖ ที่กำหนดให้ผู้นำเข้าสินค้าไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ของยุโรปมีหน้าที่ต้องตรวจสอบความถูกต้อง ตามกฎหมายของสินค้าไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ที่นำเข้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย ที่จะส่งไม้และผลิตภัณฑ์ไปยังตลาดอียู และยังส่งผลผูกพันงบประมาณของรัฐในการจัดทำระบบการตรวจสอบและจัดตั้งหน่วยงาน ออกใบรับรอง นอกจากนั้นประเทศไทยมีการแก้ไข พ.ร.บ. สวนป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ เพื่อให้สอดรับ และเป็นส่วนหนึ่งของระบบ และเป็นส่วนสำคัญของการเจรจาข้อตกลงดังกล่าว จึงเข้าข่าย หนังสือสัญญาตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่คณะรัฐมนตรีจะต้องเสนอกรอบการเจรจาให้รัฐสภา พิจารณาให้ความเห็นชอบ จึงเรียนมา เพื่อโปรดพิจารณาครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

มีสมาชิกท่านใดประสงค์ จะอภิปรายไหมครับ ท่านกรุณายกมือขึ้นนะครับ ท่านครับ เมื่อกรอบที่แล้วมีสมาชิกอภิปราย ใช้เวลาทั้งหมด ๑ ชั่วโมง ๑๗ นาที ผมเฉลี่ยแล้วก็คือท่านละ ๗ นาที เพราะฉะนั้นผมขอหารือ ที่ประชุม ขอกำหนดเวลาท่านละ ๗ นาทีได้ไหมครับ ถ้าไม่ขัดข้องผมจะเริ่มที่ท่านนริศ ก่อนเลยนะครับ ขอให้เจ้าหน้าที่ตั้งเวลาท่านละ ๗ นาที และท่านสมาชิกท่านใดจะประสงค์ อภิปรายมาแจ้งได้ที่ตรงด้านหน้า เชิญครับ

นายนริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตได้อภิปรายกรอบการเจรจาการจัดทำข้อตกลง เป็นหุ้นส่วนด้วยความสมัครใจ (Voluntary Partnership Agreement : VPA) ในการบังคับใช้ กฎหมายป่าไม้ ธรรมาภิบาล และการค้า (FLEGT) ระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้กรอบในการเจรจาทั้งหมดกระผมเห็นด้วยที่จะให้รัฐบาลไปเจรจา แต่ว่า จะมีปัญหาในรายละเอียดบ้างบางประการที่เป็นความห่วงใยที่กระผมขออนุญาตที่จะอภิปราย เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับรัฐมนตรีและผู้เจรจากับอียู กราบเรียนท่านประธานว่าประเทศเรามันมีปัญหา เรื่องที่ดิน ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับแหล่งที่มาของไม้และผลิตภัณฑ์ เพราะว่าการที่ต้องรับรองกับอียู มันต้องรับรองแหล่งที่มาของไม้และของผลิตภัณฑ์ ประเทศไทยมีรูปแบบที่ดินที่หลากหลายมาก มีทั้งป่าสงวนแห่งชาติ มีทั้งอุทยานแห่งชาติ มีทั้งเขตรักษาพันธุ์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า ที่สาธารณประโยชน์ ทุ่งสงวนเลี้ยงสัตว์ ส.ป.ก. และที่เอกสารสิทธิ ซึ่งเราอธิบายกับอียู อธิบายกับต่างชาตินี่ยากมากครับว่าไม้ของเรานี่มาจากที่ดินแบบไหน อย่าว่าต้องอธิบาย กับชาวต่างชาติเลย กับอียูเลย เราอธิบายกันในประเทศไทยนี่ก็มีปัญหานะครับ เขาไม่รู้เรื่องที่ดินเรา มันมีหลายประเภทหลายแบบมากเกินไป ในบางประเทศมันมีแค่ ๒ แบบ

๑. ที่หลวงกับที่เอกชน ไม่ใช่ที่หลวงเป็นที่เอกชน รังวัดเฉพาะที่หลวง ที่เหลือเป็นเอกชน หรือรังวัดไว้เฉพาะที่เอกชนที่เหลือเป็นที่หลวง แต่ของเรานี่มันมี ๗-๘ รูปแบบ ซึ่งผู้ไปเจรจาจะต้องใช้ความพยายาม ใช้ความรู้ใช้ความสามารถเป็นอย่างยิ่ง ในการไปเจรจาถึงแหล่งที่มาของไม้และผลิตภัณฑ์ไม้จากประเทศไทย และไม่เพียงเท่านั้นนะครับ ไม้เองประเทศไทยก็มีหลายแบบอีก มีหลายกฎหมายขึ้นมารองรับไม้ อย่างน้อยที่สุดไม้หวงห้าม ประเภท ก มีถึง ๑๕๘ ชนิด การทำไม้ประเภท ก ได้ต้องได้รับสัมปทานจากรัฐ ซึ่งขณะนี้ ประเทศไทยก็ไม่มีสัมปทานจากรัฐ

๒. ไม้หวงห้ามประเภท ข มี ๑๘ ชนิด ซึ่งหากมีการขออนุญาตทำไม้ต้องถือว่า เป็นไม้อนุญาตโดยรัฐมนตรีเป็นกรณีพิเศษเท่านั้นมี ๑๓ ชนิด กับไม้นอกประเภทหวงห้าม ผมคิดว่าการเจรจาของคณะเจรจาเรื่องไม้หวงห้ามประเภท ก ในประเทศไทยไม่มีปัญหา เท่าไรครับ ต่างชาติเขาเข้าใจได้ อียูนี่เข้าใจได้ว่าไม้หวงห้ามประเภท ก นี่เป็นอะไร รวมทั้ง ไม้หวงห้ามประเภท ข ๒ กลุ่มนี้รวมกันเป็นไม้หวงห้ามอียูเข้าใจได้ ตลาดต่างประเทศเข้าใจได้ แต่ว่าไม้นอกประเภทหวงห้ามนี่นะครับ โดยเฉพาะไม้ยางพารา ในประเทศไทยไม้ยางพาราเป็นไม้นอกประเภทหวงห้าม ไม่หวงห้าม ไม่เป็นประเภท ก ไม่เป็นประเภท ข แต่ว่าไม้ยางพาราในประเทศไทย ๖,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ เกือบครึ่งหนึ่งท่านประธานครับ อยู่ในที่ที่ไม่ใช่เอกสารสิทธิ อันนี้มีปัญหาที่จะไปรับรองการเป็นไม้ การไปรับรองแหล่งที่มา การรับรองไม้ยางพาราก็ไม่มีปัญหาเท่าไร ต่างชาติเขารู้จักดี โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอเมริกาใต้รู้จักดีครับเพราะว่าเขาเป็นเจ้าของดั้งเดิม แหล่งที่มามาจากเขา เขาสามารถรับรองชนิดพันธุ์ไม้ยางพาราเป็นสินค้าไปยังตลาดอียูได้ แต่ว่าประเทศไทย ไม้ยางพาราขึ้นในอุทยานแห่งชาติหลายแสนไร่ อันนี้ทำออกไม่ได้แล้วรัฐบาลจะทำอย่างไร จะเจรจาเรื่องนี้อย่างไร ๒. ที่สำคัญที่สุดคือไม้ยางพาราที่อยู่ในป่าสงวนแห่งชาติ อันนี้จำนวนมาก ท่านประธานครับ อยู่ในทุกภาคของประเทศ แล้วเราจะไปเจรจาเพื่อที่จะนำไม้ยางพารา ผลิตภัณฑ์ไม้ยางพาราส่งขายในตลาดอียูหรือตลาดส่งออกนอกประเทศได้อย่างไร นี่เป็นเรื่องใหญ่ สำหรับผู้เจรจา เพราะว่าแม้ตัวไม้ยางพาราไม่เป็นไม้หวงห้ามโดยตัวของไม้เอง แต่ว่าไม้ยางพารา ขึ้นในที่ป่าสงวนแห่งชาติอนุญาตไม่ได้ อียูไม่อาจจะรับรองสิ่งเหล่านี้ได้ เพราะเขาก็รู้ว่า ป่าสงวนแห่งชาติไม้ที่ขึ้นเป็นไม้หวงห้าม ทีนี้การทำไม้ยางพาราซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก ขณะนี้ พี่น้องประชาชนชาวสวนยางพาราที่มีอยู่ในป่าสงวนแห่งชาติสงเคราะห์การทำสวนยางยังไม่ได้ อายุ ๓๐ ปีแล้วน้ำยางเริ่มหมดแล้ว ต้องโค่นตัดทำใหม่ ต้นไม้จะมีมูลค่ามหาศาลมากสำหรับ ๖,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ แต่ว่าอยู่ในป่าสงวนแห่งชาติประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ กว่าไร่ อันนี้มีมูลค่ามาก แต่ถ้าสมมุติว่าเราส่งออกไม่ได้มันก็ไม่มีมูลค่านะครับ ซึ่งทำอย่างไรรัฐบาลต้องหาทางออก เรื่องนี้ให้ได้ ผมเรียนท่านประธานครับ ฝากท่านรัฐมนตรีว่าทางออกสำหรับความเห็นผม ในขณะนี้มี ๒ ทาง ๑. มีระเบียบให้ทำไม้ทั่วไปในป่าสงวนแห่งชาติ ให้เอาระเบียบนั้นมาทำกับ ไม้ยางพารา กับ ๒. ให้คนที่ทำสวนยางอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติได้เช่าที่ไปเสียก่อน แล้วทำไม้ออก หลังจากทำไม้ออกเสร็จนั้นจะให้เช่าต่อหรือไม่อีกเรื่องหนึ่ง นี่พอเป็นทางออก ให้กับพี่น้องเกษตรกรได้อยู่บ้าง แม้เป็นช่องเล็ก ๆ แล้วก็อาจจะมีปัญหาว่าจะทำให้คนมาบุกรุก เพิ่มเติมขึ้นมากกว่าเดิมหรือไม่นี่อีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่าทางออก ๒ ทางที่จะทำไม้ยางพาราออกมา เพื่อลดบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องชาวสวนยางได้มีเพียง ๒ ทาง และ ๒ ทางนี้เท่านั้น ที่จะทำให้อียูเป็นผู้รับรองไม้นี้ และรับรองแหล่งที่มาสำหรับไม้ยางพาราโดยอื่นผมไม่ติดใจ ผมเห็นด้วยให้ความเห็นชอบกับกรอบการเจรจานี้อย่างแน่นอน แต่ฝากผู้เจรจาเท่านั้นว่า กรณีไม้ยางพาราเป็นกรณีละเอียดอ่อน เพราะตัวไม้ยางพาราไม่ใช่เป็นไม้หวงห้ามก็ตาม แต่ว่าไม้ยางพาราส่วนใหญ่ในประเทศไทยอยู่ในป่าสงวนแห่งชาติซึ่งการเจรจาต้องใช้ความรู้ ความละเอียดอ่อน และความสามารถเป็นอย่างมากในการเจรจา กราบขอบคุณท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ อาจารย์สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ครับ

นางสาวสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา เพชรบุรี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเพชรบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอร่วมอภิปรายแสดงความคิดเห็นในกรอบการเจรจาการจัดทำ ข้อตกลงเป็นหุ้นส่วนด้วยความสมัครใจในการบังคับใช้กฎหมายป่าไม้ ธรรมาภิบาล และการค้า ระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรปหรืออียู ดิฉันในฐานะที่ทำงานด้านทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม และเป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ของวุฒิสภา ได้เห็นกรอบการเจรจาจากการที่รัฐบาลได้ให้ข้อมูลเมื่อวันศุกร์นั้น จากกรอบ การเจรจาในการจัดทำข้อตกลงเป็นหุ้นส่วนด้วยความสมัครใจในการบังคับใช้กฎหมายป่าไม้ ธรรมาภิบาลและการค้าระหว่างไทยกับอียูนั้น ดิฉันอ่านกรอบการเจรจา ๗ ข้อที่รัฐบาลนำเสนอในวันนี้นั้นก็ยอมรับได้ในระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่ ดิฉันกังวลก็คือว่าเมื่อรัฐบาลได้ให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมไม้เพื่อการส่งออกไปยังอียูได้สะดวก อย่างนี้ทำให้กังวลว่าป่าไม้ซึ่งทุกวันนี้ก็ถูกลักลอบตัดไม้เป็นจำนวนมาก อยากจะบอกว่า ทุกวี่ทุกวันก็ว่าได้ แล้วทุกพื้นที่ของผืนป่าในประเทศไทยที่ได้รับรายงานอยู่เป็นประจำ เพราะฉะนั้นรัฐบาลจะมีมาตรการอย่างไรในเมื่อเราเปิดกรอบเจรจาในเรื่องนี้ขึ้นมา เราจะมี มาตรการอย่างไรที่จะทำให้การดูแลป่าไม้ที่จะถูกนำเป็นสินค้าส่งออกกับอียูนั้นอยู่ในกรอบ ในมาตรการที่ได้รับการดูแลมากกว่านี้

และอีกประการหนึ่งนั้น ดิฉันต้องการให้รัฐบาลทำให้เห็นเป็นรูปธรรม มิใช่ เป็นแต่เพียงตัวหนังสือที่อยู่ในกรอบการเจรจา นั่นก็คือว่าเมื่อประเทศไทยกับอียูได้มีการตกลง ในกรอบเจรจาเรื่องนี้แล้วนั้นการลักลอบการตัดไม้ทำลายป่า การบุกรุกทำลายป่า การทำไร่เลื่อนลอย เหล่านี้มันจะลดน้อยลงหรือไม่ ท่านประธานที่เคารพ ดิฉันได้ลงพื้นที่ที่จังหวัดในแถบภาคใต้ ของภาคอีสานในอุทยานแห่งชาติหลายแห่ง เพราะได้รับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้าน เรื่องการถูกลักลอบตัดไม้พะยูงทุกวันจนทนไม่ได้จึงต้องมาร้องเรียน ดิฉันบอกได้เลยว่า ณ วันนี้ ไม้พะยูงซึ่งอยู่ในป่าสงวนแห่งชาตินั้นไม่มีแล้ว จะมีเหลืออยู่ก็ในอุทยานแห่งชาติเท่านั้น แล้วในอุทยานแห่งชาติถ้าท่านสมาชิกได้อ่านหนังสือพิมพ์มติชนก็จะเห็นว่าอุทยานแห่งชาติ เขาพระวิหารซึ่งเป็นแหล่งที่มีไม้พะยูงมาก หัวหน้าอุทยานก็ได้ร้องแล้วว่าไม่สามารถ มันมีการลักลอบตัดตลอดเวลาแทบจะไม่มีความสามารถที่จะดูแลผืนป่าแห่งนี้ได้ เพราะว่า มีการลักลอบตัดไม้พะยูงตลอดเวลา ไม่ใช่เฉพาะคนในพื้นที่หรือคนในประเทศไทยเท่านั้น คนต่างชาติ ในเพื่อนบ้านก็ลักลอบเข้ามา ดิฉันลงพื้นที่ได้เห็นไม้พะยูงซึ่งเป็นของกลาง ที่ทางเจ้าหน้าจับยึดได้จำนวนมากมายจนอยากจะเรียกว่าไม่มีที่เก็บ แล้วเป็นภาระให้กับ เจ้าหน้าที่ด้วย พอหายก็ไม่ได้ ขายก็ไม่ได้เพราะเป็นสมบัติของหลวงของชาติ แล้วก็เป็นของกลาง คดียังไม่เสร็จบ้างละ บางคดีก็เสร็จสิ้นแล้วแต่ก็ไม่รู้จะไปทำอย่างไร เพราะฉะนั้นวันนี้ เมื่อรัฐบาลได้เสนอกรอบการเจรจาที่เราจะทำความตกลงกับอียูด้วยความสมัครใจนี่อยากให้เรา ได้ประโยชน์จากการไปทำกรอบเจรจาครั้งนี้ โดยเฉพาะด้วยเรื่องของไม้ที่ผิดกฎหมายว่า เราจะทำอย่างไร มีทางออกอย่างไรกับไม้ที่ผิดกฎหมายเหล่านี้ ไม้พะยูงที่เป็นของกลาง ที่เป็นภาระ ที่เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบอกว่า ยังไม่มีใครไปทำอะไร ยังอยู่ ยังอยู่ดีอยู่ อันนี้มันเป็นภาระว่ารัฐบาลจะหาทางออกว่า ในการที่เรามีไม้พะยูงซึ่งเป็นของกลางมากมาย เราจะทำอย่างไร จะขาย จะแปรรูปโดยการเป็น สินค้าส่งออกให้อียูได้ไหมอะไรทำนองอย่างนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดิฉันอยากรับฟังจากรัฐบาลว่า เมื่อเราทำกรอบเจรจาเรื่องนี้ขึ้นมาซึ่งดิฉันเห็นด้วยว่าเป็นผลดีมากกว่าผลเสีย แต่เราจะทำอย่างไร ให้ได้ประโยชน์มากที่สุดจากการที่เราทำกรอบเจรจาครั้งนี้ ขอบคุณค่ะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมเหลือผู้อภิปราย ๒ ท่าน ก็คือท่านอรรถวิชช์ กับ พลเรือเอก สุรศักดิ์ ถ้าท่านประสงค์จะอภิปรายนะครับ ท่านวิรุฬห์ครับ ท่านมาแจ้งไว้ข้างหน้านะครับ แจ้งชื่อที่เจ้าหน้าที่เลย ต่อไปท่านอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เชิญครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ในเรื่องของประเด็น กรอบการเจรจาการจัดทำข้อตกลงเป็นหุ้นส่วนด้วยความสมัครใจ (Voluntary Partnership Agreement : VPA) ในการบังคับใช้กฎหมายป่าไม้ ธรรมาภิบาล และการค้าระหว่าง ประเทศไทยกับสหภาพยุโรป (EU) ผมมีประเด็นสั้น ๆ เท่านั้นเองครับ เพราะว่าเมื่อดูไส้ใน เป็นภาษาชาวบ้านก็คือไม้ผิดกฎหมายเอาไปขายในยุโรปไม่ได้ พูดง่าย ๆ ก็คือจะเป็นตัวบอกว่า ถ้าถิ่นที่มาของไม้ในประเทศไทยถ้าตัดอย่างผิดกฎหมาย แปรรูปไปเป็นอะไรก็แล้วแต่ ส่งเข้าไปในยุโรปทำไม่ได้ทั้งสิ้น อันนี้คือหัวใจหลักของกรอบการเจรจาฉบับนี้ ซึ่งแน่นอน กรอบการเจรจาตามมาตรา ๑๙๐ ก็เพียงแต่กำหนดหลักการเอาไว้กว้าง ๆ แล้วก็ขออนุมัติ ความเห็นชอบจากรัฐสภาให้เรียบร้อย จากนั้นไปก็คงจะไปเจรจากัน เจรจากันเสร็จพอถึงเวลา จะทำหนังสือสัญญากันจริง ๆ ก็จะกลับเข้าสู่รัฐสภาแห่งนี้อีกรอบหนึ่ง คราวนี้กรอบการเจรจา ครั้งนี้ก็จะเป็นกรอบในการนำร่องเพื่อให้กับท่านรัฐมนตรี รัฐบาลไปทำการเจรจากับอียูเขา ผมฝากเป็นประเด็นสำคัญซึ่งสั้น ๆ ไม่ยาวก็คือว่าไม้ผิดกฎหมายในประเทศไทย ต้องเรียนท่านว่า นิยามเวลาท่านเจรจาขอให้ชัด เพราะมีไม้บางประเภทเช่นไม้ยางอย่างนี้ที่อาจจะได้รับ การอนุญาตให้ปลูกในเขตป่าสงวน แล้วก็ประเทศไทยมีกี่เขตล่ะครับ ถ้าเกิดว่ามีการปลูก แบบผิดกฎหมายแต่มีการอนุญาตให้เกิดดำเนินการได้ ขั้นตอนแบบนี้ท่านต้องให้ข้าราชการ ลิสต์ (List) ออกมาให้ชัดเจนว่าที่ได้รับการอะลุ้มอล่วยแบบนี้ถือว่าไม่ผิดกฎหมาย ตามข้อตกลงเจรจาฉบับนี้แค่นั้นเองครับ แล้วนี่เป็นสาระสำคัญ เพราะไม่อย่างนั้นพี่น้องประชาชน ที่ปลูกต้นไม้ในเขตที่ได้รับการผ่อนปรน อุทยานก็ดี เขตป่าไม้ก็ดี พวกนี้จะได้นำส่ง ออกไปขายได้ในต่างประเทศ

สาระสำคัญต่อมาก็คือว่าขั้นตอนในการปฏิบัติของหน่วยงานราชการ ในการตรวจสอบที่มาที่ไปของไม้ว่าไม้นั้นมีความถูกกฎหมาย ผิดกฎหมายอย่างไร ระบบพวกนี้ ท่านก็ต้องเตรียมความพร้อมด้วย ซึ่งถ้าเป็นไปได้ผมเชื่อว่าที่ผมได้กล่าวมาท่านรัฐมนตรี คงทราบอยู่แล้วว่าคงได้มีการเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้ ถ้าเป็นไปได้อยากให้อธิบายรัฐสภา สักนิดครับว่าการเตรียมความพร้อมเรื่องที่มาของไม้เป็นอย่างไร และเรื่องที่ผมได้กล่าวไป ท่านมีความเห็นอย่างไรครับ ขอบพระคุณครับ

นายนิยม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบพระคุณท่านอรรถวิชช์ครับ พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ เชิญครับ

พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมไม่ได้ไปร่วมงานแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์ไทย (Furniture Thai) ที่มีชื่อภาษาอังกฤษว่า ไทยแลนด์ อินเตอร์เนชันแนล เฟอร์นิเจอร์ แฟร์ (Thailand International Furniture Fair) การจัดงานครั้งนั้นก็มีคนชื่นชมมากเพราะนาน ๆ เราจะได้ อวดชาวโลกเขาทีว่าเรามีขีดความสามารถในการทำอะไรบ้าง แต่เป็นที่น่าเสียดายครับ เพราะว่าหลังจากการจัดงานครั้งนั้นก็มีฝรั่งเอาไปเขียนว่าเขาตรวจพบแปลกใจว่าประเทศไทย ห้ามนำเข้าไม้จากพม่า แต่เขาไปเจอเฟอร์นิเจอร์ (Furniture) ไม้สักซึ่งมาจากพม่า ผมก็ไม่ทราบว่าสายข่าวของต่างประเทศคนนั้นไปสืบมาได้อย่างไร แล้วก็เอาเรื่องนี้ไปใส่ไว้ ในอินเทอร์เน็ต (Internet) ท่านประธานไปเปิดดูได้นะครับ เพราะฉะนั้นมันก็จะมีผลกระทบ อย่างมากในการที่จะไปเจรจาข้อตกลงเป็นหุ้นส่วนด้วยความสมัครใจในการบังคับใช้ กฎหมายป่าไม้ ธรรมาภิบาล และการค้าระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรป กฎหมายฉบับนี้ เขาเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า เฟล็กที (FLEGT) ครับ ย่อมาจาก ฟอเรสท์ ลอว์ เอนฟอร์ซ เมนท์ กัฟเวอร์แนนซ์ แอนด์ เทรด (Forest Law Enforcement Governance and Trade) ท่านประธานครับ ผู้ที่อภิปรายหลายท่านก็ได้ชี้แจงให้รัฐสภาได้ทราบแล้วนะครับว่าประเทศไทย เรามีปัญหามากในเรื่องการตีความเรื่องที่ดิน แล้วเราก็รู้กันอยู่เต็มอกว่าขณะนี้ป่าไม้ในประเทศไทยนั้น แทบไม่มีเหลืออยู่แล้ว เราก็ลักลอบทำลายป่าอะไรกันจนเป็นที่น่าอิดหนาระอาใจ เพราะเรื่องนี้ เวลาสืบไปลึก ๆ แล้วมันหนีไม่พ้นว่ามาจากการเมืองที่ล้มเหลวต้องการจะหาเงิน ทุกคนที่มี อำนาจอะไรต่าง ๆ ก็จะพยายามสร้างตรงนี้ แก้ยากครับ แต่ทั้งหมดที่เราทำอยู่ในประเทศ อำนาจที่มีอยู่อาจจะทำให้เจ้าหน้าที่รัฐหรือว่าใครก็แล้วแต่ไม่สามารถที่จะเอาผิดท่านได้ แต่เดี๋ยวนี้โลกมันเปิดนะครับ ฝรั่งมันจะรู้ความไม่ดีต่าง ๆ มากกว่าเรามากนะครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ท่านประธานครับ ทีนี้ผมก็อยากจะเรียนถามท่านรัฐมนตรีนะครับ ท่านช่วยอธิบายให้รัฐสภา ได้ทราบสิว่าเหตุใดอียูจึงใช้การเจรจาครั้งนี้เป็นแบบความสมัครใจ คำถามง่าย ๆ ทำไมถึงต้องใช้ ความสมัครใจ ทำไมไม่บังคับมาเลยเหมือนที่เคยทำ ฝรั่งฉลาดกว่าเรามากเราอย่าไปอวดฉลาดว่า เราเก่งกว่า เราต้องยอมรับเรามีปัญหามาก เราทะเลาะกันเองมาก เพราะฉะนั้นมันก็เป็น อย่างนี้นะครับ ทำไมเขาถึงต้องใช้ความสมัครใจ ก่อนที่จะดำเนินการครั้งนี้ผมคิดว่าในการเจรจา ทั้งหลายฝรั่งก็คงจะเล็งแล้วว่าผลประโยชน์ของชาติเขาคืออะไร เพราะฉะนั้นเขาสามารถ ที่จะดำเนินการทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของเขา ตรงกันข้ามกับเราซึ่งผมจะไม่ขออนุญาตพูด ในทางที่ทำให้เสียกำลังใจนะครับ ขณะนี้รัฐบาลก็ชูประเด็นว่าเราต้องคิดบวก แต่เราก็ อย่าหลอกตัวเอง ท่านประธาน ในการที่จะไปเจรจาครั้งนี้ผมมีข้อแนะนำสั้น ๆ หลายข้อด้วยกัน

ข้อแรก ผมอยากให้คณะผู้ไปเจรจาต้องประกอบด้วยบุคคลที่รู้เรื่องที่ดิน รู้เรื่องป่าไม้ รู้ปัญหาต่าง ๆ โดยละเอียด โดยมีข้อมูล

ข้อที่ ๒ จะต้องรู้เรื่องผู้ประกอบการ เราก็ทราบอยู่แล้วใช่ไหมว่าผู้ประกอบการไทย เมื่อไม้เมืองไทยไม่มีก็แอบไปเอาจากที่โน่นที่นี่อะไรมาตามเรื่อง เรื่องนี้เราจะไปตัดเขาออก ก็ไม่ได้นะครับ ผู้ประกอบการก็เหนื่อยเขาต้องเสี่ยงอะไรต่าง ๆ กว่าจะตั้งโรงงานอะไรต่าง ๆ ได้ มันต้องใช้ทุนมหาศาล ฝรั่งก็เหมือนเรานี่นะครับ แต่ความแนบเนียนเขามากกว่า ของเรานี่ ก็ไปกันอย่างทื่อ ๆ เพราะฉะนั้นปัญหาเรื่องการตัดไม้ทำลายป่าอะไรต่าง ๆ ท่านผู้ที่ไปเจรจา ก็คงไม่ต้องไปพูดในเวทีนั้นนะครับ แต่ท่านต้องรู้ ต้องหาช่องทางสิ่งนี้ไม่ทำให้ประเทศไทยเรา ต้องเสียหน้ามาก

ข้อที่ ๓ ผู้ที่ไปเจรจาควรจะต้องรู้ว่ามาตรการ ๗ ประกาศ ซึ่งเฟล็กทีออกมา มันมีอะไรบ้าง

ข้อ ๑ ก็คือการให้ความช่วยเหลือประเทศที่ผลิตไม้ นี่ฝรั่งเขียนนะครับ ของเขา มีระบบฟอเรสติง (Foresting) ซึ่งดีนะครับ ฟอเรสเตชัน (Forestation) อะไรต่าง ๆ ผมอาจจะใช้ภาษาอังกฤษซึ่งผิดไปนะครับ ผมเห็นมาแล้วเขามีการที่จะปลูกป่าไม้ทดแทนอะไรต่าง ๆ เขาตัดไม้สนชุบดีใช้ ๓๐ ปีปลูกบ้านยังไม่ผุเหมือนเรา

ข้อ ๒ กิจการส่งเสริมการค้าไม้ที่ถูกกฎหมาย

ข้อ ๓ การส่งเสริมนโยบายการจัดซื้อโดยรัฐ อันนี้ของฝรั่งเป็นมาตรการ ของเฟล็กที

ข้อ ๔ การสนับสนุนต่อการริเริ่มในภาคเอกชน มันก็จะเกี่ยวกับผู้ประกอบการ ของเรานะครับ

ข้อ ๕ การให้ความมั่นใจทางด้านการเงินและการลงทุน ตอนนี้อียูก็ไม่ได้ ร่ำรวยอะไรมาก ขณะนี้ก็ไม่ทราบว่าเจ๊งเมื่อไรนะครับ

ข้อ ๖ น่าห่วงครับ การบังคับใช้กฎหมาย ประเทศไทยเรามีเคราะห์กรรม ตรงเรื่องนี้นะครับ กฎหมายผ่านสภาไม่รู้กี่ฉบับการบังคับใช้เท่ากับศูนย์

ข้อ ๗ การจัดการปัญหาไม้ที่มีการนำไปใช้สนับสนุนทางการเงินในกรณี ความขัดแย้งที่มีการใช้อาวุธ

ทั้งหมดนี้ผู้ที่จะไปเจรจาจะต้องมีความแม่นยำในเรื่องนี้

ข้อเสนอแนะประการที่ ๓ ขอเสนอให้ผู้ไปเจรจาต้องศึกษาการประชุม ระหว่างผู้แทนอียูกับประเทศต่าง ๆ ทั้งในทวีปเอเชีย ทวีปอเมริกาใต้ และประเทศจีน มันมีการประชุมหลายครั้งเพื่อหาข่าว เพราะว่าการประชุมส่วนใหญ่นั้นอียูก็จะเป็นคนที่จัดการ ตรงนี้ เขาก็จะหาข่าวเชิงลึก เขารู้ว่าประเทศจีนเป็นประเทศที่นำเข้าไม้มากที่สุดในทวีปเอเชีย แล้วก็เป็นที่แปรรูปด้วย ส่วนใหญ่ประเทศซึ่งระดับพัฒนาต่ำ ๆ แบบเรา แบบประเทศเพื่อนบ้าน ก็ส่งไปที่ประเทศจีน ประเทศจีนแปรรูปก็ส่งไป ต่อไปเมื่ออียู ทิมเบอร์ เรกูเลชัน (EU Timber Regulation) ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ ซึ่งจะมีผลใช้บังคับในวันที่ ๓ มีนาคม ค.ศ. ๒๐๑๓ เมื่อผลบังคับใช้แล้วเขาจะไม่ห้ามโดยตรงที่จะนำเข้าไม้ที่ผิดกฎหมาย แต่เขาจะไปเขียนเงื่อนไข ให้ผู้ประกอบการเขาห้ามเอาผลิตภัณฑ์จากไม้ไปขาย เสร็จแล้วจะมีการตรวจสอบเชิงลึก ตรงนี้จะยุ่งนะครับ เพราะการตรวจสอบเชิงลึกฝรั่งไม่ได้ทำเหมือนประเทศไทย ไม่มีการลูบหน้าปะจมูก ผู้ประกอบการเราอาจจะชอกช้ำมากกว่านี้นะครับ

ประการสุดท้าย ท่านประธานครับ ผู้ที่จะไปเจรจานั้นจะต้องแตกฉานในเรื่อง กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ผมขออวยพรให้คณะผู้ไปเจรจา ทำความสำเร็จมาให้แก่ประเทศไทยและไม่ได้ทำความเสียหายให้แก่ผู้ประกอบการมากนักนะครับ พร้อมทั้งสร้างชื่อเสียงและเกียรติภูมิให้แก่ประเทศไทยในเรื่องนี้ ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ต่อไป พลตำรวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสน เชิญท่าน ๗ นาทีครับ

พลตำรวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลตำรวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสน ในฐานะสมาชิก รัฐสภาครับ เรื่องกรอบการเจรจาเรื่องการค้าไม้ที่ชอบด้วยกฎหมายกับอียู ความจริงแล้ว เรื่องนี้ท่านที่เคารพและฝากเรียนท่านไปทางท่านรัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภาได้ทราบด้วยว่า กรอบการเจรจาเรื่องค้าไม้ที่ชอบด้วยกฎหมายกับอียู มีปัญหาเรื่องใหญ่ยิ่งในเรื่องเจรจา เหมือนกับแฟทเอฟ (FATF) ที่เราผ่านมาเรื่องการฟอกเงิน เข้าสภาเราหลายรอบ และโดยมาก วัตถุประสงค์ที่อียูออกไปนี้ถ้าจะแปลง่าย ๆ ก็คือกีดกันทางการค้านะครับ ทำไมผมเรียนให้ทราบ ว่าอย่างนี้นะครับ ทางคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ของสภาผู้แทนราษฎร ได้รับคำร้องจากกลุ่มผู้ที่ทำไม้เศรษฐกิจจากทางภาคเหนือว่าถ้าหาก เรื่องกรอบเจรจาหรือที่เรียกว่าเฟล็กที ถ้าไปเจรจาอียูแล้วเราไม่รอบคอบ พวกที่ทำ ไม้เศรษฐกิจทั้งหลายจะเดือดร้อนเป็นอย่างยิ่งนะครับ สิ่งสำคัญที่สุดในเรื่องกรอบการเจรจานี้ ทางคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ได้เข้าร่วมศึกษากับทางกรมป่าไม้ ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงที่เกี่ยวข้อง กระทรวงอุตสาหกรรม และกลุ่มผู้ที่ทำการปลูกไม้เศรษฐกิจ ซึ่งเป็นภาคเอกชน สาระสำคัญเป็นเรื่องอะไรล่ะครับ ว่าไม้จะส่งเข้าไปอียูจะต้องเป็นไม้ ที่ชอบด้วยกฎหมายทั้งสิ้น และรัฐบาลไทยต้องมีการรับรอง ยกเว้นจะส่งไปได้คือไม้ไผ่ กับหวายเท่านั้นเองครับ อย่างอื่นไม่ได้ทั้งสิ้น เดี๋ยวนี้ความจริงกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่คุมอยู่ก็คือไม้อะไรครับ คือไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ หรือป่าอุทยาน แล้วไม้อีกประเภทหนึ่งก็คือไม้สักกับไม้ยางเท่านั้นครับ เราเอาไม้สักกับไม้ยางเป็นการปลูกป่า ตาม พ.ร.บ. สวนป่า ซึ่งกรมป่าไม้ได้มีการส่งเสริมการดำเนินการกรรมวิธีทั้งหลายที่ดำเนินมา ๓๐ กว่าปีที่ผ่านมานี้ก็มีปัญหาไม่น้อยทีเดียวครับ มีท่านสมาชิกรัฐสภาเราห่วงเรื่องยางพารา ความจริงยางพารามันเป็นความรับผิดชอบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ครับ ท่านก็เป็นห่วงเป็นใยว่า ต่อไปยางพาราในป่าสงวนแห่งชาติจะไปทำอย่างไร หรือในป่าอุทยานทำอย่างไร ความจริงมีปัญหา ตั้งแต่ยางพาราที่ท่านจะส่งออกไปว่าอันไหนเป็นไม้ป่าสงวนแห่งชาติ อันไหนเป็นไม้ที่ไม่ใช่ ไม้ป่าสงวนแห่งชาติ มีปัญหาครับ เอาละครับ เอาง่าย ๆ ทางภาคอีสานหรือภาคตะวันออก แค่ไม้ยูคาลิปตัสทุกวันนี้เป็นไม้ที่เราตัดโดยเสรีโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ต้องขออนุญาตใคร ไม่ต้องขนกับใคร และถ้าหากไปเข้าเฟล็กที กระดาษ เยื่อกระดาษที่จะส่งไปมีปัญหาตามมาอีกว่า ยูคาลิปตัสเป็นไม้ที่ชอบด้วยกฎหมายไหม อยู่ในป่าสงวนแห่งชาติไหม อยู่ในป่าอุทยานแห่งชาติไหม เป็นไม้ลักลอบตัดมาไหม ก็มีปัญหาทั้งสิ้น เราได้เข้าไปศึกษานะครับ คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ได้เข้าไปศึกษาทั้งภาคอีสาน ภาคตะวันออก เรื่องป่ายูคาลิปตัส เรื่องยางพาราศึกษาดู มันรวมทั้งไม้หัวไร่ปลายนาทั้งหลายทั้งปวง ถ้าฝรั่งอียูเขาจะตัดต้นไม้ต้องขออนุญาตนะครับ ในแนวคิดของเขา แต่บ้านเราหัวไร่ปลายนา ไม่ต้องขออนุญาตถ้าไม่ใช่ไม้ยางกับไม้สัก ตัดไปเลย อย่างนั้นผู้ที่จะเข้าไปในการเจรจานี่ ต้องเข้าใจอย่างแท้จริง เรื่องกรอบเจรจาเรื่องค้ากับอียูหรือว่าเฟล็กที กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับกรมป่าไม้เรื่องป่าไม้ ภาคเอกชน พ่อค้าเฟอร์นิเจอร์ รวมทั้งพวกปลูกป่าเศรษฐกิจ ไม่ว่าต้นกฤษณา ไม่ว่าอะไรทั้งหลายต่อไปนี้ ไม่ว่าต้นกระถินณรงค์ ไม่ว่าต้นกระถินเทพา มันทั้งสิ้นครับ มันจะต้องเข้าไปสู่ระบบนี้ ฝากให้เข้าใจ แล้วก็เจรจาหากรอบ ตอนต้นนี้มีปัญหาครับ รอบสองที่จะไปนี่ขอฝากท่านรัฐมนตรีได้กรุณา คุยกันให้ดีว่าบางเรื่องการอนุญาตนี้ไม่ต้องไปที่กรมป่าไม้หรอกครับ ไม้หัวไร่ปลายนาให้อำเภอ ทำก็ได้ ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทำก็ได้ ฝากท่านไว้ด้วยนะครับว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง โอทอป (OTOP) ไม่ใช่เรื่องธรรมดานะครับ โอทอปที่ท่านจะไปนี่ เป็นไม้แล้วเป็นอย่างไรครับ ที่จังหวัดเชียงใหม่กระเทือน เป็นห่วงแกะช้าง แกะทั้งหลาย ที่เป็นไม้สัก ไม้อื่น ๆ สารพัดไม้ รวมทั้งไม้ฉำฉาด้วยนะครับ มันมีปัญหา โครงการต่าง ๆ ของโครงการหลวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องต้องพิจารณากันโดยรอบคอบ ศึกษานะครับ ฝากโดยปกติแล้วการสัมมนาเรื่องนี้ ต่อไปนี้ก็ฝากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมกับกระทรวงการต่างประเทศช่วยกันดูครับ ช่วยกันสัมมนาหารือข้อยุติ กับภาคเอกชนไว้ด้วยนะครับ

แล้วก็มีอีกอย่างหนึ่งนะครับ เท่าที่มีประเทศในเอเชียเรานี่ กรอบการเจรจา ในรอบแรกนี่เข้าสู่รอบสองประเทศอินโดนีเซียเขาไปเจรจากันมาแล้วครับ ก็ได้หลักการอยู่ แต่เขาก็อยู่ในขั้นที่จะรับรอง กระผมก็ขอเรียนว่าทางคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนได้ไปดูเรื่องนี้แล้วคุยกับอียูมาแล้วเมื่อเดือนเมษายนที่แล้ว ไปดูงานมาแล้ว ไปคุยเรื่องนี้มาแล้ว เพราะได้รับการร้องเรียนในข้อกฎหมาย กลัวไม้ทุกอย่าง เข้าไปสหภาพยุโรปใบอนุญาตมีปัญหากับประชาชน ขอฝากรัฐมนตรีและขอบคุณมากครับ

นายนิคม ไวรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ แล้วท่านสุดท้ายคือ ท่านดอกเตอร์นาที รัชกิจประการ เชิญท่านประเสริฐก่อนครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้รัฐบาล ได้นำเสนอกรอบการเจรจาการจัดทำข้อตกลงเป็นหุ้นส่วนด้วยความสมัครใจในการบังคับใช้ กฎหมายป่าไม้ ธรรมาภิบาล และการค้าระหว่างประเทศกับสหภาพยุโรป เข้าสู่การพิจารณา ของรัฐสภาในวันนี้ ด้วยความเป็นห่วงครับท่านประธาน เพราะกรอบการเจรจาฉบับนี้ ทางสหภาพยุโรปต้องการให้มี ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ ๓ มีนาคม อีกไม่กี่วันข้างหน้านี้นะครับ ถ้านับไปแล้วก็ประมาณเดือนกับนิด ๆ โดยทางสหภาพยุโรปอ้างว่าเพื่อป้องกันการค้าไม้ ที่ผิดกฎหมาย แล้วพอได้มาพิจารณาลงในสาระของรายละเอียด ท่านประธานจะพบว่าประเทศไทย ได้ส่งออกไม้หรือผลิตภัณฑ์ไม้ไปในสหภาพยุโรปปีหนึ่ง ๆ มากกว่า ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นถ้ากรอบการเจรจาของรัฐบาลที่จะไปเจรจาในครั้งนี้มีผลกระทบต่อการค้า ของประเทศไทย ก็แปลว่าจะกระทบกับมูลค่าการส่งออกไม้ทั้งหมด ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งความเป็นจริงทางท่านประธานรัฐสภาก็ทราบว่าในปีที่ผ่านมาประเทศไทยก็มียอดการส่งออก ที่มีอัตราการเจริญเติบโตที่ลดลง ถ้าหากผลการเจรจาในกรอบนี้มีผลกระทบกับการส่งออกเพิ่มขึ้น ก็หมายความว่าประเทศไทย จะมีผลด้านการส่งออกที่มีปัญหามากขึ้น วันนี้ค่าเงินบาทก็แข็งค่าขึ้น ซึ่งก็กระทบโดยธรรมชาติ ของมันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราไม่ควรให้กรอบการเจรจาอันนี้มากระทบกับมูลค่าการส่งออก ไปอียูที่มีมูลค่าสูงถึง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อเราได้มาดูกรอบการเจรจาซึ่งทางรัฐบาล ได้วางกรอบไว้ใน ๗ ข้อ

ข้อ ๑ ที่ผมคิดว่ารัฐบาลยอมรับว่าเป็นปัญหากับการไปเจรจาในกรอบการเจรจา เรื่องนี้ก็คือในข้อที่ ๕.๔ รัฐบาลเขียนไว้ว่าให้มีมาตรการป้องกันและเยียวยาของฝ่ายไทย สำหรับผู้ประกอบอุตสาหกรรมไม้ที่ได้รับผลกระทบจากกฎระเบียบการทำวีพีเอ (VPA) ก็แปลว่ารัฐบาลยอมรับอยู่แล้วว่าเมื่อไปเจรจาในกรอบอันนี้จะมีปัญหากับผู้ประกอบการ ของไทย จึงมีความจำเป็นต้องเยียวยาของฝ่ายไทย ผมคิดว่าเรามีวิธีการไหมครับ ที่เราจะไปเจรจาแล้วไม่ให้มีผลกระทบ เพราะสหภาพยุโรปอ้างว่าเพื่อป้องกันการค้าไม้ ที่ผิดกฎหมาย วันนี้มูลค่าการส่งออกไม้ของเราที่มีมากที่สุดในกลุ่มไม้ก็คือ เมื่อสักครู่ เพื่อนสมาชิกก็ได้อภิปราย ส่วนใหญ่ก็จะเป็น ๑. ไม้ยางพารา มีมูลค่าสูงที่สุดแล้วครับ ๒. ไม้ยูคาลิปตัส ๓. เป็นไม้ที่เกิดจากการปลูกของสวนป่าที่เราเรียกว่าเป็นสวน ไม่ใช่ไม้ ในป่าสงวน ไม่ใช่ไม้ในพื้นที่หวงห้าม เพราะถึงแม้จะเป็นไม้เนื้อแข็งแต่เป็นไม้ที่ปลูกจาก เกษตรกร ปลูกจากคนที่มีพื้นที่ เพียงแต่เอาไม้เนื้อแข็งไปปลูกเลยเรียกว่าสวนป่า หรือไม้ ที่เกิดขึ้นตามหัวไร่ปลายนาซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติซึ่งชาวนาชาวไร่ได้ประโยชน์ ไม้ทั้ง ๔ กลุ่มนี้นะครับ ไม้ยางพารา ไม้ยูคาลิปตัส ไม้สวนป่า ไม้หัวไร่ปลายนา ไม้พวกนี้ ไม่ใช่ไม้ผิดกฎหมาย เป็นไม้ที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องมีวิธีการ จะไปเจรจาหรือตั้งกรอบตั้งธงการไปเจรจาให้เป็นประโยชน์กับคนไทยมากที่สุด ไม่ควรมี ข้อการเจรจาที่บอกว่าจะเกิดผลกระทบกับผู้ประกอบการไทยและจำเป็นต้องเยียวยา ของฝ่ายไทย ท่านประธานครับ กรอบการเจรจาทั้ง ๗ ข้อเป็นเรื่องหนึ่ง แต่เท่าที่ไปดูว่ารัฐบาลนี้ ก่อนจะไปเจรจาได้ดำเนินการอะไรไปบ้าง ก็ต้องยอมรับครับว่ารัฐบาลยังไม่สามารถ เตรียมความพร้อมได้ในการไปเจรจาในครั้งนี้ ที่ท่านเขียนมาว่าการดำเนินงานที่ผ่านมา ตามรายงานเอกสารรัฐบาลบอกว่า ๓.๑ กรมป่าไม้ได้ดำเนินการจัดให้มีการประชุมเพื่อหารือ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ที่มีส่วนได้เสียและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ และภาคประชาสังคม จำนวน ๓ ครั้ง พอไปดูในรายละเอียดจริง ๆ ทั้ง ๓ ครั้ง ส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวกับประชาชน ไม่เกี่ยวกับผู้ประกอบการ เพราะครั้งที่ ๑ กรมป่าไม้ร่วมกับ สถาบันป่าไม้แห่งยุโรป ไม่เกี่ยวกับผู้ประกอบการ เขาจะไม่รู้เลยว่าเขากระทบอะไร และรัฐบาล ก็จะไม่ได้ประโยชน์ว่าภาคเอกชนควรนำเสนออะไรที่เป็นประโยชน์กับรัฐบาล ครั้งที่ ๒ กรมป่าไม้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และสถาบันป่าไม้แห่งยุโรป ไม่เกี่ยวเลยกับผู้ประกอบการ ที่เขาส่งมูลค่าออกไป ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีว่าได้รับผลกระทบอย่างไร และเขาควรมี มุมมองเสนออย่างไรไม่เกี่ยว ครั้งที่ ๓ กรมป่าไม้ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ แค่นั้นเองครับ พอมาดูของระบบสภา คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ก็ได้มีการจัดรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ๓ ครั้งเหมือนกัน ครั้งที่ ๑ เรื่องไม้ยางพาราที่จังหวัดสงขลา ครั้งที่ ๒ เรื่องไม้ยูคาลิปตัสและหัวไร่ปลายนาที่จังหวัดขอนแก่น ครั้งที่ ๓ เรื่องสวนป่า ที่จังหวัดเชียงใหม่ ก็ไม่เกี่ยวกับผู้ประกอบการ เพราะผมคิดว่ามุมนี้สิ่งที่จะได้รับผลกระทบ มากที่สุดก็คือผู้ประกอบการ เพราะฉะนั้นเมื่อผู้ประกอบการได้รับผลกระทบสิ่งที่ตามมาคืออะไร คือเกษตรกรได้รับผลกระทบ เพราะฉะนั้นผมคิดว่ารัฐบาลยังเตรียมการไม่ค่อยพร้อม มุมของรัฐบาลในการจะไปเจรจาต้องบอกทางอียูว่าสิ่งที่ประเทศไทยทำอยู่ทุกวันนี้ไม้ทั้ง ๓-๔ กลุ่มนี้ เป็นไม้เศรษฐกิจ เป็นไม้ปลูก เป็นไม้ถูกต้อง ไม่ใช่ไม้ผิดกฎหมาย ถึงแม้ไม่มีกรอบในการเจรจา อย่างนี้ผลิตภัณฑ์ไม้ที่ประเทศไทยส่งออกก็เป็นไม้ที่ถูกต้องตามกฎหมายอยู่แล้ว ผมคิดว่า มุมอย่างนี้รัฐบาลต้องศึกษาให้รอบคอบก่อนนำไปเจรจา และรัฐบาลควรตั้งธงให้มากกว่านี้ ในการไปเจรจาเพื่อไม่ให้กระทบต่อมูลค่าการส่งออกของประเทศไทย ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสุดท้ายครับ ท่านนาที รัชกิจประการ เชิญครับ

นางนาที รัชกิจประการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน ดอกเตอร์นาที รัชกิจประการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพัทลุง แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันเองเป็นคนหนึ่ง ที่เห็นด้วยในเรื่องของกรอบการเจรจาการจัดทำข้อตกลงเป็นหุ้นส่วนด้วยความสมัครใจ ในการบังคับใช้กฎหมายป่าไม้ ธรรมาภิบาล และการค้าระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรป ซึ่งกรอบตัวนี้เป็นกรอบที่ช่วยในเรื่องของปัญหามากมายไม่ว่าจะในประเทศไทยหรือต่างประเทศ ในเรื่องของการตัดไม้ทำลายป่าอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งถ้ากรอบตัวนี้ได้นำมาใช้ก็จะช่วยในเรื่องของ การรักษาสิ่งแวดล้อมทั่วทั้งประเทศไทยเราด้วยรวมถึงประเทศอื่นด้วย แต่สิ่งสำคัญที่ดิฉัน อยากจะฝากท่านประธานรัฐสภาไปยังรัฐมนตรีก็คือในเรื่องของกรอบการเจรจาสาระข้อที่ ๒ ในเรื่องของกำหนดการรับรองแหล่งที่มาของไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ที่ประเทศไทยส่งออกสู่ตลาด สหภาพยุโรป ซึ่งประเด็นนี้มันมีความสำคัญกับผู้ส่งออกของไทยในเรื่องของการตรวจสอบ รวมถึงระบบการออกใบรับรองก่อนที่จะวางจำหน่าย ถึงแม้อียูจะให้เราส่งออก แต่เขาก็มี ข้อกำหนดของเขา เพราะฉะนั้นในเรื่องของระบบการออกใบรับรองตรงนี้ก็เป็นข้อห่วงใย ที่ดิฉันอยากจะฝากว่า ถ้าสมมุติระบบการออกใบรับรองเราช้าแทนที่จะเป็นผลดีกับผู้ส่งออก ของเราก็จะกลายเป็นผลเสีย เพราะหลาย ๆ ท่านก็ทราบว่าวันนี้ผลประโยชน์ที่เราส่งไม้ ไปยุโรปก็มูลค่ามหาศาล ตัวดิฉันเองเป็นคนหนึ่งที่เคยทำธุรกิจมีร้านอาหารไทยในต่างประเทศ ซึ่งความต้องการของไม้จากประเทศไทยเราก็ยังมีความต้องการอยู่มาก เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ ก็อยากจะฝากท่านประธานรัฐสภาไปยังท่านรัฐมนตรีว่าในเรื่องของระบบการออกใบรับรอง ที่จะต้องออกให้โปร่งใสแล้วก็มีความรวดเร็วเพื่อที่จะให้ประโยชน์กับผู้ส่งออก เพราะจะเห็นว่า แผนปฏิบัติการที่อียูเขาออกเมื่อปี ๒๕๔๖ แล้วตอนนี้มีผลบังคับใช้เมื่อปี ๒๕๔๘ ตรงนี้มันมี ผลได้ผลเสียกับผู้ส่งออกของเรา ก็อยากจะฝากเป็นข้อห่วงใย ขอบพระคุณค่ะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณมากครับ หมดผู้อภิปราย ผมขอปิดการอภิปราย เชิญท่านรัฐมนตรีได้ตอบคำถามครับ

นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็อยากจะขอนำกราบเรียนเพื่อนสมาชิกทั้งหลายที่ได้ให้ข้อเสนอแนะ และให้ข้อคิดเกี่ยวกับเรื่องกรอบการเจรจาการจัดทำข้อตกลงเป็นหุ้นส่วนด้วยความสมัครใจ ในการบังคับใช้กฎหมายป่าไม้ ธรรมาภิบาล และการค้าระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรป ก็อยากจะกราบเรียนว่าข้อสังเกตของท่านสมาชิกทั้งหลายที่ได้ให้ข้อเสนอแนะแล้วก็ให้ ข้อสังเกตนั้น ก็อยากจะกราบเรียนว่าในส่วนนี้ก็อยากจะเรียนโดยย่อว่าอียูใช้กฎหมายอียูทีอาร์ (EUTR) หรืออียู ทิมเบอร์ เรกูเลชัน โดยไม้ที่ส่งไปยังตลาดอียูจะต้องมาจากแหล่งกำเนิด ที่ถูกต้อง โดยเฉพาะสวนป่าที่ได้รับการรับรองจากภาครัฐซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ ๓ มีนาคม ปี ๒๕๕๖ ในปีนี้

ส่วนที่ ๒ ในการเจรจาการจัดทำข้อตกลงเป็นหุ้นส่วนด้วยความสมัครใจ ในการบังคับใช้กฎหมายป่าไม้ ธรรมาภิบาล และการค้าระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรป และกรอบการเจรจานั้นเพื่อให้ทางอียูให้สิทธิประเทศไทยในการออกหนังสือรับรองไม้ โดยไม่มีการตรวจสอบความเป็นมาของไม้อีก ทำให้เกิดความสะดวกรวดเร็วต่อผู้ส่งออก แล้วอีกส่วนหนึ่งคือเป็นความสมัครใจว่าด้วยการส่งไม้ไปยังอียูซึ่งสามารถทำได้อยู่แล้ว โดยผู้ส่งออกจะต้องเป็นผู้แสดงหลักฐานเอง แล้วก็การทำกรอบการเจรจา การจัดทำข้อตกลง เป็นหุ้นส่วนด้วยความสมัครใจในการบังคับใช้กฎหมายป่าไม้ ธรรมาภิบาล และการค้า ระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรป โดยมอบหมายให้เจ้าหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบ และผู้ออกหนังสือรับรองให้ แต่ถ้าหากผ่านเรื่องนี้แล้วจะทำให้การดำเนินการนี้รวดเร็วขึ้น ซึ่งผมเองก็อยากจะนำเรียนท่านสมาชิกทั้งหลายว่าในส่วนนี้ที่ท่านได้เสนอข้อท้วงติง และข้อเสนอแนะในการที่จะไปในกรอบการเจรจาในครั้งนี้นั้นก็ต้องถือโอกาสนี้ขอบคุณ เพื่อนสมาชิกทั้งหลายที่ได้ให้ข้อท้วงติง และข้อสังเกตพร้อมที่จะนำไปในกรอบการเจรจา ในครั้งนี้นะครับ ก็ต้องขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกทุก ๆ ท่านที่ได้ให้ข้อเสนอและข้อคิดเห็นครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านวิรัตน์มีอะไรครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม วิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กราบเรียนท่านประธานว่าเมื่อสักครู่ไปรับงานอภิปรายเรื่องรัฐธรรมนูญไว้ ก็รีบมาทันทีที่ทราบเรื่องนี้ ผมมีประเด็นสั้น ๆ ครับท่านประธาน ขอสั้น ๆ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านวิรัตน์เดี๋ยวครับ พอดี เมื่อสักครู่ผมสั่งปิดอภิปรายไปแล้ว แต่ท่านประสงค์ก็คือพอปิดปั๊บท่านก็เข้ามา ที่ประชุม คงไม่ขัดข้องนะครับ ให้ท่านวิรัตน์ได้อภิปรายสั้น ๆ นะครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ไม่ขัดข้อง เชิญครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา 🔗

ขอบพระคุณ ท่านประธานที่กรุณาครับ ในฐานะที่ผมเป็นประธานคณะทำงานเรื่องเฟล็กทีในสภาผู้แทนราษฎร โดยได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งท่านวิรุฬห์ พื้นแสน ประธานคณะกรรมาธิการ ท่านประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ในฐานะที่เป็นรองประธานวิปได้นำเรียนชี้แจงนะครับ เรียนชี้แจงเพิ่มเติมต่อท่านประธานรัฐสภา ไปยังรัฐมนตรีครับ ประเด็นที่พวกผมกังวลที่สุดอยู่ ๒-๓ เรื่อง

เรื่องแรก เรามีมติค่อนข้างชัดเจนว่าใครดูแล ใครมีอำนาจตามกฎหมายใด ก็ให้ใช้กฎหมายนั้น สาระสำคัญข้อแรกก็คือ ถ้ากรมป่าไม้ดูแลไม้ในป่าก็ได้ แต่ไม้ปลูกไม่ว่า ไม้ยางพารา ท่านประธานครับ ไม้ยูคาลิปตัส ไม้หัวไร่ปลายนาในภาคเหนือ ภาคอีสาน ซึ่งผมยกคณะไปที่จังหวัดขอนแก่นนะครับ ไม้ยางพาราคนที่จะดูแลเรื่องนี้ต้องเป็นของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเป็นสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง จะเป็นกรมวิชาการเกษตรแล้วแต่ท่านรัฐมนตรีจะประสานกัน เรื่องที่ ๑ นะครับ

เรื่องที่ ๒ ท่านรัฐมนตรีครับ กรณีหัวไร่ปลายนาในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของท่านรัฐมนตรี มันจะเป็นที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ ซึ่งครั้งแรกที่พวกผมหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา ที่ประชุมซึ่งมีกรมป่าไม้เป็นหลักก็บอกว่า ถ้าไม้ที่ปลูกในที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิถือว่า เป็นไม้ที่ไม่ชอบ ตรงนี้เองทำให้พี่น้องภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับผลกระทบอย่างยิ่ง สุดท้ายครับ ผมเชิญกรมที่ดินมาชี้แจงถามว่าปัญหาหัวไร่ปลายนาที่ออกเอกสารสิทธิไม่ได้ เพราะว่าเป็นที่สาธารณะ เป็นที่หวงห้าม หรือว่าอยู่ในเขตป่าสงวนหรือไม่ คำตอบคือไม่ใช่เลย ไม่ใช่ที่สาธารณะ ไม่ใช่เขตป่าสงวน แต่เป็นเพราะเจ้าหน้าที่ของกรมที่ดินหากจะใช้เวลา ในการออกเอกสารสิทธิให้พร้อมทั้งประเทศไทยต้องใช้เวลาประมาณ ๒๐ ปี ปัญหาที่ตามมา คือวันที่ ๓ มีนาคม ที่จะถึงผลบังคับใช้ของเฟล็กที อียูจะต้องบังเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ สุดท้ายกรมป่าไม้ก็ยอมรับว่าไม้หัวไร่ปลายนาคือไม้ที่ออกเอกสารสิทธิไปไม่ถึงและอยู่ในระหว่าง กรมที่ดินกำลังออกเอกสารสิทธิเป็นไม้ที่ชอบด้วยกฎหมายนะครับ สำคัญที่สุดของอียู ซึ่งได้เชิญมาพูดคุยหลายครั้ง ท่านประธานครับ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือกฎหมายภายในเป็นหลัก อันนี้อยากจะเรียนท่านรัฐมนตรีไว้ เพราะฉะนั้นกฎหมาย ของเราการตีความของเราจะต้องตีความยึดหลักกฎหมายถูกต้อง แต่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ ของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก เหตุผลที่ผมกังวลเรื่องนี้เพราะถ้ากรมป่าไม้ยื่นมือมาดูแลกิจการ ไม้ยางพารา ถ้าผมจะใช้คำว่าเจ๊งก็ไม่น่าจะเกินความจริง ถ้าผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาว่าผมได้หยิบยก พ.ร.บ. สวนป่าซึ่งก็เกิดขึ้นในสมัย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ชวนเป็นผู้บริหาร พ.ร.บ. สวนป่าดี มีประโยชน์กับประเทศชาติ ส่งเสริมให้พี่น้องประชาชน ปลูกไม้สัก เจตนาดีมากครับ แต่ผลที่ตามมาพี่น้องปลูกสวนป่าทั่วประเทศ ไม่ว่าจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดตาก ชื่อสุเทพเหมือนกับอดีตรองนายกรัฐมนตรีครับ ติดคุก เพราะการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐภายใต้การกำกับของท่านปรีชากำลังแก้กฎหมายอยู่ครับ เข้าใจว่าสักรอบสองรอบคงจะแก้แล้วเสร็จเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ที่กราบเรียนมาถึงตรงนี้ ก็เพื่อจะเรียนว่าปัญหาภายในของส่วนราชการของเราเป็นปัญหาหนึ่งซึ่งเราจะต้องแจ้งให้ อียูทราบ อียูพอเปิดอินเทอร์เน็ตเห็นประเทศไทยใครดูแลไม้ อ๋อ กรมป่าไม้ ติดต่อมาที่ กรมป่าไม้เลยครับ ๓ ปีเต็ม ๆ ที่ไม่มีการเคลื่อนไหวอะไรเลย แต่ว่าโชคดีครับวันนั้น ฯพณฯ รัฐมนตรีนั่ง ผมอภิปรายเฉี่ยวไปเรื่องเล็กน้อยแต่ท่านได้สั่งประเด็น ท่านได้สั่งบอกว่า จะต้องมีรองอธิบดีเข้าร่วมประชุมทุกครั้ง ท่านเข้าครับ แล้วก็ต้องขอบคุณรัฐบาลที่นำเรื่องนี้ เข้ามา มาตรา ๑๙๐ เพราะว่าครั้งแรกผมถามท่านรองอธิบดีกรมป่าไม้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ กระทบต่อประเทศไทยเป็นแสนล้านบาทต้องเข้ามาตรา ๑๙๐ ไหม คำตอบของกรมป่าไม้ ก็คือว่าไม่ทราบ ไม่แน่ใจ เพราะฉะนั้นต้องขอบคุณรัฐบาลที่ตัดสินใจนำเรื่องนี้เข้ามา เพราะมันกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญก็คือมาตรา ๑๙๐ ครับ กล่าวโดยสรุปก็คือว่า ในรายละเอียดไม้ที่หัวไร่ปลายนาไม่มีเอกสารถือว่าไม่ชอบนะครับ และสำคัญท่านต้องย้ำว่า ชอบหรือไม่ชอบดูที่กฎหมายภายใน เราอย่าเอากฎหมายภายในมาตี มาบีบ มาบล็อก (Block) พี่น้องเกษตรกรของเรา นี่คือสิ่งที่อยากจะกราบเรียนนะครับ ส่วนเรื่องสิ่งแวดล้อม ก็ต้องชื่นชมนะครับว่าไม้ยางพาราก็ดี ไม้ยูคาลิปตัสก็ดี ซึ่งอภิปรายไปแล้วว่าเป็นไม้ส่งออก อันดับ ๑ อันดับ ๒ ของประเทศเป็นไม้ปลูก ซึ่งอียูเขาอยากได้ไม้ปลูกไม่ใช่ไม้ป่า และสำคัญ ไม้ป่าในประเทศไทยเรียกง่าย ๆ ว่าเกือบหมดแล้ว เพราะฉะนั้นในการดำเนินการกรอบเจรจา เรื่องนี้อยากจะฝากท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีว่าช่วยพิจารณาเรื่องนี้เน้นให้ชัดว่า ไม้ปลูกของเราเป็นไม้ที่ถูกต้อง ไม้ที่ชอบเพื่อจะทำให้อียูได้เข้าใจในประเด็นของเรา ขอบคุณท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านรัฐมนตรีรับข้อเสนอแนะ ของท่านวิรัตน์ ซึ่งผมคิดว่ามีประโยชน์ใช้ในการที่จะทำความตกลงในครั้งนี้นะครับ ท่านสมาชิกครับ จบอภิปราย รัฐมนตรีชี้แจงเรียบร้อย เพราะฉะนั้นผมจะขอมติที่ประชุมนะครับ

(นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านอรรถวิชช์มีอะไรครับ เชิญครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ที่จริงผมเองได้ถามท่านรัฐมนตรีนะครับว่า สรุปเรื่องนี้ก็คือว่าเวลาไม้ผิดกฎหมายห้ามนำเข้าไปสหภาพยุโรปไปทำเฟอร์นิเจอร์ สรุปเป็นภาษาชาวบ้านนะครับ เราก็มีความกังวลใจกันว่าไม้ในบางกรณีที่ได้รับการอะลุ้มอล่วยให้ปลูกในป่าสงวนเป็นต้น หรือว่าเขตอุทยานเป็นต้น เรื่องตรงนี้ท่านรัฐมนตรีมีความเห็นอย่างไร ท่านจะรับไปก็ช่วย บอกผ่านไมโครโฟนว่าท่านรับนะครับ

แล้วเรื่องที่ ๒ คือขั้นตอนการปฏิบัติงานในส่วนของหน่วยงานราชการ ที่ผมบอกท่านว่าได้มีการเตรียมความพร้อมหรือไม่ เพราะมันต้องมีการบ่งชี้ว่าไม้นั้น มาจากที่ไหน อย่างไร การทำรหัสต่าง ๆ ในระบบราชการได้มีการดำเนินการขั้นตอนนี้ ไปถึงขั้นตอนไหนแล้วครับ เพราะว่าอยู่ในขั้นตอนที่ท่านต้องเจรจากรอบ เพราะฉะนั้น ท่านรัฐมนตรีตอบสั้น ๆ ก็ได้ว่าท่านดำเนินการไปแล้วหรือไม่ อย่างไรครับ ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านรัฐมนตรีตอบสั้น ๆ ครับ

นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านเพื่อนสมาชิกที่ทรงเกียรติ กระผม นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก่อนอื่นนั้นต้องขอขอบคุณท่าน ส.ส. อรรถวิชช์ แล้วก็ท่าน ส.ส. วิรัตน์ ที่ได้ตั้งข้อเสนอแนะ มานะครับ ผมเองก็อยากจะนำเรียนสภาแห่งนี้ว่าผมจะเอาข้อสังเกตนี้รับไปพิจารณา ตามข้อสังเกตของท่าน ก็อยากจะเรียนยืนยันไว้ตรงนี้ครับ ขอบพระคุณมากครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

โอเค (OK) นะครับ ท่านสมาชิกครับ ต่อไปผมจะขอมติที่ประชุมนะครับว่าจะเห็นชอบกับกรอบการเจรจา การจัดทำข้อตกลงเป็นหุ้นส่วนด้วยความสมัครใจ (Voluntary Partnership Agreement : VPA) ในการบังคับใช้กฎหมาย ป่าไม้ ธรรมาภิบาล และการค้า (FLEGT) ระหว่างประเทศไทย กับสหภาพยุโรป (EU) ก่อนลงมติขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ

(นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

เชิญท่านสมาชิกที่อยู่ นอกห้องประชุมได้เข้าห้องประชุมด้วยครับ เมื่อท่านเข้ามาแล้วขอได้แสดงตน ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนที่จะขอมติต่อไปครับ เชิญท่านแสดงตนนะครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

ทุกท่านได้แสดงตนนะครับ แสดงตนเรียบร้อย ส่งผลการแสดงตนครับ สมาชิกแสดงตนทั้งสิ้น ๓๕๘ ท่าน ครบองค์ประชุม

ผมจะขอมติที่ประชุมนะครับ ถ้าท่านสมาชิกเห็นชอบกับกรอบการเจรจา ในกรอบที่ ๒๕ ก็คือกรอบการเจรจาการจัดทำข้อตกลงเป็นหุ้นส่วนด้วยความสมัครใจ (Voluntary Partnership Agreement : VPA) ในการบังคับใช้กฎหมาย ป่าไม้ ธรรมาภิบาล และการค้า (FLEGT) ระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรป (EU) ถ้าท่านเห็นชอบกดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่านผู้ใดไม่เห็นชอบกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่ประสงค์ที่จะลงมติกดปุ่ม งดออกเสียงนะครับ เชิญทุกท่านได้ลงมติครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

ท่านใดยังไม่ลงมติและประสงค์ จะลงมติกรุณาใช้สิทธิได้ครับ ลงมติเรียบร้อยทุกท่านนะครับ ลงเรียบร้อยแล้วปิดการลงมติ ส่งผลได้ครับ สมาชิกแสดงตนทั้งหมด ๔๔๐ ท่าน เห็นชอบ ๔๓๘ ท่าน ไม่เห็นชอบ ไม่มี งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๑ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นชอบในกรอบการเจรจา กรอบที่ ๒๕ ขอบคุณท่านรัฐมนตรีนะครับ

ต่อไปจะเป็นกรอบการเจรจากรอบที่ ๒๔ ก็คือกรอบการเจรจาความตกลง การค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)

เชิญท่านรัฐมนตรีชี้แจงครับ

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขออนุญาตเสนอร่างกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป ต่อรัฐสภา ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ ผมได้รับมอบหมาย จากรัฐบาลให้เป็นผู้นำเสนอร่างกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทย กับสหภาพยุโรปต่อที่ประชุมในวันนี้ เพื่อให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ ซึ่งผมขอนำเสนอ หลักการและเหตุผลความจำเป็นในการจัดทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทย กับสหภาพยุโรป รวมทั้งสาระสำคัญของกรอบเจรจาดังต่อไปนี้

ความเป็นมาของการจัดทำความตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรปเริ่มจาก ปี ๒๕๕๐ อาเซียนและสหภาพยุโรปได้มีการเจรจาความตกลงการค้าเสรีในระดับภูมิภาค ต่อภูมิภาค แต่การเจรจาต้องหยุดชะงักไปในปี ๒๕๕๒ เนื่องจากปัญหาความแตกต่างของ ระดับการพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างสหภาพยุโรปและอาเซียน และระหว่างอาเซียนด้วยกันเอง รวมทั้งปัญหาประเด็นการเมือง ต่อมาสหภาพยุโรปจึงเปลี่ยนรูปแบบมาเจรจากับประเทศ สมาชิกอาเซียนเป็นรายประเทศ โดยได้เจรจาแล้วกับประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย และประเทศเวียดนาม ความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องมีการเจรจาจัดทำความตกลง ทางการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป ก็เนื่องจาก

๑. เป็นการป้องกันไม่ให้ไทยสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน ของประเทศต่อประเทศอาเซียนอื่นที่มีเอฟทีเอกับสหภาพยุโรป ซึ่งประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย และประเทศเวียดนาม ได้ดำเนินการเจรจาเอฟทีเอกับอียูไปแล้ว หากไทยไม่ทำการเจรจากับสหภาพยุโรปอาจทำให้สินค้าไทยไม่สามารถแข่งขันกับสินค้า ของประเทศเหล่านี้ และอาจมีการพิจารณาย้ายฐานการลงทุนจากประเทศไทยไปยังประเทศอื่น ที่มีเอฟทีเอกับสหภาพยุโรป

๒. การทำเอฟทีเอกับสหภาพยุโรปจะช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ส่งเสริมให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมทั้งสร้างโอกาสแก่ไทยในการเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุนของสหภาพยุโรปในกลุ่มประเทศอาเซียน

๓. นอกจากนี้การทำเอฟทีเอกับสหภาพยุโรปจะช่วยลดผลกระทบจาก การถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรหรือจีเอสพี (GSP) ของสหภาพยุโรปที่คาดว่า ไทยจะถูกตัดสิทธิทั้งหมดตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๘ ที่อาจจะส่งผลต่อการลดความสามารถ ในการแข่งขันด้านราคาต่อสินค้าจากประเทศที่ได้รับจีเอสพีหรือมีเอฟทีเอกับสภาพยุโรป ทั้งนี้ การใช้สิทธิจีเอสพีของประเทศไทยมีมูลค่ามากกว่า ๒.๙๗ แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๓๘.๓ ของการส่งออกรวมไปยังสหภาพยุโรป โดยผลกระทบจากการถูกตัดสิทธิจีเอสพี และการถูกแย่งส่วนแบ่งตลาดประเมินว่าจะมีมูลค่าสูงถึง ๘๔,๘๔๐ ล้านบาท โดยสินค้า ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบสูงสุด ได้แก่ เครื่องปรับอากาศ รถยนต์ รองเท้า กุ้ง อาหารสำเร็จรูป ถุงมือยาง และยางรถยนต์ เป็นต้น นอกจากนี้การได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีภายใต้เอฟทีเอ จะเป็นการได้รับสิทธิอย่างถาวร และช่วยให้ไทยอยู่ในสถานะการแข่งขันที่ดีขึ้น ในการพิจารณา เริ่มเจรจาเอฟทีเอของกระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนา ประเทศไทยหรือทีดีอาร์ไอ (TDRI) จัดให้มีการศึกษาถึงประโยชน์และผลกระทบที่คาดว่า จะเกิดจากการทำเอฟทีเอกับสหภาพยุโรป ซึ่งสรุปได้ว่าประเทศไทยและสหภาพยุโรปมีศักยภาพ ทางการค้าระหว่างกันที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพซึ่งการเปิดเสรีจะทำให้เกิด การขยายตัวทางการค้า การลงทุน ตลอดจนดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เกิดการถ่ายทอด เทคโนโลยีและการพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันจากการเพิ่มผลิตภาพการผลิตโปรดักทิวิตี (Productivity) และคุณภาพของผลิตภัณฑ์จากมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะทำให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน มีการขยายตัวของรายได้ประชาชาติและเพิ่มสวัสดิการ ของประเทศ ในส่วนของผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้แก่รายได้ของรัฐที่มาจากการเก็บภาษี ศุลกากร มีแนวโน้มที่จะมีสัดส่วนน้อยลงแต่ก็จะสามารถชดเชยจากการขยายฐานภาษีเงินได้ และภาษีมูลค่าเพิ่ม ในระยะสั้นประเทศไทยจะขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้น แต่ในระยะยาว ผลผลิตมวลรวมของประเทศไทยจะขยายตัวสูงทำให้กลับมาเกินดุลการค้า สำหรับสินค้า ที่อาจจะได้รับผลกระทบ ได้แก่ หางนมและหางนมดัดแปลง มอลท์ วิสกี้ เครื่องใช้ในครัวเรือน อุตสาหกรรมอัญมณี ยาง ผลิตภัณฑ์พลาสติก อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร อุปกรณ์ ผลิตภัณฑ์ไม้ และชิ้นส่วนยานยนต์ ในส่วนของภาคบริการที่อาจได้รับผลกระทบได้แก่บริการ ด้านการขนส่ง บริการสื่อสาร สำหรับบริการรับส่งพัสดุและไปรษณีย์จะได้รับผลกระทบทางลบ ต่อผู้ประกอบการแต่ได้ประโยชน์ต่อผู้บริโภค นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์ได้จัดให้มีการรับฟัง ความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ จนถึงปัจจุบันประมาณ ๖๐ ครั้งทั่วประเทศ มีผู้เข้าร่วมกว่า ๕,๐๐๐ คน โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้จัดประชุมหารือ สัมมนา และรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และรับฟังความคิดเห็นกลุ่มย่อยเฉพาะ ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ จนถึงปัจจุบัน ซึ่งดำเนินการโดยกรมเจรจาการค้า ระหว่างประเทศส่วนหนึ่ง และโดยคณะกรรมการเพื่อรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วน ในเรื่องการจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจาก ภาคประชาสังคม นักวิชาการ นักธุรกิจอีกส่วน ครั้งล่าสุดจัดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา ประเด็นความเห็นและข้อกังวลที่ได้รับฟังตลอดมาส่วนใหญ่เป็นประเด็นที่ได้มี การยกขึ้นในการรับฟังข้อคิดเห็นในครั้งที่ผ่าน ๆ มา ซึ่งสรุปในภาพรวมได้ว่าการไม่เจรจา เอฟทีเอกับสหภาพยุโรปอาจทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบคู่แข่งทางการค้าในตลาดสหภาพยุโรป แต่ต้องเจรจาอย่างระมัดระวังเพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และให้มีการรองรับ อย่างรอบด้านเพื่อให้การเจรจามีประโยชน์มากที่สุด รวมทั้งต้องมีการเสริมสร้างศักยภาพ และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง เป็นธรรม และเป็นระบบ และได้แสดงข้อกังวล ต่อการที่จะมีข้อผูกพันที่จะให้ก่อเกิดผลกระทบต่อการใช้มาตรการสิทธิเหนือสิทธิบัตรยา และการเข้าถึงยาของประชาชน เกิดการผูกขาดการเกษตรอย่างครบวงจร กระทบต่อความหลากหลาย ทางชีวภาพ การเพิ่มการบริโภคสินค้าแอลกอฮอล์และบุหรี่ รวมถึงการสูญเสียฐานทรัพยากร ของประเทศ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เรื่องอนุญาโตตุลาการไม่ควรครอบคลุมถึง การลงทุนในเรื่องนโยบายสาธารณะ การเงิน สุขภาพ และสังคม กระทรวงพาณิชย์มีความยินดี ที่ได้รับฟังข้อคิดเห็นและข้อกังวลของทุกภาคส่วน และตระหนักว่าทุกภาคส่วนให้ความสำคัญ กับเรื่องนี้ และจะกำชับคณะเจรจาของไทยให้ความสำคัญกับข้อกังวลและข้อคิดเห็นของ ทุกภาคส่วน

สาระสำคัญของร่างกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศไทย กับสหภาพยุโรป ประกอบด้วย ๑๗ ประเด็น ๑. การค้าสินค้า ๒. พิธีการศุลกากรและการอำนวย ความสะดวกทางการค้า ๓. กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า ๔. มาตรการเยียวยาทางการค้า ๕. มาตรการปกป้องด้านดุลการชำระเงิน ๖. มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ๗. อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า ๘. การค้าบริการ ๙. การลงทุน ๑๐. การระงับข้อพิพาท ระหว่างรัฐ ๑๑. ทรัพย์สินทางปัญญา ๑๒. การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ๑๓. ความโปร่งใส ๑๔. การแข่งขัน ๑๕. การค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน ๑๖. ความร่วมมือ ๑๗. เรื่องอื่น ๆ เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพและการอำนวยความสะดวกทางการค้าเป็นต้น ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ ขอเรียนว่าการยกร่างกรอบมีความจำเป็นต้องยกร่างโดยไม่กำหนดเงื่อนไขไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ คณะเจรจามีความยืดหยุ่นในการเจรจา และสามารถเจรจากับคู่เจรจาให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในภาพรวม ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ การเจรจาเอฟทีเอ ทุกฉบับจะมีทั้งผู้ที่ได้รับผลประโยชน์และผู้ที่เสียประโยชน์ กระทรวงพาณิชย์ยินดีที่ได้รับฟัง ความคิดเห็นของภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และหน่วยงานของรัฐ ซึ่งรัฐบาลจะได้กำชับ ให้คณะเจรจาให้ความสำคัญกับประเด็นข้อกังวลเหล่านี้ในการเจรจา รวมทั้งจะมีการพิจารณา มาตรการเยียวยาหรือเพิ่มประสิทธิภาพต่อผู้ได้รับผลกระทบไปพร้อม ๆ กันกับการเจรจา ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ วรรคสาม กระผมจึงขอให้รัฐสภาได้โปรดพิจารณาให้ความเห็นชอบกรอบการเจรจา ความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปดังกล่าว ขอบพระคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เรากำหนดเวลาท่านละ ๗ นาที ใช่ไหมครับ ถ้าอย่างนั้นผมขออนุญาตตามนี้นะครับ ท่านแรกครับ ท่านอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เชิญครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จริง ๆ แล้วผมเองได้พยายาม ติดต่อไปที่ท่านรัฐมนตรีบุญทรงเป็นการส่วนตัว แต่ทราบข่าวว่าท่านติดภารกิจก็เลยไม่ได้มี การพูดคุยกันก่อนหน้าที่จะอภิปราย เพราะจริง ๆ แล้วในข้อตกลงเอฟทีเอ อียู-ไทย อยากจะคุยกับท่านในมุมลึก ๆ หลายเรื่องครับ แต่ก็ไม่ได้มีโอกาสได้คุยทางโทรศัพท์ ก็เลยขออนุญาตพูดให้ท่านฟังในรายละเอียดในที่ประชุมแห่งนี้เลยก็แล้วกันนะครับ คือผมนี่ก่อนอื่นวัตถุประสงค์ต้องบอกว่ากรอบการเจรจานี่แน่นอนตามมาตรา ๑๙๐ ต้องคุยกรอบก่อน วันนี้รัฐสภาเขาจะอนุญาตกรอบ แล้วจากนั้นท่านรัฐบาลเองก็จะไปเจรจา กับอียูเขา พอจะลงนามกันจริง ๆ จะเข้าสภาอีกรอบหนึ่ง เพราะฉะนั้นวันนี้เป็นการคุยกัน เรื่องกรอบเท่านั้น ทีนี้ผมมีความกังวลใจว่าในกรอบนี้ยังไม่สมบูรณ์ แล้วถ้าเป็นไปได้ผมจั่วหัว ตอนต้นก่อนว่ามีความเป็นไปได้ไหมครับท่านรัฐมนตรีที่เราจะได้มีการดึงกรอบนี้ออกมาตั้ง คณะกรรมาธิการร่วมกันก่อนระหว่างรัฐสภาของเรา โดยมีท่านวุฒิสมาชิก ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายนิติบัญญัติทั้งหมด ได้ช่วยกันดูร่วมกันอีกครั้ง เพราะมันมีข้อที่ผมคิดว่า มีปัญหาดังต่อไปนี้ ขออนุญาตสรุปง่าย ๆ เลยครับว่าที่ต้องทำเอฟทีเอนี่เพราะมันมีเรื่องที่ ไปผูกคอเราก็คือจีเอสพี จีเอสพีคือสิทธิทางการค้า หมายถึงว่าประเทศ ผมขอใช้ศัพท์ ชาวบ้านนะครับ คือประเทศที่ไม่รวยนักอย่างประเทศไทยก็จะได้รับสิทธิพิเศษทางการค้า ที่เรียกว่าจีเอสพี สินค้าส่งออกบางตัวได้รับการช่วยเหลือเรื่องเกี่ยวกับภาษีนำเข้า ฉะนั้นก็แปลว่าสินค้าของไทยหลากหลายตัวเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนยานยนต์ สับปะรดกระป๋อง ถุงมือยาง ยางรถยนต์ เครื่องปรับอากาศ พวกนี้เวลาไปขายในสหภาพยุโรป ทางสหภาพยุโรปเขาช่วยจีเอสพีคือลดเรื่องของภาษีนำเข้า ก็แปลว่าราคาจะถูกไปสามารถแข่งขัน กับคนอื่นเขาได้ในตลาดสหภาพยุโรป ปรากฏเขาบอกว่าอย่างนี้ครับ ประเทศไทยรวยแล้ว ผมขออนุญาตพูดภาษาชาวบ้านเดี๋ยวมันจะลงลึกไปนะครับ ประเทศไทยรวยแล้วครับ เขาจะตัดสิทธิจีเอสพีเราคือความได้เปรียบตรงนี้ในปี ๒๕๕๗ ซึ่งเหลือเวลาอีก ๒ ปี นี่คือ สาระสำคัญของเรื่อง เราก็เลยบอกว่าถ้าอย่างนั้นเมื่อเขาไม่ให้จีเอสพีเราคือสิทธิประโยชน์ ทางการค้า อย่างนั้นก็มาเซ็นเอฟทีเอกันสิ เอฟทีเอคือข้อตกลงทางการค้าระหว่าง ๒ ประเทศครับ ระหว่างอียูกับประเทศไทยนะครับ อียูก็แน่นอนกลุ่มยุโรปเรารู้จักกันอยู่แล้ว ไม่ต้องพูดซ้ำครับ เอฟทีเอก็บอกว่าถ้าเกิดว่าพูดง่าย ๆ เป็นข้อตกลงในการที่จะลดเรื่องภาษี ระหว่างกัน หรือยกเว้นภาษีระหว่างกันเหลืออัตรา ๐ อะไรแบบนี้ครับ ทำให้ประหนึ่งว่า ถึงแม้ว่าเขาจะตัดจีเอสพีเราไปก็มีเอฟทีเอมาแทนที่ เราก็ยังสู้ได้ในตลาดสหภาพยุโรป นี่คือหัวใจสำคัญว่าประเทศไทยเดือดร้อนต้องเร่งเครื่องเพื่อเซ็นเอฟทีเอเพราะกำลังจะเสีย สิทธิจีเอสพีเพราะประเทศเราเริ่มรวยขึ้นแล้วสหภาพยุโรปเขาไม่ให้ นี่คือสาระสำคัญครับ ดูว่าดี ดูว่าถูกต้อง แต่พอมาดูไส้ในของมันครับ มันติดปัญหาอย่างนี้ครับ แล้วสหภาพยุโรป เขาจะแลกอะไรกับเรา เขาแลกเรื่องสำคัญ ๑ เรื่องครับ ซึ่งท่านรัฐมนตรีต้องฟังให้ดีนะครับ เรื่องเกี่ยวกับยาครับ สิทธิบัตรยาครับ ไปเกี่ยวอะไรกับสิทธิบัตรยา ท่านสมาชิกตามผมมา สักนิดนะครับ คือเวลาการจะขายยาจะต้องมีการไปลงทะเบียนสิทธิบัตรไว้ก่อน สิทธิบัตรนี่ ลงแบบเป็นเคมีนะครับ คือเคมีตัวนี้จดทะเบียนไว้มีอายุ ๒๐ ปี พูดง่าย ๆ คือยา ๑ ตัว จดสิทธิบัตรก่อนมีอายุ ๒๐ ปี และระหว่างนั้นพอท่านจดทะเบียนเสร็จปั๊บในประเทศไทย ท่านต้องไปขึ้นทะเบียนตำรับยาที่ อย. จะขึ้นตำรับยาได้ต้องทำอย่างไรครับ ก็เอาสูตร ที่จดทะเบียนสิทธิบัตรบวกกับข้อมูลที่ทดสอบในตัวคน ในตัวสัตว์ต่าง ๆ กว่าจะใช้การวิจัย ประมาณสัก ๗-๘ ปี พูดง่าย ๆ คือพอจดได้เคมีเรียบร้อย ไปจดสิทธิบัตรทดลองในสัตว์ อีกประมาณ ๘ ปีแล้วถึงอนุญาตให้มาขึ้นตำรับยาที่ อย. ได้ อย. ใช้เวลาในการดูเอกสารประมาณปีกว่า ๆ เกือบ ๒ ปีถึงจะอนุญาตให้ยาตัวนั้นขาย ในประเทศได้ เพราะฉะนั้นแปลว่าอะไรครับ แปลว่าพอได้จดสิทธิบัตรต้องรอไปทดสอบอีก ๘ ปี แล้วก็ต่อด้วยอีก ๒ ปี ขั้นตอนของ อย. ๑๐ ปีถึงได้ยาขายในประเทศ ตามผมทันนะ ครับ ประเด็นปัญหาคืออย่างนี้ครับ ยานี่ถ้ามันหมดสิทธิบัตรเมื่อไร ๒๐ ปี มันจะถูกลง แบบเหลือเชื่อเลยครับ ถูกลงอย่างเหลือเชื่อนะครับ ผมขีดเส้นใต้ ๕๐๐ ครั้งครับ ท่านประธานลองดูตัวอย่างอย่างนี้นะครับ ยารักษามะเร็งตับนะครับ โดส (Dose) หนึ่ง ๒๐๐,๐๐๐ บาท จะเหลือแค่ ๘,๐๐๐ บาทเท่านั้นถ้าสิทธิบัตรยาหมดอายุลง คือหมดอายุ ภายใน ๒๐ ปีที่ผมบอกเมื่อสักครู่ และเอฟทีเอฉบับนี้จะเป็นการต่อขยายระยะเวลานี้ออกไป ซึ่งขยายอย่างน้อย ๆ ดูแล้วต้องมี ๗-๘ ปีแน่นอนแปลว่าอะไรครับ แทนที่คนไทยจะได้รับ บริโภคยาที่ถูกลงจะต้องบริโภคยาแพงเท่าเดิม เช่น ยารักษามะเร็งโดสละ ๒๐๐,๐๐๐ บาท จะเหลือแค่ ๘,๐๐๐ บาท ถ้าสิทธิบัตรยาหมด ยาละลายลิ่มเลือด ยาละลายลิ่มเลือดผู้สูงอายุ ใช้เยอะต้องละลายไขมันนะครับ ยาละลายลิ่มเลือดก็จะถูกลง โรงพยาบาลรัฐขายอยู่เม็ดละ ๙๐ บาท เอกชนขายอยู่เม็ดละ ๑๔๐ บาท ถ้าสิทธิบัตรหมดอายุเดากันสิครับว่าเหลือเท่าไร เหลือ ๒ บาทครับ จาก ๑๔๐ บาทโรงพยาบาลเอกชนเหลือ ๒ บาททันทีสำหรับยาละลาย ลิ่มเลือด อันนี้อีกครับ ยาลดไขมันในเส้นเลือดคนแก่ใช้ ขอโทษทีนะครับ ๔๔.๕๐ บาท จะเหลือ ๑๔.๕๐ บาท มียาบางอย่างที่หมดอายุกันไปแล้วถ้าใครเคยกินก็จะคุ้น ๆ นะครับ อย่างเช่นทากาเมทเป็นยาลดกรดชนิดหนึ่ง เมื่อก่อนขายอยู่ ๗๐ บาทต่อเม็ด ตอนนี้เหลือแค่ เม็ดละ ๕๐ สตางค์ เมื่อก่อนใครกินทากาเมทลดกรดนี่ไฮโซนะครับ เม็ดละ ๗๐ บาท เดี๋ยวนี้ เม็ดละ ๕๐ สตางค์ เพราะหมดสิทธิบัตรยาไปเรียบร้อยแล้ว นี่ท่านประธานดูสิครับยาต่าง ๆ แบบนี้ อีกอันหนึ่ง อันนี้เขาเดือดร้อนกันมากไวรัสเอดส์ คนเป็นเอดส์นี่นะครับโดสหนึ่ง ยาต่อเดือนของเขาอยู่ประมาณ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ บาท เมื่อยานั้นหมดสิทธิบัตรลงไปจะเหลือ ๖๐๐ บาท จาก ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ บาท เหลือ ๖๐๐ บาททันทีครับ นี่คือส่วนที่ไม่มีค่าสิทธิบัตร ท่านประธานดูสิครับ มีอีกเยอะ มีอีกหลายตัวถ้าผมพูดไปคงไม่หมด ผมขอเวลาท่านประธาน ต่อสักนิดหนึ่งเรื่องนี้ ขออนุญาตท่านประธานนะครับ มันเลยเป็นสาระสำคัญครับ ท่านรัฐมนตรี เพราะว่าอียูเขาต้องการอะไร สิทธิบัตรยาเขาจะหมดภายใน ๒๐ ปี เขาบอกว่าขอขยายระยะเวลาออกไปนับถึงวันที่ อย. เซ็นรับรองให้เขาขายยาได้ในประเทศ แปลว่าการขยายคือกี่ปีครับ การขยายอย่างน้อย ๆ ต้องมี ๗-๘ ปีเป็นอย่างน้อย ๆ ในคราวนี้ นี่ครับผมพยายามอธิบายให้ง่าย ๆ จะได้เข้าใจว่าเที่ยวนี้เราจะเสียเปรียบมากในกรณียา ที่จะหมดสิทธิบัตรลงในการเซ็นกรอบการเจรจาความตกลงกับอียูในลักษณะแบบนี้ครับ

ประเด็นต่อมานะครับ มีการเข้าใจผิดในบางเรื่องถึงข้อมูลที่ท่านรัฐมนตรีได้รับ ท่านรัฐมนตรีบอกว่าจีเอสพีคือสิทธิประโยชน์ที่จะต้องถูกตัดลงเพื่อแลกกับเอฟทีเอ คราวนี้ มีมูลค่าสูงถึง ๒.๙๗ แสนล้านบาท เพราะมีสินค้าสำคัญอยู่ในเล่มนี้ ได้แก่ รถยนต์ขนส่ง เครื่องปรับอากาศ อาหารทะเลสดแช่แข็ง สัปปะรดกระป๋อง ถุงมือยาง ยางรถยนต์ ๒.๙๗ แสนล้านบาท อันนี้เป็นมูลค่าการส่งออกทั้งหมด รายการเมื่อสักครู่ทุกอันส่งไปที่อียู แต่จริง ๆ แล้วความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากการที่เราไม่มีจีเอสพีนั้นอยู่แค่ ๗๙,๔๒๒ ล้านบาท ๗๙,๐๐๐ กว่าล้านบาทละครับ ตัวเลขผมเอามาจากไหนครับ ตัวเลขผมเอามาจากศูนย์วิจัย เศรษฐกิจและธุรกิจธนาคารไทยพาณิชย์ครับ คือท่านรัฐมนตรีพยายามจะบอกตัวเลข ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทคือการส่งของออกไปทั้งหมด แต่ความจริงแล้วเราเสียเปรียบ เรื่องเดียวก็คือความสามารถในการแข่งขัน ๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับ นี่เป็นข้อมูล ที่ท่านต้องเอามาดูใหม่อีกทีครับ ทีนี้ผมต่อนะครับ ถามว่าแล้วผมจะเสนออะไรในการแก้ไข กรอบเจรจาวันนี้ ซึ่งผมเชิญชวนท่าน ส.ว. เชิญชวนท่านสมาชิกจากฝั่งรัฐบาลมาตั้ง คณะกรรมาธิการศึกษากรอบนี้กัน มันมีข้อความแบบนี้ครับ ท่านประธานครับ เล่มสีเขียวเล่มนี้ท่านเปิดไปที่หน้า ๑๐ ครับ หัวข้อที่ ๕.๑๑.๑ เรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา ในนี้จะพูดถึงเรื่องว่าระดับการเจรจา ผมอธิบายอีกทีครับ การเจรจานี่กรอบการเจรจาของท่านจะมีได้มากน้อยแค่ไหน ปรากฏว่า ในนี้เขาบอกอย่างนี้ครับ ให้ระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาสอดคล้องกับ ระดับการคุ้มครองตามข้อตกลงองค์กรการค้าโลก และ/หรือความตกลงระหว่างไทย ระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคี หมายความว่าอะไรครับ หมายความว่าจะไปเซ็นเอฟทีเอระหว่าง สหภาพยุโรปกับประเทศไทย ขอให้สอดคล้องกับหลักของดับเบิลยูทีโอ (WTO) ซึ่งประเทศไทย เป็นสมาชิกอยู่ ซึ่งถ้าลึกไปอีก ข้อตกลงทริปส์ (TRIPS) ซึ่งเป็นข้อตกลงทางด้านทรัพย์สิน ทางปัญญาอยู่ภายใต้กรอบดับเบิลยูทีโอ เขาบอกว่าให้สอดคล้องนะ ผมก็จะบอกท่านรัฐมนตรีว่า เขียนไว้ให้สอดคล้องอันตรายครับ เพราะว่าถ้าให้สอดคล้องนี่มันเกินได้ครับ ให้สอดคล้องเกินได้ ขีดเส้นใต้ ๕๐๐ ครั้งครับ ข้อตกลงเรื่องยาเมื่อสักครู่นี้ที่ผมได้อธิบายไปว่าเราจะเป็นการขยาย สิทธิบัตรยาออกไป เรื่องนี้สหภาพยุโรปหยิบยกแน่นอน แต่ประเด็นคืออย่างนี้ครับ ถ้าข้อตกลงนั้น ข้อความคำว่า สอดคล้อง นั้นเปลี่ยนเป็นคำว่า ไม่เกินไปกว่า พูดง่าย ๆ คือจะไม่เกินไปกว่า ข้อตกลงที่ดับเบิลยูทีโอกำหนด แบบนี้ง่ายกว่าเยอะ หมายความว่าสหภาพยุโรปจะมาขย่มเรา ก็ไม่ได้ครับ เพราะว่าจะได้เท่ากับดับเบิลยูทีโอ เพราะฉะนั้นข้อตกลงเรื่องยามันก็จะไม่มีอยู่ในนี้ ผมถึงบอกอย่างไรครับว่าผมไม่สบายใจว่าถ้ากรอบนี้เขียนว่าสอดคล้องกับดับเบิลยูทีโอ ควรจะเปลี่ยนเป็นไม่เกินไปกว่าแล้วมันจะง่ายขึ้น ท่านรัฐมนตรีและสตาฟ (Staff) ข้างหลัง อาจจะคิด แต่ว่ามันมีข้อตกลงบางอย่างครับที่ประเทศไทยนั้นอยากจะได้รับข้อตกลงพิเศษ เกินไปกว่าข้อตกลงดับเบิลยูทีโอสำหรับในอียูเหมือนกัน เช่น ที่เขาเรียกว่าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ภาษาง่าย ๆ ก็คือว่า ท่านประธานครับ เวลาเราไปกินไวน์ที่เป็นสปาร์กลิง ไวน์ ไวน์ขาวที่มีฟอง เหมือนโซดา ถ้าเป็นสปาร์กลิง ไวน์ในประเทศฝรั่งเศสที่มีฟองเขาเรียกว่าแชมเปญครับ และไม่มีใครใช้ชื่อนี้ได้นอกจากว่าของที่ผลิตตรงแคว้นแชมเปญที่ประเทศฝรั่งเศสถึงจะเรียก น้ำไวน์ขาวที่มีฟองว่าแชมเปญได้ ต่อให้ผลิตในประเทศชิลีก็ต้องใช้คำว่า สปาร์กลิง ไวน์ ผลิตในประเทศอิตาลีอาจจะเป็นโปรเซกโกไป อาจจะเรียกอย่างอื่นครับ แต่ก็ไม่ใช่แชมเปญ สิ่งนี้คือสิ่งที่รัฐบาลไทยอยากได้ในกรณีข้าวหอมมะลิ เพราะอยากให้ข้าวหอมมะลินั้น มีจุดบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ว่าใครก็ใช้ข้าวหอมมะลิไม่ได้ต้องอำเภอทุ่งกุลาร้องไห้ ประเทศไทย นี่คือสิ่งที่เราอยากจะบอกว่านี่เป็นข้อตกลงจุดชี้ทางภูมิศาสตร์ที่ประเทศไทยอยากจะเอาอันนี้ ไปต่อรองเพื่อให้ข้อตกลงที่บอกว่าเป็นข้อตกลงหนึ่งที่มันเกินไปกว่าข้อตกลงดับเบิลยูทีโอ เพราะฉะนั้นข้อความของท่านเองท่านอาจจะแก้ง่าย ๆ แบบนี้นะครับ ไม่เกินไปกว่าระดับ การคุ้มครองตามข้อตกลงขององค์การการค้าโลก แก้ถ้อยคำนี้ หรือว่าท่านอยากจะได้จุดบ่งชี้ ทางภูมิศาสตร์เพิ่มเข้าไป ท่านก็ใส่ไปเลยครับว่ากรอบของท่านสามารถไปเจรจาเรื่องจุดบ่งชี้ ทางภูมิศาสตร์ได้ ถ้าท่านใส่ ๒ เรื่องที่ผมบอกลงไปในกรอบนี้ท่านรัฐมนตรีด้วยความเคารพครับ ถ้าท่านตามนิดหนึ่งนะครับ แล้วถ้าเกิดคุยกับเจ้าหน้าที่ข้างหลังแก้เลยในห้องจะเป็นพระคุณ อย่างสูงครับ แต่ถ้าแก้ไม่ได้ผมแนะนะครับว่าขอให้พวกผมช่วยดูสักนิดเถอะครับ ส.ว. ก็มีผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านในเรื่องนี้

ประการสุดท้ายครับ เสียเวลาสภาอีกนิดครับ การเซ็นเอฟทีเอหลายฉบับ มีการตั้งอนุญาโตตุลาการเกิดขึ้น การให้มีอนุญาโตตุลาการหมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่าถ้าเกิดคนในต่างประเทศเขากับเราคนไทยมีเรื่องกันเมื่อไรนี่นะครับ ในข้อตกลงมีการตั้งอนุญาโตตุลาการคือหมายถึงว่าตัวแทนระหว่างต่างประเทศ กับประเทศไทยนะครับ เอาง่าย ๆ แล้วก็มาคุยเจรจากัน แล้วก็อนุญาโตตุลาการเป็นคนชี้ขาด ผมเรียนนำเตือนด้วยความปรารถนาดีนะครับ ผมเองเคยเป็นผู้แทนประเทศไทยครั้งหนึ่ง เจรจาเอฟทีเอระหว่างประเทศไทยกับประเทศสหรัฐอเมริกา กังวลใจมากว่าเวลาเราไปใส่ อนุญาโตตุลาการลงไปมันจะเกิดการดำเนินกระบวนการซ้ำกัน ๒ อันครับ พูดง่าย ๆ ก็คือ ขึ้นศาลด้วย ไปอนุญาโตตุลาการด้วย และบางทีศาลสั่งอย่าง อนุญาโตตุลาการชี้ไปอีกอย่าง แล้วถามสิว่าคนไทยเราเวลามีเรื่องกับต่างประเทศมันไหวไหม ต้องไปพึ่งอนุญาโตตุลาการทุกครั้ง มีปัญหาก็สู้กันเลยครับในศาลไทย มีปัญหาก็สู้กันเลยในศาลต่างประเทศ ใช้หลักกฎหมายระหว่างประเทศเข้ามาจับ แบบนี้มันง่ายกว่าเยอะนะครับ เพราะว่า หลายต่อหลายครั้งเราแพ้อนุญาโตตุลาการในต่างประเทศ แล้วจริง ๆ แล้วบริษัทใหญ่ ๆ ลอว์ เฟิร์ม (Law firm) ดัง ๆ มีไม่เกิน ๓ แห่งที่เขาวนกันนั่งเป็นอนุญาโตตุลาการครับ เอ่ยชื่อไม่ได้เดี๋ยวโดนมีปัญหากับเขาครับ นี่เขาเรียกว่าล็อบบี้ยิสต์ (Lobbyist) อันดับโลกครับ เพราะว่านั่งกระจายกันไปเลยครับ สำนักงานอยู่ในสาขาทั่วโลก แล้วก็ไปเป็นอนุญาโตตุลาการ ตามข้อตกลงเอฟทีเอที่เกิดขึ้นแต่ละฉบับ ๆ เพราะฉะนั้นผมตั้งข้อสังเกตในประเด็นนี้นะครับ ถ้าเป็นไปได้เรื่องอนุญาโตตุลาการท่านตัดเถอะครับ หรือเขียนข้อความที่มันบีบลงมาหน่อย ไม่อย่างนั้นเราเสียเปรียบมากในการต่อสู้คดีของคนไทย

ท่านประธานที่เคารพครับ มาสู่การอภิปรายในท่อนท้าย ๆ จริง ๆ ยังมีอีก หลายประการซึ่งเดี๋ยวมีเพื่อนสมาชิกท่านอื่นคงได้มีโอกาส ผมขอเรียนว่าไม่ใช่เรื่อง แปลกประหลาดที่ท่านรัฐมนตรีจะเอาเรื่องนี้มาตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันให้เราได้พิจารณา และต้องกราบเรียนไปยังท่านประธานวิปรัฐบาลด้วยครับ มีนะครับหลายครั้งที่ถ้าใครจำได้ ในสมัยประชุมที่แล้วในรัฐสภาก็มีการนำเอาบันทึกรายงานการประชุมเจบีซี (JBC) จีบีซี (GBC) มีการไปตรวจ โดยมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันขึ้นมาระหว่าง ส.ว. ส.ส. ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล แล้วสุดท้ายก็นำกลับมาพิจารณาอีกครั้ง ผมยืนยันกับท่านรัฐมนตรีนะครับ ผมจะไม่ทำให้การเซ็นเอฟทีเอระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรปล่าช้าเด็ดขาด เพราะเป็นเรื่องสำคัญ แต่มันจะดีกว่าเยอะครับถ้าได้มีการพูดคุยกันของสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนิติภูมิ นวรัตน์

ร้อยตำรวจเอก นิติภูมิ นวรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม ร้อยตำรวจเอก นิติภูมิ นวรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ที่ผมอยากจะเรียนนะครับว่าผมเห็นด้วยที่ทางรัฐบาลไทยจะทำกรอบการเจรจาความตกลง การค้าเสรีแบบทวิภาคีกับสหภาพยุโรป แล้วผมก็จะให้ความเห็นชอบกับกรอบการเจรจา แบบทวิภาคีในครั้งนี้นะครับ เพราะว่าทุกวันนี้เราก็ทราบดีอยู่แล้วว่าทางสหภาพยุโรป แม้ว่าจะมีปัญหาทางเศรษฐกิจ แต่ก็ยังมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นลำดับ ๑ ของโลก ในเอกสาร ที่ให้มานี่นะครับ ท่านระบุตัวเลขไว้ถึงขนาดว่าเกือบจะ ๖๐๐ ล้านล้านบาทเลยทีเดียวนะครับ แต่อย่างหนึ่งถ้าเราไม่ทำกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรี หรือว่าเราทำช้าเราก็จะ เห็นว่ามีเพื่อนบ้านของเราอีกหลายประเทศที่อยู่ในภูมิภาคอาเซียนที่พร้อมแล้วก็กำลังทำอยู่ กรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีนี่นะครับ เพราะว่าเขาเองเขาก็อยากที่จะมียุทธศาสตร์ เพื่อจะดึงการค้าการลงทุนเพื่อที่จะย้ายฐานการลงทุนจากประเทศของเรา หรืออาจจะ จากประเทศอื่นที่ทางสหภาพยุโรป ๒๗ ประเทศไปลงทุนเข้าไปอยู่ในประเทศเขาเหมือนกัน ดังนั้นผมเห็นว่าเรื่องการทำกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไม่น่าที่จะชักช้า แต่อย่างหนึ่ง ผมอยากจะเรียนว่าจากการที่เราศึกษาตรวจตราดูพวกการค้าเสรีเอฟทีเอต่าง ๆ ที่เราเคยไป ทำมากมายกับหลายประเทศ แล้วก็โดยเฉพาะประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าเรา หลายครั้งเราก็เสียเปรียบ แล้วพอเราไล่ดูลงไปถึงคนที่ไปเจรจา ส่วนใหญ่ก็มักจะมีความรู้ ทางด้านเดียว อาจจะเป็นนักเศรษฐศาสตร์ อาจจะเป็นบุคคลที่เชี่ยวชาญในด้านหนึ่งด้านเดียว ผมอยากจะเสนออย่างนี้นะครับว่า การเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศไทย กับสหภาพยุโรปนี่นะครับ จำเป็นต้องใช้บุคลากรที่มีความรู้ทั้ง ๒ อย่าง รู้ลึกแล้วก็รู้กว้าง ขอให้เป็นทั้งเจเนอรัลลิสต์ (Generalist) หมายความว่ารู้ทั่ว ๆ ไป แล้วก็ขอให้มีทั้งพวกที่ เป็นสเปเชียลลิสต์ (Specialist) ที่รู้ลึกซึ้งในเรื่องใดเรื่องหนึ่งนี่นะครับ เพราะเรื่องนี้สำคัญมาก เราอาจจะกระทบต่อฐานทรัพยากรสำคัญของประเทศหรือว่าหลายอย่าง อาจจะกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศของเราเสียด้วยซ้ำไปนะครับ แล้วก็สิ่งที่ต้องกังวลใจก็คือ เรื่องข้อผูกพัน เรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เราต้องระลึกนึกถึงผลกระทบต่อการผูกขาด ต่อการเกษตรครบวงจร กระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพต่อวิถีของชุมชนอะไรพวกนี้ แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระทบต่อเกษตรกรรายย่อย แล้วอย่างท่านที่แล้วได้กล่าวไปก็กระทบต่อมาตรการสิทธิ เหนือสิทธิบัตรยาแล้วก็กระทบต่อการเข้าถึงยาที่จำเป็นของประชาชน คือผมอยากจะเรียนว่า การทำกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีหรือการมีข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศหนึ่ง กับอีกประเทศหนึ่งไม่ว่าที่ไหน ๆ ก็มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ แล้วผู้คนในประเทศนั้น ฝ่ายหนึ่งก็จะเป็นฝ่ายได้อีกฝ่ายหนึ่งก็จะเป็นฝ่ายเสีย แต่เราจะเห็นว่าในการเจรจาครั้งก่อน ๆ หลายครั้งฝ่ายที่ได้นั้นมักจะเป็นฝ่ายที่ทำอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่ฝ่ายที่เสียมักจะเป็น เกษตรกรรายย่อยเป็นบุคคลชั้นรากหญ้า ยกตัวอย่างเช่นเอฟทีเอไทย-จีน ท่านก็จะเห็นว่า มีผลกระทบต่อกระเทียมที่ปลูกในจังหวัดแม่ฮ่องสอนหรือแม้แต่กระทบต่อผู้คนที่ปลูกดอกกุหลาบ ทางภาคเหนือของประเทศไทย แล้วใน ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมานี้เราก็เคยได้ยินข่าวว่า มีบริษัทเอกชนซึ่งเป็นบริษัทยาของสหพันสาธารณรัฐเยอรมนีเข้ามาตระเวนในประเทศไทย ไปตามวัดวาอารามต่าง ๆ แล้วก็ไปหาสมุดข่อยโบราณแล้วก็ไปไล่ซื้อกันในราคาที่ไม่แพงนัก แล้วก็นำกลับไปประเทศของตนเอง และเท่าที่ผมทราบไม่ได้นำกลับเพียงแค่เล็ก ๆ น้อย ๆ นำกลับกันไปเป็นคอนเทนเนอร์ทีเดียว ในสมุดข่อยโบราณที่นำกลับไปสู่ประเทศตัวเอง ผมคิดว่านอกจากจะมีเรื่องราวบันทึกของประเทศไทยแล้วอาจจะต้องมีภูมิปัญญาพื้นบ้านของไทย ในเรื่องเกี่ยวกับยารักษาโรค หรือบางทีอาจจะเป็นในเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพ ของพืชและสัตว์ของเราที่สามารถจะไปใช้รักษาโรคได้ แล้วเมื่อเกิดเป็นเอฟทีเอขึ้นมาเป็น ข้อตกลงการค้าเสรี ผมว่านักเจรจาต่อรองของเราบรรดานีโกทิเอเตอร์ (Negotiator) ทั้งหลาย ก็จะต้องมีสติปัญญาพอทั้ง ๒ ด้าน ด้านหนึ่งมองภาพขนาดใหญ่ที่จะกระทบต่อจีดีพี อะไรก็แล้วแต่ แต่อีกด้านหนึ่งอยากจะให้มองถึงผลกระทบต่อผู้คนชั้นรากหญ้าต่าง ๆ นานาด้วย แล้วเราก็จะเห็นว่าในบรรดามากมาย ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปี ๑๐๐ ปีอะไรที่ผ่านมา เราก็ส่ง คนไทยของเราไปเรียนมากมายหลายประเทศทางทวีปยุโรปคนจะเรียนปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก จะเรียนปริญญาตรีก็ต้องทำภาคนิพนธ์ เรียนปริญญาโท เรียนปริญญาเอก ก็จะต้องทำวิทยานิพนธ์ แล้วต้องยอมรับอย่างหนึ่ง ผมก็เป็นหนึ่งในบรรดาคนเหล่านั้น เวลาที่เราจะทำวิทยานิพนธ์เราก็มักจะทำเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศของเราเพราะทำง่าย แล้วก็เข้าถึงความรู้ได้ง่าย แล้วเดี๋ยวนี้องค์ความรู้เกี่ยวกับประเทศของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านความหลากหลายทางด้านชีวภาพของพืชและสัตว์ต่าง ๆ นานาเหล่านี้ เดี๋ยวนี้ก็ไปหมกอยู่ ตามสถาบันการศึกษาต่าง ๆ มากมายหลายประเทศทางทวีปยุโรปนี้นะครับ แล้วเมื่อเกิด การค้าเสรีขึ้นมาหรือว่าสิ่งต่าง ๆ มันเสรีขึ้นมา อย่างหนึ่งที่เราจะเสียเกียรติก็คือว่า เราแทบจะไม่รู้เขาเลย แต่เขารู้เรื่องราวต่าง ๆ ของบ้านเรามาก อย่างหนึ่งที่กระทบเราจะเห็นว่า มีหลายประเทศในทวีปแอฟริกา มีบางประเทศทางแถบลาตินอเมริกาก็สนใจเกี่ยวกับ เรื่องการค้าเสรีกับทางทวีปยุโรป แต่พอทำกันขึ้นมาแล้วปรากฏว่าเกษตรกรรายย่อยเสียเปรียบ อย่างมากมายทีเดียว แต่เดิมทำไร่ทำนาทำสวนขนาดเล็กก็พอจะอยู่ได้ วิถีชีวิตก็ไปได้ ทำ ๓ เอเคอร์ (Acre) ๕ เอเคอร์ ๓ เฮคเตอร์ (Hectare) ๑๓ เอเคอร์ ก็ ๒ ไร่ครึ่ง ๑ เฮคเตอร์ก็ ๖ ไร่กว่า ๆ แต่พอมีการค้าเสรีขึ้นมาอุตสาหกรรมการเกษตรขนาดใหญ่ พวกบริษัทการเกษตรขนาดใหญ่จากทางสหภาพยุโรปก็ไปหมกอยู่ตามประเทศต่าง ๆ อย่างนั้น แล้วทำไมครับ บรรดาเกษตรกรรายย่อยของเขาหายไปหมดเลย ก็ต้องมาทำงานในเมืองใหญ่ ๆ กัน ต้องไปเป็นกรรมกรตามโรงงานต่าง ๆ หรือขนาดว่าบางครั้งต้องไปเป็นลูกจ้างตามแพลนเทชัน (Plantation) ใหญ่ ๆ ที่สหภาพทางยุโรปได้เข้าไปลงทุนในประเทศของตนเอง แต่อย่างไรก็ตาม ผมอยากจะเรียนว่าผมเห็นด้วยกับความตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรป แต่กระผมอยากจะให้กระทรวงพาณิชย์ อยากให้ทางรัฐบาลไทยคัดเลือกนักเจรจาต่อรองคนที่จะไปเจรจากับเขาให้ระมัดระวัง ผลกระทบที่จะมีต่อประชาชนคนรากหญ้าทั่วไปในราชอาณาจักรของเรา ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประสาร มฤคพิทักษ์

นายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภาแบบสรรหา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตสิ่งที่เรียกว่าข้อตกลงการค้าเสรี น่าคิดว่า เป็นเสรีเขาแต่บรรลัยเราใช่หรือไม่ เพราะเหตุว่ามันทำให้เหล้ากับบุหรี่ (สินค้าเลว) มีราคา ที่ถูกลง ขณะเดียวกันทำให้ยาซึ่งเป็นสินค้าที่ดีราคาแพงขึ้น ขอเรียนว่าคณะทำงานที่ไปรับฟัง ความเห็นประชาชนที่กระทรวงพาณิชย์ได้ตั้งไป ผมเอ่ยชื่อก็ได้ ขออนุญาตเอ่ยชื่อนะครับ คุณกรรณิการ์ กิจติเวชกุล ได้มาให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว เราก็ได้ข้อมูลเยอะแยะมากมายซึ่งเป็น ข้อกังวลทั้งเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งเรื่องเหล้า บุหรี่ แล้วก็เรื่องอนุญาโตตุลาการ แต่สิ่งหนึ่งที่น่าคิดก็คือว่าการรับฟังความเห็นทั่วประเทศที่บอกว่า ๖๐ ครั้ง ๖๐ ครั้งนั้น ทุกสนามทุกเวทีเสนอแนะว่าให้เราเอาเหล้ากับบุหรี่ออกจากกรอบการเจรจา คือหยิบสินค้าเลว ๒ ตัวนี้ออกไปครับ เพราะอะไร เพราะว่าเป็นที่พิสูจน์แล้วทั่วโลก คนไทยตายด้วยบุหรี่ ปีละประมาณ ๕๐,๐๐๐ คน ตายด้วยเหล้าประมาณปีละ ๒๖,๐๐๐ คน บุหรี่อายุสั้นลงไป ประมาณ ๑๒ ปี และไม่มีคุณภาพชีวิตอีก ๒ ปี รวมเป็น ๑๔ ปี ที่ไม่มีคุณภาพชีวิตหรือว่า สูญเสียความสามารถกระทั่งอายุสั้นลงอย่างนี้นะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้ก็น่าเสียดายว่า เหตุไฉนกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศหรือกระทรวงพาณิชย์มิได้ใยดีกับการที่จะเอาเหล้า และบุหรี่ออกจากตะกร้าการเจรจา ท่านประธานครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก ในเมื่อเรากำลังก้าวสู่สิ่งที่เรียกว่าโกลบาไลเซชัน (Globalization) เป็นการวิวัฒน์ตาม สิ่งที่เรียกว่าโกลบาไลเซชัน มีคนคนหนึ่งเขาให้คำว่าโกลบาไลเซชัน เขาเรียกว่าก่อบรรลัย แก่ฉัน เพราะอะไร เพราะว่ายิ่งเปิดเสรีมากเท่าไรก็ยิ่งทำให้ทุนใหญ่มีโอกาสมากเท่านั้น นั่นก็คือว่าบุหรี่จะราคาถูกลง แล้วเมื่อบุหรี่ราคาถูกลงก็คือการเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เพราะฉะนั้น แผนงานหรือนโยบายที่ต้องการลดคนสูบบุหรี่ ที่ต้องการไม่ให้เกิดการสูบบุหรี่ของคนหน้าใหม่ ก็ไม่สามารถจะเป็นจริงได้ สสส. ใช้เงินไปปีละหลายร้อยล้านบาทเพื่อที่จะรณรงค์ทั้งเหล้า ทั้งบุหรี่ ให้เหล้าเท่ากับแช่ง หรือให้เลิกสูบบุหรี่ก็จะสูญสิ้นความหมายลงไปในทันทีทันใด ในเรื่องของบุหรี่กับเหล้ามันมีศัพท์คำหนึ่งเขาเรียกว่า ภาระโลก คำว่า ภาระโลก ขออนุญาต ใช้ภาษาอังกฤษนะครับ เขาบอก เบอร์เดน ออฟ ดิสีส (Burden of disease) บางทีเขาใช้ คำว่า บีโอดี (BOD) เบอร์เดน ออฟ ดิสีส นี่ก็คือเรื่องของการที่เป็นภาระของทั้งตัวเอง ทั้งสังคม เพราะมันไม่ได้เป็นเฉพาะตัวเท่านั้น มันหมายถึงญาติมิตร มันหมายถึงคนที่เกี่ยวข้อง หมายถึงลูก หมายถึงภรรยา หมายถึงสามี หมายถึงคนในครอบครัวได้ กรมพินิจและคุ้มครองเด็ก บอกว่าเด็กที่ประกอบอาชญากรรมหรือทำผิดกฎหมายนั้นเขาจะกินเหล้า แล้วภายใน ๕ ชั่วโมงเขาก็จะประกอบความผิดที่เป็นเรื่องผิดกฎหมายอย่างนี้เป็นต้น บุหรี่ก็เช่นเดียวกัน มีผลอย่างที่ผมได้เรียนไปแล้ว โดยธนาคารโลกเองนั้นก็แนะนำว่าการควบคุมการบริโภคแอลกอฮอล์และบุหรี่จะเป็นคุณ ต่อมนุษย์และเป็นคุณต่อโลกนะครับ นั่นก็เป็นเรื่องของเหล้าและบุหรี่ ถ้าผมจะเสนอ ก็คือว่าถ้าเผื่อจะมีการเจรจากันจริงขอเสนอแนะให้ทำตามความเห็นของการรับฟัง ความเห็นจากทั่วประเทศ คือ เหล้า บุหรี่ต้องออกไปจากกรอบการเจรจา และขอให้สนใจ ในประเด็นนี้มาก ๆ

อีกประเด็นหนึ่งที่เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกได้พูดไปแล้วคือเรื่องของยาครับ สิทธิบัตรยา ผมขอเสริมว่าเมื่อเราประกาศซีแอล (CL) เมื่อปี ๒๕๕๑ สามารถที่จะประกาศ เอกราชทางยาเหนือสิทธิบัตรยาประมาณ ๗ ชนิดด้วยกัน เราสามารถที่จะประหยัดค่าใช้จ่าย ไปได้มหาศาลนะครับ ผมต่อเติมตัวเลขอีกเล็กน้อยก็ได้ โคลพิโดเกรลป้องกันลิ่มเลือด ในหลอดเลือดคือโรคหัวใจนั้นเม็ดละ ๗๓ บาท ก็เหลือเม็ดละ ๒ บาท อย่างนี้เป็นต้น อีฟาไวเรนซ์ต้านไวรัสเอดส์ ขวดละ ๑,๔๐๐ บาท ก็เหลือขวดละ ๖๕๐ บาท โลปินาเวียร์ ต้านไวรัสเอดส์ ขวดละ ๕,๙๐๐ บาท เหลือขวดละ ๒,๒๐๐ บาท นี่คือตัวอย่างเล็ก ๆ ครับว่า เมื่อไรที่เราประกาศเอกราช คือหลุดพ้นจากกรอบที่ต่างชาติมาครอบงำอยู่ เราก็สามารถที่จะ ทำให้คนเข้าถึงยาได้มากขึ้น ทำให้สามารถที่จะใช้ยาในราคาที่ถูกลง เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่ามีความสำคัญเช่นเดียวกัน ดังนั้นการที่จะพิจารณาอะไรต่อไปขอให้สนใจ ในเรื่องเหล้า เรื่องบุหรี่ รวมถึงเรื่องสิทธิบัตรยาที่เป็นเรื่องสำคัญของประเทศเรา คิดถึงสุขภาพคนไทย คิดถึงสุขภาพของประชาชนมากกว่าจะคิดถึงความได้เสียทางการค้า ที่เป็นตัวเลขที่บอกว่ามากมายมหาศาล จริง ๆ ไม่ได้มากขนาดนั้นครับ ขอเรียนไว้ตรงนี้ ด้วยความเคารพ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านผุสดี ตามไท ครับ

นางผุสดี ตามไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน ผุสดี ตามไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ดิฉันอยากจะขออนุญาตอภิปราย ในเรื่องกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปใน ๒ ประเด็น ประเด็นแรก คือเรื่องของกระบวนการ อีกประเด็นหนึ่งก็คือเรื่องของเนื้อหาสาระ แต่ว่า ก่อนที่จะไปเจาะถึงรายละเอียด ดิฉันก็อยากจะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า ทั้งกระบวนการที่ได้มาซึ่งกรอบการเจรจาและจะนำไปสู่การเจรจาในอนาคตนั้น รวมไปถึง เนื้อหาสาระนั้นมีความบกพร่อง แล้วก็ถูกละเลยในประเด็นสำคัญ ๆ อยู่หลายประการ ดิฉันก็ขออนุญาตยกตัวอย่าง แต่บางประเด็นที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้ว ดิฉันก็ยังจะ ขออนุญาตท่านประธานพูดซ้ำเพราะมันเป็นความกังวลใจจริง ๆ นะคะ

ในเรื่องแรกเลยก็เรื่องของกระบวนการ ที่จริงตั้งแต่วันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๓ คณะรัฐมนตรีซึ่งภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ได้มีมติให้จัดตั้ง คณะกรรมการเพื่อรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วนในเรื่องการจัดทำความตกลงการค้าเสรี ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป โดยให้มีผู้แทนจากทั้งภาคประชาสังคม นักวิชาการ ภาคธุรกิจ ทั้งหลายทั้งปวงร่วมกันเป็นคณะกรรมการแล้วก็ช่วยกันแสดงข้อคิด ความเห็นต่าง ๆ ทั้งในด้านบวกและด้านลบ แล้วก็รวมไปถึงมาตรการรองรับด้วย ซึ่งน่าที่จะครอบคลุม ให้ได้ทั้งหมดนะคะ แต่ดิฉันก็ไม่แน่ใจว่าได้มีการดำเนินการมาเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่องแล้ว ได้เอาผลแห่งการรับฟังความคิดเห็นนี้ไปไว้ที่ไหนกัน แล้วก็นอกจากนั้นกรมเจรจาการค้า ระหว่างประเทศเองก็ได้ดำเนินการรับฟังแล้วก็เผยแพร่ข้อมูล และยังได้มอบหมายให้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยหรือที่หลายคนเรียกว่าทีดีอาร์ไอได้ทำโครงการ ศึกษาแนวทางการเจรจา แล้วก็ผลกระทบจากการจัดทำความตกลงการค้าเสรีอันนี้ แล้วก็ ดิฉันเชื่อมั่นว่าสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยก็ได้รวบรวมงานศึกษานี้แล้วก็เขียน เป็นบทสรุปให้ผู้บริหาร แล้วก็มีข้อเสนอแนะ มีข้อคาดคะเนไว้ ซึ่งอย่างหนึ่งก็คือที่เพื่อนสมาชิกได้พูดไปแล้วก็คือ คาดไว้ว่าสหภาพยุโรปจะเรียกร้องให้ประเทศไทยยกระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา สูงกว่าระดับการคุ้มครองที่ผูกพันไว้ในทริปส์อย่างนี้เป็นต้น กระนั้นก็ตามดิฉันไม่แน่ใจว่า กระทรวงพาณิชย์ได้นำเอาข้อกังวลซึ่งเป็นข้อกังวลที่สะท้อนมาจากการรับฟังความคิดเห็น และรวมไปถึงการบอกเล่าของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ท่านประธานคะ เมื่อ ๔ ธันวาคม มติ ครม. ในรัฐบาลชุดนี้ก็เห็นชอบร่างกรอบการเจรจา กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเผยแพร่ร่างกรอบการเจรจานี้วันที่ ๑๘ มกราคม แล้วก็บอกไว้ว่าวันที่ ๒๓ จะมีการจัดการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนแล้วก็แจ้งไว้ว่า จะประมวลผลการรับฟังความคิดเห็นแล้วก็ทำขึ้นเว็บไซต์ และนำผลการรับฟังนี้เสนอ คณะรัฐมนตรีเพื่อที่จะพิจารณาร่างกรอบการเจรจาอีกครั้งหนึ่งก่อนที่จะเสนอรัฐสภา ท่านประธานคะ วันนี้วันที่ ๒๙ ดิฉันไม่แน่ใจ ที่จริงค่อนข้างมั่นใจว่ารัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์ ไม่ได้สนใจใยดีกับเรื่องของข้อคิดความเห็นเลย แล้วก็ซ้ำร้ายยิ่งไปกว่านั้นท่านประธานคะ กระทรวงพาณิชย์ชี้แจงให้พวกเราทราบว่าทำมาตั้งหลายหนหลายครั้ง ในอดีต ๖๐ ครั้ง ข้อกังวลยังเหมือนเดิม เช่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอนุญาโตตุลาการ เรื่องการเปิดเสรี เครื่องดื่มสินค้าแอลกอฮอล์ เรื่องข้อผูกพันทรัพย์สินทางปัญญา ดิฉันก็ถามว่าถ้าเป็นความกังวล ที่ซ้ำกันขนาดนั้นทำไมกระทรวงพาณิชย์ถึงไม่ลุกขึ้นคิดที่จะแก้ไขแม้แต่คำพูดที่ใช้อยู่ ในร่างกรอบการเจรจา ดิฉันก็ไม่เข้าใจ ดิฉันก็ขอกราบเรียนท่านประธานให้ท่านรัฐมนตรี ช่วยชี้แจงด้วยนะคะ นั่นก็สะท้อนให้เห็นจริง ๆ ว่าในส่วนที่มาตรา ๑๙๐ พูดถึงให้มีการรับฟัง ความคิดเห็นนั้นไม่ใช่สักแต่เขียน แต่ในเรื่องของการให้ประชาชนมีส่วนร่วมอันนี้ มันเป็นความตาย เป็นวิถีชีวิตที่จะถูกผลกระทบจากผลการเจรจาอย่างนี้ในอนาคตแล้ว กระทรวงพาณิชย์ในนามของรัฐบาลไม่ใส่ใจใยดีน่าจะไม่ไหวกระมังคะท่านประธาน นั่นก็คือ เรื่องกระบวนการ

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องเนื้อหาสาระ หลายเรื่องเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้ว ดิฉันขอเรื่องเดียวค่ะคือเรื่องของอนุญาโตตุลาการ ท่านประธานคะ ในหมวด ๕.๙ การลงทุน ในข้อ ๕.๙.๕ ซึ่งสะท้อนถึงเรื่องของการคุ้มครองการลงทุนโดยเปิดโอกาสให้ใช้กระบวนการ อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศในการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐและเอกชนเพื่อนสมาชิก พูดไปแล้วนะคะ ดิฉันขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานอีกครั้งหนึ่งว่าการเปิดโอกาสอย่างนี้ ให้มีกระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศน่าจะมีผลเสียกับประเทศไทย แล้วก็ ประชาชนคนไทยอย่างมากนะคะ เพราะว่าในทางปฏิบัติแล้วทางเลือกอันนี้จะมีโอกาสไหม ที่จะไปทำลายทุกเรื่องเลยที่เราเขียนกันไว้ในกรอบการเจรจา เหมือนไหมคะกับการให้ เช็คเปล่าไป ท่านประธานคะ มีข้อมูลนะคะที่บ่งบอกว่าคดีที่เข้าสู่การพิจารณาของ อนุญาโตตุลาการ ปี ๒๕๕๔ มี ๔๕๐ คดี แล้วอนุญาโตตุลาการก็กระจุกอยู่ในบริษัท ซึ่งเพื่อนสมาชิกได้พูดไปแล้วก็ขออนุญาตพูดซ้ำประมาณ ๓ บริษัท แล้วตัวอนุญาโตตุลาการเอง ก็มีชื่อซ้ำกันอยู่ภายใน ๑๕ คนนี้ละค่ะ เพราะฉะนั้นอันนี้ค่ะมันเป็นการสะท้อนหรือเปล่าว่า เป็นการค้ากำไรบนความขัดแย้ง ท่านประธานคะ ดิฉันขออนุญาตใช้เวลาอีกสักนิดเดียว เพื่อจะยกตัวอย่างให้ดูว่าในอดีตที่ผ่านมาตัวคดีที่เกิดขึ้นนั้นมันมีอะไรบ้างสัก ๒ คดี

คดีแรกท่านประธานคะ กับประเทศอาร์เจนตินา วิกฤติเศรษฐกิจ ในประเทศอาร์เจนตินาระหว่างปี ค.ศ. ๒๐๐๑ ปี ค.ศ. ๒๐๐๒ ทำให้รัฐบาลต้องลดค่าเงิน แล้วก็หยุดการขึ้นสาธารณูปโภคเพื่อช่วยค่าครองชีพประชาชน นี่คือความเป็นความตาย ของประชาชนนะคะ แต่ปรากฏว่ารัฐบาลอาร์เจนตินาถูกนักลงทุนยักษ์ใหญ่ เช่น ด้านพลังงาน จากประเทศสหรัฐอเมริกา เรื่องการแปรรูปน้ำจากประเทศฝรั่งเศส แล้วก็จากสหราชอาณาจักร ฟ้องเรียกค่าเสียหาย เสียหายจากอะไรคะ เสียหายจากกำไรที่คาดว่าจะได้รับแต่สูญเสียไป สูญเสียกำไรนะคะท่านประธาน ชีวิตของประชาชนอยู่ที่ไหนอันนี้รัฐบาลอาร์เจนตินา เขาก็ยืนกรานนะคะจะไม่จ่ายค่าเสียหาย ดิฉันไม่ทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้น

อีกกรณีหนึ่ง ประเทศเยอรมนี ใน ค.ศ. ๒๐๐๙ บริษัท แวทเทนฟอลล์ บริษัทพลังงานจากประเทศสวีเดนฟ้องรัฐบาลเยอรมนีเรียกค่าเสียหาย ๑,๙๐๐ ล้านดอลลาร์ บวกดอกเบี้ย ทำไมคะรัฐบาลเยอรมนีทำอะไรคะ ฐานที่ออกกฎหมายสิ่งแวดล้อม เพิ่มความเข้มงวดกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน ต่อมาปีที่แล้วนี่เอง ค.ศ. ๒๐๑๒ บริษัทเดิมฟ้องอีกค่ะ เรียกค่าเสียหาย ๔,๖๐๐ ล้านยูโร ฐานะอะไรคะ ในฐานที่รัฐบาลเยอรมนีออกนโยบาย จะเลิกใช้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ท่านประธานคะ ชีวิตของประชาชนอยู่ที่ไหน จริง ๆ แล้วดิฉัน อยากจะขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ทางเลือก เอาออกไปเลยค่ะ ทางเลือกอันนี้ไม่ต้องมีค่ะ อนุญาโตตุลาการไปใช้กระบวนการยุติธรรม ตามปกติในประเทศต่าง ๆ ก็แล้วกันนะคะ หรือถ้ายังอยากจะทิ้งไว้นะคะ ที่เขารับฟัง ความคิดเห็นกันมาก็ยืนยันตรงกันบอกว่าให้เติมไว้ได้ไหมถ้าอยากจะมีอนุญาโตตุลาการ แต่ยกเว้นได้ไหมคะในสาระที่เกี่ยวกับเรื่องนโยบายสาธารณสุข นโยบายสาธารณูปโภค และนโยบายที่เกี่ยวกับความมั่นคง เพราะฉะนั้นท่านประธานคะ สาระแม้เพียงเรื่องเดียว ตรงนี้ค่ะ อนุญาโตตุลาการก็มีแนวโน้มจะทำความเสียหายให้กับประชาชนอย่างมากที่สุด ดิฉันต้องกราบเรียนขอร้องท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เลยว่า ๑. ถ้าเผื่อแก้ไขกันได้ก็แก้ไขกันเสียในวันนี้ ถ้าแก้ไขไม่ได้ดิฉันอยากจะขอให้ท่านประธาน ฝากไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ให้ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันได้ไหมคะ ใช้เวลาอีกสักนิดเดียว จะเป็น ๓๐ วัน หรือ ๔๕ วัน เพื่อช่วยกันเขียนให้กรอบการเจรจานี้ นำไปสู่ประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน ขอบพระคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวิชาญ มีนชัยนันท์

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้เรามีการพิจารณากรอบข้อตกลงหลายฉบับ และฉบับนี้ เป็นฉบับที่ ๓ ซึ่งมีการเสนอกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป ซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้แสดงความคิดเห็นไปในหลายส่วน ผมเองก็ต้องขออนุญาตนะครับว่า ในขณะที่การทำข้อตกลงทุกฉบับที่ท่านรัฐมนตรีได้เรียนไปแล้วว่ามันมีทั้งข้อดีข้อเสีย ในบางประการ จริง ๆ แล้วถ้าเราไม่ทำข้อตกลงผลเสียมันจะมากกว่า ดังนั้นในเรื่องของ การทำข้อตกลงกับสหภาพยุโรปนั้นถือว่าเราได้ประโยชน์ ผมดูในส่วนของเนื้อหารายละเอียด ซึ่งมีผลประโยชน์จากการส่งออกและนำเข้าสินค้านี่การส่งออกสูงกว่า แล้วก็การค้ากับ สหภาพยุโรปนั้นเราเองได้เปรียบดุลการค้า แต่บางอย่างนั้นธุรกิจบางประเภท ก็ต้องยอมรับครับว่าถิ่นฐานหรือการผลิตต่าง ๆ นั้นที่มาที่ไปที่แตกต่างกัน บางครั้งในส่วนที่ จะต้องถูกตัดหรือถูกเพิ่มมันก็มีการสมดุลกัน ซึ่งในส่วนหนึ่งนั้นก็ต้องยอมรับครับว่า สหภาพยุโรปนั้นเป็นแหล่งธุรกิจการค้าที่ใหญ่ที่สุดซึ่งประเทศต่าง ๆ นั้นประสงค์ที่อยากจะ เข้าไปซื้อขายสินค้าแลกเปลี่ยนในอัตราที่แตกต่างกัน แต่สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้นั้นมันก็ต้องมี เพดานการค้า ซึ่งการได้เปรียบหรือได้ประโยชน์ก็ต้องอยู่ในมูลฐานของแต่ละประเทศ ซึ่งกลุ่มสหภาพต่าง ๆ เดี๋ยวนี้มันก็มีกลุ่มสหภาพที่แตกต่างกันออกไป อย่างประเทศไทย ก็อยู่ในกลุ่มอาเซียน ซึ่งขณะเดียวกันก็ต้องทำกรอบข้อตกลงเจรจากับกลุ่มต่าง ๆ เพื่อให้เกิด ความเข้มแข็ง ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกเองได้พูดในลักษณะต่าง ๆ กันว่า การทำกรอบเจรจานั้นมีการพูดถึงเวทีสาธารณะซึ่งจะต้องจัดทำในกรอบต่าง ๆ นะครับ ซึ่งตามมาตรา ๑๙๐ นั้นก็เป็นความเห็นที่พี่น้องประชาชนในกลุ่มต่าง ๆ จะต้องได้รับทราบ ได้แจ้งแล้วนะครับว่ามีการทำทั้งหมด ๖๐ ครั้ง มีตัวแทนองค์กรต่าง ๆ จากภาครัฐเข้ามา ภาครัฐ ภาคประชาสังคม ประชาชน ประมาณ ๕,๐๐๐ คน สิ่งต่าง ๆ ที่ได้มาผมมองว่า เป็นกรอบความคิดเห็นในแต่ละหลากหลายอาชีพ ซึ่งบอกว่าใน ๗ กลุ่มอาชีพต่าง ๆ ได้มีกลุ่มเกี่ยวข้อง อาทิเช่น ในเรื่องของอิเล็กทรอนิกส์ เรื่องไฟฟ้า ยานยนต์ ชิ้นส่วนต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งแฟชั่น สิ่งทอ อัญมณี เป็นกลุ่มหนึ่ง แล้วก็กลุ่มสินค้ายา กลุ่มบริการสาขาการเงินการธนาคาร กลุ่มเกษตร กลุ่มแอลกอฮอล์ กลุ่มสิ่งแวดล้อม ทั้งหมด ๗ กลุ่มผมเรียนเลยว่ามันอยู่ในระบบของการค้า ภาคธุรกิจ ซึ่งบอกได้เลยว่าภาคเอกชนต่าง ๆ เหล่านี้เขาสามารถที่จะดำเนินชีวิตในการติดต่อ โดยผ่านวิธีการของระบบการภาษีต่าง ๆ ระหว่างประเทศ กับการเจรจาข้อตกลงหลายระดับ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทีนี้กรอบการเจรจาล่าสุดที่จะต้องไปทำนั้น ผมมองว่า การที่ทั้ง ๗ กรอบที่เกี่ยวข้องกับแต่ละกลุ่ม ถ้าเราไม่มีการพัฒนาหรือได้ข้อตกลงบางอย่าง จากการทำประชาพิจารณ์แต่ละกลุ่มหรือข้อคิดเห็น มันมีทั้งข้อดี ข้อด้อย ก็มีการเขียนไว้ ในส่วนต่าง ๆ ถึงผลกระทบ ซึ่งผมมองว่าถ้าผลกระทบต่าง ๆ เหล่านี้ อาทิเช่น ในเรื่องกิจการรายใหญ่ ในตลาดโทรคมนาคม การเงิน และการพลังงาน ผลกระทบคือส่งผลกระทบโดยตรง ต่อผู้ประกอบการไทยและผู้ประกอบการต่างชาติที่ไม่ได้ทำความตกลงแบบทวิภาคี ของประเทศไทยมันก็คือผลกระทบ แต่ผลกระทบจะเกิดหรือไม่ อย่างไร มันจะมีการแยกย่อย ออกไปครับท่านประธาน เพราะผมว่าการเจรจาจะสัมฤทธิผลตามข้อตกลงก็ต่อเมื่อได้มี การพูดคุยกันในกรอบต่าง ๆ ซึ่งในแต่ละกรอบเราเองทราบถึงผู้ประกอบการที่จะมี ผลกระทบโดยตรง เพราะฉะนั้นรัฐบาลเองโดยกระทรวงที่เกี่ยวข้อง หรือกรมการค้า ต่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างต่างประเทศ กรมการค้าภายใน หรือแม้กระทั่ง ในแต่ละกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับภาคผลิต ในกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ก็คงจะต้องลงไปดูนะครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมขออนุญาตกราบเรียนครับว่า การวิตกกังวลเป็นเรื่องปกติเพราะเราเองอยู่ในระบบของตัวแทนก็คือรัฐสภา แต่ลักษณะของ การที่วิตกกังวลว่าเหตุและผลต่าง ๆ ที่จะต้องไปเจรจาจะมีการชะลอหรือไม่ อย่างไร ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าข้อคิดเห็นของสภาต้องนำไปใช้อยู่แล้ว แต่ถ้าไม่มีการดำเนินการ ในเรื่องของการทำข้อตกลงให้เป็นไปตามกลุ่มที่เขาเรียกร้องหรือกลุ่มที่มีการดำเนินการ เราเป็นคู่ค้าถ้าไม่ประกอบตามวิธีการผลกระทบจะเสียหายมากกว่านะครับ เพราะฉะนั้น ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าสิ่งที่เพื่อนสมาชิกเป็นห่วงวิตกกังวลรวมถึง ตัวผมเองด้วยใน ๗ กรอบที่ได้มีการพูดแล้วก็มีผลกระทบ ท่านรัฐมนตรีเอง รัฐบาลเอง ต้องรับไป รับไปดำเนินการดูแลแล้วก็ตอบข้อซักถามบางประการ ซึ่งขณะนี้ถ้าเราผ่าน กรอบดังกล่าวในวันนี้ การดำเนินการเบื้องต้นและการที่จะพูดคุยเจรจาไปสู่การปฏิบัตินั้น ย่อมเกิดขึ้น ผมก็คงฝากว่าในเรื่องต่าง ๆ ที่เพื่อนสมาชิกเองได้เห็นก็คงฝากทางรัฐบาลไป ส่วนตัวผมเองนั้นเห็นด้วยกับวิธีการเสนอร่างกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทย กับสหภาพยุโรป ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ ครับ

พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ งานนี้ก็เหมือนกับภาคบังคับ การเจรจาความตกลง การค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป ถ้าเผื่อสมมุติว่าเราไม่ทำด้วยปัญหาก็คงจะยาว ท่านประธานคงจะจำได้ใช่ไหมครับว่าในการจัดระเบียบโลกใหม่นั้น เมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้ว ทางสหรัฐอเมริกาชูประเด็นเรื่องการค้าเสรีและประชาธิปไตย และมีสิ่งแวดล้อมอะไรตามมา อีก ๒-๓ ตัว ตอนนั้นผมก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมมหาอำนาจของโลกในการจัดระเบียบโลกใหม่ ถึงจะใช้กลไก ๒ อย่างนี้ บัดนี้ทางด้านการชูประเด็นประชาธิปไตยผมซาบซึ้งแล้วว่ามันเกิด อะไรขึ้น การค้าเสรี ท่านประธานครับ ประเทศที่มีศักยภาพในการแข่งขัน มีความเจริญ ก้าวหน้าทางเทคโนโลยีย่อมได้เปรียบ ถูกไหมครับ ประเทศที่ด้อยกว่าโอกาสที่จะไปสู้ก็คงจะยากนะครับ คราวนี้ในเมื่อมันเป็นภาคบังคับมาแล้ว คิดว่าทางสภาก็คงจะต้องช่วยกันหาทางออกว่าทำอย่างไรถึงจะรอดปากเหยี่ยวปากกาครั้งนี้ ไปให้ได้เพื่อพี่น้องประชาชน ผลกระทบถ้าสมมุติว่าประเทศไทยไม่เข้าร่วมทำความตกลง การค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปตามเอกสารที่แจก ก็จะเห็นได้ชัดนะครับว่า เราจะรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน แล้วคู่แข่งเราที่อยู่ในอาเซียนไม่ว่าจะเป็น ประเทศมาเลเซีย ประเทศเวียดนาม ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศสิงคโปร์ ทั้งนี้เขาก็จะแย่ง ตลาดเราไป เราก็จะสูญเสียโอกาสในการที่จะเป็นศูนย์กลางในภาคอุตสาหกรรม ในรายงาน ไปเขียนในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ สินค้าและบริการ อุตสาหกรรมการสื่อสารโทรคมนาคม ผมเป็นห่วงครับ เพราะว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เราเจริญรุ่งเรืองขณะนี้ส่วนใหญ่เราก็บริโภค ภายในประเทศเยอะ เราไม่ได้ทำเครื่องยนต์เองนะท่านประธาน เรานำเข้าเป็นส่วนใหญ่ ตอนนี้เลยทำให้ดุลการค้าเราเสียหายไปเยอะนะครับ ก็แล้วไปแล้วมันผ่านไปแล้วก็คงจะต้อง ปรับตรงนี้ อุตสาหกรรมการสื่อสารและโทรคมนาคม เรายังไม่สามารถยิงดาวเทียมไปได้เลย ท่านประธานครับ เราก็ยังเป็นของเราอยู่อย่างนี้นะครับ เพราะฉะนั้นผมก็ยังหาทางออก ไม่ได้ว่าจะพลิกฝ่ามือให้มันกลับมาสู้เขาได้อย่างไร นอกจากว่าทางสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน รวมทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้าน แล้วก็นักวิชาการ คนไทยทั้งประเทศ เราต้องร่วมมือกันตระหนักถึงภัย ที่จะมาถึงนะครับ การถูกตัดสิทธิพิเศษทางศุลกากรหรือจีเอสพี ซึ่งแต่เดิมเราก็พึ่งตรงนี้มาก ทีนี้ถ้าสมมุติว่าไม่ไปลงตรงนี้สมาชิกรัฐสภาหลายท่านก็ได้อภิปรายแล้ว แต่ท่านประธานดู รายละเอียดในสินค้าที่เราเป็นห่วงเป็นใยมันก็ยังไปอยู่แถว ๆ รถยนต์ขนส่ง เครื่องปรับอากาศ อาหารทะเลสด พวกที่เรานำเข้ามา เรามาแปรรูปนะครับ สับปะรดกระป๋องเทียบกับเกาะฮาวาย แล้วเราไม่ได้เท่าเขานะครับ ท่านประธานเคยไปหัวหินแถว ๆ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ท่านประธานก็คงจะทราบนะครับ ถุงมือยางเราขาดง่าย คุณภาพก็ยังไม่ได้ทั้ง ๆ ที่เรา ก็มีศูนย์วิจัย มีอะไรต่าง ๆ เราขาดผู้ที่จะบูรณาการนะครับ ยางรถยนต์ครับท่านประธาน มันก็มีไม่กี่เส้นก็ทำให้ยางพาราเราตกต่ำ ผลกระทบจากการย้ายฐานการผลิตแล้วไปลงทุน ยังประเทศอื่นของต่างชาติ อันนี้เป็นเรื่องที่ตลกนะครับท่านประธาน เราอยากจะให้มี ผู้มาลงทุนในประเทศ แต่ขณะเดียวกันเราก็มีการโฆษณาให้คนไทยไปลงทุนยังต่างประเทศ เพราะตอนนี้พอเงินบาทเริ่มแข็งก็มีผู้ออกมาคัดค้านร้องกันมากมาย ซึ่งทำให้ผมเป็นห่วง ร้องมาก ๆ แล้วแบงก์ชาติก็ต้องไปสู้ค่าเงินบาท และท้ายที่สุดทำไปทำมาเราก็จะมีสำรอง เงินตราต่างประเทศเป็นเงินเหรียญมากโดยที่เราไม่ตระหนักรู้ทั้งหมดไปกู้เขามา ตอนนี้ โชคดีนิดหนึ่งครับท่านประธาน เข้าใจว่าเวรกรรมและสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริงนะครับ ไม่ว่าจะเป็น ทวีปยุโรป ประเทศสหรัฐอเมริกาทั้งหมดที่เคยเอารัดเอาเปรียบเราขณะนี้เขาก็ประสบ อาจจะเป็นเคราะห์กรรม ก็คิดว่าเราก็คงยังมีโอกาสที่จะเจรจาในครั้งนี้ การเจรจาจัดทำ ข้อตกลงการค้าเสรีถือว่าเป็นเซคันด์ เจเนอเรชัน (Second generation) ตามรายงาน ซึ่งผมก็ยังมองไม่เห็นว่าเราได้ประโยชน์อะไรมากมายตรงนี้นักเราก็ไปตามน้ำ ในเมื่อกระแสโลก ไปอย่างนี้เราก็ไปอย่างนี้ คือทั้งหมดเป็นผลกระทบ ซึ่งทางกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้ดำเนินการแล้วก็จ้างทีดีอาร์ไอ เพราะฉะนั้นผมก็คิดว่าข้อมูลทั้งหมดมาจากข้อมูล ที่น่าจะเชื่อถือได้ กรอบการเจรจาแต่ละประเด็นเพื่อนสมาชิกรัฐสภาก็ได้พูดไปในหลายเรื่อง แล้วนะครับ แต่เรื่องที่ยังไม่มีผู้อภิปรายก็ยังค้างอยู่ ผมขออนุญาตเติมเต็ม

เรื่องแรก มาตรการด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ตรงนี้เรายังมีข้อด้อยอยู่ ค่อนข้างจะเยอะ เราใส่ปุ๋ยเยอะนะครับท่านประธาน เราใส่ยาฆ่าหญ้าเยอะนะครับ ถึงแม้ ในกรอบการเจรจาจะเขียนว่าอย่าให้เอาเรื่องไปพูดในเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ผมไม่เชื่อว่า ฝรั่งจะยอม เพราะว่าห้องแล็บ (Lab) อะไรต่าง ๆ เขาดีและสายสืบเขาดี ท่านประธานครับ ของเราไม่ทราบเป็นอะไรสายลับเยอะ เพราะฉะนั้นก็ทำให้คู่เจรจาเราได้เปรียบนะครับ ด้านการลงทุนครับท่านประธาน ให้เปิดเสรีด้านการลงทุนในสาขาที่ประเทศไทยมีศักยภาพและมีความพร้อม ผมมองไม่ค่อยเห็นครับ มีผู้ประกอบการอยู่ไม่กี่เจ้าที่มีโอกาสกู้แบงก์ได้มาก เพราะฉะนั้นก็มีโอกาสไปลงทุน ก็ไม่ทราบว่าสิ่งนี้คณะผู้เจรจาจะไปเขียนอย่างไรเพื่อให้เราขยายโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการ รายใหม่ไม่ใช่กลุ่มทุนเจ้าเก่าซึ่งมีคอนเนกชัน (Connection) กับทางฝ่ายการเมือง ไปดำเนินการอยู่ ไปไม่กี่เจ้ามันสู้ไปหลาย ๆ เจ้าไม่ได้นะครับ เรื่องอนุญาโตตุลาการอันนี้ หลายท่านพูดแล้วผมไม่ขอพูดนะครับ เราทะเลาะกันเก่งครับ แต่เราไปทะเลาะกับ ต่างประเทศเราแพ้ครับ เพราะฉะนั้นก็เห็นด้วยถ้าเผื่อไปอนุญาโตตุลาการนี่เสร็จ อย่างน้อยไปขึ้นศาล ศาลชี้ ผมไม่อยากยกตัวอย่างเรื่องเขาพระวิหารนะครับเพราะว่า ยังไม่สบายใจ แล้วก็ยังนอนไม่หลับทุกครั้ง ทรัพย์สินทางปัญญาเราก็มีกรมทรัพย์สิน ทางปัญญาท่านประธานครับ แต่หลายครั้งผมก็ยังมองไม่เห็นว่าประเทศไทยเราได้มี นวัตกรรมอะไรใหม่ ไม่ทราบจะแก้ไขประเด็นอย่างไร ขอ ๒ ประเด็นครับท่านประธาน การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ตรงนี้ผมไม่มั่นใจว่าเรามีความโปร่งใสตามมาตรฐานของ ต่างประเทศเขาหรือเปล่า ถ้าสมมุติว่าเรายังแก้ไม่ได้เห็นเงินเป็นพระเจ้าอยู่อย่างนี้ ทั้งสังคมนิยมทั้งหมดแล้วก็ยังมีค่านิยมสังคมไทยตรงนี้น่าห่วงครับ ขออนุญาต เวลาผมหมด ขออนุญาตจบแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านเกียรติ สิทธีอมร

นายเกียรติ สิทธีอมร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ ผมขอร่วมในการอภิปรายกรอบการเจรจา ความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปซึ่งรัฐบาลเสนอเข้ามา ก่อนอื่นคงต้อง ขอแสดงความผิดหวังเล็กน้อยนะครับ ท่านรัฐมนตรีท่านไม่ทราบว่าที่ยื่นเข้ามาไม่ครบครับ ไม่ครบตามกรอบของมาตรา ๑๙๐ และไม่ครบตามเงื่อนไขของการที่เราไปตกลงกับ สหภาพยุโรปไว้ว่าเอฟทีเอเขตการค้าเสรีนี่มันผูกโยงกับเงื่อนไขของข้อตกลงความเป็นหุ้นส่วน ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป หรือที่เรียกย่อ ๆ ว่าพีซีเอ (PCA) ในเอกสารที่ท่านทำเสนอ สมาชิกไม่มีเรื่องพีซีเอเลยครับ แล้วท่านขอเราไปเจรจา ท่านเจรจาเสร็จเขาไม่ลงนามกับท่าน เพราะมันผูกโยงกับความตกลงความเป็นหุ้นส่วนที่กำลังเจรจาอยู่ ท่านไม่รายงานเรื่องสำคัญ เช่นนี้กับสมาชิกรัฐสภาเลยครับ แล้วท่านก็ไม่ได้มีในรายงานของท่านเลยครับว่าตอนนี้เจรจา พีซีเอไปถึงไหนแล้ว ในพีซีเอมีเรื่องสำคัญ ๆ อยู่ ๒ เรื่องที่เป็นเรื่องที่ติดขัดอยู่ ท่านรัฐมนตรี ทราบหรือเปล่าครับ เวลาท่านเสนอกรอบเข้ามาท่านทราบไหมว่ามันมีนัยสำคัญอย่างไร กับการเจรจาระหว่างประเทศ

ประการแรกครับ เรื่องการเป็นสมาชิกและการยอมรับศาลยุติธรรมระหว่าง ประเทศ เรื่องนี้ท่าทีรัฐบาลเป็นอย่างไรครับ สมาชิกรัฐสภาต้องทราบเพราะมันผูกโยงกับ การเจรจาเอฟทีเอ

เรื่องที่ ๒ ความร่วมมือในการกำจัดอาวุธทำลายล้างอานุภาพสูงหรือเวพอนส์ ออฟ แมส เดสตรัคชัน (Weapons of Mass Destruction) ท่าทีของท่านเป็นอย่างไรครับ ท่านไม่บอกรัฐสภาแห่งนี้เลยครับ แล้วท่านจะเดินหน้าไปเจรจาเอฟทีเอทั้ง ๆ ที่มันผูกโยงกับ เรื่องเหล่านี้ครับ ผมคิดว่าถ้าท่านไปตั้งตัวเสียใหม่นะครับ ถอนทางนี้ออกไปก่อนได้ไหมครับ เตรียมให้มันพร้อมจริง ๆ แล้วค่อยกลับมาให้สมาชิกรัฐสภารับทราบ อันนี้เป็นสิทธิของท่านนะครับ เดี๋ยวท่านประธานก็ต้องวินิจฉัยนะครับ เพราะว่าแม้กระทั่งการยื่นเอกสารเข้ามาถามว่า สอดคล้องกับมาตรา ๑๙๐ เต็มที่หรือยัง ผมคิดว่ายังไม่สอดคล้องนะครับ ยังไม่ครบถ้วน ถูกต้องครับ เพราะอะไรท่านประธานครับ ก่อนที่เราจะเริ่มเจรจาว่ากรอบการเจรจาจะเป็นอย่างไร กับสหภาพยุโรปมีข้อตกลงกันครับ และกระทรวงพาณิชย์เองก็รับไปดำเนินการว่า จะมีการทำที่เขาเรียกว่าสโคปิง สตัดดี (Scoping study) ศึกษาเบื้องต้นว่าถ้าทำเอฟทีเอ และเจรจาเอฟทีเอระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปแล้วผลจะเป็นอย่างไรบ้าง ท่านก็ไม่ยื่นครับ ท่านก็ไม่ยื่นผลการศึกษาอันนี้เสร็จแล้วครับ เสร็จหมดแล้วครับทำไม ท่านไม่ยื่นให้กับสภาแห่งนี้รับทราบก่อนที่จะนำระเบียบวาระนี้เข้าสภา ถ้าผมคิดดีท่านก็บกพร่อง ถ้าคิดไม่ดีท่านปกปิดหรือเปล่าผมก็ไม่ทราบครับ แต่ท่านควรจะต้องยื่นครับท่านประธาน เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องยื่นเอกสารเหล่านี้ประกอบการพิจารณาของสมาชิกรัฐสภา เพราะมีการศึกษาแล้วทั้ง ๒ ฝ่าย ทั้งสหภาพยุโรปและทางฝ่ายประเทศไทย ไม่มีครับ ผลการศึกษาไม่มีเลยครับ ผมก็ไม่ทราบว่าถ้าเป็นอย่างนั้นมันจะสมบูรณ์ตามเจตนารมณ์ของ มาตรา ๑๙๐ หรือไม่ ถ้าเป็นผม ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ผมไม่ยื่นข้อเสนอ กรอบการเจรจามาให้รัฐสภาพิจารณาโดยไม่มีเอกสารประกอบที่ผมกล่าวถึงทั้งหมดครับ เงื่อนไขการผูกโยงกับพีซีเอถือเป็นสาระสำคัญอย่างยิ่งครับ ท่านไม่มีเลยครับ ผมขอคำตอบ ท่านรัฐมนตรีก่อนที่สมาชิกรัฐสภาทุกคนจะลงคะแนนในเรื่องนี้ ผมคิดว่าเป็นสิทธิของเขา โดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญที่จะทราบว่าเงื่อนไขที่จะผูกโยงกับกรอบการเจรจาเอฟทีเอ ไทย-อียูนั้นมันมีอะไรบ้าง และท่าทีของรัฐบาลในเรื่องสำคัญ ๆ ๒ เรื่องที่ผมพูดถึงมีท่าที อย่างไรบ้าง เมื่อไปดูในสาระครับท่านประธาน ผมก็ต้องขอแสดงความผิดหวังอีกข้อหนึ่ง เพราะว่าในระหว่างรัฐบาลชุดที่แล้วที่มีท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ผมเป็น คนไปเจรจาเองกับคณะของสหภาพยุโรป ท่านรัฐมนตรีทราบไหมครับกรอบการเจรจา ที่เขาเสนอมายังประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้วมีเนื้อหาไม่ตรงกับที่ท่านเสนอครับ ที่ท่านเสนอมีหลายข้อที่ท่านเสนอเกินกว่าที่เขาเรียกร้องและไม่เป็นประโยชน์กับประเทศไทย กลับกันเป็นโทษกับประเทศไทย เดี๋ยวผมจะชี้นะครับว่ามันมีข้อใดบ้าง และวิธีการเขียน ของท่านในกรอบนี้มีช่องโหว่มากมายเลยที่จะทำให้ประเทศไทยไม่สามารถไปเจรจา ในรายละเอียดเรื่องที่เป็นปัญหากับประเทศไทย ณ วันนี้ได้เพราะท่านเขียนไม่ถูก วิธีเขียน หัวข้อของท่านก็เขียนไม่ถูก น่าเป็นห่วงครับ ผมจะไล่เป็นรายกรณีไปนะครับ ประการแรก หมวดค้าสินค้า ผมไล่ไปเลยนะครับท่านรัฐมนตรีช่วยฟังเป็นประโยชน์ครับ ผมไม่มีอคติ กับท่านนะครับ ผมอยากเห็นประเทศไทยเจรจาเรื่องนี้อย่างรอบคอบและมีประสิทธิภาพ และได้ผลที่เป็นประโยชน์กับคนไทยทุกคนครับ

ประการแรก ท่านบอกให้มีการลดหรือยกเลิกอากรศุลกากร อันนี้ไม่ผิดอะไร ถูกต้อง แต่ค่าธรรมเนียมครับ มีด้วยหรือครับ ค่าธรรมเนียมประเทศไทยมันแพงไปหรือครับ ตามกรอบดับเบิลยูทีโอมีไหมครับเรื่องค่าธรรมเนียม ท่านจะไปต่อรองค่าธรรมเนียม เขาหรือเปล่า แล้วค่าธรรมเนียมของประเทศไทยโดนต่อรองหรือเปล่า ค่าธรรมเนียมของ ประเทศไทยนี้ปรากฏอยู่ในกฎหมายคนละฉบับนะครับ ท่านใส่เข้าไปได้อย่างไร ผมไม่เข้าใจ ตรงนี้ผมงงมาก แล้วเฉพาะด้วยนะครับที่เรียกเก็บจากสินค้านำเข้า ผมขออนุญาต ท่านประธานนะครับ ผมคงต้องใช้เวลาสักนิดหนึ่งแต่เป็นประโยชน์ครับ เรียกเก็บจาก สินค้านำเข้าไม่ระบุด้วยของประเทศไหน ของทั้ง ๒ ประเทศหรือเปล่า หรือเฉพาะประเทศไทย แล้วค่าธรรมเนียมมันเกี่ยวอะไรกับอากร เกี่ยวอะไรกับหลักขององค์การการค้าโลกครับ ท่านรัฐมนตรีผมงงมาก เหมือนคนที่เขียนไม่มีความชำนาญในเรื่องการเจรจาการค้า ระหว่างประเทศเลยครับ

เรื่องที่ ๒ ในหมวดการค้าสินค้า เน้นลดภาษีสินค้าไทยมีศักยภาพส่งออก โดยให้มีความสมดุลระหว่างสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรม เขียนทำไมครับ ท่านทราบดี อยู่แล้วว่าปัญหาสินค้าเกษตรส่งเข้าสหภาพยุโรปทั้งหมดปัญหาคือเรื่องการอุดหนุน ไม่มีปัญหาเรื่องภาษีนำเข้าเลยครับ แต่ท่านไม่ระบุสักนิดเลยเรื่องการอุดหนุนภาคเกษตร ทำไมล่ะครับ เรื่องนี้เป็นประโยชน์ของเกษตรกรคนไทยล้วน ๆ เรื่องการอุดหนุนภาคเกษตร ไม่ใส่เลยครับ ท่านไม่ใส่ครับ แล้วท่านอธิบายให้ผมฟังหน่อยครับว่าความสมดุลระหว่าง สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมทำอย่างไร ท่านประธานครับ รัฐมนตรีใช้วิธีไหน หลักไหน วิชาการอะไรในการที่สร้างความสมดุลระหว่าง สินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรม ไม่เคยเห็นครับ ช่วยอธิบายทีครับ บอกบุญก็ได้ครับ ไม่เคยมีการเจรจาระหว่างประเทศสร้างความดุลอย่างนี้ครับ มันเป็นเรื่องผลประโยชน์ แต่ละรายการที่ท่านจะมีความสามารถในการที่จะไปเจรจาให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศไทย ท่านเขียนไว้ว่า ให้มีการลด เลิกมาตรการอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีให้มากที่สุด กว้างมากเลยครับ ทำไมท่านไม่เขียนล่ะครับ อุปสรรคทางการค้าต้องไม่เกินกับประเทศ ที่เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ท่านทราบหรือเปล่าครับว่าประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป มีสิทธิพิเศษมากกว่าประเทศนอกสหภาพยุโรป เรากำลังไปเจรจาเป็นสมาชิกกับเขา ท่านไม่มี เป้าหมายในกรอบการเจรจาเลยครับ แล้วที่เคยเรียกร้องและพูดคุยกับคณะคู่เจรจา ของสหภาพยุโรป ผมทำความเข้าใจกับเขาไว้แล้วนะครับว่าเราจะเรียกร้องไม่น้อยกว่าสิทธิ ที่ควรจะพึงได้โดยประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรป ท่านเขียนอ่อนลงครับ ประเทศไทย เสียประโยชน์ เขียนอย่างนี้ประเทศไทยเสียประโยชน์ อันนี้เจรจาเพื่อเขาไม่ได้เจรจาเพื่อเราครับ

ประการที่ ๒ ในหมวดของพิธีการศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้า เป้าหมายท่านคืออะไรครับ ท่านเขียนกว้าง ที่เราคุยกันไว้และเขาก็เห็นด้วย เห็นชอบในหลักการ ก็คือการยอมรับมาตรฐานของไทย และมาตรฐานของสหภาพยุโรปยอมรับซึ่งกันและกัน หมายความว่าอย่างไรครับ ตรวจในประเทศไทยแล้วไม่ต้องไปตรวจซ้ำในสหภาพยุโรป ตรวจในสหภาพยุโรปไม่ต้องมาตรวจซ้ำในประเทศไทย ท่านก็ไม่ได้เขียนอีก อันนี้เป้าหมาย ของท่านคืออะไรท่านเขียนอย่างนี้กว้างมากเลยครับ เขียนแบบพูดอีกก็ถูกอีกแต่ไปปฏิบัติ ทำอะไรก็ได้มันก็สอดคล้องกับที่ท่านเขียนครับ อย่างนี้ไม่ได้เรียกเป้าหมายของการเจรจาครับ ถ้าเป็นมือเจรจาระหว่างประเทศเขาบอกเขียนอย่างนี้หน่อมแน้มครับท่านประธาน ไม่มีเป้าเลยครับ และประเทศไทยสภานี้จะไว้ใจให้ท่านไปเจรจาโดยท่านไม่กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนของ การเจรจาให้สมาชิกรัฐสภาทราบได้อย่างไรครับ ขอความชัดเจนนะครับ

๕.๓ กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า กว้างเหมือนกันครับ ผมถามท่านนิดนะครับ ตอนนี้ท่านก็ทราบอยู่แล้วอาเซียนมีกรอบหนึ่ง ของอาเซียนเองนะครับ อาเซียน ๑๐ ประเทศ ตอนนี้อาเซียน-ญี่ปุ่นมีอีกกรอบหนึ่ง อาเซียน-จีนมีอีกกรอบหนึ่ง อาเซียน-เกาหลีก็มีอีกกรอบหนึ่ง อาเซียน-อินเดียก็มีอีกกรอบหนึ่ง ท่านจะไปสหภาพยุโรปท่านจะเดินด้วยวิธีไหนครับ ท่านจะทำ กฎเรื่องถิ่นกำเนิดสินค้ากี่กรอบครับ ถ้าท่านทำมากกรอบเอกชนใช้ประโยชน์ไม่ได้ครับ ถ้าท่านบอกว่าในเมื่อสหภาพยุโรปเคยเจรจากับอาเซียนมาแล้วแต่ติดขัดด้วยประเทศสมาชิก บางประเทศ ทำไมท่านไม่ใช้กรอบถิ่นกำเนิดสินค้าของอาเซียนเป็นหลัก ทำอย่างนั้นได้ไหมครับ เป็นประโยชน์ไหมครับ ผมคิดว่าเป็นนะครับ ไม่อย่างนั้นท่านก็ไปเจรจา แล้วจริง ๆ วาระไซเตส ที่เข้าสภาเมื่อสักครู่นี้เป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาเอฟทีเออันนี้ก็ได้ครับ แต่เผอิญทำคนละ กระทรวงก็เลยเสนอแยก และผมก็ยังไม่รู้เลยครับว่าแต่ละกระทรวงจะเจรจาไปทิศเดียวกัน หรือเปล่า เรื่องนี้เป็นเรื่องนโยบายของรัฐบาลไม่ใช่นโยบายของกระทรวง เพราะฉะนั้น ทั้ง ๒ กระทรวงไปเจรจากับสหภาพยุโรปเหมือนกัน ต้องไปในทิศทางเดียวกันและมี ยุทธศาสตร์ร่วมกัน ที่ผมฟังมาเมื่อสักครู่นี้เผอิญผมไม่สามารถมาพูดได้มีอุบัติเหตุเล็กน้อย ผมยังไม่ได้ยินความสอดคล้องในเชิงยุทธศาสตร์ของการเจรจากับสหภาพยุโรปของ ทั้ง ๒ กระทรวงเลยครับ ตรงนี้น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ถิ่นกำเนิดสินค้าถ้าเจรจาไม่ดีเอกชน ใช้ประโยชน์ไม่ได้เลยครับ เอกชนใช้ประโยชน์ไม่ได้

๕.๔ มาตรการเยียวยาทางการค้ามีมาตรการปกป้อง และท่านเขียนไว้ การเยียวยาภาคเกษตรอุตสาหกรรมในประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างร้ายแรง ช่วยอธิบายครับ ผลกระทบที่ร้ายแรงกับไม่ร้ายแรงท่านจะช่วยกลุ่มไหนก่อน อะไรที่เรียกว่าร้ายแรง อะไร ที่เรียกว่าไม่ร้ายแรง อะไรที่เรียกว่ากระทบและต้องทำตามมาตรา ๑๙๐ อะไรที่บอกว่ากระทบแต่ผมไม่ต้องทำอะไรเลยมีไหมครับ ประชาชนจะได้เข้าใจครับว่า ท่านจะเยียวยากลุ่มไหนบ้าง ที่สำคัญท่านเอาเรื่องมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน ไปอยู่ในหัวข้อมาตรการเยียวยาทางการค้า ท่านเจ๊งครับ มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด กับเรื่องการเยียวยาทางการค้าเป็นหมวดเดียวกันหรือครับ ตอบโต้การทุ่มตลาดถือเป็น ส่วนหนึ่งของการเยียวยาทางการค้าหรือครับ ท่านผิดนะครับ เพราะว่าท่านไปอ่านกฎหมาย การตอบโต้การทุ่มตลาดให้ดีครับ วัตถุประสงค์ของการตอบโต้การทุ่มตลาดไม่ใช่เป็น การเยียวยาครับ ผิดนะครับ พอท่านไปใส่รวมกันสร้างปัญหาทันที เพราะว่าเวลาท่านเริ่ม ไปเจรจา ผมไม่ทราบท่านเคยเจรจาหรือไม่ แต่เมื่อท่านเริ่มเจรจาในหมวดของการเยียวยา ท่านจะเอาอะไรไปพูดละครับเรื่องตอบโต้การทุ่มตลาด แล้วมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด ท่านประธานคงไม่ทราบ ประเทศที่เป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปเขาเขียนไว้ชัดเจนนะครับ ถ้าคุณเป็นสมาชิกผม คุณเป็นเพื่อนผม ผมเชื่อว่าคุณมีระบบบัญชีที่ดี ผมเชื่อว่าคุณไม่ขาย ต่ำกว่าทุน ผมจะไม่ใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด แล้วทำไมล่ะครับ เรากำลังจะไปเจรจา กับเขาทำไมต้องมีเขียนอย่างนี้ หมวดนี้ แล้วไปอยู่หมวดผิดด้วยครับ ท่านรัฐมนตรีครับ ท่านเข้าใจในสิ่งที่กำลังทำอยู่หรือเปล่า ผิดหมวดนะครับ แล้วมันทำให้เวลาไปเจรจาผู้เจรจา จะมีปัญหานะครับ

ต่อไปครับ มาตรการปกป้องด้านดุลการชำระเงิน ข้อนี้ครับ ข้อเสนอของ สหภาพยุโรปที่ส่งมาตอนที่ผมอยู่ในรัฐบาล ไม่มีครับ ท่านใส่ไปทำอะไรครับ ท่านจะให้เขามา แทรกแซงกรณีมีปัญหาดุลชำระเงินหรือครับ ท่านใส่ข้อนี้ไปทำอะไรครับ ในกรอบอื่น ๆ ไม่มีข้อนี้ครับ ผมไม่ทราบครับ ขอเหตุผลชัดเจนครับ ๕.๖ ๕.๗ ประมาณเดียวกันเลยครับ ท่านประธานครับ ๕.๖ พูดถึงเรื่องมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ๕.๗ อุปสรรค ทางเทคนิคต่อการค้า จริง ๆ หัวข้อใหญ่ของท่านที่ท่านจะต้องระบุในกรอบการเจรจาก็คือ การกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี แล้วท่านก็ต้องเอามาตรฐานสุขอนามัย สุขอนามัยพืช ไปใส่เป็นข้อย่อย ท่านต้องเอาอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้าไปใส่เป็นข้อย่อย ท่านต้องเอา เรื่องตอบโต้การทุ่มตลาดไปใส่เป็นข้อย่อย ท่านตั้งหัวข้อผิดนะครับ ผลคืออะไรครับ ถ้าท่าน ตั้งหัวข้ออย่างนี้ผลก็คือว่าถ้าท่านเขียนแล้วตกลงตามกรอบนี้นะครับ ท่านจะไม่สามารถเจรจา การมีมาตรการที่เป็นอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ได้เขียนไว้ในกรอบการเจรจา ท่านเจรจาเรื่องอื่น ไม่ได้เลยครับ ท่านเจอปัญหาการกีดกันโดยใช้แรงงานก็ดี สิ่งแวดล้อมก็ดี และปัญหาทางเทคนิคก็ดี ท่านไม่สามารถเจรจาได้เลยครับ ท่านเขียนอย่างนี้ไม่ถูกครับ ทำให้ประเทศไทยเจรจาได้ ๒ เรื่องครับ สุขอนามัยพืช สุขอนามัยสัตว์ และปัญหาอุปสรรคเทคนิคต่อการค้าเท่านั้นครับ เรื่องอื่นเจรจาไม่ได้ครับ ท่านประธานครับ ผมว่าเรื่องใหญ่นะครับ กรอบที่เสนอมานี่ เราเจรจาได้ไม่ครบถ้วนที่เป็นประโยชน์กับประเทศไทยครับ

ต่อมานะครับ ค้าบริการ ท่านเขียนในข้อย่อยข้อที่ ๑ บอกว่าเปิดเสรีทางการค้า ภาคบริการอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่พอข้อ ๒ ท่านบอกว่าสาขาไหนมีศักยภาพจะเปิดให้ ผมถามท่านง่าย ๆ สั้น ๆ นะครับ ท่านจะแก้กฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๒ หรือไม่ครับ จะแก้ไหมครับ เพราะจริง ๆ แล้วภาคบริการระบุในบัญชี ท้ายบัญชีที่ ๓ (๒๑) ผมจำขึ้นใจครับกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งหมายความว่าอย่างไรครับ มันเปิดอยู่แล้วครับ ท่านรัฐมนตรีเข้าใจประเด็นนี้หรือเปล่า กฎหมายเขียนเปิดให้อยู่แล้วครับ (๒๑) คือการค้าภาคบริการทุกสาขาครับ เปิดให้อยู่แล้ว ถ้าต้องการที่จะมายื่นคำขอ และเป็นผู้ถือหุ้นมากกว่ากึ่งหนึ่งทำได้ไหมครับ ทำได้ครับ เปิดอยู่แล้วครับ ตรงนี้ถึงแม้เป็นกรอบการเจรจาท่านต้องระบุครับว่าเซกเตอร์ (Sector) ไหนบ้าง ธุรกิจบริการไหนบ้างที่ท่านอยากที่จะไปเจรจาให้เขา แล้วผมเชื่อนะครับ ที่ท่านอ้างว่าไปทำประชาพิจารณ์นี่ไม่ได้มีการระบุสาขาที่ชัดเจนว่าท่านจะไปแลกกับเขาคือ สาขาไหนครับ แล้วท่านก็ยังไม่เคยทำการศึกษาว่าถ้าผมไปเปิดสาขานี้ สาขานั้นจะมีผลกระทบ กับใคร อย่างไรบ้าง และรัฐบาลต้องเยียวยากลุ่มเหล่านั้นอย่างไร ไม่มีครับ แต่ที่น่าตกใจ ไปกว่านั้นในหมวดนี้ครับท่านประธาน สิ่งที่เป็นประโยชน์สำหรับประเทศไทยอย่างยิ่งกับ พี่น้องคนไทย พี่น้องแรงงานไทย ท่านเขียนกันไว้ให้เจรจาไม่ได้ เพราะท่านเขียนไว้ว่าอย่างไรครับ ให้เปิดเสรีบุคลากรที่มีฝีมือทุกระดับ แรงงานไม่ได้ครับ แล้วแรงงานไทยที่ทำงานในสหภาพยุโรป ท่านช่วยเขาไหมครับ แรงงานไทยตอนนี้ทำงานในสหภาพยุโรปไม่น้อยนะครับ ท่านจะช่วยเขา หรือเปล่าครับ จริง ๆ นะครับท่านประธานตอนที่ผมไปเจรจาไว้ผมบอกว่าต้องการให้เปิดตลาด ให้แรงงานไทยให้มีการออกใบอนุญาตทำงานด้วยความสะดวกรวดเร็ว มีโควตาที่ชัดเจน และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดของเขา เขาตอบตกลงแล้วครับท่านประธาน แต่ผมดูในกรอบการเจรจาผมไม่เห็นครับ ทำไมล่ะครับ ท่านรัฐมนตรีไปเอาตรงนี้ออกทำไมครับ ท่านทราบไหมครับวันนี้คนทำธุรกิจสปา (Spa) ของคนไทยในประเทศอิตาลีไปขอใบอนุญาต ทำงานใช้เวลานานเท่าไรท่านรัฐมนตรีทราบไหมครับ ๓ ปีกว่าจะออกใบอนุญาตทำงานครับ คือพูดง่าย ๆ ต้องอยู่อย่างผิดกฎหมาย ๓ ปีครับ ทำไมท่านไม่เอาเรื่องนี้เป็นวาระที่จะต้องเจรจา ในสหภาพยุโรปมีหลายกรณีที่เขาจ้างแรงงานภาคเกษตรไปเก็บผลผลิตการเกษตรเป็นช่วง ๆ ๒ เดือน ๓ เดือน คนไทยชอบที่จะไปได้เงินดี ทำไมไม่เจรจาเพื่อทำให้มันถูกกฎหมาย และมีความสะดวก แต่ท่านกลับไปเขียนว่าเฉพาะแรงงานมีฝีมือเท่านั้น ท่านจะไปอยู่เองหรือครับ แล้วแรงงานไทยล่ะครับ ตรงนี้ผมคิดว่าท่านผิดพลาดนะครับ แล้วผมเปิดประเด็นคุยกับ ผู้เจรจาการค้าของสหภาพยุโรปไว้แล้ว เขาบอกเขาพร้อมที่จะเจรจากับประเทศไทยในเรื่องนี้ แต่ท่านกลับไม่เขียนนะครับ มาเรื่องการลงทุนครับ ก่อนที่ท่านจะไปเจรจาการลงทุน ผมต้องถามท่านก่อนว่าท่าทีของประเทศไทยกับสนธิสัญญาไมตรีและความสัมพันธ์ ทางเศรษฐกิจไทย-สหรัฐอเมริกาเป็นอย่างไรครับ ท่านจะเอาอย่างไรครับ ถ้าเรื่องนี้ ท่านไม่ทำให้สำเร็จ ท่านไม่มีท่าทีที่ชัดเจนว่าท่านจะเดินอย่างไรในเรื่องสนธิสัญญาไมตรี และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย-สหรัฐเอมริกา ท่านเดินเข้าห้องเจรจากับสหภาพยุโรป ท่านซวยเลยครับ ท่านเจ็บตัวครับ เพราะเขาจะเรียกร้องสิ่งที่ประเทศไทยให้กับสหรัฐอเมริกา เป็นกรณีพิเศษให้เทียบเท่า ท่านจะเดินอย่างไร ท่านเขียนอย่างนี้ครับ แล้วเหมือนกันเลยครับ เอาเฉพาะบุคลากรมีฝีมือทุกระดับของประเทศไทย แรงงานไทยไม่เอาแล้ว ท่านไม่ช่วยแล้ว ตรงนี้ ผมคิดว่าเป็นปัญหาอย่างยิ่ง

ข้อ ๕.๙.๖ ผมไม่ทราบว่าข้อนี้มาจากไหนเลยครับท่านประธาน ระหว่างที่ ผมเจรจากับเขานั้นจดหมายที่เขายื่นมาให้ผมอย่างเป็นทางการไม่มีข้อนี้ ผมห่วงอย่างไรครับ ท่านประธาน ข้อนี้จะเป็นข้อที่ทำให้เขามาเจรจาและกระทบต่อความเป็นเอกราชของ การดำเนินนโยบายการเงินการคลังของประเทศไทยครับ ท่านเขียนนะครับ ให้รักษาสิทธิ ทางการในการใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาเสถียรภาพทางระบบการเงิน การธนาคาร การเคลื่อนย้ายเงินทุน อัตราแลกเปลี่ยน และสิทธิในการใช้มาตรการเพื่อป้องกันความเสียหาย ที่อาจจะเกิดขึ้นในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่อาจกระทบต่อดุลชำระเงิน มาจากไหนครับ มีเอฟทีเอฉบับไหนในโลกที่มีข้อความเหล่านี้บ้างครับท่านประธาน ประเทศไทยเซ็นเอฟทีเอ มาไม่รู้กี่ฉบับไม่เคยมีข้อนี้นะครับ รัฐมนตรีเอามาจากไหนครับ แล้วกระทบต่อนโยบายของรัฐหรือเอกภาพของรัฐในการดำเนินนโยบายการเงินการคลังอย่างไรบ้าง เขียนมันฟังดูง่ายครับแต่อันนี้เปิดช่องหรือเปล่าให้เขาแทรกแซงนโยบายการเงินการคลัง ของประเทศ เรื่องใหญ่นะครับท่านประธาน เรื่องใหญ่จริง ๆ ครับ ในข้อการลงทุนมันมีข้อหนึ่ง ที่ไปโยงกับเรื่องการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐ

ข้อ ๕.๙.๕ พูดถึงเรื่องอนุญาโตตุลาการ เพื่อนสมาชิกอธิบายบางมุมมองไปแล้ว ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ท่านรัฐมนตรีทราบหรือเปล่าครับว่าเอกชนทำสัญญากับรัฐ ในประเทศฝรั่งเศส หรือรัฐวิสาหกิจในประเทศฝรั่งเศส และบางประเทศใหญ่ในสหภาพยุโรป เขาห้ามใช้อนุญาโตตุลาการ ท่านทราบหรือเปล่าครับ ห้ามใช้ครับ เป็นกฎหมาย แล้วท่าน เขียนไปอย่างนี้ การระงับข้อพิพาทระหว่างเอกชนหรือรัฐมันไม่จำเป็นเฉพาะจะต้องเป็นเรื่อง การลงทุนอย่างเดียว การระงับข้อพิพาทมันอาจจะเป็นเรื่องการค้าก็ได้แต่ท่านไปใส่อนุญาโตตุลาการ ในหมวดการลงทุนอย่างเดียวแล้วทะเลาะกันทางการค้า ระงับอย่างไรครับข้อพิพาท ในขณะที่ เรื่องการลงทุนเป็นเรื่องสัญญาสัมปทานหรือการลงทุนในประเทศ ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับภาครัฐ เขามีข้อยกเว้นท่านไม่เขียนนะครับ ท่านเดินอย่างนี้ท่านไม่เข้าใจว่าสหภาพยุโรปเขามีกฎกติกา มารยาทอย่างไร แล้วการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐเขียนไว้ครับที่ยอมรับโดยสากลเอาให้มันชัด ท่านจะเอาอะไรครับ ยอมรับโดยสากลมีเยอะครับ จะเอาอะไรแน่ เวลารัฐมีความขัดแย้งระหว่างกัน ท่านจะเอาวิธีไหนครับ จะไปอังซิทรัล (UNCITRAL) จะไปไอซีซี (ICC) จะไปยูเอ็น จะไปไหนครับ เอาให้ชัดนะครับ เพราะไม่เช่นนั้นผมก็ไม่ไว้ใจให้ท่านไปเจรจาให้ผม เพราะผมไม่รู้ว่าธงของท่าน คืออะไรแล้วประเทศไทยจะเสียประโยชน์หรือเปล่า

ในข้อ ๕.๑๑ เรื่องใหญ่ครับท่านประธาน เรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อนสมาชิกบางคนพูดไปแล้ว ผมอยากย้ำกับท่านอย่างนี้ที่ผมไปเจรจาไว้นะครับ แล้วเขาก็ยืนยันตกลงตามนั้น ท่านประธานครับ เราบอกว่าเราจะไม่เจรจาในกรอบที่เกินกับ ข้อตกลงขององค์การการค้าโลกไม่เอาที่เกิน ในนี้ใส่ไว้ ๒-๓ เรื่อง เรื่องแรกบอกสอดคล้อง ท่านรัฐมนตรีเข้าใจความหมายของคำว่า สอดคล้อง ว่าต่างกับคำว่า ไม่เกิน อย่างไรไหมครับ สอดคล้องนี่ทุกท่านเถียงกันเอาตายเลยครับ หลักการสอดคล้องได้ แต่จำนวนปีที่คุ้มครอง เงื่อนไขของการคุ้มครองอาจจะไม่เหมือนกันก็ได้ครับ ท่านเขียนอย่างนี้ท่านเจ๊งนะครับ ประเทศไทยเจ๊งครับ คนเจรจาลำบากใจครับ ท่านต้องเขียนว่า ต้องไม่เกินข้อตกลง องค์การการค้าโลก เขียนอย่างนั้นได้ประโยชน์อย่างไรบ้างครับท่านประธาน ตอนนี้ประเทศใหญ่ ๆ พยายามไปเจรจาทวิภาคี พยายามไปเจรจาในกรอบภูมิภาคเพราะอะไรครับ เพราะไม่ต้องการ เดินเข้าสู่เวทีองค์การการค้าโลก เพราะอะไรครับ เพราะไม่ต้องการไปคุยเรื่องสิทธิทรัพย์สิน ทางปัญญากับเวทีองค์การการค้าโลก เพราะเขาเสียเปรียบ แล้วผมไปเจรจากับเขา เขาทราบดีครับว่าเราจะไปไม่เกินข้อตกลงขององค์การการค้าโลก เขาทราบดีและเขาก็เห็นด้วย เรากลับมาเขียนในกรอบว่าสอดคล้อง เจ๊งนะครับท่านประธาน คนไปเจรจาสอดคล้องนี่ เจ๊งเลยนะครับ โอกาสที่จะไปเจรจาแล้วต้องให้การคุ้มครองเกินกว่ากรอบขององค์การ การค้าโลกมีสูงมาก รัฐมนตรีไปเจรจาเองหรือเปล่า เดินยากเรื่องนี้เรื่องใหญ่ครับท่านประธาน จริง ๆ แล้วทั้งหมดที่ผมอภิปรายมาเดี๋ยวยังมีอีก ๒-๓ ข้อ ผมอยากให้ท่านรัฐมนตรีอาจจะต้อง พิจารณาถอนเรื่องนี้ไปไปทำใหม่ให้ดี ท่านต้องการความช่วยเหลือ ผมยินดี ผมเล่าให้ฟัง ได้หมดเลยว่าผมไปคุยอะไรกับใครแล้วเขาตกลงกับผมอย่างไร แต่ที่ท่านเขียนมา ไม่น่าจะถูกต้องครับ ประเทศไทยเสียประโยชน์

๒ หมวดครับ ความโปร่งใสและการแข่งขันเขียนไว้ดีครับ ท่านรัฐมนตรีก็เตรียม ไว้ด้วยนะครับ เดินเข้าห้องประชุมเขาจะถามท่านรัฐมนตรีว่า ตั้งแต่เป็นรัฐบาลมาท่านประชุม คณะกรรมการแข่งขันทางการค้าไปกี่ครั้ง แล้วท่านก็จะตอบเขาว่าไม่ได้ประชุมเลย เขาก็บอกว่า แล้วคุณจะมาเจรจาอะไรกับผม มีกฎหมายท่านไม่บังคับใช้ ไม่ประชุม แล้วถ้าเป็นอย่างนั้น จะเป็นอย่างไร แล้วท่านทราบหรือไม่ครับว่าปัญหาเรื่องการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในสหภาพยุโรป มีอะไรบ้าง ถ้าท่านไม่ทราบครับ เดินไปหาสถานทูตไทยที่เบลเยียม ที่บรัสเซลส์ เขาอธิบาย ให้ท่านได้ดีเลยครับว่าปัญหาของการค้าที่ไม่เป็นธรรมในสหภาพยุโรปแม้กระทั่งในกิจการ โทรคมนาคมนี้ ท่านประธานทราบไหมครับ บ้านหลังหนึ่งอยู่ถนนหนึ่ง เขยิบไป ๑๐๐ เมตร ค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตผิดกัน ๑๐ เท่าครับ ท่านรัฐมนตรีทราบไหมครับ ท่านรัฐมนตรีจะเอาประเด็นนี้ไปเจรจาไหมครับ เรื่องนี้เรื่องใหญ่ครับ

การค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน ท่านเขียนไว้นี่เป็นหมวดสุดท้ายที่ผมจะพูด ท่านเขียนไว้มีทั้งกรณีที่ไม่มีความชัดเจนและมีทั้งกรณีที่เป็นการปฏิบัติของฝ่ายไทยฝ่ายเดียว เขียนไว้ทำไมครับ การค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นกรอบกว้างต้องปฏิบัติได้ทั้ง ๒ ประเทศ คู่เจรจา ทั้ง ๒ คู่เจรจา ทั้ง ๒ ฝ่ายครับ ทำไมข้อ ๔.๑๕.๓ การปฏิบัติตามพันธกรณีข้อตกลง ด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศที่ไทยเป็นสมาชิกในปัจจุบันและอนาคตทำไมอียูไม่ต้องทำ ล่ะครับ ท่านเห็นไหมครับ ทำไมไปเขียนล็อก (Lock) ประเทศไทยฝ่ายเดียวครับ สหภาพยุโรป ไม่ต้องทำ ผมว่าท่านต้องไปดูใหม่แล้วนะครับ ท่านรัฐมนตรีดูเองหรือเปล่าผมไม่ทราบ ดูเองแล้วท่านปล่อยออกมาให้มีการผูกมัดฝ่ายเดียวของประเทศไทยเสียเปรียบอย่างเต็มที่ ได้อย่างไรครับ ท่านอ่านให้ดีสิครับ ผมไม่ทราบว่าท่านอ่านทั้งหมดหรือเปล่า ผมอ่าน ทุกคำพูดครับ แล้วในข้อ ๑ ก็บอกว่า ให้ใช้กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ กฎหมายในประเทศ ที่มีอยู่ เปิดโอกาสให้กำหนดมาตรฐานสิ่งแวดล้อมภายในประเทศเพิ่มเติมในอนาคตก็ได้ ท่านทราบไหมครับ ณ วันนี้มาตรฐานสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรปมีหลายกรณีที่เป็น การกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี มีครับ แต่ท่านก็บอกว่าผมเห็นด้วยกับท่านเขียนไปเลย แต่มาเขียนให้ตัวเองสบายใจอีกนิดในข้อ ๒ บอกว่า จะไม่เอามาตรฐานแรงงานสิ่งแวดล้อม แล้วก็การเปลี่ยนแปลงภาวะอากาศโลกมาเป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้า มันขัดแย้งกันไหมครับ ๒ ข้อนี้ท่านจะเอาอย่างไรแน่ครับ จริง ๆ มันต้องเขียนรวมกันแล้วต้องเป็น ๒ ประโยค ที่เชื่อมโยงกันและเป็นเงื่อนไขต่อกัน ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะมีการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กับสิ่งแวดล้อมทางด้านสังคม สิ่งแวดล้อม แรงงาน ภาวะโลกร้อน เขียนไปอย่างไร ต้องทำตามกรอบไหน ต้องไม่เกินกรอบไหน ต้องเป็นกรอบพหุภาคีประเทศไทยถึงจะได้ ประโยชน์มากที่สุด และในขณะเดียวกันมาตรการที่คุณออกแบบมาใช้ก็ต้องไม่เป็นการกีดกัน ที่ไม่ใช่ภาษี ท่านต้องผูกโยงกันครับ ท่านรัฐมนตรีฟังแล้วไม่สบายใจเดินออกไปนอกห้องเลย ก็ไม่เป็นไรครับ ผมคิดว่าผมเกือบหมดแล้วครับ

ข้อสุดท้าย ส่งเสริมการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบภายในด้านแรงงาน ที่บังคับอยู่ของแต่ละฝ่าย ก็ในเมื่อที่ผมเล่าให้ฟังครับ แรงงานไทยในปัจจุบันมีปัญหา อย่างมากในสหภาพยุโรปท่านไม่พร้อมจะเจรจาเลย ท่านบอกว่าผมเห็นด้วยกับนโยบาย แรงงานของท่านและกฎหมายที่ท่านใช้อยู่ เจ๊งสิครับ แรงงานไทยยืนตรงไหนครับท่านประธาน ท่านประธานเห็นไหมครับ นี่ผมอ่านแบบเร็วมากเลยผมใช้เวลาอ่าน ๒๐ นาที ผมยังเห็น เยอะขนาดนี้เลยครับ ถ้าท่านประธานฟังด้วยใจที่เป็นกลางท่านประธานลองคิดดูสิครับว่า สิ่งที่เป็นข้อบกพร่องของรัฐบาลในการยื่นกรอบการเจรจาฉบับนี้มาให้รัฐสภาเป็นผู้พิจารณานั้น ยังขาดความสมบูรณ์ ถี่ถ้วน รอบคอบอีกมาก ผมวิงวอนนะครับ ถ้าผมเป็นรัฐมนตรี ฟังกันขนาดนี้แล้วเป็นผมผมถอนครับ ไปเตรียมให้ดีแล้วกลับมาเจรจากันใหม่ กลับมา เข้าสภาใหม่ ผมพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือรัฐมนตรีนะครับ ถ้าท่านไม่คุ้นเคยเรื่องนี้ ผมยินดีครับ แต่สิ่งที่ท่านเสนอเข้ามาผมคิดว่าถ้าเดินหน้าตามนี้จะทำให้ประเทศไทย เสียประโยชน์ในหลายกรณีอย่างมากทีเดียวครับ ก็ขอคำตอบที่ชัดเจนจากรัฐมนตรีด้วยครับว่า ท่านจะดำเนินการอย่างไร ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่าน ส.ว. ไพบูลย์ นิติตะวัน เชิญครับ

นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภาแบบสรรหา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้รับฟังจากเพื่อน ๆ สมาชิกเกี่ยวกับเรื่องการทำเอฟทีเอกับสหภาพยุโรป ในวันนี้ หลาย ๆ ประเด็นท่านก็ได้พูดกันไปแล้ว ในส่วนผมนั้นก็อยากจะกราบเรียนผ่าน ท่านประธานรัฐสภาไปยังคณะรัฐมนตรี จริง ๆ แล้วเรื่องการทำเอฟทีเอนั้นเป็นการแลก ผลประโยชน์ให้กับกลุ่มธุรกิจประเภทต่าง ๆ ให้กับบางบริษัทให้มีผลประโยชน์ต่อไป แต่โดยสาระจริง ๆ เป็นการแลกกับการสูญเสียผลประโยชน์ของประชาชนเป็นจำนวน หลาย ๆ ล้านรายที่จะได้รับผลกระทบต่าง ๆ นานาที่จะเกิดจากการทำเอฟทีเอ แต่อย่างไร รัฐบาลมักจะเป็นห่วง ห่วงว่าถ้าไม่ทำเอฟทีเอแล้วเศรษฐกิจการค้าผลประโยชน์ของประเทศ จะเสียหาย โดยส่วนใหญ่แล้วผมไม่ได้ขัดข้องกับการที่จะเปิดเสรีการค้าเพื่อผลประโยชน์ต่าง ๆ นั้น แต่เมื่อถึงยุคเวลานี้แล้วทั้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ซึ่งบัญญัติไว้ก็เน้นอยู่แล้วว่า กรณีการทำเอฟทีเอมีผลกระทบต่อประชาชนอย่างแน่นอนจึงกำหนดหลักเกณฑ์ทำให้รัฐบาล คณะรัฐมนตรีต้องนำเรื่องดังกล่าวมาเสนอต่อรัฐสภา ดังนั้นผมขออนุญาตเรียนผ่าน ท่านประธานไปยังคณะรัฐมนตรีว่ารัฐบาลชุดนี้ก็ล้วนแล้วแต่ดูแลห่วงใยประชาชน ไม่ว่าการที่จะไปขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้ ๓๐๐ บาท ไม่ว่าการที่ไปรับจำนำข้าวเพื่อให้ชาวนา มีรายได้มากขึ้น หรือรวมกระทั่งก็ห่วงใยในเรื่องที่จะให้มีรถคันแรก หรือทุก ๆ อย่าง เพื่อจะคำนึงให้ประชาชนนั้นมีรายได้มากขึ้น แต่การทำเอฟทีเอของท่านนี้ผมเป็นห่วงครับ กลายเป็นว่าที่ท่านไปขึ้นไว้นั้นจะต้องมาจ่ายเป็นค่ายารักษาโรคที่แพงขึ้น เป็นการที่จะต้อง มาจ่ายให้กับประชาชนซึ่งเขาได้เงินเพิ่มขึ้น แต่รสนิยมเขาจะสูงขึ้นครับท่านประธาน เพราะว่าเขาจะกลายเป็นไปดื่มเหล้าจากต่างประเทศไปสูบยาสูบซึ่งมีค่านิยม ซึ่งคนไทย ชอบของนอกอยู่แล้วก็จะสูบมากขึ้น มีผลต่อสุขภาพ มีผลต่อการที่จะต้องใช้จ่ายเงิน ของครัวเรือนมากขึ้นไปอีก ผมเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่มีความประสงค์อย่างนั้น แต่การเจรจา เอฟทีเอเท่าที่ผ่านมานั้นก็มักจะเกิดขึ้นจากความต้องการของกลุ่มธุรกิจที่ห่วงผลกระทบ ก็ผลักดันผ่านไปยังกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์นั้นผมก็อยากจะเรียนว่าไหน ๆ ท่านก็จำนำข้าวเพราะเป็นห่วงประชาชนอยู่แล้ว ก็ขอให้ท่านลองทำเอฟทีเอฉบับนี้ โดยเปลี่ยนแนวคิดแทนที่จะพูดถึงแต่ผลกระทบในด้านการค้า ท่านเอากลับกัน ท่านเอาเรื่อง ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนมีประการใดบ้างขึ้นมาตั้งก่อน ในรายงานที่ท่านทำมานั้น เท่าที่ผมอ่านมานะครับ ก็เขียนแต่ข้อดีของการที่จะทำเอฟทีเอ โดยพูดถึงผลกระทบก็พูดถึง ผลกระทบแต่การค้า จะมีการเสียหายจากการค้าถึง ๘๔,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งจากรายงาน บางฉบับว่าสูงสุดไม่เกิน ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่าอาจจะต่ำกว่านั้นก็ได้ แต่ว่าผลกระทบนั้น เป็นผลกระทบไปยังเครื่องปรับอากาศ รถยนต์ รองเท้า ถุงยาง ยางรถยนต์ เป็นต้น เวลาเขียนนั้น ไม่เคยพูดถึงว่าแล้วผลกระทบที่ไปถึงประชาชนที่ได้รับผลจากการทำเอฟทีเอที่ให้นักธุรกิจ ที่ได้รายได้ คงรายได้ คงผลกำไรต่าง ๆ ต่อไปนั้น แล้วประชาชนที่ได้รับผลกระทบเป็นจำนวน มูลค่าเท่าไร เป็นตัวเงินท่านประธานครับ ผมว่าเป็นหลาย ๆ แสนล้านบาท จำนวนบุคคลหลาย ๆ ล้านราย แล้วสุขภาพหลาย ๆ อย่างประเมินคุณค่าไม่ได้ ก็จะกระทบต่อเอฟทีเอที่เกิดขึ้น ดังนั้นผมว่า ไม่ควรเอาผลประโยชน์ของประชาชนไปแลกกับยอดค้าขายเพื่อเป็นผลประโยชน์ของบริษัท ไม่กี่ราย แต่ท่านจะเจรจาด้วยความจำเป็นเจรจาได้ครับ แต่อย่าเอาเงื่อนไขว่าจะถูกตัดผลประโยชน์ เสียผลประโยชน์ต่าง ๆ มาเป็นตัวเร่งรัดในการเจรจา ผลของการเจรจาก็จะทำให้ขาดอำนาจต่อรอง แล้วสุดท้ายก็เท่ากับเอาประชาชนซึ่งเป็นตัวประกันไปแลกกับผลประโยชน์เล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับบริษัทอื่น บริษัทต่าง ๆ ในประเทศไทย รวมทั้งผมเชื่อนะครับประชาชนเหล่านั้นตอนนี้ เขาเริ่มรู้ตัวมากขึ้นแล้วในกระบวนการต่าง ๆ ของการทำเอฟทีเอ เพราะประชาชนรับรู้ว่า ได้รับผลกระทบโดยเกิดจากการดำเนินการของการเจรจา ผมก็หวังว่าคณะรัฐมนตรีจะดำเนินการ การไปเจรจาด้วยความรอบคอบ ด้วยความที่คงไว้ซึ่งอำนาจต่อรอง และด้วยความที่ตระหนัก ถึงประชาชนเป็นสำคัญที่สุด โดยท่านเอาบริษัทเอกชนที่ได้ประโยชน์นั้นเป็นสุดท้ายสำหรับ ที่ท่านจะนำมาตัดสินใจ ท่านประธานครับ ผมนั้นไม่คัดค้านในการทำเอฟทีเอครั้งนี้ แต่ก็ฝาก ข้อสังเกตที่มีประชาชน นักวิชาการได้แสดงความห่วงใยและได้มาชี้แจงให้พวกกระผม ในคณะกรรมาธิการรับทราบซึ่งผมเห็นด้วย ไม่ว่าประเด็นที่ ๑ เกี่ยวกับกรณีทรัพย์สิน ทางปัญญาเกี่ยวกับเรื่องยา ซึ่งมีผลต่อราคายา การเข้าถึงยาของประชาชนเป็นจำนวน หลาย ๆ ล้านราย ซึ่งเพื่อนสมาชิกได้กล่าวไปมากมายแล้วนะครับ ซึ่งเรื่องของประชาชนนั้น ผมเชื่อคณะรัฐมนตรี ผมเชื่อท่านรัฐมนตรี และโดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงสาธารณสุข คุณหมอชลน่านนะครับ ท่านจะเอาไปพิจารณาเป็นประเด็นสำคัญ

ประเด็นที่ ๒ เกี่ยวกับการคุ้มครองการลงทุนที่เปิดระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐ และเอกชนโดยใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการนั้น ผมเชื่อว่าเพื่อน ๆ สมาชิกอภิปรายไปมากแล้ว และเชื่อว่าตัวท่านเองก็ตระหนักถึงปัญหา

ประเด็นที่ ๓ เกี่ยวกับกรอบการเจรจาที่เกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ ผมก็หวังว่าท่านจะตระหนักว่าสิ่งดังกล่าวนั้นจะสร้างปัญหาให้กับประชาชน สร้างปัญหาให้กับ สุขภาพ ดังนั้นการเจรจาดังกล่าวไม่ควรจะให้เป็นเรื่องของกระทรวงพาณิชย์อย่างเดียว ควรให้กระทรวงสาธารณสุข รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเข้ามาด้วย ควรให้กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้อง ก็จะเป็นสิ่งที่ทำให้การเจรจานั้นเป็นห่วงประชาชน อย่างแท้จริง อย่าเอาแต่เรื่องยอดค้าขายอย่างที่ผมเรียน ท่านประธานครับ เวลาก็หมดไปแล้ว ผมอยากจะขอเพียงเล็กน้อยว่าผมอยากจะให้การอภิปรายมีผลที่นำไปปฏิบัติได้ ไม่อยากจะให้ เป็นการอภิปรายที่เสร็จแล้วท่านรัฐมนตรีก็รับไปพิจารณาเฉย ๆ ดังนั้นผมจึงทำเป็นหนังสือ ขึ้นมาฉบับหนึ่งเพื่อที่ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาเพื่อผ่านไปยังคณะรัฐมนตรี ซึ่งในนั้นจะมีข้อสังเกตต่าง ๆ อยากจะขอให้คณะรัฐมนตรีรับเรื่องนี้ไว้เป็นข้อสังเกตประกอบ ร่างเจรจา ผมขอแค่นั้นครับ ส่วนผมจะสนับสนุนการอนุมัติกรอบการเจรจาในครั้งนี้ ก็ขอฝาก ท่านรัฐมนตรีเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านณัฏฐ์ บรรทัดฐาน

นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ณัฏฐ์ บรรทัดฐาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในกรณีเรื่องของการทำกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่าง ไทยกับสหภาพยุโรปนั้น ผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกก็คงได้อภิปรายกันไปพอสมควรแล้วในเรื่อง ของที่มาที่ไปแล้วก็เหตุผลต่าง ๆ เท่าที่ตัวกระผมเองได้อ่านรายงานที่เป็นกรอบการเจรจา ฉบับนี้ ผมเข้าใจว่าประเด็นหลัก ๆ ที่เราต้องทำกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรี ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปนั้นมีเหตุผลอยู่ด้วยกัน ๓ ประการ ก็คือ ๑. ขนาดเศรษฐกิจ ของสหภาพยุโรปที่มีขนาดใหญ่มาก ๒. ในเรื่องของกรณีปัญหาการจะถูกตัดสิทธิพิเศษ ทางศุลกากร ๓. ก็คือเรื่องข้อกังวลในเรื่องของการย้ายฐานการผลิต ฐานการลงทุนของ กลุ่มธุรกิจสหภาพยุโรปในประเทศไทย

ทีนี้ถ้ามาดูในรายละเอียดผมคิดว่าต้องเรียนท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรี ผมคิดว่าเหตุผลหลัก ๆ ๓ ข้อนี้เป็นสิ่งที่เราต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน แล้วก็ใช้เวลากับมันพอสมควร เพราะไม่อย่างนั้นแล้วท้ายที่สุดเมื่อเกิดการเจรจากรอบความร่วมมือ กรอบการค้าต่าง ๆ ก็จะส่งผลกระทบกับธุรกิจภายในประเทศ ส่งผลกระทบกับพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งเราเองก็มีบทเรียนในอดีตมาพอสมควรแล้ว ทีนี้ถ้ามองดูภาพเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป ซึ่งในรายงานก็ระบุไว้ชัดเจนว่ามีขนาดที่ใหญ่มาก คือประมาณ ๕๐๐ ล้านล้านบาท คิดเป็น เงินไทยนะครับ พอประเมินอย่างนี้แล้วผมคิดว่าเราอาจจะต้องกลับมานั่งดูรายละเอียดกัน ให้ชัดเจนอีกสักครั้งหนึ่ง เพราะว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ ๕๐๐ กว่าล้านล้านบาท ถ้ามองกันจริง ๆ แล้วสภาพตัวเลขในเรื่องของการทำธุรกรรมนอกกลุ่มสหภาพยุโรปมีอยู่ ประมาณ ๑๗๐,๐๐๐ กว่าล้านล้านบาท หรือคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็คือประมาณ ๒๔ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ทีนี้ถ้ามองในเรื่องของเปอร์เซ็นต์ที่เราทอนลงมาแล้วได้แค่ ๒๔ เปอร์เซ็นต์ ก็ไม่ได้ หมายความว่ามูลค่านี้เป็นมูลค่าที่เขาทำธุรกรรมทางเศรษฐกิจกับเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น แต่ว่าเป็นการทำธุรกรรมทางเศรษฐกิจกับหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก หลาย ๆ ภูมิภาค ซึ่งส่วนใหญ่ จะไปหนักอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา จะไปหนักอยู่ที่ประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น แม้แต่ ประเทศสิงคโปร์เองซึ่งเป็นคู่ค้าอันดับ ๑ ของสหภาพยุโรปในภาคพื้นอาเซียนด้วยกันเองกับ เราก็ยังไม่ติดอยู่ในกลุ่มที่ติดอันดับท็อป ไฟว์ (Top five) ของการทำธุรกรรมทางเศรษฐกิจ กับประเทศในสหภาพยุโรป เพราะฉะนั้นถ้ามองว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจเขามีขนาดใหญ่มาก ก็คงต้องมองละครับว่ามูลค่านั้นมันส่งผลกระทบตกมาถึงอาเซียน ตกมาถึงประเทศไทย มากน้อยแค่ไหน อย่างไร

ทีนี้มองในอีกด้านหนึ่งครับ มองในด้านของประเทศไทยบ้างว่าการทำธุรกิจ กับต่างประเทศนั้นมีมูลค่าขนาดไหน อย่างไร ผมไล่มาซึ่งตัวเลขที่ได้มาก็มาจากสำนักงาน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ของท่าน ไล่ตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ มาจนถึงปี ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา ถ้าเราไล่ดู รายละเอียดแล้วปรากฏได้ชัดเจนเลยว่ามูลค่าที่เราทำธุรกิจกับสหภาพยุโรปนั้นลดลงเรื่อย ๆ จากปี ๒๕๓๕ ที่อยู่ประมาณ ๒๑ เปอร์เซ็นต์ จากมูลค่าการส่งออกนำเข้าของทั่วโลก ไล่ลงมาเรื่อย ๆ จะลดลงมาเรื่อย ๆ จนอยู่ที่ประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ในปี ๒๕๕๔ และอยู่ที่ ประมาณ ๙.๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นในปี ๒๕๕๕ มูลค่าก็ประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถ้าเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์จากการส่งออก ตลาดส่งออกทั่วโลกจากประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศญี่ปุ่น หรือประเทศอื่น ๆ ที่มีมูลค่ารวมทั้งหมด ๗,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เราส่งออก ไปที่สหภาพยุโรปแค่ประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเท่านั้น ประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ตลาดใหญ่หลัง ๆ ของเรานี่ไปอยู่ที่ประเทศอื่น ๆ ซึ่งก็หมายถึงประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศในตะวันออกกลาง และประเทศในแอฟริกา ประเทศสหรัฐอเมริกาเองก็อยู่ประมาณ ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นถ้ามองจากพื้นฐานตัวเลขตรงนี้ทำให้เห็นชัดเจนว่าเราไม่มี ความจำเป็นต้องเร่งกระบวนการในการเจรจาแต่อย่างใด เพราะว่ากระบวนการในการเจรจา ทั้งหมดนั้นถ้าทำด้วยความเร่งรีบแล้วก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ความเสียหายหรือผลกระทบ ที่จะเกิดขึ้นไม่ได้ถือว่ามาก ยังไม่นับนะครับ ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขก่อนการประเมินวิกฤติเศรษฐกิจ สหภาพยุโรป ผมเชื่อว่าถ้าเรามีการประเมินตัวเลขทางเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปหลังเกิด วิกฤติในยุโรปแล้ว ผมเชื่อว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจของเขาน่าจะลดลงไปกว่านี้ด้วยซ้ำไป อันนั้นเป็นประการที่ ๑ ที่เราเป็นข้อกังวลกัน

ข้อกังวลที่ ๒ กรณีที่จะมีการตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรหรือจีเอสพี ที่จะถูกตัดในปี ๒๕๕๘ นี้มีการระบุในรายงานว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ได้รับอานิสงส์จาก จีเอสพีอยู่ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่พอประเมินกันเข้าจริง ๆ แล้วปรากฏว่า ธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบนั้นมีธุรกิจที่น่าจะได้รับผลกระทบเป็นมูลค่าอยู่ประมาณ ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท มองจากตัวเลขตรงนี้ประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งผมคิดว่าถ้าในรายละเอียดกระทรวงพาณิชย์ ไปดูความพร้อมของภาคธุรกิจให้ดีจะเห็นว่าประมาณ ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท หรือธุรกิจ ประมาณ ๔๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ที่ผมได้บอกไปเมื่อสักครู่นี้ ผมเชื่อว่ามีภาคธุรกิจจำนวนไม่น้อย ที่เขาสามารถดูแลตัวเองได้ในระดับหนึ่ง อันนั้นประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ผมคิดว่ากระทรวงพาณิชย์ถ้ากังวลในประเด็นนี้มาก ผมเชื่อว่า ถ้าเราหามาตรการในการป้องกันเรื่องเหล่านี้ได้ผลกระทบที่จะได้รับก็น่าจะต่ำกว่า ๘๐,๐๐๐ ล้านบาทอย่างไม่ต้องสงสัยนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่ากรณีแบบนี้ยิ่งถ้าดูแล้ว สภาพการลงทุนแม้แต่ในยุโรปมาลงทุนในประเทศไทยเองอยู่ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท คิดเป็น .๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ไม่ได้เยอะอะไรมากเลยกับภาพรวมของธุรกิจที่เขามาลงทุน ในต่างประเทศนอกสหภาพยุโรป

ประการสุดท้าย ในเรื่องของเหตุผลที่เป็นที่กังวลกันมากว่าจะเกิดการย้าย ฐานการผลิต ย้ายฐานการลงทุน ในข้อนี้ยังไม่มีเหตุผลใดมารองรับอย่างชัดเจนนะครับ ท่านรัฐมนตรีเองก็ไม่ได้บอกว่ามีเหตุผลอะไรมารองรับจากการทำการสอบถาม แสดงความคิดเห็นต่าง ๆ ก็ไม่มีเหตุผลที่จะมารองรับชัดเจน แม้ในปี ๒๕๕๔ เราจะเกิดวิกฤติอุทกภัยอย่างหนัก ท่านนายกรัฐมนตรีเอง ท่านรัฐมนตรีหลาย ๆ ท่านในรัฐบาลเองก็ยังยืนยันด้วยความมั่นใจ ด้วยซ้ำไปว่าเรายังมีความพร้อมในเรื่องของการลงทุน แล้วก็มีความพร้อมในการที่จะใช้ มาตรการต่าง ๆ ในการส่งเสริมธุรกิจกับต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าด้วยเหตุผล ๓ ข้อที่เราเป็นกังวลกันมากในหลักใหญ่ ใจความของเรื่องการทำ ข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศนั้นผมคิดว่าไม่ใช่ประเด็นที่เราต้องกังวลทั้งสิ้น

ทีนี้ขอเวลาท่านประธานอีกสักเล็กน้อยเพื่อที่จะพูดในรายละเอียดของตัวกรอบ การเจรจาซึ่งผมจะใช้เวลาไม่มากนะครับ มีอยู่ ๓ ประเด็นเท่านั้นที่ผมคิดว่าคงต้องเรียนถาม ท่านรัฐมนตรีเพื่อขอความชัดเจนว่าถ้ากรอบการเจรจาเป็นไปด้วยความหละหลวมแบบนี้ จะมั่นใจได้อย่างไรว่าเมื่อเราไปเจรจาแล้วจะไม่ส่งผลกระทบต่อมาในภายหลัง และไม่เกิด ผลกระทบกับภาคธุรกิจที่เขาจะได้รับผลกระทบหลังจากที่กระบวนการในการทำการค้า ระหว่างประเทศนั้นเริ่มต้นขึ้น

เรื่องแรก คือเรื่องของเป้าหมายการเจรจา ท่านระบุไว้ชัดเจนครับว่าการเจรจานั้น บรรลุวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดกับภาพรวมของประเทศ

เรื่องที่ ๒ ก็คือได้รับความร่วมมือในสาขาที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนา และส่งเสริมเศรษฐกิจอย่างสร้างสรรค์ใน ๔.๒.๒ ในกรณีนี้ผมคิดว่าสิ่งที่เราทราบกันดีก็คือ เรื่องของโนว์ฮาว (Know how) หรือนวัตกรรม หรือการเรียนรู้ในเชิงสร้างสรรค์ต่าง ๆ เราเป็นที่พูดกันอยู่ตลอดเวลา แล้วก็จากการสำรวจความคิดเห็น จากข้อเสนอแนะ จากฝ่ายวิชาการ จากคนที่เขามีส่วนเกี่ยวข้อง เป็นที่ทราบกันดีครับว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราอาจจะด้อยกว่า ประเทศในสหภาพยุโรป ถ้าเราต้องการความได้เปรียบในเรื่องของการทำการค้าระหว่างประเทศ หรือว่าอย่างน้อยไม่ให้เสียเปรียบ ทำไมเราไม่ระบุให้ชัดเจนไปเลยครับว่านอกจากเรื่องของ ความร่วมมือในสาขาที่เป็นประโยชน์แล้วทำไมเราไม่ระบุในเรื่องของการถ่ายทอดนวัตกรรม เทคโนโลยีลงไปด้วยให้ชัดเจน

ท้ายที่สุด ในประเด็นเรื่องของเป้าหมายการเจรจา ผมคิดว่าสิ่งที่มันจะต้อง เกิดขึ้นแน่นอนเพราะมีเพื่อนสมาชิกหลายคนได้พูดไปแล้วในเรื่องของกระบวนการในการระงับ ข้อพิพาทโดยใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการ ซึ่งท้ายที่สุดหากเกิดข้อพิพาทขึ้นมันจะมีผลกระทบ แน่นอนยิ่งโดยเฉพาะถ้าเป็นข้อพิพาทระหว่างภาครัฐกับนักลงทุนต่างชาติ เมื่อมีการตัดสินว่า มีการแพ้คดีมันต้องมีการชดใช้ ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องเกิดภาระกับงบประมาณในระยะยาวตามมา กรณีอย่างนี้เพื่อป้องกันปัญหาเหล่านี้ระบุลงไปได้ไหมครับในเป้าหมายการเจรจาว่ากระบวนการ ในการเจรจาจะไม่สร้างเงื่อนไขที่เป็นภาระทางการเงินแก่รัฐบาลในเรื่องของการปรับตัว ของภาคธุรกิจ หรือมีการทอดระยะเวลาได้ไหมครับ เช่นระบุลงไปให้ชัดเจนว่ามีระยะเวลา ในการปรับตัวและมีมาตรการมารองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ซึ่งผมคิดว่าถ้าใส่ข้อความ เหล่านี้ลงไปในเรื่องของเป้าหมายการเจรจาอย่างน้อยมันสร้างความอุ่นใจให้กับพวกผม ในการยกมือผ่านให้ท่าน แล้วก็สร้างความอุ่นใจให้กับภาคธุรกิจที่เขาต้องไปทำธุรกิจ หรือแม้แต่ข้าราชการเอง ซึ่งปิดท้ายผลกระทบอย่างที่ผมเรียนนะครับว่าถ้ามีข้อพิพาท ระหว่างรัฐกับนักลงทุนต่างประเทศเขาจะได้มั่นใจว่าเขาจะสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ โดยไม่มีปัญหาตามหลังต่อมา

สิ่งที่จะต้องเรียนถามท่านรัฐมนตรีประการต่อมาก็คือ เรื่องของมาตรการ ในการปกป้อง มาตรการในการเยียวยาทางการค้า ข้อ ๕.๔ เราระบุไว้เพียงว่าให้มีมาตรการในการปกป้อง ๒ ฝ่ายระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป เพื่อปกป้องและเยียวยาภาคเกษตรหรืออุตสาหกรรมภายในประเทศที่ได้รับผลกระทบ ตรงนี้ ถ้าเราระบุให้ชัดเลยครับว่ากำหนดให้มีมาตรการในการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ ผมคิดว่าอย่างน้อยมันก็เป็นการสร้างหลักประกันให้คนที่เขาจะได้รับผลกระทบในระยะยาว อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นะครับ แล้วท้ายที่สุดพอไล่มาถึงจากข้อ ๕.๔.๑ ลงมาถึง ๕.๗.๒ นี่นะครับ ผมคิดว่าการจัดตั้งกลไกหรือหารือรวมทั้งระบุหน่วยงานที่รับผิดชอบติดต่อระหว่างกันเพื่อให้ สามารถแก้ปัญหากับผลกระทบที่เกิดขึ้นได้นั้นมันลอยครับ เพราะว่าเราไม่สามารถระบุได้ครับว่า เมื่อหาหน่วยงานที่มารับผิดชอบแล้ว เมื่อมีการรับผิดชอบร่วมกัน ประสานงานกันแล้วจะแก้ไข ปัญหาอย่างไร เพราะเราไม่มีตัวชี้วัดว่าความหนักเบาของปัญหาหรือผลกระทบนั้นเป็นอย่างไร ผมคิดว่าตรงนี้ถ้าเราสามารถใส่ลงไปได้ว่าจัดตั้งกลไกหรือหารือตามเนื้อหาที่ท่านเขียนมานี่ แล้วต่อท้ายลงไปว่า โดยมีการกำหนดตัวชี้วัดทั้งเรื่องผลกระทบและเรื่องของการให้ความร่วมมือ ที่ชัดเจน มันจะสามารถระบุความเสียหายหรือระบุมาตรการผลกระทบได้อย่างชัดเจน ผมคิดว่า เรื่องแบบนี้ถ้าเราให้ความรัดกุมลงไปในรายละเอียดของการทำกรอบการเจรจาผมคิดว่า ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร

ท้ายที่สุด ในเรื่องของการพัฒนาที่ยั่งยืนในข้อ ๕.๑๕.๒ รวมไปถึงข้อ ๕.๑๕.๓ นี่นะครับ ๓-๔ ข้อตรงนี้ถ้ามาดูในเนื้อหาของมันเองแล้วผมคิดว่ามันขัดแย้งด้วยตัวของมันเอง กันอยู่ เพราะว่ามันระบุไว้ชัดครับว่าให้ใช้ระเบียบ ข้อบังคับ หรือกฎหมายที่มีอยู่ภายในประเทศ และเปิดโอกาสให้กำหนดมาตรฐานสิ่งแวดล้อมภายในประเทศเพิ่มเติมได้ในอนาคต แต่พอมา ข้อ ๕.๑๕.๒ มันระบุว่าข้อกำหนดต่าง ๆ ประเทศคู่ภาคีจะต้องไม่ใช้นโยบายด้านสังคม หรือสิ่งแวดล้อมมาเป็นเครื่องมือกีดกันการค้า อย่างนี้ถ้ากระบวนการหรือว่าสภาพแวดล้อม หรือสิ่งใด ๆ ก็ตามแต่ในอนาคตมันเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น และทำให้เราต้องออกมาตรการ ออกกฎหมายหรืออะไรก็ตามแต่เข้ามาเพื่อแก้ไขสิ่งที่มันเกิดขึ้นภายในประเทศเรา แต่ถ้า มันไปขัดแย้งหรือเป็นอุปสรรคต่อการค้าแสดงว่าเราทำไม่ได้อย่างนั้นหรือครับ ฉะนั้นผมคิดว่า ๓-๔ ข้อเหล่านี้เป็นสิ่งที่ท้ายที่สุดก็คงต้องเรียนว่าเมื่ออ่านแล้วมีความกังวลใจอยู่พอสมควรว่า เมื่อทำกรอบการเจรจาการค้าแบบนี้แล้วมันค่อนข้างหลวมและเปิดโอกาสให้เราเสียเปรียบได้ ในอนาคต แล้วยิ่งถ้าท่านรัฐมนตรีบอกว่าไม่อยากจะกำหนดกรอบให้รัดกุมหรือบีบบังคับ จนเกินไปเพราะว่าการเจรจาจะเป็นไปด้วยความยืดหยุ่น หรือท้ายที่สุดท่านจะพยายาม ทำอย่างไรก็ตามให้มีผลกระทบหรือเดือดร้อนน้อยที่สุด แต่อย่างที่ผมเรียนไปแล้วตั้งแต่ ตอนต้นว่าวันนี้กรอบการเจรจาเบื้องต้น สหภาพยุโรปมีความจำเป็นในการธุรกิจกับเราไม่มาก จริง ๆ แล้วถ้ามองจากรายงานของท่านเองบอกมาว่าเราเป็นคู่ค้าอันดับ ๒ ในอาเซียน ที่ทำธุรกรรมกับประเทศในสหภาพยุโรป แต่ถ้ามองในภาพรวมทั้งโลกจริง ๆ แล้วการทำ ธุรกรรมทางการค้ากับประเทศในสหภาพยุโรปนั้นเรามีมูลค่าเพียง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ของการส่งออกทั้งหมด ซึ่งผมคิดว่าถ้ามองโจทย์ตรงนี้ให้ดี ไม่ปฏิเสธหรอกครับว่า เราควรจะต้องทำกรอบการเจรจาการค้าไทยกับสหภาพยุโรป เพียงแต่ผมคิดว่าถ้าเรา รัดกุมกว่านี้ ใช้เวลานานกว่านี้ก็คงไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างไร เพราะวันนี้ประเทศที่ทำ กรอบการเจรจาการค้าทำไปแค่ ๓ ประเทศเท่านั้น เหลืออีกหลายประเทศที่ยังไม่ได้ทำ เช่นเดียวกับเรา แต่ว่าถ้าเราใช้กรอบการเจรจาของ ๓ ประเทศนั้นมาเป็นบทเรียนว่า เมื่อเขาทำกรอบไปแล้วมีปัญหาอย่างไร และในขณะที่เราเองกำลังทำอย่างนี้แล้วมีสมาชิก หลายท่านทักท้วง มีภาคเอกชน ฝ่ายนักวิชาการและอีกหลาย ๆ ส่วนเขาทักท้วง ถ้าเรานำกรอบเหล่านี้ไปทบทวนแล้วค่อยเอากลับมาใหม่อีกครั้งผมคิดว่าเราจะได้กรอบการค้า ที่อย่างน้อยมันสร้างประโยชน์มากกว่าสร้างภาระที่จะเป็นภาระผูกพันตามมาในอนาคต ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ เราใช้เวลา พอสมควรครับ ทีนี้ยังมีสมาชิกที่จะขออภิปรายอีก ๙ ท่านนะครับ เพราะฉะนั้นขอความกรุณา ช่วยกระชับด้วย ท่านละ ๗ นาทีครับ เพราะที่ผ่านมาใช้ ๗ นาที แต่ทีละ ๒ รอบ ๓ รอบครับ เชิญท่าน ส.ว. สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ครับ

นางสาวสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา เพชรบุรี

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเพชรบุรี ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอร่วมที่จะแสดงความคิดเห็นในกรอบการเจรจาการจัดทำความตกลง การค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป หรือเอฟทีเอกับอียู การจัดทำความตกลงการค้าเสรีของไทย กับสหภาพยุโรปนั้นดิฉันเชื่อว่าจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคม ของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณ ของประเทศ ซึ่งหลายประเด็นในการเจรจานั้นเป็นประเด็นที่ประเทศไทยไม่เคยเปิดเสรี มาก่อนในเอฟทีเอกรอบอื่น ๆ เพราะเป็นประเด็นที่มีผลกระทบสูง เพราะฉะนั้นทำให้ การวางกรอบเจรจาในครั้งนี้จึงละเลยที่จะวางแนวทางป้องกันผลกระทบ ซึ่งดิฉันมีข้อสังเกต ๓ ประเด็นคือ

ประเด็นที่ ๑ วัตถุประสงค์และเป้าหมายการเจรจา เราไม่ได้คำนึงถึงระดับ การพัฒนา หลักการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนและความพร้อมของกฎหมายภายในประเทศ และไม่ได้กำหนดให้มีระยะเวลาในการปรับตัว และมาตรฐานการรองรับผลกระทบที่ อาจจะเกิดขึ้น

ประเด็นที่ ๒ รัฐบาลกล่าวว่าการทำเอฟทีเอกับสหภาพยุโรปนั้นเพื่อจะแก้ไข ปัญหาการถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรที่เรียกว่าจีเอสพีนั้น ประเทศไทยจะถูกตัดสิทธิ เป็นจำนวนมากมาย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วถูกตัดสิทธิเพียงส่วนนิดเดียวแค่ ๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ทั้งนี้ก็เพราะว่าเรามีรายได้ที่ดีเหลือเกินเป็นเวลาติดต่อกัน ๓ ปี เพราะฉะนั้นทางสหภาพยุโรป คิดว่าประเทศไทยนั้นมีรายได้ที่สูงจึงจะตัดสิทธิภาษีศุลกากรเราในปี ๒๕๕๘ นี้ ฉะนั้นจึงทำให้ ประเทศไทยกังวลในเรื่องนี้ ดิฉันกำลังจะบอกว่าไม่ต้องกังวลหรอก เพราะถ้าเขาจะทำการค้าขาย กับเราอย่างไรก็ต้องทำการค้าขาย แล้วการถูกตัดสิทธิ ๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทไม่ได้เป็น การสูญเสียของมูลค่าของการส่งออกทั้งหมด เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เราคิดถึงผลกระทบของ ยูโรโซน (Eurozone) ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันด้วย เพราะฉะนั้นอย่าผลีผลามในการที่จะทำ กรอบเจรจาเอฟทีเออันนี้

ประเด็นที่ ๓ รัฐบาลละเลยข้อห่วงกังวลและข้อเสนอแนะของประชาชน ในประเด็นต่าง ๆ ๓ ประการ

ประการที่ ๑ ก็คือประเด็นทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ว่าจะเรื่องยา การผูกขาด เมล็ดพันธุ์ เกษตรกรต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ในราคาที่แพงเพิ่มขึ้น ซึ่งไม่สมควรจะเป็นเรื่องอย่างนั้น

ประการที่ ๒ ประเด็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีอันตราย ต่อสุขภาพของประชาชน การให้สินค้าเหล่านี้มาอยู่ในข้อตกลงการค้าก่อให้เกิดผลกระทบ ทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจ และการที่จะถอดสินค้าเหล่านี้ออกก็เป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก ถ้าใส่เข้าไปในกรอบการเจรจานี้

ประการที่ ๓ การคุ้มครองการลงทุนที่เปิดโอกาสให้ใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการ ระหว่างประเทศในการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐและเอกชน ซึ่งจะเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติ ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากงบประมาณแผ่นดินและล้มนโยบายสาธารณะต่าง ๆ ของประเทศเราได้ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายกันมามากมายแล้วนะคะ เพราะฉะนั้นเหล่านี้จึงเป็น ข้อห่วงใยที่ภาคประชาชนต้องการให้รัฐบาลต้องคำนึงถึงและควรนำกรอบการเจรจานี้กลับไป พิจารณาร่างกรอบการเจรจาขึ้นเสียใหม่ โดยต้องให้สอดคล้องกับการรับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากภาคประชาชนเพราะภาคประชาชนนั้นมีความห่วงใยประเทศ และจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และจะดีมากยิ่งขึ้นถ้ารัฐบาลจะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มี ส่วนร่วมในการที่จะตรวจสอบกรอบการเจรจานี้ เพราะฉะนั้นดิฉันจึงถือว่า ๓ ประเด็น ที่เป็นข้อสังเกตที่จะฝากรัฐบาลว่ากรอบการเจรจาเอฟทีเอระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปนั้น อย่าได้เร่งรีบเลย เราควรที่จะให้โอกาสต่อประชาชนที่มีความห่วงใยต่อประเทศชาติด้วย ขอบพระคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านกษิต ภิรมย์ ครับ

นายกษิต ภิรมย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมอ่านเอกสารแล้วก็พอจะจับความได้ว่าที่รัฐบาลประสงค์ที่จะทำเอฟทีเอ กับทางสหภาพยุโรปนั้นด้วยเหตุผล ๒ ประการด้วยกัน คือเพราะว่าจีเอสพีจะหมดไป แต่ว่าจีเอสพีตามที่เพื่อนสมาชิกผมหลายท่านได้พูดไว้ว่ามันเป็นแค่ส่วนน้อยของมูลค่า การส่งออกของประเทศไทย เพราะฉะนั้นจะอ้างว่าต้องไปทำเอฟทีเอเพราะจีเอสพีจะหมดไป ก็คงจะไม่ใช่ทีเดียวนะครับ เพราะว่าสินค้าส่วนใหญ่เราขายได้โดยที่ไม่ต้องมีจีเอสพี แล้วก็ คงจะด้วยเหตุผลที่ว่าคุณภาพสินค้าของเราดีเป็นที่ต้องการ มีการตลาดที่เข้าถึงซึ่งผู้บริโภค แล้วก็อาจจะเกี่ยวโยงกับอัตราแลกเปลี่ยนด้วย เพราะฉะนั้นผมคิดว่าทางรัฐบาลน่าจะบอกว่า ถ้าเผื่อจะไปสู่เอฟทีเอแล้วเรามีมาตรการอย่างไรในการที่จะช่วยให้เอกชนสามารถที่จะ แข่งขันสินค้าได้ด้วยคุณภาพเป็นสำคัญนะครับ

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่เป็นเหตุผลก็เพราะกลัวว่าจะมีประเทศอื่น ๆ เขารีบไป ทำเอฟทีเอกับอียูแล้วเราก็จะสู้ไม่ได้ ก็ต้องบอกมาว่ามันมีกี่ประเทศ และในประเทศเหล่านั้น มันมีสินค้ากี่ตัวที่จะต้องแข่งขันกัน ภาพมันต้องให้ชัดเสียก่อน แต่ถ้าเผื่อว่าเราขายได้แล้ว แล้วก็เรื่องเอฟทีเอคือการขจัดภาษีศุลกากรไปมันไม่ใช่ประเด็นสำคัญและจะทำทำไม นั่นก็เป็นอันหนึ่งที่จะต้องบอกให้ชัด และผมกลับคิดว่าถ้าเผื่อเราไม่ได้พูดเรื่องจีเอสพี ไม่ได้พูดเรื่องประเทศคู่แข่งอื่น ๆ นั้น ถ้าผมเป็นรัฐบาลผมก็จะบอกว่าเหตุผลที่ผมจะไปทำ เอฟทีเอกับอียูก็เพราะว่าผมจะขายสินค้าได้มากยิ่ง ๆ ขึ้นทุกตัว กับอันที่ ๒ ประชาชน ชาวไทยผู้บริโภคก็จะได้สินค้าดีราคาย่อมเยาจากอียูเข้ามา มันไม่น่าจะมีเหตุผลอื่นนะครับ อันนี้ก็อยากจะฝากไว้ว่ารัฐบาลต้องบอกในเอกสารกรอบการเจรจาว่าจะทำให้ประเทศไทย ขายสินค้ามากขึ้นอย่างไร แล้วก็สินค้าอะไรใช้เวลาเท่าใด แล้วก็เราจะเรียกร้องอะไรจาก สหภาพยุโรป ผมทราบว่ามันก็มีสินค้าบางตัวที่เจรจากันมา ๒๐-๓๐ ปีแล้วในกรอบดับเบิลยูทีโอ หรือโดยตรงกับทางสหภาพยุโรป เช่น ข้าว น้ำตาล มันสำปะหลัง เขาก็ไม่ยอมเปิดตลาด แล้วมันก็เป็นหัวใจของการส่งออกของประเทศไทยทางด้านภาคเกษตรซึ่งเกี่ยวกับพี่น้อง เกษตรกรของเรา แล้วรัฐบาลต้องการที่จะปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรของประเทศไทย มากน้อยแค่ไหน หรือว่ามีเอฟทีเอแล้วก็จะหนักไปในเรื่องของสินค้าอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมบริการ แต่ว่าพอถึงภาคเกษตรรัฐบาลก็ลืมพี่น้องเกษตรกรของเราหรือเปล่า อันนี้เป็นเรื่องที่จะต้อง ชี้แจงให้แน่ชัดนะครับ และถ้าเผื่อเราจะเรียกร้องเรื่องตัวสินค้าเกษตรให้เป็นสำคัญแล้วต้องระบุ ในขณะเดียวกันผมก็เห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกคือท่านเกียรติที่ว่าแล้วเรื่องแรงงานไทยว่าอย่างไร เรามีเชฟ (Chef) พ่อครัว แม่ครัวที่มีฝีมือ มีหมอนวดแผนโบราณอะไรต่าง ๆ เหล่านี้เราจะ เข้าไปทำงานได้อย่างไร บริษัทเอกชนของประเทศไทยที่เก่ง ๆ จะทำภาพยนตร์หรือทางด้าน ดีไซน์ (Design) ต่าง ๆ เหล่านั้นจะเข้าไปลงทุนได้ไหม จะสะดวกสบายไหม แล้วก็ในสภาพที่ เศรษฐกิจของสหภาพยุโรปนั้นถดถอยโอกาสมันจะมีอย่างไรล่ะครับ

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งก็คือที่มันสำคัญมากและเขาเรียกร้องอะไรก็รู้กันอยู่ เขาเรียกร้องเรื่องสุรา บุหรี่ การเข้ามาร่วมในการประมูลจัดซื้อจัดจ้างในโครงการของรัฐ ในเรื่องของการเปิดตลาดยารักษาโรคซึ่งก็จะกระทบกับคนยากคนจน แล้วก็อาจจะทำลาย อุตสาหกรรมผลิตยาของเราด้วย แล้วรัฐบาลมีมาตรการป้องกันอย่างไร และการยื่นหมูยื่นแมว การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันมันคุ้มหรือเปล่าครับที่จะให้เขามาจัดซื้อจัดจ้างขายยาในราคาแพง แล้วก็มีสิ่งมอมเมา เช่น สุรา บุหรี่ต่าง ๆ เหล่านี้ เพียงเพื่อแลกกับสินค้าอุตสาหกรรมบางตัว ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลอยากจะส่งเสริมอะไร สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ต้องพูดให้ชัดในกรอบการเจรจา

ส่วนประเด็นสุดท้ายนะครับ เพื่อไม่ให้เสียเวลามากเพราะเวลาจำกัด อีกอันหนึ่งก็คือว่าเราก็ตระหนักกันดีอยู่ว่าในช่วง ๒๐-๓๐ ปีที่ผ่านมานั้น ทางฝ่ายสหภาพยุโรป มักจะออกมาตรการฝ่ายเดียว แต่ก่อนเราขายกุ้งไปไม่ได้เพราะเขาบอกว่าจับกุ้งมาแล้ วมีปลาโลมา มีตะพาบน้ำ มีเต่าต่าง ๆ นี่มันเป็นมาตรการอะไรครับ กีดกันทางการค้า เราจะมีการเจรจาอย่างไรไม่ให้เขาออกมาตรการฝ่ายเดียว ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นการปกป้อง ผลประโยชน์ของประเทศไทย แต่ถ้าเผื่อได้อ่านกรอบการเจรจาที่รัฐบาลเสนอมาแล้ว มันหลวมมากครับ มันสะท้อนว่าลูกน้องของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้ทำงานอย่างเต็มที่ เสนอหลวม ๆ มาให้ที่ท่านรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรี ก็รับเรื่องหลวม ๆ มาเสนอที่สภา มันก็อาจจะสะท้อนว่าองค์ความรู้ของท่านรัฐมนตรีนั้น ก็หลวม ๆ ด้วย แต่ว่าสภานี้ไม่หลวมครับ อยากจะปกป้องผลประโยชน์ของประเทศไทย ของเอกชนไทย ของเกษตรกรไทย ผมอยากจะให้รัฐบาลทบทวนเรื่องนี้อีกทีครับ เพื่อน ส.ส. ของผมหลายคนบอกทำไมไม่ตั้งคณะทำงานร่วมหรือว่าเอาเรื่องออกไปก่อนแล้วก็ไปว่ากัน นอกรอบเพราะนี่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน แล้วพวกผมฝ่ายค้านพรรคประชาธิปัตย์พร้อมที่จะ ทำงานด้วย ตัวกระผมเองก็เคยประจำอยู่ที่กรุงบรัสเซลส์นะครับ คณะผู้แทนไทยประจำ สหภาพยุโรปก็พร้อมที่จะทำงานอย่างเต็มที่กับรัฐบาลเพื่อผลประโยชน์ของประเทศไทย แล้วเราให้มีเป้าหมายอย่างแน่ชัดว่าถ้าเผื่อจะทำเอฟทีเอแล้วไม่มีผลเสียครับ หรือว่า ผลเสียน้อยแล้วก็ได้ผลดีมากกว่า เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ต่อพี่น้องชาวไทยทุกคน ขอขอบคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

รัฐสภายินดีต้อนรับคณะผู้นำ จากอำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ด้วยความยินดียิ่งนะครับ เชิญท่าน ส.ว. รสนา โตสิตระกูล

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะคะ คือดิฉันเองหลังจากเห็นกรอบการเจรจาทวิภาคีไทย-ยุโรปแล้ว ดิฉันก็มีความเป็นห่วงนะคะ เพราะเกรงว่าการร่างกรอบเจรจาที่หลวม ๆ เช่นนี้จะทำให้ ประเทศชาติเราเสียประโยชน์มากกว่าที่จะได้รับประโยชน์นะคะ แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดิฉันก็เกรงว่าการประชุมในสภาแห่งนี้ถึงแม้ว่าจะมีการอภิปรายกันมากมายหลากหลายแล้ว แต่ในที่สุดแล้วเรื่องต่าง ๆ ที่อยู่ในสภานั้นมันก็เหมือนอยู่บนสายพาน สายพานซึ่งจะพาเรา ไปที่ไหนก็ไม่ทราบ จะพาเราไปสู่ดินแดนที่อุดมสมบูรณ์หรือไปสู่แดนประหาร เพราะดิฉันเอง คิดว่าถึงเราจะพูดกันอย่างไรก็ตามแต่ถ้าหากว่าไปที่สุดแล้วลงมติ เสียงลงมติจะเห็นชอบกับ การที่จะเอาร่างกรอบเจรจาอันนี้ก็มีโอกาสเป็นไปได้มาก โดยที่อาจจะไม่ได้มีการพูดถึงว่า ประโยชน์หรือสิ่งที่ประเทศชาติจะเสียประโยชน์นั้นมีอันไหนมากกว่ากัน อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ ดิฉันเป็นห่วง แล้วก็อยากจะขอสนับสนุนนะคะว่าถ้าหากทางท่านรัฐมนตรีจะกรุณาพิจารณา ข้อเสนอของทางฝั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่บอกว่าขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน ๒ สภาขึ้นมาเพื่อพิจารณาศึกษากรอบการเจรจาอันนี้ก่อนเพื่อให้มีความรอบคอบรัดกุม ดิฉันคิดว่าจะเป็นประโยชน์ เพราะว่ากรอบเจรจานั้นมีความสำคัญนะคะ มันเป็นหลังอิงให้กับ ผู้แทนไทยที่จะไปเจรจากับสหภาพยุโรป ซึ่งในจุดนี้ดิฉันเองก็อยากสนับสนุนนะคะ แต่ถ้าหากว่าจะอย่างไรก็ตามดิฉันก็ไม่แน่ใจว่าทางท่านรัฐมนตรี ทางรัฐบาลจะเห็นเป็นอย่างไร กับเรื่องนี้ จะรับฟังความเห็นของพวกเราหรือไม่ ดิฉันก็อยากจะขอเสนอสักนิดหนึ่งนะคะ ว่าสิ่งที่ท่านคาดหวังว่ากรอบการเจรจาทวิภาคีไทยกับสหภาพยุโรปนั้นจะช่วยในเรื่องของ จีเอสพีกับไทย ดิฉันเองคิดว่าสิ่งที่ท่านรัฐมนตรีได้พูดมาก่อนหน้านี้ โดยยกการศึกษาของ ทีดีอาร์ไอ ดิฉันคิดว่าการอ้างทีดีอาร์ไอนั้นจะยังไม่สมบูรณ์ เนื่องจากว่าทีดีอาร์ไอไม่ได้เอาเรื่อง วิกฤติยูโรโซนเข้ามาศึกษาร่วมด้วย ดิฉันมีตัวอย่างนะคะ ประเทศเกาหลีเองนั้นเคยประมาณการว่าเมื่อทำเอฟทีเอระหว่าง ประเทศเกาหลีกับสหภาพยุโรปแล้วนี่จะสามารถที่จะมีการค้าที่เพิ่มขึ้น ๓๖ เปอร์เซ็นต์ แต่ปรากฏว่าเมื่อปฏิบัติจริงนอกจากไม่ได้เพิ่มแล้วลดลง ๘.๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้น ดิฉันคิดว่าในสิ่งนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลเองจะต้องชี้แจงให้ชัดเจนว่าเราจะได้ประโยชน์จริงจังแค่ไหน จะไปอ้างแต่เฉพาะแค่สิ่งที่ทีดีอาร์ไอศึกษาไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งหลายปีมาแล้วก่อนวิกฤติยูโรโซนนั้น ก็อาจจะยังไม่เพียงพอนะคะ ดิฉันคิดว่าสิ่งที่ทางดิฉันเองอยากจะขอเสนอผ่านท่านประธาน ไปยังท่านรัฐมนตรีอย่างน้อย ๓ ประเด็นนะคะ ในร่างกรอบเจรจานี้ก็คือในเรื่องของสิทธิบัตร ในข้อ ๕.๑๑ ดิฉันเองเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกว่าน่าจะขอให้แก้ไขคำว่า สอดคล้อง เป็น ไม่เกินจากข้อตกลงทริปส์ที่เราเคยตกลงไปแล้วนะคะ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วมันจะนำไปสู่ สิ่งที่เราเรียกว่าข้อตกลงที่เกินกว่าทริปส์ หรือเรียกว่าทริปส์ พลัส (TRIPS Plus) ซึ่งรวมไปถึง ในเรื่องการขยายสิทธิบัตรยา รวมไปถึงในเรื่องของการที่เราเรียกว่าการผูกขาดข้อมูลด้านยา ที่เรียกว่าดาต้า เอ็กคลูซิวิตี (Data Exclusivity) ซึ่งถ้าหากว่ามีส่วนเหล่านี้เข้ามาร่วมด้วย แล้วจะทำให้ยาสามัญที่เรียกว่ายาเจเนริก เนม (Generic name) ทั้งหลายนั้นจะออกมา ล่าช้าไปอีก ๕ ปี มีการประเมินไว้ถ้าหากว่าเราปล่อยให้มีการขยายสิทธิบัตรยาเพิ่มขึ้น ๕-๑๐ ปี ดาต้า เอ็กคลูซิวิตีขึ้นมาอีก รวมไปถึงการทำให้ยาสามัญนั้นออกมาช้าไปอีก ๕ ปี ประชาชนจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในอีก ๔ ปีข้างหน้าคือปี ๒๕๖๐ ถึง ๒๖๒,๑๙๑.๘ ล้านบาท และในอีก ๒๔ ปี คือในปี ๒๕๘๐ นั้นตัวเลขกลม ๆ ก็แล้วกันประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะทวีคูณไปเรื่อย ๆ ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราน่าจะเสียประโยชน์ มากกว่าที่จะได้จากจีเอสพี ซึ่งอยู่ที่ประมาณ ๗๐,๐๐๐-๘๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็คิดว่า เมื่อเกิดวิกฤติยูโรโซนแล้วนั้นสหภาพยุโรปจะมีความเคร่งครัดในการใช้จ่ายเงินนี้มากขึ้น เราคงจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์จากจีเอสพีอย่างที่เราคาดหวังเอาไว้นะคะ

อีกประการหนึ่ง ดิฉันได้ทราบมาว่าอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้ไปหารือขอบเขตการเจรจาที่เรียกว่า สโคปปิง เอ็กเซอร์ไซส์ (Scoping exercise) ที่สหภาพยุโรปเมื่อวันที่ ๒๔-๒๕ กรกฎาคม ปี ๒๕๕๕ ซึ่งอันนี้ดิฉันคิดว่ามันสุ่มเสี่ยงกับ การขัดต่อรัฐธรรมนูญนะคะ เพราะเป็นการไปเจรจาล่วงหน้าโดยที่ยังไม่ทราบเลยว่า สิ่งที่ไปเจรจานั้นมีผลต่อการกำหนดกรอบเจรจาฉบับนี้หรือไม่ ซึ่งดิฉันเองก็อยากให้ ท่านรัฐมนตรีเอาสิ่งที่มีการไปเจรจาในวันที่ ๒๔-๒๕ กรกฎาคมที่ผ่านมาเอามาเปิดเผย อย่างน้อยต่อสภา เพราะไม่เช่นนั้นแล้วดิฉันคิดว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงต่อการขัดต่อ รัฐธรรมนูญนะคะ เมื่อสักครู่พูดถึงในเรื่องข้อ ๕.๑๑ เรื่องว่าอยากขอให้แก้ในประเด็น เรื่องสิทธิบัตร ข้อต่อมาอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของข้อ ๕.๑ เรื่องการค้าสินค้า ดิฉันคิดว่า ในนี้ไม่ได้มีการกำหนดว่าไม่รวมเรื่องเหล้าและบุหรี่ ดิฉันคิดว่าอยากจะขอให้มีการเพิ่มว่า สินค้าที่มีความอ่อนไหว แล้วก็มีผลกระทบในทางสังคมอย่างมาก เรื่องเหล้าและบุหรี่นั้น จะต้องกำหนดขึ้นมาว่าเรื่องนี้จะต้องไม่รวมอยู่ในกรอบการเจรจาครั้งนี้ด้วย แล้วก็ดิฉันคิดว่า เครือข่ายองค์กรต่าง ๆ ที่ต่อสู้เรื่องเหล้า เรื่องบุหรี่นั้น เราต้องการป้องกันที่จะไม่ให้มี ผู้สูบบุหรี่หน้าใหม่ ผู้ดื่มแอลกอฮอล์หน้าใหม่ แต่ถ้าหากว่าเราไม่เขียนกำกับตรงนี้เอาไว้นั้น ก็จะทำให้เกิดปัญหาต่อไปในอนาคต แล้วปัญหามันจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อผนวก กับข้อ ๕.๙ ว่าด้วยเรื่องการลงทุน โดยเฉพาะใน ๕.๙.๕ นั้นให้มีการใช้อนุญาโตตุลาการ ดิฉันเองไม่เห็นด้วย ดิฉันคิดว่าในหลายประเทศเวลานี้เขาเลิกแล้วนะคะ การใช้อนุญาโตตุลาการ เพราะว่าเท่ากับ ดิฉันขออนุญาตเพิ่มเติมนิดหนึ่งนะคะท่านประธาน ดิฉันคิดว่าการใช้ระบบ อนุญาโตตุลาการนั้นจะเป็นการเปิดโอกาสให้เอกชนมาฟ้องรัฐได้ แล้วก็เรื่องนี้ถ้าหากว่า รวมไปถึงในเรื่องของสินค้าอย่างเหล้า บุหรี่แล้ว มันเคยมีปรากฏการณ์การฟ้อง อย่างของ บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ที่มีการฟ้องประเทศที่มีการทำให้เขาบอกว่าเขาขาดทุนอะไร จากการที่ไปทำเรื่องลดการที่เขาจะประกอบการที่จะได้กำไรนะคะ หรืออีกกรณีหนึ่ง ซึ่งประเทศไทยมีประสบการณ์เอง ก็คือกรณีบริษัท วอลเตอร์ บาว สัญชาติ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านรสนาสรุปได้แล้วครับ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

นิดเดียวนะคะ ท่านประธาน บริษัท วอลเตอร์ บาว สัญชาติอเมริกันที่ถือหุ้นในบริษัท ดอนเมือง โทลล์เวย์ แล้วก็ฟ้องรัฐบาลเรียกค่าเสียหาย ๓๐ ล้านยูโร ในกรณีที่รัฐบาลไทยผิดสัญญาคือมีการลด ค่าผ่านทางด่วนโทลล์เวย์ (Tollway) เหลือ ๒๐ บาทในช่วงปี ๒๕๔๗ เพียงแค่ ๓ เดือนเท่านั้นเอง ในระหว่างวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๔๗ ถึงเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ ปรากฏว่าบริษัท วอลเตอร์ บาว นั้น ยึดเครื่องบินของเราแล้วก็บังคับให้รัฐบาลต้องจ่ายเงิน ซึ่งกรณีอาจจะไม่ค่อยมีคนรู้ว่า เขาเรียกให้เราจ่ายเงินนั้น ๓๐ ล้านยูโร ซึ่งปัจจุบันนี้จริง ๆ แล้วประเทศไทยต้องจ่ายค่าเสียหายจริง เป็นเงินถึง ๑,๔๐๐ ล้านบาท แล้วก็เสียค่าดำเนินคดี ค่าทนาย ค่าจิปาถะ อีกประมาณ ๑๔๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่ากรอบการเจรจาเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญแต่เรามีเวลาน้อยมากในการที่จะ อภิปรายถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ดิฉันใคร่ขอกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีว่า ถ้าท่านจะโปรดกรุณาพิจารณาในการที่จะตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน ๒ สภาขึ้นมา เพื่อพิจารณาเรื่องนี้ก่อนก็ได้ หรือไม่เช่นนั้นก็ขอให้มีการแก้ไขลงไปในเอกสาร ร่างกรอบการเจรจานี้ว่าจะไม่รวมเรื่องเหล้าและบุหรี่เข้ามา หรือเรื่องอนุญาโตตุลาการนั้น จะต้องไม่เอามาเกี่ยวข้อง

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านรสนาขอโทษนะครับ ท่านเลยไป ๒ นาทีกว่าพอแล้วครับ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

ดิฉันจบคำพูด ตรงนี้นิดหนึ่งนะคะท่านประธาน คือดิฉันก็คิดว่าถ้าหากว่าอนุญาโตตุลาการนั้นไม่รวมไปถึง ประเด็นที่เกี่ยวกับเรื่องความมั่นคง ประโยชน์สาธารณะต่าง ๆ เหล่านี้ก็อาจจะพอที่จะเป็น เครื่องป้องกันตัวเราเองได้ แต่ดิฉันคิดว่าดีที่สุดนั้นก็คือขอให้มีการทำเรื่องนี้ใหม่แล้วก็อยากจะ ขอให้ท่านรัฐมนตรีช่วยตอบด้วยนะคะว่าการที่ไปเจรจาล่วงหน้าสโคปปิง เอ็กเซอร์ไซส์นั้น มีเนื้อหาอย่างไรบ้าง เพราะมิเช่นนั้นแล้วกรณีนี้สุ่มเสี่ยงต่อการทำขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขอบพระคุณค่ะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านเจิมมาศ จึงเลิศศิริ เชิญครับ ๗ นาทีนะครับ

นางเจิมมาศ จึงเลิศศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน เจิมมาศ จึงเลิศศิริ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ท่านประธานคะ จีเอสพีนั้นก็คือสิทธิพิเศษทางการค้าซึ่งประเทศไทยเราจะหมดสิทธิในอีก ๒ ปีข้างหน้าก็คือปลายปี ๒๕๕๗ แล้วรัฐบาลเองก็บอกว่าเราจะต้องทำเอฟทีเอก็คือ กรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรป แต่รัฐบาล คงไม่ลืมว่าเรามียุทธศาสตร์ของประเทศ ๘ ข้อ ข้อตกลงเหล่านั้นจะสวนทางกับยุทธศาสตร์ ทั้ง ๘ ข้อของประเทศหรือเปล่า ไม่ว่าจะเป็นมิติทางมาตรฐานแรงงาน มิติทางมาตรฐาน สิ่งแวดล้อม หรือว่าไทย-อาเซียนนั้นเราจะมีปริมาณการค้ากับประเทศจีนมากกว่าทวีปยุโรป ทำไมจะต้องรีบเร่งที่จะทำเอฟทีเอกับอียูด้วยนะคะ

อีกข้อหนึ่งก็คือทุนนอกระบบจะหนีประเทศไทย ไม่ใช่เฉพาะเรื่องภาษี แต่เป็นปัญหาด้านคุณภาพแรงงานขาดแคลน การจ่ายเงินใต้โต๊ะแล้วก็การสับสนกับนโยบาย ของภาครัฐ

อีกข้อหนึ่ง ในอาเซียนนั้นนอกจากประเทศอินโดนีเซียแล้วประเทศไทย มีประชากรที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจมากกว่าทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพด้วย ไม่ว่าจะเป็น ศักยภาพทางภูมิศาสตร์ ทางโลจิสติกส์ (Logistics) เพราะฉะนั้นรัฐบาลไม่ต้องกลัวหรอกว่า เราจะตกขบวนรถไฟเที่ยวสุดท้าย ไม่ต้องรีบร้อนอยากจะให้รอบคอบในการจะไปเจรจา กรอบอียูอันนี้ด้วย แล้วรัฐบาลเองจะเร่งเจรจาส่งเสริมทางการค้ากับอียู การค้าของกลุ่มไหนคะ ที่ได้ประโยชน์ กลุ่มทุนที่เป็นพวกของรัฐเอง อย่างเช่น อสังหาริมทรัพย์ โทรคมนาคม ท่านละทิ้ง กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยหรือว่าเอสเอ็มอี (SME) แล้วหรือคะ เกษตรกรจะขายยางพาราได้ไหม จะขายข้าวได้ไหม เรามีมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีรัฐบาลก็ยังแก้ไม่ตกเลยเรื่องนี้ รัฐบาลยังปิดปากเงียบอยู่นะคะ แล้วก็ในอีกหลาย ๆ ประเด็นที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปราย ในประเด็นที่เราคิดว่าน่าจะมีผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นการคุ้มครองการลงทุนที่เปิดโอกาสให้กระบวนการอนุญาโตตุลาการ ระหว่างประเทศในการระงับข้อพิพาท เปิดโอกาสให้นักลงทุนข้ามชาติสามารถที่จะฟ้อง เรียกค่าเสียหายกับภาครัฐได้ ซึ่งหลายประเทศเขาก็ได้ยกเลิกข้ออนุญาโตตุลาการนี้ไปแล้วนะคะ หรือว่าประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาเรื่องสิทธิบัตรยา ซึ่งทำให้ประเทศไทยเรานั้นเสียเปรียบ หลายท่านได้อภิปรายในรายละเอียดแล้ว ดิฉันจะไม่ลงรายละเอียดลึกนะคะ คนไทยต้องซื้อยาแพงค่ะ ซื้อยาแพงต่อเนื่องระยะยาวด้วย หรือว่าเป็นประเด็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบ ซึ่งราคาถูกลงทำให้เป็นสินค้าที่ประชาชนสามารถจะบริโภคได้มากขึ้นแต่ว่าเป็นอันตราย ต่อสุขภาพนะคะ ภาครัฐเองก็ถูกจำกัดอำนาจในการออกนโยบาย ในการออกมาตรการควบคุม นี่คือข้อเสียเปรียบที่เราจะต้องเสียเปรียบให้กับการเจรจาในครั้งนี้ ดิฉันยกตัวอย่างง่าย ๆ ให้เห็นภาพชัดเกี่ยวกับประเด็นของสิทธิทางปัญญาแล้วก็เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบนะคะ เหล้าและบุหรี่ถูกลง แต่ว่ายาแพงขึ้น เมื่อเหล้าและบุหรี่ถูกลงคนบริโภคมากขึ้น คนไทย ก็ป่วยมากขึ้น เป็นมะเร็งมากขึ้น แต่ยาที่จะรักษามะเร็งนั้นแพงขึ้น นี่คือผลกระทบระยะยาว ที่รัฐบาลไม่ได้คิดถึงนะคะ แล้วก็แม้แต่ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือ ๓๐ บาท ของรัฐบาลเอง ถ้ายาตัวนี้แพงขึ้น หรือยาในระบบคือยาที่มีเกี่ยวกับสิทธิบัตรยาแพงขึ้น ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าก็ไม่สามารถซื้อยาตัวนี้มารักษาได้ระบบก็จะเจ๊งได้นะคะ เอกสารของรัฐบาลในข้อ ๕.๑๕ ก็คือการค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืนนี้ท่านได้บอกไว้ว่า ให้ใช้ระเบียบข้อบังคับหรือกฎหมายภายในประเทศที่มีอยู่ แล้วก็มีรายละเอียดมา หลาย ๆ ข้อด้วยกัน แต่ดิฉันอ่านแล้วในรายละเอียดนี้ไม่ได้บอกว่าการเจรจานี้จะยกระดับ มาตรฐานแรงงานหรือสิ่งแวดล้อม หรือเกษตรอินทรีย์อย่างไร บอกเพียงแต่ว่าให้ใช้ระเบียบ ข้อบังคับ หรือกฎหมายภายในประเทศที่มีอยู่เท่านั้น ซึ่งมันจะต้องเกิดปัญหาแน่นอนค่ะ ในการเจรจากับอียูนั้นเราต้องมีทั้งมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม แล้วก็สิ่งแวดล้อม อย่างเช่น การยกระดับมาตรฐานแรงงานเราก็ต้องรับผิดชอบด้านแรงงานมากขึ้นนะคะ ค่าแรง การกดขี่แรงงาน การใช้แรงงานเด็ก การใช้แรงงานพม่า การพัฒนาคุณภาพฝีมือแรงงาน เหล่านี้เป็นต้น ดิฉันขอยกตัวอย่างการยกระดับมาตรฐานแรงงาน อย่างเช่นกุ้งที่เราส่งออก ไปประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อก่อนเราเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ แต่เดี๋ยวนี้เราถูกขึ้นบัญชีดำ จากประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว เนื่องจากว่าเราใช้แรงงานเด็กและพม่า เพราะว่าเราไม่ได้ให้ความสนใจ กับการยกระดับมาตรฐานแรงงานก็เลยทำให้เกิดปัญหา แล้วสิ่งเหล่านี้ก็จะเป็นปัญหาต่อไปในอนาคต มาตรการแรงงาน ๓๐๐ บาทของรัฐบาลนะคะ ที่ท่านบังคับให้ผู้ประกอบการขึ้นค่าแรง ๓๐๐ บาท แบบก้าวกระโดด ทำให้ผู้ประกอบการนั้นเขาจะต้องหาทางออกให้กับตัวเองที่จะอยู่รอด ในธุรกิจของเขา เขาก็ต้องลดสวัสดิการที่ให้กับแรงงานของเขาเอง ไม่ว่าจะเป็นอาหารราคาถูก ชุดพนักงานฟรี รถบริการรับส่งฟรี การรักษาพยาบาลฟรี เหล่านี้เป็นสวัสดิการที่ผู้ประกอบการ ต้องตัดออกเพื่อชดเชยกับค่าแรง ๓๐๐ บาทที่ถูกบังคับให้ขึ้น ทำให้มาตรฐานแรงงาน ของเรานั้นต่ำลง ดิฉันเองไม่อยากให้รัฐบาลรีบเร่งที่จะผ่านกรอบเจรจาประเทศไทย-อียูนี้ไปนะคะ อยากให้มีความพร้อมมากกว่านี้ แล้วก็ไม่อยากให้ผ่านด้วยความหละหลวมเช่นนี้ค่ะ การเจรจาย่อมมีผู้ได้เปรียบและเสียเปรียบ แต่ถ้าเราเจรจาแล้วเราเสียเปรียบมากกว่าได้เปรียบ ดิฉันคิดว่าเราอย่าเพิ่งรีบเร่งดีกว่าค่ะ เราถอยออกมาตั้งหลักก่อนดีกว่าคะ ดิฉันขอเสนอให้รัฐบาลนั้นถอนกรอบเจรจานี้ออกมา พิจารณาใหม่ หรือว่าจะเป็นการตั้งคณะกรรมาธิการร่วม ๒ สภาแห่งนี้เพื่อรับฟังความคิดเห็น จากหลาย ๆ ภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นคำอภิปรายของเพื่อนสมาชิกในที่นี้หรือรัฐบาลเองก็บอกว่า รัฐบาลได้เตรียมวางแผนในการที่จะรับฟังความคิดเห็น มีการเสวนา มีการออกไปทั่วประเทศ ประมาณ ๖๐ ครั้งด้วยกัน แล้วก็มีผู้มาร่วมเสวนาประมาณ ๕,๐๐๐ กว่าท่านด้วยกัน แต่ว่าดิฉันได้พูดคุยกับหลาย ๆ กลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิหรือชมรมต่าง ๆ หลาย ๆ ท่านบอกว่า เวลาเข้าไปเสวนาหรือเข้าไปสัมมนาด้วยหลาย ๆ คำถามที่ถามไปกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ไม่สามารถตอบได้ค่ะ เพราะฉะนั้นดิฉันเห็นว่ารัฐบาลควรจะถอนกรอบนี้ออกไปพิจารณาใหม่ หรือหาวิธีทางอื่นอย่างเช่นการตั้งคณะกรรมาธิการร่วม ๒ สภานะคะ อย่าให้กรอบการเจรจานี้ เกิดปัญหากระทบในภายหลังเหมือนกับนโยบายหลาย ๆ นโยบายที่ผ่านมาของรัฐบาล เกิดผลกระทบในขณะนี้แล้วไม่ว่าจะเป็นค่าแรง ๓๐๐ บาท เงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาท จำนำข้าว ผลกระทบเกิดขึ้นแล้ว

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านเจิมมาศเกิน ๒ นาทีแล้วครับ

นางเจิมมาศ จึงเลิศศิริ สมาชิกรัฐสภา กรุงเทพมหานคร

แล้วก็ยังไม่เห็น อนาคตนะคะว่าจะหาทางแก้ไขได้ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าการป้องกันดีกว่าการแก้ไขในอนาคตค่ะ แล้วก็เห็นแก่ประเทศชาติเป็นสำคัญนะคะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบพระคุณครับ ท่านสุรจิต ชิรเวทย์ ครับ พยายามให้อยู่ในเวลาหน่อยนะครับ

นายสุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภา สมุทรสงคราม 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ กระผม สุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา สำหรับ ร่างกรอบเจรจาซึ่งเราต้องให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ผมมีประเด็นสำคัญ ก็คือในเรื่องกระบวนการที่รัฐธรรมนูญบังคับไว้ในวรรคสามก็คือ คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูล และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเพื่อให้รัฐสภา ให้ความเห็นชอบ ซึ่งตรงนี้ผมเห็นว่ากระบวนการตรงนี้น่าจะยังไม่ครบถ้วน ซึ่งก็อาจจะ นำไปสู่ปัญหา นอกจากกระบวนการรับฟังเป็นปัญหาแล้วข้อเสนอของภาคประชาชน ก็ไม่ได้ถูกนำมาใส่ไว้ในร่างกรอบการเจรจา อันนี้ก็อาจจะนำไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง ซึ่งเราไม่อยากให้เป็นอย่างนั้นนะครับ ก็คือว่าอย่างน้อยกระบวนการนี้เราไม่ได้เห็นรายละเอียด ในเอกสารนะครับว่ารายละเอียดในแต่ละเวทีข้อสรุปต่าง ๆ อันนี้โดยที่ทางรัฐบาลก็ได้ให้ มูลนิธิเพื่อการวิจัยพัฒนาประเทศไทยทีดีอาร์ไอไปศึกษาวิเคราะห์มาด้วย ซึ่งก็วิเคราะห์ได้ดี ๆ หลายอย่างแต่ว่าก็ไม่ได้ถูกใส่เข้าไปนะครับ แล้วก็ข้อกังวลในเรื่องกระบวนการในส่วนที่ กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการนี่นะครับ ๓๓ เวที เมื่อเราลงไปดูในรายละเอียดแล้วก็จะเห็นว่า มีตั้ง ๑๖ เวทีที่มีผู้เข้าร่วมเวทีแค่ ๑๕-๕๔ คน ส่วนคณะกรรมการรับฟังความคิดเห็น ๒๑ เวที ก็มี ๗ เวทีที่มีคน ๓๐ คนเท่านั้น ซึ่งเราก็พอจะนึกภาพออกว่าอาจจะเป็นคนของ ๒๕ หน่วยงาน ที่ไปยกร่าง อาจจะไม่ได้มีภาคประชาชนอยู่ในนั้นสักเท่าไรด้วย ซึ่งอันนี้ก็ทำให้เป็นห่วงว่า เรากำลังจะไปเจรจาการค้าซึ่งมีมูลค่าระหว่างอียูกับเราถึง ๑.๒ ล้านล้านบาท เป็นอันดับ ๒ รองจากการค้าระหว่างเรากับต่างชาติ แต่ว่าเราทำกระบวนการนี้อย่างน่าเป็นห่วงมากนะครับ ทีนี้ผลการรับฟังจากภาคประชาชนที่สรุปสาระสำคัญมันไม่ได้ถูกนำเอาไปใส่ไว้ไปปรับแก้บ้างเลย อย่างเช่น ประเด็นในเรื่องที่เราห่วงใยกันมากก็เรื่องทรัพย์สินทางปัญญาในข้อ ๕.๑.๑ ก็คือว่า กรอบการเจรจาที่ร่างของรัฐบาลให้ระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาสอดคล้องกับ ระดับการคุ้มครองตามความตกลงขององค์การค้าโลก ภาคประชาชนเขาขอแก้นิดเดียว แก้ถ้อยคำคำว่า สอดคล้องกับระดับความคุ้มครองตามความตกลง ขององค์การค้าโลก เป็น ไม่เกินไปกว่า อันนี้เพื่อให้กรอบมันชัดขึ้นนะครับ แล้วอย่างที่ผู้อภิปราย ก่อนหน้านั้นได้เคยบอกไว้แล้วว่าทำไมอียูถึงไม่อยากใช้กรอบการค้านั้นเพราะว่าองค์ประกอบ มันใหญ่กว่า กรอบการตกลงอันนั้นองค์ประกอบมันใหญ่กว่า ถ้ามาเจรจาแยกทางทีดีอาร์ไอ ก็วิเคราะห์ไว้แล้วว่าอียูมีแนวโน้มที่จะเรียกร้องระดับการคุ้มครองสูงกว่าความตกลงการค้าโลก เพราะฉะนั้นตรงนี้มันไม่เหลือใครแล้ว ก็คือว่าเวทีที่จัดกันมาโดยกระทรวงพาณิชย์ หรือคณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นก็มีผู้เข้าร่วมทั้งหมดประมาณ ๑,๐๐๐ คนเองนะครับ แต่ว่าในสภาแห่งนี้มีอยู่ ๖๐๐ คน แล้วเรามีเวลาซักถามได้นานกว่านะครับ บางเรื่องที่ยอมได้ หากคณะรัฐมนตรีรับไปปรับแก้ต่อที่ประชุมนี้ก็อาจจะเกิดประโยชน์ขึ้นได้ แต่ว่าเมื่อคณะรัฐมนตรี ไม่ยอมแก้เนื้อความเลยมันก็ไม่เหลือทางอื่นนะครับ

และข้อห่วงใยประการต่อไปก็คือในประเด็นมาตรการรองรับผลกระทบ อันนี้เราเป็นห่วงมากตั้งแต่กรอบการเจรจาอาเซียน-เจแปน ซึ่งก็บอกว่าเรามีกองทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ผมก็อยากจะฟังท่านรัฐมนตรีตอบว่ากองทุนนี้ซึ่งไส้ใน ก็คือข้าราชการทั้งหมดนะครับ มีประธานสภาหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กับประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ๒ คนเท่านั้นที่เป็นภาคเอกชนอยู่ในนั้น แล้วตั้งแต่ ตั้งมามีใครเข้าถึงกองทุนนี้บ้าง เข้าถึงกี่ราย เพิ่มศักยภาพแข่งขันอะไรไปได้บ้าง อันนี้ก็คือ ความห่วงใยว่าความตกลงต่าง ๆ รัฐธรรมนูญบังคับให้ประชาชนต้องมีส่วนร่วมด้วยนะครับ แต่ว่าเราทำโดยฝ่ายข้าราชการประจำทั้งหมด ซึ่งอันนี้มันก็เป็นทักษะวิชาชีพของท่าน คือท่านเป็นมนุษย์เงินเดือน ท่านไม่ได้มีต้นทุนในการลงทุนเอง เพราะฉะนั้นเมื่อไปให้ เจรจาการค้ามันจะต้องถูกเติมเต็มด้วยการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนแล้วก็กระบวนการ รับฟังความคิดเห็น แต่ว่ามาตรการป้องกันเยียวยาแล้วก็ท่าทีกรอบในการเจรจามันยังไม่ทำให้ เกิดความเชื่อถือว่ามันจะเป็นอย่างนั้นได้ นี่คือผลกระทบที่เราห่วงใย ก็อยากจะได้ฟังว่า ท่านจะชี้แจงว่าอย่างไรนะครับ ท้ายที่สุดถ้าภาคประชาชนเขาไม่ได้อะไรเลยผมว่าเรื่องนี้ มันจะยุ่งนะครับ เพราะฉะนั้นผมก็เห็นด้วยกับหลาย ๆ ท่านว่าหลังจากเราอภิปรายกันมา นานพอสมควรเราน่าจะตกผลึกว่าควรมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อไปเกลาอันนี้ สักสัปดาห์สองสัปดาห์ ไปบูรณาการความคิดเห็นของทีดีอาร์ไอ แล้วก็กระบวนการรับฟัง ความคิดเห็นภาคประชาชน แล้วก็คำอภิปรายในรัฐสภาวันนี้เองด้วย ผมว่ามันก็ไม่ได้ทำให้ อะไรช้าลงไปสักเท่าไรนะครับ ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

พันเอก วินัย สมพงษ์ ครับ

พันเอก วินัย สมพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันเอก วินัย สมพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ แบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ สัปดาห์ที่แล้วเมื่อผมได้รับระเบียบวาระการประชุมร่วมกันของ ส.ส. แล้วก็ ส.ว. ในวันนี้ กระผมมีความเป็นกังวลใจมาโดยตลอด มีความรู้สึกถ้าแม้นว่าผมจะต้องให้ความเห็นชอบ เอฟทีเอไทยกับสหภาพยุโรปครั้งนี้ก็คงจะต้องทำด้วยความฝืนใจ ไม่สบายใจ ไม่สนิทใจ ครั้นมาถึงวันนี้จริง ๆ เข้าผมก็รู้สึกดีขึ้นเพราะ ส.ส. และ ส.ว. หลายท่านได้แสดงความรู้สึก เป็นห่วงเป็นใยคล้ายกับกระผมที่เป็นห่วงเป็นใยมา ๔-๕ วันแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ ผมนั้นนึกอยู่เสมอถ้าแม้นว่าเราไม่รับเอฟทีเอก็เสมือนหนึ่งว่าเรานั้นตกกระแสโลก เพราะกระแสโลก จะเป็นเรื่องเอฟทีเอ เรื่องประชาธิปไตย เรื่องสิ่งแวดล้อม จิปาถะ เป็นกระแสโลก ก็ไม่มีใคร อยากจะตกกระแสโลก แต่อย่างไรก็ตามกระแสโลกนั้นก็ไม่สามารถจะอยู่เหนือผลประโยชน์ ของประเทศ แต่อย่างไรก็แล้วแต่กระแสโลกนั้นก็ไม่สามารถจะอยู่เหนือผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ต้องเอาประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก ถ้าแม้ว่าไปเกาะกระแสโลกแต่ประโยชน์ของ ประเทศชาติและประชาชนเสียหายเราก็ยินดีที่จะตกกระแสโลกนั้น นั่นคือจุดยืนที่ผมยืนมาโดยตลอด ท่านประธานครับ ผมได้พิจารณาดูสินค้าที่สหภาพยุโรปขายให้เราส่วนใหญ่เป็นประเภทสินค้า ที่มีเทคโนโลยีที่สูง ราคาสูง นั่นเป็นภาพรวม ส่วนสินค้าที่ประเทศไทยส่งขายให้กับสหภาพยุโรป ก็เป็นสินค้าประเภทโลว์ (Low) เทคโนโลยี เทคโนโลยีต่ำ ๆ เป็นสินค้าเกษตรและราคาก็ต่ำ นอกจากตัวสินค้าที่ผมได้เปรียบเทียบความแตกต่าง ถ้าจะเปรียบเทียบเศรษฐกิจอย่างอื่น สังคม การเมือง ระหว่างสหภาพยุโรปกับประเทศไทย ผมก็มองว่าถ้าเปรียบเทียบสหภาพยุโรป กับประเทศไทยแล้วก็เหมือนปลาใหญ่และปลาเล็กครับ ปลาใหญ่ก็กินปลาเล็ก และเป็น ความเสียใจที่ผมมีมาหลายปีตั้งแต่เราทำเอฟทีเอกับประเทศจีนก็ดี กับประเทศออสเตรเลียก็ดี ความเจ็บปวดอยู่ที่พี่น้องประชาชนคนไทยมาโดยตลอด แล้ววันนี้เราก็รู้สึกอย่างนั้น เพราะฉะนั้น การที่เราจะทำเอฟทีเอกับสหภาพยุโรปคราวนี้ถ้าแม้ทางรัฐบาลจะได้เอาความห่วงใย ของ ส.ส. ส.ว. ที่อภิปรายเฉพาะวันนี้ช่วงสั้น ๆ เอาเอฟทีเอเหล่านี้ออกไปทบทวนกรอบต่าง ๆ เสียให้รอบคอบ ผมต้องกราบขอบพระคุณท่านเกียรติ สิทธีอมร ที่ได้ให้อรรถาธิบายไว้ อย่างแจ่มแจ้งชัดเจน ผมไม่ต้องไปพูดซ้ำอีก เพราะครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านห่วงใย และกระผมก็ห่วงใยเช่นเดียวกับท่าน ถ้าเผื่อรัฐบาลจะใจกว้างเอาเรื่องนี้ไปปรับปรุงให้ดีขึ้น ให้รอบคอบรัดกุมขึ้น หรือจะตั้งกรรมาธิการร่วมกันระหว่าง ส.ส. ส.ว. ให้ช่วยกันพิจารณา กระผมคิดว่าเป็นทางออกที่ดี ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผมคิดว่าอีกเรื่องหนึ่งที่เรา ควรจะต้องใคร่ครวญ สหภาพยุโรปนั้นก็ประสบกับวิกฤติมาเป็นระยะ ๆ ไม่ว่าจะเป็นประเทศกรีซ ประเทศสเปน ประสบกับวิกฤติทางด้านการเงินการคลังจนกระทั่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษ คาเมรอนได้ออกประกาศชัดเจนว่าถ้าเผื่อคาเมรอนได้เป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษอีกครั้งหนึ่ง สมัยหนึ่งในคราวหน้า คาเมรอนจะให้มีการทำประชามติเพื่อให้คนอังกฤษได้แสดงความคิดว่า ประเทศอังกฤษควรจะอยู่ในอียูต่อไปหรือไม่ มันสะท้อนถึงว่าในอียูเองก็มีปัญหามากมาย หลายประการ เพราะฉะนั้นความห่วงใยที่กระผมได้กล่าวคือสถานะของอียูก็จริง ซึ่งเป็นประเทศ ที่รวมตัวกันถึง ๒๗ ประเทศ ทำสัญญาการค้ากับประเทศได้เพียงประเทศเดียว เหมือนมวยหมู่ ๒๗ คนที่รุมประเทศเดียวประเทศไทยนะครับ กระผมคิดว่าเรื่องนี้ต้องใคร่ครวญ กระผมเอง กลับไม่กังวลถึงแม้ว่าประเทศในกลุ่มอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย หรือประเทศเวียดนาม ที่เขาทำสัญญาเอฟทีเอไปแล้ว โดยเฉพาะประเทศสิงคโปร์ซึ่งเขามีการค้า กับอียูลักษณะการค้าบริการมากกว่าการค้าสินค้า ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผมขอใช้ เวลาสั้น ๆ เพราะหลายคนได้อภิปรายมามากแล้วอยากจะรู้ว่ารัฐบาลนั้นพร้อมหรือเปล่า ที่จะถอนเรื่องนี้ออกไปเพื่อปรับปรุงเสียใหม่ให้รอบคอบรัดกุม หรือไม่ก็ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน ระหว่าง ส.ส. ส.ว. เพื่อช่วยกันพิจารณาให้ถ่องแท้ ด้วยความเคารพอย่างสูงท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณมากครับ ท่านชรินทร์ หาญสืบสาย เชิญครับ ท่านมีเวลา ๗ นาทีนะครับ

นายชรินทร์ หาญสืบสาย สมาชิกวุฒิสภา ตาก 🔗

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม นายชรินทร์ หาญสืบสาย สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดตาก ผมก็ขอเป็นผู้หนึ่ง ที่จะขอร่วมอภิปรายกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป ในวันนี้นะครับ เวลามีอันจำกัดผมขอแยกการอภิปรายเป็น ๓ ประเด็น คือความจำเป็น ที่จะต้องมีการเจรจาประโยชน์ที่จะได้รับ แล้วก็เกี่ยวกับเรื่องกรอบการเจรจา

ประเด็นแรก เรื่องความจำเป็นที่จะต้องมีการเจรจา ที่จริงแล้วหลายท่าน ได้พูดไปแล้วนะครับ ซึ่งผมขอสรุปสั้น ๆ ว่าความจำเป็นที่จะต้องมีการเจรจาในประการแรก ก็คืออียูเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย คือเป็นคู่ค้าอันดับ ๔ แล้วก็เป็น ตลาดส่งออกอันดับ ๓ ของประเทศไทย มูลค่าการค้ารวมในปี ๒๕๕๔ ที่ผ่านมาสูงถึง ๑.๒ ล้านล้านบาท คิดเป็นเกือบร้อยละ ๑๐ ของการค้ารวมทั้งหมดของประเทศไทย ประการที่ ๒ ความจำเป็นในด้านการลงทุนนั้นอียูเข้ามาลงทุนในประเทศไทยสูงเป็นอันดับสอง รองจากประเทศญี่ปุ่น มูลค่าการลงทุนในปีที่แล้วสูงถึง ๑๐๐,๒๓๑ ล้านบาทนับเป็นฐาน ประเทศไทยจึงถือว่าเป็นฐานการผลิตที่สำคัญแห่งหนึ่งของอียู เพราะฉะนั้นเรามาคิดดูนะครับ ว่าโดยความสำคัญตรงนี้ ถ้าหากว่าเราไม่เข้าไปร่วมการเจรจาจะเกิดอะไรขึ้น นั่นก็คือว่า ในขณะที่เพื่อนอาเซียนของเราอีก ๓ ประเทศคือ ประเทศเวียดนาม ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ เขาอยู่ระหว่างการเจรจาแล้ว โดยเฉพาะประเทศสิงคโปร์นั้นเขาก็ใกล้จะเสร็จเรียบร้อยแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราไม่ร่วมเจรจาหรืออยู่ในขบวนการนั้นขีดความสามารถต่าง ๆ ที่เราเคยสูงเป็นฐานการผลิตสำคัญของสหภาพยุโรป แล้วก็เป็นคู่ค้าของสหภาพยุโรป มันก็จะหมดไปทันทีเลย เพราะว่าสหภาพยุโรปเองก็คงจะย้ายฐานการผลิตไปประเทศเวียดนาม มากขึ้นเราเองก็คงจะโดดเดี่ยว และปัญหาการว่างงานหลาย ๆ อย่างก็คงจะตามมานะครับ ท่านประธานที่เคารพ การที่จะรักษาขีดความสามารถดังกล่าวเอาไว้นั้นประเทศไทยมีทางเลือก น้อยมากที่เราจะไม่ร่วมในการเจรจากับประชาคมยุโรป ซึ่งจริง ๆ แล้วเขาเองก็อยากจะเจรจา กับเราหลายปีแล้วตั้งแต่อยู่ในกรอบอาเซียน แต่ว่าประเทศอาเซียนส่วนใหญ่ไม่มีความพร้อม เขาก็เริ่มรายตัวจากประเทศสิงคโปร์ แล้วก็ประเทศเวียดนาม ประเทศมาเลเซีย เพราะฉะนั้น เมื่อมาถึงประเทศไทยเราคงจะหลีกเลี่ยงลำบากนะครับ ท่านประธานที่เคารพ ปัจจัย อีกประการหนึ่งที่เราคงจะทราบก็คือว่าทุกวันนี้เรามีปัญหาอุปสรรคการค้ากับสหภาพยุโรป ค่อนข้างจะมาก ไม่ว่าจะเรื่องภาษีที่ยังสูงอยู่ ทั้งที่ภาษีสูงเราก็ยังขายได้ และเราก็ยังมีโควตา ที่สหภาพยุโรปเขาจำกัด อียูจำกัดไม่ให้เราส่งไปมาก ไม่ว่าจะเป็นไก่แช่แข็งหรือว่าสินค้าข้าว เพราะฉะนั้นในอนาคตอันใกล้นี้ถ้าหากว่าเราได้มีโอกาสทำเอฟทีเอกับอียูปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ ก็จะหมดไป เพราะเขาถือว่าอยู่ในคล้าย ๆ ครอบครัวเดียวกัน อยู่ในประเทศบล็อกเดียวกันนะครับ ในประเด็นถัดมาที่หลายท่านคงจะทราบดีก็คือความจำเป็นที่เราจะต้องเจรจากับสหภาพยุโรป ก็คือว่าในปี ๒๕๕๘ นั้นอียูจะตัดจีเอสพีเราโดยสิ้นเชิง จีเอสพีย่อจากคำว่า เจเนรัลไลซด์ ซิสเต็ม ออฟ พรีเฟอเรนเซส (Generalized System of Preferences) เป็นสิทธิประโยชน์ ทางการค้าที่ประเทศพัฒนาแล้วก็ให้กับประเทศกำลังพัฒนา เราเองนั้นประเทศกำลังพัฒนา เราใช้ประโยชน์จากอียู ผมว่าอย่างน้อยก็ ๓๐ ปีแล้วทำให้เรามีเศรษฐกิจดีทุกวันนี้ก็เพราะว่า เราสามารถส่งสินค้าไปขายในยุโรปโดยเสียภาษีอัตราต่ำ บัดนี้สหภาพยุโรปก็ถือว่าเรามี ความเจริญมากขึ้น มีรายได้ต่อหัวสูงขึ้นเขาก็จะเลิกให้แล้วนะครับ ปีที่แล้วเขาจะเลิกทีหนึ่งแล้ว พอดีเราเจอภาวะอุทกภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่เขาก็เลยผ่อนผันให้ คราวนี้เราคงจะเลี่ยงลำบาก เขาคงจะไม่ผ่อนผันเราอีกต่อไปแล้ว นอกจากว่าเราจะเป็นส่วนหนึ่งในเอฟทีเอกับสหภาพยุโรป เท่านั้นนะครับ

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะพูดในวันนี้ก็คือประโยชน์ที่เราจะได้รับจาก ความตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศไทยกับอียูนะครับ ท่านประธานที่เคารพ ทุกวันนี้เรื่องหนึ่ง ที่สำคัญมากก็คือ เรื่องของการใช้ประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทานหรือว่าซัพพลาย เชน (Supply chain) ซึ่งผมเข้าใจว่ายังไม่มีใครพูด ซัพพลาย เชน นั้นหมายถึงว่าการที่ประเทศผู้ผลิตสินค้านั้น แทนที่เขาจะผลิตสินค้าเองหมดทุกชิ้นส่วน เขาจะแยกการผลิตชิ้นส่วนให้ประเทศหรือผู้ผลิต แต่ละรายนั้นผลิตชิ้นส่วนที่แต่ละรายมีความถนัด มีความชำนาญเป็นพิเศษ แล้วเขาก็เอาชิ้นส่วน เหล่านั้นมาประกอบกันเป็นสินค้าสำเร็จรูปที่มีคุณภาพสูง มีประสิทธิภาพสูงแต่ต้นทุนต่ำกว่า เนื่องจากว่าเป็นการเอาท์ซอร์ซ (Outsource) เขาเรียกว่าวิธีการเอาท์ซอร์ซ คือแบ่งไปให้ ประเทศต่าง ๆ ช่วยผลิตให้ เรื่องนี้ประเทศไทยตัวอย่างที่อาจจะเห็นได้ชัดก็คือตัวอย่างเช่น การผลิตสินค้าโทรศัพท์ไอโฟน จอและหน่วยความจำนั้นผลิตในประเทศเกาหลีใต้ ตัวเซนเซอร์ (Sensor) และซอร์ฟแวร์ (Software) ผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วในขณะที่ ระบบพลังงานนั้นผลิตในสหภาพยุโรปเองนะครับ ทำให้โทรศัพท์ไอโฟนมีประสิทธิภาพสูงมาก และสามารถแข่งขันยากที่จะมีคู่แข่งได้นะครับ เมื่อเราพิจารณาส่วนของประเทศไทยเราเองนั้น ประเทศไทยเรามีสินค้าหลายตัวหลายชนิดที่มีศักยภาพสูงในการผลิต เช่น รถยนต์ หรือว่า เครื่องไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลายนะครับ ประเทศไทยเราเองสามารถที่จะใช้ประโยชน์ จากเรื่องของห่วงโซ่อุปทานหรือซัพพลาย เชน ได้ โดยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลาย เชน ห่วงโซ่อุปทานของสหภาพยุโรปหรือของอียู ซึ่งถือว่าเป็นเทรดดิ้ง บล็อกส์ (Trading blocs) เป็นกลุ่มการค้าที่ใหญ่ที่สุดของโลกแห่งหนึ่งนะครับ ซึ่งจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อเราเป็นส่วนหนึ่ง เข้าไปเจรจาเป็นพาร์ทเนอร์ (Partner) เป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจกับสหภาพยุโรป โดยมี การเจรจาการค้าเสรีดังกล่าวแล้วนะครับ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ประโยชน์ต่าง ๆ ที่ได้รับนั้นแล้วก็ผลดีที่ได้รับผมว่าไม่มีใครสงสัย เพียงแต่หลายท่านกลัวว่าเมื่อเราเข้าไปแล้ว หรือเป็นส่วนหนึ่งการเจรจาจะเสียเปรียบทำให้คนไทยต้องใช้ยาแพงมากขึ้น เราจะประกาศใช้ ซีแอล หรือคัมพัลซอรี ไลเซนซิ่ง (Compulsory Licensing) คือพูดง่าย ๆ เราจะไปก็อปปี้ (Copy) หรือว่าละเมิดสิทธิบัตรยาของเขาต่อไปไม่ได้อีกแล้วนั้น ผมว่าประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญ สิ่งที่อียูเขาห่วงมากที่สุดมากกว่าก็คือเกรงว่าเราจะใช้เวลาในการพิจารณาสิทธิบัตรยาเขานานเกินไป ทำให้เขาเสียประโยชน์ เพราะว่าการรับสิทธิบัตรยานั้นจะเริ่มตั้งแต่วันที่เขาเริ่มจด แต่ไทยเรา มักจะพิจารณานานเกินไป เพราะฉะนั้นถ้าหากพิจารณานานเกินไปเขาเสียประโยชน์ ถ้าตรงนี้สามารถเจรจากันได้ สิ่งที่เราน่ากลัวนั้นไม่เท่าไรนะครับ

สุดท้ายเลย ก็คือเรื่องที่อยากจะพูดถึงว่ากรอบการเจรจานั้น ผมอยากจะให้ สภาของเราแห่งนี้ให้เกียรติหรือให้ความไว้วางใจต่อคณะผู้เจรจา กระทรวงพาณิชย์ หรือกระทรวงอื่นที่เกี่ยวข้องมีประสบการณ์การเจรจามายาวนาน ๒๐ กว่าปีแล้วนะครับ แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งเอฟทีเอระยะหลังนั้นเราไม่เคยเสียเปรียบใครเลยผมยืนยันได้นะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าสภาของเราควรจะให้ความเห็นชอบกรอบความตกลงนี้ ขอบคุณมาก ท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เหลือ ๓ ท่านสุดท้ายนะครับ เหลือท่านบุญยอด ท่านวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ แล้วท่านสุดท้ายคือคุณหมอเจตน์นะครับ เชิญท่านบุญยอด สุขถิ่นไทย ครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตที่จะได้อภิปราย ในเรื่องของกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปนะครับ ซึ่งสมาชิกเองก็ได้พูดเรื่องนี้กันมา ๒-๓ ชั่วโมงแล้ว ผมยังไม่ได้ยินคำตอบนะครับว่าสิ่งที่สมาชิก เรียกร้องผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีก็คือว่าขอให้ถอนเรื่องนี้ ออกไปก่อน หรือ ๒. ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันนะครับ ท่านจะดำเนินการอย่างไรก็จำเป็นครับ ท่านประธาน เมื่อยังไม่ได้ยินคำตอบแล้วไม่ได้ยินท่าทีที่ชัดเจนก็ต้องอภิปรายต่อประเด็น ที่จะเกิดขึ้นเท่าที่ท่านส่งเข้ามา ผมใช้เวลาอย่างประหยัดที่สุดนะครับ เริ่มต้นครับท่านประธาน ผมได้ยินคำพูดที่ไม่ค่อยสบายใจจากท่านรัฐมนตรีครับว่าสิ่งที่ท่านเสนอในวันนี้คือกรอบการเจรจา อย่างกว้าง ๆ ไม่สามารถระบุได้ ผมจับใจความได้นะครับ ท่านบอกว่าเพื่อให้คณะเจรจานั้น ได้มีโอกาสในการไปเจรจาได้อย่างยืดหยุ่น ดังนั้นเท่ากับว่าท่านก็ไม่ได้บอกอะไรที่ชัดเจนนัก ในการที่จะมายื่นกรอบการเจรจาในวันนี้ เท่ากับว่าท่านกำลังจะให้พวกเราเซ็นเช็คเปล่า ให้กับท่านใช่ไหมครับ เจรจาอะไรก็ได้ ยืดหยุ่นอย่างไรก็ได้ วันนี้ไม่ต้องพูดกันให้ชัดเจนว่า เป็นอย่างไร มีผลกระทบต่อใคร ท่านยังบอกอีกในตอนท้ายว่าการเจรจาแบบนี้ก็จะมีทั้ง คนที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ ใครล่ะครับที่เสียประโยชน์ ใครเสียประโยชน์หนักที่สุด กลุ่มไหนครับที่จะไปเจรจากับสหภาพยุโรปแล้วจะต้องปรับตัวอย่างหนักที่สุด หรือว่าต้องยอมรับ การเสียประโยชน์นั้นมากที่สุด ใครครับ ท่านตอบพวกเราสิครับ นอกจากนั้นแล้วท่านประธานครับ เอกสารที่ท่านส่งมาเอง ผมก็พยายามที่จะหาว่าท่านตอบโจทย์ของการรับฟังความคิดเห็น ของทุกภาคส่วนแล้วหรือยังในกรอบการเจรจาที่ท่านให้มาทั้งหมด ๑๗ ข้อ บทสรุปผู้บริหาร ท่านบอกว่าไปรับฟังความคิดเห็น มีผลสรุปในภาพรวม ภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะภาคธุรกิจ มีความเห็นว่าการไม่เจรจากับสหภาพยุโรปนั้นอาจทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบคู่แข่งทางการค้า ในตลาดสหภาพยุโรป แต่การเจรจาก็ต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังเพื่อให้การเจรจาเป็นประโยชน์ มากที่สุด จัดให้มีมาตรการรองรับอย่างรอบด้าน อะไรคือมาตรการรองรับครับ ท่านอธิบาย ต่อสมาชิกรัฐสภาสิครับ ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนนะครับ อะไรคือการเยียวยาผู้ได้รับ ผลกระทบอย่างทั่วถึง เป็นธรรม และเป็นระบบ อะไรคือประเด็นที่คนมีความห่วงมากที่สุด ๓ ประเด็น

ประเด็นที่ ๑ ผูกพันเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่เกินไปกว่าที่ตกลงไว้แล้ว ในองค์การการค้าโลกที่จะก่อให้เกิดการผูกขาดการเกษตรอย่างครบวงจร กระทบต่อ ความหลากหลายทางชีวภาพและวิถีชีวิตของชุมชนและเกษตรกรรายย่อย อะไรครับที่อยู่ใน กรอบการเจรจา ๑๗ ข้อของท่านที่ตอบโจทย์ต่าง ๆ เหล่านี้ อุปสรรคในการใช้มาตรการสิทธิ เหนือสิทธิบัตรยาและการเข้าถึงยาจำเป็นของประชาชนอยู่ในข้อไหนครับใน ๑๗ ข้อนี้

ประเด็นที่ ๒ ที่คนห่วงใยมากที่สุด การเปิดเสรีเครื่องดื่มสินค้าแอลกอฮอล์ และบุหรี่จะทำให้มีการบริโภคมากขึ้นส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างกว้างขวาง ข้อไหนครับ ที่จะจำกัดการบริโภคอย่างกว้างขวางอย่างที่ว่า

ประเด็นที่ ๓ คือการสูญเสียฐานทรัพยากรของประเทศและผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อม ท่านประธานครับ อยากจะให้ท่านคณะรัฐมนตรีที่มาเสนอชี้ว่าข้อไหนทำให้ เราไม่สูญเสียฐานทรัพยากรของประเทศ และข้อไหนที่จะบอกว่าเราจะไม่มีผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นต่อประเทศไทย ท่านชี้ให้เราดูสิครับ ท่านมีทั้งหมด ๑๗ หัวข้อ เท่านั้นเอง บอกผมมาเลยว่าตรงไหน บอกสมาชิกสิครับ บอกประชาชนคนไทยสิครับว่าอยู่ตรงไหน ผมอยากให้สื่อมวลชนและประชาชนพิจารณาการประชุมกันในวันนี้ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ผมยังไม่ได้ยินคำตอบจากท่านรัฐมนตรีอย่างที่ว่า แต่ผมคาดเดานะครับ ผมคาดว่าจะไม่เกิดสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ขึ้น เมื่อผู้อภิปรายคนสุดท้ายจบแล้วท่านก็ลุกขึ้นแล้วก็บอกว่าจะขอรับฟังความคิดเห็น ทั้งหมดนำไปปรับปรุง หรือทำการพูดคุยกับทีมเจรจาต่อไปขอให้ท่านได้ลงมติ แล้วมติสุดท้าย ก็ใช้พวกมากลากไปลงมติก็เห็นชอบแล้วก็ผ่านไป แล้วก็จบ ผมไม่อยากเห็นอย่างนั้นครับ ท่านประธาน เราพูดกันด้วยเหตุและผลทั้งหมดยังไม่มีสมาชิกท่านใดลุกขึ้นมาโต้แย้งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ที่เป็นคำถามจากหลาย ๆ ท่าน โดยเฉพาะท่านเกียรติ สิทธีอมร ต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ซึ่งท่านก็เป็นผู้ที่เข้าใจเรื่องนี้อย่างลึกซึ้ง ตั้งคำถามเป็นประเด็นอย่างชัดเจนอยู่แล้ว ผมหวังว่า ผมจะได้ยินคำตอบจากรัฐมนตรีในทุกประเด็นที่สมาชิกในวันนี้ถามจะใช้เวลาสักเท่าไรใช้เลยครับ ผมเชื่อว่าสมาชิกรัฐสภายินดีที่จะอยู่ประชุมกับท่านในกรอบการเจรจาซึ่งสำคัญอย่างยิ่ง ต่อประเทศชาติของเราในวันนี้ ผมหวังว่าพี่น้องประชาชนจะได้จับตามองนะครับ และผมก็หวังว่า ท่านจะทำงานนี้ดีกว่าการรับจำนำข้าวซึ่งท่านไม่เคยอธิบายอะไรเลย ไม่เคยอธิบายว่า ขายข้าวไปให้กับใคร ขายได้เท่าไร ขาดทุนเท่าไร ซึ่งท่านก็ได้เคยทำมาแล้ว ถ้าผมเป็น บริษัทเอกชนแล้วมีคนมาเสนองานแบบนี้

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านบุญยอดครับ มีผู้ประท้วงครับ ท่านประสิทธิ์มีอะไรเชิญครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ความจริงผมไม่อยากประท้วงให้เสียบรรยากาศ แต่เนื่องจาก ผู้อภิปรายนี่อภิปรายนอกประเด็นแล้วก็เสียดสีตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ไม่มีหรอกในสภานี้ พวกมากลากไป สภานี้เขาใช้เสียงข้างมากทั้งนั้นละครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์ครับ ท่านบุญยอด จะจบอยู่แล้วนะครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

เป็น ส.ส. ตั้งนานยังไม่รู้หรือสภาเขาใช้เสียงข้างมาก และการจำนำข้าวก็ไม่เกี่ยวกันเลยนะครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์ครับ ท่านนั่งเถอะครับ ผมว่าจะจบแล้วเหลืออีก ๒ คน

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

จะเห็นว่ารัฐมนตรีดูแลเรื่องข้าวแล้วไปเสียดสีท่านว่ากันตามขั้นตอนครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์นั่งครับ ท่านบุญยอดว่าต่อครับ

นายนายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบพระคุณท่านประธานครับ ผมว่าต่อตามที่ท่านประธานได้อนุญาตผมครับ ผมเห็นว่า ผู้ที่มานำเสนอเรื่องนี้ไม่มีความน่าเชื่อถือครับท่านประธาน ผมทำหน้าที่แทนประชาชนครับ ผู้นำเสนอเรื่องนี้คือท่านรัฐมนตรีทำงานมาแล้วคือการรับจำนำข้าวแล้วล้มเหลว ไม่เคยตอบ คำถามประชาชน ไม่เคยตอบคำถามต่อสภานี้ อธิบายต่าง ๆ ไม่ได้ ท่านบอกว่ากรอบก็ยืดหยุ่นแล้ว แต่ว่าใครจะเสียประโยชน์ ไม่ได้ประโยชน์ ถ้าเป็นบริษัทผมผมก็ไล่คนเหล่านี้ออกไปครับ ผมก็ไม่ให้มาเสนองานกับบริษัทของผมครับ แต่ที่นี่คือประเทศชาติ ผมอาจจะไล่ท่านออกไป จากห้องประชุมนี้ไม่ได้ แต่ผมบอกว่าผมไม่ยอมรับสิ่งที่ท่านนำเสนออยู่ในวันนี้ และสมาชิก หลายท่านก็พูดในทำนองเดียวกันว่ายังไม่ครบถ้วน ไม่สมบูรณ์ ก็ขอให้ท่านได้นำออกไปทำใหม่ อย่างนี้เป็นต้น พวกมากลากไปเกิดขึ้นหรือไม่ พวกท่านก็พูดเลยครับว่ามันไม่มีเกิดขึ้น ใช่ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านบุญยอดเอาประเด็น ที่ท่านไม่เห็นด้วยท่านก็ว่าไป ท่านอย่าไปพูดเดี๋ยวมีประท้วงอีกนะครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมไม่กลัว การประท้วงครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวท่านรัฐมนตรีชี้แจง อยู่แล้วนะครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

อยากประท้วง ก็ประท้วงสิครับไม่มีปัญหา แต่ผมอยากจะบอกว่าถ้าใครมีจิตใจประชาธิปไตยและเรียกร้อง ประชาธิปไตยต้องฟังเสียงข้างน้อยครับ ผมกำลังเรียกร้องให้สภาแห่งนี้ฟังเสียงของทุก ๆ เสียงในวันนี้ แล้วก็พิจารณาอย่างรอบคอบ อย่างมีเหตุมีผล ผมหวังว่าจะไม่เกิดขึ้นถ้าท่านฟังอย่างมีสติ ท่านก็จะรู้ว่าผมไม่ได้เห็นด้วยหรือว่าอยากจะให้มันเกิดขึ้น ผมไม่อยากให้สภาแห่งนี้เป็นแบบนั้น ผมเรียกร้องไม่ให้สภานี้ทำแบบนั้นก็คือไม่ฟังกัน ไม่อธิบายแล้วสุดท้ายก็ลงมติ ลงมติแล้วบอกว่า ชนะแล้วทุกอย่างจบ มันไม่ใช่หรอกครับ สังคมนี้เขาไม่เรียนรู้กันแบบนั้น สังคมนี้เป็นประชาธิปไตยครับ ท่านประธาน และผมเรียกร้องว่าใครที่แอบอ้างประชาธิปไตยต้องมีสำนึกประชาธิปไตยอยู่บ้าง ก็ขอให้เรียกสำนึกนั้นคืนมา ขอบพระคุณครับ

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านประสิทธิ์ นั่งเถอะครับ ขอบคุณครับ เดี๋ยวท่านรัฐมนตรีจะชี้แจงครับ ผมขออีก ๒ ท่าน ท่านประสิทธิ์ นั่งเถอะครับเพื่อความเรียบร้อย เชิญท่านวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ ครับ

นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ในเรื่องของกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรี ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป เพื่อไม่ให้ซ้ำกับประเด็นที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้วนะครับ ผมขอเจาะในส่วนของเรื่องการเปิดตลาดสินค้าเกษตร อุตสาหกรรม และประมง คือในกรอบการเจรจานี้จากเอกสารได้ระบุว่าได้ตั้งเป้าหมายเจรจาไว้ ๒ ประเด็นด้วยกัน

ประเด็นแรก คือเจรจาให้ได้ประโยชน์ในภาพรวมสูงสุดกับประเทศ และนำมา ซึ่งการพัฒนาศักยภาพและความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

ประเด็น ๒ ก็คือว่าให้ได้รับความร่วมมือในสาขาที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนา ประเทศและส่งเสริมเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ พร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย อาหาร พลังงาน สิ่งแวดล้อม แรงงาน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคมของประเทศไทย ท่านประธานครับ คือถ้าดูทั้ง ๑๗ ประเด็นที่จะมีการเจรจา และสิ่งที่กังวลมากที่สุดก็คือว่า ในเรื่องของสินค้าเกษตรหรือรวมทั้งการลงทุนในภาคเกษตรด้วย ท่านประธานก็คงทราบว่า ประเทศเราเป็นประเทศที่มีประชากรผูกพันหรือเชื่อมโยงกับการเกษตรมากที่สุดประเทศหนึ่ง เมื่อเทียบกับสหภาพยุโรปแล้วจำนวนคนที่เกี่ยวข้องก็คือของประเทศไทยเราก็น่าจะไม่น้อยกว่า คนในสหภาพยุโรป แต่มีปัญหาที่สำคัญก็คือความแตกต่างครับท่านประธาน ความแตกต่าง อันดับแรกก็คือเรื่องของการอุดหนุนสินค้าเกษตรทั้งหลายที่ประเทศในสหภาพยุโรปถือว่า เป็นประเทศหนึ่งที่มีการอุดหนุนค่อนข้างสูงแล้วก็ยังอุดหนุนอยู่ แล้วก็มาตรการต่าง ๆ ในการเจรจาทางการค้ากับประเทศต่าง ๆ ของสหภาพยุโรปก็คือว่าพยายามที่จะไม่เข้าไปแตะต้อง ในเรื่องของประเด็นการอุดหนุนก็จะมองในเรื่องของภาษีแล้วก็มีมาตรการทางภาษี ไม่ว่าจะเป็น ภาษีทางตรง ภาษีทางอ้อม รวมทั้งเรื่องมาตรการกีดกันทางการค้าต่าง ๆ ประเด็นที่กังวล ก็คือว่าในเมื่อตั้งกรอบการเจรจาบอกให้ได้ประโยชน์ภาพรวมสูงสุดกับประเทศ แล้วในเรื่องของ การเปิดตลาดนี่นะครับ ความหวังของประเทศไทยก็คือว่าให้มีความสมดุลระหว่างสินค้าเกษตร และสินค้าอุตสาหกรรม ท่านประธานครับ ทั้ง ๒ สินค้านี้มันไม่มีทางสมดุลกันได้เลยครับ เพราะถ้าเราเอาอะไรมาเทียบในความสมดุลตรงนั้นระหว่างมูลค่าหรือปริมาณ หรือว่า คนที่เกี่ยวข้อง ประเด็นก็คือถ้าจะบอกว่าให้เกิดความสมดุลนั่นหมายความว่าเราต้องใช้ข้าว กี่ร้อยตันถึงจะได้ไปแลกกับสินค้าอุตสาหกรรม สินค้าที่เป็นเทคโนโลยีต่าง ๆ แล้วในการที่จะ เปิดตลาดเปิดช่องทางตรงนี้เข้าไปก็ไปติดกำแพงในเรื่องของการกีดกันทางการค้า แล้วก็ติด ในเรื่องของโควตา วันนี้เรามีมาตรการ เวลาส่งสินค้าไปสู่ตลาดในสหภาพยุโรปไม่ต้องเอามาก เอาแค่ ๒ ตัวคือไก่กับกุ้งซึ่งเป็นสินค้าเกษตรที่มีปริมาณมูลค่าสูง ทุกวันนี้เราส่งเข้าไป เราก็ต้องไปเจอกำแพงที่จะต้องให้ผู้นำเข้ามาตรวจโรงงานของเราก่อน ผมถามว่าวันนี้ในหลักเกณฑ์ หลักการเดียวกันมีเจ้าหน้าที่เราต้องไปตรวจโรงงานสินค้าเกษตรในสหภาพยุโรปหรือไม่ มีมาตรการมีเงื่อนไขหรือไม่บนความเท่าเทียมกันตรงนั้น ประเด็นก็คือไม่มีนะครับ วันนี้ เขาส่งเข้ามาหาเราส่งได้อย่างเสรี แต่กลับกันคือเราส่งไปหาเขาเราต้องไปขอให้เขามาตรวจโรงงาน มาตรวจการผลิตของเรา ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้กับการที่จะมองว่าเราเจรจาให้ได้ผลประโยชน์ ภาพรวมสูงสุดนี่นะครับ ดูจากการที่ท่านชี้แจงท่านก็เอาตัวเลขมาเป็นตัวตั้งแล้วก็พยายามมองว่า ตัวเลขอะไรเอามารวม ๆ กันแล้วก็ได้ประโยชน์สูงสุดนั่นก็คือสิ่งที่เพียงพอแล้ว แต่ท่านไม่ได้มองว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็คือเกษตรกรเรามีปัญหา ที่สำคัญบอกว่าเราพร้อมจะยกระดับมาตรฐาน ความปลอดภัย อาหาร พลังงาน สิ่งแวดล้อม แรงงาน วิทยาศาสตร์ คือเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ มันเป็นการขุดหลุมพรางของสหภาพยุโรปทั้งสิ้น เพราะท่านประธานก็รู้นะครับว่ามาตรฐาน ในทุกเรื่องที่กล่าวมานี้สหภาพยุโรปมีมาตรฐานที่สูงกว่าเราในทุกเรื่อง ฉะนั้นบอกว่าถ้าเอามาตรฐานบนความเท่าเทียมกันนะครับ ประเด็นก็คือว่าเราจะต้องปีนกำแพง จะต้องปรับมาตรฐานของเราอย่างมหาศาลเพื่อจะไปอยู่ในมาตรฐานเดียวกัน ฉะนั้นการเจรจา ที่เราบอกว่าเจรจาบนความเท่าเทียมในเรื่องของฟรีเทรด (Free trade) นี่นะครับ ประเด็นปัญหา ก็คือว่าวันนี้ผมเคยเรียกร้องในที่ประชุมแห่งนี้ว่ามันควรจะเป็นเรื่องของแฟร์เทรด (Fair trade) หรือการค้าที่เท่าเทียม มากกว่าเป็นการค้าที่เสรีนะครับ บนพื้นฐานของความเป็นธรรมมากกว่า บนพื้นฐานของความเสรี เพราะว่า ๒ กลุ่มประเทศที่เจรจากันนั้นมันมีพื้นฐานที่ไม่เท่าเทียมกันอยู่ ถ้าเราบอกว่าไปเจรจาบนพื้นฐานเดียวกันมันไม่มีทางที่เราจะปรับตัวได้นะครับ แล้วจะได้ประโยชน์ จากเอฟทีเอครั้งนี้โดยรวมอย่างมาก นอกจากนี้แล้วประเด็นปัญหาอันหนึ่งซึ่งผมได้อภิปราย ในที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้มาตลอดระยะเวลา ๓ ปีกว่าก็คือในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๑๙๐ ท่านประธานครับ ถ้าท่านอ่านรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ในวรรคห้า ได้มีการเขียนไว้ชัดเจนนะครับว่า ในเรื่องของผลกระทบ ซึ่งรัฐบาลจะต้องดูแลก็คือว่าการแก้ไขเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากปฏิบัติ ตามสัญญาดังกล่าว ประเด็นปัญหาก็คือว่าในเรื่องของเกษตรกรนะครับ ทุกวันนี้ประเทศไทย มีกองทุนอยู่ ๓ กองทุนที่ดูแล กองทุนหนึ่งดูแลเรื่องอุตสาหกรรม กองทุนหนึ่งดูแลเรื่องของการค้า การบริการต่าง ๆ ที่กระทรวงพาณิชย์ และสุดท้ายก็คือที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่ปัญหา ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็คือว่าเขาจะใช้ชื่ออย่างนี้ ท่านประธานครับ กองทุนปรับโครงสร้าง การผลิตเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศออกมาเมื่อปี ๒๕๔๘ ปรากฏว่า ไปดูข้อวัตถุประสงค์ที่มีอยู่ทั้งหมด ๗ ข้อ ไม่มีข้อใดที่ระบุเลยครับว่าสามารถไปเยียวยา เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบได้เลย ฉะนั้นประเด็นอันนี้อยากจะฝากท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีได้กรุณาพิจารณาแก้ไขในเรื่องของวัตถุประสงค์ เงื่อนไขในกองทุนที่จะให้ดูแล ได้ครอบคลุมถึงมาตรา ๑๙๐ ก็คือดูแลเรื่องผลกระทบ ดูแลเรื่องการเยียวยาเกษตรกรด้วย ถ้าท่านไม่แก้ตรงนี้ผมคิดว่าประเด็นนี้จะเป็นปัญหาต่อเกษตรกรในอนาคตครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสุดท้ายคุณหมอเจตน์นะครับ แล้วผมจะปิดอภิปรายและจะได้เปิดโอกาสให้ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจง เชิญหมอเจตน์ครับ

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ก็ฟังเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปครึ่งค่อนวัน กรอบการเจรจาระหว่าง ประเทศไทยกับอียูตรงนี้มันมีอยู่ถึง ๑๗ ประเด็น ประเด็นที่ ๑๗ คือประเด็นอื่น ๆ คงไม่ต้อง มานั่งพรรณนากันว่า ๑๗ ประเด็นนั้นมันมีอะไรบ้าง แต่ว่าในกรอบการเจรจาที่มันมีมากมาย ครอบคลุมทุกภาคส่วนมันก็จะมีรายละเอียดอยู่มาก เมื่อมีรายละเอียดอยู่มากปัญหาก็แยะ เพื่อนสมาชิกท้วงติงว่าเนื่องจากมันมีประเด็นมากมายก็สมควรตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน ของทั้ง ๒ สภาเพื่อพิจารณาให้รอบคอบ อันนี้ผมก็อยากให้มันเกิดขึ้นนะครับ แต่ว่าก็คงจะฝันไป เพราะว่าโดยระบบของรัฐสภาแห่งนี้แล้วมันคงเป็นไปได้ยาก ก็คิดว่าคงจะเป็นสิ่งที่ทางรัฐบาล ก็ต้องการความรวดเร็วก็คงจะอาศัยเสียงข้างมากทำให้การลงมติในวันนี้ผ่านพ้นไป ด้วยระบบที่เป็นอยู่ แต่ก็เสียดายเพราะว่าจริง ๆ แล้วถ้าหากว่าเรามีความรอบคอบ เราได้มี การตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันแล้วนี่ ประเด็นต่าง ๆ ที่เพื่อนสมาชิกได้พูดกันมามากมาย น่าจะไปขยายแล้วก็ลงในรายละเอียด แล้วก็ส่งผู้ที่จะไปเจรจาตามกรอบการเจรจานี้ นำไปใช้ประโยชน์เพื่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อประเทศชาติ ผมเองแม้โดยภาพรวมผมจะเห็นด้วย กับกรอบการเจรจานี้ เพราะว่าเมื่อเรารวม ๒๗ ประเทศเข้าด้วยกันในกลุ่มอียูแล้ว เป็นตลาดส่งออก ลำดับ ๒ ของประเทศไทย และนำเข้าอันดับ ๔ นะครับ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่ามูลค่าของการค้าระหว่างประเทศไทยกับอียูจึงมีมูลค่ามหาศาล เวลาที่เราคิด เราไม่ได้คิดเพียงประเทศใดประเทศหนึ่ง เราไม่ได้คิดเพียงประเทศเยอรมนี ประเทศฝรั่งเศส หรือประเทศอังกฤษ แต่เราคิดอียูทั้งหมด เพราะฉะนั้นยอดมูลค่าของการค้าไม่ว่าจะเป็น การส่งออกหรือนำเข้าจึงสูง ท่านประธานครับ ผมก็ดูไปที่อดีตประสบการณ์ในการทำ เอฟทีเอที่อียูทำกับกลุ่มแอนเดียน (ANDEAN) แอนเดียนนี่ก็คือกลุ่มของประเทศโบลิเวีย ประเทศโคลัมเบีย ประเทศเอกวาดอร์ ประเทศเปรู ประเทศเวเนซุเอลา มันก็จะคล้าย ๆ กับ สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยกับอียู เพราะว่าแต่เดิมเขาจะทำทวิภาคีระหว่างกลุ่มกับกลุ่ม เขาจะทำระหว่างกลุ่มแอนเดียนกับกลุ่มอียู เช่นเดียวกับประเทศไทย ปัญหาของเราก็คือว่า เมื่อเรามีการเจรจาระหว่างอาเซียนกับอียูหลังการประชุมครั้งที่ ๗ เมื่อวันที่ ๔-๕ มีนาคม ปี ๒๕๕๒ ที่ประเทศมาเลเซีย ก็หยุดพักการเจรจาไปเพราะว่าใช้เวลานานมากเกินนอกเหนือจาก การใช้เวลาเจรจาที่ช้ามากแล้วก็ยังมีปัญหาการเมืองในอียูด้วยกัน ทั้ง ๆ ที่ว่าในขณะนั้นอียู ก็ยังไม่ได้ตกต่ำมากมายเหมือนกับในขณะนี้ แล้วข้อสำคัญก็คือมีปัญหากับประเทศพม่า อียูเขาบอกว่าถ้ามีประเทศพม่าเขาจะไม่เจรจาด้วย ฉะนั้นก็เป็นสิ่งที่เป็นปัญหาว่าเราไม่สามารถ เจรจาระหว่างอียูกับอาเซียนได้ ซึ่งตรงนี้เป็นข้อที่ผมเห็นว่าเป็นข้อที่เราเสียเปรียบ ประเทศเรา เป็นประเทศเล็ก เมื่อเราตัวเล็ก ๆ แต่เราไปเจรจากับอียูซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ซึ่งอาจจะใหญ่ที่สุด ในโลกด้วยซ้ำ ตรงนี้จึงเป็นปัญหาว่าพลังการต่อรองของเราเมื่อเราไปคุยหรือเจรจากับอียูแล้ว เป็นสิ่งที่เราจะได้ในสิ่งที่เราต้องการได้ยาก จะเป็นสิ่งที่เราจะเสียมากกว่าที่จะได้ ดังนั้น ผมจึงฝากประเด็นนี้ผ่านทางท่านประธานถึงทางรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องว่าในเรื่องของการเจรจา ตรงนี้นอกเหนือจากกรอบการเจรจาแล้วท่านต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นหลัก ทีนี้พอเราไปดูผลประโยชน์ของประเทศชาติ แน่นอนมันจะมีกลุ่มที่ได้ประโยชน์ กับกลุ่มที่เสียประโยชน์ หนีไม่พ้น แล้วกระทรวงพาณิชย์หรือรัฐบาลก็ต้องคิดถึงภาพรวม ทั้งหมดว่าเมื่อรวมแล้วเราได้ประโยชน์เท่าไร แล้วเราเสียประโยชน์เท่าไร เท่าที่ผมสอบถาม จากเพื่อนที่อยู่กระทรวงพาณิชย์ว่าเขาใช้หลักอะไรในการพิจารณา หลักอะไรในการที่จะยอม เสียประโยชน์ หลักเพื่อแลกกับอะไรที่ได้ประโยชน์ เขาบอกว่าเขาใช้มูลค่าของสินค้า หรือมูลค่าของกลุ่มสินค้า เพราะฉะนั้นสินค้าหรือกลุ่มของสินค้าที่มีมูลค่าสูงรัฐบาล ก็ต้องพยายามปกป้อง แต่ก็ต้องสูญเสียกลุ่มสินค้าซึ่งเป็นกลุ่มเล็กซึ่งก็จะได้แก่เกษตรกรของประเทศ ตรงนี้ละที่เป็นปัญหา เมื่อเป็นปัญหาซึ่งก็มีการทำเอฟทีเอไม่ว่าจะทำกับใครก็ตามก็จะมีปัญหา เรื่องนี้มาโดยตลอดนะครับท่านประธาน ซึ่งผมก็อยากจะฝากทางรัฐมนตรีว่าในหลักการ มีอยู่แล้วว่าท่านต้องเยียวยากลุ่มที่เสียประโยชน์แล้วก็นำสิ่งที่เป็นรายได้ของกลุ่มที่ได้ประโยชน์ มาชดเชย แต่ว่าเท่าที่ผ่านมามันมีแต่ทฤษฎีว่าเราจะมีกองทุน เราจะมีการเยียวยา กลุ่มที่เสียประโยชน์ แต่มันไม่เกิดขึ้นเพราะว่าไม่สามารถปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะชดเชยให้กับกลุ่มอาชีพที่เขาเสียประโยชน์ไป ตรงนี้ผมคิดว่าแน่นอน ในการเจรจาต่อรองเราอาจจะต้องสูญเสียบางอย่างเพื่อแลกกับเป้าหมายที่เราต้องการ แต่เราก็ต้องมาดูว่ากลุ่มสินค้านั้นมีความสำคัญอย่างไร ผมขออีกนิดเดียวครับท่านประธานไหน ๆ ก็จะพูดเป็นคนสุดท้ายแล้วพยายามจะรักษาเวลา ประเทศไทยกำลังจะเข้าร่วมกับประเทศสหรัฐอเมริกาคือทีพีพี (TPP) ทรานส์แปซิฟิก พาร์ทเนอร์ชิพ (Trans Pacific Partnership) มันก็เป็นเรื่องที่เราก็จะต้องเจรจากับประเทศสหรัฐอเมริกา ยักษ์ใหญ่แล้วก็อาจจะใหญ่กว่าอียูด้วย ตรงนี้อาจจะเป็นบทเรียนที่เราจะต้องนำไปใช้ เพราะว่าเมื่อเราทำเอฟทีเอกับกลุ่มหนึ่งมันจะต้องนำไปใช้กับกลุ่มหนึ่ง แล้วคราวนี้ เป็นคราวที่เรารีบเร่งเพราะเรากลัวว่าจะตกรถไฟ มันเป็นสิ่งที่เราต้องการเวลาเพราะเรากลัวว่า เราจะช้ากว่าประเทศเวียดนาม ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ ในขณะที่ทีพีพีแล้วก็มี ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ ประเทศบรูไน ประเทศเวียดนามอีก ซึ่งตรงนี้มันก็จะเป็น บทเรียนว่าถ้าหากว่าเราเจรจาทวิภาคีกับกลุ่มหนึ่งเราก็จะต้องนำไปใช้กับอีกกลุ่มหนึ่ง มันคงหนีไม่พ้น มันอาจจะมีอะไรผิดแผกแตกต่างกันไปบ้างก็ตาม แต่ว่าในเรื่องนี้แล้วเราก็ จะนำสิ่งที่เราเจรจาตรงนี้ไปใช้ประโยชน์ต่อไป ตรงนี้ละครับเป็นสิ่งที่ต้องระวัง เพราะว่า ในการเจรจาผมฝากรัฐบาลว่าอย่าไปรีบเร่งถึงแม้ว่าท่านจะลงมติโหวตผ่านวันนี้ไปแล้วก็ตาม ในกรอบการเจรจาท่านยึดถึงหลักผลประโยชน์ของประเทศชาติเอาไว้จะเสียเวลานาน มากน้อยแค่ไหนก็ตาม แต่ผมคิดว่าการเสียเวลาที่ทำให้เกิดความรอบคอบ การเสียเวลา ที่แลกมาด้วยผลประโยชน์ของประเทศชาติ แลกมาด้วยผลประโยชน์ที่เป็นมูลค่า

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

คุณหมอเจตน์เลย ๒ นาทีแล้วครับ

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ก็จะจบในไม่ถึง ๑ นาทีครับท่านประธาน แล้วเราก็แลกด้วยประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับกลุ่มของภาคธุรกิจ ซึ่งจะนำรายได้เข้าประเทศ ตรงนี้นะครับท่านอย่าลืมว่ายังมีกลุ่มธุรกิจหรือกลุ่มของอาชีพ อีกหลายกลุ่มที่เขากำลังจะนั่งร้องไห้เสียใจที่การเซ็นเอฟทีเอระหว่างประเทศไทยกับอียู ทำให้เขาต้องเปลี่ยนอาชีพหรืออาชีพเขาถดถอยจนเขาไม่สามารถจะเลี้ยงชีพอยู่ในประเทศไทย ได้ฝากไว้เท่านั้นครับ ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ใช้เวลาเกือบ ๓ ชั่วโมง หย่อนนิดหน่อย อภิปรายเฉพาะกรอบเจรจากรอบที่ ๓ นะครับ ผมขออนุญาต ปิดการอภิปรายจะให้รัฐมนตรีได้ชี้แจง ท่านสุธรรมมีอะไรครับ

นายสุธรรม พันธุศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผมได้ลงชื่อไว้แต่ไม่ทราบว่าเป็นอย่างไร

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ก็คือหลังจากที่ผมประกาศไปแล้ว ท่านก็มาลงชื่อ ความจริงแล้วผมก็อยากจะให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยนะครับ แต่ถ้า ท่านประสงค์จะอภิปราย ถ้าที่ประชุมไม่ขัดข้องก็ให้เวลาท่านบ้าง แต่ท่านอย่าได้ใช้เวลาเยอะนะครับ

นายสุธรรม พันธุศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

กระผมขอใช้เวลาเพียง นิดหน่อยครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

นิดหน่อยนะครับ ถ้านิดหน่อย ผมอนุญาตครับ

นายสุธรรม พันธุศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ก็ต้องขอบพระคุณท่านประธาน เป็นอย่างสูงนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในเรื่องนี้ผมก็คิดว่าผมอยู่ในภาคบริการส่วนหนึ่ง ผมก็เป็นห่วงในเรื่องการเปิดเอฟทีเอกับสหภาพยุโรป ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ว่า ในภาคบริการนั้นเราคิดว่าเรายังเสียเปรียบเขาอย่างแรงถ้าเปิดขึ้น แล้วก็การค้าในภาคบริการ คิดว่าคงจะได้รับผลกระทบเป็นอย่างยิ่ง แล้วก็ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ว่าการค้า ในภาคบริการมันมีองค์ประกอบในหลาย ๆ เรื่องในเรื่องของเงินทุน ต่อมาก็เป็นเรื่องของ บุคลากร เงินทุนเราสู้เขาไม่ได้แน่ แล้วในเรื่องของบุคลากรเราก็ยังสู้เขาไม่ได้ในภาคบริการ จะเห็นได้ว่าในธุรกิจโรงแรมที่กำลังเป็นธุรกิจที่ทำรายได้มหาศาลให้กับการท่องเที่ยว ในขณะนี้มีการว่าจ้างผู้จัดการจากภาคพื้นยุโรปทั้งหมดในเรื่องของพนักงานระดับสูง ทีนี้ในเรื่องของการบริหารการจัดการเราสู้ทางสหภาพยุโรปก็ยังไม่ได้ครับ ต่อมาก็ในเรื่องของ เทคโนโลยีนะครับ เทคโนโลยีเราไม่มีโอกาสที่จะสู้เขาได้เลยนะครับ ฉะนั้นผมอยากจะสรุปว่า อย่างนี้นะครับ ในเรื่องของการค้า การบริการ การเปิดเสรี ควรจะต้องพิจารณาให้รอบคอบ ผมได้มาศึกษาในหน้า ๙ ของกรอบการเจรจาในข้อ ๕.๘.๒ เขาบอกว่าให้เปิดเสรีบริการ ในสาขาที่ไทยมีศักยภาพหรือมีความพร้อม ผมคิดว่าตอนนี้สาขาในภาคบริการการท่องเที่ยว เราไม่มีความพร้อมเลยที่จะเปิดเสรีทางด้านการค้ากับสหภาพยุโรป ทีนี้สำหรับ ๕.๘.๓ ในการเปิดตลาดการค้าบริการของประเทศไทยในสาขาที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ ผมคิดว่าขณะนี้การค้าบริการของประเทศไทยเรามีประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ อย่างเต็มที่นะครับ โดยไม่ต้องไปเปิดให้สหภาพยุโรปเข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้นะครับ ต่อไปเขาก็บอกว่าการรักษาสิทธิในทางการใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาเสถียรภาพทางระบบ การเงิน การธนาคาร การเคลื่อนย้ายเงินทุน อัตราแลกเปลี่ยน ผมอยากจะกราบเรียนว่า ในด้านเศรษฐกิจ ทางด้านเงินทุน เราไม่สามารถที่จะเปรียบเทียบกับสหภาพยุโรปได้เลยนะครับ

ประเด็นต่อมา ผมอยากจะเรียนว่าอย่างนี้นะครับ ก่อนที่รัฐบาลจะไปเซ็นเอฟทีเอ กับสหภาพยุโรป เราควรจะปรับปรุงแก้ไขบทบัญญัติทางกฎหมายในเรื่องเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจ ของคนต่างด้าวให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศ ผมอยากจะเรียนอย่างนี้นะครับว่า รายชื่อธุรกิจที่ไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวมาประกอบในธุรกิจที่ในบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๒ นี้เราไม่ได้ทบทวนเลยในขณะนี้ เพราะฉะนั้น อาชีพของคนต่างด้าวตอนนี้เข้ามาทำโดยผิดกฎหมายเยอะมาก ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เรายังไม่ได้มีการดำเนินการอย่างไรทั้งสิ้นนะครับ

เรื่องที่ ๒ เรื่องทบทวนบัญญัติกฎหมายทุกฉบับที่ให้การคุ้มครองผู้ประกอบการ ในประเทศ แล้วก็มีข้อยกเว้นให้ผู้ประกอบการต่างชาติสามารถประกอบธุรกิจแข่งขันกับ ผู้ประกอบการในประเทศได้ ในกรณีที่ตลาดในประเทศผูกขาดหรือมีผู้ประกอบการน้อยราย ผมอยากจะเรียนอย่างนี้นะครับ ตอนนี้เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่ที่มาจากสหภาพยุโรปทำการค้า กันแบบมหาศาลโดยใช้นอมินี (Nominee) ทั้งหมด

เรื่องต่อไป ควรจะมีการบังคับกฎหมายจริงจังเพื่อไม่ให้การอำพรางตน ของคนต่างด้าวในธุรกิจ อันนี้ก็ไม่มีการจัดทำอะไรทั้งสิ้น ผมกราบเรียนว่าอย่างนี้ครับ เรื่องกรอบการเจรจาอันนี้ต้องพิจารณาให้รอบคอบนะครับ ไม่อย่างนั้นโอกาสที่ประเทศไทย ของเราจะเสียศักยภาพในการแข่งขันทางด้านการค้า การบริการจะสูงมากทีเดียวนะครับ ผมเชื่อว่าท่านสมาชิกคงจะรักษาผลประโยชน์ของประเทศนะครับ คือถ้าจะโหวตผมก็คิดว่า คงจะผ่านนะครับ แต่ว่าตัวผมเองคิดว่ายังไม่ถึงเวลาอันสมควรที่จะต้องเห็นด้วยกับ ข้อตกลงอันนี้ ต้องมีการศึกษาร่วมกันอย่างจริงจังเสียก่อนว่าเราเสียเปรียบหรือว่า เราได้เปรียบนะครับ ผมคิดว่าอย่างไรก็ตามในขณะนี้ควรจะตั้งคณะกรรมาธิการศึกษา ให้รอบคอบเสียก่อน ไม่อย่างนั้นจะเสียหายอย่างยิ่งนะครับ ขอขอบพระคุณท่านประธาน อีกครั้งหนึ่งที่ให้โอกาสครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบพระคุณครับ ผมปิดอภิปรายครับ ท่านอรรถวิชช์มีอะไรครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร จากพรรคประชาธิปัตย์ ผมปรึกษาท่านประธานนะครับ เนื่องจากว่าหลายคนในที่นี้ ก็ค่อนข้างเห็นสอดคล้องว่าเห็นควรที่จะต้องมีเอฟทีเอไทย-สหภาพยุโรปนะครับ แต่ว่า ข้อตกลงในเรื่องของกรอบการเจรจา

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวท่านอรรถวิชช์ เดี๋ยวให้ รัฐมนตรีชี้แจงครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

คือพอดีว่าเดี๋ยวพอท่านให้รัฐมนตรีชี้แจงมันจะเป็นการปิดอภิปรายครับ ผมเลยมีความจำเป็น ต้องลุกขึ้นอภิปรายก่อนที่ท่านจะปิดครับ นิดเดียวครับท่านประธาน ผมรบกวนท่านประธาน ไม่เกิน ๒ นาทีครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เมื่อสักครู่นี้ท่านอภิปราย ไปรอบหนึ่งแล้วถูกไหมครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ถูกต้องครับ เพราะเนื่องจากว่าอย่างนี้ครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่ เดี๋ยวท่านสมาชิกท่านอื่น ท่านอภิปราย ท่านฟังและท่านใช้สิทธิในการที่จะพิจารณาในการลงมติ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ถ้าอย่างนั้นแปลว่าท่านรัฐมนตรีตอบ ท่านประธานยังไม่ปิดอภิปรายใช่ไหมครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่ครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ถ้าท่านประธานยังไม่ปิดอภิปราย ขอบพระคุณครับ ท่านรัฐมนตรีตอบก่อนครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านรัฐมนตรีชี้แจงครับ

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ก่อนอื่นในฐานะตัวแทนของรัฐบาล ที่เสนอร่างกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปในวันนี้ก็ต้อง ขอขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่ได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นแล้วก็ข้อห่วงใยในเรื่องที่ ทางรัฐบาลได้เสนออย่างกว้างขวางแล้วก็มีรายละเอียดที่ครอบคลุม แล้วหลายท่านก็ต้อง ขออนุญาตชมเชยว่าท่านมีข้อมูลค่อนข้างจะมากแล้วก็ค่อนข้างจะลึก ด้วยเนื่องจากว่า ท่านเคยทำงานในด้านนี้มาก่อน ก็ต้องขอขอบพระคุณทุกท่านเป็นอย่างสูง ท่านประธาน ที่เคารพ อันที่จริงแล้วเรื่องเอฟทีเอนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย เรามีเอฟทีเอกับ ประเทศอื่น ๆ มากมาย แล้วผมมั่นใจว่าในรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มานั้นก็มีหน่วยงานของรัฐบาล ได้ไปดำเนินการเจรจาความตกลงทางการค้าในหลายรูปแบบกับประเทศต่าง ๆ ที่เป็นคู่ค้า ของประเทศไทยทั่วโลก ประเทศไทยอยู่ในระบบการค้าเสรี ดังนั้นการเคลื่อนย้ายของทุน การเคลื่อนย้ายของการอุตสาหกรรม การบริการของคน จึงถูกกระทบจากระบบการค้าเสรี ที่เกิดขึ้นโดยทั่วโลก ดังนั้นหากประเทศไทยไม่ไปอยู่ในวงจรหรือในสังคมการค้าของโลก ก็เท่ากับว่าเราจะถูกกีดกันแล้วก็จะถอยหลัง แล้วการค้าระหว่างประเทศของไทยก็คงจะมี อุปสรรคมากมาย ในขณะนี้ประเทศไทยเป็นสมาชิกของอาเซียน หมายความว่าประเทศไทย ก็มีเอฟทีเอกับสมาชิกของกลุ่มอาเซียนทั้ง ๙ ประเทศ แล้วประเทศในกลุ่มอาเซียนก็มี เอฟทีเอกับคู่ค้าอื่น ๆ อีก ๖ ประเทศ คือ ประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี ประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์ และประเทศอินเดีย ซึ่งประเทศเหล่านี้ก็อยู่ใน สังคมเศรษฐกิจระบบเสรีระบบเปิดเช่นเดียวกัน ที่ผมกราบเรียนเกริ่นอย่างนี้ก็เพราะว่า มันเป็นความจำเป็นที่ประเทศไทยนั้นจะต้องอยู่ในวงการการค้าลักษณะอย่างนี้ต่อไป ผมมั่นใจว่าท่านทั้งหลายคงไม่ปฏิเสธ แล้วเมื่อสักครู่นี้ท่านสมาชิกท่านลุกขึ้นมาท่านก็บอกว่า ก็คงไม่มีใครปฏิเสธว่ามันต้องดำเนินการอย่างนี้ต่อไป เพียงแต่หลายท่านแสดงความกังวล หลายท่านแสดงความเป็นห่วงว่าประเด็นต่าง ๆ ได้มีการปรึกษาหารือได้มีการรับฟัง ความคิดเห็นจากภาคประชาชน จากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องครบถ้วนสมบูรณ์แล้วหรือยัง ผมกราบเรียนครับท่านประธาน เรื่องนี้ไม่ได้เริ่มต้นเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แต่เป็น การเริ่มต้นจากจุดแรกเมื่อประมาณปี ๒๕๕๐ ซึ่งขณะนั้นในกลุ่มอาเซียนจะเริ่มต้นเจรจา เอฟทีเอกับอียู แต่จะด้วยเหตุใดก็แล้วแต่การเจรจาไม่มีความคืบหน้าแล้วก็ต้องหยุดลงไป ในช่วงปี ๒๕๕๒ แต่ทั้งนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ยังมีการปรึกษาหารือ มีการประชุม มีการทำประชาพิจารณ์ กับองค์กรประชาชนภาคสังคมที่เกี่ยวข้องอย่างที่ได้กราบเรียน ผ่านเอกสารนะครับว่าประมาณ ๖๐ ครั้ง ซึ่งในการดำเนินการทั้งหมดคณะอนุกรรมการ ก็ได้มีการมาชี้แจงให้กับคณะกรรมาธิการต่าง ๆ ในรัฐสภา ๕ ครั้งด้วยกัน ปรากฏตาม รายละเอียดที่อยู่ในเอกสาร ท่านประธานที่เคารพครับ จะเห็นได้ว่าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ได้เชิญคนที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล แล้วข้อมูลที่ได้รับมาก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย บางส่วนที่เห็นว่าหากไม่มีการเจรจาแล้วอาจจะ ทำให้ประเทศไทยเสียโอกาส เสียความสามารถในการแข่งขันทางการค้าในโลก หากมีประเทศอื่น ในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนได้ดำเนินการในเรื่องนี้แล้วเสร็จไปก่อนหน้า โอกาสของ ประเทศเหล่านั้นย่อมจะดีกว่าประเทศไทยในแง่ของการค้าระหว่างอียูกับประเทศนั้น ๆ โอกาสในการที่ประเทศไทยจะมีความน่าสนใจในการลงทุนจากต่างประเทศก็จะลดน้อย ถอยลงแล้วจะสู้กับประเทศสมาชิกอื่นที่ไปทำเอฟทีเอกับอียูไปก่อนหน้าไม่ได้ ด้วยเหตุฉะนี้ ในระดับเจ้าหน้าที่ทั้งในกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศของกระทรวงพาณิชย์ก็ดี ทั้งในส่วนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้กระทรวงการต่างประเทศก็ดี จึงมีการดำเนินการ เรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องแล้วก็มีการสรุปเอาประเด็นต่าง ๆ ทั้งข้อดีข้อเสียมา ท่านประธานครับ การนำความเห็นเหล่านั้นมาจะนำไปสู่การกำหนดท่าทีในการเจรจาต่อไป หากท่านสมาชิก รัฐสภาแห่งนี้ในวันนี้ได้กรุณาให้ความเห็นชอบ ซึ่งรัฐบาลก็จะนำร่างกรอบการเจรจาอันนี้ พร้อมทั้งความคิดเห็นทั้งหลายที่ท่านสมาชิกได้แสดงถึงความกังวลต่าง ๆ ประกอบกัน เป็นบทสรุปเพื่อจะนำไปมอบให้กับหัวหน้าคณะผู้เจรจา ซึ่งขณะนี้คณะรัฐมนตรีได้มีมติ มอบหมายให้กับประธานทีทีอาร์ (TTR) คือผู้แทนการค้าของประเทศไทยเป็นหัวหน้าคณะเจรจา ซึ่งผมก็มั่นใจว่าในฐานะที่ท่านเป็นประธานทีทีอาร์นั้นข้อมูลที่มีอยู่เดิมก็สามารถที่จะนำไปใช้ ประกอบในการดำเนินการกำหนดท่าที แล้วก็จะทำให้เกิดผลประโยชน์กับประเทศชาติ ของเราให้มากที่สุด ท่านประธานที่เคารพ ผมเรียนยืนยันต่อท่านสมาชิกกับท่านประธานนะครับว่า รัฐบาลมีเจตนาแน่วแน่ที่จะปกป้องผลประโยชน์ของคนในชาติ แล้วก็จะทำทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ให้เสียเปรียบในการเจรจา ทั้งนี้หลังจากเจรจาแล้วก็ยังจะต้องนำผลของการเจรจานั้น มาเสนอต่อรัฐสภาอีกครั้งหนึ่งเสียก่อนที่จะนำไปลงนามกันต่อไป ดังนั้นผมจึงยืนยันว่า การเสนอร่างกรอบการเจรจาในวันนี้ไม่ใช่เป็นการเสนอแบลงค์ เช็ค (Blank cheque) เป็นการเสนอในลักษณะที่มีเอกสารประกอบ แล้วก็มีข้อมูลที่เพียงพอในการที่จะอภิปราย ท่านประธานครับ ในประเด็นที่ท่านสมาชิกได้มีการอภิปรายมาตั้งแต่ตอนกลางวัน มีหลายประเด็นมากผมก็พยายามที่จะให้เจ้าหน้าที่ได้จดแล้วก็บันทึกเอาไว้ หากว่าการชี้แจง ของผมจะไม่ครอบคลุมก็ต้องขออภัย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นยืนยันว่าประเด็นทั้งหมดจะถูกนำไป ส่งต่อให้กับหัวหน้าคณะผู้เจรจานะครับ

ในกรณีเรื่องของอนุญาโตตุลาการ ในเอกสารได้มีการเขียนเอาไว้ว่า เป็นหนทางหนึ่ง เป็นทางเลือกหนึ่งในข้อที่ ๕.๓.๕ เปิดโอกาสให้สามารถใช้กระบวนการนี้ อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเป็นทางเลือกหนึ่งในการระงับข้อพิพาท ในประเด็นนี้ครับ ท่านประธาน เรื่องของอนุญาโตตุลาการนั้นปรากฏอยู่ในเอกสารความตกลงเอฟทีเอเกือบจะ ทุกฉบับที่ประเทศไทยทำมาในอดีต แล้วคล้าย ๆ กับว่าเป็นมาตรฐานที่ทุกประเทศเขาก็จะมี การยอมรับกัน การให้กำหนดเป็นทางเลือกหนึ่งในการระงับข้อพิพาทนั้นนักลงทุนของ คู่เจรจาสามารถฟ้องโดยไปศาลก็ได้ไม่จำเป็นที่จะต้องเลือกอนุญาโตตุลาการ แต่ทั้งนี้เรื่องนี้ ในเรื่องของเออีซี (AEC) ก็มีเรื่องของอนุญาโตตุลาการ เป็นการให้ความคุ้มครองแก่นักลงทุน ของคู่เจรจาที่เข้ามาลงทุนในบ้านเรา และในขณะเดียวกันก็จะกำหนดกรอบการคุ้มครอง ของนักลงทุนเราที่ไปลงทุนในประเทศคู่เจรจา เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็กราบเรียนว่า มันเป็นมาตรฐานในการดำเนินการแล้วก็สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้กับเอกสาร เอฟทีเอในหลาย ๆ ฉบับก่อนหน้านี้ ท่านประธานครับ เรื่องของการกำหนดกรอบเจรจา ๑๗ หัวข้อนั้นอย่างที่ผมได้กราบเรียนเกริ่นไว้ ในเบื้องต้นตอนนำเสนอตั้งแต่แรกว่าเราจะเปิดกรอบไว้ให้มีความยืดหยุ่นแล้วก็ให้กว้างหน่อย การจะไปกำหนดกรอบใด ๆ เอาไว้ล่วงหน้านั้นเท่ากับว่าเราก็จะปิดโอกาสในการเจรจา ของเราไปด้วยในตัว เพราะฉะนั้นเราจึงกำหนดกรอบโดยกว้างเพื่อให้ยืดหยุ่น แล้วในระหว่าง การเจรจาสามารถเพิ่มเติมได้นะครับ

ท่านประธานครับ ในประเด็นเรื่องของพีซีเอ พาร์ทเนอร์ชิพ แอนด์ โคออพเพอเรชัน อะกรีเมนท์ (Partnership and Co-operation Agreement) ซึ่งเป็นความตกลง เพื่อจะเปิดโอกาสในการสร้างความร่วมมือในด้านต่าง ๆ รวมถึงด้านความมั่นคงเศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งกลุ่มประเทศอียูกำหนดให้ประเทศที่จะทำเอฟทีเอกับอียูจะต้องทำเรื่องพีซีเอ แล้วก็ไทยเริ่มเจรจาพีซีเอกับอียูมาตั้งแต่เดือนกันยายน ปี ๒๕๕๐ พร้อม ๆ กับการเจรจาอาเซียน อียู เอฟทีเอ เช่นเดียวกับประเทศสมาชิกอื่น ๆ การเจรจาพีซีเอและเอฟทีเอสามารถเจรจา ในลักษณะคู่ขนานกันไปก็ได้ ฉบับไหนจะเสร็จก่อนก็ได้นะครับ ปัจจุบันนี้กระทรวงการต่างประเทศ ยังดำเนินการเจรจาในเรื่องนี้อยู่ ส่วนประเด็นการค้า การลงทุนก็จะมูฟ (Move) ไปอยู่ใน กรอบการเจรจาของเอฟทีเอต่อไปนะครับ

ท่านประธานครับ ต่อประเด็นเรื่องความกังวลเกี่ยวกับเรื่องแอลกอฮอล์ ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าในปัจจุบันนี้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่นำเข้ามาจากอียูนั้น มูลค่าเท่ากับร้อยละ ๑.๘ ของการบริโภคในประเทศไทยทั้งหมด ฉะนั้นผลต่อการนำเข้า แล้วก็จะมีผลกระทบต่อสังคมจึงน้อยมากนะครับ แต่สิ่งที่รัฐบาลจะดำเนินการเพื่อให้เป็นไป ตามยุทธศาสตร์ ก็คือรัฐบาลโดยกระทรวงการคลังก็จะนำเงื่อนไขแล้วก็ข้อกำหนด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของภาษีสรรพสามิตมาเป็นตัวในการดำเนินการเรื่องนี้ ก็คิดว่า คงไม่น่าจะมีผลอะไรมาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็กราบเรียนว่าเรื่องนี้ไม่ได้เป็นข้อสรุปยุติสุดท้าย การเจรจายังคงต้องดำเนินการต่อไป ก็อาจจะมีการเอาเข้าหรือเอาออกอย่างไรก็แล้วแต่ ในอนาคต ก็ต้องขอกราบเรียนว่ากรอบจะต้องเปิดกว้างเพื่อให้เจรจาได้โดยที่เราจะไม่มี การกำหนดเงื่อนไขไว้ล่วงหน้า ถ้าไม่เช่นนั้นทางคู่เจรจาก็อาจจะสร้างเงื่อนไขมาเป็นกำแพง ทำให้การเจรจาไม่สามารถจะเริ่มต้นได้ ก็ขอกราบเรียนยืนยันว่าท่านโปรดได้กรุณา อย่ากังวลนะครับ แล้วก็เรื่องนี้เราจะให้ทางกระทรวงสาธารณสุขได้เข้ามามีส่วนในการช่วย ดูแลในเรื่องรายละเอียดต่อไปนะครับ

ท่านประธานครับ ในประเด็นเรื่องที่ใช้ข้อความที่ว่า สอดคล้องในเรื่องของ ทรัพย์สินทางปัญญา ผมกราบเรียนยืนยันต่อท่านสมาชิกที่อภิปรายแล้วก็ที่แสดงความกังวลว่า ในเรื่องของตัวเวิร์ดดิง (Wording) เราล้อมาจากกรอบการเจรจาก่อนหน้าโน้นในเอฟทีเอ อาเซียน อียู ซึ่งในขณะนั้นรัฐสภาก็ได้ให้ความเห็นชอบไปนะครับ แต่ทั้งนี้ผมกราบเรียนว่า ในเรื่องท่าทีต่อกรณีนี้จะเป็นการกำหนดท่าทีที่เข้มงวดมากขึ้น เพราะฉะนั้นขอได้โปรด ท่านอย่าได้กังวลว่าเราจะไปเสียเปรียบหรืออะไร ยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่ดำเนินการใด ๆ ทำให้ เสียเปรียบมากเกินไปกว่าที่ดับเบิลยูทีโอได้มีการดำเนินการเอาไว้ เพราะฉะนั้นกรอบของ การดำเนินการเราก็จะพยายามให้อยู่ในกรอบที่ท่านได้ให้ข้อสังเกตไว้ และผมก็ยืนยัน อีกครั้งหนึ่งว่าข้อสังเกตของท่านก็จะนำไปส่งมอบให้กับคณะผู้เจรจานะครับ

ท่านประธานครับ ผมคิดว่าคงใช้เวลาพอสมควร ในประเด็นอื่น ๆ ที่เป็น รายละเอียดผมจะขอความกรุณาอย่างนี้ครับว่าผมจะนำเรื่องนี้ส่งไปให้เจ้าหน้าที่แล้วก็ ทำลิสต์ (List) ทั้งหมด แล้วก็จะส่งให้กับทางคณะผู้เจรจาเพื่อนำไปดำเนินการ แล้วถ้าจะ เป็นไปได้ทางท่านประธานอาจจะให้ทำเป็นหนังสือจากรัฐสภาแสดงข้อสรุปความคิดเห็น ทั้งหมดประกอบไปให้กับทางคณะผู้ดำเนินการเจรจานำไปสู่ภาคปฏิบัติต่อไปนะครับ ผมต้อง ขอกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่ได้กรุณาให้ข้อคิดเห็น แล้วก็การอภิปรายที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง รัฐบาลจะน้อมรับความคิดเห็นเหล่านั้นไป ประกอบกับการทำงานในช่วงระยะนี้เป็นต้นไป เมื่อได้ผลเป็นประการใดจะนำมาเสนอ ต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ทุกท่าน ก็ได้ฟังการอภิปรายของท่านสมาชิก ๒๐ ท่าน ใช้เวลา ๓ ชั่วโมงกว่า ฟังคำชี้แจงของรัฐมนตรี ผมเชื่อว่าจะเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของท่านสมาชิกได้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นที่ท่านเสนอแนะไว้นั้นถ้าท่านนำเอกสารส่งมอบมาที่ผมผมก็จะส่งมอบไปให้ ท่านรัฐมนตรีเพื่อใช้ประกอบในการเจรจา ผมคงไม่อาจจะอนุญาตให้ได้ เพราะถ้าผมอนุญาต ท่านใดท่านหนึ่งก็จะมีท่านอื่นยกมือขึ้นอีกแล้วก็จะเกิดประเด็นโต้กันไปโต้กันมา ผมคิดว่า จะไม่อนุญาตแล้ว เพราะฉะนั้นผมจะให้ทุกท่านได้ลงมติ ผมเชื่อว่าการพิจารณาลงมตินั้น น่าจะได้นะครับ

(นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านอรรถวิชช์ ท่านยืนขึ้น ประท้วงมีอะไรครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร จากพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธานนะครับ เพราะว่า ท่านประธานนั้นได้ให้โอกาสผมได้ขึ้นพูดนะครับเมื่อสักครู่นี้

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

อย่างนี้ท่านอรรถวิชช์ เมื่อสักครู่ ผมบอกว่าผมได้ปิดอภิปรายไปแล้ว ผมใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๘

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ใช่ครับ แล้วผมก็ถามท่านประธานว่าถ้าเกิดรัฐมนตรีขึ้นพูดก็แปลว่าท่านประธานยังไม่ปิด ใช่ไหมครับ ท่านประธานตอบว่าใช่นี่ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่ครับ ท่านถามผมว่า ผมปิดอภิปรายไปแล้วเมื่อท่านรัฐมนตรีชี้แจงแล้วก็เป็นอันว่าจบใช่ไหม ผมบอกว่าใช่ ก็หมายความว่าจะลงมตินะครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานด้วยความเคารพนะครับ กระผมเองศึกษาเรื่องนี้และผมขอเวลาท่านประธาน เพียง ๑ นาทีเท่านั้นเองและไม่ยาวหรอกครับ ไม่ยาวจริง ๆ ครับ ไม่ได้เป็นข้อประเด็นพิพาท แต่ประการใดครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านอรรถวิชช์ครับ ถ้าผมอนุญาตให้ท่านซึ่งเมื่อสักครู่คนยกมือหลายท่านนะครับ และผมรู้เลยว่าประเด็น ที่ท่านยกมือขึ้นมานั้นก็คือวันนี้จะไม่จบ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพท่านประธาน ท่านเชื่อเถอะครับ เราตั้งใจที่จะให้ ข้อเสนอแนะดี ๆ และผมสรุปสั้น ๆ นิดเดียวเท่านั้นท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ท่านอรรถวิชช์ ท่านเอาข้อเสนอทำเป็นหนังสือมาให้ผมแล้วผมก็จะได้มอบให้กับทางรัฐมนตรี ถ้าอย่างนี้ มันก็จะเดินหน้าได้นะครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานด้วยความเคารพครับ ผมเกรงใจจริง ๆ อีกแค่ ๑ นาทีเพื่อจะบอกท่านประธาน สั้น ๆ ว่าข้อเสนอแนะทุกคนต้องการเห็นด้วยกับเอฟทีเอไทย-อียูนะครับ แต่ว่าหลายท่าน มีข้อเสนอเพิ่มเติมทำไมท่านรัฐมนตรีไม่ให้เกิดการตั้งคณะกรรมาธิการครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านอภิปรายนี่หมดไป ๑ นาทีแล้วนะครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ จริง ๆ ๑ นาทีมันสำคัญขนาดนั้นเลยหรือครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

นิดเดียวเท่านั้นเองครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวครับท่านอรรถวิชช์ คือถ้าท่านอรรถวิชช์ได้อภิปรายคนหนึ่ง ท่านเกียรติลุกขึ้นมาอภิปรายก็จะมีท่านรสนาอีก จะยกมือกันเยอะนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าผมจะไม่อนุญาตแล้ว เพราะฉะนั้นผมจะขอมติ ที่ประชุมนะครับ

(นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่ประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

ถ้าไม่ตอบ ท่านครับ อย่างนี้ครับ คือท่านรัฐมนตรีชี้แจงไม่ตรงตามที่ท่านต้องการหรือว่าไม่ตอบคำถามท่าน ท่านใช้สิทธิ ในการที่จะดูว่าตอบแล้วไม่เข้าท่าหรือตอบแล้วไม่ตรงท่านใช้สิทธิในการโหวตนะครับ ประท้วงอะไรครับ

(นายเกียรติ สิทธีอมร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)

ท่านไม่ต้องพูด ท่านเกียรติ ประท้วงอะไรครับ

นายเกียรติ สิทธีอมร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ ท่านประธาน เกียรติ สิทธีอมร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมคิดว่าการที่รัฐมนตรีถูกตั้งคำถามไปเยอะแยะเลยแล้วท่านก็มาตอบบ้าง ไม่ตอบบ้าง การที่สภานี้จะเสียเวลาอีกไม่ถึง ๑๕-๒๐ นาที เพื่อให้แต่ละคนได้มีโอกาส ซักไซ้ไล่เลียงทำความเข้าใจและเป็นประโยชน์ต่อการลงคะแนนเสียงมันเสียหายตรงไหนครับ ท่านประธาน เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ครับ

(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านนั่งลงได้แล้วครับ เดี๋ยวผมจะวินิจฉัยพร้อมกันนะครับ ท่านบุญยอดต่อครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ บุญยอด สุขถิ่นไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๔๗ การอภิปรายเป็นอันยุติเมื่อ (๑) ไม่มีผู้ใดอภิปราย (๒) ที่ประชุมรัฐสภาลงมติให้ปิดอภิปราย ไม่ใช่อำนาจของท่านประธาน ที่จะมาสั่งนะครับว่าให้ปิดอภิปรายได้เมื่อใด

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ ท่านประท้วง จบหรือยังครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ก็ยังไม่จบครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมจะได้ชี้แจงท่านนะครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ก็ยังไม่จบครับ ท่านประธาน ถ้าท่านถามผมว่าจบหรือยัง ผมยังไม่จบครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่ใช่ ท่านฟังผมนะครับ ท่านอาศัย ข้อบังคับ ข้อ ๔๗ เมื่อสักครู่นี้ทั้งหมด ๒๐ ท่านอภิปรายจบเรียบร้อย ผมอนุญาตท่านสุธรรม คนสุดท้ายบอกแล้วปิดอภิปรายนะครับ เพราะฉะนั้นผมไม่ได้ใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๗ นะครับ ผมใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๘ อำนาจผมนะครับ ผมจะหารือว่าการปิดประชุมนั้นผมจะใช้อำนาจ หรือไม่ ถามที่ประชุมหรือไม่ก็ได้นะครับ เพราะฉะนั้นข้อบังคับท่านอย่าได้อ้างอย่างนี้มันไม่ถูก ท่านอื่นครับ ท่านนั่งลงครับ เดี๋ยวผมจะวินิจฉัยให้นะครับ

(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมยังประท้วงอยู่นะครับ ท่านถามผมว่าจบหรือยัง ผมยังไม่จบนะครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ก็ผมปิดอภิปรายไปแล้วครับ ท่านอ่านสิครับ ผมบอกปิดอภิปรายไปแล้วครบทุกคน

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ก็ท่านขอปิดประชุมหรือเปล่าครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เมื่อไม่มีผู้ใดอภิปรายแล้ว ถูกไหมครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ก็เขายัง อภิปรายกันอยู่ครับ ไม่ได้บอกว่าอภิปรายกันได้รอบเดียวนะครับ รอบเดียว ๗ นาทีเท่านั้น มันไม่ได้เป็นกฎกติกาโลกนี้หรอกครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านบุญยอดครับ คือถ้าท่าน ไม่มีกติกาในการประชุมอย่างนี้มันก็วุ่นวาย ถูกไหมครับ ผมดำเนินการด้วยความมั่นคงนะครับ พยายามให้เป็นไปตามขั้นตอน แล้วก็พยายามอะลุ้มอล่วย เวลาเกินเวลาขาดแต่ผมนั่งเฉย ผมต้องท้วงตามมารยาทของคนเป็นประธาน เมื่อไม่มีผู้อภิปรายแล้ว จบแล้ว ท่านก็อภิปราย ไปแล้ว ถูกไหมครับ ท่านนั่งลงก่อนครับ ท่านไม่ต้องประท้วงแล้ว เดี๋ยวผมถามว่าเมื่อสักครู่ มีใครบ้างที่จะขออภิปรายเพิ่มเติม ผมเห็นแล้วท่านเกียรติ ท่านอรรถวิชช์ ท่านรสนานะครับ เมื่อสักครู่ท่านอรรถวิชช์ขอพูดแค่นาทีเดียว ผมจะให้คนละ ๑ นาที ถูกไหมครับ คนละ ๑ นาที เท่านั้นนะครับ

(นายสัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านประท้วงอะไรครับ เชิญท่านวรชัยก่อนครับ

นายสัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครราชสีมา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม สัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ขอให้ ท่านใช้อำนาจอย่างเด็ดขาดครับ ขอบคุณมากครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ผมก็เด็ดขาด เต็มที่แล้วนะครับ

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืน และยกมือขึ้น)

เชิญครับ ประท้วงเลยครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ข้อ ๑๘ ครับ ท่านประธานฟังให้ดีเลยครับ ในกรณีที่ท่านประธานพิจารณาเห็นว่าได้อภิปราย กันพอสมควรแล้วขอให้ที่ประชุมวินิจฉัยว่าจะปิดอภิปรายได้ครับท่านประธาน ท่านรักษา กฎระเบียบถูกต้องแล้วครับ ข้อบังคับถูกต้องแล้วครับ

(นายกฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกำแพงเพชร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านเอาของสภาผู้แทนราษฎรมา หรือเอาของรัฐสภาครับ ท่านเปิดของผู้แทนราษฎรเท่านั้นนะครับ ท่านกฤชครับ เชิญท่านนี้ ก่อนครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ผมขอประท้วงท่านประธานในข้อบังคับ ข้อ ๕ เรื่องของการดำเนินการประชุม ท่านประธาน ต้องเด็ดขาดสิครับ ท่านสั่งปิดไปแล้ว ลงมติไปแล้วก็ให้ดำเนินการไปสิครับ สิ่งที่คนอื่น ไม่เข้าใจผมอาจจะเข้าใจ สิ่งที่ผมไม่เข้าใจคนอื่นอาจจะเข้าใจ ต้องเอาตามคนทั้ง ๕๐๐ คน ในตรงนี้หรือครับ เมื่อข้อบังคับกับระเบียบมันมีก็ดำเนินการไปครับ ผมนี่พยายามอดทน ท่านประธาน หรือจะให้ผมบ้าขึ้นมาอีกคนในสภาแห่งนี้มันจะได้วุ่นกันไป ผมกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพนะครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

นั่งได้แล้วครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธาน ต้องเด็ดขาด ท่านประธานต้องรับปากผมก่อนว่าท่านประธานจะใช้ข้อบังคับนี้อย่างเด็ดขาด มันถึงจะเดินไปได้

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ปกติผมเป็นคนเด็ดขาดมากนะครับ เชิญนั่งได้แล้วครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธาน เห็นไหมวันนี้ผมยังไม่ได้พูดเลย ผมไม่อยากพูดเพราะผมอยากสร้างความเรียบร้อยในสภานี้ อยากเป็นคนที่ตั้งสติด้วยหลักการและเหตุผลครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านกฤชครับ

นายกฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภา กำแพงเพชร

ท่านประธานที่เคารพครับ กฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกำแพงเพชร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วง ท่านประธาน ข้อบังคับ ข้อ ๕ เหมือนกับท่านครูมานิตย์ ท่านประธานครับ ให้กำลังใจ ท่านประธานนะครับ พวกเราสมาชิกวุฒิสภานี่นั่งฟังด้วยความทรหดอดทน แล้วเมื่อถึงเวลาที่เราจะต้องลงมติท่านประธานก็ได้สั่งปิดอภิปรายแล้ว และถ้าท่านประธาน อนุญาตให้ใครสักคนหนึ่งขึ้นมาอภิปรายอีกเดี๋ยวผมจะบอกให้สมาชิกวุฒิสภาทั้งหมดยกมือ ขออภิปรายด้วย ขอบพระคุณครับท่านประธาน

(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เอาน่าท่านบุญยอด ท่านจะประท้วงอะไรอีกครับ เพราะท่านอภิปรายไปเรียบร้อยผมก็บอกโอเคให้ท่านอภิปรายไป ท่านก็ใช้เวลาของท่านนะครับ เพราะเวลานี้ผมบอกแล้วเมื่อทุกคนอภิปรายจนครบแล้วผมก็ ปิดอภิปรายโดยคนสุดท้ายคือท่านสุธรรม ทั้งที่ความจริงท่านสุธรรมก็คือตอนที่ผมแจ้งไปแล้ว บอกว่าเหลือ ๓ ท่านสุดท้ายท่านถึงมาบอกชื่อ ท่านนั่งลงเถอะครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมขออนุญาต อ่านข้อบังคับการประชุมให้ท่านฟังอีกครั้ง

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านไม่ต้องหรอกครับ ถ้าจะ อ่านข้อ ๔๗ ข้อ ๔๘

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ข้อ ๔๘ ครับ ในกรณีที่ประธานพิจารณาเห็นว่าได้อภิปรายกันพอสมควรแล้วจะขอให้ที่ประชุมรัฐสภา วินิจฉัยว่าจะปิดอภิปรายหรือไม่ก็ได้

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ก็คือหรือไม่ก็ได้หมายความว่า ผมก็อาจจะขอความเห็นจากที่ประชุมหรือไม่ขอก็ได้ ถูกไหมครับ ถ้าท่านอ่านภาษาไทย ตอนท้าย หรือไม่ก็ได้นะครับ เพราะฉะนั้นผมขอใช้สิทธิของผม ไม่อย่างนั้นผมดำเนินการ ตามข้อ ๕ ไม่ได้ ก็คือผมต้องดำเนินการประชุมให้เรียบร้อย เพราะฉะนั้นท่านนั่งลงครับ ผมจะขอลงมติแล้วครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

นี่ละครับ เผด็จการรัฐสภาครับ ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่ละครับ ไม่อนุญาตแล้วครับ

(นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

ท่านสมาชิกเชิญเข้าห้องประชุมครับ เพื่อความเรียบร้อยผมใช้ข้อบังคับโดยเคร่งครัด ข้อ ๕ นะครับ เชิญท่านสมาชิกครับ เข้ามาแล้ว ขอให้แสดงตนก่อนลงมตินะครับ

(นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านอรรถวิชช์นั่งเถอะครับ เพราะเมื่อสักครู่ถ้าเกิดให้พูดก็มีคนอื่นประท้วงผมอีก เพราะฉะนั้นผมขอให้บรรยากาศ ห้องประชุมนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยนะครับ ท่านนั่งเถอะครับ ท่านจะประท้วงอะไรผมครับ ไม่ต้องประท้วงแล้วผมจะลงมติแล้วครับ ไม่ต้องแล้ว ไม่ต้องประท้วงแล้วครับ ผมบอกแล้วว่า เมื่อท่านมีเอกสาร มีอะไรที่จะเสนอแนะรัฐมนตรีเขาผมบอกให้ส่งเอกสารมาให้ผม ท่านจะประท้วงผมเรื่องอะไรครับ ผมดำเนินการประชุม รักษามารยาทนิดหนึ่งครับ ผมให้ท่านอรรถวิชช์ ผมจะอนุญาตอีกทีนะครับท่านอรรถวิชช์ ท่านประท้วงผมเรื่องอะไรครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ จริง ๆ วันนี้อภิปรายด้วยดีครับ ผมประท้วงท่านประธานครับ ก่อนท่านประธาน ปิดการอภิปรายผมได้นำเรียนท่านประธานว่าผมขอขึ้นอภิปราย ยังไม่สิ้นกระแสความ ท่านประธานก็บอกอย่างนั้นเดี๋ยวขอให้ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงก่อนและอนุญาตให้ผมขึ้นมา ท่านประธานยังไม่ได้ปิด และผมเป็นคนเดียวที่ขอพูดโดยที่ท่านประธานยังไม่ได้ปิดครับ ผมประท้วงท่านประธานขอให้ท่านประธานช่วยวินิจฉัยทีเถอะครับ แล้วด้วยความเคารพ ท่านประธานครับ วุฒิสมาชิกทุกคนผมให้เกียรติครับ ท่านประธานว่าอย่างไรผมว่าอย่างนั้น ผมเพียงต้องการจะพูดอีก ๑ นาทีเท่านั้น แล้วแต่ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านอรรถวิชช์ครับ ผมก็ถามว่า ท่านได้อภิปรายแล้วใช่ไหมเพราะผมนั่งฟังท่านอยู่ ผมฟังท่านเกียรติ ซึ่งอาจารย์เกียรติ ผมเป็นคนที่ฟังแล้วได้เกิดความรู้ทุกครั้ง ผมนั่งฟังอยู่ตลอดเวลานะครับ เพราะฉะนั้น ใครอภิปรายผมก็จะฟังและจำไว้ ท่านก็บอกว่าได้อภิปรายไปแล้ว เพราะฉะนั้นผมบอกว่า ผมปิดอภิปรายแล้วขอให้รัฐมนตรีชี้แจงจะได้ลงมตินะครับ เพราะฉะนั้นผมก็ไม่อนุญาตอีกแล้ว เชิญทุกท่านแสดงตนครับ ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อน ถ้าไม่ครบผมจะได้ปิดประชุมครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

มีท่านใดยังไม่แสดงตนครับ เมื่อแสดงตนเรียบร้อยส่งผลการแสดงตนครับ สมาชิกแสดงตนทั้งสิ้น ๓๕๔ คน ครบองค์ประชุมครับ

เพราะฉะนั้นผมจะขอมติที่ประชุมว่าท่านจะเห็นชอบกับร่างกรอบการเจรจา ความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปหรือไม่นะครับ ถ้าท่านเห็นชอบกดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่านไม่เห็นชอบกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้าท่านจะงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญลงมติครับ ทุกท่านลงมติเรียบร้อยหรือยังครับ ยังนะครับ ท่านที่ยังไม่ได้ลงมติ และประสงค์จะลงมติเชิญท่านลงมติได้ผมจะให้เวลาท่านนะครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายนิคม ไวรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เมื่อทุกท่านลงมติเรียบร้อยแล้ว ปิดการลงมติ ส่งผลครับ สมาชิกทั้งสิ้น ๔๒๗ ท่าน เห็นชอบกับกรอบการเจรจาความตกลง การค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป ๓๔๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒๑ ท่าน งดออกเสียง ๕๙ ท่าน ไม่ลงคะแนน ไม่มีนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมได้เห็นชอบกับกรอบที่ ๓ ก็คือกรอบการเจรจา ความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปนะครับ

ท่านสมาชิกครับ ยังมีกรอบที่ ๑๘ กรอบที่ ๑๙ กรอบที่ ๒๐ กรอบที่ ๒๑ และกรอบที่ ๒๒ วันนี้เหนื่อยนะครับ ผมขอเลื่อนกรอบทั้งหมดแล้วก็เรื่องที่เสนอใหม่ ไปประชุมในวันอังคารที่ ๕ เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา วันนี้ขอบคุณ ปิดประชุมครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๘.๓๗ นาฬิกา