รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๙ มกราคม ๒๕๕๖

ไพบูลย์ นิติตะวัน หารือเรื่องการทำเอฟทีเอนอกสหภาพยุโรป โดยเน้นย้ำถึงผลกระทบต่อประชาชน เช่น สุขภาพและการเงิน และขอให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการอย่างรอบคอบ โดยไม่ให้ผลประโยชน์ของบริษัทเป็นข้อกังวลหลัก นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการคุ้มครองการลงทุน การเจรจาเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ และขอสนับสนุนการอนุมัติกรอบการเจรจา

นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภาแบบสรรหา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้รับฟังจากเพื่อน ๆ สมาชิกเกี่ยวกับเรื่องการทำเอฟทีเอกับสหภาพยุโรป ในวันนี้ หลาย ๆ ประเด็นท่านก็ได้พูดกันไปแล้ว ในส่วนผมนั้นก็อยากจะกราบเรียนผ่าน ท่านประธานรัฐสภาไปยังคณะรัฐมนตรี จริง ๆ แล้วเรื่องการทำเอฟทีเอนั้นเป็นการแลก ผลประโยชน์ให้กับกลุ่มธุรกิจประเภทต่าง ๆ ให้กับบางบริษัทให้มีผลประโยชน์ต่อไป แต่โดยสาระจริง ๆ เป็นการแลกกับการสูญเสียผลประโยชน์ของประชาชนเป็นจำนวน หลาย ๆ ล้านรายที่จะได้รับผลกระทบต่าง ๆ นานาที่จะเกิดจากการทำเอฟทีเอ แต่อย่างไร รัฐบาลมักจะเป็นห่วง ห่วงว่าถ้าไม่ทำเอฟทีเอแล้วเศรษฐกิจการค้าผลประโยชน์ของประเทศ จะเสียหาย โดยส่วนใหญ่แล้วผมไม่ได้ขัดข้องกับการที่จะเปิดเสรีการค้าเพื่อผลประโยชน์ต่าง ๆ นั้น แต่เมื่อถึงยุคเวลานี้แล้วทั้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ซึ่งบัญญัติไว้ก็เน้นอยู่แล้วว่า กรณีการทำเอฟทีเอมีผลกระทบต่อประชาชนอย่างแน่นอนจึงกำหนดหลักเกณฑ์ทำให้รัฐบาล คณะรัฐมนตรีต้องนำเรื่องดังกล่าวมาเสนอต่อรัฐสภา ดังนั้นผมขออนุญาตเรียนผ่าน ท่านประธานไปยังคณะรัฐมนตรีว่ารัฐบาลชุดนี้ก็ล้วนแล้วแต่ดูแลห่วงใยประชาชน ไม่ว่าการที่จะไปขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้ ๓๐๐ บาท ไม่ว่าการที่ไปรับจำนำข้าวเพื่อให้ชาวนา มีรายได้มากขึ้น หรือรวมกระทั่งก็ห่วงใยในเรื่องที่จะให้มีรถคันแรก หรือทุก ๆ อย่าง เพื่อจะคำนึงให้ประชาชนนั้นมีรายได้มากขึ้น แต่การทำเอฟทีเอของท่านนี้ผมเป็นห่วงครับ กลายเป็นว่าที่ท่านไปขึ้นไว้นั้นจะต้องมาจ่ายเป็นค่ายารักษาโรคที่แพงขึ้น เป็นการที่จะต้อง มาจ่ายให้กับประชาชนซึ่งเขาได้เงินเพิ่มขึ้น แต่รสนิยมเขาจะสูงขึ้นครับท่านประธาน เพราะว่าเขาจะกลายเป็นไปดื่มเหล้าจากต่างประเทศไปสูบยาสูบซึ่งมีค่านิยม ซึ่งคนไทย ชอบของนอกอยู่แล้วก็จะสูบมากขึ้น มีผลต่อสุขภาพ มีผลต่อการที่จะต้องใช้จ่ายเงิน ของครัวเรือนมากขึ้นไปอีก ผมเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่มีความประสงค์อย่างนั้น แต่การเจรจา เอฟทีเอเท่าที่ผ่านมานั้นก็มักจะเกิดขึ้นจากความต้องการของกลุ่มธุรกิจที่ห่วงผลกระทบ ก็ผลักดันผ่านไปยังกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์นั้นผมก็อยากจะเรียนว่าไหน ๆ ท่านก็จำนำข้าวเพราะเป็นห่วงประชาชนอยู่แล้ว ก็ขอให้ท่านลองทำเอฟทีเอฉบับนี้ โดยเปลี่ยนแนวคิดแทนที่จะพูดถึงแต่ผลกระทบในด้านการค้า ท่านเอากลับกัน ท่านเอาเรื่อง ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนมีประการใดบ้างขึ้นมาตั้งก่อน ในรายงานที่ท่านทำมานั้น เท่าที่ผมอ่านมานะครับ ก็เขียนแต่ข้อดีของการที่จะทำเอฟทีเอ โดยพูดถึงผลกระทบก็พูดถึง ผลกระทบแต่การค้า จะมีการเสียหายจากการค้าถึง ๘๔,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งจากรายงาน บางฉบับว่าสูงสุดไม่เกิน ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่าอาจจะต่ำกว่านั้นก็ได้ แต่ว่าผลกระทบนั้น เป็นผลกระทบไปยังเครื่องปรับอากาศ รถยนต์ รองเท้า ถุงยาง ยางรถยนต์ เป็นต้น เวลาเขียนนั้น ไม่เคยพูดถึงว่าแล้วผลกระทบที่ไปถึงประชาชนที่ได้รับผลจากการทำเอฟทีเอที่ให้นักธุรกิจ ที่ได้รายได้ คงรายได้ คงผลกำไรต่าง ๆ ต่อไปนั้น แล้วประชาชนที่ได้รับผลกระทบเป็นจำนวน มูลค่าเท่าไร เป็นตัวเงินท่านประธานครับ ผมว่าเป็นหลาย ๆ แสนล้านบาท จำนวนบุคคลหลาย ๆ ล้านราย แล้วสุขภาพหลาย ๆ อย่างประเมินคุณค่าไม่ได้ ก็จะกระทบต่อเอฟทีเอที่เกิดขึ้น ดังนั้นผมว่า ไม่ควรเอาผลประโยชน์ของประชาชนไปแลกกับยอดค้าขายเพื่อเป็นผลประโยชน์ของบริษัท ไม่กี่ราย แต่ท่านจะเจรจาด้วยความจำเป็นเจรจาได้ครับ แต่อย่าเอาเงื่อนไขว่าจะถูกตัดผลประโยชน์ เสียผลประโยชน์ต่าง ๆ มาเป็นตัวเร่งรัดในการเจรจา ผลของการเจรจาก็จะทำให้ขาดอำนาจต่อรอง แล้วสุดท้ายก็เท่ากับเอาประชาชนซึ่งเป็นตัวประกันไปแลกกับผลประโยชน์เล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับบริษัทอื่น บริษัทต่าง ๆ ในประเทศไทย รวมทั้งผมเชื่อนะครับประชาชนเหล่านั้นตอนนี้ เขาเริ่มรู้ตัวมากขึ้นแล้วในกระบวนการต่าง ๆ ของการทำเอฟทีเอ เพราะประชาชนรับรู้ว่า ได้รับผลกระทบโดยเกิดจากการดำเนินการของการเจรจา ผมก็หวังว่าคณะรัฐมนตรีจะดำเนินการ การไปเจรจาด้วยความรอบคอบ ด้วยความที่คงไว้ซึ่งอำนาจต่อรอง และด้วยความที่ตระหนัก ถึงประชาชนเป็นสำคัญที่สุด โดยท่านเอาบริษัทเอกชนที่ได้ประโยชน์นั้นเป็นสุดท้ายสำหรับ ที่ท่านจะนำมาตัดสินใจ ท่านประธานครับ ผมนั้นไม่คัดค้านในการทำเอฟทีเอครั้งนี้ แต่ก็ฝาก ข้อสังเกตที่มีประชาชน นักวิชาการได้แสดงความห่วงใยและได้มาชี้แจงให้พวกกระผม ในคณะกรรมาธิการรับทราบซึ่งผมเห็นด้วย ไม่ว่าประเด็นที่ ๑ เกี่ยวกับกรณีทรัพย์สิน ทางปัญญาเกี่ยวกับเรื่องยา ซึ่งมีผลต่อราคายา การเข้าถึงยาของประชาชนเป็นจำนวน หลาย ๆ ล้านราย ซึ่งเพื่อนสมาชิกได้กล่าวไปมากมายแล้วนะครับ ซึ่งเรื่องของประชาชนนั้น ผมเชื่อคณะรัฐมนตรี ผมเชื่อท่านรัฐมนตรี และโดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงสาธารณสุข คุณหมอชลน่านนะครับ ท่านจะเอาไปพิจารณาเป็นประเด็นสำคัญ

ประเด็นที่ ๒ เกี่ยวกับการคุ้มครองการลงทุนที่เปิดระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐ และเอกชนโดยใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการนั้น ผมเชื่อว่าเพื่อน ๆ สมาชิกอภิปรายไปมากแล้ว และเชื่อว่าตัวท่านเองก็ตระหนักถึงปัญหา

ประเด็นที่ ๓ เกี่ยวกับกรอบการเจรจาที่เกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ ผมก็หวังว่าท่านจะตระหนักว่าสิ่งดังกล่าวนั้นจะสร้างปัญหาให้กับประชาชน สร้างปัญหาให้กับ สุขภาพ ดังนั้นการเจรจาดังกล่าวไม่ควรจะให้เป็นเรื่องของกระทรวงพาณิชย์อย่างเดียว ควรให้กระทรวงสาธารณสุข รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเข้ามาด้วย ควรให้กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้อง ก็จะเป็นสิ่งที่ทำให้การเจรจานั้นเป็นห่วงประชาชน อย่างแท้จริง อย่าเอาแต่เรื่องยอดค้าขายอย่างที่ผมเรียน ท่านประธานครับ เวลาก็หมดไปแล้ว ผมอยากจะขอเพียงเล็กน้อยว่าผมอยากจะให้การอภิปรายมีผลที่นำไปปฏิบัติได้ ไม่อยากจะให้ เป็นการอภิปรายที่เสร็จแล้วท่านรัฐมนตรีก็รับไปพิจารณาเฉย ๆ ดังนั้นผมจึงทำเป็นหนังสือ ขึ้นมาฉบับหนึ่งเพื่อที่ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาเพื่อผ่านไปยังคณะรัฐมนตรี ซึ่งในนั้นจะมีข้อสังเกตต่าง ๆ อยากจะขอให้คณะรัฐมนตรีรับเรื่องนี้ไว้เป็นข้อสังเกตประกอบ ร่างเจรจา ผมขอแค่นั้นครับ ส่วนผมจะสนับสนุนการอนุมัติกรอบการเจรจาในครั้งนี้ ก็ขอฝาก ท่านรัฐมนตรีเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ