ณัฏฐ์ บรรทัดฐาน เสนอแนะการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป โดยเน้นถึงเหตุผล 3 ประการ และหารือเรื่องการทำธุรกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างสหภาพยุโรปกับประเทศอื่น พร้อมเรียกร้องให้พิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อประโยชน์ของประเทศไทย นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการยกเลิกสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรหรือจีเอสพี และระบุว่าธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบไม่มากนัก และกระทรวงพาณิชย์สามารถป้องกันผลกระทบได้ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการเจรจาระหว่างประเทศ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการระบุเป้าหมายและความร่วมมือชัดเจน เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อภาคธุรกิจ และเพิ่มความได้เปรียบในการทำการค้าระหว่างประเทศ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ณัฏฐ์ บรรทัดฐาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในกรณีเรื่องของการทำกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่าง ไทยกับสหภาพยุโรปนั้น ผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกก็คงได้อภิปรายกันไปพอสมควรแล้วในเรื่อง ของที่มาที่ไปแล้วก็เหตุผลต่าง ๆ เท่าที่ตัวกระผมเองได้อ่านรายงานที่เป็นกรอบการเจรจา ฉบับนี้ ผมเข้าใจว่าประเด็นหลัก ๆ ที่เราต้องทำกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรี ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปนั้นมีเหตุผลอยู่ด้วยกัน ๓ ประการ ก็คือ ๑. ขนาดเศรษฐกิจ ของสหภาพยุโรปที่มีขนาดใหญ่มาก ๒. ในเรื่องของกรณีปัญหาการจะถูกตัดสิทธิพิเศษ ทางศุลกากร ๓. ก็คือเรื่องข้อกังวลในเรื่องของการย้ายฐานการผลิต ฐานการลงทุนของ กลุ่มธุรกิจสหภาพยุโรปในประเทศไทย
ทีนี้ถ้ามาดูในรายละเอียดผมคิดว่าต้องเรียนท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรี ผมคิดว่าเหตุผลหลัก ๆ ๓ ข้อนี้เป็นสิ่งที่เราต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน แล้วก็ใช้เวลากับมันพอสมควร เพราะไม่อย่างนั้นแล้วท้ายที่สุดเมื่อเกิดการเจรจากรอบความร่วมมือ กรอบการค้าต่าง ๆ ก็จะส่งผลกระทบกับธุรกิจภายในประเทศ ส่งผลกระทบกับพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งเราเองก็มีบทเรียนในอดีตมาพอสมควรแล้ว ทีนี้ถ้ามองดูภาพเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป ซึ่งในรายงานก็ระบุไว้ชัดเจนว่ามีขนาดที่ใหญ่มาก คือประมาณ ๕๐๐ ล้านล้านบาท คิดเป็น เงินไทยนะครับ พอประเมินอย่างนี้แล้วผมคิดว่าเราอาจจะต้องกลับมานั่งดูรายละเอียดกัน ให้ชัดเจนอีกสักครั้งหนึ่ง เพราะว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ ๕๐๐ กว่าล้านล้านบาท ถ้ามองกันจริง ๆ แล้วสภาพตัวเลขในเรื่องของการทำธุรกรรมนอกกลุ่มสหภาพยุโรปมีอยู่ ประมาณ ๑๗๐,๐๐๐ กว่าล้านล้านบาท หรือคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็คือประมาณ ๒๔ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ทีนี้ถ้ามองในเรื่องของเปอร์เซ็นต์ที่เราทอนลงมาแล้วได้แค่ ๒๔ เปอร์เซ็นต์ ก็ไม่ได้ หมายความว่ามูลค่านี้เป็นมูลค่าที่เขาทำธุรกรรมทางเศรษฐกิจกับเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น แต่ว่าเป็นการทำธุรกรรมทางเศรษฐกิจกับหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก หลาย ๆ ภูมิภาค ซึ่งส่วนใหญ่ จะไปหนักอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา จะไปหนักอยู่ที่ประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น แม้แต่ ประเทศสิงคโปร์เองซึ่งเป็นคู่ค้าอันดับ ๑ ของสหภาพยุโรปในภาคพื้นอาเซียนด้วยกันเองกับ เราก็ยังไม่ติดอยู่ในกลุ่มที่ติดอันดับท็อป ไฟว์ (Top five) ของการทำธุรกรรมทางเศรษฐกิจ กับประเทศในสหภาพยุโรป เพราะฉะนั้นถ้ามองว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจเขามีขนาดใหญ่มาก ก็คงต้องมองละครับว่ามูลค่านั้นมันส่งผลกระทบตกมาถึงอาเซียน ตกมาถึงประเทศไทย มากน้อยแค่ไหน อย่างไร
ทีนี้มองในอีกด้านหนึ่งครับ มองในด้านของประเทศไทยบ้างว่าการทำธุรกิจ กับต่างประเทศนั้นมีมูลค่าขนาดไหน อย่างไร ผมไล่มาซึ่งตัวเลขที่ได้มาก็มาจากสำนักงาน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ของท่าน ไล่ตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ มาจนถึงปี ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา ถ้าเราไล่ดู รายละเอียดแล้วปรากฏได้ชัดเจนเลยว่ามูลค่าที่เราทำธุรกิจกับสหภาพยุโรปนั้นลดลงเรื่อย ๆ จากปี ๒๕๓๕ ที่อยู่ประมาณ ๒๑ เปอร์เซ็นต์ จากมูลค่าการส่งออกนำเข้าของทั่วโลก ไล่ลงมาเรื่อย ๆ จะลดลงมาเรื่อย ๆ จนอยู่ที่ประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ในปี ๒๕๕๔ และอยู่ที่ ประมาณ ๙.๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นในปี ๒๕๕๕ มูลค่าก็ประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถ้าเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์จากการส่งออก ตลาดส่งออกทั่วโลกจากประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศญี่ปุ่น หรือประเทศอื่น ๆ ที่มีมูลค่ารวมทั้งหมด ๗,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เราส่งออก ไปที่สหภาพยุโรปแค่ประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเท่านั้น ประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ตลาดใหญ่หลัง ๆ ของเรานี่ไปอยู่ที่ประเทศอื่น ๆ ซึ่งก็หมายถึงประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศในตะวันออกกลาง และประเทศในแอฟริกา ประเทศสหรัฐอเมริกาเองก็อยู่ประมาณ ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นถ้ามองจากพื้นฐานตัวเลขตรงนี้ทำให้เห็นชัดเจนว่าเราไม่มี ความจำเป็นต้องเร่งกระบวนการในการเจรจาแต่อย่างใด เพราะว่ากระบวนการในการเจรจา ทั้งหมดนั้นถ้าทำด้วยความเร่งรีบแล้วก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ความเสียหายหรือผลกระทบ ที่จะเกิดขึ้นไม่ได้ถือว่ามาก ยังไม่นับนะครับ ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขก่อนการประเมินวิกฤติเศรษฐกิจ สหภาพยุโรป ผมเชื่อว่าถ้าเรามีการประเมินตัวเลขทางเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปหลังเกิด วิกฤติในยุโรปแล้ว ผมเชื่อว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจของเขาน่าจะลดลงไปกว่านี้ด้วยซ้ำไป อันนั้นเป็นประการที่ ๑ ที่เราเป็นข้อกังวลกัน
ข้อกังวลที่ ๒ กรณีที่จะมีการตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรหรือจีเอสพี ที่จะถูกตัดในปี ๒๕๕๘ นี้มีการระบุในรายงานว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ได้รับอานิสงส์จาก จีเอสพีอยู่ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่พอประเมินกันเข้าจริง ๆ แล้วปรากฏว่า ธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบนั้นมีธุรกิจที่น่าจะได้รับผลกระทบเป็นมูลค่าอยู่ประมาณ ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท มองจากตัวเลขตรงนี้ประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งผมคิดว่าถ้าในรายละเอียดกระทรวงพาณิชย์ ไปดูความพร้อมของภาคธุรกิจให้ดีจะเห็นว่าประมาณ ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท หรือธุรกิจ ประมาณ ๔๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ที่ผมได้บอกไปเมื่อสักครู่นี้ ผมเชื่อว่ามีภาคธุรกิจจำนวนไม่น้อย ที่เขาสามารถดูแลตัวเองได้ในระดับหนึ่ง อันนั้นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ผมคิดว่ากระทรวงพาณิชย์ถ้ากังวลในประเด็นนี้มาก ผมเชื่อว่า ถ้าเราหามาตรการในการป้องกันเรื่องเหล่านี้ได้ผลกระทบที่จะได้รับก็น่าจะต่ำกว่า ๘๐,๐๐๐ ล้านบาทอย่างไม่ต้องสงสัยนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่ากรณีแบบนี้ยิ่งถ้าดูแล้ว สภาพการลงทุนแม้แต่ในยุโรปมาลงทุนในประเทศไทยเองอยู่ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท คิดเป็น .๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ไม่ได้เยอะอะไรมากเลยกับภาพรวมของธุรกิจที่เขามาลงทุน ในต่างประเทศนอกสหภาพยุโรป
ประการสุดท้าย ในเรื่องของเหตุผลที่เป็นที่กังวลกันมากว่าจะเกิดการย้าย ฐานการผลิต ย้ายฐานการลงทุน ในข้อนี้ยังไม่มีเหตุผลใดมารองรับอย่างชัดเจนนะครับ ท่านรัฐมนตรีเองก็ไม่ได้บอกว่ามีเหตุผลอะไรมารองรับจากการทำการสอบถาม แสดงความคิดเห็นต่าง ๆ ก็ไม่มีเหตุผลที่จะมารองรับชัดเจน แม้ในปี ๒๕๕๔ เราจะเกิดวิกฤติอุทกภัยอย่างหนัก ท่านนายกรัฐมนตรีเอง ท่านรัฐมนตรีหลาย ๆ ท่านในรัฐบาลเองก็ยังยืนยันด้วยความมั่นใจ ด้วยซ้ำไปว่าเรายังมีความพร้อมในเรื่องของการลงทุน แล้วก็มีความพร้อมในการที่จะใช้ มาตรการต่าง ๆ ในการส่งเสริมธุรกิจกับต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าด้วยเหตุผล ๓ ข้อที่เราเป็นกังวลกันมากในหลักใหญ่ ใจความของเรื่องการทำ ข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศนั้นผมคิดว่าไม่ใช่ประเด็นที่เราต้องกังวลทั้งสิ้น
ทีนี้ขอเวลาท่านประธานอีกสักเล็กน้อยเพื่อที่จะพูดในรายละเอียดของตัวกรอบ การเจรจาซึ่งผมจะใช้เวลาไม่มากนะครับ มีอยู่ ๓ ประเด็นเท่านั้นที่ผมคิดว่าคงต้องเรียนถาม ท่านรัฐมนตรีเพื่อขอความชัดเจนว่าถ้ากรอบการเจรจาเป็นไปด้วยความหละหลวมแบบนี้ จะมั่นใจได้อย่างไรว่าเมื่อเราไปเจรจาแล้วจะไม่ส่งผลกระทบต่อมาในภายหลัง และไม่เกิด ผลกระทบกับภาคธุรกิจที่เขาจะได้รับผลกระทบหลังจากที่กระบวนการในการทำการค้า ระหว่างประเทศนั้นเริ่มต้นขึ้น
เรื่องแรก คือเรื่องของเป้าหมายการเจรจา ท่านระบุไว้ชัดเจนครับว่าการเจรจานั้น บรรลุวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดกับภาพรวมของประเทศ
เรื่องที่ ๒ ก็คือได้รับความร่วมมือในสาขาที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนา และส่งเสริมเศรษฐกิจอย่างสร้างสรรค์ใน ๔.๒.๒ ในกรณีนี้ผมคิดว่าสิ่งที่เราทราบกันดีก็คือ เรื่องของโนว์ฮาว (Know how) หรือนวัตกรรม หรือการเรียนรู้ในเชิงสร้างสรรค์ต่าง ๆ เราเป็นที่พูดกันอยู่ตลอดเวลา แล้วก็จากการสำรวจความคิดเห็น จากข้อเสนอแนะ จากฝ่ายวิชาการ จากคนที่เขามีส่วนเกี่ยวข้อง เป็นที่ทราบกันดีครับว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราอาจจะด้อยกว่า ประเทศในสหภาพยุโรป ถ้าเราต้องการความได้เปรียบในเรื่องของการทำการค้าระหว่างประเทศ หรือว่าอย่างน้อยไม่ให้เสียเปรียบ ทำไมเราไม่ระบุให้ชัดเจนไปเลยครับว่านอกจากเรื่องของ ความร่วมมือในสาขาที่เป็นประโยชน์แล้วทำไมเราไม่ระบุในเรื่องของการถ่ายทอดนวัตกรรม เทคโนโลยีลงไปด้วยให้ชัดเจน
ท้ายที่สุด ในประเด็นเรื่องของเป้าหมายการเจรจา ผมคิดว่าสิ่งที่มันจะต้อง เกิดขึ้นแน่นอนเพราะมีเพื่อนสมาชิกหลายคนได้พูดไปแล้วในเรื่องของกระบวนการในการระงับ ข้อพิพาทโดยใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการ ซึ่งท้ายที่สุดหากเกิดข้อพิพาทขึ้นมันจะมีผลกระทบ แน่นอนยิ่งโดยเฉพาะถ้าเป็นข้อพิพาทระหว่างภาครัฐกับนักลงทุนต่างชาติ เมื่อมีการตัดสินว่า มีการแพ้คดีมันต้องมีการชดใช้ ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องเกิดภาระกับงบประมาณในระยะยาวตามมา กรณีอย่างนี้เพื่อป้องกันปัญหาเหล่านี้ระบุลงไปได้ไหมครับในเป้าหมายการเจรจาว่ากระบวนการ ในการเจรจาจะไม่สร้างเงื่อนไขที่เป็นภาระทางการเงินแก่รัฐบาลในเรื่องของการปรับตัว ของภาคธุรกิจ หรือมีการทอดระยะเวลาได้ไหมครับ เช่นระบุลงไปให้ชัดเจนว่ามีระยะเวลา ในการปรับตัวและมีมาตรการมารองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ซึ่งผมคิดว่าถ้าใส่ข้อความ เหล่านี้ลงไปในเรื่องของเป้าหมายการเจรจาอย่างน้อยมันสร้างความอุ่นใจให้กับพวกผม ในการยกมือผ่านให้ท่าน แล้วก็สร้างความอุ่นใจให้กับภาคธุรกิจที่เขาต้องไปทำธุรกิจ หรือแม้แต่ข้าราชการเอง ซึ่งปิดท้ายผลกระทบอย่างที่ผมเรียนนะครับว่าถ้ามีข้อพิพาท ระหว่างรัฐกับนักลงทุนต่างประเทศเขาจะได้มั่นใจว่าเขาจะสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ โดยไม่มีปัญหาตามหลังต่อมา
สิ่งที่จะต้องเรียนถามท่านรัฐมนตรีประการต่อมาก็คือ เรื่องของมาตรการ ในการปกป้อง มาตรการในการเยียวยาทางการค้า ข้อ ๕.๔ เราระบุไว้เพียงว่าให้มีมาตรการในการปกป้อง ๒ ฝ่ายระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป เพื่อปกป้องและเยียวยาภาคเกษตรหรืออุตสาหกรรมภายในประเทศที่ได้รับผลกระทบ ตรงนี้ ถ้าเราระบุให้ชัดเลยครับว่ากำหนดให้มีมาตรการในการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ ผมคิดว่าอย่างน้อยมันก็เป็นการสร้างหลักประกันให้คนที่เขาจะได้รับผลกระทบในระยะยาว อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นะครับ แล้วท้ายที่สุดพอไล่มาถึงจากข้อ ๕.๔.๑ ลงมาถึง ๕.๗.๒ นี่นะครับ ผมคิดว่าการจัดตั้งกลไกหรือหารือรวมทั้งระบุหน่วยงานที่รับผิดชอบติดต่อระหว่างกันเพื่อให้ สามารถแก้ปัญหากับผลกระทบที่เกิดขึ้นได้นั้นมันลอยครับ เพราะว่าเราไม่สามารถระบุได้ครับว่า เมื่อหาหน่วยงานที่มารับผิดชอบแล้ว เมื่อมีการรับผิดชอบร่วมกัน ประสานงานกันแล้วจะแก้ไข ปัญหาอย่างไร เพราะเราไม่มีตัวชี้วัดว่าความหนักเบาของปัญหาหรือผลกระทบนั้นเป็นอย่างไร ผมคิดว่าตรงนี้ถ้าเราสามารถใส่ลงไปได้ว่าจัดตั้งกลไกหรือหารือตามเนื้อหาที่ท่านเขียนมานี่ แล้วต่อท้ายลงไปว่า โดยมีการกำหนดตัวชี้วัดทั้งเรื่องผลกระทบและเรื่องของการให้ความร่วมมือ ที่ชัดเจน มันจะสามารถระบุความเสียหายหรือระบุมาตรการผลกระทบได้อย่างชัดเจน ผมคิดว่า เรื่องแบบนี้ถ้าเราให้ความรัดกุมลงไปในรายละเอียดของการทำกรอบการเจรจาผมคิดว่า ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร
ท้ายที่สุด ในเรื่องของการพัฒนาที่ยั่งยืนในข้อ ๕.๑๕.๒ รวมไปถึงข้อ ๕.๑๕.๓ นี่นะครับ ๓-๔ ข้อตรงนี้ถ้ามาดูในเนื้อหาของมันเองแล้วผมคิดว่ามันขัดแย้งด้วยตัวของมันเอง กันอยู่ เพราะว่ามันระบุไว้ชัดครับว่าให้ใช้ระเบียบ ข้อบังคับ หรือกฎหมายที่มีอยู่ภายในประเทศ และเปิดโอกาสให้กำหนดมาตรฐานสิ่งแวดล้อมภายในประเทศเพิ่มเติมได้ในอนาคต แต่พอมา ข้อ ๕.๑๕.๒ มันระบุว่าข้อกำหนดต่าง ๆ ประเทศคู่ภาคีจะต้องไม่ใช้นโยบายด้านสังคม หรือสิ่งแวดล้อมมาเป็นเครื่องมือกีดกันการค้า อย่างนี้ถ้ากระบวนการหรือว่าสภาพแวดล้อม หรือสิ่งใด ๆ ก็ตามแต่ในอนาคตมันเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น และทำให้เราต้องออกมาตรการ ออกกฎหมายหรืออะไรก็ตามแต่เข้ามาเพื่อแก้ไขสิ่งที่มันเกิดขึ้นภายในประเทศเรา แต่ถ้า มันไปขัดแย้งหรือเป็นอุปสรรคต่อการค้าแสดงว่าเราทำไม่ได้อย่างนั้นหรือครับ ฉะนั้นผมคิดว่า ๓-๔ ข้อเหล่านี้เป็นสิ่งที่ท้ายที่สุดก็คงต้องเรียนว่าเมื่ออ่านแล้วมีความกังวลใจอยู่พอสมควรว่า เมื่อทำกรอบการเจรจาการค้าแบบนี้แล้วมันค่อนข้างหลวมและเปิดโอกาสให้เราเสียเปรียบได้ ในอนาคต แล้วยิ่งถ้าท่านรัฐมนตรีบอกว่าไม่อยากจะกำหนดกรอบให้รัดกุมหรือบีบบังคับ จนเกินไปเพราะว่าการเจรจาจะเป็นไปด้วยความยืดหยุ่น หรือท้ายที่สุดท่านจะพยายาม ทำอย่างไรก็ตามให้มีผลกระทบหรือเดือดร้อนน้อยที่สุด แต่อย่างที่ผมเรียนไปแล้วตั้งแต่ ตอนต้นว่าวันนี้กรอบการเจรจาเบื้องต้น สหภาพยุโรปมีความจำเป็นในการธุรกิจกับเราไม่มาก จริง ๆ แล้วถ้ามองจากรายงานของท่านเองบอกมาว่าเราเป็นคู่ค้าอันดับ ๒ ในอาเซียน ที่ทำธุรกรรมกับประเทศในสหภาพยุโรป แต่ถ้ามองในภาพรวมทั้งโลกจริง ๆ แล้วการทำ ธุรกรรมทางการค้ากับประเทศในสหภาพยุโรปนั้นเรามีมูลค่าเพียง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ของการส่งออกทั้งหมด ซึ่งผมคิดว่าถ้ามองโจทย์ตรงนี้ให้ดี ไม่ปฏิเสธหรอกครับว่า เราควรจะต้องทำกรอบการเจรจาการค้าไทยกับสหภาพยุโรป เพียงแต่ผมคิดว่าถ้าเรา รัดกุมกว่านี้ ใช้เวลานานกว่านี้ก็คงไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างไร เพราะวันนี้ประเทศที่ทำ กรอบการเจรจาการค้าทำไปแค่ ๓ ประเทศเท่านั้น เหลืออีกหลายประเทศที่ยังไม่ได้ทำ เช่นเดียวกับเรา แต่ว่าถ้าเราใช้กรอบการเจรจาของ ๓ ประเทศนั้นมาเป็นบทเรียนว่า เมื่อเขาทำกรอบไปแล้วมีปัญหาอย่างไร และในขณะที่เราเองกำลังทำอย่างนี้แล้วมีสมาชิก หลายท่านทักท้วง มีภาคเอกชน ฝ่ายนักวิชาการและอีกหลาย ๆ ส่วนเขาทักท้วง ถ้าเรานำกรอบเหล่านี้ไปทบทวนแล้วค่อยเอากลับมาใหม่อีกครั้งผมคิดว่าเราจะได้กรอบการค้า ที่อย่างน้อยมันสร้างประโยชน์มากกว่าสร้างภาระที่จะเป็นภาระผูกพันตามมาในอนาคต ขอบพระคุณครับ