กษิต ภิรมย์ เสนอแนะให้รัฐบาลอธิบายมาตรการที่จะช่วยให้เอกชนสามารถแข่งขันสินค้าได้ด้วยคุณภาพ พร้อมหารือเรื่องการทำเอฟทีเอกับอียูและส่งออกสินค้าเกษตรของไทย โดยเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงและระบุรายละเอียดของสินค้าที่จะส่งออก นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการเจรจาเอฟทีเอระหว่างไทยและสหภาพยุโรป โดยเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนกรอบการเจรจาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของไทย
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมอ่านเอกสารแล้วก็พอจะจับความได้ว่าที่รัฐบาลประสงค์ที่จะทำเอฟทีเอ กับทางสหภาพยุโรปนั้นด้วยเหตุผล ๒ ประการด้วยกัน คือเพราะว่าจีเอสพีจะหมดไป แต่ว่าจีเอสพีตามที่เพื่อนสมาชิกผมหลายท่านได้พูดไว้ว่ามันเป็นแค่ส่วนน้อยของมูลค่า การส่งออกของประเทศไทย เพราะฉะนั้นจะอ้างว่าต้องไปทำเอฟทีเอเพราะจีเอสพีจะหมดไป ก็คงจะไม่ใช่ทีเดียวนะครับ เพราะว่าสินค้าส่วนใหญ่เราขายได้โดยที่ไม่ต้องมีจีเอสพี แล้วก็ คงจะด้วยเหตุผลที่ว่าคุณภาพสินค้าของเราดีเป็นที่ต้องการ มีการตลาดที่เข้าถึงซึ่งผู้บริโภค แล้วก็อาจจะเกี่ยวโยงกับอัตราแลกเปลี่ยนด้วย เพราะฉะนั้นผมคิดว่าทางรัฐบาลน่าจะบอกว่า ถ้าเผื่อจะไปสู่เอฟทีเอแล้วเรามีมาตรการอย่างไรในการที่จะช่วยให้เอกชนสามารถที่จะ แข่งขันสินค้าได้ด้วยคุณภาพเป็นสำคัญนะครับ
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่เป็นเหตุผลก็เพราะกลัวว่าจะมีประเทศอื่น ๆ เขารีบไป ทำเอฟทีเอกับอียูแล้วเราก็จะสู้ไม่ได้ ก็ต้องบอกมาว่ามันมีกี่ประเทศ และในประเทศเหล่านั้น มันมีสินค้ากี่ตัวที่จะต้องแข่งขันกัน ภาพมันต้องให้ชัดเสียก่อน แต่ถ้าเผื่อว่าเราขายได้แล้ว แล้วก็เรื่องเอฟทีเอคือการขจัดภาษีศุลกากรไปมันไม่ใช่ประเด็นสำคัญและจะทำทำไม นั่นก็เป็นอันหนึ่งที่จะต้องบอกให้ชัด และผมกลับคิดว่าถ้าเผื่อเราไม่ได้พูดเรื่องจีเอสพี ไม่ได้พูดเรื่องประเทศคู่แข่งอื่น ๆ นั้น ถ้าผมเป็นรัฐบาลผมก็จะบอกว่าเหตุผลที่ผมจะไปทำ เอฟทีเอกับอียูก็เพราะว่าผมจะขายสินค้าได้มากยิ่ง ๆ ขึ้นทุกตัว กับอันที่ ๒ ประชาชน ชาวไทยผู้บริโภคก็จะได้สินค้าดีราคาย่อมเยาจากอียูเข้ามา มันไม่น่าจะมีเหตุผลอื่นนะครับ อันนี้ก็อยากจะฝากไว้ว่ารัฐบาลต้องบอกในเอกสารกรอบการเจรจาว่าจะทำให้ประเทศไทย ขายสินค้ามากขึ้นอย่างไร แล้วก็สินค้าอะไรใช้เวลาเท่าใด แล้วก็เราจะเรียกร้องอะไรจาก สหภาพยุโรป ผมทราบว่ามันก็มีสินค้าบางตัวที่เจรจากันมา ๒๐-๓๐ ปีแล้วในกรอบดับเบิลยูทีโอ หรือโดยตรงกับทางสหภาพยุโรป เช่น ข้าว น้ำตาล มันสำปะหลัง เขาก็ไม่ยอมเปิดตลาด แล้วมันก็เป็นหัวใจของการส่งออกของประเทศไทยทางด้านภาคเกษตรซึ่งเกี่ยวกับพี่น้อง เกษตรกรของเรา แล้วรัฐบาลต้องการที่จะปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรของประเทศไทย มากน้อยแค่ไหน หรือว่ามีเอฟทีเอแล้วก็จะหนักไปในเรื่องของสินค้าอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมบริการ แต่ว่าพอถึงภาคเกษตรรัฐบาลก็ลืมพี่น้องเกษตรกรของเราหรือเปล่า อันนี้เป็นเรื่องที่จะต้อง ชี้แจงให้แน่ชัดนะครับ และถ้าเผื่อเราจะเรียกร้องเรื่องตัวสินค้าเกษตรให้เป็นสำคัญแล้วต้องระบุ ในขณะเดียวกันผมก็เห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกคือท่านเกียรติที่ว่าแล้วเรื่องแรงงานไทยว่าอย่างไร เรามีเชฟ (Chef) พ่อครัว แม่ครัวที่มีฝีมือ มีหมอนวดแผนโบราณอะไรต่าง ๆ เหล่านี้เราจะ เข้าไปทำงานได้อย่างไร บริษัทเอกชนของประเทศไทยที่เก่ง ๆ จะทำภาพยนตร์หรือทางด้าน ดีไซน์ (Design) ต่าง ๆ เหล่านั้นจะเข้าไปลงทุนได้ไหม จะสะดวกสบายไหม แล้วก็ในสภาพที่ เศรษฐกิจของสหภาพยุโรปนั้นถดถอยโอกาสมันจะมีอย่างไรล่ะครับ
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งก็คือที่มันสำคัญมากและเขาเรียกร้องอะไรก็รู้กันอยู่ เขาเรียกร้องเรื่องสุรา บุหรี่ การเข้ามาร่วมในการประมูลจัดซื้อจัดจ้างในโครงการของรัฐ ในเรื่องของการเปิดตลาดยารักษาโรคซึ่งก็จะกระทบกับคนยากคนจน แล้วก็อาจจะทำลาย อุตสาหกรรมผลิตยาของเราด้วย แล้วรัฐบาลมีมาตรการป้องกันอย่างไร และการยื่นหมูยื่นแมว การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันมันคุ้มหรือเปล่าครับที่จะให้เขามาจัดซื้อจัดจ้างขายยาในราคาแพง แล้วก็มีสิ่งมอมเมา เช่น สุรา บุหรี่ต่าง ๆ เหล่านี้ เพียงเพื่อแลกกับสินค้าอุตสาหกรรมบางตัว ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลอยากจะส่งเสริมอะไร สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ต้องพูดให้ชัดในกรอบการเจรจา
ส่วนประเด็นสุดท้ายนะครับ เพื่อไม่ให้เสียเวลามากเพราะเวลาจำกัด อีกอันหนึ่งก็คือว่าเราก็ตระหนักกันดีอยู่ว่าในช่วง ๒๐-๓๐ ปีที่ผ่านมานั้น ทางฝ่ายสหภาพยุโรป มักจะออกมาตรการฝ่ายเดียว แต่ก่อนเราขายกุ้งไปไม่ได้เพราะเขาบอกว่าจับกุ้งมาแล้ วมีปลาโลมา มีตะพาบน้ำ มีเต่าต่าง ๆ นี่มันเป็นมาตรการอะไรครับ กีดกันทางการค้า เราจะมีการเจรจาอย่างไรไม่ให้เขาออกมาตรการฝ่ายเดียว ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นการปกป้อง ผลประโยชน์ของประเทศไทย แต่ถ้าเผื่อได้อ่านกรอบการเจรจาที่รัฐบาลเสนอมาแล้ว มันหลวมมากครับ มันสะท้อนว่าลูกน้องของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้ทำงานอย่างเต็มที่ เสนอหลวม ๆ มาให้ที่ท่านรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรี ก็รับเรื่องหลวม ๆ มาเสนอที่สภา มันก็อาจจะสะท้อนว่าองค์ความรู้ของท่านรัฐมนตรีนั้น ก็หลวม ๆ ด้วย แต่ว่าสภานี้ไม่หลวมครับ อยากจะปกป้องผลประโยชน์ของประเทศไทย ของเอกชนไทย ของเกษตรกรไทย ผมอยากจะให้รัฐบาลทบทวนเรื่องนี้อีกทีครับ เพื่อน ส.ส. ของผมหลายคนบอกทำไมไม่ตั้งคณะทำงานร่วมหรือว่าเอาเรื่องออกไปก่อนแล้วก็ไปว่ากัน นอกรอบเพราะนี่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน แล้วพวกผมฝ่ายค้านพรรคประชาธิปัตย์พร้อมที่จะ ทำงานด้วย ตัวกระผมเองก็เคยประจำอยู่ที่กรุงบรัสเซลส์นะครับ คณะผู้แทนไทยประจำ สหภาพยุโรปก็พร้อมที่จะทำงานอย่างเต็มที่กับรัฐบาลเพื่อผลประโยชน์ของประเทศไทย แล้วเราให้มีเป้าหมายอย่างแน่ชัดว่าถ้าเผื่อจะทำเอฟทีเอแล้วไม่มีผลเสียครับ หรือว่า ผลเสียน้อยแล้วก็ได้ผลดีมากกว่า เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ต่อพี่น้องชาวไทยทุกคน ขอขอบคุณท่านประธานครับ